เมฆาสะท้านฟ้า

ตอนที่ 99 : ตอนที่98:ทักษะจากเทพกระบี่วายุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 582 ครั้ง
    31 ก.ค. 61


“การทดสอบจิตใจในด่านสุดท้ายนี้  มันเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจของเจ้า หลังจากที่เจ้าได้พบเจอกับเหตุการณ์ที่คับขันชนิดที่ว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงอย่างเดียวคือยืนมองคนที่ตนเองรักต้องถูกศัตรูฆ่าตาย แล้วเจ้าจะสามารถทนได้หรือไม่ เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ไขความอ่อนแอของเจ้าให้แข็งแกร่งพอที่จะล้างแค้นให้กับครอบครัวหรือคนที่เจ้ารักได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเจ้าสามารถทำได้ เจ้าก็จะสามารถผ่านด่านทดสอบในด่านสุดท้ายนี้ไปได้ และจะสามารถขึ้นไปยังชั้นบนสุดที่เก็บสิ่งสำคัญของเทพกระบี่วายุเอาไว้ได้

 

และอีกอย่างคือ ให้เจ้าทบทวนว่าสิ่งใดที่จิตใจเจ้าขาดไป สิ่งใดที่เจ้ามองข้ามไปในชีวิตจริง  เจ้ามัวแต่จมปลักอยู่กับความแค้นที่ตระกูลของบิดาถูกฆ่าสังหารจนลืมมองสิ่งรอบข้างของตัวเจ้า  มองคนในครอบครัวเจ้า ผู้ติดตามที่ภักดีของเจ้าหรือไม่  เจ้าจึงลองทบทวนให้ดีเพราะในด่านทดสอบสุดท้ายนี้มันจะดึงเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามองข้ามและขาดไป มาสร้างเป็นเรื่องราวเพื่อทดสอบจิตใจของเจ้านั่นเอง”

 

เมื่อชายชรากล่าวจบก็ได้หายตัวไปพร้อมกับเด็กชายในทันที

 

เสี่ยวหมิงถึงกับตกอยู่ในภวังค์เมื่อได้ฟังและคิดตามในสิ่งที่ชายชราชี้แนะในการทำให้จิตใจมั่นคงและไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่ภาพลวงตาได้สร้างขึ้น เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาเสี่ยวหมิงกลับไม่เห็นชายชราและเด็กชายแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เสี่ยวหมิงจึงได้กล่าวออกไปพร้อมกับคุกเข่าลงว่า

 

“ข้าน้อยขอขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะข้าน้อยขอรับ!!

 

จากนั้นจิตวิญญาณของเสี่ยวหมิงก็ออกมาจากโลกในผลึกเทพพร้อมกับได้เข้าสู่ร่างเดิมจนเสี่ยวหมิงรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นได้นอนหมดสติอยู่ที่พื้น

 

พร้อมกันนั้นเสี่ยวหมิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังทางออกเพื่อไปยังชั้นที่6  เพราะเวลานี้เสี่ยวหมิงต้องการที่จะนั่งทบทวนในคำพูดของชายชราที่ได้ชี้แนะแก่ตนเองให้เข้าใจทั้งหมดเสียก่อน เมื่อเสี่ยวหมิงทบทวนทุกอย่างจนเข้าใจและพร้อมแล้ว  เขาจึงจะเดินเข้าไปยังประตูเพื่อทดสอบในด่านสุดท้ายอีกครั้ง ว่าแล้วเสี่ยวหมิงจึงได้นั่งขัดสมาธิเพื่อทบทวนในสิ่งที่ชายชรากล่าวในทันที

 

เสี่ยวหมิงใช้เวลาไปถึง2ชั่วยามจึงสามารถเข้าใจได้ว่าเพราะตนเองมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นและเอาความแค้นนั้นมาเป็นแรงผลักดันให้ตนเองมีแรงฮึดในการเพิ่มความแข็งแกร่งไปยังเป้าหมายที่ตนเองได้ตั้งไว้   จนขาดสติและมองข้ามไปว่า บางสิ่งบางอย่างนั้นไม่สามารถทำด้วยตัวคนเดียวได้ มันต้องใช้ความร่วมมือกันของหลายๆคนจึงจะสามารถทำได้สำเร็จ

 

ยกตัวอย่างเช่นการสร้างตระกูลหวงขึ้นมาใหม่นั้น เสี่ยวหมิงไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว มันจะต้องมีมารดาและคนอื่นๆคอยช่วยเหลือในด้านต่างๆ มันจึงจะสามารถสร้างตระกูลหวงขึ้นมาสำเร็จได้ 

 

เพราะฉนั้นในก่อนหน้านี้ที่เสี่ยวหมิงเดินเข้าไปยังด่านสุดท้ายเพื่อทดสอบจิตใจ เสี่ยวหมิงจึงต้องเจอกับภาพเหตุการณ์ที่ตนเองต้องยืนมองคนในครอบครัวถูกสังหารต่อหน้าต่อตาอย่างโหดเหี้ยม ชนิดที่มีเพียงตนเองนั้นรอดชีวิตอยู่คนเดียว

 

เมื่อเสี่ยวหมิงคิดได้เช่นนี้และมีสติขึ้นมาแล้ว เขาก็ได้ปล่อยวางความแค้นลงในทันทีพร้อมกับวางเป้าหมายในชีวิตของตนเองไหม่      ว่าจะต้องส่งเสริมให้ทุกๆคนในตระกูลไป๋รวมถึงผู้ติดตามของตนเองนั้นแข็งแกร่งขึ้นไปพร้อมๆกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินความแค้นกับ4ตระกูลที่ร่วมมือกันสังหารตระกูลหวงของบิดาแล้ว  ทุกคนจะสามารถเอาตัวรอดและร่วมมือกันสังหารศัตรูได้โดยที่เสี่ยวหมิงไม่ต้องกังวลและมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังในช่วงเวลาคับขันได้

 

เสี่ยวหมิงลืมตาขึ้นมาพร้อมด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นและเดินเข้าไปยังประตูบานนั้นเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจอีกครั้ง

 

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เทพกระบี่วายุได้สร้างหอคอยกระบี่ยุคโบราณนี้ขึ้น แทบไม่มีรุ่นเยาว์คนไหนที่สามารถผ่านด่านขึ้นไปยังชั้นที่6ได้  จึงไม่มีใครรู้ว่าเวลาในชั้นที่6นั้นจะเดินเร็วกว่าเวลาภายนอกในอัตตราส่วน1ต่อ3โดยที่เวลาภายในนั้นผ่านไป3ชั่วยาม เวลาภายนอกนั้นจะพึ่งผ่านไปเพียง1ชั่วยามเพียงเท่านั้นเอง

 

มันจึงทำให้เวลานี้ซือต้าหลางที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าของหอคอยนั้น รู้สึกเป็นกังวลว่าเสี่ยวหมิงจะได้รับอันตรายจนไม่สามารถที่จะบีบหยกที่นำติดตัวไปได้ทันเวลา เพราะเขาเห็นว่าเสี่ยวหมิงนั้นหยุดอยู่ที่ชั้น5มาเป็นเวลานานแล้วและยังไม่ออกมาสักที มันจึงทำให้ซือต้าหลางนั้นคิดได้แบบนี้เท่านั้น

 

ส่วนไป๋หยุนที่ยืนรออยู่ในมุมมืดนั้นกลับไม่ได้ปรากฏสีหน้าวิตกกังวลอะไรออกมา เพราะเขาเชื่อว่าเสี่ยวหมิงจะต้องไม่เป็นอะไรและสามารถผ่านด่านไปยังชั้นบนสุดของหอคอยได้ หลังจากที่เขาอยู่กับเสี่ยวหมิงมานานและพบเจอกับเรื่องราวแปลกประหลาดมามากมาย เหมือนกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสี่ยวหมิงจนกลายเป็นว่าเขานั้นเคยชินกับเรื่องพวกนี้จนหมดความวิตกกังวลเมื่อเห็นเสี่ยวหมิงเจอกับเรื่องพวกนี้แล้ว

 

เมื่อเสี่ยวหมิงเดินเข้ามายังประตูแล้วเขาก็ได้ถูกภาพมายานำไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โดยที่ภาพเบื้องหน้าของเสี่ยวหมิงนั้นก็คือห้องนอนที่บานประตูเปิดอ้าเอาไว้ และภายในห้องนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังนอนเปลือยกายกอดกันอยู่อย่างมีความสุข  เมื่อเสี่ยวหมิงมองไปยังหญิงสาวผู้นั้นแล้วเขาถึงกับตกตะลึงอย่างมากพร้อมกับลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่งจนเกือบที่จะเดินเข้าไปสอบถามว่าทำตัวแบบนี้ได้อย่างไร  เพราะหญิงสาวคนนั้นก็คือซิวเอ๋อ หญิงที่เขารักและต้องการที่จะให้นางมาเป็นภรรยาของเขาในอนาคต  ยิ่งไปกว่านั้นก็คือฝ่ายชายที่ซิวเอ๋อนอนกอดอยู๋นั้นก็คือสุ่ยตงหลางที่เคยส่งคนมาจัดการเสี่ยวหมิงในการประลองเพื่อหาสุดยอดรุ่นเยาว์ของเมืองต้าชิงในครั้งนั้นอีกด้วย มันจึงทำให้เสี่ยวหมิงเกือบที่จะขาดสติไปเลยเมื่อเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้านี้  

 

แต่เสี่ยวหมิงเผลอลืมตัวไปเพียงครู่เดียวก็ได้สติกลับคืนมา พร้อมกับไม่สนใจต่อภาพเบื้องหน้าไม่ว่าคนทั้ง2นั้นจะทำอะไรก็ตาม

 

เวลานี้เสี่ยวหมิงพยายามนำพาจิตใจให้ยึดมั่นในสติอย่างเดียวโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าภาพตรงหน้านั้นจะเป็นใครในครอบครัว  หรือคนที่ตนเองรักกำลังทำในสิ่งที่ตนเองจะได้รับความเจ็บปวดในด้านจิตใจจนไม่สามารถที่จะทนได้

 

เมื่อโลกมายาในชั้นที่7เห็นว่า ภาพในด่านแรกที่โลกมายาสร้างขึ้นเพื่อทดสอบสภาพจิตใจของเสี่ยวหมิงนั้นไม่ได้ผล ภาพในด่านที่2ก็ได้เข้ามาแทนที่ในทันทีโดยในด่านที่2นี้เสี่ยวหมิงถูกนำตัวมายังตระกูลหวงในขณะที่กำลังเกิดสงครามระหว่างกลุ่มของเสี่ยวหมิงและ4ตระกูลที่ร่วมมือกันสังหารตระกูลบิดาของตนเอง 

 

โดยภาพเบื้องหน้าของเสี่ยวหมิงก็คือผู้นำตระกูลชิง ชิงเป่ย  ผู้ซึ่งวางแผนหลอกล่อขอความร่วมมือจากอีก3ตระกูล มาจัดการกับตระกูลหวงเพื่อแย่งชิงสุดยอดคำภีร์ที่เมื่อได้ศึกษาแล้วจะสามารถทำให้ก้าวผ่านไปยังชนชั้นลมปราณเปลี่ยนแปลงเทวะได้ นอนตะเกียกตะกายหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้าของเสี่ยวหมิงหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสชนิดที่ว่าไม่สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ ขอเพียงแค่มีศัตรูที่เป็นคนธรรมดาพบเห็นและฟันกระบี่ไปยังลำคอของชิงเป่ย เขาก็สามารถสังหารชิงเป่ยได้

 

ถึงแม้ว่าความอยากที่จะเดินเข้าไปสังหารชิงเป่ยที่นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า  ของเสี่ยวหมิงจะกำลังกระเพื่อมขึ้นมาในจิตใจอย่างรุนแรง แต่เสี่ยวหมิงก็ยังคงยึดติดกับสติอย่างเหนียวแน่นชนิดที่ว่าความอยากที่กำลังกระเพื่อมขึ้นก่อนหน้านี้ได้ค่อยๆหายไป ทีละนิดๆ จนในที่สุดความอยากนั้นก็ได้หายไปจนหมด พร้อมกับที่ภาพมายาที่สร้างขึ้นในด่านที่2นั้นได้หายไปด้วยหลังจากที่ไม่สามารถทำให้เสี่ยวหมิงไขว้เขวและได้รับผลกระทบจากเรื่องราวที่สร้างขึ้นได้แล้ว

 

หลังจากที่เสี่ยวหมิงสามารถผ่านด่านทดสอบทางด้านจิตใจมาได้ถึง2ด่านแล้วโดยที่ใช้เวลาไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม มันจึงทำให้เสี่ยวหมิงมีความมั่นใจมากขึ้นว่า ถ้าหากว่าตนเองนั้นยึดติดกับสติไว้แล้ว ไม่ว่าตนเองจะไปเจอกับเรื่องราวที่โลกมายาสร้างขึ้นแบบใด เสี่ยวหมิงก็มั่นใจได้ว่าตนเองจะไม่หวั่นไหวและสามารถก้าวผ่านเรื่องราวนั้นๆได้อย่างแน่นอน

 

หลังจากที่เรื่องราวในด่านที่2ไม่สามารถทำอะไรเสี่ยวหมิงได้ ครานี้ในด่านสุดท้ายของชั้นที่7 เสี่ยวหมิงถูกนำตัวไปยังลานกว้างที่บ่งบอกว่านี่คือชั้นบนสุดของหอคอยพร้อมกับบรรยากาศที่ทำให้เชื่อว่านี่คือความจริงไม่ใช่การทดสอบความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ โดยภายในลานกว้างนั้นมีประตูอยู่2บาน และมีตัวหนังสือเขียนเอาไว้ว่า ประตูบานที่1สำหรับผู้ที่ต้องการตัดผ่านไปยังชนชั้นลมปราณเปลี่ยนแปลงเทวะ เมื่อเดินเข้าไปยังประตูบานนี้แล้วจะสามารถตัดผ่านไปได้โดยทันทีและจะเป็นผู้ยืนอยู่จุดสูงสุดของทั้ง5ทวีปนี้  ส่วนประตูอีกบานนั้นได้เขียนเอาไว้ว่าเป็นประตูที่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตของตนเองได้ เพราะเมื่อผู้ใดก้าวเข้าไปยังประตูบานนี้แล้วจะสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขในสิ่งที่ตนเองต้องการในอดีตได้

 

เมื่อเสี่ยวหมิงพบเจอความรู้สึกที่เหมือนกับความจริงมากที่สุดในเหตุการณ์ที่ต้องเลือกเช่นนี้แล้ว เขาถึงกับหลงครุ่นคิดว่าจะเลือกประตูบานใดอยู่นานสองนาน จนก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของประตูทั้ง2บานนั้นแต่เมื่อเสี่ยวหมิงได้สติกลับคืนมา เขาจึงพบว่าตนเองนั้นเผลอตัวไปกับเรื่องราวที่โลกมายาได้สร้างขึ้นมาอีกครั้ง ชนิดที่ว่ามันเหมือนกับความจริงมากๆจนถึงขนาดที่ทำให้เสี่ยวหมิงนั้นขาดสติและเผลอตัวไปกับมัน

 

หลังจากที่เสี่ยวหมิงมีสติและรับรู้ว่าเรื่องราวที่ปรากฏตรงหน้านั้นมันคือสิ่งที่โลกมายาสร้างขึ้นแล้ว เขาก็ได้เดินกลับมายังจุดเดิมที่เคยยืนอยู่พร้อมกับที่ใช้จิตใจยึดติดกับสติอยู่แบบนั้นและไม่ได้สนใจที่จะเลือกประตูบานใดที่โลกมายานั้นสร้างขึ้นเลย จนเวลาผ่านไปจนครบครึ่งชั่วยามที่เสี่ยวหมิงได้ทดสอบในชั้นที่7เป็นครั้งที่2แล้ว ภาพตรงหน้าของเสี่ยวหมิงก็ได้สลายหายไปพร้อมกับที่เสี่ยวหมิงนั้นได้มายืนอยู่ในลานกว้างของชั้นบนสุด โดยที่ตรงกลางลานนั้นมีแท่นๆหนึ่งตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีหนังสือเก่าๆอยู่เล่มหนึ่งวางเอาไว้บนนั้น

 

เวลานี้เสี่ยวหมิงยังไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปยังแท่นนั้นเพื่อดูว่าหนังสือเล่มนั้นมันเขียนอะไรเอาไว้ข้างใน ถึงแม้ว่าความอยากรู้มันกำลังบังคับให้เสี่ยวหมิงเดินเข้าไปยังแท่นนั้นก็ตาม เพราะเขากลัวว่ามันจะเป็นด่านทดสอบสภาพจิตใจที่โลกมายาได้สร้างขึ้นมาอีกครั้ง

 

แต่เมื่อเสี่ยวหมิงยืนมองอยู่ประมาณเกือบครึ่งชั่วยามแล้วพบว่า ภาพเบื้องหน้าก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่นิดเดียว เขาจึงได้เดินไปยังแท่นที่ตั้งอยู่ตรงกลางลานนั้นเพื่อดูว่าหนังสือที่วางอยู่บนแท่นนั้นมันเขียนอะไรเอาไว้ข้างใน

 

เมื่อเสี่ยวหมิงเดินไปถึงตรงแท่นที่วางหนังสือแล้วหยิบหนังสือเก่าๆเล่มนั้นขึ้นมาดู เสี่ยวหมิงถึงกลับอุทานออกมาด้วยความตกใจว่า

 

“นี่มัน!! มันคือทักษะเพลงกระบี่วายุของสำนักกระบี่วายุไม่ใช่หรอกหรือ ทำไมมันถึงได้มาวางอยู่บนแท่นนี้ได้?

 

ด้วยความอยากรู้เสี่ยวหมิงจึงได้เปิดดูด้านในของหน้าแรกแล้วก็ได้พบกับข้อความที่เทพกระบี่วายุผู้ที่สร้างหอคอยกระบี่ยุคโบราณนี้เขียนเอาไว้ว่า

 

“ทักษะเพลงกระบี่วายุที่บันทึกเอาไว้ในตำราเล่มนี้นั้นมันคือเพลงกระบี่ฉบับสมบูรณ์ที่ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตของข้าคิดค้นขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งข้าได้ทิ้งตำราเล่มนี้เอาไว้บนชั้นบนสุดเพื่อรอคนที่โชคชะตาได้เลือกเอาไว้มานำมันออกไปฝึกฝน  และข้าขอให้เจ้าจะคัดลอกกระบวนท่าที่6 มอบให้แก่เจ้าสำนักกระบี่วายุ เป็นการตอบแทนในการปกป้องดูแลหอคอยกระบี่ยุคโบราณที่ข้าสร้างขึ้น  เพื่อในวันข้างหน้าเจ้าจะได้ใช้เพลงกระบี่นี้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและคอยผดุงคุณธรรมช่วยคนดีสังหารคนชั่วเพื่อที่โลกที่เจ้าอยู่จะได้สงบสุขขึ้น หลังจากที่จิตใจของผู้คนในโลกของเจ้านั้น มันหลงใหลไปกับ สมบัติหรือทักษะมารที่เทพผู้ชั่วร้ายได้ทิ้งลงมายังโลกมนุษย์ ก่อนที่ดินแดนแห่งทวยเทพจะล่มสลายลง  ซึ่งข้าก็ได้แต่หวังว่าเจ้าจะสามารถกำจัดคนที่หลงผิดฝึกฝนในทักษะมารที่เทพผู้ชั่วร้ายได้ทิ้งเอาไว้ได้จนหมดตามความปราถนาของข้าที่ได้สร้างหอคอยกระบี่ยุคโบราณนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาทักษะเพลงกระบี่วายุเอาไว้รอคอยเจ้า”

 

เมื่อเสี่ยวหมิงอ่านจบเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา และเปิดดูในหน้าต่อๆไปในทันที จนเมื่อเสี่ยวหมิงดูจนครบทุกหน้าแล้วก็สามารถเข้าใจได้เลยทันทีว่าทำไม  ชายชราถึงได้ชี้แนะเพื่อทำให้เขาสามารถผ่านด่านทดสอบทางด้านจิตใจของหอคอยนี้ไห้ได้ มันเป็นเพราะเพลงกระบี่วายุทั้ง9กระบวนท่านั้นจะต้องมีจิตใจที่มั่นคงและแน่วแน่ในการใช้ออกแต่ละกระบวนท่า มันจึงจะสามารถเปล่งอานุภาพที่แท้จริงของแต่ละกระบวนท่าออกมาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสำนักกระบี่วายุที่มีเพลงกระบี่วายุนี้เพียงแค่5กระบวนท่าและสามารถเปล่งอานุภาพที่แท้จริงได้เพียงแค่ไม่ถึง5ส่วน ก็สามารถสร้างชื่อจนเป็นสำนักอันดับ1ของทวีปสุริยันต์นี้ได้แล้ว ถ้าหากว่าสำนักกระบี่วายุสามารถเรียนรู้แก่นแท้ของพลงกระบี่ชุดนี้ได้สำเร็จจนสามารถเปล่งอานุภาพเต็มสิบส่วนได้แล้วละก็ เห็นทีว่าสำนักกระบี่วายุคงจะสามารถกลายเป็นสำนักอันดับ1ใน3ของทั้ง5ทวีปนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

เมื่อเสี่ยวหมิงคำนวนเวลาแล้วพบว่าเขาเข้ามาทดสอบในหอคอยกระบี่นี้ก็นานพอสมควรแล้ว เสี่ยวหมิงจึงได้นำตำราทักษะเพลงกระบี่วายุเข้าไปเก็บเอาไว้ในแหวนมิติก่อน จากนั้นจึงได้เดินลงไปยังชั้น1เพื่อออกจากหอคอยนี้ในทันที 










จบจากตอนนี้แล้ว ตอนหน้าก็จะเริ่มเข้าสู่การประลองแล้วนะครับ ยังไงก็อ่านแล้วชอบใจอย่าลืมเมนต์ให้ไรท์ด้วยนะครับ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 582 ครั้ง

1,845 ความคิดเห็น

  1. #1602 PisitPa (@PisitPa) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 15:52
    ขอบคุณครับ
    #1602
    0
  2. #1010 05sart (@05sart) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 11:31

    มาเร็วๆนะคับ

    #1010
    0
  3. #1009 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 10:48

    ขอบคุณครับ

    #1009
    0
  4. #1008 ยังไม่นอน (@Chai996) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 10:13

    ขอบคุณครับ​

    #1008
    0
  5. #1007 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 08:22
    ขอบคุณครับ ลงตอนต่อไปไวๆนะครับ
    #1007
    0
  6. #1006 tata6759 (@tata6759) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 06:33
    ประลองนี้กี่ตอนครับ
    #1006
    1
    • #1006-1 Djdy1730 (@Djdy1730) (จากตอนที่ 99)
      31 กรกฎาคม 2561 / 23:37
      น่าจะไม่เกิน20ตอนครับ
      #1006-1
  7. #1005 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 01:15
    ขอบคุณครับ
    #1005
    0