คัดลอกลิงก์เเล้ว

สรุปว่าผม...ตาย หรอ!?

เราไม่มีทางรู้หรอกครับว่าจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน... (ตอนเดียวจบ แต่... อาจต่อเป็นวายยาวในภายหลัง)

ยอดวิวรวม

51

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


51

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 มี.ค. 62 / 10:12 น.
สรุปว่าผม...ตาย หรอ!? | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ก็แค่ชั่วพริบตาที่ผมรู้สึกว่า... มันช่างจ้าซะเหลือเกิน

แล้วหลังจากนั้น... จากไหน?

อ๋อ... จากที่ผมลืมตาขึ้นมาเพื่อยอมรับกับความจริงที่ว่า

"ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม"


          ***เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่กรรส่งประกวดแต่ชวดทุกรางวัล กรรเลยนำมาลงให้อ่านกันค่ะ บวกกับสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา กรรจึงอยากนำเสนองานเขียนนี้มากๆ หวังว่าทุกคนจะชอบและได้อะไรบางอย่างกลับไปนะคะ ลองเปิดเข้ามาอ่าน...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 มี.ค. 62 / 10:12


               สรุปว่าผมตาย...หรอ!?


               ปรี๊ดๆ ปรี๊ดๆ ปรี๊ดดด

               นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่ไฟดวงใหญ่สองดวงจะพุ่งเข้ามาใกล้ และในที่สุดทุกอย่างก็ดับมืดไปพร้อมกับห้วงคำนึงสุดท้ายที่ผมคิดว่าตัวเองคงไม่มีลมหายใจแล้วแน่ๆ

               ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพบกับความจริงที่ว่า ตัวเองนอนเป็นร่างไร้วิญญาณให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้ามาเก็บกู้ ผู้คนรอบด้านต่างตีวงล้อมเข้ามาดู บ้างก็เอ่ยปากขออโหสิกรรมที่เห็นภาพอุจาดตาอย่างร่างของผมที่นอนจมกองเลือดอยู่

               บ้างก็บอกให้ผมไปสู่สุคติ แต่ผมนี่สิที่ไม่รู้ว่าสุคติมันคือทางไหน ใช่ว่าผมไม่เคยพูดประโยคนั้นกับใคร แต่ถ้าไม่ตายเองผมจะรู้ไหมว่าคำพูดพวกนั้นมันมีไว้เพื่อให้คนอยู่สบายใจเท่านั้นเอง

               เจ้าหน้าที่กู้ภัยยกมือไหว้ผมหนึ่งทีก่อนจะจับๆ คลำๆ ไปตามร่างกาย เขาคงพยายามค้นหากระเป๋าเงินหรืออะไรสักอย่างที่พอจะระบุตัวตนของผมได้แต่มันก็ไม่มี ทั้งตัวผมมีเงินแค่สี่สิบบาท ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากการกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางเมื่อครู่นี้ คิดไปคิดมามันก็น่าเศร้าอยู่ดี กับมื้อสุดท้ายนี่ผมน่าจะได้กินอะไรที่มันดีกว่านี้หน่อย

               ร่างของผมถูกเคลื่อนย้ายจากที่เกิดเหตุไปยังนิติเวชแห่งหนึ่งที่ผมไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน ไม่ใช่ว่าถ้าคุณเป็นผีแล้วความทรงจำคุณจะหายไป แต่มันเป็นเพราะผมอยู่แต่ในบ้านไงผมถึงได้ไม่รู้จักถนนหนทางเส้นไหนนอกจากถนนที่นำผมไปยังร้านข้าวหน้าปากซอย ผมล่องลอยอยู่ในห้องที่มีแต่เครื่องมือแพทย์เต็มไปหมด ทุกอย่างดูสะอาดหมดจดเหมือนว่าหมอไม่เคยหยิบจับขึ้นมาใช้ แต่ถ้าสมมุติว่าผมเห็นมีดที่เปรอะเลือดคนตาย ผมก็คงไม่อยากให้หมอใช้มีดเล่มนั้นผ่าร่างกายผมต่อหรอก

               ผ่านไปสักพักก็มีหมอสองคนเดินเข้ามาใกล้ พวกเขาตรวจนู่นจับนี่จนผมรู้สึกจักจี้ไปทั่วร่างกาย แต่นั่นยังไม่เท่ากับการจับผมแหกตา หมอคนหนึ่งมองเข้ามาเหมือนกำลังหาร่องรอยอะไรสักอย่างแล้วเขาก็เดินจากไป ร่างของผมถูกคลุมไว้ด้วยผ้าผืนสีขาวสะอาดตาภายในห้องที่มีกลิ่นยาชวนให้คลื่นไส้ ไม่รู้ว่ากลิ่นมันมาจากยาขวดไหนทำไมมันถึงฉุนได้ฉุนดีขนาดทำให้น้ำตาผมไหลได้อย่างนั้น

               และในขณะที่ผมกำลังอ่านเอกสารที่หมอขีดๆ เขียนๆ ทิ้งไว้ ผู้ชายตัวสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาใกล้ เขาพนมมือไหว้แล้ววางพวงมาลัยไว้ที่หัวเตียง คนข้างเคียงโอบบ่าเขาพลางพร่ำบอกว่าไม่เป็นไร ส่วนผมก็ได้แต่นึกสงสัยว่าพวกเขาเป็นใครถึงได้มายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ ทางด้านหลังของพวกเขามีตำรวจตามติดมาด้วยอีกสองนาย หรือว่าเขาจะเป็นคนที่ขับรถชนผมจนถึงแก่ความตาย เขาจะมาขอให้ผมอโหสิกรรมให้อย่างที่คนส่วนใหญ่ชอบทำกันอย่างนั้นหรอ

               แต่ผมจำได้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิด ตอนนั้นผมมัวแต่คิดถึงชีวิตที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไร ที่สำคัญคือผู้ชายคนนี้คงไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีใครอยากขับรถชนคนตายให้เป็นตราบาปติดตัวหรอก ผมเดินเข้าไปบอกเขาว่าผมให้อภัย

               แต่เขาคงไม่ได้ยินอะไรเพราะผมคือคนตายในขณะที่เขาคือคนเป็น

               ตลกดีที่ผมเห็นการกระทำของพวกเขาทั้งหมดในขณะที่พวกเขาไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงของผมด้วยซ้ำไป ตอนอยู่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ส่วนตอนตายพูดไปก็ไม่มีใครได้ยินอีก

               อันที่จริงคนผิดมันคือผมเองแหละ ผมเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร หลังจากเรียนจบมาผมก็มานั่งเล่นเกมแล้วเอาของขาย ไอเทมในเกมทั้งหลายทำให้ผมมีอยู่มีกินได้โดยไม่ต้องออกไปทำงาน บางครั้งผมก็ผันตัวมาเป็นเกมเมอร์ ทุกคนจะได้เจอผมไลฟ์สตรีม ส่วนเรื่องทีมผมก็ไม่มีหรอก แถมผมยังพูดหยอกใครไม่เป็นอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนโดเนทเงินให้ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมหน้าตาเป็นยังไง แต่ที่บริจาคให้คงเป็นเพราะผมเล่นเกมได้แบบพอไปวัดไปวา

               ผมกะพริบตาถี่เมื่อผ้าที่คลุมอยู่ถูกเปิดออก แสงไฟจากหลอดนีออนทำให้ผมตาพร่าไปชั่วขณะ นี่ขนาดผมเป็นแค่วิญญาณที่มองเห็นร่างของตัวเองนะ ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่มันจะสว่างจ้าขนาดไหน แต่พอผมเห็นว่าใครเป็นคนเปิดผ้าผมออกผมก็ไม่ได้ว่าอะไร หมอเขาคงอย่างตรวจหาอะไรเพิ่มเติมอีก

               หมอเขาขีดๆ เขียนๆ อะไรสักอย่างลงบนแผ่นกระดาษพร้อมทั้งบอกกับหมออีกคนว่าผมไม่มีญาติ นั่นมันเป็นเพราะพ่อแม่ผมตัดขาดจากครอบครัวตั้งแต่ผมอายุแปดปี และผมเป็นคนที่ค่อนข้างโชคดี เพราะสิบสองปีต่อมาพ่อแม่ผมก็รถคว่ำตาย ผลสุดท้ายคือผมก็ไม่มีใครยันตายนี่แหละ

               และแน่นอนว่าคงไม่มีใครออกตามหา กับคนข้างบ้านนี่ไม่เคยพูดจากันตั้งแต่พ่อแม่จากไป ค่าน้ำค่าไฟพอไม่มีคนจ่ายเดี๋ยวมันก็โดนตัด ทางการคงไม่เสียเวลามาตามหาหรอกครับว่าทำไมเจ้าของบ้านไม่ยอมจ่าย สรุปแล้วทุกคนสามารถเรียกผมว่าศพไร้ญาติได้ เศษซากที่ไม่มีใครสนใจมันคือร่างกายที่ไร้วิญญาณของผมเอง

               แต่ถือว่าคราวนี้ผมยังโชคดีอยู่ ผมหมายถึงโชคดีจริงๆ ไม่ใช่การพูดประชดอย่างก่อนหน้านี้ และที่ผมบอกว่าตัวเองโชคดี มันเป็นเพราะพี่ๆ กู้ภัยอาสานำร่างของผมไปฝังให้เสร็จสรรพ ทว่าปัญหาถัดมาก็คือท่านเจ้าที่ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ท่านเจ้าที่ในศาลพระภูมิอย่างที่ทุกคนกราบไหว้ แต่ผมหมายถึงดวงวิญาณที่เขาอยู่มาก่อนหน้าผม ดูเขาไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ผมถูกฝังอยู่เหนือร่างเขา ครั้นจะให้พี่ๆ เอาผมไปฝังที่หลุมอื่นก็คงไม่ได้อีก เท่าที่เดินผ่านมาคือมีร่างไร้วิญญาณอยู่แน่นทุกหลุมเลย

               ความไม่คุ้นเคยทำให้ผมปรับตัวยากอยู่นิดหน่อย ถึงจะพยายามค่อยเป็นค่อยไปแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี

               ที่สำคัญคือท่านเจ้าที่กำลังคิดว่าผมเป็นคนหยิ่ง ทั้งที่จริงผมไม่ได้หยิ่งแต่ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดคุยกับแกยังไงในสถานการณ์นี้ แล้วลุงแกเป็นผู้สูงอายุซักประมาณห้าสิบหกสิบปี ซึ่งแน่นอนว่าคนวัยนี้ชอบให้เด็กก้มหัวให้ก่อน ผมหมายถึงความนอบน้อมนะไม่ใช่การถวายตัวรับใช้อะไรในเชิงนั้น ทุกคนชอบเข้าใจผิดกันระหว่างการให้ความเคารพด้วยใจกับการยกมือไหว้ที่ทำไปเพราะเกรงกลัวในอำนาจ ผมว่าความดีต่างหากที่จะอยู่ค้ำฟ้า ในขณะที่อำนาจแค่เราตายเดี๋ยวพวกเขาก็ลืมหมด

               ด้วยความที่ผมจดไว้ในสมองถึงคำสอนข้อหนึ่งของแม่ ผมจึงรีบยกมือไหว้ลุงแกอย่างนอบน้อมแล้วยกยิ้มให้

               แม่บอกว่าจะตายจะรอดก็อยู่ที่สิบนิ้วไม่ใช่หัวใจ การยกมือไหว้ไม่ได้ทำให้เราเสียศักดิ์ศรีอะไรมากมายแถมยังช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์คับขันอีก ลุงแกกระแอมกระไอเล็กน้อยก่อนเปิดปากถามพร้อมทั้งมองจ้อง การที่ต้องตอบข้อซักถามไม่ใช่งานถนัดของผมสักเท่าไร แต่ด้วยเหตุผลที่ผมต้องการที่อยู่อาศัย ผมจึงบอกถึงที่มาที่ไปเพื่อแถลงไขให้ลุงแกฟังทั้งหมด พอพูดจบผมก็โดนลุงเจ้าที่ดุอยู่พักใหญ่ แกว่าพ่อกับแม่ผมไม่เอาใครส่วนผมก็ไม่เอาไหนสุดท้ายถึงได้กลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ที่นี่

               จากที่แกตั้งแง่เล่นงานผมในทีแรกตอนนี้แกกลับนึกเอ็นดูผมเยี่ยงลูกหลาน แกบอกถึงรายละเอียดมากมายที่เกี่ยวข้องกับสุสาน ผมจึงได้รู้เดี๋ยวนั้นว่าที่นี่คือสุสานของมูลนิธิกู้ภัย ความที่ไม่ได้พูดคุยกับใครแบบตัวต่อตัวถึงสามปีทำให้ผมเงียบฟังอยู่บ่อยๆ แต่ลุงแกก็ค่อยๆ ชวนผมคุยนู่นพูดนี่ต่อไป ความห่างไกลจากหน้าจอสี่เหลี่ยมไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างที่คิดไว้ นึกแปลกใจอยู่ว่าทำไมตอนเป็นถึงได้เลือกที่จะคุยกับใครผ่านตัวหนังสือในจอมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์แทน

               ผมพาดแขนลงบนหน้าผากหลังจากเอนตัวนอนลงบนผืนดินที่เย็นเยียบ ความเงียบเฉียบทำให้ผมกระหวัดนึกถึงคนที่ยังหายใจอยู่ ถ้าคนข้างบ้านรู้ว่าผมตายไปป้าแกจะนึกเสียใจบ้างไหม แกอาจจะดีใจมากกว่าที่ไม่ต้องทนอึดอัดกับคนแปลกหน้าที่อาศัยอยู่บ้านข้างๆ กัน

               แต่เมื่อโดนสะกิดผมก็กลับมาตั้งใจฟังลุงแกพูดต่อ ท่านเจ้าที่ขอให้ผมนั่งคุยกับแกยันตีสามตีสี่ได้ ไอตัวผมนี่ไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไร แต่ลุงแกอายุมากแล้วไงจะให้โต้รุ่งก็คงไม่ดี พอผมทักทวงถามแกว่าอยากนอนไหม แกกลับโบกหัวผมเสียหนึ่งทีแล้วบอกว่าผีที่ไหนเขานอนกัน แกดุนดันหลังผมให้เดินไปตรงที่มีผู้สูงอายุนั่งรวมตัวกันอยู่ ทุกคนหันมามองดูแล้วถามลุงเจ้าที่ว่าผมคือใคร ลุงแกก็ตอบไปแบบไร้เยื่อใยว่าผมคือดวงวิญญาณมาอยู่ใหม่ที่ไม่เอาไหนเลยกลายมาเป็นศพไร้ญาติในสุสานนี้

               ทุกดวงวิญญาณที่อยู่ในบริเวณนั้นฮาครืนที่เห็นผมทำหน้าบึ้งใส่ลุงแก แต่นั่นเป็นแค่สาเหตุเพียงส่วนเดียวที่ผีทุกตนพากันขำ ส่วนอีกสาเหตุนั้นเป็นเพราะผมกำลังทำหน้าเผือดสี เมื่ออยู่ดีๆ ลุงแกก็ชำแหละร่างให้ผมดูแล้วระเบิดเสียงหัวเราะเหมือนไม่ได้มีความสุขมานานปี ผมก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าผีกับผีก็หลอกกันเองได้ แต่คนไม่ใช่ผีก็ยังหลอกคนกันเองได้ นับประสาอะไรกับผีหลอกผี

               เรื่องราวทั้งดีและร้ายถูกถ่ายทอดจากผีรุ่นใหญ่สู่ผีรุ่นเล็ก ผมไม่ได้เช็กว่าตัวเองนั่งฟังเรื่องราวเหล่านี้มากี่วันกี่ปี แต่พอหันไปทางด้านซ้ายอีกทีก็เห็นลุงแกนั่งนิ่งเปลือกตาปิดสนิท และเหมือนลุงเจ้าที่จะรู้เท่าทันความคิดว่าผมกำลังค่อนขอดแกอยู่ในใจ แกถึงได้เปรยออกมาทั้งที่ยังหลับตาอยู่ว่าขอพักสายตาหน่อย ความหย่อนคล้อยของผิวหนังทำให้ดูคล้ายว่าลุงแกยกยิ้มให้ผมอยู่ตลอด คนสูงอายุนี่ก็น่ากอดอยู่นะครับ แถมยังอบอุ่นและเอ็นดูเรามากอีกด้วย

               อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องขอให้ช่วยมาจากหลุมที่อยู่ไกลโพ้น พื้นที่โล่งเตียนทำให้สามารถมองเห็นผีผู้หญิงที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นได้ ตอนเป็นคนผมก็ไม่ใช่คนดีขนาดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือใครๆ แต่พอตอนตายใจมันอยากจะทำอะไรให้มันดีกว่าเดิม ผมเริ่มออกเดินในขณะที่วิญญาณสูงอายุทุกดวงยังคงนั่งนิ่ง แต่แล้วลุงแกก็ปาก้อนหินมาใส่หัวผมก่อนเอ่ยถามว่าทำไมไม่หายตัวไป ผมหันกลับไปมองลุงเจ้าที่อย่างต้องการคำแถลงไข แกเลยบอกให้ผมใช้จิตนึกไงแค่คิดว่าอยากไปไหนเดี๋ยวดวงวิญญาณก็เลือนหายไปปรากฏอยู่ตรงนั้นเอง

               ความกริ่งเกรงทำให้การเดินทางครั้งแรกไม่สวยงามมากนัก มันติดขัดตรงที่ผมนึกภาพพื้นที่บริเวณนั้นได้ไม่ชัดเจน ดวงวิญญาณของผมถึงได้หกคะเมนตีลังกาไปสามตลบ พอเงยหน้ามาดันเจอลุงแกตบหัวเข้าให้อีก ผมรีบหลีกทางให้ลุงเจ้าที่เดินนำหน้าในขณะที่ผมก็รีบจ้ำเดินตามหลัง ดูจากผิวหนังที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานนับสิบๆ ปี ลุงแกต้องมีทักษะในการแก้ปัญหามากกว่าผม

               ดวงวิญญาณผู้หญิงตนนั้นเงยหน้ามองเราสองคนก่อนเปิดปากเล่าถึงความโศกที่เธอมี เธอบอกว่าดวงวิญญาณรุ่นพี่ข่มขู่จะกระทำชำเรา แต่พอเธอไม่เอาด้วยเขาก็ด่ากราดแถมยังเอ่ยปากไล่ให้เธอออกไปจากที่นี่ กับดวงวิญญาณจำพวกนี้ ผมบอกเลยว่าความตายไม่อาจทำให้เขาหลุดพ้นจากโคลนตม และความรักโลภโกรธหลงยังทำให้ดวงวิญญาณมอมเมาอยู่ในความอยากได้อยากมี มนุษย์หลายคนล้วนจบชีวิตเพราะอคติสี่ แต่ในกรณีนี้คงจะเป็นผีที่ต้องรับกรรมไป

               ลุงเจ้าที่บอกให้ผีสาวรวบรวมหลักฐานแล้วไปส่งฟ้องศาลซึ่งเป็นผู้คุมพื้นที่ การยื่นเรื่องในครั้งนี้จะทำให้ดวงวิญญาณของเธอไม่ต้องลี้ภัย รวมถึงยังได้เรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งผลกรรมของดวงวิญญาณที่ทำผิดจะถูกจารึกไว้เพื่อโดนจองจำ และหากผีตนใดกระทำผิดซ้ำๆ พวกเขาจะโดนกักกันจนไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้อีก

               หลังจากที่ผมโดนบีบให้ไปเป็นผู้ให้การในชั้นศาล ผมแทบจะตั้งปณิธานว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือใครอีก

               แต่ลุงแกดันรู้เท่าทันความคิด แกเลยดีดหูผมที่คิดแบบคนเห็นแก่ตัว ส่วนผมที่โดนมองว่าเป็นคนชั่วจึงรีบเอ่ยปากอธิบาย ผมบอกแกว่าผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวเพียงแต่ผมไม่ชอบความวุ่นวาย ลุงแกก็โต้กลับว่าผมจะเสียใจถ้าปล่อยเรื่องบางเรื่องที่ตัวเองสามารถช่วยได้ให้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย

               กับความเพิกเฉยในบางทีมันก็นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ โดยเฉพาะเวลาที่พัดผ่านเลยไป ต่อให้เราอยากย้อนกลับไปแก้ไขอดีตแค่ไหน แต่อดีตก็คืออดีตที่เราไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงได้อยู่ดี

               และด้วยความที่ผมมีความในใจผมจึงนิ่งเงียบไปหลังจากได้ยินคำสอนนั้น ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าวันนั้นผมเป็นคนขับรถพาพ่อที่ป่วยกะทันหันไปโรงพยาบาล ท่านทั้งสองอาจจะยังไม่ตาย ช่างน่าเสียดายที่ผมไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้แก้ตัว มันเป็นเพราะผมมัวแต่เพิกเฉยต่อคำขอร้องนั้น ทั้งๆ ที่ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่าแม่ขับรถไม่เก่งเลย ทางตำรวจบอกว่าแม่ขับรถเสยตอไม้ที่อยู่ข้างทางจนพลิกคว่ำ ความไม่ชำนาญในการขับขี่ของแม่ทำให้อุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ

               ถึงใครๆ จะบอกว่าผมไม่มีส่วนผิดอะไร แต่ผมก็ปัดความรู้สึกของคำว่าถ้าออกไปไม่ได้ มันไม่ง่ายเหมือนตอนที่บอกให้แม่ค่อยๆ ขับรถพาพ่อไปโรงพยาบาล

               และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร หลังจากงานศพของพ่อแม่ผ่านไปผมก็กลายเป็นคนเก็บตัวที่ชอบอยู่แต่ในบ้าน สิ่งปลูกสร้างสูงสองชั้นคือสถานที่เก็บความทรงจำของครอบครัว ความกลัวทำให้ผมเลือกที่จะตัดเพื่อนฝูงและคนรอบข้างออกจากชีวิต ผมไม่อยากยึดติดกับสิ่งที่ผมอาจจะต้องสูญเสียไปอีกในอนาคต ที่สำคัญคือผมไม่เคยปลดตัวเองออกจากความรู้สึกผิดได้ ผมถึงได้อโหสิกรรมให้คนที่ขับรถชนผมไง เพราะผมรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาก็คงไม่ชนผมหรอก ส่วนตัวผมก็คงไม่บอกให้แม่ขับรถไปเองเหมือนกัน

               แต่เพราะทุกอย่างมันไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ สิ่งที่ผมทำได้คือผมต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

               ผมนั่งมองร่างของตัวเองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินพลางนึกคิดในสิ่งที่เห็น เนื้อตัวของผมบวมเป่งคล้ายลูกโปร่งอัดก๊าซที่พร้อมจะระเบิดทุกเวลา ความถวิลหาในรูปร่างหน้าตากลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อผมไม่มีลมหายใจ ร่างกายค่อยๆ เน่าสลายจนสังเกตเห็นได้ถึงโครงกระดูกในบริเวณที่ปูดโปน กระดูกซี่โครงเริ่มเห็นเด่นชัดหลังจากวันเวลาผันผ่านไปร่วมสัปดาห์

               เนื้อหนังมังสาล้วนจากลาอย่างที่มันควรจะเป็น เส้นเอ็นก็สลายทั่วร่างกายยังคงส่งกลิ่นเหม็น ทุกสิ่งที่ได้เห็นเหลือทิ้งไว้แค่เพียงโครงกระดูกสีขาวโพลน

               เสียงร้องตะโกนของลุงเจ้าที่ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ แกหันกลับไปมองตรงทางเข้าสุสานพลางบอกให้ผมมองตามแกไป ตรงพื้นที่ห่างไกลมีกลุ่มคนชุดขาวเดินเรียงแถวเข้ามากลุ่มใหญ่ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครแต่ดูเหมือนคนข้างกายจะรู้ดี ลุงเจ้าที่บอกว่าคนกลุ่มนั้นคือจิตอาสาที่จะมาล้างป่าช้าในวันนี้ ในทุกๆ สิบปีจะมีการทำพิธีให้กับผีไม่มีญาติในสุสาน บริเวณลานกว้างถูกจัดสรรให้เป็นซุ้มข้าวปลาอาหารสำหรับจิตอาสา ทางด้านหน้ามีโต๊ะรับลงทะเบียนเพื่อแจ้งรายละเอียดของหลุมที่จิตอาสาต้องไปขุด ชุดที่เข้ามาขุดหลุมที่ผมอยู่เป็นเด็กมหาวิทยาลัยประมาณสี่ห้าคน พวกเขาทุกคนใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนตรามหาลัยกับกางเกงยีนต์

               เด็กผู้ชายที่หน้าตาออกจีนๆ เดินถือจอบเข้ามาหยุดยืนตรงหลุมของผม เขาหลีกทางให้น้องผู้หญิงอีกคนนำพวงมาลัยเข้ามาไหว้ ผมเดินเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้ว่าน้องเขาพึมพำท่องบทสวดบทไหน แต่พอได้ยินชัดๆ ผมก็หัวเราะลืมตายออกมาทันที

               น้องเขาบอกว่าคุณผีอย่ามาหลอกหนูนะ หนูกับเพื่อนมาเก็บชั่วโมงจิตอาสาแล้วพวกหนูก็มาดี

               หลังจบพิธีขอขมาให้เกิดความสบายใจ พวกเด็กผู้ชายก็ลงจอบใส่ผืนดินที่ปกคลุมผมอยู่ในหลุมนี้ แรงของจอบที่กระแทกลงดินแต่ละทีเล่นเอาผมจุกไปเหมือนกัน ผ่านไปสิบนาทีผ้าขาวห่อบนสุดก็ปรากฏสู่สายตา น้องผู้ชายสองคนค่อยๆ ยกผมขึ้นมาแล้ววางไว้ตรงที่ว่างด้านข้างหลุม ผ้าขาวที่ห่อหุ้มก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

               น้องผู้หญิงเดินมาเพ่งพิจารณาก่อนยกมือไหว้ห่อผ้าเสียหนึ่งที เธอเรียกเพื่อนชายที่ไม่ได้เป็นคนขุดให้เดินเข้ามาหา ทั้งสองพากันยกห่อผ้าที่มีโครงกระดูกของผมไปยังจุดชะล้าง เจ้าหน้าที่ในจุดนั้นจึงส่งกะละมังกับแปรงสีฟันให้ เมื่อเติมน้ำใส่กะละมังจนเสร็จสรรพ ทั้งสองก็จัดการแกะห่อผ้าของผมออกทันที

               ช่วงเวลานานแรมปีทำให้โครงกระดูกของผมเริ่มผุกร่อน แต่กระดูกที่เป็นท่อนใหญ่ๆ ก็ยังคงรูปดูแข็งแรงดี จะมีก็แต่นิ้วมือนิ้วเท้าที่ออกจะเปราะแตกง่ายไปหน่อย ขนาดน้องผู้หญิงค่อยๆ ใช้แปรงขัด นิ้วมือของผมยังแตกหักแยกตัวออกจากกันเลย เธอเอ่ยขอโทษเสียงเบาพร้อมทั้งบอกว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจ จินตนาการก็ก้าวไกลว่าผมจะรู้สึกเจ็บไหมที่กระดูกป่นเป็นผงแบบนี้

               มองไปมองมาเธอกับกลุ่มเพื่อนก็ดูน่ารักดี ทั้งที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าตนเองต้องมาหาผีก็ยังอุตส่าห์พกผ้ายันต์ติดตัวมาด้วย ถ้าถามผมว่าเครื่องรางของขลังสามารถช่วยได้ไหมในสถานการณ์นี้ ผมตอบเลยว่าเรื่องอย่างนี้มันมีผลโดยตรงต่อจิตใจ อะไรที่ทำไปแล้วไม่เดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะครับ อย่างน้อยผ้ายันต์ก็ทำให้เด็กนักศึกษากลุ่มนี้กล้าที่จะชำระล้างความสะอาดให้กับโครงกระดูกของผม

               ตั้งแต่รุ่งสร่างจนกระทั่งถึงตอนนี้ร่างของผีไม่มีญาติก็โดยชำระล้างกันไปหลายตน ในส่วนของผมที่เหลือเพียงกระดูกจะถูกล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง จากนั้นผู้ชำระล้างจะนำโครงกระดูกของผมมาเรียงต่อกันให้เป็นรูปร่างคนบนผ้าขาวผืนใหม่ น้องนักศึกษาสองคนดูหวั่นใจที่ทำนิ้วเท้าของผมหายไปนิ้วครึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นส่วนที่ป่นและปนอยู่กับเศษดินในน้ำ ส่วนตัวผมไม่ได้คร่ำเคร่งถึงขนาดจะตามไปหลอกหลอนน้องเขาหรอก แต่ถึงผมอยากบอกว่าไม่ต้องหาน้องเขาก็คงไม่ได้ยินอีก ผมเลยปลีกตัวไปขอคำปรึกษาจากลุงเจ้าที่เพื่อหาทางออก น้องๆ จะได้เลิกทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้อยู่ตลอดแบบนี้

               ลุงเจ้าที่บอกให้ผมตั้งจิตให้มั่นแล้วเพ่งสมาธิไปยังคนที่ดูเหมือนจะติดต่อสื่อสารกับเราได้ง่ายที่สุด และในจุดนี้ผมคิดว่าน้องผู้หญิงนี่แหละที่น่าจะได้ยินเสียงของผมได้ เพราะน้องเขาเป็นคนที่มีสมาธิดีที่สุดด้วยไง ก็ดีขนาดที่ตั้งแต่เริ่มขัดกระดูกผมชิ้นแรกยันชิ้นสุดท้าย น้องเขายังไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดนอกจากขอโทษที่มายุ่งวุ่นวายกับกระดูกผมเลย แถมยังเปรยกับเพื่อนซ้ำๆ ว่ากลัวผมจะตามไปบีบคออีก เพราะฉะนั้นผมเลือกสื่อสารกับน้องคนนี้แหละ น้องเขาจะได้รู้ว่าผมเป็นคนใจดีและผีอย่างผมไม่ตามไปหลอกหลอนผู้มีพระคุณอย่างน้องเขาหรอก

               แต่อยู่ๆ หมามันก็หอนขึ้นมาเหมือนรู้เวลา น้องผู้หญิงหันซ้ายหันขวาพลางทำสีหน้าหวาดระแวง เธอทิ้งแปรงลงไปในอ่างแล้วขยับตัวเข้าไปหาเพื่อนชายมากขึ้น ส่วนน้องผู้ชายก็พึ่งพาผ้ายันต์กันผีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่สามารถเดินเข้าไปใกล้พวกเขาได้

               ไม่ว่าจะด้วยอิทธิฤทธิ์ของผ้ายันต์หรือเป็นเพราะผมตีตนไปก่อนไข้ แต่ผมเชื่อสิ่งที่แม่สอนไว้ว่าถ้าไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ สู้ผมตั้งสมาธิจากจุดที่ห่างไกลพวกเขาไปประมาณหนึ่งจะดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ให้อยู่ในระยะที่ผมปลอดภัยและเขาก็ปลอดภัย เพราะถึงยังไงผมก็ฝากเสียงไปในสายลมอยู่ดี ขอแค่ผมมีสมาธิยังไงน้องเขาก็ต้องได้ยินเสียงของผมแน่นอน

               “ขอบคุณนะที่มาอาบน้ำให้ ส่วนนิ้วที่หายไปก็ปล่อยให้เป็นแร่ธาตุในดินเถอะ”

               มือที่เปรอะดินจับหมับเข้าที่แขนของเพื่อนชาย น้องเขาร้องเสียงหลงลืมอายพลางซุกหน้าลงบนต้นแขนเพื่อนชายแล้วบ่นพึมพำว่าตัวเองได้ยินเสียงผี ไอผมก็ได้แต่ขอโทษขอโพยน้องแกไปอีกที ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้น้องเขากลัวนิ ก็แค่ไม่อยากให้พวกเขาเป็นกังวลที่ทำกระดูกของผมหาย

               ผ่านไปสักพักน้องผู้หญิงก็เริ่มตั้งสติได้ เธอบอกเพื่อนชายว่าได้ยินผมพูดว่าอะไรเพื่อนชายเลยตัดสินใจยกมือไหว้โครงกระดูกผมอีกหนึ่งที จากนั้นเขาก็รวบผ้าขาวห่อเข้าหากันแล้วผูกมัดปมเพื่อกันไม่ให้กระดูกผมหล่นในระหว่างการเคลื่อนย้ายที่ เมื่อผมเห็นว่าพวกเขาทำทุกอย่างให้ผมเป็นที่เรียบร้อยดีผมก็เอ่ยปากขอบคุณไปอีกรอบหนึ่ง

               ดวงวิญญาณกว่าครึ่งเริ่มเข้ามารวมตัวกันภายใต้ศาลาของมูลนิธิที่อยู่ในสุสาน ลุงเจ้าที่บอกผมว่าช่วงกลางคืนทางมูลนิธิจะนิมนต์พระมาสวดอภิธรรมมาติกาบังสุกุลให้ แล้วหลังจากนั้นก็จะมีพิธีกรรมเวียนธูปเสริมสิริมงคลรวมถึงอุทิศส่วนกุศลให้ผมมารอรับบุญกุศลไป ลุงแกบอกว่าความดีที่เราได้ทำไว้กับบุญกุศลที่เราได้รับจะนำพาให้เราไปสู่ภพภูมิที่ดี

               ไอผมก็มีเรื่องค้างคาใจมาตั้งแต่ตอนตายใหม่ๆ ผมเลยหลุดปากถามแกไปว่าภพภูมิที่ดีมันอยู่ทางไหนผมจะได้เดินทางไปให้ถูกที่ เหล่าบรรดาผีๆ หันมามองผมแล้วถลึงตาใส่ เหมือนคำพูดของผมจะไปลบหลู่ความเชื่อที่มีมานานนับปี และชั่วจังหวะที่พวกเขาวิ่งกรูเข้ามาใกล้ ผมก็คิดถึงห้องนอนของตัวเองขึ้นมาทันใดเพราะไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยไปมากกว่าที่นี่

               เฮือก!!!

               ผมสะดุ้งตัวตื่นตกใจพลางมองสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัวผมในตอนนี้ โปสเตอร์เกมพับจีกับเกมอื่นๆ ที่ติดอยู่ตามผนังทำให้ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สงสัยเมื่อคืนผมจะเล่นเกมมากไปถึงได้ฝันอะไรเป็นตุเป็นตะแบบนี้ แต่มันก็ดีนะที่ผมฝันเห็นตัวเองตาย มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดได้ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไปจริงๆ

               และสิ่งที่ผมเห็นเด่นชัดสุดในความฝันครั้งนี้ก็คือเศษซาก เศษซากของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในผ้าขาวห่อนั้น

               เศษซากที่ไม่ว่าจะอ้วนจะผอมจะรวยจะจนแต่สุดท้ายทุกคนก็เหลือเท่าๆ กัน เศษซากในผ้าขาวห่อนั้นคือโครงกระดูกที่มนุษย์มีเท่ากันทุกคน

               “ลงไปสวัสดีป้าข้างบ้านหน่อยดีกว่า ป่านนี้แกคงใส่บาตรเสร็จพอดี”

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ กรรกร จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น