ที่นี่ผมคือกฎ #แหกกฎเพราะกดน้อง (กำลัง Rewrite) ปิดตอน 01/07/62

ตอนที่ 1 : Feeling 1 : ที่นี่ผมคือกฎ (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    4 ก.ค. 62

      กฎข้อที่ 1 : ที่นี่ผมคือกฎ

เฮ้อ~

ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาเป็นล้านๆ รอบ เมื่อมองไปยังรุ่นน้องที่กำลังเตรียมงานกันอย่างวุ่นวายอยู่กลางสนามหญ้าเขียวที่เป็นสนามกีฬากลางของมหาวิทยาลัย ตลอดทั้งสี่เดือนที่ผ่านมาผมต้องเข้ามาทำงานของสโมสรนักศึกษาและฝึกซ้อมร่างกายให้พร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นว๊ากเกอร์แบบไม่มีวันหยุดพัก

เมื่อสามปีก่อนผมคือคนที่ยืนอยู่กลางสนามนั่นท่ามกลางแดดที่ร้อนจัด ความกดดันที่เกิดจากรุ่นพี่สี่ห้าคนยืนว๊ากเสียงดังอยู่ข้างหูผมทำให้ผมตัดสินใจเดินออกไปจากสนามและไม่คิดจะกลับมาเหยียบที่นี่อีก ผมเป็นคนรักความสงบ ผมไม่ชอบเสียงดัง ผมไม่ชอบความวุ่นวาย และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาบังคับให้ผมทำตามกฎ

สำหรับผมกฎก็เหมือนข้อห้ามที่มาพร้อมกับความท้าทาย แต่ผมอาจท้าทายผิดที่ผิดทางมากเกินไปหน่อยผมถึงต้องมานั่งชดใช้กรรมอยู่ตรงนี้ ตรงจุดที่ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าคนที่ลงโทษผมเขาคิดดีแล้วใช่ไหมที่ให้ผมมาเป็นผู้คุมกฎ

“คิดเหี้ยไรอยู่ครับท่านนายก”

ผมเงยหน้ามองไอ้เธียร์ที่กำลังใช้ขายาวๆ ของมันก้าวข้ามราวกั้นของอัศจรรย์ขึ้นมาหาผม ตั้งแต่ปีหนึ่งที่ผมได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ผมก็มีไอ้เธียร์กับไอ้ตะเป็นเพื่อนสนิทเพียงแค่สองคนในสาขา และมีเพื่อนต่างสาขาที่เป็นผู้หญิงอีกหนึ่งคนซึ่งบุคคลทั้งสามคือผู้ร่วมชะตากรรมของผมเอง

“เลิกเรียกกูแบบนี้สักที ได้ยินแล้วตีนมันกระตุก”

ไอ้เธียร์ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมแล้วหันมาส่งยิ้มที่โคตรกวนประสาทมาให้ กลุ่มผมน่ะมีแต่คนหน้าตาดีแต่น่าเสียดายที่เพื่อนผมคนนี้มันไม่โสด แต่เรื่องความโหดยังไงไอ้เธียร์ก็ยังเป็นที่หนึ่งเพราะมันคือเฮดว๊ากของสาขาในปีนี้

“แล้วจะให้กูเรียกไง ในเมื่อมึงก็เป็นนายกจริง ๆ นี่”

“เรื่องของมึงเหอะท่านประธาน ตอนนี้กูอยากพัก อย่ามาสร้างมลพิษทางเสียงเลยครับกูขอ”

ผมตอกกลับมันไปด้วยตำแหน่งงานที่มันได้รับมอบหมายมาตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสอง ถ้าผมไหวตัวทันผมจะยอมรับตำแหน่งประธานรุ่นแทนมันตั้งแต่วันนั้น เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องมาเป็นนายกสโมสรนักศึกษาในวันนี้ แต่ก็ใช่ว่าไอ้ประธานหน้าหล่อนี่มันจะเหนื่อยน้อยกว่าผม ภาระหน้าที่ของผมกับมันก็หนักพอๆ กันนั่นแหละ

“เออๆ มึงก็เตรียมตัวดีๆ แล้วกัน เด็กปีหนึ่งมากันครบแล้วนะเว้ย”

ผมพยักหน้ารับคำก่อนจะเหม่อมองออกไปทางสนามหญ้าสีเขียวอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้พื้นที่ตรงหน้าของผมไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เพราะสนามหญ้าด้านล่างถูกจับจองพื้นที่โดยเด็กผู้ชายนับสิบๆ คนที่จะเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์เครื่องปรับอากาศและทำความเย็น สาขาที่มีผมและเพื่อนๆ ทำหน้าที่เป็นว๊ากเกอร์

“เฮ้อ~ มึงรู้ไหมว่ากูไม่ได้นอนมากี่คืนแล้ว ทำไมพวกมึงสองคนไม่จัดการกันเองไปก่อนวะ" ผมมองหน้าไอ้เธียร์ก่อนจะหันไปพูดกับไอ้ตะที่เพิ่งเดินมาถึงตัวผมพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ ยิ้มที่ผมโคตรไม่ชอบใจเลยจริง ๆ

“ก็เพราะว่ามึงมันเป็นตัวแสบไง เกิดปีหนึ่งคนไหนแหลมขึ้นมากูจะได้เรียกมึงไปจัดการ”

“หน้ากูเหมือนพี่เช่ไหม? ถ้าไม่มึงก็ไปจัดการกันเองเถอะ”

ไอ้ตะกับไอ้เธียร์ยิ้มขำที่ผมกล่าวพาดพิงถึงบุคคลที่สามที่เป็นดังมัจจุราชนำพาความซวยมาให้พวกผม ทั้ง ๆ ที่วันนั้นผมมั่นใจแล้วว่าไม่มีรุ่นพี่คนไหนรู้แน่ว่าพวกผมสามคนโดดรับน้อง แต่พี่เช่ที่เป็นพี่เทคในปีนั้นกลับตามล่าหาพวกผมเจอได้ในเวลาไม่ถึงสิบนาที และบทลงโทษที่พี่แกมอบให้ก็คือภาระหน้าที่ในความรับผิดชอบของพวกผมในตอนนี้นี่ไง

แม่งเหนื่อยยิ่งกว่าตอนโดนว๊ากสั่งซ่อมอีก

“เออๆ เดี๋ยวยกแรกกูกับไอ้ตะลงเอง มึงก็คอยดูจากบนนี้ละกัน แดดร้อนขนาดนั้นน้องได้เป็นลมกันพอดี”

ผมโคลงศีรษะรับคำไอ้เธียร์ก่อนจะเอนหลังพิงกับขั้นบันไดอัศจรรย์เพื่อรอดูน้องตามที่มันบอก ชายร่างสูงสองคนที่มีสีผิวคนละโทนเดินลงไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กปีหนึ่งในฐานะว๊ากเกอร์ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักหน่วง ทั้งร่างกาย คำพูด การกระทำ หรือแม้แต่กระทั่งระบบความคิดและจิตใจ รุ่นพี่ที่เคยเป็นว๊ากปีก่อนๆ ก็ถ่ายทอดวิชามาให้พวกผมจนหมด ทั้งวิธีการรับมือกับพวกตัวปัญหาและสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในทุก ๆ ปีที่มีการประชุมเชียร์

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีพวกตัวแสบชอบทำตัวแหกกฎอย่างที่ผมเคยทำ

“เมื่อยไหมครับ”

เสียงของไอ้เธียร์ดังกังวานไปทั่วทั้งสนามกีฬาที่จมอยู่กับความเงียบร่วมสิบนาที เมื่อพวกผมจงใจทดสอบความอดทนของเด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่ น้อง ๆ ที่กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสาขาช่างแอร์

“ผมถามว่าเมื่อยไหมครับ!!"

ไอ้เธียร์เอ่ยถามเด็กปีหนึ่งออกไปอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเก่าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่ได้รับการตอบโต้ใดๆ จากเหล่าเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นที่เริ่มไม่แน่ใจว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี และเมื่อน้องๆ ยังคงหาวิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ไอ้ตะจึงทิ้งรอยยิ้มขี้เล่นประจำกายของมันไว้เบื้องหลัง แล้วดึงฉากหน้าเรียบตึงเคร่งขรึมออกมาใช้งานในทันที เพราะมันต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนเฮดว๊ากอย่างไอ้เธียร์

“เพื่อนผมถามไม่ได้ยินเหรอครับ”

“สงสัยเด็กรุ่นนี้จะเป็นใบ้”

เด็กปีหนึ่งบางคนแสดงสีหน้าไม่พอใจที่ไอ้เธียร์พูดแบบนั้น ซึ่งว๊ากเกอร์อย่างพวกผมมีหน้าที่คอยสังเกตพฤติกรรมของน้องๆ อยู่แล้ว และจากที่ดูก็ยังไม่มีน้องคนไหนที่เข้าขั้นสุ่มเสี่ยงจนต้องจับตาดูเป็นพิเศษ หรืออาจเป็นเพราะไพ่ใบแรกที่ไอ้เธียร์เลือกใช้ยังคงอยู่ในไพ่พื้นฐานที่จะไม่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของน้องๆ ให้พุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดระเบิด

ไพ่ใบที่หนึ่ง ยั่วเบาๆ เอาแค่เห็นอารมณ์

“พวกผมไม่ได้เป็นใบ้ครับ”

ความไม่พอใจที่ส่งผ่านมาทางน้ำเสียงราบเรียบของน้องคนหนึ่งดึงความสนใจของผมให้หันไปมองที่เจ้าตัวทันที ดวงตาคมกลมโตเป็นสิ่งแรกที่ผมมองเห็นแต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดของน้องมันอยู่ดี เพราะเสื้อสีขาวที่น้องมันใส่มาเข้าร่วมกิจกรรมในขณะที่เด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ ใส่เสื้อสีดำมันดึงดูดความสนใจของผมได้มากกว่า

ดูเหมือนว่าผมจะเจอแล้วล่ะไอ้พวกเด็กแสบที่แม่งชอบทำตัวอย่างผม แต่น้องมันอาจจะหนักกว่าหน่อยที่แสดงตัวแตกต่างออกมาอย่างชัดเจน แบบที่ไม่กลัวเกรงเลยว่าจะโดนพวกผมทำโทษในส่วนของการทำผิดกฎเรื่องสีเสื้อที่ใส่มาเข้าร่วมกิจกรรม

“หึ ไม่ใบ้หนึ่งคนว่ะ” ไอ้ตะที่ตั้งตัวได้ก่อนเอ่ยปากพูดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าไอ้เธียร์ยังคงยืนนิ่ง

“พวกเขาคงไม่อยากรู้จักกับเราว่ะ ไปเหอะ”

ไอ้เธียร์หันหลังให้น้องก่อนรีบก้าวเดินมาทางอัศจรรย์ที่ผมกับเพื่อนๆ บางส่วนนั่งอยู่ บรรยากาศรอบข้างนิ่งสงบลงอีกครั้งเมื่อไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำลายความเงียบที่ก่อตัวขึ้นในทุก ๆ วินาที ไม่ใช่แค่เด็กปีหนึ่งที่นิ่งแต่พวกว๊ากเกอร์อย่างผมก็นิ่งไปเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะมีเด็กปีหนึ่งคนไหนกล้ากระตุกหนวดเสือตั้งแต่วันแรกที่เข้าประชุมเชียร์ จะมีก็แต่ไอ้เธียร์ล่ะครับที่ยังคงยิ้มหน้าระรื่นได้อยู่ ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นี้มันเกือบหลุดมาดว๊ากต่อหน้าน้องๆ แล้ว

“ยิ้มเหี้ยไรไอ้สัด เกือบไปแล้วไหมล่ะมึง” ไอ้ตะส่งถ้อยคำสรรเสริญไปให้ไอ้เธียร์ทันทีที่พวกมันกลับมานั่งลงข้างๆ ผมบนอัศจรรย์

“โห่ มึงไม่คิดเหรอวะว่าน้องคนนั้นเหมือนไอ้เซอร์จะตาย ขึ้นง่ายฉิบหายเลย”

“หึ ไม่ต้องมาพาดพิงกู กูว่าน้องมันแสบกว่ากูเยอะ"

“เออจริง ตอนกูหันไปมองน้องมันยักคิ้วใส่กูด้วยนะเว้ย อารมณ์แบบมึงจะทำไมแบบนั้น กูว่านะน้องคนนี้เหมาะกับการเป็นคู่ปรับของมึงมากไอ้เซอร์”

ผมหันไปมองหน้าไอ้ตะอย่างสงสัยในคำพูด คู่ปรับที่ว่านี่คือมันคงไม่ส่งผมลงไปว๊ากน้องใช่ไหม? ผมมีหน้าที่เป็นว๊ากเงียบนะไม่ได้เป็นพวกใช้เสียงอย่างพวกมัน อยู่ๆ จะมาโยนงานกันแบบนี้ไม่ได้นะเพื่อน

“รอบต่อไปมึงลงเลยนะ กูไม่ค่อยถนัดรับมือกับพวกตัวแสบวะ”

ผมโคลงศีรษะรับคำของประธานรุ่นที่โยนงานมาให้ก่อนจะทิ้งผมไว้กับคำปฏิเสธที่ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากบอก ใบหน้าที่แสดงออกถึงความหงุดหงิดและความไม่พอใจของคนที่ไอ้เธียร์ขนานนามว่าเป็นตัวแสบทำให้ผมคิดถึงรอยยิ้มและอาการช็อกค้างที่ผมเคยได้เห็นเมื่อสี่เดือนก่อน

ซ่า!! / ตู้ม!!

เสียงสาดน้ำตลอดเส้นทางที่รถเมล์ปรับอากาศที่ผมใช้โดยสารขับผ่านยังคงดังเข้ามาภายในตัวรถอย่างต่อเนื่อง ความสนุกสนานมีให้เห็นทั่วทั้งบริเวณถนนสายหลักที่หนาแน่นไปด้วยรถยนต์และผู้คน อุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่ายี่สิบห้าองศาภายในตัวรถทำให้น้องผู้ชายมัธยมปลายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าของผมตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า และชุดนักเรียนที่เจ้าตัวสวมใส่ก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนเสื้อที่บางยิ่งกว่าผ้าขาวบางนั่นไม่สามารถให้ความอบอุ่นกับผู้สวมใส่ได้

ผู้คนต่างทยอยเดินขึ้นรถกันมาเรื่อยๆ เมื่อรถโดยสารปรับอากาศจอดเข้าเทียบท่าเพื่อรับและส่งผู้โดยสารตามป้ายสถานี ความเบียดเสียดที่เกิดจากจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นทำให้น้องเขาต้องขยับตัวถอยหลังมาจนชิดกับตัวผม อาการทิ้งตัวของคนด้านหน้าทำให้ผมเอื้อมมือไปประคองร่างของเจ้าตัวไว้เพื่อไม่ให้เขาเซไปตามแรงกระชากของตัวรถ รอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่บนใบหน้าแดงก่ำกับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่เจือจางอยู่ในอากาศทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ทันทีว่าคนที่ยืนพิงตัวของผมอยู่นั้นคือใคร

รอยยิ้มสดใสกว้างขึ้นตามความเร็วของนิ้วมือทั้งสองที่ใช้พิมพ์ตอบข้อความในโทรศัพท์มือถือที่อยู่ภายในซองกันน้ำ ความเปียกชื้นเริ่มซึมผ่านมาที่เสื้อของผมเมื่อคนที่ตัวเตี้ยกว่าทิ้งตัวมาพิงอกผมไว้อย่างเผลอไผล รูปภาพของเจ้าตัวที่ถูกโพสต์ลงเฟสบุ๊คพร้อมทั้งเช็กอินสถานที่ได้ไลค์มากถึงสี่ร้อยไลค์ทั้งๆ ที่รูปนั้นเพิ่งโพสต์ไปไม่ถึงสิบนาที

น้ำสีอำพันถูกกลืนลงคอไปอย่างต่อเนื่องตามอารมณ์และความรู้สึกสนุกสนานของเด็กมัธยมปลายที่ใส่ชุดนักเรียนมาเที่ยวงานสงกรานต์เหมือนกันทั้งกลุ่ม เสียงบีทหนักๆ ของเพลงแนวอีดีเอ็มทำให้หลายคนโยกตัวไปตามจังหวะไม่เว้นแม้แต่คนที่ยืนพิงอกของผมไว้

ด้วยรูปร่างและหน้าตาที่จัดว่าดีของสมาชิกทุกคนในกลุ่มล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหญิงชายอีกหลายคนในที่นี้คงหนีไม่พ้นเรือนร่างของเด็กหนุ่มแต่ละคนที่โผล่พ้นเสื้อสีขาวออกมา เมื่อเสื้อนักเรียนที่ว่าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำที่สาวๆ พีอาร์สาดใส่จนแนบชิดติดลำตัว

เสียงพูดคุยครื้นเครงสนุกสนานยังคงดังออกมาจากกลุ่มของหนุ่มฮอตอย่างต่อเนื่องแบบไม่เกรงใจเจ้าถิ่นอย่างพวกผมที่นั่งกินเหล้ากันอยู่ทางด้านบนของร้าน ตามจริงแล้ววันนี้ผมกะจะนอนอยู่ที่คอนโดแต่ไอ้เธียร์ก็โทรมาตามให้ออกไปนั่งกินเหล้ากับมันที่ร้านของพี่น้อยที่อยู่ในตอกข้าวสาร ลำพังแค่ไอ้เธียร์ผมก็ปฏิเสธได้อยู่แต่เมื่อพี่น้อยกับพี่เช่เป็นคนเอ่ยปากชวนด้วยตัวเองผมก็คงต้องไป

‘อ๊ะ!! ขอโทษครับ’

เจ้าของดวงตาคมเซมาหาผมเล็กน้อยเมื่อรถกระชากตัวออกจากป้ายที่เพิ่งจอดส่งผู้โดยสารไปเมื่อครู่ ผมขยับตัวเข้าหาคนที่ยังคงเมามันอยู่กับการเล่นเฟสบุ๊คผ่านโทรศัพท์มือถือจนไม่ได้สนใจว่าผมกำลังจัดท่ายืนของเขากับผมใหม่เพื่อให้เขาได้ยืนพิงอกผมอย่างสะดวกสบายมากขึ้น

รูปภาพของคนมากมายที่อยู่ในเพจเฟสบุ๊คของร้านพี่น้อยถูกเลื่อนเลยผ่านไปเรื่อย ๆ นิ้วที่กำลังสไลด์หน้าจอขึ้นลงหยุดอยู่กับที่ก่อนที่จะจิ้มลงไปบนหน้าจอตรงจุดที่เพจของร้านได้แท็กคนในรูปภาพไว้ และผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าคนในรูปนั้นเป็นเพื่อนๆ ในกลุ่มน้องเขา แต่นี่มันดันเป็นรูปของผมกับเพื่อนๆ ที่กำลังมองลงมาจากชั้นสองของร้าน ใบหน้าของไอ้เธียร์กับไอ้ตะค่อนข้างเบลอเพราะพวกมันขยับตัวตามจังหวะเพลงอยู่โดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากผมที่ยืนมองลงมาด้านล่างนิ่งๆ ไม่ได้ขยับตัวไปไหนกล้องถึงได้จับโฟกัสไว้ได้

‘หล่อจังวะ’

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนที่กำลังส่องเฟสบุ๊คผมทำให้ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างขำๆ มันก็รู้สึกดีแบบแปลกๆ ที่มีคนไม่รู้จักมาชมว่าหล่อ แต่ผมอยากรู้มากกว่าว่าน้องมันเซฟรูปของผมไปทำไม แล้วสมาชิกในไลน์กลุ่มที่มีกันอยู่ถึงเจ็ดคนจะพูดอะไรที่ได้เห็นรูปผม

# ฟ้าลั่น # : ใคร?

คนที่ยืนพิงอกผม : ไม่รู้ แต่รู้ว่าหล่อเหี้ยๆ

฿ ลงต๋ง ฿ : ไม่รู้แล้วส่งมาให้พวกกูดูทำเหี้ยอะไร หรือว่ายังเมาไม่ได้สติ

คนที่ยืนพิงอกผม : ก็พี่เค้าหล่อไงไอ้เหี้ย เหล้าแค่นั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอกครับคุณ

# ฟ้าลั่น # : แล้วไง? อยากรู้จัก?

คนที่ยืนพิงอกผม : ก็ประมาณนั้น ก็พี่มันหล่อ

>> TaNa << : ประสาทละมึงอะ แล้วนี่ถึงคอนโดยัง ไม่ใช่ไปเมาอยู่ข้างถนนนะ

คนที่ยืนพิงอกผม : กูบอกแล้วไงว่ากูไม่เมา กูแค่ไม่เหมือนเดิม V_V

# ฟ้าลั่น # : มันไม่เมาหรอก ถ้ามันเมามันจะคุยกับพวกเรารู้เรื่องได้ไง

฿ ลงต๋ง ฿ : สรุปแล้วมึงรู้เรื่องไหมว่ากำลังคุยอะไรกับเพื่อนอยู่

คนที่ยืนพิงอกผม : รู้ดิ รู้ว่าพี่แม่งหล่อมาก

฿ ลงต๋ง ฿ : เหี้ยติสท์!!!

# ฟ้าลั่น # : สัดติสท์!! จะรอดถึงคอนโดไหมเนี่ยมึง

ผมได้แต่ยืนกลั้นขำเมื่อคนตาคมยังคงส่งรูปของผมที่เจ้าตัวเซฟมาจากเฟสบุ๊คส่งไปให้เพื่อนๆ ในกลุ่มดูโดยไม่ได้สนใจถ้อยคำสรรเสริญที่ตัวเองได้รับตอบกลับมา รถโดยสารปรับอากาศชะลอตัวลงเพื่อจอดให้ผู้โดยสารที่ต้องการลงป้ายหน้าได้ลงจากรถทำให้ผมรู้สึกเสียดายขึ้นมานิดๆ ที่ต้องแยกจากคนตรงหน้าเพราะคอนโดของผมอยู่ตรงป้ายถัดไป

‘อะ...’ น้องเขาสะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อผมใช้เสื้อเชิ้ตของตัวเองที่ถอดทิ้งไว้ที่ร้านพี่น้อยคราวก่อนมาคลุมตัวของเขาไว้

‘คลุมไว้จะได้ไม่หนาว เสื้อมันบางนะเห็นไหม?’

ดวงตาคมเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อหันมาเห็นหน้าของผมชัดๆ เต็มๆ สองตา ริมฝีปากบางสีแดงช่ำที่เคยแนบสนิทอ้าออกกว้างคล้ายคนที่กำลังตกใจสุดขีดและยังเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาไม่ได้

‘ชื่อติสท์สินะ จะได้จำไว้ว่าอยากรู้จักกัน แต่การนินทาคนไม่รู้จักแบบนั้นมันเสียมารยาทมากเลยนะครับตัวแสบ’

ผมขยี้มือลงบนหัวของคนที่หาเสียงของตัวเองไม่เจอแล้วละมือออกจากเส้นผมนุ่มที่เปียกน้ำอยู่หมาดๆ รถโดยสารปรับอากาศเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ และทำให้ผมเห็นว่าไอ้ตัวแสบเอาเสื้อเชิ้ตที่ผมคลุมตัวไว้ให้มาสวมใส่ก่อนจะเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ที่ว่างอยู่ด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่แดงก่ำ

ผมไม่ได้คาดคิดว่าเช้าวันถัดมาจะได้เจอกับน้องเขาอีกครั้งในฐานะเด็กปีหนึ่งที่ต้องมาเข้าร่วมกิจกรรมวันแรกพบของสาขา แล้ววันนั้นน้องมันยังเป็นลมจนผมต้องเสียสละช็อกโกแลตแท่งของตัวเองให้เขาไป รอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่บนใบหน้าตอนโยนช็อกโกแลตเข้าปากทำให้ผมสันนิษฐานได้ทันทีว่าน้องมันอาจจะชอบกินอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หรือไม่น้องมันก็อาจจะรู้สึกดีขึ้นจากอาการแฮงค์ที่เมื่อคืนดันดื่มหนักมากไปหน่อย

“นั่งเหม่ออะไรวะ น้องมันจะเดินออกนอกสนามแล้วนะเว้ย”

ไอ้ตะรีบเดินเข้ามาสะกิดผมทันทีที่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวจากพื้นสนามหญ้าด้านล่าง เด็กหนุ่มสองคนกำลังก้าวเท้าเดินออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ทั้งที่พวกผมยังไม่ได้อนุญาตให้ใครไป ผมลุกขึ้นยืนและรีบสาวเท้าไปยังจุดเกิดเหตุแล้วได้ยินเสียงเรียบตึงที่ติดจะหงุดหงิดหน่อยๆ ของน้องคนที่ใส่เสื้อสีขาว คนที่ผมจำได้แม่นว่าเขาชื่อ ‘ติสท์’

“มึงจะอยู่เหรอวะ กูจะไปล่ะนะเสียเวลาว่ะ” ความหงุดหงิดและความเอาแต่ใจถูกส่งผ่านมาทางน้ำเสียงของไอ้ตัวแสบจนน้องอีกคนหนึ่งเริ่มลังเลในการตัดสินใจของตนเองว่าจะอยู่หรือจะไป

“พวกคุณจะไปไหนกันครับ ผมอนุญาตให้ไปแล้วเหรอ”

ดวงตาคมสวยตวัดมามองผมก่อนจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยในตอนที่ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา จากสีหน้าที่ดูหงุดหงิดและหมดความอดทนของติสท์แปรเปลี่ยนไปเป็นความตกใจทันทีที่ผมกับเขาประสานสายตากัน

“ชีวิตผมต้องรอให้คนอื่นอนุญาตด้วยเหรอครับ”

ประโยคคำถามของไอ้ตัวแสบทำให้ผมยกยิ้มมุมปากแต่เพียงเล็กน้อย เรียวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันคล้ายกำลังไม่พอใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนเด็กตรงหน้าจะไม่ชอบการโดนขัดใจ และน้องมันก็ไม่พอใจมากที่โดนผมดักทางไว้ไม่ให้เดินหนีออกไปจากการประชุมเชียร์

ใช่ว่าผมอยากบังคับเขาแบบนี้แต่มันเป็นเพราะผมรู้ดีว่าโทษของคนที่หนีการเข้าเชียร์มันคืออะไร

“ผมไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้คุณเป็นยังไงแต่ตอนนี้ที่นี่ผมคือกฎ"

ดวงตาคมฉายแววไม่พอใจออกมาอย่างปิดไม่มิดจนผมเลือกที่จะหันหลังให้น้องสองคนนั้นและเดินปลีกตัวออกมา ไม่ใช่ว่าผมกลัวจะมีเรื่องกับน้องนะแต่ผมกลัวว่าผมจะหลุดยิ้มออกไปมากกว่า ถึงต่อให้ปกติผมเป็นเสือยิ้มยากแต่พอเห็นความไม่พอใจนั้นก็ยากที่จะไม่หลุดยิ้ม

แล้วไม่ต้องห่วงว่าน้องมันจะจำผมไม่ได้เพราะตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาผมเห็นนะว่าน้องมันมาแอบมองพวกผมซ้อมกันเกือบทุกวัน ทั้งๆ ที่มันไม่ควรมีเด็กปีหนึ่งคนไหนมามหาลัยในวันหยุดช่วงปิดเทอม

“ปีสองทั้งหมด แถวตอนเรียงห้าปฏิบัติ!!”

คำสั่งเรียกรวมของผมดังกึกก้องออกไปทั่วทั้งสนาม น้องๆ ปีสองทุกคนที่ได้ยินต่างทิ้งงานในมือของตัวเองแล้วรีบวิ่งมาเข้าแถวรวมกลุ่มกันตรงที่ว่างด้านหน้าที่ผมยืนอยู่ ไพ่ใบที่สองที่ผมเลือกหยิบมาใช้คือไพ่ใบหนึ่งที่จะสอนให้เด็กปีหนึ่งรู้ว่า ถ้าลิงมันซนคนรับเคราะห์ก็ต้องเป็นไก่

ไพ่ใบที่สอง เชือดไก่ให้ลิงดู ลิงมันจะได้เรียนรู้ว่าควรทำตัวอย่างไร

“...1!!...”

“...2!!...”

“...3!!...”

“...4!!...”

“...5!!...ห้าครับ”

รุ่นน้องปีสองที่โดนฝึกระเบียบแถวมาอย่างหนักตลอดช่วงปิดเทอมรีบวิ่งมาเข้าแถวตอนเรียงห้าตามที่ผมสั่งด้วยความรวดเร็ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่น้องจะเจอเรียกรวมแบบนี้ในเวลาไหนก็ได้ และไม่ว่าใครจะทำอะไรอยู่ที่ไหนหากได้ยินคำสั่งเรียกรวมพวกเขาต้องทิ้งทุกอย่างแล้วมาเข้าแถวตามที่ได้ฝึกไว้

“ผมไม่ได้บอกพวกคุณเหรอครับว่าวันนี้รุ่นผมจะเข้า”

“บอกครับ!!” สีหน้าตื่นๆ ระคนแปลกใจของเด็กปีหนึ่งที่ได้ยินเสียงตอบคำถามอันดังกึกก้องอย่างพร้อมเพรียงกันของน้องปีสองทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจ ถือว่าการฝึกระเบียบแถวให้น้องปีสองช่วงปิดเทอมไม่เป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า

“แล้วนี่คือการต้อนรับจากพวกคุณเหรอครับ”

รุ่นน้องปีสองบางคนถึงกับก้มหน้าหนีสายตาของผมที่กำลังไล่มองพวกเขาไปทีละคน ถึงจะรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของน้องที่ปีหนึ่งยังไม่พร้อมและยังคงทำตัวซนเป็นลูกลิง แต่นี่มันก็เป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสอนให้ลิงรู้จักการสงบนิ่งไปในตัว

“ไร้ระเบียบ ไร้ความอดทน ไร้ความรับผิดชอบ นั่นคือคนที่พวกคุณขอให้ผมรับเขาเข้ามาเป็นน้องเหรอครับ”

ประธานรุ่นปีสองอย่างไอ้โย่หน้าเจื่อนลงไปทันทีที่ได้ฟังคำพูดของผม ถึงความเป็นจริงแล้วพวกผมจะไม่ได้โหดร้ายกับน้องๆ ในสาขาแต่ก็ใช่ว่าพวกผมจะไม่จริงจังในเวลาทำงาน เล่นก็ส่วนเล่น งานก็ส่วนงาน พวกผมทุกคนโดนสั่งสอนกันมาอย่างนี้แบบรุ่นต่อรุ่น

“ผมถามไม่ได้ยินเหรอครับ”

“ได้ยินครับ!!”

“ถ้าพวกคุณอยากให้ผมรับพวกเขาเข้ามาเป็นน้อง กรุณาสอนน้องของคุณให้มีความเคารพต่อพวกผมด้วยครับ”

ผมทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้ก่อนเดินกลับไปหาไอ้เธียรกับไอ้ตะที่ยืนรอดูสถานการณ์อยู่บนอัศจรรย์ มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกผมต้องคอยประเมินสถานการณ์กันอยู่โดยตลอด เพราะการดูแลคนจำนวนมากที่มาจากต่างที่ต่างถิ่นกันแบบนี้อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ การรู้เท่าทันสถานการณ์และวางแผนการรับมือไว้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“หึ เจ็บไหมล่ะมึง โดนน้องย้อนจุกไปเลยดิ” ผมสิ่งยิ้มมุมปากให้ไอ้ตะก่อนทิ้งตัวนั่งข้างๆ มันแล้วหันไปฟังสิ่งที่ไอ้เธียร์พูด

“มึงรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองรุ่นจูเนียร์หรือเปล่าวะ กูว่าน้องมันคือไอ้ตัวแสบรุ่นฝึกหัดเลยนะเว้ย"

“แล้วมึงจะเอาไงต่อ ปล่อยน้องกลับบ้านเลยไหมแดดข้างล่างมันร้อน”

ไอ้เธียร์มองมาที่ผมอย่างครุ่นคิดก่อนจะเดินออกไปหาน้อง ๆ ปีสองที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับโดนสาป ซึ่งแตกต่างจากเด็กปีหนึ่งที่ยืนหยุกหยิกไปมาเหมือนเด็กสมาธิสั้น แต่ก็ยังไม่มีผู้กล้าคนไหนเลือกจะเดินออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่อย่างก่อนหน้านี้

“ปีสองทั้งหมด ลุกนั่งครึ่งครั้ง”

“ครึ่งครั้ง!!”

“ปฏิบัติ!!”

เมื่อเธียร์พูดจบน้องปีสองก็เริ่มเอาขาไขว่กันเพื่อเป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง ขาข้างขวาของคนที่อยู่ทางซ้ายจะไขว้ทับบนขาข้างซ้ายของเพื่อนที่อยู่ด้านขวา ซึ่งน้อง ๆ ปีสองจะไขว้ขาสลับกันไปในรูปแบบนี้ตลอดความยาวของแถวในแนวหน้ากระดาน น้ำหนักของคนด้านซ้ายจะถูกถ่ายเทลงไปบนขาของเพื่อนที่อยู่ทางด้านขวา และขาซ้ายของน้อง ๆ ก็จะต้องรับน้ำหนักของเพื่อนคนที่อยู่ด้านซ้ายต่อ ๆ กันไป

และถ้าคนใดคนหนึ่งในแถวทนรับน้ำหนักต่อไปไม่ไหวคนในแถวนั้นทั้งแถวก็จะล้มลงไปตามๆ กัน

“พวกเขาเหมาะสมที่จะเข้ามาเป็นรุ่นน้องของพวกผมแล้วหรือยังครับ” ผมเอ่ยถามปีสองออกไปอีกครั้งเมื่อผมเดินลงมาสมทบกับไอ้เธียร์ที่ยืนคุมน้องอยู่กลางสนาม

“ยังครับ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะให้เวลาพวกคุณหนึ่งวันในการเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขา ทราบไม่ทราบ!!”

“ทราบครับ!!”

ผมเอื้อมมือไปสะกิดไอ้เธียร์เบาๆ ให้มันยกเลิกคำสั่งที่สั่งลงโทษปีสองไว้ เพราะดูเหมือนว่าน้องฟิลที่ยืนอยู่ตรงกลางแถวจะเริ่มรับน้ำหนักของเพื่อนต่อไปไม่ไหว และเหงื่อมันก็เริ่มไหลเข้าตาน้องๆ แล้วเดี๋ยวจะแสบตากันไปเปล่าๆ

“ปีสองทั้งหมด เลิกแถว”

“เฟืองเย็น เฮ้!!”

พวกผมสามคนหมุนตัวเดินออกมาจากบริเวณสนามหญ้าเทียมทันทีที่รุ่นน้องปีสองตอบรับคำสั่งเลิกแถวของไอ้เธียร์ เสียงเรียกของไอ้ตะที่เดินตามมาเป็นคนหลังสุดเอ่ยถามพวกผมด้วยความสงสัยว่าจะไม่สังเกตการณ์ต่อแล้วใช่ไหม? ซึ่งมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่โย่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าแถวของเด็กปีหนึ่ง

“ไม่รอดูก่อนเหรอวะว่าปีสองจะจัดการน้องยังไง”

“ใครว่าไม่ดู กูแค่จะถอยออกมาซุ่มอยู่ห่างๆ เว้ย"

ไอ้เธียร์หันไปตอบไอ้ตะก่อนจะเดินไปหลบอยู่ข้างๆ เต็นท์พยาบาลที่ก่อนหน้านี้มีน้องปีสองฝ่ายพยาบาลนั่งอยู่ พื้นที่บริเวณกลางสนามหญ้ากลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งเมื่อโย่ดึงความสนใจของเด็กปีหนึ่งทุกคนให้โฟกัสมาที่ตัวเขา

“ปีหนึ่งครับ”

“พวกคุณอยากมีพวกผมเป็นพี่ไหมครับ”

คำถามพิฆาตที่โย่เลือกใช้ทำให้ผมรู้สึกว่าเชื้อความเป็นเฮดว๊ากมันสืบทอดกันแบบรุ่นต่อรุ่น เพราะสายรหัสทั้งสายของไอ้เธียร์ยังไม่เคยมีใครรอดพ้นจากตำแหน่งนี้สักคน และคนต่อไปก็คงหนีไม่พ้นน้องรหัสของไอ้เธียร์อย่างไอ้โย่นี่แหละ

“อยากครับ”

เสียงตอบรับที่ดังออกมาจากปากของติสท์เพียงคนเดียวทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ถึงน้องมันจะดูทำตัวแหกคอกไปนิดแต่ผมก็ชอบใจในความกล้าบ้าบิ่นของน้องมัน แล้วไหนจะความร่าเริงสดใสที่สะท้อนออกมาทางรอยยิ้มและแววตานั่นอีก สมแล้วที่ไอ้เธียร์มันเรียกว่าตัวแสบเพราะน้องมันทำให้ตัวแสบอย่างผมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเกม

“ผมก็อยากมีพวกคุณเป็นน้องครับ แต่ผมขออะไรอย่างได้ไหม"

“ได้ครับ” เสียงอ้อมแอ้มตอบคำถามของเด็กปีหนึ่งทุกคนทำให้ไอ้เธียร์ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ

“ให้ความเคารพพี่ของพวกผมด้วยครับ”

“ไอ้โย่มันใช้ได้เลยว่ะ กูว่าปีหน้ามันได้สืบทอดตำแหน่งเฮดว๊ากต่อจากมึงแน่” ซึ่งไอ้ตะเองก็คงคิดเรื่องไอ้โย่ไว้ไม่ต่างจากผมนัก แล้วไอ้เธียร์ก็หันมามองผมเพื่อข้อความเห็นเรื่องเฮดว๊ากในปีหน้า ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับไอ้ตะเต็มประตู

“มึงคิดว่าไง”

“มึงเตรียมตัวถ่ายทอดวิชาให้น้องรหัสมึงได้เลย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

143 ความคิดเห็น

  1. #106 FDB88 (@FreedomBlood88) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 18:43

    แสบเจอแสบจะเป็นยังไงน๊า

    #106
    1
    • #106-1 กรรกร (@EyeKan) (จากตอนที่ 1)
      11 มิถุนายน 2562 / 19:44
      ต้องติดตามครับ ขอบคุณมากๆ นะครับที่แวะมาหาผม
      #106-1
  2. #77 KiH@e -*o~ (@dong15) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 12:10

    ตอนแรกก็สนุกแล้วววววววววว

    ชอบแนวนี้คร้า Loveๆๆๆhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-05.png

    #77
    1
    • #77-1 ไออาย. (@EyeKan) (จากตอนที่ 1)
      20 กันยายน 2561 / 22:39
      ยินดีต้อนรับค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาหาพี่เซอร์กับเตอร์ติสท์
      #77-1
  3. #1 Love SinB (@0905865957tt) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 11:36
    กรี๊ดดดดด ฟวหกดฟวฟหกด ว่าแล้วว่าป๋าของติสซ์ต้องเป็นพี่เซอร์ แง้ ลุ้นจากเรื่องของอามานี่อยู่ #เซอร์ติสซ์ แซ่บแน่ๆ
    กรี๊ดดดดด เขินน-///-
    #1
    1
    • #1-1 i_eye_ (@EyeKan) (จากตอนที่ 1)
      18 เมษายน 2561 / 16:41
      ขอบคุณมากค่ะที่ติดตามกันมาเน้อ
      #1-1