คัดลอกลิงก์เเล้ว

เรื่องเล่าของแดด (ฤดูร้อน)

โดย kaonashi

เรื่องเล่าของแดด...เรื่องราวที่จะทำให้คุณต้องคิดไตร่ตรองดูอีกทีก่อนที่จะบ่นว่า "ร้อน!" (โครงการประกวดเรื่องสั้น "ฤดูร้อน" ประจำบอร์ดนักเขียน ปี 2556)

ยอดวิวรวม

480

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


480

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


1
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 เม.ย. 56 / 14:29 น.
นิยาย ͧҢͧᴴ (Ĵ͹) เรื่องเล่าของแดด (ฤดูร้อน) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 


 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 เม.ย. 56 / 14:29


เรื่องเล่าของแดด

 

 

 

            นี่กระผมกำลังทำอะไรอยู่...?

 

 

 

                กระผมจำไม่ได้แล้วว่าถามคำถามนี้กับตัวเองไปวันละกี่รอบ กี่วันในรอบสัปดาห์ กี่สัปดาห์ในรอบเดือน และกี่เดือนในรอบปี...ว่ากันตามตรง คำถามนี้เป็นเสมือนแฟน...เป็นเพื่อน...เป็นสัตว์เลี้ยง...เป็นอณูตัวตนทุกสิ่งอย่างที่คอยอยู่เคียงข้างกระผมบนโลกสีฟ้าทึมเน่าๆอันเปล่าเปลี่ยวใบนี้ ดังนั้น สันนิษฐานได้ว่ากระผมคงถามตัวเองเช่นนี้ทุกวัน...ล่ะมัง?

 

 

 

                แต่ก่อนกระผมไม่ใช่คนที่ยืนตัวลีบเล็กด้วยท่าทางสิ้นหวังอยู่ข้างเสาไฟฟ้าในย่านใจกลางเมืองเช่นนี้  ช่วงที่กระผมเพิ่งเรียนจบจากคณะ โลกใหม่ๆ แดดอย่างผมมีปณิธานอันแรงกล้าที่จะลงมาทำภารกิจยังโลกตามที่ได้เล่าเรียนมาอย่างแข็งขัน กระผมถึงกับกาปฏิทิน เฝ้านับวันรอด้วยอาการใจจดใจจ่อเหมือนกับเด็กสาวชาวมนุษย์วัยแรกรุ่นที่กำลังจะได้ออกไปเที่ยวกับหนุ่มน้อยหล่อเหลา... และในที่สุดความปรารถนาของกระผมก็เป็นจริง เมื่อกระผมได้รับการบรรจุเข้าทำงานใน ประเทศไทยสถานที่ซึ่งกล่าวขานกันว่ามีแดดอย่างพวกกระผมทำงานอยู่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

 

 

 

                แรกเริ่มที่ได้รู้ข่าว กระผมดีใจเป็นอย่างมากตามประสาแดดหนุ่มร้อนวิชา กระผมเริ่มคิดฝันไปถึงโครงการต่างๆนานา...ตั้งแต่เรื่องเล็กกระจิดริดอย่างการจะทำให้บรรดาเสื้อผ้าที่คุณแม่บ้านตากไว้แห้งสนิทอย่างไรดี ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการเกษตร...ซึ่งเป็นเรื่องที่กระผมชื่นชอบมากที่สุดเกี่ยวกับโลกใบนี้  บนดวงอาทิตย์ของพวกกระผมมีแต่ไฟ ไฟ และไฟที่คอยจะเอาแต่ปะทุอยู่ตลอดเวลา การได้เห็นอะไรสีเขียวๆงอกงามขึ้นได้ด้วยพลังของพวกกระผมเอง จึงเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่าซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

 

 

 

                ในวันแรกที่ได้มาเยือนที่นี่ หัวใจของกระผมสั่นระริกระรี้ดีใจ จนไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายและอ่อนล้าของเพื่อนร่วมงานที่ทำงานอยู่ก่อนหน้า กระผมท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เหนือสุดจรดใต้สุด ตะวันออกสุดไปยังตะวันตกสุด เฝ้าทำโครงการต่างๆที่มีอยู่มากมายในหัวให้ประสบความสำเร็จ  แต่เมื่อเดินทางนานๆเข้า ขาของกระผมก็เริ่มก้าวช้าลงๆ เหตุไม่ใช่เพราะตัวกระผมแก่ลง หรือเป็นเพราะร่างกายอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง แต่เป็นเพราะกระผมได้รับรู้ความจริงอะไรบางอย่าง...ทัศนคติของคนที่นี่...

 

 

 

                เริ่มแรกมันปรากฏเป็นเพียงคำสั้นๆ ซึ่งถ้าไม่ตั้งใจฟังให้ดีก็คงจะหลุดลอยและเลือนหายไปกับสายลมอย่างคำว่า ร้อน”  แต่ต่อมาถ้อยคำก็เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ และเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธที่รุนแรงมากขึ้นทุกที เป็นต้นว่า ทำไมร้อนจะตายห่xแบบนี้วะ!”  “แม่งเอ๊ย กูเกลียดดวงอาทิตย์หรือไม่ก็ ร้อนขนาดนี้ จะให้ซ้อมตกนรกหรือยังไงวะ!!

 

 

 

                กระผมไม่ได้โกรธแค้น หรือไม่ชอบใจกับคำด่าว่าดังกล่าว เพราะกระผมเข้าใจดีว่าคนที่นี่เจอกับอากาศร้อนตลอดเวลา เรียกได้ว่าทั้งปีมีอยู่แค่ฤดูเดียว จึงไม่แปลกที่จะเบื่อหน่ายและอารมณ์เสียขึ้นมาบ้าง...

 

 

 

                กระผมเคยลองนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแดดชั้นผู้ใหญ่ ว่าจะมีหนทางแก้ไขหรือบรรเทาความร้อนในประเทศนี้ลงได้บ้างหรือไม่ เพื่อที่มนุษย์ชาวไทยและพวกเราชาวแดดจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ทว่าพวกท่านส่ายหน้าด้วยสีหน้าจนปัญญา ตอบกระผมเหมือนกันหมดว่า

 

 

 

                “นี่ไม่ใช่อำนาจของพวกเรา พวกเราถูกกำหนดจากเบื้องบนแล้วว่าต้องไปประจำที่ไหน จำนวนเท่าใด ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้นอกเสียจากต้องตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป...

 

 

 

                “แต่พวกมนุษย์จะไม่น่าสงสารแย่หรือขอรับ...ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยนะขอรับ กระผมยังได้ยินว่ามีปัญหาเช่นนี้อยู่ในประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ...”  ทุกครั้งที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้น กระผมจะพยายามต่อสู้อย่างมีความหวัง...กระผมรักโลกใบนี้ รักทุ่งหญ้า รักต้นไม้ และรักทะเลที่ส่องประกายเป็นสีทอง กระผมจึงอยากอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขที่สุด

 

 

 

                “ทำอะไรไม่ได้หรอก...ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว จริงอยู่ที่พวกมนุษย์นั้นน่าสงสาร และพวกมันก็สมัครใจกันพูดเองเต็มปากเต็มคำด้วยว่าพวกมันน่าสงสาร...เป็นเหยื่อของการกระทำอันโหดร้ายของพวกเราชาวแดด แล้วก็ก่นด่าเสียๆหายๆอยู่ร่ำไป ไม่ได้สำนึกเลยว่าที่พวกเราต้องทำเช่นนี้ก็มาจากการกระทำของพวกมันเองทั้งนั้น ใครกันเล่าที่ทำร้ายโลก...ทำลายเกราะป้องกันของโลก ทำให้พวกเราลงมาเดินเฉิดฉายอยู่บนนี้ได้...พวกมันไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นผู้กระทำบาปที่อ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร

 

 

 

                หลังจากที่ได้คำตอบเช่นนั้น กระผมก็ไม่ได้ต่อสู้อะไรอีก จริงอยู่ที่กระผมไม่ได้เห็นด้วยกับมันไปเสียทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในส่วนเนื้อความที่กระผมเห็นด้วย มันได้ซึมซับเข้าสู่การรับรู้ของกระผม และได้หล่อหลอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับความเชื่อในใจอย่างร้ายกาจ...ในเวลาไม่นาน มันก็ได้เปลี่ยนแปลงกระผมให้เป็นตัวกระผมอย่างในทุกวันนี้...เป็นแดดที่สิ้นหวังและขี้โมโห ซึ่งยืนตัวลีบเล็กไร้สิ้นเรี่ยวแรงอยู่ที่ข้างเสาไฟสักต้นหนึ่งในเมืองใหญ่ เฝ้ามองดูมนุษย์กระทำการทำร้ายตัวเองต่อไปก่อนจะโอดครวญราวกับตัวเองไม่ใช่ผู้ผิด บางครั้งเจอคนบ่นว่าร้อนอย่างน่าหมั่นไส้หนักข้อเข้า กระผมก็จะแกล้งแผ่รังสีแรงๆใส่ กะเอาให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้เลย ถือเสียว่าเป็นการเอาคืนเล็กๆน้อยๆ

 

 

 

                กระผมกลายเป็นแดดที่ชั่วร้ายเช่นนี้เอง และกระผมก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโลกเน่าๆใบนี้อย่างสิ้นหวังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พร้อมทั้งพร่ำถามตัวเองด้วยคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 

 

            นี่กระผมกำลังทำอะไรอยู่...?

 

 

 

            ถามเสร็จก็ถอนหายใจ วันนี้ก็คงไม่ได้คำตอบเช่นทุกวัน...

 

 

 

                “อดัม อย่าวิ่งสิลูก!

 

 

 

                ในขณะที่กระผมกำลังยืนเปล่งรังสีอยู่ข้างเสาด้วยท่าทางหดหู่เหมือนอย่างเคย ก็ได้ยินเสียงของหญิงชาวต่างชาติร้องเรียกมาทางกระผม เมื่อหันไปมองข้างตัว กระผมก็เห็นเด็กชายผิวขาวซีด ผมเป็นสีบลอนด์สว่าง เนื้อตัวจ้ำม้ำ วิ่งเตาะแตะมาทางเสาไฟที่กระผมยืนอยู่ ดวงตาสีฟ้าอมเขียวของพ่อหนูภายใต้เงาปีกหมวกสีเขียวเป็ดเบิกกว้าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังตกใจกับเสียงเรียกของแม่ หรือเป็นเพราะอย่างอื่นกันแน่

 

 

 

                “เย้!”  พ่อหนูอดัมร้องกรี๊ด ฟังจากเสียงแล้วดูท่าว่าคงไม่ได้กำลังตกใจเพราะคุณแม่อยู่แน่ๆ

 

 

 

                เมื่ออดัมวิ่งมาหยุดยืนหอบแฮ่กๆที่ตรงเสาไฟ กระผมก็เผลอเบี่ยงตัวหลบโดยอัตโนมัติ ลืมไปเสียสนิทว่าแดดอย่างกระผม ไม่มีใครสังเกตเห็นตัวได้หรอก

 

 

 

                แม่ของพ่อหนูวิ่งกระหืดกระหอบตามมา เหงื่อไคลไหลย้อยไปทั่วทั้งตัว คงจะเป็นชาวต่างชาติที่มาเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศไทย กระผมเคยเห็นผ่านๆอยู่บ้าง แต่ยังไม่เคยเจอในระยะประชิดขนาดนี้เสียที  ในขณะที่กระผมตั้งใจจะหันไปสำรวจดูเธอสักหน่อย ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น

 

 

 

                 ในก้าวที่สามของการวิ่ง ฝรั่งสาวคุณแม่ของอดัมได้ล้มแผละลงไปนั่งจับกบอยู่บนพื้นปูนซีเมนต์ ตามด้วยเสียงกรี๊ด(คราวนี้เป็นเสียงกรี๊ดด้วยความตกใจจริงๆ)ของพ่อหนูอดัมระลอกสอง กระผมเองก็ตกใจ ยืนตาเหลือกมองจากตรงเสา ไม่รู้จะทำอย่างไรดี และด้วยความที่เป็นคนต่างชาติ ซึ่งคงจะยังไม่ชินกับความ ร้อนจะตายห่X” ของประเทศไทย จึงทำให้หญิงสาวได้แต่คุกเข่ากับพื้นอยู่อย่างเดิมด้วยท่าทางหมดแรง ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นไหว

 

 

 

                เจ้าหนูอดัมเลิกกรี๊ดและเริ่มจะร้องไห้กระซิกๆในขณะที่กระผมตาลีตาเหลือกมองซ้าย-ขวาหาตัวช่วย จะว่าพิลึกก็ว่าเถอะ แต่ในขณะนั้นซึ่งเป็นตอนกลางวันแดดจัดเปรี้ยงๆ ถนนซึ่งผมกับแม่ลูกคู่นี้ยืนอยู่กลับไม่มีคนหรือรถวิ่งผ่านเลยสักคัน

 

 

                ท้ายที่สุดกระผมจึงกัดฟัน...ก่อนจะหลับตา ตั้งสมาธิแน่วแน่ ไม่นานนักร่างที่เป็นเพียงคลื่นความร้อนของกระผมก็กลับกลายเป็นหนุ่มน้อยชาวต่างชาติหัวน้ำตาลแดงในชุดนักกีฬาบาสเก็ตบอลสีส้มแปร๊ด...ผลของการผสมกันมั่วซั่วจากสิ่งที่เห็นตอนเดินผ่านแผงขายแม็กกาซีนในวันหนึ่งของกระผมเอง

 

 

 

                กระผมโผล่พรวดออกจากเสาไฟแล้วโผล่พรวดอีกทีไปช่วยพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น ดูท่าทางเธอประหลาดใจมากเพราะไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อนว่ามีกระผมอยู่แถวนั้นด้วย ส่วนพ่อหนูอดัมหยุดร้องไห้แล้ว และกำลังจ้องมองกระผมด้วยดวงตาฉงนสนเท่ห์

 

 

 

                “ขอบคุณมากค่ะ”  หญิงสาวเอ่ยกับกระผมเป็นภาษาอังกฤษพร้อมด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าแววตาจะยังดูเคลือบแคลงไม่หาย

 

 

 

                กระผมฉีกยิ้มยิงฟันกลับ ถือคติว่ายิ้มสดใสไว้ก่อน เดี๋ยวอีกฝ่ายก็จะไว้วางใจเอง ก่อนจะเลี่ยงไปถาม  เป็นอะไรรึเปล่าครับ?”

 

 

 

                หญิงสาวสั่นหัว  ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่หมดแรงนิดหน่อย เจ้าตัวเล็กนี่ซนเหลือเกิน”  ท้ายประโยคหล่อนส่งสายตาเปี่ยมพลังไปยังเจ้าหนูอดัมซึ่งเริ่มขยับย้ายมาใช้กระผมเป็นที่กำบังแม้ว่าเราจะยังไม่รู้จักกัน กระผมหัวเราะเบาๆก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยสองสามที โดยระมัดระวังกักพลังของตัวเองเอาไว้อย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นผมสวยๆของเจ้าหนูอาจติดไฟได้

 

 

 

                “มาเที่ยวเหรอครับ?”  กระผมถาม สายตายังไม่ละไปจากเจ้าหนูอดัมซึ่งเริ่มแหงนคอมองผมบ้างด้วยดวงตากลมโตสดใส แล้วจู่ๆกระผมก็สังเกตเห็นว่าในมือป้อมๆทั้งสองข้างของเด็กชาย มีกระถางใบเล็กๆซึ่งใช้ปลูกดอกไม้เล็กกระจิ๋วสีเหลืองซีดดูขี้โรคอยู่

 

 

 

                “ค่ะ เพิ่งมาครั้งแรก คุณเองก็เหมือนกัน?”

 

 

 

                “เปล่าครับ ผมอยู่ที่นี่มานานแล้ว”  กระผมหักห้ามใจตัวเองที่อยากจะสัมผัสและมอบแสงแดดให้กับดอกไม้น้อยๆนั่นเพื่อให้มันโตขึ้นโดยการถามต่อ  คุณคงรู้สึกผิดหวังมากสินะครับ...ร้อนเสียขนาดนี้

 

 

 

                กระผมมีคำตอบไว้ในใจอยู่แล้วก่อนที่จะถาม...จึงถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินอะไรที่ผิดความคาดหมาย

 

 

 

                “ไม่เลยค่ะ...ฉันไม่ผิดหวังเลยสักนิด ฉันกับลูกมาจากประเทศที่หนาวเย็น นานๆทีถึงจะมีวันแดดออกสักครั้ง ประเทศที่มีแดดออกตลอดปีแบบนี้...สำหรับฉันกับลูกแล้วเลยเปรียบเหมือนสวรรค์บนดินเลยล่ะค่ะ

 

 

                อย่างน้อยก็ยังมีคนเห็นคุณค่าของงานที่กระผมกำลังทำอยู่ หัวใจของกระผมพองโตขึ้นนิดหน่อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เหมือนกับผืนดินแห้งผากที่ไม่ได้ต้องน้ำมานานมากแล้ว เมื่อมีน้ำหยดลงมา...แม้จะเป็นน้ำเล็กๆเพียงหยดเดียว แต่กระผมกลับรู้สึกเย็นฉ่ำไปทั้งหัวใจ...

 

 

 

                กระผมส่ายหัว พยายามไล่ความหวังลมๆแล้งๆที่ผุดขึ้นมาอีกครั้งทิ้งไป

 

 

 

                “เดี๋ยวอยู่ไปนานๆเข้าก็ชิน แล้วก็จะเบื่อจนถึงขั้นเกลียดเองแหละครับ...

 

 

 

                หญิงสาวหัวเราะเสียงใส  นั่นสิคะ ร้อนขนาดนี้...อยู่นานๆก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

 

 

 

                กระผมลอบถอนหายใจ นั่นไง...ว่าแล้วเชียว

 

 

 

                “แต่ว่า...”  เธอยังคงพูดต่อ ดึงความสนใจของกระผมที่เริ่มจะมัวหม่นให้กลับมายังเธออีกครั้ง  เพราะฉันอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ก็เลยรู้สึกซาบซึ้งแล้วก็ขอบคุณแสงแดดสีทองสวยๆของที่นี่...เป็นเรื่องธรรมดาของคนไม่เคยมี ที่จะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนไม่เคยมี ในขณะที่คนมีมาก จะไม่รู้สึกว่ามันสลักสำคัญอะไร”  หญิงสาวทอดสายตาเปี่ยมอารีไปยังลูกชายและกระถางดอกไม้ในมือเล็กๆที่ถูกโอบอุ้มอย่างทะนุถนอม  ที่ๆฉันอยู่ อดัมบ่นเสมอว่าแมรี่ไม่เคยโตเลย แต่ถ้าเป็นที่นี่ เธอคงเติบโตอย่างงดงามได้ จะร้อนจนเหงื่อไหลหมดตัวยังไงก็ช่าง แต่ฉันมั่นใจว่าอดัมคงยอมเหงื่อระเงยจนตัวเหือดแห้งเพื่อเฝ้าดูดอกไม้ของเขาเติบโต...คุณค่าของมันอยู่ที่ตรงนั้นแหละค่ะ เนอะ อดัม

 

 

 

                กระผมหันไปยังเจ้าหนูอดัม เห็นเขากอดกระถางดอกไม้ไว้แน่นแนบอก ตอบรับคุณแม่ด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว

 

 

 

                “แมรี่ของผม...จะโต...จะโต...”  เจ้าหนูว่าอย่างนั้น ดวงตาโตสีฟ้าน้ำทะเลเปล่งประกายยินดีราวกับได้เห็นความฝันเป็นจริงขึ้นมาตรงหน้าแล้ว

 

 

 

                ก่อนจากกัน กระผมแนะนำโรงแรมดีๆราคาถูกที่เคยเห็นผ่านตาให้กับสองแม่ลูก ก่อนจะทำทีเป็นโบกมือแยกย้ายกันไป ในขณะที่หันหลังกลับ พอเจ้าหนูอดัมเผลอ กระผมก็จัดการแปลงกายกับสู่ร่างเดิม แล้วพุ่งตรงไปใช้มือสัมผัสแมรี่ของเขาเบาๆ

 

 

 

                ดอกไม้ชูคอขึ้น สีเหลืองซีดตรงกลีบกลายเป็นสีเหลืองสดเสียยิ่งกว่าสีเหลืองใดๆ...ดูๆไปเหมือนพระอาทิตย์ขนาดจิ๋วที่มีใบไม้ติดอยู่

 

 

 

                วันต่อมากระผมทำงานด้วยท่าทางคึกคักไม่ต่างจากสมัยที่เพิ่งเรียนจบหมาดๆ เพื่อนชาวแดดที่บังเอิญเจอเข้าต่างก็ทักกระผมเป็นเสียงเดียวกันว่า  เป็นอะไรไป? ทำไมจู่ๆได้ถึงคึกขึ้นมา?”

 

 

 

                กระผมนึกถึงหญิงสาว เด็กชาย แล้วก็ดอกไม้สีเหลืองที่ชื่อแมรี่ ก่อนจะยิ้มตอบ

 

 

 

                “กระผมเข้าใจแล้ว ใครจะว่ายังไง จะมองยังไงก็ช่าง กระผมก็แค่ทำหน้าที่ของกระผม...

 

 

 

                ใช่...กระผมก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง...มอบความสว่าง ความอบอุ่น ความมีชีวิตให้กับโลกใบนี้  นั่นเป็นหน้าที่ที่กระผมรัก...เป็นหน้าที่ที่กระผมตั้งใจว่าต่อจากนี้จะทำมันอย่างดีที่สุด

 

 

 

                พวกกระผมทำหน้าที่เช่นนี้มานานแล้ว...และตั้งใจว่าจะทำต่อไป

 

 

 

                มนุษย์...พวกคุณนั่นแหละ...อย่ามัวแต่บ่นเลยว่าร้อน...อย่ามัวแต่ตีอกชกหัวตัวเองเลยว่าทำไมต้องมาเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างที่เป็นอยู่นี้...อย่ามัวแต่โทษพวกกระผม...ปัญหาทุกอย่างเกิดจากตัวพวกคุณเองไม่ใช่เหรอ...

 

 

 

 

                ที่ยังทำหน้าที่ต่อโลกใบนี้ได้ไม่ดีพอ.


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ kaonashi จากทั้งหมด 18 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 15:42
    บร๊ะ!! สนุกอ่ะ ตีความหมายได้ดีจัง
    #6
    0
  2. วันที่ 1 มิถุนายน 2556 / 23:09
    โอว รู้สึกเหมือนโดนตีแสกหน้า 555
    ว่าแต่ชุดนักกีฬาสีส้มแปร๊ด ดูท่าทางพี่ดาร์ก(คุริล)จะติดใจกับบาสมากนะ 55
    #5
    0
  3. #4 กะรัต
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2556 / 23:55
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วมีรอยยิ้ม^^
    #4
    0
  4. #3 Momiji
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 / 20:15
    น่ารักจังเลยค่ะ
    #3
    0
  5. #2 แฟนคลับพี่บีม
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 / 21:07
    ซาบซึ้งจังค่ะ พี่บีม
    #2
    0
  6. วันที่ 28 เมษายน 2556 / 00:55
    เห็นด้วยค่ะ มนุษย์เราทำตัวเองแท้ๆ ...
    #1
    0