Star* of Radiance
ดู Blog ทั้งหมด

99999999...999 ต่อ 1

เขียนโดย Star* of Radiance
ครั้นได้อ่าน 365วัน เป็นวันพิเศษ โดย นายมะเขือเทศเดินดิน ผู้แสนยิ่งใหญ่(?) จึงเกิดความคิดวิเคราะห์ตนเองขึ้นมาอย่างหนึ่ง

เหตุใดข้าพเจ้าจึงชอบคิดต่างจากชาวบ้าน และสู้สุดตัวเพื่อให้ความคิดนั้นดำรงอยู่ได้

จนบางครารู้สึกเหมือนโลกนี้เป็นปฏิปักษ์กับตนไปเสียหมด

ไม่รู้ว่าตนผิด หรือคนทั้งโลกกันแน่ที่ผิด หรืออาจจะไม่มีใครผิดเลยก็ได้

ข้าพเจ้าไม่เคยรู้

ข้าพเจ้ามิใช่ Antisocial เช่นที่ใช้ประเมินบุคลิกภาพต่อต้านสังคมโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าก็ต่อต้านตั้งแต่ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม จารีต ไปจนถึงสิ่งที่ถ้าป่าวประกาศคงโดนรุมประชาทัณฑ์ไปอีกสามอสงไขยชาติ ข้าพเจ้า Antisocial เฉพาะความคิดด้วยเจตคติดังนี้ ทว่าพฤติกรรมของข้าพเจ้ายังไม่แสดงออกมา เนื่องจากยังต้องการการยอมรับในสังคมอยู่


ข้าพเจ้ามีอะไรที่คล้ายๆ Psychological Trauma

มันไม่ใช่Trauma แบบที่ส่งผลให้ผิดปกติ แต่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมโดยรวม และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องคิดมาตลอด ว่าแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไรกัน แล้วเช่นนี้เราควรจะทำอย่างไรต่อไป


เมื่ออายุ 8 ขวบ--เรายังจำได้ถึงเวลานั้น

มีการให้ตอบคำถามหน้าเสาธง โดยมีคำถามนัยว่า "เราจะช่วยอะไรสัตว์ได้บ้าง?"

เราไม่รู้...เราคิดอะไรไม่ออก คิดแต่ว่า อะไรล่ะที่จะช่วยได้? แล้วมีปัญญาทำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแล้วเป็นแต่ลมปาก

คำตอบ "ช่วยมดตกน้ำ"

...

เรายังจำได้ ว่ามีเสียงหัวเราะกันถ้วนทั่ว...ทั้งที่เราไม่เห็นจะหัวเราะกับคำตอบนั้นเลยสักนิด

เรายืนงง ฟังคำตอบของคนต่อไป(ประมาณว่า ช่วยสัตว์ที่บาดเจ็บ อะไรแบบนี้) แล้วก็เดินกลับไปนั่งที่--ไม่ได้โกรธหรืออายอะไรที่ถูกหัวเราะกับคำตอบนั้น แต่เราสงสัยมากๆ จนต้องมานั่งคิดทันที ว่าที่เราตอบไปมันไม่ใช่ตรงไหนกัน

ต่อมาได้ยินคนบอกว่า "ถ้าจะตอบแบบนั้นอย่าตอบไปเสียดีกว่า"

...เรายิ่งไม่เข้าใจ...

เราไม่เข้าใจอะไรเลยว่าเขาตีค่าคำตอบนั้นว่าอย่างไร

คุณค่าของชีวิตมดหนึ่งตัว มันไม่เท่ากับสุนัข แมว หรือคนหรอกหรือ?
แล้วเช่นนั้น คุณค่าของคนแต่ละคน ย่อมไม่เท่าเทียมกัน ใช่ไหม?

สิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่า ย่อมมีสิทธิ์จะตาย มีสิทธิ์จะถูกปล่อยเลยให้สิ้นไป...กระนั้นหรือ?

...ยังจำได้ว่าตอนนั้นเรามองในแง่นี้ เราเลยไม่เข้าใจจริงๆว่าการช่วยมดตกน้ำมันเป็นความผิดหรือสิ่งที่น่าหัวเราะ ไม่ควรค่าแก่การกระทำตรงไหน
และจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้


ในเบื้องต้น หลังจากสงสัย คิดนานเท่าไรก็ไม่เห็นว่าคำตอบของตนผิด จึงเริ่มรู้สึกว่า ทั้งโลกไม่เหมือนเรา มันโหดร้าย และช่างแบ่งแยก ขณะเดียวกันก็เริ่มแบ่งแยกตนเองออกมา

เรา ต่อต้าน ทุกคน และทุกคนก็ต่อต้านเรา...เข้าเค้าว่า I'm OK, You're not OK อะไรประมาณนั้น


ความมั่นใจในตนเองที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกเรื่องต่างๆของเราหายไปทันที เราไม่พูดต่อที่ประชุมชนอีกแล้ว(จนบัดนี้ก็ยังไม่กล้า) เราไม่ออกตัวทำอะไรเป็นหัวหลักอีก เราอยู่ในสังคม ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นตนเองจากสังคม รู้สึกว่าตนแปลกแยก เป็นคนเดียวที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครยอมรับเรา

เพิ่งมากลับมากล้าแสดงออกอะไรต่างๆ ก็เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง--เพราะรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วถ้าต้องเป็นคนที่อยู่ 'วงนอก' ตลอดเวลา...ถ้าไม่มีใครยอมรับ ไม่มีใครเห็นเราเป็น 'วงใน' เราก็จะต้องแสดงตนไปเรื่อยๆ จนเขายอมรับเองว่าความคิดของเราไม่ผิด สิ่งที่เขาเคยเชื่อต่างหากที่ผิดเสมอมา


มันเหมือนความยโสบางอย่าง...ความอหังการ์เชิงความคิดที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องตนเองมาแต่อดีต เพราะถ้าไม่เป็นแบบนี้ก็แปลว่าเป็นเราเองที่ผิด เป็นเราเองที่แปลกแยก เป็นเราเองที่น่าหัวเราะจริงๆ
ไม่มีจิตใต้สำนึกของมนุษย์คนใดในโลกหรอกที่ยอมรับความคิดแบบนั้นได้ ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ก็ตาม


จนในช่วงราวๆสองสามปีที่ผ่านมา ความคิดเราเปลี่ยนไปเล็กน้อย คือ จากเดิมที่คิดแต่ว่าเราถูก ส่วนคนอื่นนั้นผิดทั้งหมด กลายเป็นว่า ไม่มีใครถูกที่สุด และไม่มีใครผิด ทุกคนล้วนมองจากมุมมองของตนเอง และล้วนเชื่อว่าตัวเองถูกต้อง...กล่าวคือ เราถูกแน่ๆ (ความคิดนี้มันยังคงเป็น Defense Mechanism ที่แก้ไม่หาย) แต่คนอื่นก็อาจจะถูกด้วยเหมือนกัน


แต่ละคำถามไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ตายตัวเสมอไป

และคำตอบที่ไม่เหมือนเรา ก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้น่าหัวเราะ ไม่ได้แปลกแยก--เพียงแค่ไม่เหมือนเท่านั้นเอง และความไม่เหมือนนั้นย่อมเป็นประโยชน์เสมอ เพราะช่วยให้เราได้เปิดโลกทัศน์ ได้เห็นมุมมองต่างๆ นอกเหนือจากที่ความคิดของเราจะหยั่งถึง


...เช่นนี้แล้ว เมื่อถึงคราวที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็น 'คนนอก' อีกครั้ง ในตอนนี้ จึงทุ่มสุดตัวเพื่อให้ความคิดตนเองอยู่ได้ เพื่อไม่ให้คนส่วนใหญ่ชี้ได้ว่าเราผิด เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราคิดเป็นเพียงแค่ความคิดเปล่าลอยไป เช่นที่ 'คนนอก' รุ่นก่อนๆเคยกระทำมา


มันเหมือน...เหมือนได้เรียนรู้วิถีทางการเมืองเบื้องต้นอย่างหนึ่งของประเทศนี้ โดยไม่ได้ตั้งใจ


หนึ่งคือ เราที่เคลื่อนไหวโดยไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง...ก็ทำเพื่อให้ความคิดของตนดำรงอยู่ และไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้ แม้คนส่วนใหญ่จะไม่คิดเห็นอย่างนั้นก็ตาม
--เหมือนกบฏ หรือนักปฏิวัติ ที่เบื้องหน้าทำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่แท้จริงแล้วก็คือ เรียกร้องต่อสู้เพื่อไม่ให้ตนถูกทำลายไป ไม่ให้ตนต้องถูกหยามหยัน ไม่ให้ความคิดนี้ต้องสูญหาย

ทำอย่างไร ยาวนานเพียงไร จะพ่ายแพ้เท่าไร...ก็ได้ ขอแค่โอกาสชนะ เพื่อจะได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ให้ตน "ไม่ผิด" ต่างหาก


สองคือ การเป็น 'คนนอก' ไม่อาจทำอะไรได้มากเท่ากับการเป็น 'คนใน' หากเอาแต่เรียกร้อง เอาแต่บ่นพึมพำ อมพะนำแต่ภายนอก ก็ไม่อาจบังคับกะเกณฑ์อะไรผู้มีอำนาจได้ เพราะเขาไม่มีวันฟังคำของ 'คนนอก' เหล่านั้นหรอก
หากอยากให้ความคิดของตนเป็นจริง อยากให้มันดำรงอยู่ จะมัวแต่พูดเปล่าไม่ได้...ต้องทำเอง ต้องเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีอำนาจในที่นั้น ไม่เช่นนั้นมันจะไร้ความหมาย
--เหมือนนักการเมือง หรืออะไรทำนองนั้น ที่ถ้าไม่เข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติงานเอง ก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย


(ประเด็น 'อยากได้อะไรต้องทำเอง' นี่ก็เป็นอีก 'อะไรที่คล้ายๆ Psychological Trauma' เหมือนกัน...อาจจะกล่าวถึงในภายหลัง ถ้าเกิดนึกครึ้มคิดอะไรออกขึ้นมา)


...ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจแต่วัยเด็ก ที่มันส่งผลมาถึงเพียงนี้ จะดีหรือไม่ แต่ประการใด...

และก็มองไม่ออก ว่าถ้าเราไม่เป็นแบบนี้ แล้วจะเป็นแบบไหนได้

ความจริงก็รู้สึกว่ามันยังไม่ถูก มันอันตรายต่อทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และอาจนำพาทั้งตัวเองและทุกคนไปสู่หายนะ...แต่ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองได้ยังไงจริงๆ

...


สิ่งที่เล่ามานี้ก็แค่เพื่อเป็นข้อมูล เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆ เผื่อว่าใครจะเขียนถึงตัวละครที่มีแนวคิดขวางโลก ต่อต้านสังคม หรืออะไรทำนองนี้
...ว่าสิ่งที่เขาเจอ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นแบบเรา ถึงจะทำให้กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้ากระทำ ในสิ่งที่ขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม


เราเชื่อว่า ไม่มีหรอก คนที่ใช้ชีวิตตามปกติธรรมดา โดยไม่เจอประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกโดยสมบูรณ์ แล้วจะลุกขึ้นมาคัดค้านโลกได้--รังแต่จะอยากได้การยอมรับในสังคม หรือไม่ได้ดื้อรั้นยืนหยัดในความคิดตนมากพอ จึงไม่ปฏิบัติอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน เท่านั้น...ซึ่งการทำแบบหลังก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนั่นคือการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของคนทั่วไป

จึงมีคนที่ 'ดื้อ' มากพอจะเรียกร้องต่อสู้ อยู่น้อยนิดนักในสังคม เพราะประสบการณ์เช่นนี้หรือมากกว่า มันไม่ใช่สิ่งที่จะเลือกเผชิญได้ และไม่ได้ปรากฏกับคนส่วนใหญ่


ซึ่งมันอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้...ไม่รู้ และไม่มีทางรู้ จนกว่าเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมในอะไรที่ใหญ่กว่านี้ขึ้นมาเข้าจริงๆสักวัน

และด้วยความคิดแบบนี้ คงหนีไม่พ้นเป็นแน่...ไม่เห็นอนาคตอื่นใดที่จะหลุดจากวงจรไปได้เลย...


เราอยากจะเปลี่ยน อย่างน้อยก็ไม่ดื้อทะนงอะไรขนาดนี้ จะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยเพื่อยืนยันความคิดตัวเองแบบนี้ตลอดไป


พอจะเห็นทางเปลี่ยนได้อยู่อย่างหนึ่ง...และคงจะสามารถเปลี่ยนได้ตลอดกาล

คือต้องคิดหาให้ได้ ว่าคำตอบของเด็กน้อยคนนั้น ผิดที่ตรงไหน...

ถ้าเด็กคนนั้นยังไม่ได้คำตอบ...เราเองก็คงไม่มีทางเปลี่ยนไปจากนี้ได้

...ฉันนั้น

ความคิดเห็น

Caje
Caje 6 ต.ค. 52 / 18:14
รอติดตามต่อนะ

นายมะเขือเทศเดินดินนี่ยิ่งใหญ่จริง 55+
Caje
Caje 10 ต.ค. 52 / 22:14
อืม... ลึกซึ้งจริง ๆ

คำตอบของเด็กน้อยไม่ผิดหรอก แต่คนถาม และคนฟังไม่ได้ต้องการคำตอบประเภทนั้น

เวลาตอบคำถามจึงจำเป็นต้องอ่านจุดประสงค์ของคนถามว่า ถามไปเพื่ออะไร อยากได้คำตอบในแง่ไหน เราจะได้เลือกคำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจ ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบในแง่ลึกจริง ๆ

คำถามนั้นก็แค่อยากให้เด็กแสดงออกว่ามีหรือเข้าใจเมตตาธรรมเท่าไหร่ล่ะมั้ง ไม่ได้คิดในแง่ปฏิบัติ ความเป็นไปได้จริง


เราอ่านแล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นล่ะ...
ความคิดเห็นที่ 3
9999999 999