[YAOI] นิเทศตัวร้าย กับ สถาปัตย์อาร์ตตัวพ่อ

  • 100% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 968,618 Views

  • 10,181 Comments

  • 29,962 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    10,059

    Overall
    968,618

ตอนที่ 17 : บทที่ 17 : อีกด้านที่ไม่เคยมอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 517 ครั้ง
    3 ก.ค. 59



นิเทศตัวร้าย กับ สถาปัตย์อาร์ตตัวพ่อ 17

ตอน อีกด้านที่ไม่เคยมอง




 



                อยากจะหัวเราะจริงๆ


                ผมจุดยิ้มสมเพชมองอีกคนที่กำลังทำหน้าไม่เข้าใจ...มึงมันก็ไม่เคยเข้าใจอะไรอยู่แล้ว ดึงของออกจากมือใหญ่ทีละถุง อาศัยความมึนงงของมันช่วยให้ผมหยิบของมาง่ายๆ แต่ถุงสุดท้ายมันกลับชักมือหนี...


                เงยหน้าสบตาอีกฝ่ายแล้วเผลอชะงักนิ่งงัน... ที่น่าตกใจคือรอยยิ้มขมขื่นปนท้อ...


                “ มึงดีเสมอในสายตากูแค่มึงไม่รู้ ”


                “ ... ”


                “ กูต่างหากที่ไม่เคยอยู่ในสายตามึงเลย ”


          !!


                หมายความว่ายังไง... มึงเมากาวเหรอ


                เกือบโพล่งถามออกไปแล้วแต่ยั้งปากไว้ทัน... แววตาสั่นนิดๆของคนตรงหน้าทอดมาอย่างเจ็บปวดอยู่แวบหนึ่งก่อนจะหายไป ยืนจ้องตากันอยู่นานไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนกระทั่ง...


                “ เอ่อ... ผมทำให้เฮียทะเลาะกันรึเปล่า ” เพิ่งรู้ตัวเหรอมึง


                ไอ้พีชเสนอหน้าจ๋อยๆเข้ามาได้จังหวะเหมาะจริงๆ ยกมือขึ้นผลักหัวมันไปทีนึงระบายความอึดอัดในอก


                “ จะไปไหนก็ไป! ” ผมยกเท้าขึ้นเตรียมถีบแต่ไอ้กะล่อนมันก็กระโดดหลบทัน พีชจะยืนเถียงอีกแต่พอเจอสายตาดุๆไปก็รีบวิ่งหลบฉากไป... จริงๆประโยคเมื่อกี้ก็ไล่อีกคนด้วยแต่แม่งเสือกทำหูทวนลมนิ่งไง


                ความเงียบอีกแล้ว เป็นความเงียบที่น่าเบื่อชะมัด...


                ผมไม่รู้จะพูดอะไร หรือจะอธิบายยังไง โยนความรู้สึกบ้าๆทิ้งไปจากนั้นหันหน้าเดินไปทางห้องของตัวเอง เสียงฝีเท้าอีกคนก็ยังคงตามมาไม่หยุด ยิ่งผมเดินเร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งไล่ตาม


                “ อุ่น! คุยกันให้รู้เรื่องก่อน!


                เดินมาจนปลอดผู้คนตามทางนั้นทั้งมืดและเงียบ วินคว้ามือผมไว้แล้วดึงให้มาเผชิญหน้า


                “ ไม่มีอะไรจะคุย กูอยากทำงาน ”  ตอบไปด้วยเสียงปกติติดจะห่างเหินนิดๆ


                “ มึงอย่าหนีได้มั้ยวะ!! ” สีหน้าอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด วินปล่อยของในมือทิ้งแล้วคว้าไหล่ผมแน่น


                “ กูไม่ได้หนี! ” เอ๊ะ ก็กูบอกอยู่ว่าจะทำงาน ใครหนีมึง ประสาท


                “ แต่ที่มึงทำอยู่ คือ หนี!! ” ไอ้วินตวาดกลับอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันหอบหายใจหนัก ส่วนผมผวาตกใจไปกับน้ำเสียงที่ไม่เคยได้ยินไปแล้ว...


                “ มึงหนีกูอีกแล้ว... อีกแล้ว ”


                “ มึงพูดบ้าอะไร ” ผมตวาดกลับเพราะน้ำเสียงของมันกำลังสั่นคลอนความมั่นคงทางสติของผม ทำเหมือนรู้จักผม ทำเหมือนผมเป็นคนที่หนีมัน ทั้งที่มันต่างหาก!!


                “ มึงอยากให้กูบ้านักรึไง! ”


                วินไม่ตอบคำถามผมเอาแต่ก้มหน้าก่อนจะชนกับอกผมและมือยังคงบีบไหล่แน่นปล่อยความรู้สึกหดหู่คล้ายคนกำลังหมดแรงแผ่ซ่านออกมาจนผมยังสัมผัสได้ ผมยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกกับสัมผัสไม่คุ้นจากคนร่างเริงเกินพิกัดแบบมัน ผ่านไปนานเสียงสั่นๆได้เอ่ยขึ้นเบาๆ...


                “ มึงจะด่า มึงจะต่อยกูก็ได้ ”


                “ ... ”


                “ แต่มึงอย่าหนีกูแบบนี้ กูเจ็บ ”


กูไม่เจ็บมั้ง มึงยังหนีกูเลย ไอ้ห่า


                ยืนรอฟังมันเงียบ ไอ้วินมันก็ยิ่งลนลาน รู้สึกตัวอีกทีก็โดนมันกอดรัดแน่นทำเอาผมแทบจมไปหายกับอ้อมกอด ผมยืนนิ่งอยู่ยังงั้นกับคำถามมากมายในหัว...


                “ มีอะไรกูก็อยากให้มึงพูด ไม่ใช่หนีกูแบบนี้ ” เสียงคล้ายจะตำหนิผม “ หนีแล้วจะเข้าใจกันมั้ย ”


                “ ... ” ผมกลืนคำโต้เถียงลงคอ ผมเป็นคนอารมณ์ร้อน ผิดรึไงที่จะไม่รอฟังมัน รอให้อารมณ์เย็น กูก็ฟังเองแหละว่ะ


                “ โตแล้ว ฟังคนอื่นบ้าง ”


                ไหง กูกลายเป็นคนผิดว่ะ


                “ มึงไม่ฟังกูบ้าง ต้องให้กูพูดเป็นคนสุดท้ายตอนมึงฟังคนอื่นมาหมดแล้วรึไงวะ ”


                อ้าว กูผิดอีก


                ดราม่าของกูทำไมกลายเป็นการด่ากูแทนวะ


                “ มึงไม่ชอบกู มึงก็แคร์ความรู้สึกกูสักนิดก็ยังดี ไม่ใช่คิดจะเขวี้ยงทิ้งก็เขวี้ยง กูจิตใจบอบบาง ” ดราม่าแค่ไหนมุกตลกยังมาแทรก... นี่มึงเศร้าจริงปะเนี่ย


                “ เอ่อ... ” อยากเถียงแต่ไม่รู้จะเถียงอะไร


                เสียงแดกดัน “ หึ มึงคงไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว มึงไม่เคยเห็นค่ากูอยู่แล้ว ”


                ผมยืนค้างสับสนเรียงสมองใหม่... อารมณ์เศร้าโศกหมาตายกูหายเกลี้ยงเลยสิ องค์จะลงแทนเพราะมันด่าผมไม่หยุดนี่แหละ


“ ความรู้สึกกูมันไม่มีค่าในสายตามึงเลย ถ้ากูไม่ชอบมึง กูจะมาวุ่นวายกับมึงทำซากอะไร ” ด่ากูเสร็จวกมาดราม่าตัดพ้อตัดอ้อยต่อ แต่ประโยคต่อมากลับเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับอากาศ “ แปดปีมันยังน้อยไปเหรอวะ ”


                แปดอะไร? น้อย?


                อะไร มึงใบ้หวยรึไง


                พูดอะไรให้กูได้ยินหน่อยสิว่ะ!


“ แปดปีที่กูชอบมึง มันยังน้อยไปเหรอ ”


 บ่นเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่กับไหล่ผม นี่มันจะเคลียร์กับผมหรือเคลียร์กับตัวเอง ถามจริง พูดอะไรมา กูไม่ได้ยินสักอย่าง


                ผมถามด้วยความหงุดหงิด “ มึงพูดอะไร ก็ช่วยพูดให้กูได้ยินด้วยจะตายมั้ย ”


                ความดราม่าหดหายแทนที่ด้วยความหงุดหงิดเพราะเสียงบ่นเป็นแมลงหวี่ของมัน


                “ กูบอกว่า กูไม่เชื่อว่ามึงทำ ชัดมั้ย! ” ไอ้วินโงหัวขึ้นมาตะเบ็งเสียงกรอกใส่หูผม


                เมื่อกี้มึงพูดงี้จริงดิ?


                มึงจะพูดอะไรก็ช่างเถอะ แต่...


                “ เชี่ย!! แก้วหูกู ” ผมหลับตาแน่นเพราะเสียงที่ดังสนั่นแก้วหูแทบลุกมาเต้น “ ตะโกนทำแมวอะไรวะ ”


                “ กลัวมึงได้ยินไม่ชัดไง เดี๋ยวคิดเองเออเอง หาว่ากูไม่เชื่อมึง ” สีหน้าเป็นหมาโดนทิ้งเมื่อกี้อยู่ไหน “ ได้ยินยัง กูเชื่อว่ามึงไม่ได้ทำ!! หายงอนสักที!

              " หยุด! หยุด! "


             " เตงได้ยินเปล่า! เค้าเชื่อเตงนะ! ได้ยินยัง ได้ยินมั้ยยยยยย!!! "


                ตะโกนใส่หูสลับกันเพื่อความเท่าเทียมกันของหูทั้งสองข้าง...เจริญเถอะ


                “ ได้ยินแล้วเว้ย! ” ตะโกนใส่หน้ามันกลับด้วยความโมโห ผลักตัวมันออกไปไกลๆ “ ไม่เห็นต้องมาบอก มึงคิดอะไรกูก็ไม่สนอยู่แล้ว ”


                มึงก็กล้าแถเนอะ...อุ่น


                “ แล้วมาทำหน้าน้อยใจใส่ทำไม ถ้าไม่รู้สึกอะไร ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกสวมบนใบหน้าพลัน ปลายนิ้วเรียวยาวยกขึ้นมาเกลี่ยปลายจมูกผมเล่น “ ถ้าคิดว่ากูทำ ก็ไม่ต้องมาถาม อืม... เสียงเขียวขนาดนี้ ไม่น้อยใจเลยมั้ง ”


                ไอ้วินแกล้งดัดเสียงประโยคของผมอีกรอบด้วยน้ำเสียงดัดจริตแบบกะเทยควาย ผมมองค้อนมันไปด้วยความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม บรรยากาศมาคุดราม่าหายลงคลองพัดหายไปแล้ว กลับสู่สภาวะปกติ


                “ ก็หน้ามึงบ่งบอกไปแล้ว ” ผมบ่นในลำคออย่างฉุนเฉียว ใครเห็นรูปพวกนั้นก็ต้องคิดว่าผมทำไอ้ซีก่อนอยู่แล้ว มัวแต่พึมพำอยู่คนเดียวก็ไม่ได้รับรู้สายตาของอีกคนที่มองผมยิ้มๆ


                “ โกรธก็ยังดีกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย แค่นี้ก็ดีเเล้ว ”


                ผมหันคอหันหน้ากลับมา “ มึงว่าไงนะ ”


                “ เปล่า ” วินส่ายหน้า “ สรุป เคลียร์ ไม่งอนแล้วนะ ”


                “ งอนบ้าอะไร วู้ ทำงานดีกว่า เสียเวลา ” ผมใช้นิสัยความมึนงงเปลี่ยนอารมณ์ไวของตัวเองให้เป็นประโยชน์ แต่โดนดึงแขนไว้ก่อนและดึงมากอดแน่นอีก


                “ พี่จริงจังกับเรานะ ” มันย้ำเสียงหนักแน่น จริงๆย้ำอย่างเดียวกูก็รู้เรื่องแล้ว กอดทำไม อึดอัด ตัวก็เหม็น


                “ เออ รู้แล้ว ” ผมกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายพยายามจะไม่ให้ใจเต้นไปกับประโยคของมัน แต่ปล่อยกูได้ยัง ร้อน! ผลักไปก็ไม่สะเทือน  


                “ แล้วแผลที่คอคือไปทะเลาะกับซีมาใช่มั้ย โดนข่วนมาเหรอ ” วินถามเสียงขุ่น “ ทำไมไม่บอก ”


                “ ก็ไม่มีความจำเป็นต้อง... ”


                ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยคดีเสียงคำรามจากด้านหลังก็พาให้ดินจะถล่มฟ้าจะรั่ว


                “ ไอ้วิน มึงปล่อยน้องกูเดี๋ยวนี้!!!! ไอ้ปลวกกก!!


                บางทีโลกเราก็ไม่ได้มีกันสองคน... มารมักมีเสมอทุกที่ทุกเวลา


                เสียงโหดของอดีตพี่ว๊ากวิดวะโหดอย่างไอ้ลมดังลั่นไม่พอ หันควับไปมองก็เห็นมันตั้งท่าเตรียมวิ่งสี่คูณร้อยมากระชากหัวไอ้วินแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ


                “ ตะโกนมาก เดี๋ยวก็เจ็บคอหรอกพี่ ” เสียงเบาสบายดุเบาๆ พลางคว้าเอวหนาของไอ้ลมไว้ได้ทัน “ สัญญากับผมแล้วนี่ว่าจะไม่ทำร้ายเพื่อนผมอีก ”


                “ กูไม่ได้สัญญา!!


                “ งั้นก็ตามสบายนะครับ ” ไต้ฝุ่นเวลานี้รู้สึกเวลานี้จะร้ายไม่หยอก “ ผมจะคิดบัญชีที่ตัวพี่แทน ดีมั้ย? แฟร์ๆ ”


                “ แฟร์กับผีสิว่ะ! ”ไอ้ลมว๊ากใส่แล้วดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุม “ ปล่อยเด้! เออๆๆ กูไม่ทำอะไรเพื่อนมึงก็ได้!


                “ แน่ใจ? ”


                “ เออ!!


                ผมมองดูคู่รักที่ทะเลาะกันไม่เกรงใจใคร ตั้งแต่ผมกับไอ้ไฟรู้ก็ดูจะเปิดเผยมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ได้บอกไอ้ดินอยู่ดี ไต้ฝุ่นยอมปล่อย ไอ้ลมก็ตรงดิ่งมาหาผมแล้วกระชากตัวไอ้วินแบบนิ่มๆออกไปจากผม


                “ โฮ!! อุ่น เป็นอะไรมากมั้ย เฮียเห็นในเฟซแล้ว ไปทะเลาะกับไอ้เด็กพื้นถนนมาใช่มั้ย นี่เฮียไปหาที่หอมาไม่เจอ เลยรีบบึ่งมาตึกคณะ ทักแชทไปก็ไม่ตอบ เฮียห๊วงห่วง นึกว่าโดนเด็กเวรตีหัวแล้ว มันยิ่งเจ้าเล่ห์อยู่ เฮียกลัวน้องน้อยจะตามมันไม่ทัน  ” โถมตัวใส่เอาหน้ามาถูไถกับหน้าผมแล้วปลอบประโลม... “ แล้วทำไมไม่โทรตามเฮีย เฮียจะไปกระทืบให้กระดูกหักสักสามสี่ท่อน ”


                แต่เด็กพื้นถนน...จี้ว่ะ


                “ ปล่อยก่อน ” ผมพยายามแงะตัวมันออก


                “ ไม่เอา ไม่ปล่อย ”ลมยิ่งดราม่าต่อ “ ม่ายยย เฮียจะอยู่ใกล้ๆอุ่น ไม่ให้ใครมาทำร้ายได้อีก! ” ขามันข้างหนึ่งก็ยกขึ้นมาเกี่ยวผม


                อยากจะให้รุ่นน้องมาดูมันจริงๆ สภาพนี้ยังจะเคารพอีกมั้ย


                “ คืนนี้เฮียจะมาเฝ้าอุ่นเอง!


                “ ไม่ต้อง ”


                “ ง่ะ T^T


                ลมทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มลงตรงหน้ากับการถูกปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยเป็นที่สุด ปล่อยมือปล่อยขาลงจากตัวผมแล้วเซแท่ดๆไปพิงกำแพงด้วยท่าทางเหมือนคนหัวใจสลาย อ่ะ ไม่พอยกมือขึ้นมากุมหัวใจอีก


                “ เมื่อก่อนอุ่นไม่เคยผลักไส... ”


                “ กูไม่ได้แค่ผลัก กูถีบเลย ”


                “ โฮ! เสียใจ! ” มันเบะปากแล้วทำท่าปาดน้ำตา “ เครียด! แดกเหล้ากัน!


                ลมหุนหันเดินไปหาไอ้วินแล้วดึงข้อมือลากๆ มันไปท่ามกลางความงงงุนทั้งสามคน... มึงๆ จับผิดคนมั้ย


                “ พี่ๆ ผมอยู่นี่ ” ไต้ฝุ่นทำหน้าเหลอหลาไม่ต่างจากผม โบกมือหย็อยๆเรียก


                “ เออ กูเห็น! ” หันกลับมาด้วยน้ำหน้าประมาณ 'เเล้วไง'


                “ แล้วทำไมถึงได้...  ”


                “ ไปกับมึงเบื่อแล้ว อยากไปกับน้องเขยบ้าง มีไรปะ” หันไปต่อล้อต่อเถียงกับคนของมันและหันมาหาผม “ เดี๋ยวเฮียเอามาไปประเคนส่งถึงบ้านโดยครบสามสิบสองเลย ไม่ต้องห่วง ” ชูมือไอ้วินแล้วก็หันไปสั่งไต้ฝุ่นอีกครั้ง “ ดูแลน้องกูแปบ เดี๋ยวกลับมา ถ้ายุงกัดน้องกูแม้แต่ตัวเดียว มึงตาย!


                และกระชากลากถูไอ้วินออกไป...


                เอ่อ... หวังว่าจะไม่เป็นศพกลับมานะ ผมเสตามองขอความเห็นจากไต้ฝุ่น เขาก็มองมาที่ผมแล้วส่ายหน้ายิ้มให้บอกให้คลายความกังวลลง


                “ ทำงานไม่ใช่เหรอ พี่ช่วย ”


                “ อื้อ ”


                “ ไม่ต้องห่วงหรอก ลมไม่บ้าขนาดนั้น ”


                มันบ้ากว่านั้นไง ถึงได้ห่วง


ไต้ฝุ่นว่าแล้วหยิบข้าวของจากพื้นขึ้นมา ผมชะเง้อคอมองตามสองคนนั่นไปด้วยความเป็นห่วง เออ ห่วงเล็กๆ ก็เห็นว่าไอ้วินโดนพี่ชายผมจับยัดใส่รถใครสักคนที่น่าจะเป็นของคนข้างๆผมตอนนี้และขับออกไป


                ได้แต่อวยพร...ขอให้รอดนะมึง


 “ แล้วเรื่องซี อย่าไปใส่ใจนะ ” รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งให้ราวกับพี่ชายคนหนึ่ง...


“ ก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว ” ผมตอบไปแล้วเดินนำไปยังนำประจำซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเพื่อนผมสักคน ไต้ฝุ่นปิดประตูให้แล้ววางของไว้ตามมุมหลังจากนั้นค่อยเดินมานั่งทิ้งตัวบนโซฟา


“ ทะเลาะกับวินหนักรึเปล่า ”


“ เปล่า ” ผมตอบไปและเดินมานั่งพักสมอง... “ ช่างเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว ”


“ วินน่ะ ถ้าชอบใครแล้วมันทุ่มหมดหน้าตัก ” มันจ้างมาเท่าไหร่ กูจะให้มากกว่าสามเท่าเลย “ มันไม่ใช่คนหลายใจ ”


“ มันมีแฟนมาแล้วกี่คน ” ผมหันไปถามอย่างเผลอตัว แล้วก็ได้รอยยิ้มล้อๆกลับมา


“ ไม่มี ”


“ ไม่เคยมีคนที่ชอบเลยรึไง ” ผมเหลือบตาไปด้านข้างเล็กน้อย “ แบบสมัยมัธยมไรงี้ ”


“ อันนี้ก็ต้องถามมันเองนะ ” น้ำเสียงเหมือนจะรู้ทันทุกอย่างเป็นอะไรที่ผมเกลียดชะมัด


อดจะพึมพำไม่ได้ “ ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ว่ะ”


“ หึ น้องชาย ” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาลูบหัวผมอย่างถือวิสาสะแต่ผมก็ไม่ได้หลบ “ อย่ามองแค่ด้านเดียว ”


“ ... ”


“ ลองมองอีกด้าน ค้นหาอีกด้าน ”


“ ... ”


“ ยังมีเรื่องอีกเยอะที่เราไม่รู้ ”


 


                ด้านไหนไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือ...


                กูต้องทำโมเดล!!


 


ธาราคืนพื้นที่ไปทำงาน


 



กรกวินต์ได้รับพื้นที่พิเศษ


               


                ผมยกแก้วในมือขึ้นกระดกพรวดด้วยสภาพหน้านิ่วคิ้วขมวด...


                สีหน้าของอุ่นที่มองมาหลังจากเห็นรูปโพสของตัวเองกับซีมันทำให้ผมไม่เข้าใจ... แล้วยังคำพูดพวกนั้นอีก ไม่เข้าใจอะไรเลย...


                พูดเหมือนผมปฏิเสธมัน ทั้งที่มันต่างหากที่ปฏิเสธผม... ไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา บางทียังอิจฉาต้นไม้ มันมองเห็นต้นไม้ใบหญ้ามดหมัดเห็บหมา แต่คนอย่างผมกลับไม่เคยมองเห็น...


                ทุกเรื่องผมมักหาทางแก้ไขได้ แต่อุ่นเป็นข้อยกเว้น อะไรที่เกี่ยวกับหมอนั่น...ผมทำอะไรไม่ถูกสักอย่าง


                กลัวทำแล้วพลาดไป แล้วทุกอย่างจะจบ


                จากคนที่ฉลาดทุกเรื่อง กลับโง่ลงเพราะคนคนเดียว


                จากคนที่รู้ทันทุกคน กลับตามความคิดคนคนหนึ่งไม่ทัน


                จากคนที่อ่านใจคนอื่นได้ กลับอ่านใจคนคนหนึ่งไม่ออก


                จากคนที่ไม่เคยกลัวอะไร กลับกลัวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนคนหนึ่ง


                อยากปล่อยมือแต่จับมานานเกินไปที่จะยอมปล่อย...


                ยกให้พิเศษกว่าใคร แต่ผมกลับไม่เคยพิเศษสำหรับเขา


                “ ไอ้ห่าวิ๊น!


                “ ห่ะ พี่ว่าไงนะ ”


                “ อารายวะ คงเรียกตั้งนานนน วู้! ดื่มดิ  


                ผมทำหน้าเซ็งใส่คนที่ลากมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นั่งมองคนข้างๆที่ถือแก้วทรงยาวแล้วเลื้อยตัวไปกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ...


                แอบนอยด์อยู่พอควร จริงๆเวลานี้ผมควรนั่งคุยนั่งหยอกเล่นอยู่กับอุ่น แต่กลับโดนลากมาคุยกับพี่ชายคนโตของมัน แถมพอมาแล้วก็เอาแต่ดื่มๆ ไม่พูดอะไรสักอย่าง


                หรือก็คือ...กันผมออกจากน้องสุดรักนั่นเอง


                แต่ก็ยังดีที่ก่อนออกมา ผมเคลียร์กับมันเข้าใจแล้ว... ผมเชื่อมันว่ามันไม่ทำซี อุ่นมันไม่ทำอะไรหยุมหยิมแบบนั้นหรอก ถ้ามันจะทะเลาะกับใคร ร้านพัง แผลก็คงไม่เบาขนาดนั้นเหรอก


                ถามว่าทำไมรู้...ก็เคยเห็นมันมีเรื่องมาก่อนไง...ก็นานแล้ว อืม หลายปีแล้วด้วย


                ผมปรามเบาๆ แล้วดึงแก้วออกจากมือ “ พี่ พอ ”


                “ ครายเมา มึงบ้าป่าว ดื่มๆ ” ลมชะโงกหน้าขึ้นมาปรือตาใส่ดึงแก้วคืน ผมถอนหายใจแล้วยกแก้วในมือตัวเองขึ้นดื่ม


                “ ถ้าพี่เมา พี่ก็ประสาทแล้ว ”


                ผมว่าเสียงเรียบแอบจิกกัดอยู่ไม่น้อย คนตรงข้ามทะลึ่งตัวนั่งตรงแล้วกลับคืนสีหน้าปกติกลอกตาไปมาเหมือนจะด่าผมกลายๆที่ไม่อินตามพี่แก


                “ มึงไม่เคยเมาน้ำเต้าหู้รึไงวะ ” พี่ลมถามกลับเสียงขุ่นแล้วยกน้ำเต้าหู้สีขาวนวลในแก้วดื่มรวดเดียวแล้วทำหน้าแหยงๆกับรสชาติ แต่ก็ “ ป้า หู้ชาเขียวแก้ว โก๋ด้วย มึงเอาเปล่า ”


                “ แก้วที่สามแล้ว จุก ” ขนาดผมแค่สามยังจุกๆล้นๆอยู่ที่คอ แต่คนอายุมากกว่ายังคงกินแบบสบายๆปาไปเจ็ดแปดแก้วแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าชวนทำไม ตอนแรกบอกจะกินเหล้า สุดท้ายมาโผล่ร้านน้ำเต้าหู้ข้างทางแทน


                “ อ่อนว่ะ ” ส่ายหน้าเยาะเย้ย ก่อนแก้วใหม่จะมาเสิร์ฟ “ อุ่นไม่ชอบคนกินเหล้า เวลาเครียด พวกกูก็มานั่งแดกน้ำเต้าหู้กันนี่แหละ ” แล้วก็ยกดื่ม


                แสดงว่ามาดื่มบ่อย แลจะชิวจริงอะไรจริง


                เอาเถอะ...บ้านนี้มันไม่มีใครปกติอยู่แล้ว


                แต่ต้องยอมรับแหละว่าความไม่ปกติของพวกเขามักเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนอื่นได้ดี ผมอมยิ้มนิดๆเมื่อนึกถึงหน้ามุ่ยๆของใครอีกคนลอยมา


                “ ได้ยินที่กูพูดมั้ย! ” ตะโกนไม่พอ โบกหัวอีก


                ผมส่ายหน้ากับการกระทำเล็กน้อยที่เริ่มชินแหละ


                “ พี่พูดว่าอะไร ”


                “ กูถามว่ามึงชอบน้องกูจริงๆใช่มั้ย ”


                “ ไม่ชอบจริง ไม่จีบหรอกครับ ” ไม่ได้จะกวนนะ พี่ลมขบฟันกรอดแล้วสบถ


                “ ความอดทนกูมีไม่มาก อย่ากวนตีนให้มากนัก ” ลมส่ายหน้าแล้วหยิบปาท่องโก๋มาเคี้ยวดับความหงุดหงิด อารมณ์ร้อนทั้งบ้านเลยจริงๆให้ตายสิ “ กูไม่อยากยอมรับมึงหรอก ถ้าไอ้เด็กพื้นถนนไม่มายุ่งกับมึง แล้วกูก็อยากให้มันอกแตกตายเพราะมึงมาวุ่นวายกับน้องกู สะใจกว่าเยอะ จากนั้นค่อยเขี่ยมึงทิ้งทีหลังก็ได้ ”


                เลวเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ


                “ ซีก็ทำไว้แสบมากนี่ครับ ” ผมยิ้มหน้าซื่อไปผิดกับอีกคนที่อ้าปากค้างปาท่องโก๋ร่วงจากปาก


                “ มึงรู้? ”


                “ ก็เกือบทุกเรื่อง ” หัวเราะหึในลำคอแล้วหยิบปาท่องโก๋จานตัวเองขึ้นมากินบ้าง... อืม มีหลายครั้งที่แกล้งโยนให้ไอ้ฝุ่นก็สนุกดี อยากปิดไว้เอง ช่วยไม่ได้


                แถมมันยังช่วยซีตั้งหลายครั้งให้เจอผม แลกกับการห้ามซีไม่ให้บอกคนอื่นเรื่องที่มันคบกับลม ไม่ใช่เพราะมันอายหรอก แต่เพราะคนตรงหน้าขอไว้มากกว่า ไม่อยากให้ใครมาวิจารณ์ตัวเอง แบบที่อุ่นกำลังโดนในตอนนี้


                คิดแล้วน่าหงุดหงิดจริงๆ... ไม่คิดว่าจะทำถึงขนาดนี้


ซีมีประโยชน์กับผมและมีผลเสียด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็ใช้ประโยชน์ให้อีกคนหวงผมมากขึ้นสักนิดก็ยังดี ผลเสียก็อย่างที่เห็นติดหนึบไม่ปล่อย... แถมช่วงนี้ซีดูจะแปลกๆกว่าทุกครั้ง บางครั้งที่เข้าใกล้น้ำเสียงดูหลอนๆเย็นๆพิกล เคยเดินผ่านก็เห็นนั่งหน้าบึ้งแล้วก็ยิ้มอยู่กับโทรศัพท์... มันอาจจะดูไม่แปลก


ถ้าโทรศัพท์มันเปิดหน้าแชทหรือเล่นแอพอยู่ แต่ถ้าลองเดินไปดูใกล้ๆนี่ล็อคหน้าจอไว้ดำสนิท...


คิดว่ามันไม่แปลกเหรอ


                “ มึงแม่งเหี้ยยังไงก็ยังงั้น ” ลมด่ากราด “ ให้ตายน้องกูก็ไม่มีทางชอบคนอย่างมึง ”


                เจ็บเหมือนโดนแทงกับความจริงข้อนี้...


                ใจกระตุกวูบเหมือนหล่นลงเหว ก่อนจะแสร้งยิ้มให้ไม่ทุกข์ร้อนทั้งที่มันค่อนข้างสะเทือนใจไม่น้อย “ ผมดีเสมอต้นเสมอปลายต่างหากครับ  


                “ มึงหยุดยิ้มได้แล้ว ขนลุก!


                “ ครับ ” ตอบรับแบบสุภาพขณะที่สายตายังคงวาววับ


                “ ก่อนจะกระชากหน้ากากไอ้เด็กพื้นถนน กูขอกระชากหน้ามึงก่อนได้มั้ย!


                ผมกลั้วหัวเราะกวนประสาทกลับไปแทน... จากนั้นค่อยๆคลี่ยิ้มสบตา “ คนที่ร้ายกว่ามันก็พวกพี่ไม่ใช่เหรอ ”


                พี่ลมชะงักแล้วทำหน้าตึง “ มึงกำลังขู่กู ”


                “ ไม่ได้ขู่ครับ ” ส่ายหน้า “ ขู่ไปแล้วจะเอาไปฟ้องใคร พ่อแม่พี่เหรอ ผมไม่ได้ปัญญาอ่อนขนาดนั้น ”


                “ ... ”


                “ หรือจะให้ฟ้องอุ่น ”


                แวบหนึ่งผมเห็นสายตาเลิ่กลั่กจากคนตรงข้ามคล้ายกำลังปิดบังอะไรอยู่ แต่อีกฝ่ายก็ตัดความหวั่นใจของตัวเองทิ้งแล้วเชิดหน้า “ แล้วแต่มึงสิ อยากฟ้องอะไรก็ฟ้องไป ”


                มันไม่มีอะไรให้ฟ้องไงตอนนี้...


                แต่ดูเหมือนเรื่องที่ปิดบังไว้สำคัญไม่หยอก ที่แน่ๆมันเกี่ยวพันกับผมและอุ่น


                “ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก... แต่ก็พอจะเดาอะไรได้แล้ว ” จริงๆผมก็ยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คิดอยู่มันถูกมั้ย แต่ขอคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน หรืออีกอย่างคือการสร้างสงครามทางจิตวิทยากับอีกฝ่ายให้พูดออกมาเอง


                “ มึงรู้อะไร มึงพูดมา! ” พี่ลมกระชากคอเสื้อผมอย่างแรง แววตาสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น


                “ ผมรู้อะไรพี่ก็น่าจะรู้นะครับ ” ผมฉีกยิ้มกวนประสาท “ หรือพี่ทำไว้เยอะจนจำไม่ได้ ”


                คนอารมณ์ร้อนหลุดแทบจะทันที “ หุบปาก!


                “ หึ พี่อย่าคิดว่าพี่ฉลาดอยู่คนเดียว ” ผมหุบยิ้มแล้วมองอีกฝ่ายนิ่ง “ รู้อะไรมั้ย ”


                “ อะไร!


                “ คนฉลาด เขาไม่อวดฉลาดกันหรอก ” 


                !!


                “ เดี๋ยวมื้อนี้ผมเลี้ยงแล้วกันนะพี่เมีย ” หยิบกระเป๋าเงินออกมาแล้ววางแบงค์ลง “ ผมกลับก่อนนะ น้องผมมารับแล้ว ”


                “ เก็บเงินมึงไปซะ!


                ทำหูทวนลมพลางลุกขึ้น “ ยังไงก็ฝากทักทายไอ้ดินด้วยนะ ”


                “ ... ”


                “ แผลที่มันฝากไว้ ผมจะไม่เอาคืนแล้วกัน J


                               


------------------50%-------------------



                “ ทำไมถึงมาอยู่กับพี่ลมได้ล่ะ เฮีย ”

                ผมเลิกคิ้วให้กับคำถามขี้สงสัยของน้องชายตัวเล็กผู้ทำหน้าที่เป็นคนขับรถในเวลานี้ ไหวไหล่เป็นการตอบคำถามบ่งบอกว่าไม่อยากเล่า เสียงจิ๊ปากขัดใจก็ดังมาแทบจะทันที เวียร์บ่นอุบอิบอยู่ครู่ก่อนจะขับรถออกไปตามถนนเส้นหลักโดยไม่ถามอะไรอีก... แล้วเพลงก็เปิดได้มั้ย มึงจะปล่อยให้เงียบเป็นป่าช้าเลยรึไง

                “ ม๊าอยู่บ้านมั้ย ” ผมถามเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบไป ขนลุก

                ส่ายหน้า “ ไปดูพี่วาฬที่เกาหลี ”

                “ มันเป็นอะไร ”

                “ เต้นล้ม หัวฟาดพื้น หัวแตกมั้ง ” น้ำเสียงเฉยชาบ่งบอกความห่วงใยที่โคตรจะน้อยนิด “ คงหาเรื่องอ้อนม๊าก็แค่นั้น ”

                “ มันอยู่ไกล คิดถึงม๊าก็เรื่องธรรมดา ” ผมส่ายหน้าแล้วถอดเสื้อนอกออกเอี้ยวตัวไปจะวางเบาะหลังแต่แล้วคิ้วเข้มจำต้องเคลื่อนเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้กับสิ่งแปลกปลอมบนรถ “ เวียร์ หนังสืออะไร ทำไมหนางี้วะ ”

                เพราะความมืดเลยมองไม่ชัดนักว่าเป็นหนังสืออะไร

                น้องเหลือบหางตามามองดูแล้วตอบ “ ของไอ้ไฟ ” น้ำเสียงดูไร้อารมณ์เป็นที่สุด จับสีหนไม่ได้ จับน้ำเสียงก็ไม่ได้

                “ น้องอุ่น? ”

                “ มันนั่นแหละ ”

                ผมตีหน้าขรึม “ ทำไมหนังสือมันมาอยู่ที่มึง ”

                “ เจอระหว่างทาง รถมันเสีย ขอติดรถมาก็แค่นั้น ” เวียร์ว่าไปอย่างไร้พิรุธ ผมก็พยักหน้าเชื่อๆไปเหมือนไม่ได้ติดใจอะไรแต่สมองเริ่มประมวลผลคิดทุกอย่างอย่างระวังตัว...

                กับไอ้พวกนี้คิดตื้นๆไม่ได้... เห็นบ้าบอแบบนั้นร้ายชนิดคาดไม่ถึงเลยจริงๆ

                ยิ่งเจอมาสารพัดพิษยิ่งวางใจไม่ได้

                ตลอดทางมีแต่ความเงียบจนกระทั่งมาถึงบ้านหลังใหญ่ที่สำหรับผมมันใหญ่เกินไปจนน่ารำคาญ แต่กว่าจะมีขนาดนี้ได้ก็ลำบากตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า มารุ่นผม ผมก็หวังว่าตัวเองจะไม่ทำมันพัง หรือถึงทำพังก็ยังมีไอ้เวียร์อยู่ มันลงทุนเสียสละเรียนบริหารเพื่อครอบครัว เป็นน้องที่กตัญญูจริงๆ พี่ล่ะ ซาบซึ้ง

                เดินเข้ามาในบ้านก็พบกับใบหน้าใจดียิ้มรอคอยอยู่แล้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยไม่ได้ทำให้ดูแย่ยิ่งทำให้ดูน่าเคารพนับถือและอบอุ่นในอกอ้อมแขนแข็งแรงกำลังอุ้มเจ้าหมากลมขนสวยใบหน้าซึมๆ

                “ ไงล่ะ หายปวดท้องยัง ” ผมทักทายมันด้วยรอยยิ้มอบอุ่น อินอิน...เป็นชื่อที่ดี ตอนนั้นตกใจอยู่ไม่น้อยที่อุ่นมันเลือกชื่อนี้ รู้สึกเหมือนกับต้นไม้รอวันตายถูกรดน้ำราดปุ๋ยบำรุงอย่างไวให้ฟื้นฟูภายในสามวิชะมัดยาด... แต่ผมก็ยังคงแกล้งโง่ทำเป็นไม่รู้

                ผมชอบเวลาอุ่นทำหน้าหงุดหงิด มันตลกดี... จริงๆผมก็แกล้งโง่ไปเพื่อไม่ให้อีกคนเขินมากกว่า

                “ หงิง ” ครางรับเสียงหงอยไปอีก ผมหัวเราะเบาๆพร้อมกับป้ามะลิ

                ป้ามะลิเอ่ยถาม “ คุณวินทานอะไรมายัง ให้ป้าไปเตรียมให้มั้ย ”

                ผมส่ายหน้ายิ้มอ่อนโยน “ ไม่ต้องครับ ผมกินมาเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขึ้นห้องเลยดีกว่า ป้าก็พักผ่อนได้แล้วนะครับ ทำงานมาทั้งวันแล้ว ” ผมว่าด้วยกระแสความห่วงใยก่อนจะยื่นมือไปรับตัวเจ้าหมาปอมตัวน้อยที่เพิ่งจะหายป่วย “ คืนนี้นอนกับปะป๊านะครับ คิดถึงมั้ยครับ หือ ”

                “ หงิงๆ ” โงหัวขึ้นส่งเสียงตอบ

                “ ฝันดีนะคะ คุณวิน ” เสียงอ่อนโยนว่าตามหลังมาขณะผมเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้านไปห้องนอนตัวเองเพื่อพักผ่อน

                คลำหาสวิตซ์ไฟได้ความสว่างก็สาดกระทบไปทั่วห้องกว้าง ห้องผมไม่ได้ตกแต่งอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยภาพถ่ายซะมากกว่า เต็มฝาผนังห้องไปหมด ผมพาอินอินที่นอนสลบไสลหมดแรงในอ้อมแขนเดินดูรูป...

                “ รูปแรกที่เจอกัน ”

ผมยิ้มกว้างขณะมองภาพในวันวานที่ยังคงตรึงในความทรงจำไม่จางหาย แม้จะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะเป็นรูปจากกล้องมือถือ แขนเขย่าน้อยๆเหมือนปลุกให้เจ้าหมาขี้เซาโงหัวขึ้นมาดู

                จากนั้นค่อยๆเดินต่อไป... รูปวันที่สอง รูปวันที่สาม สี่ ห้า จนถึงเมื่อสามวันก่อน เดินไปเรื่อยๆอย่างเชื่องช้าเพราะฝาผนังห้องผมมีรูปนับพันๆใบ... มันอาจจะเรียงสะเปะสะปะ แต่ถ้าลองถอยออกห่างและมองไกลๆดูจะเห็นเป็นใบหน้าคนคนหนึ่งอย่างชัดเจน จะรูปใครถ้าไม่ใช่

                ธารา...

                และเมื่อได้เดินต่อไปแล้วหยุดลงตรงมุมห้องมีรูปเพียงสามใบที่ถูกฉีกกระชากอย่างโหดร้ายถูกแปะติดประกอบใหม่ด้วยเทปใสติดอยู่...

                วูบหนึ่งใจมันสลดลงเพียงแค่มอง... ยังคงจำได้ไม่ลืม

วันนั้นบังเอิญ ไม่สิ ผมจงใจเดินไปเพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับ แล้วยังเป็นการตอบรับที่แย่ไม่น้อย ใจแทบสลายเป็นจุลินทรีย์ในยาคูลล์

                คนในรูปถ่ายยื่นฉีกรูปตัวเองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโยนทิ้งถังขยะอย่างรวดเร็วจากนั้นรีบมองซ้ายมองขวาจ้ำอ้าวไปทันที...

                ผมจะทำอะไรได้นอกจากยืนตัวแข็งทื่อไปพักใหญ่ ตั้งสติได้ก็เดินเลื่อนลอยไปคุ้ยถังขยะเก็บรูปภาพสวยๆมานั่งประกอบแปะๆติดๆใหม่แล้วเก็บไว้ในส่วนลึก...

                อืม ลึกมาก แปะติดผนังห้องให้เห็นตลอดเนี้ย = =

                แม้จะถูกทำร้ายจิตใจไปอย่างโหดร้าย ผมก็ไม่ยอมแพ้ ตอนนั้นผมก็เด็กด้วยล่ะมั้ง แบบยิ่งยากยิ่งท้าทาย แต่พอนานๆไป... ความรู้สึกมันก็แปรเปลี่ยนไปจากที่แค่อยากได้ อยากลองคบ อยากเอาชนะ...

                กลับกลายเป็น...รัก อยากถูกรักตอบ

                “ โฮ่ง!

                อารมณ์โรแมนติกหายวับทันทีกับเสียงเห่าเล็กแหลมและดิ้นดุ๊กดิ๊กออกจากอ้อมแขน ผมปล่อยมันลงพื้นแล้วมองดูว่ามันจะทำอะไร มันวิ่งกระโดดไปทางเตียงผมแล้วเห่าให้สนใจ พอถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์แผดดังลั่นห้องบวกกับเสียงเห่าร่าเริงจากอินอิน

                “ โฮ่งๆ! ” สงสัยจะคิดว่าอุ่นล่ะมั้งถึงได้รีบขนาดนั้น

                ก็ไม่แปลกเพราะอุ่นจะชอบให้เวียร์ไม่ก็แม่บ้านของผมคอลวิดีโอให้เล่นอินอินเสมอ ตั้งแต่ซื้อมาอุ่นก็ยังไม่ได้มาบ้านผมตามที่สัญญาไว้เลย ส่วนหนึ่งก็กลับมาจากทริปแสนปวดกะโหลกแล้วก็นอนตายอยู่หอสองวันเต็มๆแล้วก็เรียนเลย แถมดูแล้วอีกฝ่ายก็งานยุ่งมากถึงกับย้ายบ้านไปอยู่ที่ตึกคณะ

                ผมส่ายหน้ายิ้มๆกับอาการติดแม่ของมัน หมั่นไส้จริงๆ

                “ รู้แล้วครับๆ ” ผมตอบรับไปแล้วเดินมาหยิบโทรศัพท์ด้วยใบหน้าที่อิ่มเอมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

                แต่พอเห็นชื่อ... รอยยิ้มหุบฉับ แววตาอ่อนโยนพลันหายวูบ...

 

                ซี

 

                “ โฮ่งๆๆ! ” อินอินยิ่งเห่าแล้วมองหน้าผมสลับกับโทรศัพท์ในมือด้วยสายตาละห้อยแกมขุ่นเคือง ถ้ามันพูดได้คงเป็น

                รับสิ ทำไมไม่รับ! รับสิ! ’

                ผมส่ายหน้าแล้วคิดดังๆในใจ


                จะรับได้ไงล่ะ ไม่ใช่แม่มึงครับลูก! ’

               

               

                ********ต่อตรงนี้น่า******

 



                ตัดสายทิ้ง...

                เป็นสิ่งที่ไม่ต้องคิดให้มากมาย... ผมโยนมือถือลงเตียงไปอย่างไม่ใส่ใจ แอบกลอกตานิดๆเตรียมจะหมุนเท้าเดินไปหาอะไรทำเสียงโทรศัพท์ก็ร้องขึ้นอีก แอบชะงักเท้านิดๆแล้วยักไหล่เตรียมจะเดินไปหาอะไรกินสักนิดแต่ดันมีแรงน้อยๆมาดึงไว้...

                “ หงิง ” เสียงครางเหงาๆปนอ้อนด้วยสายตาหม่นๆของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนามว่าอินอินนอกจากจะร้องด้วยหน้าตาน่าสงสารแล้วยังงับขากางเกงผมไว้อีก

                ผมเผลอหลุดขำเล็กๆก่อนจะย่อตัวมานั่งลูบหัวของเจ้าตัวเล็ก...

                “ เป็นอะไรครับ ”

                “ หงิงๆ ” ร้องอ้อนเอาหัวไถกับมือใหญ่แล้วเห่าไปทางเสียงโทรศัพท์ “ โฮ่ง!

                ตัดสินใจอุ้มอินอินขึ้นมาปลอบ “ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อุ่นครับ ”

                “ หงิง ” ดูๆ ยังมาทำหน้าไม่เข้าใจอีก

                “ ไปๆ ไปหาอะไรกินมื้อดึกดีกว่า ” ผมหาเรื่องอื่นมาแทนเพื่อเบี่ยงความสนใจของอินอิน ไม่ต้องรอให้ลูกหมาตัวน้อยตอบรับสองขาก็วิ่งออกจากห้องทันที

                เดินไปทางห้องครัวเป็นอย่างแรกเพราะป้ามะลิเคยบอกว่าเก็บอาหารขนมกินเล่นของอินอินไว้ มาถึงก็ปล่อยมันลงให้วิ่งพันแข้งพันขาไปแล้วผมก็เดินๆก้มๆเปิดตู้ชั้นล่างหาขนมแท่งของกินเล่นลูกสุนัข

                หาเจอก็หันมายิ้มเจ้าเล่ห์มองไปทางอินอินที่นั่งแลบลิ้นตาเป็นประกายเมื่อเห็นของในมือผม

                “ หิวมั้ย ”

                “ โฮ่งๆ!

                ผมหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วส่ายไปมาตรงหน้าอินอิน มันเห็นเหยื่ออันโอชะมาอยู่ตรงหน้าก็รีบตะปบแต่ผมดึงหนี  “ อยากกินก็ต้องวิ่ง ดูดิ อ้วนเป็นหมูแล้ว!

                จากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆปาดซ้ายปาดขวาเร็วบ้างช้าบ้างให้อินอินวิ่งซอยเท้าเล็กๆตาม มันทั้งวิ่งทั้งเห่าไปด้วยคงเหนื่อยน่าดู สุดท้ายก็พาวิ่งมาหยุดที่ห้องโถงใหญ่ ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาใหญ่หมดแรง แต่ไอ้หมาไฮเปอร์ยังวิ่งๆตะกายขาผมไม่เลิก

                จริงๆที่ให้มันวิ่งก็ไม่ใช่อะไร มันดูไม่ร่าเริงเท่าไหร่ ผมก็ต้องหาอะไรมาเล่นกับมันบ้างสิ ไหงจะแกล้งให้มันเหนื่อย กลายเป็นผมที่เหนื่อยเองวะ

                ก็ยังไม่แก่สักหน่อย

                นั่งพรืดลมหายใจทิ้งระบายทิ้งความเหนื่อยโยนแท่งขนมลงบนพรม หมาอ้วนก็รีบตะปบกัดงับแทะเล่นทันที ริมฝีปากขยับยิ้มพอใจกับท่าทางน่ารักของมัน ถ้าอุ่นมาเห็นก็คงพอใจน่าดู

                ว่าแล้วถ่ายรูปส่งไปให้มันดูดีกว่า คิดเสร็จมือก็ทำท่าล้วงกระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน แต่พอไม่เจออะไรก็นึกได้มาทิ้งไว้บนห้อง ส่งเสียงขัดใจในลำคอ อยากถ่ายรูปก็อยาก แต่ความขี้เกียจเดินมามากกว่า

                เลยได้แค่นั่งมองมันกินขนมไป พอหมดผมก็โยนชิ้นใหม่ให้...

                เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านข้าง “ เฮีย  

                ผมหันไปเลิกคิ้วใส่น้องชายที่เดินเข้ามาในสภาพหัวฟูที่ดูแล้วนอนจะนอนไปแล้ว ตาถึงได้จะปิดขนาดนั้น ไอ้นี่ก็เด็กอนามัยจัดจริงๆ แค่ไม่กี่ทุ่มก็นอนแหละ งานการ การบ้านมึงไม่มีรึไง

                “ มีอะไร ”

                “ โทรศัพท์ ” ยกมือขึ้นป้องปากหาวไปด้วย “ เอาไปดิ ” ยื่นโทรศัพท์ผมมาให้ สงสัยเสียงมันดังเกินไปจนปลุกไอ้น้องแสนดีให้ลุกมา

                ผมส่ายหน้า “ ไม่เอา ไม่รับ ไม่อยากคุย ” หันมาสนใจไอ้หมาน้อยต่อ

                คนฟังถึงกับตกใจเบิกตาโพล่งลืมความง่วงถามผมขึ้นใหม่ “ ไม่คุยจริงดิ ”

                “ เออ ตัดสายไป ”

                เวียร์ยังคงมองผมราวกับเห็นผีจากนั้นค่อยๆยกโทรศัพท์แนบหูกรอกเสียงลงไป “ พี่อุ่น เฮียบอกว่าไม่อยากคุยด้วย เฮียบอกไม่อยากรับ ไม่ยะ... ”

                ผมกระโจนไปคว้าโทรศัพท์จากน้องปากเปราะแทบไม่ทัน และพอมองใกล้ๆแล้วนี่มันโทรศัพท์ไอ้เวียร์นี่หว่า และที่ชัดกว่าก็คือชื่อคนที่กำลังโทรศัพท์อยู่เด่นหรากระแทกใจสุดๆ

                พี่ธารา

                “ ฮัลโหล! ” รีบยกโทรศัพท์ขึ้นติดหูกรอกเสียงตื่นๆลงไป

                ( ได้ข่าวไม่อยากคุย? ) เสียงเย็นยะเยือกจนน้ำแข็งในขั้วโลกยังต้องพ่ายแพ้

                “ ปะ เปล่า ไม่คิดว่าจะเป็นมึง ” ผมตอบไม่เต็มเสียงนักเพราะสายตายังคงสวดด่าน้องชายที่รักที่แม่งยืนกุมท้องขำไม่เลิกไม่รา ยกเท้าเตะมันไปสองทีแต่เสือกหลบได้ไง และมันก็หนีไปทางห้องครัวต่อ เหอะ!

                ( คิดว่าเป็นซี? )

                เงียบสิ เพราะมันจริง “ ... ”

                ปลายสายเงียบไปนิดก่อนจะถามใหม่ ( ดีแล้ว )

                “ อะไรดี ” ผมที่นิ่งทำใจเตรียมรับอารมณ์เหวี่ยงหรือหึงเงียบๆของมันที่บทจะมาก็มาแบบไร้เหตุผล แต่อีกรอบนี่กลับเฉยชาสุด

                ( ไม่รับสายมัน ก็ดีแล้ว ) มันตอบให้ชัดขึ้น เท่านั้นรอยยิ้มกว้างผมค่อยๆแย้มเผยออกมาแอบกลั้นเสียงตัวเองนิดๆไม่ให้ดีดดิ้นมาก

                “ โทรมานี่ คิดถึงเค้าเหรอครับ ” หยอดหน่อยสิ

                ( อืม คิดถึง )

                !!


                ตูม!!

                เหมือนมีอะไรระเบิดไปแล้ว


                ( คิดถึงอินอิน หายป่วยยังวะ )

                เป็นผุยผงเลย.... หน้ากูเนี่ย

                “ สบายดี ” ตอบไปด้วยเสียงสะบัดงอนนิดๆ

                ( วิดีโอมาดิ ) มันสั่งครับ มันสั่ง! ผมเหรอ เออไง ทำตามมันสิ!

                ชักสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการโทรวิดีโอ... ใบหน้ายุ่งๆกับสภาพผมมัดจุกลวกเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้น... อุ่นงอหน้านิดๆ

                ( จะดูอินอิน ) เพราะผมมัวแต่ค้างมองหน้ามันอยู่หลายวิ เลยต้องเอ่ยขัดขึ้น

                ผมเอาโทรศัพท์ห่างตัวเล็กน้อยแล้วอุ้มอินอินขึ้นมาวางบนตักแล้วจับหน้าลูกสุนัขให้หันไปทางจอโทรศัพท์ ท่าทางของมันดูมึนๆงงๆนิดๆแต่พอได้ยินเสียงเรียกคุ้นเคยก็เห่ารับ

                ( อินอิน )

                “ โฮ่ง! โฮ่ง! ” เสียงเห่าร่าเริงพร้อมกระโดดๆดึ๋งๆอยู่บนตักผม มีบ้างที่มันพยายามตะปบโทรศัพท์ แต่ผมก็ต้องรีบชักหลบถ้าโทรศัพท์เป็นรอยขึ้นมาเดี๋ยวโดนน้องบังเกิดเกล้าถวายตีนให้

                แค่ตีนไอ้สามบ้านั่นก็หนักจะตายแล้ว ยังไม่อยากได้ตีนเพิ่ม

                ผมถือโทรศัพท์ส่ายไปมาอยู่นานมาก ปล่อยให้อุ่นคุยงุ้งงิ้งอยู่กับอินอินอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็ไม่รู้นะว่ามันจะเข้าใจกันมั้ย แต่ก็นะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ต้องทำแบบนี้แหละ

                คิดเพลินไปไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็โดนเรียกเสียงเข้ม

                (เชี่ยวิน!)

                “ ห่ะ ว่าไงนะ ” ทำหน้าเอ๋อใส่ไปเพราะไม่ได้ฟังมันเลย

                ( อินอินหลับแล้ว )

                ผมก้มมองหมาไฮเปอร์ก็พบว่าแบตหมดไปแล้ว ไม่หลับสิแปลก วิ่งบ้าพลังขนาดนั้น แถมยังป่วยๆอยู่ด้วยก็น่าจะล้าอยู่ ผมบอกอุ่นว่าอย่าเพิ่งวางแล้วค่อยอุ้มอินอินไปนอนบนพื้นพรมก่อนหลังจากนั้นก็ค่อยมาทำหน้าตึงใส่โทรศัพท์

                มันเห็นก็ขมวดคิ้วถามด้วยความห่วงใย ( ปวดขี้เหรอมึง )

                เอาจริงๆ...ผมไม่ควรไปหวังอะไรกับมันจริงๆ

                “ ไม่ถามเค้าบ้างอ่ะ สบายดีมั้ยงี้ จะนอนยัง ฝันดี ไม่บอกหน่อยเหรอ ”

                ( จำเป็น? ) น้ำเสียงเฉยชาได้อีก เกิดเป็นไอ้วินช่างเจ็บช้ำ

                “ ไม่คุยด้วยแล้ว งอนเว้ย ”

                ( อืม )

                แค่เนี้ย?

                “ มีอะไรอีกมั้ย ” ทำเสียงเชิดใส่ เหมือนกูเป็นต่อมากว่างั้น ไม่ใช่เลยไอ้วิน มึงสิต้องอ้อนวอนเขา

                อุ่นทำหน้านิ่งเดาอารมณ์ไม่ได้ก่อนจะเอ่ยขึ้น ( กูต้องร่างแบบโมเดลแล้ว )

                กูว่าแหละ...

                ( คงไม่ได้นอน คงยุ่งอีกหลายวัน ไม่น่ามีเวลา )

                จะบอกว่า กูต้องการทำงานแบบสงบๆ โดยไม่มีมึงสินะ...

                ( ก็เลยโทรมา ) มันเงียบไปเหมือนหาคำพูดดีๆอยู่ ( โทรมาเช็คดูว่ามึงยังครบสามสิบสองมั้ย )

                ผมอึ้งสมองชาคิดไม่ทัน “ มึง... ” เป็นห่วงกู?

                ( ก็ดูสบายดี ) มันกวาดตามองหน้า ตา จมูก ปากผม

                “ มึงแม่ง... ”          

                ( กูทำงานแล้ว )

                อุ่นตัดจบประโยคสนทนาง่ายๆ พอกับสายที่ถูกตัดไป... หน้าจอดับไปแต่ผมยังคงยิ้มอยู่ วางโทรศัพท์ลงแล้วคว้าหมอนมากอดๆขย้ำๆบิดไปมา กับนิสัยของมัน...


                น่ารักแบบนี้ไง ถึงได้หลงจนเลิกไม่ได้มาแปดปี


                นั่งเขินอยู่ตัวมารก็โผล่มา...

                “ หมอนขาดแล้วเฮีย ” เสียงระอาดังมาพร้อมน้องชายตาง่วงเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาสองแก้ว ยื่นให้ผมแก้ว จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ตัวเองบนโซฟามาเปิดเล่น

                ผมจิบนิดๆ “ ยังไม่นอนอีก ”

                “ พอตื่นแล้วมันตื่นเลย ” เวียร์ว่าเสียงเรียบพลางนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นเอนหลังพิงโซฟา “ อารมณ์ดีเชียวนะ ”

                “ แน่นอน ” ผมตอบไปด้วยเสียงน่าหมั่นไส้ วางแก้วกาแฟลงแล้วบีบขย้ำหมอนเล่นต่อ... เวียร์ส่ายหน้าให้กับความไร้สติของผม ที่มันไม่ด่าเพราะมันปลง

                เราสองพี่น้องนั่งเงียบกันไปได้ครู่ก็ได้ยินเสียงรถเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าบ้าน

                “ ใครมาดึกๆ ” เวียร์ชะโงกหน้าขึ้นมาถามผม

                ส่ายหน้า “ กูไม่ได้นัดเพื่อนไว้ ” พลางนึก “ ป๊าไปสัมมนาที่เชียงใหม่ กลับอาทิตย์หน้า แล้วใครมา ”

                “ ผมไปดูแปบ ” เวียร์ว่าแล้วลุกขึ้นเดินออกไป... ผมเอื้อมมือจะไปหยิบแก้วกาแฟก็ไม่ทันได้หยิบเพราะตกใจกับเสียงตวาดลั่นบ้าน


                “ มึงมาได้ไง!!!

                “ ออกไป!! กูไม่ต้อนรับมึง!!


                เสียงเอะอะของเวียร์พาให้ผมสงสัยขมวดคิ้วมุ่นแปลกใจเพราะน้องผมมักคุมอารมณ์ได้ดีเสมอ ใครมาวะ สุดท้ายก็ต้องยอมเดินออกไปดู ก็พบคนคนหนึ่งตัวพอๆกับไอ้เวียร์นั่นแหละกำลังถูกน้องผมทั้งผลักทั้งดัน...

                นัยน์ตากลมโตฉายแววไม่พอใจแต่พอเห็นผมก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทิ้งตัวล้มพับไปกับพื้นทันทีสร้างความเหวอให้กับน้องผมไม่ใช่น้อย

                “ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะเวียร์ ทำไมต้องผลักด้วย ” แขกไม่ได้รับเชิญว่าเสียงเจ็บปวดก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้นยืนช้าๆ

                สีหน้าผมตอนนี้เข้าขั้นนิ่ง สาวเท้าไปดึงน้องให้ออกห่าง...

                “ มาได้ยังไงซี ” น้ำเสียงผมไม่พอใจอยู่มาก “ พี่ไม่เคยพาเรามาบ้าน มาได้ยังไง ”

                “ บ้านคุณหญิงป้าวาเลน ทำไมจะไม่มีใครรู้ล่ะครับ ” ซีตอบคำถามได้ดีทีเดียว ถามถึงสถานะเราก็คงพอๆกัน ถามจากบรรดาคุณหญิงคุณนายก็พอจะรู้กัน

                “ แล้วมาทำไม ” ถามอีกครั้งเสียงหนักกว่าเดิม

                ซีทำหน้ายิ้มเศร้าใส่ “ ซีโทรมาหาพี่แล้ว จะนัดที่ร้านข้างนอก แต่พี่ไม่รับ ซีก็ต้องมาที่บ้าน... ”

                “ ซี อย่าอ้อมโลก ” ผมกดเสียงให้เข้มกว่าเดิม

                เด็กตรงหน้ายังคงยิ้มอ่อนหน้าเศร้าไม่เลิก “ ผมแค่จะมาอธิบายกับพี่ เรื่องในเฟซ ไม่อยากให้พี่รู้สึกไม่ดีกับธารา ถึงเขาจะชอบใช้กำลัง ผมไม่ถือสาครับ เข้าใจว่าธาราเป็นคนหัวรุนแรงไม่พอใจก็ใช้กำลัง ผมเข้าใจ เพื่อนผมก็ใจร้อนไปว่าธาราแรงไป ต้องขอโทษด้วย ถึงธาราจะทำผมจริงๆ ก็เถอะครับ... ” มือเล็กลูบแขนแดงๆของตัวเองเพื่อให้ผมเห็น

                “ โห ” เวียร์ยื่นหน้าไปมอง “ พี่อุ่นทำเบ๊าเบา เป็นกูคงกระทืบมึงไปแล้ว ”

                “ พี่จะทำเป็นไม่ได้ยินนะน้องเวียร์ ”ซีหันไปยิ้มอ่อนโยนให้

                “ อืม หน้าด้านไง ”

                ผมเห็นท่าทางของเวียร์ที่แทบจะไม่ไหวเลยต้องผ่ากลางมาคั่นไว้ไม่ให้มันต่อยกัน

“ เวียร์ ขึ้นไปนอนไป ”

“ แต่! ” แววตายังคงคุกรุ่นจ้องแขกยามวิกาลอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ เฮียจัดการเอง ” ผมว่าเบาๆแล้วดันหลังเวียร์ไป

น้องผมซ่าส์เหลือเกิน ดูตัวดิเท่าลูกแมว “ คราวหน้ามึงเจอดีแน่ ”

เวียร์หันหลังกระทืบเท้าอย่างขัดใจขึ้นห้องไป สุดท้ายก็เหลือแค่ผมกับซี ถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยล้า มันคงต้องจัดการแล้วสินะ... จะอ้าปากพูดก็โดนตัดหน้าก่อน

“ พี่วิน ผมขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย ” ซีมองผมอย่างเป็นห่วง

“ อะไร ”

ทำหน้าลำบากใจ “ ผมลำบากใจที่จะพูดนะ แต่ผมก็ห่วงพี่ ”

“ ... ” รอฟัง

“ ผมว่าธาราไม่เหมาะกับพี่สักนิด ” ซีส่ายหน้าแล้วรีบพูดต่อ “ พี่จะโกรธผมก็ได้ แต่ที่ผมพูดเพราะผมห่วงพี่จริงๆ ธาราเขาดูไม่แคร์ใคร เขาไม่สนใจพี่เลย พี่แน่ใจเหรอที่จะชอบคนคนนี้ ”

                ผมกำลังรู้สึกเหมือนความร้อนในกายกำลังจะตีขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อยๆ

                “ เขาไม่ดีพอสำหรับพี่เลย ”

                “ ... ”

                “ คนดีๆอย่างพี่ น่าจะได้คบกับคนที่ดีกว่านี้นะครับ ” ซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลมสีหน้าเจ็บปวดมาก

                ผมเหยียดยิ้มช้าๆจนรู้สึกมันบิดเบี้ยวด้วยความโมโหที่ปกคลุมแต่ก็พยายามใจเย็น

                “ ฟังนะ ซี ”

                “ ครับ ”

                “ สำหรับพี่ ไม่มีใครดีเท่าอุ่นแล้ว ”

                !

                “ พี่ชอบอุ่นมาแปดปี ”

                “ ปะ แปดปี ”

                “ ถ้าให้พี่เลิกชอบ พี่คงทำไม่ได้ ”

                ทำได้สิ ถ้า ถ้าพี่เจอคนที่ใช่กว่า ” ซีว่าละล่ำละลักใกล้จะร้องไห้

ผมถอนหายใจกับประโยคโหดร้าย แต่ถ้าไม่ทำคนเสียใจที่สุดคงเป็นอุ่น ผมไม่อยากทำให้ผมอนั่นไม่สบายใจ ค่อยๆเอ่ยพูดขึ้นอีกครั้งด้วยความมั่นคง


                “ พี่คงทำไม่ได้หรอก ”

                “ เพราะทุกพื้นที่ที่มี...พี่ให้อุ่นไปนานแล้ว

    “ มันไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ใครอีกแล้ว ซี ”

               

               

               


***************100%**************




มาครบเเย้วววววววว

พระเอกเราเเม่งหล่อ คำพูดเฮียอย่างหล่อจริงๆอ่ะตอนนี้ (ชมเอง)

 ส่วนซี ไปค่ะ เชิญ! (จะไปจริงๆเหรอ แน่ใจ? )

เละอุ่นก็...อืม คงเส้นคงวา เดาอารมณ์ไม่ได้ตามเคย


เรื่องนี้จะดราม่าเหรอ โนวววววว เราไม่นิยม ดราม่าได้สิบนาทีจริงๆ

ส่วนหนึ่งก็จากนิสัยของอุ่นที่ค่อนข้างไม่สนความเป็นไปของโลก รู้สึกก็ระเบิดมาเลย เเล้วก็จบ กลับสู่อารมณ์ปกติ

จากดราม่ากลายเป็นรำคาญเเทน #ไว้อาลัยกับนายเอกเเสนอ่อนโยนของเรา ร้องไห้เหรอ อย่าหวัง #วินน่าจะร้องเเทนมากกว่า

ส่วน  5 ปี กับ 8 ปี เอาสิ เอาสิ ใครจะให้มากกว่านี้

เหรียญมี 2 ด้าน คนเราก็มี 2 ด้าน เเต่ในความจริงมี 3 ด้าน

- ด้านของเรา - ด้านของเขา  -ด้านความจริง

วินอุ่นต่างมองในด้านของตัวเอง อย่างที่ไต้ฝุ่นเเนะนำ ให้ลองมองอีกด้านดู ถามว่าทำไมไต้ฝุ่นไม่พูดอะไร

คนหนึ่งก็เพื่อน คนหนึ่งก็คนรัก เลือกที่จะนิ่งไม่ยุ่งเลยถึงจะดีที่สุด

ส่วนซีมีหลายคนเดาถูกน่า #เค้าอ่านทุกคอมเม้นนะ!


เสาร์-อาทิตย์จะมาอีกตอนมั้ย รอลุ้นนนนนนนนนนน

และฝันดี!

 1คอมเม้น = 1 กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 517 ครั้ง

203 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 เมษายน 2562 / 22:57
    ไม่รู้ใครร้าย กว่ากันแล้ววววววว
    #10157
    0
  2. #10126 Amporn-Melon (@Amporn-Melon) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 22:17
    วัากกกก วินสุดยอดดดด ชัดเจน
    #10126
    0
  3. #10074 CarrotSirirvarin (@CarrotSirirvarin) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 16:56
    สมน้ำหน้าซี
    #10074
    0
  4. วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 14:25
    เปนไงละจ้ะะะะ
    #10063
    0
  5. #10043 nettaa35 (@nettaa35) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:07

    วินนนนนน
    #10043
    0
  6. #10014 686814123new (@686814123new) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 12:40
    ต้องแบบนี้สิพี่วิน. ซีถ้าแกยังหน้าด้านอยู่น่ะสักวันคงได้เจอทีนอุ่นกับเวียร์+พี่ลมแน่. มาทางไหนไปทางนั้นเลยไป๊เค้าไม่เอา-อย่าด้านนน
    #10014
    0
  7. #9952 rattanalak44 (@rattanalak44) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 11:05
    เงิบ..แดก.. ไปเลยอิซี
    #9952
    0
  8. #9870 ployly16 (@ployly16) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 17:46
    อ๊าย พี่วิน เข้มมาก
    #9870
    0
  9. #9815 0818770547 (@0818770547) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 15:43

    คัยว่าง พา-ซี โรคจิต ไปเช็คปะสาทหน่อย
    #9815
    0
  10. #9797 AdiOzTHELF (@AdiOzTHELF) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 15:00
    ลักษณะที่เค้าเข้าใจผิดกันมาหลายปีนี่แก๊งพี่ๆธาราแหง รำซีอะ นางโรคจิตปะเนี่ย
    #9797
    0
  11. #9772 motanoy-naruk (@motanoy-naruk) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 16:13
    เยี่ยมมมมม พี่วินคนฉลาดดดดด สมน้ำหน้าอิซี5555
    #9772
    0
  12. #9715 TanitaCuit (@TanitaCuit) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 22:30
    อีซีอีโง่!!!อีแพศยา อีควัย อี-
    #9715
    0
  13. #9692 galaxysecret🌈🌈 (@galaxy_secret) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 22:06
    แสดงว่าต่างคนต่างชอบกันมาตั้งแต่มัธยม
    #9692
    0
  14. #9655 ม่าม่าแดกได้-..- (@btsmee1233) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 20:37
    ว้่ยยยยยนกๆๆๆๆ55
    #9655
    0
  15. #9601 lills (@joeyxsy) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 08:45
    สะใจๆๆๆๆๆๆ
    #9601
    0
  16. #9551 Srnoey (@Srnoey) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 22:44
    สมนํ้าหน้าตัวโตๆๆๆ
    #9551
    0
  17. #9490 koy_incle (@orasa1732) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 13:07
    พี่วินพูดขนาดนี้แกจะเลิกหน้าด้านได้หรือยังนังซี
    #9490
    0
  18. #9461 UDiE47 (@UDiE47) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 07:07
    ว้ายยย พบคนนอก1อัตรา สะใจอะไรขนาดนี้5555
    #9461
    0
  19. #9448 9SRAM (@gsraomam) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 05:07
    คำพูดอุ่นกับวินนี่เหมือนตบหน้าซีจนสั่นอะ ซีบอกรู้จักวินมาปีกว่า อุ่นตบหน้าด้วยการขิงใส่ว่ารู้จักมา 5 ปี แต่ซีไม่เชื่อ โดนวินตบหน้าอีกรอบด้วยคำว่าชอบอุ่นมา 8 ปี
    #9448
    0
  20. #9447 Zaa So Fer (@pie1221) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 04:22
    ขนลุกเลยค่ะ พี่วินนน
    #9447
    0
  21. #9439 yuta_ (@yuta_) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 00:16
    โหลลลลล น้องคะ สติค่ะสติ
    #9439
    0
  22. #9438 yuta_ (@yuta_) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 00:16
    โหลลลลล น้องคะ สติค่ะสติ
    #9438
    0
  23. #9437 yuta_ (@yuta_) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 00:16
    โหลลลลล น้องคะ สติค่ะสติ
    #9437
    0
  24. #9407 milkysmile (@milkysmile) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 21:46
    เงิบสิอีซี เขาไม่เอา-ก็อย่าหน้าด้าน
    #9407
    0
  25. #9383 BubbleSRD (@iamrabbit11) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 01:36
    อยากตบซี!!! 😬😬
    #9383
    0