เนื้อเรื่องโดยสรุป
โรคมะเร็งในเด็กแม้ว่าจะพบได้น้อยแต่ก็เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในเด็ก โดยปกติแล้วร่างกายจะสามารถรักษาการทดแทนเซลล์เก่าที่ตายและรักษาสภาพการเจริญเติบโตได้ แต่เซลล์มะเร็งจะเกิดการเจริญเติบโตเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้ไม่มีการเจริญเติบโตตามปกติ และมีการเพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่มีขีดจำกัด จึงพบเซลล์ตัวอ่อนจำนวนมากที่สามารถเบียดแทรกไปยังเซลล์ข้างเคียง ท่ให้เกิดการเสียหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ
- สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
- ปัจจัยด้านยีน โดยมีการทำหน้าที่ผิดปกติของ Oncogene และ Tumor supressure gene ซึ่งในภาวะปกติ oncogene ทำหน้าที่ในการควบคุมการแบ่งเซลล์ ส่วน tumor supressure gene ทำหน้าที่ในการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์/วงจรเซลล์/การตายของเซลล์
- ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น รังสี สารเคมี ยา ฮอร์โมน(ที่มนุษย์ผลิตขึ้น) และเชื้อโรค เป็นต้น
การประเมินสภาพผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง
ส่วนมากมะเร็งในเด็กมักแสดงอาการที่ไม่ชัดเจน โดยทั่วไปเด็กมักมีไข้ น้ำหนักลด เวียนศีรษะ ปวดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังเปลี่ยนแปลง มีก้อนที่ตำแหน่งต่างๆของร่างกาย แต่มะเร็งบางชนิดจะแสดงอาการเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว ในเด็กที่สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งจึงต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและทำการแบ่งระยะของโรค เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมซึ่งการแบ่งระยะของโรคมีดังนี้
ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะบริเวณที่กำเนิด สามารถผ่าตัดออกได้หมด
ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งเป็นมากขึ้น อยู่ในส่วนเฉพาะที่สามารถผ่าตัดออกได้หมด
ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณนั้น
ระยะที่ 4 ก้อนมะเร็งกระจายไปยังบริเวณที่ไกลออกไป หรือไปยังอวัยวะอื่น
3.วิธีการรักษาและผลข้างเคียงจากการรักษา
การผ่าตัด : มีวัตถุประสงค์เพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด/รักษาให้หายขาด/รักษาแบบประคับประคอง
: ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักเป็นภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดทั่วไป เช่น เสียเลือด การขาดน้ำและระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ปวดแผล แผลติดเชื้อ เป็นต้น
เคมีบำบัด : มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรคให้หายขาด/ควบคุมการแพร่กระจาย/ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
: เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งโดยการขัดขวางการทำงานของ Enzyme /สารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้าง DNA ของเซลล์มะเร็ง
: มักให้หลายชนิดร่วมกัน โดยที่ยาจะออกฤทธิ์ในระยะที่ต่างกันของเซลล์และเพื่อลดการต้านยาของเซลล์มะเร็ง
: ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ไขกระดูกถูกกดการทำงานทำให้มี Granulocyte / Neutrophil / Platlet ต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เยื่อบุปากและลำคอเป็นแผล ผมร่วง เกิด Anaphylaxis จากการแพ้ยาเคมีบำบัด
รังสีรักษา : มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรคให้หายขาด /บรรเทาอาการชั่วคราว
: รังสีจะเปลี่ยน ส่วนประกอบ DNA ในนิวเคลียสของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งแตกและสลายตัว
: ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ ไขกระดูกถูกกดการทำงาน ผิวหนังบริเวณที่ถูกรังสีมีการะคายเคืองง่าย
การปลูกถ่ายไขกระดูก : มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรคให้หายขาด
: มักทำใน มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งระบบประสาท
: ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ ปฏิกิริยาต่อต้านไขกระดูกที่ปลูกถ่าย (Graft refetion) ปฏิกิริยาระหว่างผู้ป่วยและ Lymphocyte ในไขกระดูกที่ปลูกถ่าย (Graft versus host disease)
4.ปัญหาและการพยาบาลที่สำคัญในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง
1. ครอบครัวขาดความรู้เกี่ยวกับขบวนการของโรค การรักษาและวิธีการดูแลเด็ก
- ประเมินความรู้ ระดับความวิตกกังวลและความสามารถในการเรียนรู้ในขณะนั้น
- ปฏิบัติตัวต่อญาติด้วยความนุ่มนวล สงบ สร้างความไว้วางใจ
-จัดหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูล/คำแนะนำแก่ครอบครัว
-ให้ข้อมูลตามศักยภาพของครอบครัว พร้อมเปิดโอกาสให้ซักถามข้อข้องใจ
2. เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายจาก Platlet ต่ำเป็นผลจากไขกระดูกถูกกดการทำงานจากสภาวะโรค การได้รับรังสีรักษาและเคมีบำบัด
- ป้องกันการเกิดเลือดออกโดยการงดวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก,ใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม งดใช้ไหมขัดฟัน ระวังภาวะท้องผูก ถ้า Platlet < 20,000 cell/cumm หรือ มี Ratinal hemorrhage ให้ Absolute bed rest และเฝ้าระวัง Spontaneous internal hemorrhage ถ้า Platlet < 5,000 cell/cumm ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ
3. เสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากมี Neutrophil ต่ำ เป็นผลจากไขกระดูกถูกกดการทำ
งานจากสภาวะของโรค จากการได้รับรังสีรักษาและเคมีบำบัด
- ประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยติดตามค่า WBC, Neutrophil, ANC (Absolute neutrophil count) ถ้าค่า ANC < 1,000 cell/cumm ให้แยกผู้ป่วยแบบ Protective isolation
- ประเมินอาหารและอาการแสดงของการติดเชื้อ
- แนะนำผู้เข้าเยี่ยมและผู้ป่วยปฏิบัติตัวเพื่อลดภาวการณ์ติดเชื้อ
- ได้รับอาหารน้อยกว่าความต้องการของร่างกายเนื่องจาก มีอัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเซลล์มะเร็ง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร เยื่อบุช่องปากอักเสบ ความเครียด การดูดซึมไม่ดี การรับรสอาหารเปลี่ยนแปลง เบื่ออาหาร
- Mouth care ก่อนและหลังรับประทานอาหาร โดยใช้แปรงที่อ่อนนุ่ม ยาสีฟันรสไม่จัด ถ้าแปรงฟันไม่ได้ใช้ผ้าก๊อสชุบ NSS เช็ด หรือบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก
- จัดอาหารตามความต้องการของผู้ป่วยโดยไม่ขัดแย้งกับการรักษา ควรเป็นอาหารอ่อนและย่อยง่าย และให้อาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
- งดอาหารที่กระตุ้นการคลื่นไส้ เช่น อาหารที่มันหรือมีกลิ่นแรง หรืออาหารที่ระคายเคืองปาก เช่น อาหารแข็ง รสจัด ร้อนจัด
- ติดตามผลอัลบูมินและโปรตีนในเลือด
- ให้ยาต้านการอาเจียนก่อนให้เคมีบำบัดและให้ต่อเนื่องถ้ายังมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือทายาชาเฉพาะที่ในปากก่อนรับประทานอาหาร ตามแผนการรักษา
- Record I/O และชั่งน้ำหนักอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์
- เกิดภาวะแทรกซ้อนบริเวณผิวหนังที่ถูกรังสี
- ไม่ให้บริเวณที่ฉายแสงถูกน้ำในขณะทำการรักษาหรือหยุดรักษาแล้ว 1 เดือน โรยแป้งข้าวโพดเพื่อดูดความชื้น
- ไม่ให้บริเวณที่ฉายแสงสัมผัสกับความเย็นจัด ร้อนจัดและแสงแดดเพราะจะเกิดการระคายเคืองง่าย
- งดการทาแป้ง/ครีม/น้ำมัน เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะหนัก
- เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน เนื่องจากเซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็วจึงมีกรดยูริกสูง ทำให้ Uric acid nephropathy มีฟอสเฟสในเลือดสูงจึงจับกับแคลเซียมตกตะกอนในไต
- ดูแลให้ได้รับสารน้ำตามแผนการรักษา
- ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา เช่น NaHCO3 Allopulinal Phosphate-binding antacid ตามแผนการรักษา
- จำกัดอาหารที่มีฟอสเฟสสูงเช่น นม ถั่ว ไข่
- สังเกตอาการยูริคในเลือดสูง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดข้อ ปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะออกน้อยลง
- ติดตามระดับกรดยูริคและฟอสเฟตในเลือด
- ประเมินการทำงานของไต โดยติดตาม BUN,Creatinin record urine เป็น cc
- ภาพลักษณ์เปลี่ยนแปลงเนื่องจากผมร่วง
- ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของเคมีบำบัด ซึ่งผมที่ร่วงจะขึ้นใหม่ใน 2-3 เดือน
- แนะนำการใส่วิก /สวมหมวก/โพกผ้าก่อนออกจากบ้าน
- แนะนำการใช้แชมพูอ่อนๆสระผม และการเช็ดผมอย่างเบามือ
ความคิดเห็น