เนตรมังกร(จบแล้ว)

ตอนที่ 47 : (เล่ม 2) การโต้ตอบของเหวินฝู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 337
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    31 มี.ค. 61


มู่เหยาตื่นขึ้นมาและพบว่านางอยู่ในห้องนอนของใครคนหนึ่ง ห้องห้องนี้นั้นแทบมืดสนิท เสียงนกกระจิบร่วมกับแสงรำไรเล็กน้อยลอดผ่านช่องแคบๆใต้ประตูทางเข้าห้องบอกว่ายามนี้คือยามเช้า ร่างของนางถูกมัดทั้งแขนและขาอยู่บนเตียง บนพื้นมีเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งนอนอยู่

"เจ้า ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ"มู่เหยาที่รู้สถานะของตนว่าถูกลักพาตัวและยังถูกมัดร่างส่งเสียงร้องจากบนเตียง หวังร่างที่อยู่บนพื้นตื่นมาทำอะไรบางอย่างให้นาง

เฟิงหลินสะดุ้งตื่นหลังได้ยินเสียงนั้น หญิงสาวหันไปยังที่มาของเสียงดังกล่าว "องค์หญิง ท่านมีเรื่องอะไร"

นี่มันเสียงชายที่ลักพาตัวข้านี่นา

"ข้า..."มู่เหยาพูดไม่ออกหลังนึกถึงใบหน้าชายผู้นั้น รวมถึงเหตุการณ์ที่เขาปล้นจูบนาง
"พระองค์ทรงอยากเข้าห้องน้ำหรือ"หญิงสาวเห็นหญิงดังกล่าวดูขัดเขิน จึงคิดว่านางอาจจะมีปัญหาเรื่องแบบนี้
"ข้าหิวน้ำ ข้าหิวข้าว" องค์หญิงบอกออกไปตามจริง ระหว่างทางที่ถูกลักพาตัว เฟิงหลินเพียงป้อนน้ำกับยาเท่านั้นให้หญิงผู้นี้
"เช่นนี้นี่เอง โปรดรอกระหม่อมสักครู่ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะไปเอาของดังกล่าวมาให้"

หญิงสาวจุดเทียนภายในห้องและคิดเปิดประตูออกไป แต่ก็คิดขึ้นได้ ยามนี้ในร่างกายมียาผีดิบแล้ว แม้จะสวมหน้ากากแต่ก็ไม่อาจมั่นใจโดยเฉพาะดวงตาของนาง เฟิงหลินจึงควานหาหมวกภายในห้องที่เห็นเมื่อคืนแล้วนำมาใส่ก่อนเดินออกไป ไม่นานก็มีอาหารพร้อมน้ำกลับมา

"พระองค์จะทรงดื่มน้ำหรือจะเสวยอาหารก่อน"เฟิงหลินถามหญิงสาว
"เจ้าแก้มัดให้ข้าก่อนสิ"
"กระหม่อมไม่อาจทำเช่นนั้นได้ กระหม่อมรับคำสั่งมาเช่นนี้"
"นี่เจ้าจะป้อนข้าเช่นนั้นหรือ"
"โปรดทรงประทานอภัยให้แก่กระหม่อม กระหม่อมมิเคยคิดล่วงเกินองค์หญิงจริงๆ รวมถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น"

"นี่เจ้า...เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน" มู่เหยาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

เฟิงหลินยิ้มเล็กน้อย หญิงผู้นี้คงแสร้งทำเป็นลืม หรือไม่ ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะอ้างว่าถูกยาสลบ ตัวนางเองเป็นหญิงเช่นกันย่อมเข้าใจหัวอกหญิงผู้นี้ดี หญิงสาวจึงตอบออกไป 

" กระหม่อมหมายถึงเรื่องที่กระหม่อมลักพาตัวองค์หญิงมา หรือองค์หญิงหมายถึงเรื่องอื่นใด"

"อ้อ เรื่องนั้นเองรึ" มู่เหยาโล่งอก ชายผู้นี้คงคิดว่านางสลบจึงลืมเรื่องดังกล่าว
"ถ้าเช่นนั้น ขอประทานอภัย " เฟิงหลินตักอาหารใส่ช้อนก่อนยื่นให้หญิงสาว

มู่เหยาเบือนหน้าหนีช้อนดังกล่าว เฟิงหลินจึงยื่นช้อนไล่ตามใบหน้าของนาง หญิงงามเห็นเช่นนั้นยิ่งไม่พอใจจึงสะบัดหน้าอย่างแรงจนผมยาวของนางตวัดมาโดนช้อนดังกล่าวและลอยกระเด็นจนไปตกลงพื้น

เฟิงหลินเห็นเช่นนั้นจึงคิดข่มขู่หญิงเบื้องหน้า "ดูท่า กระหม่อมคงต้องใช้วิธีเดิมอีกครั้งกับพระองค์"

มู่เหยาใจคอไม่ค่อยดีกับท่าทีของบุรุษเบื้องหน้า เสียงหญิงงามเริ่มสั่น
"เจ้า ...เจ้าพูดอะไร"

"กระหม่อมจะป้อนยาสลบให้พระองค์เช่นครั้งก่อน จากนั้นก็มีวิธีที่ทำให้อาหารในมือของกระหม่อมตอนนี้ลงไปในปากขององค์หญิงได้" หญิงสาวพูดพร้อมกับเลียริมฝีปากของนาง หวังอีกฝ่ายเกรงกลัวตนมากขึ้น 

ชายผู้นี้กำลังบอกเป็นนัยๆว่าจะจูบนางอีกครั้ง ด้วยความกลัวมู่เหยาจึงยอมกินอาหารโดยดี หญิงงามกินอาหารที่หญิงอีกคนป้อนให้ด้วยความเร่งรีบเพราะรู้สึกหิวที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน ร่วมกับรู้สึกเขินอายที่มีชายแปลกหน้ามาป้อนข้าวให้นางเช่นนี้ ทำให้มีอาหารบางส่วนติดที่มุมปากของมู่เหยา

เฟิงหลินใช้แขนเสื้อของนางเช็ดคราบน้ำและอาหารที่ติดอยู่มุมปากของหญิงเบื้องหน้า ด้วยเพราะหญิงผู้นี้เป็นถึงองค์หญิงแล้วจึงควรรักษาภาพลักษณ์ของนางในตอนนี้ 

มู่เหยามองใบหน้าชายแปลกหน้าที่พึ่งเข้ามาในชีวิต เป็นครั้งแรกที่มีผู้ชายมาดูแลนางใกล้ชิดเช่นนี้ ต่างจากหลินลั่วหยางคนที่นางหลงรัก ชายดังกล่าวไม่เคยทำอะไรให้นางแม้เพียงครั้งเดียว มีเพียงหญิงสาวที่เป็นฝ่ายเอาอกเอาใจคนผู้นั้น 

การกระทำของเหวินฝูในตอนนี้ยังคงไม่ต่างจากสมัยที่เขาใช้ชื่อว่าหลินลั่วหยาง ชายผู้นั้นไม่เคยเอ่ยปากบอกรักนางเลยสักครั้ง หญิงสาวยังคงเป็นฝ่ายบอกรักเขาแต่เพียงผู้เดียว การกระทำที่แสดงออกถึงความรักทั้งโอบกอดและจูบริมฝีปากล้วนเป็นนางที่เป็นฝ่ายเริ่มต้น มู่เหยาคิดว่าการที่เขาไม่กล้าแสดงออกเพราะฐานะความสัมพันธ์ที่เป็นน้องบุญธรรมของชายดังกล่าวในสมัยก่อน แต่ตอนนี้แม้ชายผู้นั้นเป็นกษัตริย์แล้ว ฐานะของนางยังคงไม่ต่างจากเดิม 

หญิงสาวคิดเข้าข้างตัวเองว่าชายที่นางรักอาจคิดแต่งตั้งนางเป็นมเหสีของเขาในวันที่รวมแคว้นทั้งหกได้สำเร็จ แต่เพราะการใกล้ชิดกับชายแปลกหน้าผู้นี้ทำให้นางลังเลว่าชายดังกล่าวคิดกับนางเช่นไรกันแน่ นางเป็นหญิงที่ชายผู้นั้นเคยรักบ้างหรือไม่

เสียงชายเบื้องหน้าดังขึ้น จึงดึงสติของมู่เหยาให้กลับมาสนใจสภาพปัจจุบันในตอนนี้

"องค์หญิงอาจต้องอยู่ในที่แห่งนี้อีกหลายวัน หากพระองค์ประสงค์สิ่งใดก็บอกซิวอี้ก็แล้วกัน"เฟิงหลินกล่าวขึ้นในตอนเย็น ตั้งแต่เช้ามู่เหยายินยอมให้นางดูแลทุกอย่างแต่โดยดี

"เจ้าชื่อซิวอี้หรือ"มู่เหยาถามชายเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ ชายผู้นี้ที่ดูสมชายชาตรีจากไหล่ที่ดูกว้างของเขา ไยจึงมีชื่อคล้ายสตรีเยี่ยงนี้
"มิใช่เช่นนั้นองค์หญิง กระหม่อมชื่อกู่เล่อ ส่วนซิวอี้เป็นหญิงอีกคน นางจะมาดูแลท่านต่อจากข้า"
"เจ้าจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้วหรือ" หญิงสาวบอกไม่ถูกกับความรู้สึกในตอนนี้ นางควรจะดีใจที่ชายผู้นี้จะไม่อยู่ข้างกายนางอีกต่อไปแล้วมิใช่หรอกหรือ
"กระหม่อมต้องนำสารไปส่งมอบให้พระเชษฐาของพระองค์" เฟิงหลินกล่าวออกไป 

หลังรู้ว่าต้าเพ่ยจวินจะส่งสารบอกกษัตริย์ผู้นั้นว่าการลักพาตัวมู่เหยาในครั้งนี้เป็นเพื่อการแลกเปลี่ยนเนตรมังกรกับหญิงดังกล่าว เฟิงหลินจึงเสนอตัวรับงานในครั้งนี้เพื่อคิดหลบหนีอย่างแนบเนียน ประมุขมารที่คิดขึ้นได้ว่าเรื่องเนตรมังกรในพรรคมารมีเพียงกู่เล่อผู้เดียวที่รู้เรื่องนี้ จึงเห็นด้วยกับการให้ชายดังกล่าวเป็นผู้ส่งสาร

"ท่านจะกลับมาที่นี่อีกครั้งหรือไม่" หญิงสาวถามร่างชายเบื้องหน้า
"หลังจากส่งมอบสารเสร็จ กระหม่อมย่อมกลับมาที่นี่"

มู่เหยาได้ยินเช่นนั้นให้รู้สึกแปลกใจภายในตัวของนางเอง หญิงสาวมิได้กังวลเรื่องที่เขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับรู้สึกพอใจด้วยซ้ำที่ได้รู้เช่นนั้น หญิงสาวจึงเกิดความกังวลภายในใจเรื่องความรู้สึกของนางกับชายเบื้องหน้า

เฟิงหลินเห็นสีหน้าหญิงอีกคนที่กำลังสับสนตัวของนางเองอยู่ในตอนนี้ จึงคิดว่ามู่เหยาคงรังเกียจที่ต้องอยู่กับชายผู้นี้เช่นเดิม นางจึงกล่าวออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น

"องค์หญิงมิต้องกังวล เดิมทีซิวอี้ต้องดูแลพระองค์ในที่แห่งนี้ตั้งแต่แรก แต่เพราะนางติดภารกิจบางอย่าง กระหม่อมจึงต้องดูแลพระองค์ในช่วงนี้ แม้กระหม่อมจะเสร็จจากการส่งมอบสารให้พระเชษฐาของพระองค์ ซิวอี้จะยังคงดูแลองค์หญิงต่อไปเช่นเดิม"

"เจ้าพูดจริงหรือ" มู่เหยากล่าวออกไป ภายในใจไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
"เป็นความจริง ขอองค์หญิงทรงโปรดเบาพระทัย"
"ข้า....." หญิงงามพูดไม่ออก
"คืนนี้กระหม่อมคงต้องขออนุญาตนอนร่วมห้องกับพระองค์ในห้องของกระหม่อม เพราะพรรคมารสาขานี้มีห้องให้ใช้ไม่มาก ขอองค์หญิงทรงประทานอภัยให้กับกระหม่อมด้วย กระหม่อมจะออกเดินทางพรุ่งนี้ก่อนยามเช้า เมื่อทรงตื่นขึ้นมาจะไม่มีใบหน้าของกระหม่อมมากวนพระทัยขององค์หญิงอีกต่อไป"
"ข้า...."มู่เหยายังคงพูดไม่ออกเช่นเดิม
"กระหม่อมคงต้องขอตัวเข้านอนในยามนี้ แต่หากองค์หญิงต้องการสิ่งใด พระองค์สามารถปลุกกระหม่อมได้ตลอด"

หญิงงามได้ยินชายหนุ่มกล่าวเช่นนั้นจึงตอบออกไป"เจ้านอนเถิด"

เฟิงหลินจึงรีบนอนทันที ด้วยเพราะซิวอี้จะกลับมาถึงพรุ่งนี้ นางจึงต้องดูแลมู่เหยาทั้งวัน หญิงสาวที่เดินทางจากแคว้นฉีมายังแคว้นเหอตลอดเวลาเกือบสามวันได้นอนรวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงสองชั่วยาม คืนก่อนแม้ได้นอนอีกสามชั่วยามแต่ก็ยังไม่อาจล้างความง่วงที่สะสมจากการเดินทางครั้งล่าสุดให้ออกจากร่างกายได้ เมื่อศีรษะของนางแตะถึงหมอนได้ไม่นานก็นอนหลับสนิทถึงขั้นกรนออกมา

มู่เหยามองชายแปลกหน้าที่นอนหลับอย่างรวดเร็วหลังเขาพูดจบ อีกทั้งยังนอนกรนใส่นางที่เป็นถึงองค์หญิง ให้รู้สึกว่ากู่เล่อในตอนนี้นั้นตลกยิ่งนัก หญิงสาวมองชายที่หลับอยู่ด้านล่าง ใบหน้ายามหลับของเขาไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่ง เห็นได้จากน้ำลายที่เริ่มไหลออกมาที่มุมปาก

คืนนั้นมู่เหยาจึงไม่ยอมนอนหลับ หญิงสาวกังวลที่พรุ่งนี้นางจะไม่ได้พบชายผู้นี้อีกแล้ว นางจึงนอนรอคอยส่งยามที่เขาลุกออกจากที่นอน หวังได้บอกลาชายผู้นี้ก่อนเขาจากไปเพราะไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ต่อไปจะมีโอกาสได้พบเขาอีกหรือไม่

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่นางไม่อาจรู้ มู่เหยาได้ยินเสียงบางอย่างอยู่ใต้เตียง ร่วมกับเงาของร่างบนพื้นที่เริ่มลุกนั่งขึ้นมาจึงรู้ว่าชายผู้นี้จะจากไปแล้ว มู่เหยาเล็งจังหวะที่ชายดังกล่าวเก็บของแล้วเดินผ่านกลางห้อง ก่อนเปล่งเสียงของนางออกไป
"เจ้าจะไปแล้วหรือ"

เฟิงหลินแปลกใจที่หญิงผู้นี้รู้ตัว หญิงสาวคิดว่านางเคลื่อนไหวด้วยความนุ่มนวลจนแทบไร้เสียงแล้ว หรือนี่เป็นเพราะสาเหตุที่หญิงผู้นี้มีวรยุทธ หญิงสาวจึงกล่าวตอบไป
"องค์หญิง ขอประทานอภัย กระหม่อมคงเสียงดังจนทำให้พระองค์ตื่น"
"ไม่เป็นไร เจ้าไปเถิด ดูแลตัวของเจ้าด้วย"
"ขอบพระทัยองค์หญิง เช่นนั้น กระหม่อมคงต้องขอตัว"
"เจ้าจะกลับมาที่นี่จริงๆใช่หรือไม่"

จู่ๆมู่เหยาก็เอ่ยออกมา ทำเอาเฟิงหลินแปลกใจ แต่นางก็ตอบอีกฝ่าย
"ย่อมเป็นเช่นนั้น กระหม่อมเป็นคนของที่แห่งนี้"
"อืม ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ารีบไปเถิด ข้าจะนอนต่อ"

มู่เหยานอนหันหลังให้กับประตูห้อง ความรู้สึกเบาโหวงที่หน้าอกทำให้นางคว้าผ้าห่มมากอดหวังกำจัดความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นกับชายผู้นี้ ฐานะชายดังกล่าวต้อยต่ำกว่านาง เขาไม่มีอะไรเหมาะสมคู่ควรกับองค์หญิงเช่นนางเลยสักอย่าง มู่เหยาคิดว่าความรู้สึกกับชายดังกล่าวที่ก่อตัวเร็วเช่นนี้คงใช้เวลาไม่นานในการกำจัดให้หมดลงได้

เฟิงหลินเดินออกไปรับสารจากต้าเพ่ยจวินก่อนเดินทาง ประมุขมารไม่กล้ามอบให้กู่เล่อล่วงหน้าเพราะกลัวคนในพรรคจะแอบเห็น เนื่องเพราะช่วงหลังต้าเพ่ยจวินมีความรู้สึกคล้ายมีคนคอยสังเกตการณ์ตนอยู่เป็นพักๆ ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฮูหยินคนใหม่ของเขาจริงหรือไม่ เพราะเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เข้าพิธีสมรสกับหญิงผู้นี้

"นี่สารที่ต้องส่งมอบ หากเกิดเหตุการณ์ใครแย่งชิงสารนี้ขึ้นมา กำจัดคนผู้นั้นและนำสารจากปากเจ้าไปแทนสารฉบับนี้" ประมุขมารสั่งการออกไป

เฟิงหลินรับสารดังกล่าวและเก็บเอาไว้ในตัว นางยังคงโค้งให้ชายดังกล่าวตลอดเวลา

"เจ้ารีบไปเถิด" ประมุขเอ่ยปากไล่ เพราะยังไม่หายง่วงที่ต้องตื่นก่อนเวลาเช่นนี้
เฟิงหลินยื่นมือของนางออกไป " ท่านประมุขโปรดมอบยาผีดิบให้ข้าด้วย"
"เจ้าจะเอาไปอีกทำไม"
"ท่านประมุขต้องให้ยาสำรองกับข้าอีกเม็ดมิใช่หรือ"
"ครั้งนี้ข้ายังไม่ได้ทำเอาไว้ เม็ดที่ให้เจ้าเมื่อวานเป็นเม็ดสุดท้าย แต่สารที่เจ้าต้องส่งในครั้งนี้ใช้เวลาเดินทางไปกลับก็น่าจะทันก่อนยาหมดฤทธิ์มิใช่หรือ"

หญิงสาวเห็นว่าหากนางดึงดันจะเอายาดังกล่าวจากชายผู้นี้คงจะทำให้ตัวนางดูน่าสงสัยจึงเลิกขอยาดังกล่าว

 ก็ถือเสียว่า กู่เล่อไม่มีดวงในครั้งนี้ก็แล้วกัน

เฟิงหลินถือหมวกของนางแล้วโค้งให้อีกฝ่ายพร้อมเดินถอยหลังไปจนใกล้กำแพงของพรรค หญิงสาวหันหลังเตรียมกระโดดออกไป พลันมีเสียงของประมุขดังขึ้น
"ช้าก่อน"

ต้าเพ่ยจวินเห็นท่าทางนอบน้อมผิดสังเกตของลูกน้องผู้นี้ให้รู้สึกแปลกใจ จึงคิดเรียกกู่เล่อเข้ามาถามอะไรบางอย่าง เฟิงหลินเดินหลังค่อมเข้าไปหาประมุขมารด้วยความกังวล ทว่าจิตของนางพลันรับรู้ดวงจิตจำนวนมากที่อยู่ภายนอกและกำลังพุ่งใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
"ท่านประมุข ระวัง!" เสียงหญิงสาวตะโกนเตือนชายหนุ่ม

สิ้นเสียงหญิงสาวมีลูกธนูนับร้อยดอกที่ติดไฟพุ่งเข้ามาภายในพรรค เฟิงหลินกระโดดผลักชายหนุ่มให้พ้นลูกธนูดังกล่าว ร่างลูกน้องผู้จงรักภักดีจึงมีธนูปักอยู่ที่หลังอยู่สองดอก ประมุขมารมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง

คนที่กล้าจู่โจมพรรคของข้า หรือจะเป็น หลินลั่วหยาง?

เหวินฝูที่อยู่ในแคว้นเฉินได้รับรายงานทางพิราบสื่อสารเรื่องมู่เหยาถูกลักพาตัวหลังวันที่เกิดเหตุเพียงหนึ่งวัน ใบหน้าของกู่เล่อที่ทหารพบเห็นทำให้สงสัยว่าเรื่องในครั้งนี้คือฝีมือของพรรคมาร กษัตริย์หนุ่มจึงคิดทำลายพรรคดังกล่าวให้จบสิ้นพร้อมยกทัพบุกแคว้นเหอในครั้งนี้ไปเลยในคราเดียว

โม่เหยียนทัดทานกษัตริย์ของตนให้ไตร่ตรองเรื่องนี้อีกครั้ง แม่ทัพใหญ่เสนอให้จัดการเพียงพรรคมารไปก่อน ส่วนการยกทัพไปยังแคว้นเหอค่อยรอจังหวะอีกครั้ง เพราะหากเคลื่อนย้ายทหารจำนวนมากไปยังแคว้นดังกล่าว ต้องใช้เวลาเตรียมเสบียงอยู่หลายวัน สาเหตุจากสภาพภูมิศาสตร์ของแคว้นนี้ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนพลของทหาร

เหวินฝูจึงใช้ทหารจำนวนหนึ่งพันคนที่กำลังคุมความสงบในแคว้นหนานและอยู่ใกล้แคว้นดังกล่าวในการจัดการพรรคมารในครั้งนี้ โดยมีนายกองอี้โหมวเป็นส่วนหนึ่งในการ่วมทางไปยังแคว้นดังกล่าว 

ทหารจำนวนหนึ่งพันนายภายใต้การควบคุมของรองแม่ทัพใหญ่สุ่ยเฉวียนคิดโจมตีพรรคมารในช่วงเวลาก่อนเช้า และคิดชิงตัวองค์หญิงมู่เหยาและจับฮูหยินของพรรคมารเป็นตัวประกัน

เสียงตะโกนของเฟิงหลินปลุกให้คนที่อยู่ในพรรคมารทั้งหมดตื่นขึ้น ด้วยชื่อประมุขของพรรคที่ถูกอ้างในประโยคดังกล่าว เหล่าคนในพรรคจึงรีบพุ่งจากที่นอนของตนแล้ววิ่งมาตามต้นตอของเสียง กลับพบว่าระหว่างทางภายในพรรคในเริ่มมีกองเพลิงเกิดขึ้น 

"คุ้มครองฮูหยินของข้า" เสียงต้าเพ่ยจวินสั่งลูกน้องที่เริ่มวิ่งเข้ามาใกล้ตน
"คุ้มครองหญิงผู้นั้นในห้องนอนของข้าด้วย" เฟิงหลินรีบบอกลูกน้องอีกคนเช่นกัน

นายกองอี้โหมวและทหารของรองแม่ทัพใหญ่ได้ยินเช่นนั้นจึงพุ่งไปตามทิศที่ลูกน้องของพรรคมารวิ่งไป คนในพรรคมารตอนนี้ส่วนใหญ่ทั้งป้องกันเพลิงไหม้และต่อสู้กับทหารที่ทยอยเข้ามาในพรรค ปู้จงและปู้ตงที่ตื่นนอนช้าที่สุดวิ่งเข้ามาสมทบ ชายทั้งสองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดในตอนนี้ต่างพยักหน้าให้กันและเริ่มลงมือทันที ปู้ตงปล่อยไยแมงมุมของตนใส่ทหารกลุ่มหนึ่ง ส่วนปู้จงปล่อยหมัดนับสิบใส่ทหารอีกกลุ่ม และเล็งจังหวะปัดกระบี่ไปทางทิศของต้าเพ่ยจวิน

ประมุขมารเห็นกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งมายังตน จึงตะโกนเสียงดัง " กู่เล่อ!"

เฟิงหลินหันมาทางทิศของเสียงพร้อมกับเห็นว่ากระบี่พุ่งมายังประมุขมาร หากตนไม่ปกป้องชายผู้นี้ ตัวตนของนางย่อมถูกสงสัยเป็นแน่แท้  หญิงสาวจึงพุ่งตัวของนางเพื่อรับกระบี่

ต้าเพ่ยจวินตกตะลึงที่กู่เล่อซึ่งอยู่ใกล้กลับไม่ใช้กระบี่ที่มีมาปัด อีกทั้งยังคิดพลีร่างแทนตน ทั้งๆที่รู้ว่ายาผีดิบในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันความตายได้เท่าอดีต ประมุขมารรีบประคองร่างลูกน้องของตนทันที

นายกองอี้โหมวอุ้มมู่เหยาออกมาพร้อมกัน คนทั้งคู่เห็นภาพดังกล่าวเข้าพอดี มู่เหยาได้เห็นเช่นนั้นให้ตกใจยิ่งนัก หญิงสาวจึงเป็นลมสลบไป อี้โหมวเห็นเช่นนั้นจึงรีบอุ้มนางออกไปอย่างรวดเร็ว

ยามใกล้ชิดกู่เล่อถึงเพียงนี้ ต้าเพ่ยจวินให้รู้สึกตัวแล้ว คนผู้นี้ไม่ใช่กู่เล่อคนเดิม เพราะร่างที่ประคองในตอนนี้นุ่มนิ่มและตัวสั้นกว่ากู่เล่อตัวจริง ชายหนุ่มเอ่ยปากเบาๆข้างหูกู่เล่อทันที
"เจ้าไม่ใช่กู่เล่อ"

เฟิงหลินรู้ตัวรีบพุ่งหนี แต่แขนข้างหนึ่งของประมุขมารยังคงโอบรัดเอวของนางเอาไว้ มืออีกข้างที่ว่างอยู่จึงรีบฉีกหน้ากากของคนแปลกหน้าทันที

ใบหน้าของลูกน้องที่เสียชีวิตปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง นางคือหนูทดลองในตำนานของเขา

เฟิงหลิน!

-----------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

44 ความคิดเห็น