ธิดาแม่ทัพดวงใจจอมมาร

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4 : ป่าอสูรมรณะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    6 มี.ค. 60

            หนิงเหมยในร่างเด็กหนุ่มเดินเข้าไปในป่าตามลำพัง ทำให้ผู้พบเห็นนั้นพยายามที่จะห้าม แต่หนิงเหมยกลับตอบไปเพียงว่า ไม่เป็นอันใดหรอก ข้าจะต้องปลอดภัยขอรับ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในป่า ทำให้ผู้คนหลายๆคนมองว่านางบ้า เด็กตัวเล็กบอบบางกลับคิดจะเข้าป่าที่คิดชื่อเรื่องสัตว์ป่าดุร้าย ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!!

            ฉันเดินเข้าไปในป่า ที่เงียบสงบ และไม่ค่อยมีสิ่งใดเคลื่อนไหว แม้ว่าจะเดินเข้ามาได้ไม่มากก็พบสมุนไพรต่างๆ และสิ่งที่ฉันลืมไม่ได้ก็คือหนังสือตำราแพทย์สวรรค์ และอีกหนังสือเล่มหนึ่งคือหนังสือที่มีภาพเกี่ยวกับสมุนไพรต่างๆ บอกคุณสมบัติ และข้อมูลต่างๆไว้

            รอบด้านเต็มไปด้วยสีเขียวปนน้ำตาล และฉันที่กลัวว่าจะลืมว่าเข้ามาทางใด จนลืมทางออก ก็ไม่ลืมที่นำมีดพกที่เคยซื้อไว้ กรีดสร้างรอยไว้ตามต้นไม้หลายๆจุด เพื่อกันหลง

            เมื่อเดินมาได้หนึ่งเค่อ <15 นาที> ก็พบกับเป้าหมายที่ตนเองต้องการ และสิ่งที่ฉันต้องการนั้นก็คือ ยาห้ามเลือดสวรรค์ ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก ยาห้ามเลือดปกติอย่างไร แต่ทุกชื่อยาที่มีอยู่ในหนังสือตำราแพทย์สวรรค์มักจะลงท้ายด้วยคำว่า สวรรค์ ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันดูกลายเป็นของขลังอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

             และวัตถุดิบแรกที่ฉันจะเอาไปทำยาห้ามเลือดสวรรค์นั้นก็คือ หญ้าหางงู ซึ่งบริเวณหายนั้นจะเรียวดุจหางงู และบริเวณปลายของหญ้านั้นก็จะเรียวแหลม และที่สำคัญคือมันมีพิษยาชา ทำให้ชาถึงหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียว หากเดินไม่ระวังภายในป่าแห่งนี้ก็อาจจะตายได้ง่ายๆเลยก็เป็นได้

            แต่สิ่งที่ฉันแปลกใจเป็นอย่างมากคงพ้นไม่ได้กับคำร่ำลือที่บอกว่าป่าแห่งนี้มี สัตว์อสูรดุร้าย อยู่ในที่แห่งนี้ ตั้งแต่ที่ฉันเดินเข้ามา แม้จะระยะทางไม่มาก แต่มันก็ควรที่จะมีสัตว์ร้ายสักเล็กน้อยไม่ใช่หรือ?

             ฉันไม่คิดอะไรต่อไป ค่อยๆเอื้อมมือไปเด็ดหญ้าหางงู อย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะเดินดูไปเรื่อยๆ หากเจอสมุนไพรตัวไหนที่ฉันค่อนข้างสนใจ เพราะได้ดูจากสรรพคุณในหนังสือมาแล้ว ก็มักจะเดินไปเก็บไปจนเพิ่มปริมาณภายในกระเป๋าของฉันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้วัตถุดิบที่ฉันต้องการก็ใกล้จะครบเรียบร้อยแล้ว แต่.... มีสิ่งหนึ่งที่ฉันยังหาไม่เจอเสียที มันเป็นวัตถุดิบที่ฉันต้องตาโดยบังเอิญในหนังสือตำราแพทย์สวรรค์ ซึ่งได้มีระบุว่าสามารถพบได้เฉพาะในป่าแห่งนี้ แต่ฉันกลับหามันไม่เจอแม้แต่เงาเลยแม้แต่น้อย 

              นี่ก็เลยยามบ่ายมาแล้ว ฉันซึ่งยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง จึงนั่งหยุดพักพิงต้นไม้ และเอาซาลาเปาสองลูกที่ซื้อมาจากร้านค้าข้างถนนออกมากิน เมื่อฉันกินเสร็จ จึงได้เดินทางเข้าไปในป่าลึกเข้าไปอีก แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา แต่แล้วจู่ๆฉันที่กำลังเดินด้อมๆมองๆต้นไม้ทั้งหลาย พลันได้ยินเสียงกระทบกันของดาบ มันเป็นเสียงที่ฉันมีปฏิกิริยาไวรองจากเสียงปืนเลยก็เป็นได้ ฉันจึงใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นบนต้นไม้ที่มั่นใจว่าไม่มีพิษ ก่อนจะหยุดมองเหตุการณ์ด้านหน้าของตน ที่มีชายหนุ่มจำนวนสี่คนกำลังต่อสู้กัน พลังปราณนั้นมีพลังแข็งกล้า จากที่คาดเดานั้นคงไม่ได้น้อยกว่าท่านพ่อที่อยู่ขั้นเก้าก็เป็นได้ ฉันที่เป็นเพียงมือใหม่ขั้นสาม ไม่คิดจะไปเสี่ยงตาย เป็นผีเฝ้าป่าแห่งนี้เป็นแน่ จึงคิดที่จะหยุดมองและเดินจากไป แต่ฉันกลับเหลือไปเห็นต้นไม้ตนหนึ่งที่ตนเองกำลังตามหามาอย่างเนิ่นนาน แม้จะไม่มั่นใจว่าใช่ที่ตนตามหาหรือไม่ แต่สัญชาตญาณที่ทำให้ฉันหยุดชะงักนั้น มันทำให้ฉันตื่นเต้นตัวสั่นอย่างหยุดไม่ได้ แต่ต้นไม้ต้นนั้นกลับอยู่ใกล้กับบุรุษทั้งสี่ที่กำลังต่อสู้กัน หากฉันเข้าไปเสี่ยงก็อาจจะทำให้ตาย แต่หากไม่เสี่ยงก็จะไม่ได้มันมาครอบครอง แล้วฉันจะทำอย่างไรดีเล่า อย่างไรฉันก็อยากจะได้มันมา!!!

           ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ จึงเอาสมุนไพรแก้ช้ำใน กินเข้าไปเพื่อป้องกันการที่จะโดนพลังปราณของบุรุษทั้งสี่ซัดเข้าภายในร่างกายทำให้ช้ำใน ก่อนที่จะค่อยๆเดินด้อมๆไปยังแถวต้นไม้เป้าหมาย และจังหวะมันก็ช่างดี ตรงที่บุรุษทั้งสี่ได้กระโดดขึ้นไปต่อสู้กันกลางอากาศ ทำให้บริเวณพื้นด้านล่างนั้นโล่ง ทำให้ทางของฉันสะดวกอย่างมาก ฉันจึงเดินไปเก็บผลของต้นไม้เป้าหมาย แต่เพราะดีใจทำให้ฉันชักช้าไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกได้ถึงพลังยุทธ์สายหนึ่งพุ่งตรงมาที่ฉัน ฉันไม่รอช้าใช้วิชาตัวเบากระโจนออกมา ทำให้พืชบริเวณนั้นย่อยยับไปไม่ใช่น้อย และรวมไปถึงต้นไม้เป้าหมายของฉันด้วย ทำเอาฉันใจหายไปไม่ใช่น้อย แต่ฉันได้ดูข้อมูลมา ซึ่งบอกว่าเมล็ดในผลนั้น สามารถเอาไปเพาะปลูกเป็นต้นใหม่ได้ แต่ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ ทำให้ถึงไม่ค่อยมีพืชชนิดนี้ล่ะ

            บุรุษทั้งสี่หันมามองผู้ที่น่าจะโดนลูกหลง แต่กลับอยู่รอดปลอดภัยก็พบเพียงเด็กชายร่างบางกำลังจะเดินจากไปอยู่เท่านั้น

            บุรุษสองคนในสี่คนนั้นพลันมองเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยสายตาเบิกกว้าง

             เพราะนี่คือเด็กสาวที่เขาเฝ้าตามหามานานอย่างไรเล่า

             บุรุษทั้งสองรีบตะโกนเพื่อจะยื้อหนิงเหมยไว้ แต่ก็มีพลังยุทธ์สายหนึ่งพุ่งเข้าหาทั้งสอง ซึ่งก็คือศัตรูที่ต่อสู้กันมาได้สักพักหนึ่ง เพราะเจ้าพวกนั้นมาดูถูกฝีมือพวกเขา แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะอยู่ในร่างมนุษย์ทำให้พลังจะอ่อนด้อยลงไปมาก แต่ก็สามารถต่อสู้ได้อย่างเฉียบคม ทั้งสองคนจึงไม่คิดที่จะยื้อศัตรูอีกสองคนไว้ จึงปล่อยพลังยุทธ์ขนาดใหญ่ ที่ทำเอาหนิงเหมยรู้สึกก็รีบหันไปมองเหตุการณ์ด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบใช้วิชาตัวเบาเพื่อหลีกหนีรัศมีของพลัง ซึ่งพลังระดับนี้ หนิงเหมยไม่สามารถต้านทานได้ เมื่อหนิงเหมยมั่นใจว่าหลบพ้นรัศมีแล้วจึงหันไปมองเหตุการณ์ก็พบว่าป่าบริเวณนั้นกลายเป็นโบ๋ ต้นไม้หายไปเป็นจำนวนมากทำเอาหนิงเหมยอยากร้องไห้เป็นอย่างมาก 


------------     Loading 50 %     -----------


           ทันใดนั้นหนิงเหมยก็มองเห็นบุรุษในผ้าคลุมซึ่งกำลังใช้วิชาตัวเบาพุ่งมาหาตัวอย่างรวดเร็ว ทำเอาหนิงเหมยใจตกไปที่ตาตุ่มเพราะกลัวจะเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขา หรือเรื่องที่ไม่ควรรู้ของพวกเขาเข้า หนิงเหมยจึงคิดที่จะหนี แต่เพียงไม่นานบุรุษทั้งสองก็มาขวางหนิงเหมยอยู่ข้างหน้า

           “ขอให้ผู้อาวุโสหลีกทางให้ข้าด้วยขอรับ ข้าจะทำเป็นเหมือนไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ่ง หนิงเหมยหรี่ตามองกลัวอันตรายของบุรุษสองคนนี้เป็นอย่างมาก

           “เจ้าคือเด็กสาวที่พวกข้าตามหามาเนิ่นนาน ข้านามว่าไป๋ (ขาว)  และนี่ฝาแฝดของข้านามว่า เฮย (ดำ)” บุรุษในชุดดำผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะถอดผ้าคลุมหัวและลำตัวออกปรากฏร่างในชุดสีขาวสมชื่อ ใบหน้านั้นเพียงกะด้วยสายตาอายุน่าจะประมาณยี่สิบ แต่ก็มีฝีมือแรงกล้าถึงเพียงนี้แล้ว และบุรุษนามว่าไป๋ผู้นี้ครอบครองใบหน้าที่อ่อนโยน ยิ้มกรุ้มกริ่มให้นาง ส่วนบุรุษนามว่าเฮย เมื่อถอดผ้าคลุมออกก็ปรากฏในชุดสีดำสมชื่อเช่นกัน ใบหน้าก็อายุน่าจะประมาณเดียวกับไป๋ แต่ครอบครองใบหน้าเรียบนิ่ง เฉยชา ดูน่าเกรงขาม

           “ท่านมีธุระอันใดกับข้างั้นรึ ถึงได้แนะนำตัวกับข้าเช่นนี้ ฉันถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่บ่งบอกความรู้สึก

           ‘ข้าไม่ได้อยากจะไปยุ่งกับเรื่องของพวกท่าน ท่านยิ่งมาแนะนำตัวเช่นนี้ยิ่งทำให้ข้าหวาดกลัวยิ่งนัก ฉันคิดในใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป

           “พวกข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า ไม่ต้องหวาดกลัวไป พวกเรารอเจ้ามานานมาก เจ้าคงต้องไปกับพวกข้า เฮยตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เขาตอบแบบนี้เหมือนกับเขาอ่านใจข้าได้อย่างนั้นแหล่ะ!

          “ใช่ ข้าอ่านใจเจ้าได้ ฉันเบิกตากว้าง บุรุษผู้นี้อ่านใจคนได้ ฉันหันไปหรี่ตามองไป๋ด้วยท่าทางหวาดกลัวว่าจะโดนอ่านใจได้อีกคน

          “ข้าอ่านไม่ได้หรอก เฮยนั้นอ่านได้เพียงผู้เดียว ไป๋ตอบออกมาด้วยรอยยิ้ม

          “แล้วเหตุใดข้าจึงจำเป็นจะต้องไปกับพวกท่านด้วยเล่า

          “เพราะเจ้าได้รับเลือกจากตำราแพทย์สวรรค์แล้วอย่างไรเล่า รวมไปถึงสาเหตุที่เจ้าได้มาปรากฏยังโลกนี้ เมื่อเฮยเอ่ยออกมาก็ทำเอาฉันเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม

          ‘เขารู้ เขารู้ว่าเรามาจากโลกอื่นงั้นหรอ

          “ใช่ ข้ารู้ เฮยตอบออกมา

          “เจ้าถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะต้องเป็นผู้สืบทอดตำราแพทย์สวรรค์ และตำราวรยุทธ์สวรรค์ ซึ่งตอนนี้นั้นเจ้าสามารถเรียนรู้ตำราแพทย์สวรรค์ได้ ส่วนตำราวรยุทธ์สวรรค์นั้น เจ้าไม่มีความสามารถมากพอที่จะไปพบกับตำราวรยุทธ์สวรรค์ ซึ่งข้าสองคนจะมาสอนวิชาต่างๆให้เจ้ามากขึ้นเพื่อที่เจ้าจะได้เดินทางไปหาตำราวรยุทธ์สวรรค์ได้ ไป๋เอ่ยอธิบายยาวเหยียด ซึ่งทำให้ฉันตกใจไม่น้อย

          ‘ไม่ได้มีเพียงตำราแพทย์สวรรค์ แต่มีตำราวรยุทธ์สวรรค์อยู่ด้วยงั้นหรือ!”  

          “ส่วนที่ว่าตำราวรยุทธ์สวรรค์อยู่แห่งใดนั้น เจ้ายังไม่ควรรู้ เจ้าควรที่จะไปเก็บตัวฝึกกับพวกข้าซึ่งเป็นใจกลางป่าแห่งนี้ เจ้าคงจะสงสัยอีกอย่างคือเหตุใดเจ้านั้นไม่โดนสัตว์อสูรต่างๆทำร้าย นั้นก็เพราะอำนาจของนายพวกข้าทั้งสอง คุ้มครองเจ้าไว้ โดยมีกลิ่นอายตำราแพทย์สวรรค์เป็นเครื่องหมายบอก บุรุษในชุดดำหน้านิ่งเป็นคนตอบ

          “แต่ข้าได้บอกท่านพ่อ ท่านแม่ไว้แล้วว่าวันนี้ข้าจะไปทานอาหารเย็นกับพวกท่าน ข้าคงจะไปเก็บตัวฝึกกับพวกท่านไม่ได้ ฉันเอ่ยออกไปแม้จะเสียดายไม่น้อย แต่ครอบครัวสำหรับฉันนั้นก็ต้องมาก่อนอยู่เสมออยู่แล้ว

          “วันนี้ไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าวันอื่นนั้นจะไม่ได้ พวกเราจะให้เจ้านั้นกลับบ้านไปพบปะกับครอบครัววันนี้เป็นวันสุดท้าย แล้วพรุ่งนี้เช้าเจ้านั้นต้องมาเก็บตัวฝึกกับพวกข้า ส่วนเวลาที่เจ้าจะฝึกสำเร็จเมื่อไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะ ซูหนิงเหมย

          ‘ฝึกสำเร็จเมื่อไร ข้าก็จะได้กลับบ้านสินะ...

           “ใช่ มันขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของเจ้า หากเจ้าอยากที่จะรีบกลับบ้าน ก็จงขยันและเร่งฝึกซ้อม เฮยตอบ เขาอ่านใจฉันได้แล้วตอบออกมา แต่มันทำให้ฉันรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก

          “อย่างไรก็เถอะ พรุ่งนี้เช้าเจอกัน ข้าจะรอต้อนรับเจ้า ไป๋เดินตรงมาหาฉันก่อนจะเอามือสัมผัสบริเวณหน้าผากซึ่งเกิดแสงสีขาว แล้วก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเห็นภาพคล้ายๆแผนที่บางอย่าง

           “นี่คือแผนที่ทางเข้าสู่ใจกลางป่า ซึ่งข้าและเฮยจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น แล้วเจอกันนะเด็กน้อย ไป๋ตะโกนบอกฉันก่อนจะค่อยๆใช้วิชาตัวเบากลับเข้าป่าพร้อมกับเฮย

            ‘ฉันต้องจากบ้านจริงๆหรือนี่

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Loading 100 %

หนิงเหมยของเราต้องจากบ้านจริงๆหรือนี่ ! บุรุษนามว่าไป๋และเฮยผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงได้ปลดปล่อยพลังมหาศาลได้ถึงเพียงนี้!

เจอกับตอนหน้าตอนดึกๆนะค่า ช่วงเวลานั้นไม่แน่ใจค่า 

หนึ่งเม้นหนึ่งกำลังใจ

LITTLEBAEP

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

144 ความคิดเห็น

  1. #127 Pam NPP (@pampampamela) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 23:20

    คำผิดเยอะอยู่น่า และคำบรรยายก็ไม่ลงตัวสักเท่าไรค่ะ ยังมีคำขาดและคำเกินอยู่มาก. บางประโยคอ่านแล้วต้องได้ต่อเติมคำเองถึงจะเข้าใจประโยคนั้นๆ

    #127
    0
  2. #110 kanpicha wongratwanich (@kanpichawong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 13:28
    รอติดตามค่ะ
    #110
    0
  3. #17 yutsutatip (@yutsutatip) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 14:16
    รออ่านนะคะ
    #17
    0
  4. #16 risuki666 (@risuki666) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 13:40
    ใครกันมาตามหา
    #16
    0
  5. #15 lookkaewfin (@lookkaewfin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 13:32
    โอ้วววววววว
    #15
    0