ธิดาแม่ทัพดวงใจจอมมาร

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9 : องค์รัชทายาท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,559
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    20 มี.ค. 60

            นี่ก็ล่วงเลยมาถึงยามดึกแล้ว ก็เป็นเวลาที่ฉันจะเดินทางกลับป่าอสูรมรณะ

           “ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ถึงเวลาที่เหมยเอ๋อต้องไปแล้ว ไว้วันไหนเหมยเอ๋อจะมาเยี่ยมนะเจ้าคะ ฉันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับตาหยี ที่มีน้ำตาคลอเล็กน้อย

            ฉันกอดลาพวกท่าน และพี่ๆก่อนจะออกเดินทางกลับป่าอสูรมรณะ เมื่อกลับมาถึงก็พบไป๋และเฮยรออยู่ก่อนแล้ว และจ้องฉันด้วยสีหน้าบึ้งตึง เหมือนกันทำอะไรผิด

           “ไป๋ และเฮยยังไม่นอนงั้นหรือเจ้าคะ ฉันเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มเพื่อรับกับสิ่งที่กำลังเกิดต่อจากนี้

           “เจ้ากลับดึกเกินไป เป็นเฮยที่พูดออกมาพร้อมกับมองฉันด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง

           “แต่ข้าส่งจดหมายมาบอกแล้วนะเจ้าคะฉันเอ่ยออกมาเถียง

          “แต่ก็ยังดึกเกินไปอยู่ดี พวกข้าเป็นห่วงเจ้าแค่นั้น ไปเถิดไปนอน ไป๋เอ่ยออกมาก่อนจะเดินจากไป ฉันจึงเดินเข้าไปเกาะแขน เวลาสามปีมานี้ พวกเขาทั้งสองเปรียบเสมือนพี่ชายของข้า ข้าจึงแคร์พวกเขาในระดับหนึ่ง

           “โอ๋ๆ ไป๋เฮย ข้าขอโทษ คราวหน้าจะไม่ทำแล้วเจ้าคะ ฉันเอ่ยออกมา ก่อนจะเห็นพวกเขาทั้งสองเงียบๆ ฉันจึงเป็นฝ่ายงอนเสียแทน และจะเดินจากไป ก็โดนเสียงเฮยห้าม

            “อ่ะๆ ครานี้พวกข้าจะยกโทษให้ รีบไปนอนเสีย พรุ่งนี้เจ้ายังต้องฝึกอยู่ดี

           และสุดท้ายทุกๆวันฉันก็จะมีแค่เพียงการฝึก ฝึก ฝึก และฝึก แต่ฉันก็มักจะหาเวลาอู้ โดยการไปแอบนั่งเป่าขลุ่ยที่แม่น้ำซึ่งไม่ได้ห่างจากกระท่อมมากนัก ฉันได้ซื้อขลุ่ยมาเมื่อตอนนี้เข้าไปตลาดพร้อมกับท่านแม่ และพี่รอง ฉันนั้นชื่นชอบขลุ่ยมากกว่าพิณ เพราะสะดวกในการพกพา จึงได้พกมาเพียงขลุ่ย วันนี้ก็เป็นวันหนึ่งที่ฉันไปยังแม่น้ำที่เคยไปเป่าขลุ่ย หลังจากที่ช่วงนี้ฝึกซ้อมหนัก ทำให้ไม่มีเวลาอู้เช่นวันนี้

           วันนี้ฉันได้เป่าขลุ่ยเป็นเพลงสบายๆ เสียงไพเราะดุจนกร้องประสานเสียง สร้างความสบายใจให้กับผู้ที่ฟังเป็นอย่างมาก ฉันหลับตาฟังเสียงนกร้อง และเสียงน้ำไหลอย่างช้าๆอย่างสบายใจพร้อมกับเป่าขลุ่ยไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงใครบางคนที่กำลังทุรนทุรายปืนขึ้นมาจากแม่น้ำ ที่ตอนนี้สีของแม่ทัพมีสีแดงปนๆอยู่ด้วย ซึ่งตนเหตุก็คือคนที่กำลังปืนขึ้นมาจากแม่น้ำ เมื่อเห็นเช่นนั้น แม้ฉันจะไม่ใช่คนที่จิตใจดีมากมาย แต่ก็ไม่อยากเห็นใครตายต่อหน้าต่อตาหรอกนะ

           ฉันเดินหาเขาก็พบเป็นบุรุษที่หน้าตาฉันคุ้นเคย ที่พึ่งเจอกันเมื่อปีที่แล้วยามเข้าเมืองหลวง เพราะเขาก็คือองค์รัชทายาท ฉันเร่งมือจับชีพจรเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรับรู้ว่าชีพจรเขานั้นเต้นค่อนข้างเบา และเลือดค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงเขาโดนพิษ ฉันจึงเลือกพาเขาไปยังบ้านพักที่ฉันให้ไป๋และเฮยช่วยฉันสร้าง เพราะบางครั้งอยากเปลี่ยนบรรยากาศสถานที่ปรุงยา ซึ่งอยู่ใกล้ๆจากแม่น้ำ ฉันแบกเขาไปยังบ้านพักหลังนั้น และก็นำสมุนไพรต่างๆที่ฉันมี ออกมารักษา พร้อมกับเอายาแก้พิษออกมาให้เขาดื่ม และได้เอายาห้ามเลือดให้เขาทาน และฉันได้ฝังเข็มเพื่อขับพิษด้วยเช่นกัน

           ผ่านไปครึ่งชั่วยาม <1ชั่วโมง> ยาพิษก็ออกจากร่างกายเขาหมดแล้ว ใบหน้าที่คราแรกซีดไร้เลือดนั้น ได้มีเลือดบ้างแล้ว ก่อนที่ฉันจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้สวมหน้ากาก จึงรีบกลับบ้าน (กระท่อมนั่นแหล่ะค่ะ) เพื่อไปเอาหน้ากาก แต่ถ้าหากเป็นหน้ากากอันเดิมมีหวังเขาอาจจะจำได้ก็เป็นได้ ฉันจึงได้เปลี่ยนหน้ากากเป็นหน้ากากครึ่งหน้าซึ่งเปิดเผยส่วนครึ่งล่างของหน้า (ปาก) เท่านั้น และฉันก็ได้ไปแจ้งให้กับไป๋และเฮย ซึ่งทั้งสองเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะวาดรูปและอ่านหนังสือของตนเองไป

           ฉันจึงไปยังบ้านพักหลังนั้น ก็พบองค์รัชทายาทกำลังพยายามยันตัวขึ้น ฉันจึงเดินเข้าไปช่วยพยุงเขา เขาก็หันมามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง

           “ขอบคุณเจ้ามาก ที่นี่ที่ไหน องค์รัชทายาทโจวหวงหลงเอ่ยขึ้นพร้อมกับสำรวจรอบๆมาก ซึ่งจะเห็นสมุนไพรเต็มไปหมด รวมไปถึงหมอต้มสมุนไพร

           ฉันเดินไปเอายาขวดหนึ่ง ซึ่งเป็นยาบำรุงก่อนจะเดินมายื่นให้กับเขา

            “ที่นี่เป็นภายในป่าอสูรมรณะ ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เมื่อเขารับยาของฉันไปก็พลันมองหน้าฉันอย่างระหวาดระแวง

          “นั่นคือยาบำรุง ท่านนั้นไหลมาตามแม่น้ำ ในคราแรกชีพจรท่านอ่อนแรง รวมกับได้รับสารพิษ แต่ข้านั้นได้ถอนพิษให้ท่านหมดแล้ว ดื่มมันซะ ฉันบอกเมื่อรู้ว่าเขากำลังกลัวว่าฉันจะให้เขาดื่มยาพิษ

           องค์รัชทายาทดื่มมันก่อนจะส่งขวดคืนมาให้กับฉัน ฉันจึงเอ่ยถามเขาถึงสาเหตุที่เขามาโผล่อยู่ในที่อันตรายแห่งนี้

           “แล้วท่านนั้นเข้ามาได้อย่างไร ป่านี้เป็นป่าที่อันตราย คนอย่างท่านย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้ว

           “ข้าพบเจอกับนักฆ่าระหว่างทาง พวกมันฆ่าองครักษ์ของข้า ก่อนที่จะพาข้าเข้ามาภายในป่าแห่งนี้ แต่เพราะพวกมันเป็นนักฆ่าระดับสูง ข้าจึงไม่สามารถสู้พวกมันที่มีถึงห้าคนได้ พวกมันคงคิดว่าข้าจะตาย จึงคิดจะให้ข้าถูกอสูรในที่แห่งนี้กินจึงทิ้งข้าไว้ ข้าพบกับแม่น้ำจึงได้กระโดดลงแม่น้ำและไหลตามมา เพราะแม่น้ำนี้จะไหลไปยังหมู่บ้านใกล้ๆเมืองหลวง องค์รัชทายาทเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองหญิงสาวตรงหน้า รูปร่างอ่อนแอ อายุไม่น่าเกินสิบขวบ แต่กลับมาอยู่ในป่าแห่งนี้ด้วยตัวคนเดียว ฉันที่รู้ถึงสายตาและความอยากรู้ขององค์รัชทายาทนั้น ฉันก็ไม่ได้คิดจะตอบ หากตอบไปเดี๋ยวเขาสงสัยเยอะเกินไป มันน่ารำคาญ

           “ท่านจะพักอาศัยอยู่ในบ้านพักแห่งนี้ก่อนก็ได้ แต่ว่าท่านนั้นต้องห้ามออกจากที่นี่เด็ดขาด แม้ว่าท่านอยู่ในนี้อสูรจะไม่ทำร้ายท่าน แต่หากออกไปข้างนอกบ้าน ก็ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ พรุ่งนี้ข้าจะมารับท่านออกจากป่าแห่งนี้ ฉันเอ่ยก่อนที่จะเดินไปทางประตูเพื่อกลับบ้าน

           “แล้วเจ้าเล่า

           “ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เป็นห่วงตัวเองก็เถิด ฉันเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือเพื่อจะผลักประตูออก

           “เจ้าพอจะมีอาหารหรือไม่ ข้านั้นหิวแล้วองค์รัชทายาทเอ่ยขึ้น ทำเอาฉันถอนหายใจเล็กน้อยแต่ก็ช่วยไม่ได้

            “งั้นท่านรออยู่นี่ ข้าจะเอาอาหารมาให้ท่าน ฉันผลักประตูออกไปก่อนที่จะทิ้งให้องค์รัชทายาทอยู่เพียงลำพัง

           ทางฝั่งโจวหวงหลงนั้น แม้จะมีอายุถึงสิบห้าปีแล้ว แต่ต้องมาอยู่ท่ามกลางเสียงร้องของสัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อทั้งหลาย ก็อดใจหวั่นไม่ได้เล็กน้อย แม้จะมีวรยุทธ์ถึงขั้นแปดแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่สามารถสู้กับสัตว์อสูรพวกนี้ได้อย่างชนะแน่ๆ รอเพียงสักพักหนิงเหมยก็กลับมาพร้อมกับอาหาร

           “เจ้ากลับมาแล้วงั้นหรือ เสียงขององค์รัชทายาทเอ่ยขึ้นเมื่อฉันเดินเข้าไปในบ้านพัก ฉันก็พบเขากำลังนั่งมองฉันอยู่ใจจดใจจ่อ

           “ทำไม ท่านกลัวงั้นหรือ ไม่สมกับว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคตเลย ฉันเอ่ยออกไปอย่างไม่ใส่ใจ แต่พอจบคำก็พลันนึกออกมาตัวเองนั้นเผลอพลั้งปากไปแล้ว ฉันหันไปมององค์รัชทายาทในขณะนี้ที่กำลังทำหน้าตกใจอยู่

           “เจ้ารู้งั้นหรือ องค์รัชทายาทเอ่ยถาม ฉันจึงเพียงหยักไหล่ก่อนจะเดินไปหาเขา และเอาอาหารยื่นไปให้เขา

           “พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาท่านออกจากป่าฉันเอ่ยก่อนที่จะหันหลังเตรียมตัวออกไปให้เขาพักผ่อน

           “เรียกชื่อข้า หวงหลง อยู่ๆเขาก็เอ่ยออกมาทำให้ฉันหันไปมองเขาด้วยความงุนงงเล็กน้อย

           “หวงหลง เขาเอ่ยย้ำอีกครั้ง ฉันจึงหายงุนงงเล็กน้อย
           “เข้าใจแล้วหวงหลง ฉันพูดเรียกชื่อเขาขึ้น เขาพยักหน้าพอใจเล็กน้อยก่อนจะที่จะทานข้าวต้มที่ฉันเอามาให้

          “เจ้านั้นนามว่าอะไรสาวน้อย หวงหลงเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังเป่าข้าวต้ม

          “เรียกข้าว่าเหมย ฉันตอบด้วยเสียงเรียบๆ ไม่ได้บอกชื่อเต็มออกไป เพราะกลัวเขาจะรู้ตัวจริงของฉัน

          “แล้วอายุของเจ้าเล่า อายุเท่าใด หวงหลงกล่าวถามออกมา

          “ขอไม่บอก หากฉันบอกไปมากกว่านี้กลัวเขาจะจำได้ และโยงได้ว่าฉันนั้นเป็นใครที่แท้จริง ฉันจึงเลือกที่จะไม่บอก

          “ดูจากข้าและเจ้านั้นจะอายุห่างกันมากไปหน่อยเกินกว่าที่จะเป็นสหายกัน ข้านั้นเป็นหนี้ชีวิตเจ้าแล้วเหมย หากเจ้ามีธุระ ปัญหาอันใด สามารถส่งจดหมายไปให้ข้าได้ที่วังหลวง เจ้าสามารถเรียกข้าได้ว่าพี่หวงหลง เขาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ทำให้ฉันพอรู้ว่าเขานั้นเป็นคนที่ไม่ถือตัว นับว่าเป็นสหายที่น่าคบหาด้วยคนหนึ่ง ฉันจึงยอมที่จะเรียกเขาว่า พี่หวงหลง

          “เข้าใจแล้วพี่หวงหลง ฉันเอ่ยออกมาแม้จะกระดากปากไปบ้างก็ตาม ที่จะต้องเรียกเชื้อพระวงศ์ว่าพี่

          “ท่านก็รีบนอน จะได้ฟื้นตัวไวๆ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน เมื่อฉันพูดจบจึงได้เดินออกมาจากบ้านพักหลังนั้น และกลับไปพักผ่อนที่บ้านตัวเอง

          วันต่อมาฉันก็ตื่นแต่เช้า และได้บอกกับไป๋และเฮยว่าจะพาพี่หวงหลงออกจากป่าแห่งนี้ ทั้งสองคนก็ไม่ได้ว่าไร ส่วนหนึ่งคงอาจจะเพราะทั้งสองขี้เกียจฝึกฉันด้วยกระมัง

          ฉันเดินไปถึงบ้านพักก็พบว่าพี่หวงหลงตื่นแล้ว ฉันจึงเดินเข้าไปในบ้านพัก

          “ไปกันเถอะพี่หวงหลง ฉันตะโกนปลุกอาการงัวเงียของพี่หวงหลงเล็กน้อย

          “เข้าใจแล้ว เหมยเอ๋อเจ้านั้นไม่จำเป็นจะต้องตะโกนเลย พี่หวงหลงเรียกฉันอย่างสนิทสนม ซึ่งฉันก็ไม่ได้ถือแต่อย่างใด แต่มันกลับทำให้ฉันอุ่นเหมือนตอนพ่อแม่ และพี่ๆเรียกฉันด้วย เหมยเอ๋อ

          “พี่คงจะป่วยอยู่ ถ้างั้นก็ให้สัตว์อสูรแถวนี้ไปส่งแล้วกันเนอะ หากใช้วิชาตัวเบาออกไปอาจจะป่วยหนักกว่าเดิม ฉันไม่ถามความเห็นของพี่หวงหลง แต่เดินออกไปตะโกนเรียกสัตว์อสูรที่น่าจะเป็นพาหนะได้ออกมา ทำเอาพี่หวงหลงเบิกตากว้าง อย่างไม่เชื่อ

          “เอ่อ เหมยเอ๋อ มันจะไม่เป็นอะไรหรือ พี่หวงหลงหันมาถามฉันเมื่อปรากฏเป็นพยัคฆ์ระดับเจ็ดตัวหนึ่งออกมา ซึ่งอสูรนั้นมีพลังมากกว่ามนุษย์อยู่ขั้นหนึ่ง (เช่นหากอสูรชั้นที่เก้านั้น จะมีพลังยุทธ์เทียบเท่ากับมนุษย์ขั้นสิบ) และสัตว์อสูรนั้นมีทั้งหมดสิบห้าขั้นเลยทีเดียว แต่ในป่าแห่งนี้นั้นมีสูงสุดก็คือขั้นที่สิบสองเท่านั้น

           “ไม่เป็นอันใดหรอก มาๆ ขี่เสือตัวนี้ออกไปส่งท่านที่นอกป่าแล้วกัน ได้มั้ยพี่เสือ ฉันหันไปยิ้มให้กับเสือที่ฉันกำลังลูบหัวอยู่ ซึ่งฉันก็ค่อยข้างคุ้นเคยกับเสือตัวนี้ เพราะมักจะพบยามที่ฉันเป่าขลุ่ยอยู่เสมอ

           “เร็วๆพี่หวงหลงฉันปืนขึ้นไปขี่บนหลังเสือก่อนจะเร่งพี่หวงหลง พี่หวงหลงจึงค่อยๆเดินและขี่ขึ้นบนหลังเสืออย่างหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะตอนนี้ร่างกายของตนนั้นไม่สมบูรณ์ไม่สามารถต่อกรกับเสือขั้นเจ็ดได้

            “Let’s go” ฉันตะโกนออกไป ทำเอาพี่หวงหลงที่นั่งหลังฉันมองฉันอย่างงงๆ แต่ฉันก็หาได้สนใจไม่ 

 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

LOADING 100 %


LITTLEBAEP

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

144 ความคิดเห็น

  1. #47 lookkaewfin (@lookkaewfin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 14:53
    มีสุขๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #47
    0
  2. #46 M_M (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 11:49
    รอๆๆ กำลังสนุกเลย
    #46
    0
  3. #44 pimmyza123 (@pimmyza123) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 23:52
    ต่ออออออออค่ะ
    #44
    0
  4. #43 poosurat (@poosurat) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 23:14
    ดีงามพระรามแปด มาต่อไวๆนะค่ะ
    #43
    0
  5. #42 risuki666 (@risuki666) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:04
    โอ้ววว ดีงามอยากมีนั่งมั่ง 555
    #42
    0