[Fic] Kimetsu No Yaiba : Tomioka Giyuu X Kamado Tanjirou [รักหนึ่งครั้ง จดจำตลอดกาล]

ตอนที่ 10 : เทศกาลครั้งที่ 7 ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ… Happy End

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,244
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    21 ก.ค. 62

          

          โกโจว ชิโนบุกำลังเร่งรีบขึ้นมาศาลเจ้า จากการสัมผัสถึงพลังวิญญาณของอสูรที่เธอสัมผัสได้เมื่อครู่นั้นดูแข็งแกร่งมากเสียจนทำให้เธอรู้สึกกังวล แม้คนที่คอยคุ้มกันศาลเจ้าตอนนี้จะเป็นคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด คานาโอะ และลูกศิษย์ของอาจารย์รุ่นเก๋าอย่างอูโรโคดากิ ซาคอนจิอีกสองคนก็ตาม

          สีหน้าของเธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก หากเจ้านั้นเข้ามายุ่งภายในพิธีกรรมล่ะก็ เป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ

          “นานๆทีจะเห็นเคร่งเครียดแบบนี้น้า ชิโนบุจัง” แว่วเสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นก่อนที่เธอจะแอบหลบหน้าไปอีกทาง ชิโนบุตอนนี้ดูเท่มากเลย แล้วพึมพำกับตัวเองภายในใจ ชิโนบุไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มกลับไปเป็นคำตอบ

          คันโรจิ มิซึริ สาวเจ้าที่มีความงดงามดั่งซากุระบาน เกศาสีชมพูไล่ลงมาถึงปลายสีเขียวสว่างนั้น ทำให้เธอเป็นราวกับต้นซากุระเดินได้ ดวงตาสีประกายสีเขียวจางๆ จ้องมองขึ้นไปบนศาลเจ้าอย่างแน่วแน่

          “คุณโทมิโอกะจะเป็นอะไรมั้ยนะ เด็กน้อยคนนั้นด้วย”มิซึริบ่นพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง แท้จริงแล้วตัวเธอไม่ได้มีอะไรกับศาลเจ้าเป็นพิเศษอยู่แล้ว รวมถึงไม่ได้มีพลังวิญญาณอะไรเหมือนอย่างชิโนบุหรือคุณฮิเมจิมะเลยด้วยซ้ำ ธุรกิจบ้านของเธอทำเกี่ยวกับขนมหวานโดยเฉพาะไอศกรีม แต่มิซึริมาช่วยคนในกลุ่มของเธอ กลุ่มรวมพลแปลกประหลาดที่มาเจอกันด้วยความบังเอิญตั้งแต่มีสมาชิกทั้งหมด 9 คน อารมณ์แบบว่ากลุ่มเพื่อนที่มีหลายช่วงอายุ จะว่าสนิทก็สนิท หรือบางทีก็ดูเหมือนจะไม่สนิทกันเลยก็ได้ เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางความจำเป็นในอดีตจากการรวมตัวของแต่ละตระกูลที่มีความโดดเด่นคนละแบบ อย่างเธอก็คือเจ้ากิจการร้านขนมหวานที่มีชื่อเสียงโดดเด่น หรือคุณโทมิโอกะที่เป็นตระกูลร่ำรวยในเมืองที่คอยสนับสนุนเรื่องทางการเกษตรอย่างเข้มข้น ชิโนบุจังก็เป็นตระกูลสาขาของศาลเจ้าที่มีความสามารถพิเศษด้านการรักษาโรคและยาพิษ (คล้ายๆ กับองเมียวจิแต่ก็ไม่ใช่) ถึงจะแตกต่างกันมากแค่ไหนแต่ทุกคนก็รักกันดีประมาณเพื่อนเป็นเพื่อนตายอะไรแบบนี้ แล้วเธอก็เชื่อว่าคนอื่นๆก็คงจะมาช่วยเหลือด้วยเหมือนกัน ก็เพราะว่าที่นี่คือบ้านเกิดของทุกคนนั้นแหละนะ

          “เรื่องนั้น ฉันเองก็กังวลอยู่นิดหน่อยค่ะ”ชิโนบุตอบไปตามความจริง ไม่มีอะไรต้องปิดบังเธอคนนี้เลยสักนิด “ถ้าหากว่าพิธีกรรมนี้สำเร็จ เราก็จะสามารถยื้อเวลาไม่ให้ เจ้านั้น ถล่มหมู่บ้านของเราได้”

          มิซึริไม่ชอบเวลาชิโนบุจังของเธอเอ่ยถึงเขาคนนั้นเท่าไหร่ เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับอสูรหรือเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้ดี และตอนนี้ที่เธอช่วยเหลือได้ก็คือสนับสนุนชิโนบุจังอย่างเต็มที่ล่ะนะ

          “งั้น ของหวานอย่างแรกหลังจบเรื่องนี้เอาเป็นไอศกรีมแล้วกันนะ”มิซึริเอ่ยด้วยเสียงสดใส  ชิโนบุยิ้มอ่อนๆ เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังให้กำลังใจเธออยู่

          “เราไปช่วยพวกนั้นกันเถอะ”

 



          ฮิเมจิมะ เกียวเมเพิ่งเสร็จภารกิจจากการก่อกวนของรูปปั้นจำนวนมาก เมื่อวานเขาได้รับรายงานของโกโจว ชิโนบุเรื่องรูปปั้นยักษ์ที่มีอสูรสิงสู่อยู่ คนข้างกายของเขาคือเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มของเขา ดวงตาที่ดูง่วงซึมพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อนั้นกำลังจ้องมองไปยังเศษซากหินที่แตกสลายเบื้องหน้าด้วยอารมณ์นิ่งเฉย โทคิโท มุอิจิโร่ เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทที่ปลายผมเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อสายตาละจากซากหินเบื้องหน้า เขาก็แหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้วฟังเสียงนกกาบริเวณนั้น

          มีเสียงนกร้องด้วย เสียงนกหรือเปล่านะ?

          “ไม่คิดเลยว่าจะเยอะขนาดนี้”เกียวเมพูดขึ้นก่อนจะเอ่บบทสวดในการส่งวิญญาณของอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์นั้นให้ไปสู่ที่ชอบๆ มุอิจิโร่มองภาพเหล่านั้นก่อนจะถอนหายใจ สายตาของเขามองตรงไปยังทิศที่ศาลเจ้าตั้งอยู่ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

          “รู้สึกว่าเราจะต้องรีบกลับแล้วล่ะครับ” มุอิจิโร่เก็บคมดาบของตัวเองกลับเข้าไปในฝักดาบแล้วเดินขึ้นรถ “เหมือนจะมีงานใหญ่รออยู่เลยแฮะ”

 



          ซาบิโตะและมาโคโมะยืนประจัญหน้ากับหญิงสาวที่ตอนนี้ไม่ได้คาบร่มเอาไว้ในปากอีกแล้ว ใบหน้าที่กลวงจนแดงคล้ำนั้นทำให้รู้สึกสยดสยองมากขึ้นไปอีก ร่มสีแดงของเธอที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือดตอนนี้กลายมาเป็นอาวุธสังหารแล้ว

          เธอเคาะพื้นด้วยร่มนั้นจนพื้นสั่นสะเทือน ก่อนจะพุ่งตรงมาที่กิยูและทันจิโร่

          คานาโอะที่อยู่ใกล้กับเป้าหมายของอีกฝ่ายยกดาบขึ้นป้องกันตัว ส่วนซาบิโตะและมาโคโมะกำลังสู้กับผู้หญิงคนนั้น เสียงโลหะปะทะกันดังไม่หยุด

          “คุณโทมิโอกะ พาทันจิโร่หนีไปค่ะ!”คานาโอะเปล่งเสียงดัง ก่อนจะหลบร่มของเทพธิดา กิยูมองภาพตรงกน้าแล้วกัดฟันแน่น ให้ตายสิ!  แล้วเขาก็ดึงทันจิโร่ออกห่างก่อนที่จะวิ่งเข้าไปภายในศาลเจ้า ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีพลังวิญญาณอะไรในการปราบเจ้าพวกนี้ก็เถอะ แต่ถ้ามีอาวุธล่ะก็ อย่างน้อยก็ใช้ป้องกันตัวได้

          เห็นแบบนี้แต่ตอนเด็กๆ เขาก็ถูกฝึกมาเหมือนกัน ก่อนจะปลีกตัวออกมาแล้วทำตามความฝันของตัวเอง เมื่อเห็นดาบที่พาดอยู่บนผนังก็ถือวิสาสะหยิบมาโดยทันที

          อย่างน้อย อาวุธพวกนี้ก็คงลงอาคมไล่พวกอสูรไว้อยู่แล้วแหละ เชื่อแบบนั้นนะ

          “คุณกิยู”ทันจิโร่เอ่ยขึ้นเสียงเบา ก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายแน่น ทันจิโร่รู้ว่าความสามารถของเขาตอนนี้ช่วยอะไรคนจากศาลเจ้าไม่ค่อยได้ แถมเป้าหมายก็ดันเป็นเขาอีก ดังนั้นการเอาตัวรอดจนถึงพิธีกรรมคงเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในเวลานี้

          กิยูนิ่งเงียบ เขาเองก็กำลังคิดหาวิธีเช่นกัน “ฉันไม่ค่อยมาศาลเจ้า ไม่รู้เลยว่าต้องไปแอบอยู่ตรงไหน?”

          เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านใน ทั้งคู่ก็พบเข้ากับรูปปั้นยักษ์ของพระจิโซ* (รูปปั้นที่คนญี่ปุ่นเรียกติดปากว่า พระจิโซ โดยเชื่อกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่คอยช่วยเหลือเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้เดินทาง) ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทั้งๆที่เป็นรูปปั้นที่มีขนาดใหญ่ แต่เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

         

          การต่อสู้ของสามคนกับหนึ่งอสูรดูจะไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เทพธิดาร่มดูจะเชี่ยวชาญกับการใช้อาวุธสังหารของเธออย่างร่มได้ถนัดมากจนน่ากลัว คานาโอะเม้มปากแน่น อาวุธของอีกฝ่ายช่างน่ารำคาญและมีประสิทธิภาพเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะโจมตีหรือป้องกันโดยการกางร่ม ไม่ว่าจะโจมตีแบบนี้เธอก็ป้องกันได้ตลอด แถมยังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วพอๆกับมาโคโมะอีกด้วย

          “น่ารำคาญจริง”ซาบิโตะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหงุดหงิดก่อนจะตวัดดาบลงหลังคอ แต่แล้วลำตัวของเธอก็กลายเป็นหินตรงบริเวณที่ดาบของซาบิโตะฟันลงเพื่อหมายจะคร่าชีวิต มันตึงดาบของซาบิโตะเอาไว้แน่นและกำลังจะจู่โจมกลับ

          “ท่านซาบิโตะ!

          “ซาบิโตะ!

          ทั้งมาโคโมะและคานาโอะตะโกนเสียงดังก่อนที่เธอทั้งคู่จะฟันแขนทั้งสองของเทพธิดาร่มขาดสะบั้น ซาบิโตะทิ้งดาบของตัวเองออกก่อนจะถอยตัวห่างจากอีกฝ่าย แขนที่ถูกฟันนั้นตกลงมากลายเป็นเศษหิน แล้วแขนของเธอก็งอกออกมาใหม่

          ตัดคอก็ไม่ได้ ตัดแขนก็งอกออกมาใหม่ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย?

          “ช่างน่าขำเสียจริง นักล่าอสูร”เป็นครั้งแรกที่เทพธิดาร่มเอ่ยปาก พร้อมกับคว้าร่มสีแดงสดขึ้นมาเคาะพื้นเล่น “อย่าลืมสิว่าก่อนหน้านี้ รูปปั้นนี้เป็นใคร”แล้วเอ่ยทิ้งท้ายด้วยประโยคชวนสงสัย

          เทพธิดาร่ม เป็นเทพที่บันดาลฝนให้กับคนในหมู่บ้านเพื่อทำให้ผืนป่าเขียวขจีและพืชผลทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อค่อยๆ ถูกลืมเลือนไปเธอก็กลายเป็นอสูร ไม่สิ มีอสูรมาสิงสู่มากกว่า

          “ธรรมชาติไม่เคยหักหลังผู้มีพระคุณ คิดแบบนั้นไหม?”แล้วเธอก็ชี้ร่มขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนที่สภาพอากาศจะแปรปวร มีเมฆครึ้มจำนวนมาก ไม่นานนักฝนก็ตกลงมา

          “เทพธิดาร่มก็คือเทพธิดาร่ม ไม่ว่าภายในจะเป็นใครถ้าความศรัทธาของธรรมชาติกำหนดให้รูปปั้นตัวนี้สามารถดลบันดาลฝนได้ตามใจต้องการ ฝน ก็  จะ ตก”

          แล้วเธอก็กางร่ม ความจริงก็เพิ่งรู้มาเมื่อกี้ จากเจ้าคนเอาแต่ใจนั้น บิดาอสูรที่บอกกล่าวกับเธอถึงความลับของรูปปั้นภายในศาลเจ้าแห่งนี้ แท้จริงแล้วเธอกะว่าจะสิงรูปปั้นพระจิโซ แต่พลังแห่งความศรัทธาของผู้คนมีมากเกินไป และเทพเจ้าที่เป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ภายในก็แข็งแกร่งมาก เธอจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาสิงสู่รูปปั้นของเทพธิดาร่มที่กำลังถูกลืมและอ่อนแอลงทุกวัน ทุกวัน

          สายพิรุณถือเป็นหนึ่งในธรรมชาติที่งดงามและล้ำค่าหาอะไรเทียบไม่ได้ แต่ถ้าหากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง การต่อสู้นี้มีหวังได้ยื้อเยื้อจนเลยเวลาทำพิธีกรรมแน่ๆ

          ทั้งสามคนยืนกลางสายฝนด้วยสภาพสะบัดสะบอม หลังจากนั้นไม่นาน ฝนที่ตกลงมาก็กลายเป็นอาวุธอีกอย่างที่ทิ่มแทงร่างกายแสนบอบบางของมนุษย์ราวกับเข็มที่มองไม่เห็น เสียงหวีดร้องอย่างทรมานดังขึ้นก่อนที่หยาดโลหิตที่จะหยดลงสู่พื้นดิน

           “เข้าไปหลบด้านในซะ!” ชิโนบุตะโกนเสียงดังก่อนจะปากระดาษที่มีอักขระบางอย่างมายังเทพธิดาร่ม

          ตูมม!

          เสียงระเบิดทำให้อีกสามคนรีบเข้าไปหลบด้านใน ก่อนที่คานาโอะจะพึงระลึกขึ้นได้

          “คุณโทมิโอกะกับทันจิโร่ล่ะ!?”

 

 

          รูปปั้นพระจิโซช่างดูน่าเกรงขาม ทั้งคู่ยืนหลบฝนอยู่ด้านในก่อนจะมองออกไปยังรูปปั้นนั้นด้วยแววตาที่คิดอะไรไม่ออก การที่จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอาจจะเกิดจากเทพธิดาร่มคนนั้นก็ได้ ตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่ยืนมองรูปปั้นพระจิโซที่เปียกด้วยเม็ดฝน

          “คุณกิยูครับ รู้มั้ยว่าทำไมผมถึงต้องโดนเธอคนนั้นหมายหัวด้วย”บทสนทนาแรกที่ทำลายบรรยากาศคือความคำถามที่ตึงเครียดพอสมควร กิยูผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เรื่องนี้ใช่ว่าเขาจะไม่รู้   

          “เพื่อกลับไปเป็นมนุษย์”

          ทันจิโร่หน้าเหวอก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นๆ

          “มะมนุษย์เหรอครับ?”

          “ใช่ อสูรทุกตัวแต่เดิมเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ยกเว้นเจ้านั้น ที่เป็นอสูรตัวแรกจากคำสาปของคนในอดีตเมื่อนานมาแล้ว แต่เควสนี้เป็นเควสแรกที่อสูรเข้ามาสิงในรูปปั้นของเทพเจ้า”กิยูอธิบายด้วยเสียงนิ่ง และเยือกเย็นจนมือบางที่เขากุมเอาไว้สั่นไหว

          “ฉันคิดว่าเราจะไม่เป็นอะไร เพื่อนๆของฉัน กำลังปกป้องอย่างสุดชีวิต ฉันเองก็ต้องปกป้องอย่างสุดชีวิตด้วยเหมือนกัน”กิยูหันมายิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

          “แต่อาจจะมีคนต้องตายเพราะผม”

          กิยูเหม่อมองออกไปด้านนอก เม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มภายในจิตใจของเขาเลย “แต่หากมันได้ตัวนายไป ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเลวร้ายกว่านี้” แล้วเขาก็ยกมือของทันจิโร่อีกข้างขึ้นมา ก่อนจะประสานนิ้วมือเข้าด้วยกัน

          “คนที่อยากตัวนายจริงๆ คือ เจ้านั้น ไม่ใช่เทพธิดาร่ม เพราะนายนายเป็นคนพิเศษ”กิยูกัดปากตัวเองเบาๆ ทันจิโร่จ้องมองดวงตาอีกฝ่ายที่มีแววความเศร้าโศก

          “อาจจะต้องมีคนตายฉันรู้อยู่แล้วล่ะ แต่ไม่ว่ายังไง….ไม่ว่ายังไงนายก็ห้ามตายเด็ดขาด” ก่อนที่ร่างโปร่งจะก้มลงสวมกอดคนตรงหน้า ทันจิโร่ยืนอึ้ง ไม่ใช่เพราะว่าเขาตกใจที่อีกฝ่ายกอดเขา

          แต่ตกใจที่นัยน์ตาคมสวยคู่นั้นกำลังหลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆ

          “คุณกิยู

          “ชีวิตของนายตอนนี้ ไม่ใช่แค่ของนายอีกต่อไปแล้ว....แต่เป็นของฉันด้วย”

 

 

          “กิยู!

          “ทันจิโร่!

          “คุณโทมิโอกะ!

          พลันเสียงเรียกจากภายในเรือนก็ดังขึ้น ทั้งคู่ผละออกจากกันเล็กน้อยก่อนที่ทันจิโร่จะใช้จมูกดมกลิ่นแล้วเดินไปตามทางของเสียงนั้น สุดท้ายเขาก็พบกับสามคนที่มีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก

          “พวกนาย” กิยูรีบเข้าไปประคองเพื่อนของตัวเองทันที เขาจ้องมองบาดแผลนั้นก่อนจะรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่าที่จะทำได้ ทันจิโร่เข้าไปประคองคานาโอะแล้วจัดการห้ามเลือดอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

          “ทำไม

          “แค่โดนฝนแทงนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก”ซาบิโตะเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มราวกับปลอบใจเพื่อนตัวเองว่าไม่เป็นไรจริงๆ กิยูทำหน้าปวดร้าวก่อนจะย่อตัวลงข้างๆ

          “พวกนายไม่สมควรได้เจออะไรแบบนี้เลย”แล้วมาโคโมะก็ตบบ่ากิยูเบาๆ “นี่เป็นงานของเรานะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

          คานาโอะนั่งแอบยิ้มเบาๆ ทันจิโร่ทำแผลให้เธอได้เบามือกว่าที่คิด “เอ่อ..ขอบใจนะ”

          “แค่นี้เองครับ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ”แล้วเขาก็หันมายิ้มแย้มให้กับเธอ อากาศที่ดูหม่นหมอง ณ เวลานั้นก็พลันสดใสขึ้นมา เธอจ้องมองไปยังกิยูที่กำลังหัวเราะกับอีกสองคนก่อนจะหันมามองหน้าทันจิโร่

          สมมติว่าฉันเจอนายเร็วกว่านี้ล่ะก็

          แล้วเธอก็หยุดความคิดของตัวเองไว้ เมื่อกิยูเดินเข้ามาใกล้ทันจิโร่แล้วนั่งลงข้างๆ ก่อนจะมองพิจารณาบาดแผลตามตัวของเธอ แล้วยิ้มบาง

          “คานาโอะ ขอบใจมากนะ” คานาโอะยิ้มรับคำขอบคุณนั้น

          “อ่ะ ผมลืมแนะนำตัวเองเลย คามาโดะ ทันจิโร่นะครับ”เสียงของเขายังคงสดใส แม้แววตาจะดูเศร้าก็ตาม เธอเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องทำเป็นเข้มแข็งแต่ภายในนั้นกำลังร้องไห้ดี

          “สึยุริ คานาโอะ”

          “อ่ะ คุณสึยุริสินะครับ ถ้าไม่ว่าอะไรเรามาเป็นเพื่อนกันนะครับ” แล้วก็เรียกรอยยิ้มจากซาบิโตะและมาโคโมะได้เป็นอย่างดี แม้ทั้งคู่จะอายุไล่เลี่ยกับกิยู แต่พวกเขาก็ชอบเวลาเด็กๆเหล่านี้แสดงพลังมิตรภาพอะไรแบบนี้ออกมาอยู่ดี

          คานาโอะก้มหน้าลงซ่อนสีหน้าที่กำลังเขินอายเอาไว้ ก่อนที่จะเม้มปากแน่น

          “ได้สิ”

          ก่อนที่สายตาเจ้ากรรมจะเหลือบไปเห็นมือของทันจิโร่ที่คว้ามือของกิยูเข้ามากุมไว้แน่น

          แล้วคานาโอะก็ยิ้มเจื่อนออกมา ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง

          เพื่อนสินะ....

          สมมติบ้าสมมติบออะไรกัน เธอไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจอเร็วหรือเจอช้า คนที่ยิ้มได้อย่างสดใส และสว่างไสวราวกับพระอาทิตย์นั้น


              ก็ไม่หันมามองเธออยู่ดี

          เพราะว่าคุณดวงอาทิตย์คนนั้นเป็นของคุณโทมิโอกะ กิยู



 

          “อะไรกันเนี่ย คนๆนี้” มิซึริกำลังหัวเสีย ปกติเธอเป็นคนใจเย็นไม่ค่อยอารมณ์เสียเท่าไหร่ แต่เจ้าผู้หญิงคนนี้เอาแต่ทำร้ายชิโนบุจังของเธออยู่ได้ มิซึริที่กำลังยืนอย่างหงุดหงิดภายในเรือน (เพราะชิโนบุจังของเธอสั่งมา)

          “ฝนทำอะไรเจ้าไม่ได้เลยหรือไง”เทพธิดาร่มเองก็หัวร้อนเช่นกัน ชิโนบุแย้มยิ้มก่อนจะตวัดดาบที่คมและบางของเธอไปตามจุดอ่อนต่างๆ ทั้งข้อพับขาและแขนอย่างรวดเร็ว

          “เพราะว่าฉันชอบฝนน่ะสิ”เธอเอ่ยติดตลกก่อนจะกระโดดไปด้านหลังแล้วคว้าดาบของซาบิโตะออกมาแล้วโยนไปทางมิซึริ “แค่ทำให้ฝนแหลมเหมือนเข็มนับพันเล่มน่ะ เทียบอะไรไม่ได้กับยาพิษของฉันเลยนะ”

          “ยัยนี่ หรือว่า

          ชิโนบุตัดแขนของอีกฝ่ายทันที ก่อนที่แขนจะร่วงลงสู่เบื้องล่าง แต่กลับไม่มีแขนงอกขึ้นมาใหม่

          “แกทำอะไร!?”

          “ก็แค่เคลือบยาพาเอาไว้ ยาพิษกันการสมานแผลของอสูรน่ะ ”แล้วชิโนบุก็ม้วนตัวไปด้านหลังอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วเพื่อจะตัดหัวออก 

          “ถ้าคิดว่าง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” ราวกับจิตสังหารบางอย่างพวยพุ่งออกมาจากร่างนั้นทำให้ชิโนบุถอยออกมา จิตสังหารบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากอสูรตนอื่นๆที่เธอเคยเจอ

          นี่มันกำลังจะพยายามทำให้ตัวเองกลายเป็นเทพธิดาร่มหรือนี่

          ถ้าทำแบบนั้นแย่แน่ นอกจากจะขับไล่ออกจากรูปปั้นไม่ได้แล้ว อาจจะสูญเสียเทพธิดาร่มไปเลยด้วยซ้ำ

          “พวกแกนี่มันน่าโมโหเสียจริง อีกแค่นิดหน่อยข้าก็ได้เป็นอิสระแล้วแท้ๆ!!”แล้วเธอก็กางร่มออก ก่อนที่สายฝนจะหยุดตก แล้วเธอก็หัเราะออกมาเสียงดัง

          “ฮ่าๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ”

          ชิโนบุสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของอีกฝ่ายที่เพิ่มขึ้น มันขึ้นได้ยังไง แล้วเธอก็จ้องมองบริเวณโดยรอบ คนที่ต้องทำหน้าที่พิธีกรรมตอนนี้กลับนอนจอมกองเลือดกันหมด จากสายตาของเธอ พวกเขาเสียชีวิตกันหมดแล้ว หรือว่าที่บันดาลให้ฝนตกลงมาเมื่อครู่ก็เพื่อสังหารคนของศาลเจ้าที่นอนอยู่งั้นเหรอ

          “ชิ น่ารำคาญจริง ฉันจะจัดการสวดส่งคุณด้วยความรัก(ยาพิษ)ของฉันเองนี่แหละ เตรียมตัวตายไว้ซะ”

          ไม่สนแล้วพิธีกรรมขับไล่อะไรนั้น เธอจะต้องฆ่าอสูรตัวนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะสูบพลังชีวิตของคนอีก ไม่งั้นเธอต้านมันไว้ไม่ไหวแน่

          “ใครกันแน่ที่ต้องเตรียมตัวตาย” แล้วเธอก็หุบร่มก่อนจะเล็งมายังดวงตาของชิโนบุ

          เร็วมาก แต่…..

          ชิโนบุปัดป้องการโจมตีของอีกฝ่ายได้อย่างทันท่วงที แล้วจัดการสวนกลับอย่างรวดเร็วแต่เทพธิดาก็กางร่มป้องกันการโจมตีของเธอได้ทันพอดีเช่นกัน แรงปะทะที่รวดเร็วของร่มนั้นส่งผลให้ชิโนบุกระเด็นไปยังเรือนที่มิซึริยืนอยู่

          “อั่ก”เสียงร่างกระทบกับเสาไม้ทำให้ชิโนบุหน้ามืดไปชั่วขณะ  มิซึริคว้าดาบของซาบิโตะไว้ก่อนจะตั้งดาบในท่าตั้งรับ

          “มนุษย์ธรรมดาหรือ?”จากนั้นเทพธิดาก็เอียงคอก่อนจะสาวเท้ามายังมิซึริอย่างเชื่องช้า เธอถอนหายใจรวบรวมสติ แม้เธอจะกลัวมากก็เถอะ แต่สิ่งที่ทำกับชิโนบุจังก็ทำให้เธออดที่จะแค้นใจไม่ได้

          “งั้นเจ้าก็ตายก่อนแล้ว สาวหัวชมพู” แต่ยังไม่ทันที่หุบร่มแล้วพุ่งปลายคมของร่มมาสังหารมิซึริที่อยู่ด้านใน ร่างของเธอก็หายไปเสียแล้ว มิซึริไปปรากฏอยู่เบื้องหลังของอีกฝ่ายก่อนจะพลิกดาบแนบต้อคอของอีกฝ่าย ซึ่งเทพธิดาร่มไม่สามารถหลบ หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ มิซึริขยับดาบอย่างรวดเร็วในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่สามารถหลบได้ต่างหาก

          “อ๊ะ”เสียงที่บ่งบอกถึงความตกใจจากเทพธิดาร่มดังขึ้น ฝีเท้าของแม่สาวนี่ว่องไวและรวดเร็ว ราวกับกลีบซากุระปลิว

          “กางร่มก็คือป้องกัน หุบร่มก็คือโจมตี”มิซึริเอ่ยด้วยเสียงเย็น ชิโนบุที่เห็นการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ก็อดที่จะตะลึงไม่ได้ แล้วเธอก็เข้าใจสิ่งที่มิซึริบอก ตอนนี้เทพธิดาร่มหุบร่มอยู่ หมายความว่าเธอจะป้องกันตัวเองไม่ได้

          “นั้นไง เรื่องยุ่งยากจริงด้วย”เสียงของบุคคลปริศนาดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กของมุอิจิโร่ ก่อนที่เขาจะกระโดดมาอยู่ตรงหน้าศัตรูแล้วใช้เท้ายันคมดาบของมิซึริที่แนบต้นคออีกฝ่าย มิซึริออกแรงฟันคอด้วยเช่นกัน แต่คอของเทพธิดานั้นก็ช่างแข็งเสียเหลือเกิน แข็งราวกับหินผา

          “ชิ”เสียงสถบดังขึ้นแล้วมุอิจิโร่ก็ย่อตัวลงต่ำ เป็นช่วงเดียวกับที่ชิโนบุเข้ามาฟันแขนที่ถือร่มของอสูรทันที มุอิจิโร่ฟันขาทั้งคู่ทิ้ง ส่วนมิซึริก็ดึงดาบออกจากคอ

          เป็นการประสานดาบที่ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้กันดี

          รอยแผลคอของเทพธิดาที่เกือบจะขาดนั้นสมานตัวอย่างรวดเร็ว ชิโนบุเม้มปากแน่น

          “ดูท่าจะต้องโดนฉันทุ้มสินะ เจ้านั้น”เสียงเข้มของเกียวเมดังขึ้น ก่อนที่อาวุธประจำตัวของเขาจะกระแทกเข้ากับศีรษะของอีกฝ่ายจนแหลกละเอียด แล้วค่อยๆ กลับมารวมตัวอีกครั้ง

          “โกโจว!”เพียงแค่เรียกชื่อ ชิโนบุก็เข้าใจ มุอิจิโร่แทงดาบเข้ากลางลำตัวหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ก่อนที่ชิโนบุจะกระโดดขึ้นเหนือหัวมุอิจิโร่แล้วตวัดดาบอย่างรวดเร็ว แต่เศษหินก็หยุดการเคลื่อนไหวของชิโนบุที่ตัดคออีกฝ่ายได้แค่ครึ่งเดียว เห็นแบบนั้นมิซึริจึงตวัดดาบอีกด้านเพื่อให้คออีกฝ่ายขาดสะบั้นทันที ยาพิษที่รุนแรงของชิโนบุทำให้หัวของอสูรไม่สามารถเชื่อมติดกับร่างได้อีกแล้ว มุอิจิโร่ผ่าร่างออกอย่างละเอียด ทักษะการใช้ดาบของเขาสูงมาก แม้จะอายุน้อยก็ตาม

          “เราต้องผนึกเขาไว้ทำพิธีกรรมต่อ”เสียงของเกียวเมดังขึ้น ก่อนที่ยันต์จากมือของมุอิจิโร่จะปรากฏขึ้น

          “ฉันทำเอง”ชิโนบุถอยห่างจากอีกฝ่าย เธออ่อนเพลียเสียเหลือเกินจากการต่อสู้ อาจจะด้วยพลังกำลังของเธอที่อ่อนที่สุด ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย มิซึริรีบมาประคองร่างของชิโนบุก่อนจะพาไปพักภายในเรือนอย่างรวดเร็ว

          มุอิจิโร่พึมพำบทสวดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะปรากฏแสงสีขาวขึ้นบนลานพิธี

          “ไปเอาตัวเจ้าเด็กนั้นมาด้วย”เขาเอ่ยออกมาเสียงเบา

 

          คามาโดะ ทันจิโร่เงยหน้าจ้องมองเพดานก่อนจะสาวเท้าตามคนข้างหน้า เขารู้สึกไม่ค่อยดีตั้งแต่เห็นคนที่คอยช่วยเหลือเขามีบาดแผล กลิ่นคาวเลือดที่ยังสดทำให้เขาอยากจะอาเจียน

          ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเขา

           ใบหน้าที่กำลังตึงเครียดของทันจิโร่ตึงขึ้นมาทันที ก่อนที่นิ้วมือของคนข้างๆเขาจะดีดเข้าที่หน้าผากดัง เป๊าะ ทันจิโร่นิ่วหน้าก่อนจะหันควับไปหาอีกฝ่าย

          “หยุดทำหน้าเครียดได้แล้ว ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความผิดนายหรอกนะ” กิยูก้มลงจ้องมองหน้าผากที่มีรอยแดงจางๆ ก่อนจะเอ่ยปาก 

          “เป็นความผิดของเจ้านั้น’…

          จนถึงตอนนี้ทันจิโร่ก็ยังไม่รู้ว่า เจ้านั้น ที่ว่าหมายถึงใครกันแน่ ครั้นจะเอ่ยปากถามออกไปก็คิดว่าคงไม่มีใครตอบ ไม่ก็ไม่มีใครอยากตอบมากกว่า

          “ท่านคันโรจิ?” เสียงคานาโอะที่อยู่เบื้องหน้าดังขึ้นด้วยอาการตกใจ ก่อนที่เธอจะหวีดร้องอีกรอบ

          “ท่านชิโนบุ!!”แล้วสาวเจ้าก็รีบพาร่างของตัวเองเข้าไปใกล้บุคคลที่เสมือนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ ชิโนบุหลับตาพริ้มได้สักพักก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาจ้องมองหน้าเด็กสาวที่มีน้ำตาเอ่อล้นด้วยรอยยิ้ม

          “แค่เพลียน่ะ” ชิโนบุเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ คานาโอะกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น มิซึริจึงได้แต่ลูบหลังเบาๆ แทนการปลอบโยน ซาบิโตะกับมาโคโมะมองไปยังด้านนอก ทั้งคู่เห็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอีกสองคนแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้ง อสูรตนนี้ได้พาคนของกลุ่มนั้นมารวมตัวกันได้ถึง 5 คนเลยหรือนี่

          “เขาเรียกเธอน่ะ”แล้วมิซึริก็พยักหน้าไปด้านนอก ท้องฟ้าใกล้มืดเต็มที่ แสงสีส้มของดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า สายตาของเธอจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มผมสีไวน์แดง ก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นโทมิโอกะ

          “คุณโทมิโอกะ” กิยูหันไปตามเสียงเรียกด้วยอาการหน้านิ่งแต่มุมปากยกยิ้ม มิซึริแอบหันหลังไปเขินอีกฝ่าย คุณโทมิโอกะดูดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย

          “มิซึริไม่เจอกันนานเลยนะ”

          “ฮ่าๆ เดี๋ยวคุณก็จะได้เจออีกสองคนค่ะ” แล้วกิยูก็หันไปมองด้านนอก พร้อมกับลากทันจิโร่ออกไปด้วย วงแหวนเวทที่มีอักขระสีขาวตรงกลางมีเด็กหนุ่มที่กำลังสวดอะไรบางอย่าง ด้านบนมีคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับส่วนสูงที่สูงที่สุดในกลุ่มพวกเขา

          “มาแล้วเหรอ ให้เด็กนั้นเข้ามายืนข้างๆมุอิจิโร่เลย”แล้วกิยูก็ให้ทันจิโร่ไปยืนข้างๆ จริงๆแล้วพิธีกรรมนี้ต้องใช้คนจำนวนมากในการร่ายเวท แต่หากเป็นคนจากตระกูลของศาลเจ้าโดยตรงที่มีพลังวิญญาณสูง ร่ายแค่ไม่กี่คนก็เพียงพอแล้ว

          ทันจิโร่จ้องมองร่างของหญิงสาวที่ตอนนี้กลายเป็นรูปปั้นที่ไม่สมประกอบ (เพราะโดนมุอิจิโร่ฟันซะเละ) ก่อนจะนั่งลงข้างๆ แล้วกุมมือที่เป็นหินของหญิงสาวเอาไว้

          “นี่นาย”มุอิจิโร่ออกจากบทสวดชั่วขณะ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องกุมมืออสูรหรือรูปปั้นไว้ด้วย

          “อีกฝ่ายก็เคยเป็นมนุษย์ ฉันก็แค่ทำหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นแหละ”

          การปลอบประโลม และไว้อาลัยด้วยความเศร้าจากใจจริงเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ยังคงรักในเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน แม้อีกฝ่ายจะพยายามไล่ล่าเขาก็ตาม

          มุอิจิโร่กลับเข้าสู่บทสวดต่อ เขาจ้องมองไปยังหนุ่มร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังพนมมือไหว้และสวดคาถาต่อ พลันพลบค่ำก็เข้ามาเยือน ท้องนภาในยามนี้ดูมืดสนิทไร้ซึ่งแสงจันทร์ แสงไฟอ่อนจากเรือนของศาลเจ้ายังคงให้แสงสว่าง เป็นเวลานานเท่าใดแล้วก็มิอาจทราบ การสวดส่งขับไล่อสูรออกจากรูปปั้นเทพธิดาเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน ขณะเดียวกันก็มีคนคอยร่ายคาถาคุ้มกันภัยอีกชั้นเพื่อป้องกันการเข้ามารบกวนพิธีอีกด้วย ซึ่งคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก

          “คุณอิงุโระ เอ้...คุณอุซุยแล้วก็คุณเร็นโงคุด้วยเหรอ”อิซึริอุทานด้วยเสียงเบาๆ จากการรายงานของลูกน้องคนหนึ่งในศาลเจ้า เธอยังคงทำหน้าที่ดูแลชิโนบุอยู่ ก่อนจะพึมพำอีกครั้ง

          “แล้วคุณชินาซึกาวะ

          “เรียกฉันอยู่หรือไง!” ชายหนุ่มผมสีขาวสว่าง ใบหน้ามีรอยบากเต็มไปด้วย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังมองมายังพิธีกรรมก่อนจะยิ้มเยาะ

          “พิธีเริ่มแล้วเหรอ”

          “อ่ะค่ะ”

          “หืม น่าสนใจ”แล้วอีกฝ่ายก็ยิ้มอีกครั้ง กิยูหันมามองคนผมขาวที่ชี้โด่เด่ไปมาก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

          “อะไรน่าสนใจ?”

          ชินาซึกาวะ ซาเนมิเอียงคอมาหากิยู “เจ้าเด็กนั้นไง เหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษ”

          กิยูพ่นลมหายใจ “อย่าไปสนใจเขา”

          ซาเนมิจ้องมองด้วยคำถาม ก่อนที่เสียงเล็กๆที่นอนหลับอยู่จะเอ่ยขึ้น “หวงเหรอคะ คุณโทมิโอกะ?”

          ชิโนบุที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เอ่ยทักถามทันที ซาเนมิย้อนมองหน้าชายหนุ่มผมดำตรงหน้าก่อนจะทำเสียงตกใจเล็กน้อย

          “โฮ้ยๆ อย่ามาล้อเล่นน่า โทมิโอกะ กิยูคนตายด้านกำลังมีความรักเหรอ?”

          ฝีปากก็ยังคงร้ายกาจเหมือนเดิม เจ้าหมอนี่ กิยูคิดในใจก่อนจะไม่ตอบอะไรอีกฝ่าย แต่ท่าทางของเขากำลังหงุดหงิดเป็นอย่างมาก

          “เขินหรือไงคะ?”ชิโนบุยังคงยุแหย่ตามเคย “แสดงความหึงหวงขนาดนี้ใครเขาจะกล้าแย่งล่ะคะ คุณโทมิโอกะ”

          มิซึริหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยิ้ม “ความรักนี่ดีนะคะ หลังจบงานดีเราไปฉลองกันหน่อยมั้ย นานๆจะอยู่กันครบทั้งทีมแบบนี้”

          ซาเนมิยิ้ม “ก็ดีเหมือนกัน ไปทำงานต่อล่ะ”แล้วอีกฝ่ายก็หายลับเข้าไปปรากฏอยู่ข้างวงแหวนพิธีกรรมแล้วร่ายมนต์กำบังอีกชั้นรอบๆ พิธี

          ทันจิโร่สลบลงไปข้างลำตัวของมุอิจิโร่ ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว การร่ายพิธีกรรมใช้เวลานานพอสมควรอีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 7 อย่างเป็นทางการเสียที เขาเปลี่ยนท่านั่งก่อนจะจ้องมองเด็กหนุ่มข้างกายที่กำลังหลับด้วยแววตาง่วงซึม

          อยากนอนบ้างจัง

          แล้วเขาก็จดจ่อกับพิธีกรรมต่อ เมื่อเวลาตีบอกเวลาเที่ยงคืน แสงไฟสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ร่างที่แหลกละเอียดของหินค่อยๆรวมตัวกันก่อนจะกลายเป็นรูปปั้นเทพธิดาร่มเหมือนเดิมและไร้วิญญาณของอสูร มือที่แข็งเหมือนหินที่ทันจิโร่กุมเอาไว้ค่อยๆสลายหายไปในอากาศ


          ในความฝันของทันจิโร่ เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังกุมมือเขาเอาไว้ เธอคือสาวที่สวมใส่กิโมโนสีส้ม ร่มสีแดงวางไว้ข้างลำตัว แม้แววตาเธอจะเศร้าสร้อยแต่คำพูดกลับตรงกันข้าม

          “ขอบคุณที่ยังกุมมือให้ความอบอุ่นข้าจนนาทีสุดท้าย”

          ราวกับมีหยาวน้ำสีใสไหลออกจากดวงตาคู่นั้น ดวงตา...ในที่สุดเขาก็มองใบหน้าของอีกฝ่ายเสียที

          “แต่คุณอยากกลับไปเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เหรอครับ?”

          “มันก็แค่ฝันลมๆ แล้งๆ พอมานึกดูอีกที ข้าก็คิดว่าข้าสมควรที่จะมีสิทธิ์กลับไปใช้ชีวิตราวกับมนุษย์อีกครั้งแน่เหรอ?”

          “คุณไม่สมควรกลายมาเป็นอสูรแบบนี้” ทันจิโร่เอ่ยเสียงนุ่มก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายที่ค่อยๆเลือนลางหายไป

          หญิงสาวหัวเราะแห้งๆ กับตัวเอง “ฆ่าคนอื่นเพื่อตัวเองจะได้กลับไปเป็นมนุษย์ ข้ามัน….ไม่ต่างอะไรจากปีศาจ”

          อีกฝ่ายร่ำไห้ออกมา ทันจิโร่นั่งมองใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะแย้มยิ้ม

          “แต่ขอบคุณนะ ที่สังหารข้าทีนี้ก็จะได้หลุดพ้นจากเขา….เขาคิบุทสึจิ….มุ….ซัน”

          แล้วร่างในความฝันที่สวยงามก็พลันหายไปราวกับถูกปิดสวิตซ์ลง กลายเป็นภาพมืดดำอีกครั้ง แล้วเสียงที่เขาเคยได้ยินก็ดังขึ้น เสียงของชายที่หลอกหลอนในความฝันของเขาตอนนั้น คนที่อยู่ใส่ชุดมาสคอตตุ๊กหมี ชายที่มีดวงตาสีแดงก่ำราวกับปีศาจแสนดุร้ายที่มักปรากฏอยู่ในฝันร้าย

          “แล้วฉันจะกลับมา พาเธอไป

 


          ทันจิโร่ตื่นขึ้นมาภายในห้องสี่เหลี่ยมที่สะอาดสะอ้าน เขาจำได้ว่านี่คือห้องของเขาเอง ขณะที่แสดงแดดยามเช้ากำลังแย้งตา เขาก็พบว่ามือของเขาไม่ได้เป็นอิสระ มันถูกกุมเอาไว้โดยคนที่เขากำลังคบอยู่ด้วยตอนนี้

          โทมิโอกะ กิยูนอนสลบเหมือนคนอดนอนอยู่ข้างเตียงของทันจิโร่ เสียงหายใจสม่ำเสมอทำให้ทันจิโร่ยิ้มออกมา

          “ผม..ยังมีชีวิตอยู่นะครับ”แล้วเขาก็เอื้อมมืออีกข้างไปลูบกลุ่มผมสีดำของอีกฝ่าย ก่อนจะสะดุ้งเพราะมีมืออีกข้างมาจับข้อมือข้างนั้นของเขาเอาไว้

          “แอบลักหลับกันหรือไง” เสียงหยอกล้อของอีกฝ่ายดังขึ้นก่อนที่ดวงตาสีครามจะลืมตาขึ้นมาจ้องกับดวงตาสีไวน์แดงของทันจิโร่

          “ปะเปล่านะครับ”

          กิยูยกมือของอีกฝ่ายขึ้นมาหอมเบาๆ “ขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้นะ”

          “ขอบคุณเหมือนกันครับ”

          หลังจากนั้นได้มีการจัดพิธีศพให้กับคนที่เสียสละไปให้กับพิธีกรรมเมื่อคืน เป็นการจัดพิธีศพที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก และความโล่งอก ทุกคนในศาลเจ้ารู้ดีว่าหากพิธีกรรมเมื่อคืนล้มเหลว อาจจะต้องมีคนตายมากกว่านี้ พร้อมกับปลอบประโลมครอบครัวคามาโดะว่ามันไม่ใช่ความผิดของใคร และแล้วเทศกาลประจำเมืองก็สิ้นสุดลงในวันนั้นเอง

 

         

 

          1 ปีต่อมา

          เสียงโวยวายของหนุ่มผมทองกำลังดังก้องไปทั่วทางเดินขึ้นไปเรียนบนอาคารเรียน อางาซึมะ เซนอิทซึกำลังร้องกึ่งตะโกนตลอดทางเดิน

          “ทันจิโร่วววว นายต้องไปเป็นเพื่อนฉันนะ นะ” สีหน้าโดนขอร้องแสดงความลำบากใจออกมาทางสีหน้าทั้งหมด

          “แต่ว่า ตอนเย็นฉันไม่ว่างนะ”ทันจิโร่เอ่ยปากกลับไปก่อนจะหันไปมองเพื่อนอีกคนของกลุ่ม    

          “อิโนะสุเกะไปเป็นเพื่อนเซนอิทซึหน่อยสิ”

          อีกฝ่ายที่ถูกเรียกชื่อก็หันคัวบมาทันที ทั้งๆ ที่ในปากยังคงคาบขนมปังไส้ยากิโซบะก้อนโตเอาไว้ ก่อนจะรีบเคี้ยวรีบกลืนลงคออย่างรวดเร็ว

          “ห๊า เมื่อกี้นายว่าไงนะ?! คามาโบโกะ กอนปัตจิโร่!

          “ไม่ได้ชื่อนี้!

          “อานาโกะ คันจิโร่”

          “ไม่ใช่เว้ย”

          “เออ แค่เรื่องชื่อช่างมันไปเหอะ แล้วนี่แกจะให้ฉันไปเป็นเพื่อนไอ้นี่?”เด็กหนุ่มหน้าสวย ผมสีน้ำเงินเข้มกำลังขมวดคิ้วพลางชี้นิ้วยังไปเด็กหนุ่มผมทองที่กำลังสั่นๆ ด้วยความกลัว

          “ก็ฉันไม่ค่อยถูกกับอาจารย์คนนี้นิ แถมโดนเรียกไปกระทันหันอีก เขาจะต้องคิดแผนแกล้งฉันเอาไว้แน่ นะ น้าทันจิโร่วววว”

          “แต่ตอนเย็นฉันมีนัดแล้ว..

          ด้วยสายตาเปล่งประกายที่ช่างดูน่าสมเพชและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ทำให้ทันจิโร่จึงจำเป็นต้องไปเป็นเพื่อนอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้

          “แล้วอาจารย์ที่เรียกนายไปนี่เป็นใคร?”ทันจิโร่เอ่ยถามขึ้นหลังจากเลิกเรียนวิชาสุดท้ายของวันนั้น เซนอิทซึตั้งตาตื่นก่อนจะคอยๆ ชี้นิ้วไปยังห้องชั้นบนของตึกสูงของคณะ

          “คนไหนวะ?”อิโนะสุเกะจ้องมองไปยังตึกสูงนั้น แล้วเซนอิทซึก็สะดุ้งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

          “นั้นไง เขามาแล้ว โอ้ยแค่คิดก็อยากหลับเป็นตายไม่ต้องฟื้นขึ้นมาอีกเลย”

          “แกจะกลัวอะไรเขาหะ ก็แค่อาจารย์มั้ย รีบๆไปรีบๆกลับ ฉันอยากกินเนื้อย่าง!”อิโนะสุเกะเอ่ยเสียงดัง ก่อนที่จะรีบสปีดตัวไปหาอาจารย์คนนั้นทันที

          “เอ้นั้น….อาจารย์อุซุย เท็นเง็นนี่!

 


          เย็นวันนั้นทันจิโร่กลับบ้านช้ากว่าปกติ เพราะกว่าจะคุยกับอาจารย์เสร็จก็ปาไปหกโมงเย็นแล้ว ที่จริงเนื้อหาสาระมันจบไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแต่อีกชั่วโมงที่เหลือคือการเถียงกันอย่างไร้สาระของอาจารย์กับลูกศิษย์ ที่เสียเวลามาก อย่างแรกคือเซนอิทซึโวยวาย อย่างที่สองคืออาจารย์แกล้ง สรุปแล้วสองคนนี้ไม่ควรมาเจอกันอีกเด็ดขาดเพราะจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน อิโนะสุเกะที่กำลังโมโหหิวจนเอาหัวพุ่งอัดหน้าท้องของทั้งคู่เป็นอันยุติการสนทนาได้สำเร็จ

          แต่ห้ามไปก็ยังไงก็ต้องเจออยู่ดี เพราะอาจารย์อุซุยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาของพวกเขาเอง

          หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์นั้น ทันจิโร่ก็ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโตเกียวได้สำเร็จ แล้วเขาก็ได้เจอเพื่อนแปลกๆ อีกสองคน และตอนนี้ทันจิโร่กำลังเหงื่อตก

          เพราะว่า เขากลับบ้านช้ากว่าปกติแถมไม่ได้บอกเจ้าบ้านเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งนัดอีกฝ่ายไว้แล้วด้วยว่าจะกลับมาทำอาหารให้กิน

          มีหวังโดนทำโทษแน่ๆ

          คิดแล้วก็ได้แต่กุมหัวใจดวงน้อยๆ ไขกุญแจเข้าไปในบ้าน

          ภายในบ้านเงียบสงัด และมืดไร้แสงไฟ เขาเอื้อมมือไปเปิดสวิตซ์ไฟตามจุดต่างๆ ก่อนจะรีบเข้าไปในห้องครัว เมนูวันนี้ที่จะทำคือ แซลมอนต้มหัวไชเท้า ของโปรดอีกฝ่ายนั้นแหละ ขณะที่กำลังลงมือแล่ปลาอย่างเชี่ยวชาญ จู่ๆเขาก็รู้สึกเหมือนโดนจู่โจมจากด้านหลัง

          มือหนาของใครบางคนเอื้อมมากอดเขาไว้จากด้านหลัง เสียงลมหายใจรดต้นคอจนรู้สึกจั๊กจี้ ทันจิโร่หันหน้าไปหาอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

          “ผมทำอาหารอยู่นะครับ”

          “ก็ทำต่อไปสิ”กิยูเอ่ยตอบ ก่อนจะกอดคนรักของเขาแน่น ดูเหมือนวันนี้ทันจิโร่จะทำเมนูโปรดของเขานะนี่

          “แต่ผมทำไม่ถนัดนะ”แล้วกิยูก็ยอมปล่อยอีกฝ่ายแต่โดยดีก่อนจะหันมาหอมแก้มทันจิโร่ลวกๆ แล้วรีบหายไปทันที

          “คะคนบ้า”

 

          หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็มานั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตัวใหญ่ กลุ่มผมสีดำซบพิงไหล่ของคนตัวเล็กกว่าก่อนจะหยิบมืออีกฝ่ายขึ้นมาลูบเล่น

          “วันนี้แล้วสินะ”แล้วเอ่ยพึมพำออกมา

          “นั้นสินะครับ จริงๆต้องเป็นเมื่อวานมากกว่า”ทันจิโร่ก้มลงมองมือของตนที่ถูกอีกฝ่ายกุมเอาไว้

          “วันครบรอบการคบกันของเราน่ะเหรอ นั้นสิ”

          กิยูเอ่ยก่อนจะยกหัวขึ้นจากไหล่ของอีกฝ่าย “อยากได้อะไรเป็นพิเศษมั้ย?”แล้วเขาก็เอ่ยถาม

          “ไม่ล่ะครับ แค่…..

          ทันจิโร่เขินจนหน้าแดง กิยูเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมาสบตากับเขา

          “แค่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆก็พอ”

          กิยูก้มลงจูบอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนลมหายใจซึ่งกันและกัน ก่อนจะค่อยๆ ดันอีกฝ่ายลงไปบนโซฟา เขาถอดถอนริมฝีปากออกก่อนจะเผลอยิ้มที่มุมปาก

          “อยากทำไอ้นั้นกับนาย”

          “เอ้?”

          กิยูก้มลงกระซิบข้างใบหูของอีกฝ่าย ก่อนที่ทันจิโร่จะหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

          ทันจิโร่ทำหน้าเหวอก่อนจะโดนประกบปากอีกครั้ง จูบที่บดเบียดลงมาครั้งนี้ช่างเร่าร้อนและรุนแรง ปลุกเร้ากระตุ้นอารมณ์ของทันจิโร่ให้เตลิด นอกจากริมฝีปากอวบอิ่มนั้นแล้วกิยูก็ฝากฝังรอยรักของตนตามซอกคอของอีกฝ่าย รอยสีกุหลาบจ้ำหลายรอบถูกบรรจงประทับติดตรึงบนร่างบาง ก่อนจะค่อยๆปลดกระดุมอีกฝ่ายออกทีละชั้น พร้อมกับริมฝีปากที่ค่อยเลื่อนต่ำลง แล้วมอบความหอมหวานเกินกว่าจะบรรยายได้ให้ร่างด้านใต้ของเขาที่กำลังครวญครางด้วยน้ำเสียงแสนยียวนแสนสุขสม กางเกงที่ค่อยๆ ถูกดึงออกยิ่งทำให้ทันจิโร่บิดเร้า เขากำลังเสียการควบคุมร่างกายของตัวเอง แต่กำลังอยู่ในการชักนำของคนที่เขารัก โทมิโอกะ กิยู เพื่อไปสู่ความสุขสมหวังตามแรงปรารถนาที่กำลังลุกโชนท่ามกลางห้องสี่เหลี่ยม

 



แวะคุยเล็กน้อย

          อย่างที่บอกไปเมื่อตอนที่แล้ว ตอนนี้เป็นตอนจบแล้วค่ะ แต่….เป็นตอนจบแบบมีความสุข หรือเปล่า? 555 (แอบมีมาม่านิดหน่อย) ชา ยอมรับเลยว่าตอนนี้เป็นตอนที่คิดอะไรหลายๆอย่างเยอะพอสมควร (ก็ตอนจบนี่นะ) แต่ระหว่างที่พิมพ์ก็คิดอยู่ว่า นี่ฉันกำลังปูทางต่อภาคสองหรือเปล่า? บางอย่างยังไม่เคลียร์เลย ไหนจะเพิ่มตัวละคร (ที่อยู่ในเรื่องหลักมาอี๊ก) เอาเป็นว่า ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบหนึ่งเดือนของฟิคเรื่องนี้ค่ะ อิอิ

          เราดีใจมากๆที่ได้รู้จักการ์ตูนที่ดีเรื่องนี้ค่ะ เลยสนองนีทตัวเองด้วยการมาเขียนฟิค (แอบชอบกิยูตั้งแต่แรกพบในอนิเมะตอนแรก ) รวมถึงตัวละครตัวอื่นๆ ที่มีมิติเอามากๆ และที่สำคัญคือผู้อ่านทุกท่านค่ะ ชาดีใจมากๆที่มีคนอ่าน (ตอนแรกนึกว่าชิปคู่นี้อยู่คนเดียว) ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

          ตอนต่อไป (เรียกตอนต่อไปหรือเปล่าหว่า?) ตอนจบอีกแบบ อาจจะใช้เวลาสักหน่อยเพราะชาไม่ค่อยได้เขียนตอนจบแบบ Bad ๆ มาก่อน คงต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจอีกสักพักนะคะ ใครอยากเสนอให้แต่งพิเศษหรืออะไรก็บอกได้นะ

เอ้ รู้สึกชาจะค้างคำขอของคุณ 1250100 อยู่ ขอเวลาไปอินกับคู่นี้ก่อนนะคะ ถ้าไม่อินแล้วมันแต่งไม่ออกจริงๆค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

262 ความคิดเห็น

  1. #142 แฟร์รี่พาซ่าพระราม4 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 13:57

    55555 อยากได้แบบแบดแอนด์อะค่ะ โรคจิตมากฉันนน

    #142
    0
  2. #40 พายเองง’ง(*´∇`*) (@pieblueberry) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 11:05

    ไรท์แต่งดีมากๆเลยค่ะ!!อยากให้แต่งต่อมากๆจริงๆแอบเสียดายนิดๆนะคะ55ไปอ่านตอนจบอีกแบบนึงคือตับพังจ้าาา

    #40
    2
    • #40-1 MamoyaKiSeGi (@MamoyaKiseki) (จากตอนที่ 10)
      8 สิงหาคม 2562 / 11:05
      ตับพังต้องเยียวยาด้วย Happy End นะคะ 5555555 ขอบคุณมากจ้า
      #40-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 18:13

    อยากให้ภาคต่อจังค่ะแงแงงง

    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้มาแบ่งปันให้อ่านนะคะ

    ฉากจบอีกแบบ แบบแบดแอนด์ตอนหน้าไม่รู้เราจะกล้ากลั้นใจเจ้ามาอ่านมั๊ย เรากลัวเสียตับค่ะแงงง
    ปล.แอบจิ้นมุซันกับทันจิโร่ค่ะ แอร๊---//โดนกิยูฟันหัว
    ปล.2

    ไรท์จิ้นคู่มุซันทันจิโร่ไหมคะ อยากให้ไรท์แต่งฟิคคู่นี้จัง ชอบภาษาสำนวนไรท์มากค่ะ
    #32
    4
    • #32-3 1250100 (@1250100) (จากตอนที่ 10)
      23 กรกฎาคม 2562 / 00:27

      พี่ค่ะขอมีฉากทันจิโร่ x

      มุซัน หน่อยค่ะ
      #32-3
    • #32-4 (@MamoyaKiseki) (จากตอนที่ 10)
      24 สิงหาคม 2562 / 00:21
      แต่งให้แล้วนะคะ รอติดตามได้เลยค่าาาา
      #32-4
  4. #28 Khim123Autum (@Khim123Autum) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 08:17

    อยากให้มีภาคต่อของคู่นี้จังเลย ฟิน~https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-05.png

    #28
    1
    • #28-1 MamoyaKiSeGi (@MamoyaKiseki) (จากตอนที่ 10)
      22 กรกฎาคม 2562 / 20:40
      สารภาพเลยว่าตอนแต่งตอนจบก็รู้สึกเสียดายจริงๆค่ะ แบบว่าจะจบแล้วเหรอเนี่ย แอบรู้สึกเหงาหน่อยๆ เหมือนกัน ฮือๆ
      #28-1
  5. #27 ึุััsuper cat (@bloodc) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 01:19
    อ๋อย จบแฮปปี้แอนด์คือที่ดือ ชอบมากเลยค่ะ ฮือ
    รอแบดแอนด์นะคะ!!
    #27
    1
    • #27-1 MamoyaKiSeGi (@MamoyaKiseki) (จากตอนที่ 10)
      22 กรกฎาคม 2562 / 20:39
      ขอบคุณนะคะ!!
      ชาจะพยายามแต่งให้ดีที่สุดเพื่อคุณผู้อ่านที่น่ารักนะคะ
      #27-1