จบแล้ว(EXO) ดอกไม้ของเจ้านาย❀ (Kaihun Chanbaek Ft.Kris)

ตอนที่ 26 : ❀ 26

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    27 ก.ค. 61






-ดอกไม้ดอกที่ 26- 

 

 

บ้านร้าง

23.10 น.

 

                บ้านหลังใหญ่....ในพื้นที่หลายร้อยตารางวา  มีจำนวน 3 ชั้นพร้อมสวนหย่อมและสระน้ำขนาดกำลังพอดีตั้งอยู่หลังบ้าน  ถูกสร้างไว้เพื่อเซอร์ไพรส์คนรักหลังจากตกลงกันไว้ว่าจะสร้างครอบครอบครัวด้วยกันเมื่อทุกอย่างพร้อม  แต่...สิ่งที่วาดหวังไว้ทั้งหมด  กลับต้องมาพังลงเพียงเพราะจิตใจของคนที่เปลี่ยนไป  และมันก็ทำให้การก่อสร้าง  การตกแต่ง  รวมถึงความฝันในการสร้างครอบครัวต้องถูกยุติลง  เพราะไม่มีใครต้องการมันอีกแล้ว

 

และตอนนี้...บ้านสวยหลังเดิม  ก็กำลังถูกใช้เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เจ้าของบ้านจะทำให้ทุกๆคนต้องจดจำไปจนชั่วชีวิต

 

ปึ่กก!!!

 

                ประตูรถ   jeep  ถูกปิดลงเมื่อวิศวกรหนุ่มขับรถพากับเจ้าของโรงแรมเดินทางมาถึงบ้านร้างตามที่ได้นัดกับเพื่อนเอาไว้เมื่อตอนบ่าย  แต่กว่าทั้งคู่จะมาถึงที่นี่  มันก็เลยเวลานัดมา  2 ชั่วโมง  เพราะจงอินต้องดูแลคนป่วย  เช่นอาบน้ำ  ป้อนข้าว  ป้อนยาและส่งเข้านอน  ส่วนชานยอล...ก็ยังคงหงุดหงิดใจไม่หาย  เนื่องจากถูกแฟนตัวเล็กทั้งกอด  ทั้งหอม  และออดอ้อนสารพัดเพื่อหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ  แถมยังถูกเพื่อนที่อยู่ทางนี้โทรตามทุกชั่วโมง  ซึ่งการถูกกดกันอยู่ฝ่ายเดียว  มันก็ยิ่งทำให้หงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม

 

           กว่าจะมากันได้นะพวกมึง!!!”  คนทำหน้าที่ดูแลคนร้ายมาตั้งแต่ต้น  อดค่อนขอดเพื่อนทั้งสองไม่ได้  เพราะเวลานัดมันคือสามทุ่ม  แต่ตอนนี้มันเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็ใกล้จะเข้าสู่วันใหม่

 

            กูจะเข้าไปคนเดียว  พวกมึงรออยู่ข้างนอกนี่แหละ”  ไม่ฟังเสียงบ่นของเพื่อนที่ทำหน้าที่ที่ขัดแย้งกับอาชีพตำรวจ  แล้วก้าวขาเข้าไปในบ้านทันที  เพราะอยากจัดการเรื่องทั้งหมดให้เสร็จเร็วๆ  และจะได้รีบกลับไปพักผ่อนเสียที

 

            “มีอะไรให้ช่วยก็เรียกแล้วกัน!!!!!!”  ซึงกิตะโกนไล่หลังคนที่เดินหายเข้าไปในบ้าน  พร้อมกับส่ายหัวไปมาอย่างรู้สึกเหนื่อยใจกับนิสัยของจงอิน  ที่มักจะไม่ค่อยพูดและดูเป็นคนเย็นชาแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน  ซึ่งมันต่างจากเพื่อนอีกคนที่เป็นวิศวกร  เพราะรายนั้นพูดมากเหมือนมีใครจะแย้งพูดอยู่ตลอดเวลา  แถมตอนนี้ยังโทรรายงานสถานการณ์ต่างๆให้แฟนฟังด้วยน้ำเสียงที่คนตัวใหญ่ไม่น่าจะทำได้

 

            ความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนทั้งสองคน...มันทำให้ซึงกิอดแปลกใจไม่ได้  เพราะคนหนึ่ง...ก็รักและหวงชีวิตโสดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  กลับมีแฟนเป็นตัวเป็นตน  และดูเหมือนจะหมดเขี้ยวเล็บ  สิ้นความเจ้าชู้  หรือยอมไร้ซึ่งอิสระในชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ  ส่วนอีกคน...กลับดูเย็นชามากขึ้น  น่ากลัว  แถมยังพูดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นเมื่อสมัยยังเรียนอยู่ด้วยกัน  และการที่เจ้าของโรงแรมมีแฟนใหม่จนเป็นเหตุให้เขาต้องทำงานบางอย่างที่เสี่ยงผลทางลบต่ออาชีพของการเป็นตำรวจ  มันก็ทำให้ซึงกิอยากลองไปเยี่ยมคนป่วยดูสักครั้ง  เพื่อจะได้เห็นอารมณ์อื่นๆของเพื่อนผิวเข้ม...นอกจากความเย็นชา

 

แต่...จากที่เห็นสภาพคนร้ายมาตลอดหลายอาทิตย์  ซึงกิคงทำได้แค่ส่งของเยี่ยมไปแทน  เพราะยังไม่อยากถูกฆ่าทิ้งเหมือนอย่างที่จงอินกำลังทำอยู่ในตอนนี้!!!!!

 

 

...

 

 

...

 

 

...

           

 

            ขายาวสมส่วนเดินขึ้นบันไดบ้านไปเรื่อยๆจากชั้นหนึ่งไปจนถึงชั้นสอง  และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ห้องนอน  ห้อง...ที่เจ้าของบ้านเคยคิดว่ามันจะกลายเป็นห้องหอสำหรับเขากับคนรัก  ห้องที่ถูกทาสีอ่อนดูสบายตา  พร้อมตกแต่งทุกอย่างตามแบบที่คนรักเคยชอบ  และวันนี้เขาก็หวังว่าผู้หญิงคนนั้น...ยังคงชอบมันอยู่เหมือนเดิม  มือหนาจับลูกบิดประตูเพื่อเปิดเข้าไปเผชิญหน้ากับคนรักเก่าอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้พบกันมานาน

 

             หญิงสาว...ถูกวางไว้บนเตียงนุ่มและไร้ซึ่งพันธนาการใดใดบนร่างกายเหมือนอย่างครั้งแรกที่ถูกขังไว้ในโกดัง  ร่างที่เคยสวยและน่าทะนุถนอมที่สุดเมื่อสมัยยังคบกันกลับดูโทรม  บอบช้ำ  ไร้เรี่ยวแรง  แต่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจสร้างความเห็นใจให้กับเจ้าของโรงแรมได้ทั้งนั้นเมื่อให้เทียบกับสิ่งที่คนป่วยเคยได้รับ  มือหนาลากเก้าอี้ไม้สไตส์โมเดิร์นที่มีฝุ่นจับหนาฟุ้งมานั่งข้างเตียง  เพื่อทักทายคนรักเก่าอย่างใจเย็น

 

            “ไง...ซอลลี่  ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”  มือหนาเอื้อมไปตบแก้มหญิงสาวที่อาจเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด  หรือไม่ก็เป็นผู้บ่งการอย่างไม่ออมมือ 

 

            “อื้อ...ออออ???”  เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาอย่างไม่ได้สติ  เพราะการถูกทรมานโดยการจับมัดให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้มาเป็นเวลาเกือบเดือน  มันทำให้ร่างกายเจ็บปวดจนแทบจะแตกสลาย

 

ซ่าาาา!!!!!

 

             ความหงุดหงิดเริ่มมีมากขึ้น....จงอินจึงเอื้อมือไปหยิบขวดพลาสติกบนหัวเตียงที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง  แล้วเทราดลงบนใบหน้าของคนรักเก่าจนหมด  เจ้าของโรงแรมไม่สนว่าขวดน้ำใบนั้นและกล่องข้าวที่วางอยู่ด้วยกันจะเป็นของใคร  เพราะเมื่อปัญหาทุกอย่างจบลง...มันจะไม่มีใครได้กินอะไรทั้งนั้น  ใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ  ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ  เนื่องจากร่างกายมันไม่มีแรงหลงเหลืออยู่เลยหลังจากที่โดนมัดติดอยู่กับเอากี้แล้วขังไว้ในโกดัง

 

เพี๊ยะ!!!!

 

            “จะตื่นได้หรือยัง!!”  ปลุกคนที่ยังไม่ได้สติให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง  และแน่นอนว่ามันต้องแรงกว่าครั้งแรก  เพราะตอนนี้จงอินเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

 

            “เฮือกกก...จงอิน!!!!”  สะดุ้งจนสุดตัว  แต่ไม่มีแรงเหลือพอที่จะหนี  และเมื่อรู้ว่าคนที่ตบหน้าตัวเองเป็นใคร  ก็ยิ่งทำให้ตกใจมากขึ้นกว่าเดิม   

 

            ซอลลี่...มองไปรอบๆห้องเมื่อเริ่มได้สติ  แต่พอมองไปทางซ้าย  เธอก็ได้พบกับสามีใหม่ที่นอนอยู่ด้านข้าง  และยังคงหลับอยู่เหมือนเดิม  ตอนนี้ความหวาดกลัว  ความสงสัย  และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆมากมาย  มันตีรวนอยู่ในอก  แต่ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุด  เห็นจะหนีไม่พ้นความหวาดกลัว  เพราะเมื่อกลอกตามองกลับมาทางด้านขวา...เธอก็ได้พบกับคนที่เคยรักมากที่สุดนั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับจุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างใจเย็น   และไม่ได้ดูอบอุ่น  ใจดี  หรือเป็นสุภาพบุรุษเหมือนอย่างที่เธอเคยเห็น

 

            “ทำแบบนี้ทำไมซอลลี่!!?”  ไม่คิดจะทักทาย  ไม่มีความเป็นห่วงเป็นใย  แล้วถามในสิ่งที่ตรงประเด็นออกไปทันที  เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไป  และอยากจบปัญหาที่กวนใจมานานเกือบเดือนให้เร็วที่สุด 

 

            “จะ...จงอินหมายถึงอะไร  เราไม่เข้าใจ  เราต่างหากที่ต้องถามว่าจงอินทำแบบนี้กับเราทำไม”  ไม่เคยคิดว่าจงอินจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้  แต่เมื่อเรื่องมันมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ  และเธอก็ไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว  เงินทอง  ศักดิ์ศรี  หรือแม้แต่ชีวิต  มันไม่มีสิ่งใดเหลือเลยสักอย่าง  ซอลลี่จึงตอบคำถาม  กึ่งเป็นการตั้งคำถามกลับไปอย่างไม่นึกหวาดกลัวผู้ชายตรงหน้าอีกแล้ว

 

            “จะให้โอกาสตอบใหม่  และถ้าครั้งนี้ยังพูดไม่รู้เรื่อง  เธอก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน”  อาวุธ...แบบกึ่งออโตเมติก .44 Magnum  ถูกดึงออกมาจากด้านหลัง  แล้วกดปากกระบอกปืนไว้ที่ต้นขาเรียวงามที่ตอนนี้มีแต่รอยช้ำจากการถูกเชือกมัด

 

            “เราไม่รู้  ระ...เรื่อง

 

ปังงง!!!

 

            อาวุธร้ายถูกยิงใส่หมอนที่คนโกหกนอนหนุนอยู่หนึ่งนัด  และกระสุนปืนก็เฉียดใบหูของเธอไปเพียงแค่ไม่กี่เซ็นฯ  และเสียง...จากสิ่งที่จงอินใช้เค้นคำตอบจากซอลลี่เมื่อครู่  ก็ทำให้ชายหนุ่มที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้างๆตื่นขึ้นมาทันที  นักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงด้านอสังหาริมทรัพย์  และเป็นผู้ที่เข้าร่วมงานประมูลที่ดิน  ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก  เพราะเขาก็ถูกทรมานมานานพอๆกับคนร้ายทุกคน

 

แต่ตอนนี้...มันจะต่างกันก็ตรงที่  นักธุรกิจหนุ่มยังคงถูกมัดมือมัดเท้า  และจับให้นอนราบลงไปกับเตียง

 

            เมื่อเห็นแฟนใหม่ของซอลลี่ลืมตาขึ้นและเริ่มได้สติ  จงอินจึงลุกจากเก้าอี้แล้วเปลี่ยนไปนั่งบนเตียงกับนักธุรกิจหนุ่ม  บุหรี่...ที่จุดสูบมาได้สักพักและใกล้หมดมวนถูกวางทิ้งบนเตียงที่คู่รักทั้งสองนอนอยู่โดยไม่สนใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น  เพราะเมื่อไม่ได้คำตอบจากหญิงสาว  เขาจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นชายผู้นี้  พร้อมกับวางอาวุธร้ายไว้ข้างกาย

 

            “เมื่อครู่...ผมถามแฟนของคุณว่า  “ทำแบบนี้ทำไม”  และคราวนี้...ผมก็หวังว่าจะได้คำตอบ

 

            “คุณพูดเรื่องอะไร  ผมไม่เข้าใจ

 

            “หึ !!!!

 

ปังงงง!!!

 

           ขาซ้ายของนักธุรกิจหนุ่ม...ถูกยิงทันทีโดยไม่ต้องคิด  เพราะเมื่อเอ่ยถามแล้วได้ไม่ตอบ  ก็มีแต่จะเสียเวลาไปเปล่าๆ  และจงอินก็ยังมีคนร้ายรอให้จัดการอยู่อีกสามคน  ซึ่งคนพวกนั้นถูกขังอยู่อีกห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากห้องนี้มากนัก  เสียงร้องที่แสนเจ็บปวดดังระงมไปทั่วทั้งห้องนอนสีอ่อน  แต่คนเป็นเจ้าของโรงแรมที่มีความแค้นสะสมมานาน  กลับไม่สนว่าใครจะเจ็บปวด  แล้วเดินกลับมานั่งตรงหน้าแฟนเก่าอีกครั้ง

 

            ตอบมา...ว่าทำแบบนี้ทำไม!!!”  ปากกระบอกปืน...ถูกกดลงบนหน้าผากของคนรักเก่าด้วยแรงที่มากขึ้น  พร้อมกับใช้น้ำเสียงที่ดุดันและทรงอำนาจ  ถามในสิ่งที่ยังไม่ได้คำตอบเสียที

 

            “เราเคยรักกันไม่เคยใช่เหรอ...จงอินไม่กล้ายิงเราหรอก!!”  จากสายตาของความหวาดกลัว...ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นความแข็งกร้าวเมื่อเริ่มจนมุม  น้ำตาที่ไหลพรากกลับเหือดแห้ง  และคงเหลือไว้แต่ดวงตาแดงกล่ำ  ที่เอาแต่จ้องหน้าคนเคยรักอย่างไม่ยอมแพ้  พร้อมกับพูดท้าทายและที่ใช้น้ำเสียงเหมือนผู้มีชัย

 

แต่.....

 

ปังงง!!!

 

ปังงง!!!

 

            เธอคิดผิด...เพราะเมื่อเจ้าของความแค้นถูกสายตาแข็งกร้าวจ้องมอง  และได้ยินน้ำเสียงที่ฟังแล้วเหมือนถูกเย้ยหยัน  จงอินจึงฝัง  .44  เข้าที่ต้นขาของคนรักเก่าสองนัดทันทีโดยไม่ลังเล  และใช่ว่าเป็นการยิงพลาดเป้า  เมื่อในตอนแรกเธอถูกจ่อปืนไว้ที่หน้าผาก  แต่มันเป็นเพราะ...เขาตั้งใจยิงไปยังจุดที่คนป่วยเคยโดน  ซึ่งซอลลี่ก็สมควรได้รับความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

 

และตอนนี้...คนถูกยิงก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า คิม  จงอิน คนเดิม  คนที่เธอเคยรู้จักมันไม่มีอีกแล้ว  ผู้ชายที่แสนดี  อ่อนโยน  และอบอุ่น  มันได้ตายไปจากเธอแล้วจริงๆ

 

            “คงได้คำตอบแล้วใช่ไหม  ว่าฉันกล้าหรือไม่กล้า!!!!”  ปากกระบอกปืนถูกกดลงบนแผลที่เพิ่งถูกยิงไปเมื่อครู่อย่างไร้ความปราณี  และถ้าคราวนี้ซอลลี่ยังคิดจะเล่นแง่อยู่อีก  จงอินก็คงต้องยิงซ้ำ

 

            “ที่ซอลลี่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะจงอินนั้นแหละ!!! จงอินทำลายความรักของเรา  จงอินเอาแต่ทำงาน  บ้าชื่อเสียงของโรงแรม  แล้วคุณหญิงก็ยังมาคอยกีดกันความรักของเราอีก  จงอินเจอแค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ  หึ!!!!....มันตายหรือยังล่ะ  คนที่ชื่อเซฮุนอะไรนั่น!!  รักมันมากเลยใช่ไหม  จงอินถึงจับเรามาทรมานแบบนี้!!!

 

            ระเบิดอารมณ์  พ่นความในใจ  ความผิดหวัง  และทุกๆความรู้สึกที่อัดอั้นมานานออกไปจนหมด  เพราะเธอคิดว่าจงอินคงเป็นรักแรกและรักสุดท้าย  แต่...เมื่อมันไม่ได้ดังหวัง  เธอก็มีสิทธิ์ที่เลือกคนที่ดีกว่าและทำอะไรหลายๆอย่างโดยไม่นึกว่า  สิงที่ตัวเองทำลงไปนั้น  มันได้สร้างความเจ็บปวดไว้ให้ใครบ้าง   

 

            “ตอนที่เราคบกัน...ฉันคิดมาตลอด  ว่าเธอเป็นคนรักที่เข้าใจฉันมากที่สุด  แล้วบ้านหลังนี้มันก็คือเรือนหอที่ฉันตั้งใจสร้างไว้เพื่อครอบครัวของเรา  ถ้าวันนั้นเธอเลือกฉัน...แทนการเลือกเงินที่คุณแม่เสนอให้  เรื่องทุกอย่างคงไม่จบลงแบบนี้

 

           วางปืนไว้แนบกาย...แล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้งพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ  จงอินรู้ดีว่าในอดีตเขาเคยละเลยหน้าที่ของการเป็นแฟนที่ดี  แต่ในตอนนั้นเขาต้องดูแลธุรกิจต่อจากคุณพ่อที่เสียไปอย่างกะทันหัน  แต่เมื่องานต่างๆเริ่มเข้าที่เข้าทาง  และเขาก็พร้อมที่จะปรับปรุงตัวเอง  แต่ซอลลี่กลับเป็นฝ่ายเดินจากกันไป  และถ้าความแค้นในครั้งนี้....เธอเลือกที่จะทำร้ายเขาเพียงคนเดียว  เขาก็คงไม่โกรธจนถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกับคนเคยรักด้วยวิธีที่โหดร้ายแบบนี้

 

            “ไม่จริง!! จงอินโกหก!!!  บ้านหลังนี้ไม่ใช่เรือหอ  ไม่ใช่!! ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้!!

 

            “อยากรู้ว่าจริงไหม...ก็ลองมองไปรอบๆห้องให้ดีว่าของทุกอย่างที่อยู่ในนี้  มันมีแต่ของที่เธอชอบใช่หรือเปล่า!!!!!    โต๊ะ  เก้าอี้  เตียง ทุกๆอย่างฉันตั้งใจทำเพื่อเธอทั้งนั้น!!!”

 

            น้ำตาที่ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย...มันไม่อาจบดบังความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้เลย  จากแววตาที่แข็งกร้าว  แปรเปลี่ยนเป็นความวูบไหว  ความเจ็บปวด  และมีความสับสนที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ  ซอลลี่เคยมีความฝันที่บอกกับจงอินเอาไว้ว่า  ถ้าเราสองคนได้แต่งงานกัน  เธอขอเรือนหอที่มีห้องนอนสีอ่อน  และมีผ้าลูกไม้ทำเป็นม่านขึงไว้ทั้งสี่ด้านของเตียงนอนเหมือนเจ้าหญิง  เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นต้องทำมาจากไม้ทั้งหมด  และตอนนี้...ทุกๆอย่างที่เธอเคยฝันไว้  มันกำลังหายไปพร้อมๆกับความผิดที่ได้ก่อเอาไว้

 

 


 

 

            คนฝันสลาย...กำลังคิดว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ??  ผิด...ที่เป็นคนเดินจากมาเพราะคนรักเอาแต่ทำงาน  ผิดที่เลือกทางเดินของตัวเองเพราะคิดว่าอยู่ไปก็ไร้ความหมาย  หรือผิดที่รักจงอินน้อยเกินไป  ดวงตาคู่สวยที่แสนบอบช้ำ  ไม่สามารถทนเห็นความจริงอันเจ็บปวด  แล้วค่อยๆปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ  พร้อมกับน้ำตาแห่งความเสียใจที่ยังคงไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย  มันอ่อนแรง  หมดหนทาง  และไม่มีความทรงจำดีๆของชายตรงหน้าให้จดจำอีกต่อไป

 

            “...........”

 

            “นอนพักให้เต็มอิ่ม...แล้วถ้ายังมีแรงเหลือ  ก็หาทางออกไปจากเรือนหอหลังนี้ให้ได้ก่อนที่มันจะถูกเผาทิ้ง!!!!!!

 

            เมื่อไร้เสียงตอบโต้  เสียงแห่งความผิดหวัง  และคงเหลือไว้แต่ความเจ็บปวด....จงอินจึงกล่าวประโยคสุดท้ายที่ทำให้คนฟังเชื่อได้อย่างสนิทใจ  ว่าคนที่เธอเคยรักมาหลายปี  และเกือบจะได้ใช้บ้านหลังนี้เป็นเรือนหอ  ได้กลายเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เธอแทบไม่รู้จักตัวตนแท้จริง  คิม  จงอิน  ในตอนนี้น่ากลัว ไร้จิตใจ  และเย็นชาในแบบที่เธอคาดไม่ถึง  ผู้ชายที่เคยอ่อนโยน  เคยโอบกอดกันไว้เมื่อยามอ่อนล้า  เคยอยู่เคียงข้างเมื่อมีปัญหา  มันคงไม่มีอีกแล้ว  ไม่มี.....

 

            เมื่อเสร็จสิ้นการชำระแค้นจากห้องที่คนรักเก่านอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง...จงอินก็รีบก้าวขาเดินมาอีกห้องหนึ่ง  โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองอีกเลย  และไม่สนด้วยว่า...ควันจากบุหรี่ที่ถูกทิ้งไว้บนที่นอน  เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด  หรือสภาพคนในนั้นจะเป็นอย่างไร  เพราะเขาต้องการให้มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก  ทุกๆอย่างจะถูกปิดตายและไร้ซึ่งเยื่อใย  ไร้ความปราณี  เหมือนอย่างที่หญิงสาวคนนั้นเคยทำ

 

           ดวงตาคมกริบ...มองคนร้ายสามคนที่ถูกนำตัวมาขังไว้ในห้องทำงาน  ด้วยสภาพที่ยังถูกมัดติดไว้กับเก้าอี้เหมือนในวันแรกด้วยความสมเพช  เพราะสภาพของทุกคนดูอิดโรยไม่ต่างจากผู้บงการที่นอนจมกองเลือดอยู่ในห้องนอนเลยสักนิด  และตอนนี้...พวกมันก็คงเข้าใจความรู้สึกของคนป่วยแล้วใช่ไหม?  ว่าการที่ต้องนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงมันทรมานมากแค่ไหน???  แขนขาขยับไม่ได้  กิน  นอน  ขับถ่าย...ทุกอย่างเซฮุนต้องอดทนเป็นแบบนี้อยู่นานหลายสัปดาห์

 

และที่สำคัญก็คือ...สิ่งที่พวกมันก่อเอาไว้  มันทำให้คนรักของเขาเดินไม่ได้!!!!

 

ปังง!!

 

ปังง!!

 

ปังง!!

 

            ไม่คิดจะถามหาความจริง...ว่าใครเป็นคนลงมือ  ใครเป็นคนต้นเรื่อง  หรือใครต้องการร้องขอชีวิต  เพราะเมื่อจงอินตัดสินใจแล้วว่าจะจบเรื่องนี้ยังไง  เขาก็กดปากกระบอกปืนไปที่ศีรษะของคนร้าย  แล้วยิงทีละคน  ทีละคน  ทีละคน  โดยไม่รู้สึกผิดอะไรทั้งสิ้น  แล้วเดินออกมาจากบ้านอย่างคนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก  เพราะดวงตาคมไม่แสดงความวูบไหว  มันนิ่งจนเพื่อนสองคนที่รออยู่ทางด้านนอกเกรงว่าเจ้าของโรงแรมจะกลายเป็นคนที่...ไม่มีหัวใจ

 

            มึงหาเด็กมาเก็บซากคนในบ้านไปทิ้งด้วยนะ”  เดินมาเก็บที่รถ...แล้วสั่งให้ซึงกิจัดการเคลียร์เรื่องทุกอย่างให้อีกครั้ง  และมันคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะให้เพื่อนทำอะไรแบบนี้  เพราะทราบดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำ  มันอาจส่งกระทบต่ออาชีพตำรวจ

 

            “แล้ววว...ถ้ามีคนรอดล่ะ???  มึงจะให้กูทำยังไง?”  ซึงกิค่อนข้างเป็นกังวลเนื่องจากตัวเองไม่ได้เข้าไปเห็นเหตุการณ์ข้างในว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง  ถึงแม้เสียงปืนที่ได้ยินอยู่หลายนัด  มันพอจะทำให้เดาได้ว่าคนร้ายทั้งหมดอาจไม่ชีวิตเหลืออยู่แล้ว  แต่...ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด  เรื่องคงไม่จบแค่นี้แน่นอน

 

            “มึงอยากทำอะไรก็ทำ  แต่อย่าให้พวกมันมายุ่งกับกูอีก”  คงไม่มีใครรอดเหมือนอย่างที่เพื่อนกังวล  เพราะคนร้ายสามคนในห้องทำงานถูกทำให้สิ้นลมหายใจด้วยมือของเขาเอง  ส่วนคู่รัก...ที่นอนจมกองเลือดอยู่ในห้องนอน  ก็คงไม่มีแรงลุกเดินไปไหนทั้งนั้น

 

แต่ถ้าใครสักคนรอดมาได้จริงๆ...เพื่อนของเขาคงทำอะไรสักอย่าง  เพื่อให้เรื่องทั้งหมดจบลงในแบบที่มันควรจะเป็น!!

 

           รถคันเดิม...เคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณบ้านร้าง  เมื่อปัญหาที่ค้างคามานานได้สิ้นสุดลง  มือหนาปรับเบาะนอนเอนกายอย่างสบายใจ  และหวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้เขากลายเป็นคนที่แม้แต่เพื่อนๆก็ยังไม่ยากเห็น  จงอินรู้ดี...ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันดูโหดร้าย  ดูไร้หัวใจ  และไม่ถูกต้อง  แต่เรื่องบางเรื่อง  ถ้าไม่จัดการให้เด็ดขาด  มันอาจย้อนกลับมาทำร้ายเขาอีกครั้ง  ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

 

            “คืนนี้กูไปนอนที่คอนโดฯมึงนะ...กูขี้เกียจขับรถกลับไปกลับมา”  เวลาเดินเข้าสู้วันใหม่มาเกือบสามชั่วโมง  ชานยอลจึงขี้เกียจเกินกว่าจะขับรถไปส่งเพื่อนที่คอนโดฯ  แล้วขับกลับมานอนที่ห้องของแฟนตัวเล็ก  และตอนนี้ก็ง่วงจนตาแทบปิด

 

            “เออ...แล้วบ้านหลังนั้น  มึงให้ช่างมาทุบทิ้งด้วยนะ  ส่วนเรื่องที่ดินก็ประกาศขายไปเลย”  ทั้งตอบรับ  ทั้งออกคำสั่งโดยที่ยังหลับตา  และไม่รู้สึกเสียดายที่ดินผืนนั้นเลยสักนิด  แม้ตอนแรกจะลงทุนลงแรงไปกับบ้านหลังนี้มากอยู่พอสมควร 

 

            “เหี้ยย!!!...มึงเอาจริงดิ?”  จากที่ง่วง...กลับตาสว่างขึ้นมาทันที  เพราะตั้งแต่เป็นวิศวกรมาหลายปี  เขาเพิ่งเคยทำลายสิ่งที่ตัวเองสร้างมากับมือ  และยังรู้สึกเสียดายที่ดินผืนนั้น  เพราะมันยังเก็บเอาไว้ทำอย่างอื่นได้  หรือเก็บไว้ทำกำไรในภายหลัง

 

            “.......?!!”  ลืมตาและหันไปมองหน้าวิศวกรเพื่อนซี้เป็นคำตอบ  แล้วหลับตาลงเหมือนเดิมเมื่อเห็นว่าชานยอลเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการ

 

            “ไอ้สัด!!!...มึงหยิบปืนมายิงกูเถอะ”  รู้จักกันมานานก็จริง...แต่การถูกสายตาคมกริบที่จ้องเหมือนจะฆ่ากันแบบนั้น  มันทำให้ชานยอลเกือบขับรถแหกโค้ง  และไม่ชินกับการถูกมองด้วยสายอย่างเมื่อครู่เลยสักครั้ง

 

            “............”

 

            เป็นวันที่เหนื่อยทั้งกาย  เหนื่อยทั้งใจ  และเหนื่อยกับงานที่ทำค้างไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า  คืนนี้...คนเป็นเจ้าของโรงแรมคงต้องนั่งทำงานไปจนกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย  เพราะพรุ่งนี้ช่วงสายเขามีประชุมสำคัญที่พลาดไม่ได้  และถ้าการประชุมยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเย็น  เขาคงไม่ได้พาคนป่วยไปทำกายภาพบำบัดเหมือนอย่างที่เคย  จงอินอยากดูแลเซฮุนด้วยตัวเองทุกขั้นตอน  อยากเห็นการก้าวเดิน  อยากเห็นรอยยิ้ม  อยากกอด  อยากอยู่ใกล้ๆ  และคอยเป็นกำลังใจเมื่อคนป่วยต้องเข้ารับการักษา

 

แต่...การประชุมในวันพรุ่งนี้  มันอาจทำให้เขาพลาดทุกอย่าง  ถ้าทำข้อตกลงหรือสัญญาต่างๆไม่สำเร็จ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

SM Hospital

07.45 น.

 

            แบค...เลิกเล่นเถอะ”

 

            “แบคคค...เราหนาวแล้วนะ”

 

            “แบคคคคค...เสร็จหรือยังงงงง???”

 

            เช้านี้...ต้องใช้คำว่า  “ทุลักทุเล”  ในเรื่องของการดูแลคนป่วย  เพราะตั้งแต่ถูกพาตัวเข้ามาในห้องน้ำอาบ  เซฮุนก็ยังคงต้องนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ  ที่มีกระจกกั้นอยู่ทุกด้าน  แถมคนที่อาสาทำหน้าที่แทนเจ้าของโรงแรม  ก็ยังเอาแต่เล่นฟองสบู่เหมือนเด็กสามขวบทั้งๆที่อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ  การเปลือยกายอาบน้ำกับเพื่อน  มันไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับเขา  เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก  และพวกเขาทั้งคู่ก็มักจะดูแลกันและกันแบบนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

 

            การทำงานไปด้วย  เรียนไปด้วย  มันทำให้เซฮุนล้มป่วยบ่อยครั้ง  และก็มีแค่แบคฮยอนคนเดียวเท่านั้น  ที่คอยดูแล  เช็ดตัว  ป้อนข้าว  ป้อนยา  หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำด้วยกันก็เคยมาแล้ว  แต่ตอนนี้...มันจะต่างกันก็ตรงที่  คนป่วยไม่สามารถเดินได้เหมือนเมื่อก่อน  และการถูกประคองเดินลงจากเตียง  การพาเข้ามาทำธุระในห้องน้ำ  การทำทุกอย่างด้วยตัวคนที่เล็กกว่า  มันก็ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

 

            เซฮุนทั้งเกรงใจ  ทั้งกลัว  เพราะร่างกายของเขามันยังไม่สามารถขยับได้อย่างที่ใจต้องการ  มันพร้อมที่ล้มอยู่ตลอดเวลาถ้าไม่มีใครช่วยประคองเอาไว้  แต่...เมื่อเห็นความตั้งใจของเพื่อนตัวเล็ก  ที่พยายามใช้แรงที่มีเพื่อช่วยทำหน้าที่แทนคนรักผิวเข้ม  คนป่วยจึงยอมทำทุกอย่างไปแบบทุลักทุเล  เพราะสิ่งที่แบคฮยอนทำให้  มันเหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ยอมแพ้ต่อสภาพร่างกายของตัวเอง  ถึงตัวจะเล็ก  แต่ใจก็ยังสู้  ถึงจะทำอะไรไม่ค่อยเป็น  แต่ก็ไม่คิดจะถอย  และทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจ

 

แต่ก็มีบ้าง...ที่ยังติดเล่นไปตามนิสัย 

 

            “ขอล้างตัวแป๊บนึง...เดี๋ยวพาออกไปแต่งตัวพร้อมกัน

 

            “ถามจริงๆ...เวลาอาบน้ำกับคุณชานยอล  แบคเล่นฟองสบู่แบบนี้ด้วยหรือเปล่า?”

 

            “ทำ...แล้วก็ทำอย่างอื่นด้วยนะ  เซฮุนเคยยยยย(...)กับพี่จงอินในห้องน้ำไหม?”

 

            “หยุดพูดเลย...เราอยากไปนอนแล้ว  เราหนาว  หิวด้วย”

 

            การทำหน้าทะเล้น  การใช้มือที่ยังมีฟองสบู่ติดอยู่  ตีกันไปมาเหมือนตอนทำเรื่องอย่างว่าของคนตัวเล็ก  มันทำให้เซฮุนอยากออกไปจากห้องน้ำให้เร็วที่สุด  และไม่คิดว่าเพื่อนรักจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นต่อหน้าเขา  ไม่ได้อายเรื่องที่ต้องอาบน้ำด้วยกัน  แต่อายสายตา  อายคำพูด  อายการกระทำ  ที่แบคฮยอนแสดงออกมามากกว่า

 

            “เขินเหรอ...ไม่ต้องเขินหรอก  พูดมาเถอะ  แบคอยากรู้”

 

            “ไม่...เราไม่มีทางพูดเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด!!

 

            “งั้นแบคจะเล่าเอง...ตอนที่พี่ชานยอลพาแบคไปอาบน้ำ  แล้วเอาไอ้นั่น  ขะ...เข้า”

 

            “หยุดดดดด...เลย!!!

 

            “ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า”

 

            “ไม่ต้องมาหัวเราะ...รีบอาบน้ำได้แล้ว  เร็วๆด้วย!!!

 

           กว่าจะออกมาจากห้องอาบน้ำได้  ก็กินเวลาอยู่นานพอสมควร  แถมยังถูกจับทาแป้งแต่งตัวเหมือนเด็กอนุบาลที่เพิ่งตื่นนอน  แล้วรอพ่อแม่มารับกลับบ้าน  และ...เสียงน้ำที่ตกกระทบพื้น  เสียงหัวเราะ  เสียงพูดคุย  รวมถึงเสียงหยอกล้อของคนที่อยู่ในห้องน้ำ  มันก็ทำให้คนที่รีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลแต่เช้ายิ้มได้  ทั้งที่ใจลึกๆก็หวงคนป่วยจนแทบอยากจะพังประตูเข้าไปข้างใน 

           

 แกร๊กก!!

 

          “อาบน้ำหรืออาบแป้งกันแน่  หื้มม?   สภาพถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้!?!

 

            “พี่จงอินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ??!!!

 

            จงอินเดินทางมาที่โรงพยาบาลแต่เช้าโดยมีวิศวกรเพื่อนซี้ทำหน้าที่ขับรถให้เหมือนเดิม  แต่พอมาถึง...กลับได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังออกมาจากในห้องน้ำ  แถมบนที่นอนของคนป่วยก็ยังมีแต่ขนมขบเคี้ยววางอยู่เต็มเตียงไปหมด  ทั้งซากกล่องเยลลี่  ทั้งซากของกล่องช๊อคโกแล็ต  ที่เหมือนเพิ่งแกะกินไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา  และคนที่กินของพวกนี้แต่เช้า  ก็คงเป็นเจ้าของเสียงหัวเราะที่ทำหน้าอาบน้ำให้คนป่วยของเขา.....อีกครั้ง

 

            ส่วนชานยอลก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของแฟนตัวเอง  และเดินเก็บซากขนมต่างๆไปทิ้งถังขยะ  พร้อมกับนำขนมแบบเดิมอย่างเยลลี่กับช็อคโกแล็ตที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าในโรงพยาบาลไปแช่ไว้ในตู้เย็น  เขาไม่เคยห้ามแบคฮยอนกินของพวกนี้  และบอกทุกครั้ง  ว่าอย่ากินเยอะจนเกินไป  หรือควรกินให้น้อยกว่าอาหารหลัก  แต่...ดูเหมือนว่าคำเตือนของเขา  มันคงใช้ไม่ได้ผล

 

ฟอดดดดด!!!

 

            “มาได้สักพักแล้วครับ...พี่คิดถึงเซฮุนจังเลย  เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม  แล้วปวดขาอีกหรือเปล่า?”  อุ้มคนป่วยขึ้นมานั่งบนเตียง  แล้วฝังจมูกลงบนแก้มนุ่ม  แล้วกอดร่างหอมๆเอาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง  จนแป้งสีขาวนวลติดใบหน้าและเสื้อผ้าเต็มไปหมด

 

            เหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้าเข้าไปทุกที...และการไม่ได้ดูแลคนรักด้วยตัวเองเพียงแค่คืนเดียว  กลับทำให้เขานอนไม่ค่อยหลับ  มันหวาดระแวง  กังวล  คิดมาก  และก็เป็นแบบนี้มาตั้งเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น  แถมยังเป็นห่วงสุขภาพของคนป่วย  ที่มักจะปวดขาในตอนกลางคืน  จนเขาต้องคอยนวดให้อยู่หลายครั้ง

 

            “เซฮุนก็คิดถึงพี่จงอินเหมือนกันครับ  คิดถึงมากๆ  แล้วงานเรียบร้อยดีไหมครับ?”  มันเป็นคืนแรกที่คนรักต้องออกไปทำงานกับวิศวกรประจำโรงแรม  และคนป่วยก็ทราบดีว่างานของคนที่เป็นถึงผู้บริหารอย่าง  คิม  จงอิน  มันคงยุ่งยิ่งกว่าการเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ  แต่...ความเข้าใจ  กลับสวนทางกับความรู้สึก  เพราะเขาก็นอนไม่หลับเช่นกัน  และเป็นห่วงคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา  แล้วยังต้องตื่นมาดูแลเขาแต่เช้า

 

            อ้อมกอด  ความคิดถึง  ความเป็นห่วงที่ถูกโอบไว้ด้วยมือที่ยังไม่ค่อยมีแรงของคนป่วย  มันกลับทำให้จงอินรู้สึกผิดที่เอาเรื่องงานภายในโรงแรม  มาเป็นข้ออ้างในการทำเรื่องส่วนตัวที่เพิ่งจัดการเสร็จสิ้นไปเมื่อคืน  ไม่มีใครกล้าพูดความจริงให้เซฮุนฟัง  แม้กระทั่งเพื่อนรักอย่างแบคฮยอน  เพราะทุกคนเกรงว่าคนป่วยจะอาการทรุด  จนอาจส่งผลกระทบต่อการหัดเดิน

 

            “เรียบร้อยดีครับ  มีชานยอลไปช่วยทั้งคน!!  แกล้งพูดเสียงดังกระทบคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยแป้งไม่ต่างไปจากคนป่วย  และมีผมที่ถูกเกล้าไว้เป็นน้ำผุอยู่กลางศีรษะ  เนื่องจากรู้ว่าแบคฮยอนเป็นห่วงเพื่อนของเขาจนต้องสั่งให้ชานยอลโทรไปรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆให้ฟังตลอดทั้งคืน  และมันดูน่าอิจฉาไม่ใช่น้อย  เพราะตัวเขาไม่สามารถบอกเซฮุนได้เหมือนอย่างที่คนทั้งคู่ทำ

   

            “งั้นคืนนี้...พี่จงอินก็อยู่กับเซฮุนได้ใช่ไหมครับ”  ถามด้วยน้ำออดอ้อน  และเงยใบหน้าเรียวสวย  เกยคางไว้ที่แผ่นอกกว้างของคนรัก  โดยที่มือทั้งสองข้างยังคงโอบเอวหนาเอาไว้

 

จุ๊บบ!!!

 

            “ได้สิครับ...คนเก่ง”  ก้มใบหน้าคมเข้มส่งปากหยักจูบคนป่วยอย่างแผ่วเบา  โดยไม่สนว่ามีเพื่อนของเขา  และเพื่อนของคนรักนั่งอยู่ในห้อง  คนอย่างเจ้าของโรงแรม...สามารถเอาชนะทุกคู่แข่งในเรื่องของแวดวงธุรกิจ  แต่เขา...ไม่เคยเอาชนะดวงตาคู่สวยที่จ้องมองมาอย่างออดอ้อนไม่แพ้กับน้ำเสียงที่เอ่ยคำถามแบบกึ่งร้องขอให้อยู่ด้วยกันในค่ำคืนนี้

 

ก๊อก ๆ 

 

            ยังไม่ทันได้จูบคนรักให้หนำใจ...เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น  พร้อมกับพยาบาลที่เข็นอุปการณ์ในการวัดไข้วัด  วัดความดัน  เดินเข้ามาด้านใน  เพื่อตรวจคนป่วยตามหน้าที่  แต่รู้สึกว่า...วันนี้พยาบาลคงจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  เพราะการทำงานไปด้วย  ยิ้มไปด้วยตลอดเวลา  มันดูผิดปกติไปจากวันอื่นๆจนน่าสงสัย

 

            “ความดันปกตินะคะ  ไม่มีไข้  แล้วเช้านี้คุณเซฮุนมีนัดทำกายภาพบำบัดที่ชั้น  10  นะคะ

 

            “ครับคุณพยาบาล  ขอบคุณมากนะครับ

 

            “แต่ก่อนไป...คุณเซฮุนช่วยลบแป้งออกจากหน้าด้วยนะคะ  เดี๋ยวพยาบาลที่ชั้นสิบ  จะไม่เป็นอันทำงาน”

 

            ใบหน้าเรียวสวย...ที่เต็มไปด้วยความขาวนวลของแป้งฝุ่น  มันทำให้พยาบาลอดที่จะเอ่ยแซวคนป่วยไม่ได้...เพราะตั้งแต่วันแรกที่เซฮุนเข้ารับการรักษา จนถึงวันที่เริ่มทำกายภาพบำบัด  มันก็มักจะมีพยาบาลทั้งชายและหญิง  คอยถามถึงคนป่วยคนนี้อยู่เสมอ  เซฮุนอยู่ที่นี่มานานเกือบเดือน  และมันก็นานพอจะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนชอบในความสุภาพอ่อนน้อม  ใจดี  และความเป็นกันเองจนต่างพากันถามถึงเซฮุนแทบทุกวัน

 

ถึงแม้บางครั้ง...การมอง  การทักทาย  การพูดคุยกับคนป่วย  มันจะเสียงต่อสายตาคาดโทษของจงอินที่กำลังมองเธออยู่ในตอนนี้ก็ตามที

 

            พี่ไม่อยู่แค่คืนเดียว...มีคนกล้ามาจีบเมียพี่ด้วยเหรอครับ??!”

 

            “เปล่าสักหน่อย...คุณพยาบาลก็แค่แซวเล่นไปอย่างนั้นนนน  มั้ง?

 

            “อยากโดนลงโทษใช่ไหมคนเก่ง?!”

 

            “อ๊ะ...เซฮุนเจ็บนะครับ!!

 

            หยิกแก้มกลม...ของคนป่วยด้วยความหมั่นเขี้ยว  เพราะเริ่มทำหน้าตาท่าทางทะเล้นเหมือนเพื่อนรักตัวจิ๋วเข้าไปทุกที  และคำพูดของพยาบาลที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องเมื่อครู่  ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที  มีใครบ้าง...ที่จะไม่หลงรักเซฮุนเมื่อแรกเห็น  มีใครบ้าง...ที่ไม่อยากคุยกับเซฮุนเมื่อได้ลองทำความรู้จัก  มีใครบ้าง...ที่เห็นรอยยิ้มบนหน้าเรียวสวยแล้วไม่ยิ้มตอบ  และสิ่งที่เป็นเซฮุน...ก็ยิ่งทำให้เขาหวงมากขึ้นกว่าเดิม!!!!

 

            หึงมากแค่ไหน...ก็คูณไปอีกร้อยเท่าพันเท่า  รักมากเท่าไหร่ก็จะรัก  รัก  รัก  ไปจนกว่าโลกมันจะแตก  จงอินเบื่อความเอาแต่ใจของตัวเองพอๆกับความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีของเซฮุน  เพราะมันมักจะทำให้เขามีปากเสียงกับคนรักเสมอ  คนที่กำลังฟุ้งซ่านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง  พยายามปัดความคิดมากออกไปหัวสมอง  แล้วหยิบยาก่อนอาหารที่พยาบาลเตรียมไว้ให้วางใส่มือของคนป่วย  แล้วตามด้วยการน้ำดื่ม  เนื่องจากตอนนี้อาหารที่เขาตื่นมาทำด้วยตัวเองแต่เช้า  กำลังถูกคู่รักต่างไซส์ช่วยกันจัดเรียงไว้อยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ด้านข้างโซฟา

 

            จงอินอุ้มเซฮุนวางลงบนรถเข็นอย่างเบามือ  แล้วพามานั่งทานอาหารด้วยกัน  ก่อนจะถึงเวลาในการทำกายภาพบำบัดของช่วงเช้า  และตอนนี้...ห้องพักของคนป่วย  ก็กำลังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข  เสียงหัวเราะ  เสียงพูดคุย  รอยยิ้มของทุกคนที่อยู่บนโต๊ะอาหาร  มันกำลังทำให้คนป่วยรู้สึกว่าทุกๆอย่างในชีวิต  กำลังจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งหลังจากที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาอย่างยากลำบาก  ถึงแม้การทานอาหารพร้อมหน้ากันในครั้งนี้  มันจะเป็นที่ที่ไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนใคร  แต่เซฮุนก็รู้สึกมีความสุขมากกว่าครั้งไหนๆ  เพราะมันเต็มไปด้วยคนที่ไม่ว่าตัวเขาจะสุขหรือทุกข์  จะเจ็บหรือป่วย  พวกเขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างกันเสมอ

 

            “ทำกายภาพบำบัดรอบเช้าเสร็จแล้ว  พี่ต้องไปประชุมที่โรงแรมนะครับ  เซฮุนอยู่กับน้องแบคไปก่อน...แล้วพี่จะรีบกลับมาให้ทันตอนทำกายภาพรอบบ่าย

 

            “มาไม่ทัน...ก็ไม่เป็นไรครับ  พี่จงอินไม่ต้องเป็นห่วงเซฮุนนะ  เซฮุนเก่งแล้ว

 

            “หวงสิ...เมียพี่ทั้งคน  ยังไงพี่ก็จะรีบกลับมาให้ทัน

 

            เป็นการประชุมที่เลื่อนออกไปไม่ได้  เพราะงานนี้...ถือเป็นงานใหญ่มากสำหรับคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมอย่างเขา  จงอินกำลังมีโครงการที่จะสร้างโรงแรมใหม่  และโรงแรมที่ว่าก็จะเป็นสาขาแรกที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศฝรั่งเศส  มันเป็นเหมือนโปรเจคแห่งความฝันที่ต้องสานต่อจากคุณพ่อ  เนื่องจากโรงแรมทุกสาขาที่คุณพ่อสร้างขึ้น  มันมีอยู่แค่ในทวีปแถบเอเชียเท่านั้นอย่างเช่น เกาหลี  จีน  และญี่ปุ่น  แต่การได้ขยายธุรกิจไปยังทวีปยุโรป  ก็มันก็คือสิ่งที่พ่อของเขายังทำไม่สำเร็จ  และจงอินก็ต้องทำให้ได้เหมือนอย่างที่ท่านได้ตั้งใจเอาไว้

 

            โครงการนี้...ค่อนข้างละเอียดอ่อน  เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนมาก  และผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น  จงอินจึงต้องทำทุกอย่างให้รอบคอบมากกว่าโครงการอื่นๆ  ปกติโรงแรมทุกสาขาของคุณพ่อจะมีผู้ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของได้แค่เพียงสองคน  นั้น  ก็คือตัวเขาและคุณแม่  ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นๆก็จะมีแต่ญาติพี่น้องกันเท่านั้น  อย่างเช่น  คิม  จงแด  ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของโรงแรมในสาขาญี่ปุ่น

 

            แต่...โรงแรมที่จะสร้างใหม่ในฝรั่งเศส  จงอินสามารถถือสิทธิ์เป็นเจ้าของเพียงแค่   60%  เท่านั้น  ส่วนที่เหลืออีก   40%   จะเป็นของผู้ร่วมลงทุนรายอื่นที่ไม่ใช่ญาติของเขาเลยสักคน  จงอินยอมรับ...ว่าตอนที่มีคนมาเสนองานให้ฟัง  เขาไม่มั่นใจเลยว่ามันจะเป็นไปในแบบที่ต้องการหรือไม่  และค่อนข้างเป็นกังวลอยู่พอสมควร  แต่พอนึกถึงความก้าวหน้าของธุรกิจ  บวกกับการอยากทำความฝันของคุณพ่อให้เป็นจริง  เขาจึงตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ให้สำเร็จ  และมันจะต้องเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ

 

            “น้องแบคครับ  พี่ขอยืมตัวชานยอลไปอีกวันนะครับ  แล้วคืนนี้พี่จะอยู่เฝ้าเซฮุนให้เอง

 

            “ถ้างานยังไม่เสร็จ...น้องแบคอยู่กับเซฮุนให้อีกคืนก็ได้นะฮะ

 

            “ไม่เป็นไรครับ...เดี๋ยวคนแถวนี้มันจะขาดใจตาย”

 

            “

 

            เมื่อวานยังถูกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ...และถูกประชดประชันด้วยถ้อยคำที่น่าฟัง  แต่พอมาวันนี้...กลับได้พูดคุยกันเหมือนอย่างเช่นที่เคย  นั่นจึงทำให้จงอินลดความตึงเครียดลงไปได้มาก  และอดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างที่เคยกังวล  ที่เคยอึดอัด  และรู้สึกผิดต่อคนตัวเล็กอยู่ตลอดเวลา  มันกำลังผ่านพ้นไปเหมือนก้อนเมฆสีดำที่ค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆเมื่อฝนตกหยุดตก  แล้วถูกแทนที่ด้วยก้อนเมฆสีขาวบนท้องฟ้าอันแสนสดใส

 

            หลังจากอาหารมื้อเช้าจบลงด้วยเสียงหัวเราะ  และรอยยิ้มทุกๆคน  จงอินก็ให้คนป่วยทานยาหลังอาหารและนอนพักสักครู่  ก่อนที่จะต้องไปทำกายภาพบำบัดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  การบำบัดในเช้าวันนี้...เซฮุนต้องเดินบนลู่วิ่งไฟฟ้า  ซึ่งไม่น่าเป็นห่วงเหมือนการบำบัดด้วยวิธีการเดินในน้ำ  เพราะคนป่วยค่อนข้างเคยชินและทำได้ดี  และเมื่อถึงเวลาของการทำกายภาพบำบัด  จงอินก็อุ้มคนรักวางลงบนรถเข็น  แล้วพาไปที่ชั้น 10 ตามที่พยาบาลได้บอกไว้

 

...

 

 

...

 

 

...

 

            “ฮุนนี่...สู้ๆ  ฮุนนี่...สู้ตายยยยย!!

 

            “ซ้าย  ขวา  ซ้าย  ขวา ฮึบๆ  ฮึบๆ”

 

             เสียงของคนที่ไม่ได้ถูกแฟนร่างใหญ่ห้ามเอาไว้อย่างเมื่อวาน  กำลังส่งเสียงเชียร์เพื่อนรักที่สามารถเดินบนลู่วิ่งไฟฟ้าได้อย่างคล่องแคล่ว  และคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา  แต่...การทำกายภาพด้วยวิธีนี้  ที่นี่  ในห้องๆนี้  มันไม่ได้ทำเป็นการส่วนตัวเหมือนอย่างที่ห้องธาราบำบัด  เพราะยังมีผู้ป่วยท่านอื่นทำกายภาพด้วยเช่นกัน  แถมเสียงเชียร์  ท่าเต้น  และการเดินวนเวียนอยู่รอบๆตัวคนป่วย  มันกำลังทำให้เจ้าของโรงแรมและวิศวกรหนุ่มรู้สึกเวียนหัว  รวมถึงเริ่มหงุดหงิดที่มีพยาบาลทั้งชาย  ทั้งหญิง  ทั้งเจ้าหน้าที่ในห้องกายภาพ  ที่เอาแต่เดินไปเดินมาคอยส่งสายตา  และส่งยิ้มมาให้แฟนของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

 

            “วันนี้มึงรีบปิดการประชุมให้ไวเลยนะ  คนที่นี่แม่งไม่น่าไว้ใจ!!!”  เห็นสายตาของเจ้าหน้าที่ในห้องกายภาพ...มองสะโพกอวบของแฟนตัวเล็กที่โยกย้ายส่ายเอวเต้นให้กำลังคนป่วยแบบไม่วางตา  ก็เล่นเอาชานยอลนั่งไม่ติดเก้าอี้  และอยากลากตัวเจ้าของสะโพกอวบกลับคอนโดฯทันที  แต่...ใช่ว่าจะทำได้อย่างใจคิด  และทราบดีว่าแบคฮยอนคงอยากเห็นคนป่วยเดินได้ด้วยตาของตัวเอง    

 

           มึงคิดว่ากูอยากไปประชุมเหรอ??!!!  ถ้ายกเลิกได้กูทำไปนานละ!!!!!”  หงุดหงิดไม่แพ้วิศวกรเพื่อนซี้ และอยากเลิกเป็นเจ้าของโรงแรม  แล้วเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแทน  เพราะคนป่วยของเขาจะได้ไม่ต้องมาทำกายภาพบำบัดร่วมกับผู้ป่วยคนอื่น  และไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาใครเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้  

 

            เมื่อหมดเวลาที่คนป่วยต้องทำกายภาพบำบัด...จงอินก็รีบพาเซฮุนกลับขึ้นมาพักที่ห้อง  ส่วนคนที่ให้กำลังใจคนป่วยด้วยการเต้นส่ายก้นไปมาอย่างแบคฮยอน  ก็ถูกมือใหญ่ๆของวิศวกรหนุ่มฟาดลงบนสะโพกอวบไปหลายที่เมื่อเข้ามาถึงในห้อง  โทษฐานทำให้หงุดหงิด  คนป่วยเอนกายลงบนเตียงโดยมีบุรุษพยาบาลผิวเข้มคอยบีบนวดปลายเท้าให้อย่างเบามือ  และอดที่จะหัวเราะไปกับสิ่งที่เพื่อนรักโดนแฟนลงโทษไม่ได้  เพราะนานๆครั้ง  เขาจะได้เห็นคนที่มีร้อยยิ้มกว้าง  ดูใจดี  เป็นมิตรกับทุกคนอย่างชานยอล  ออกหงุดหงิดหรือทำตัวขี้หึงไม่เข้าเรื่องเหมือนใครบางคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Rrrrr!!!

 

Rrrrr!!!

 

            ......!!!!!!!!!

 

            คนที่เต้นเชียร์เพื่อนรักจนเพลียและหลับไปได้ไม่นาน  ต้องตื่นขึ้นด้วยความตกใจ  แล้วรีบคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาขึ้นมากดรับ  โดยไม่ทันได้ดูว่าใครโทรเข้ามา  เพราะเกรงว่าเซฮุนจะตื่นขึ้นมาอีกคน  รู้สึกหงุดหงิดตัวเองอยู่ไม่ใช่น้อยที่ลืมเปลี่ยนการตั้งค่าเครื่องมืออสื่อสารเป็นระบบสั่น  แต่...พอได้ยินคนปลายสายเอ่ยทักทายด้วยความเป็นห่วง  เขาจึงรีบเดินออกมาจากห้อง  ก่อนที่ความดีใจของตัวเองจะส่งเสียงดังรบกวนคนป่วย

 

            “เป็นยังไงบ้าง...เจ้าลูกชายตัวแสบ  แล้วตอนนี้ทำอะไรกันอยู่??

 

            (งืออ...แบคคิดถึงคุณพ่อจังเลยฮะ)

 

            “อ้อนผิดคนหรือเปล่า  หื้มม?”

 

            (ไม่ผิดหรอกฮะ  แบคคิดถึงคุณพ่อจริงๆ  แล้วตอนนี้คุณพ่ออยู่ที่ไหน??)

 

            “อยู่ญี่ปุ่น...อีกสามวันถึงจะได้กลับ”

 

            (งั้นแบคจะกลับด้วย  พ่อมาจะมาถึงเชจูกี่โมง?)

 

            “แบค...เป็นอะไรหรือเปล่าลูก??  ทะเลาะกับคุณชานยอลเหรอ?  หรือว่าเซฮุนไม่ยอมหัดเดิน”

 

            เสียงงอแงของลูกชายตัวแสบ...กำลังทำให้ผู้เป็นพ่อกังวล  เพราะปกติแบคฮยอนจะส่งเสียงแว้ดๆจนแสบแก้วหู  หรือไม่ก็ทวงขนม  ของฝาก  และของที่ระลึก  เมื่อเขาต้องเดินไปทำงานในต่างประเทศ  แต่ทำไมวันนี้กลับทำเสียงอ่อน  แถมยังอยากกลับเชจูพร้อมกัน  ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นยังอยากไปเยี่ยมคนป่วย  อยากอยู่กับแฟน  อยากไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่สารพัด  และทำหน้าไม่พอใจทุกครั้งเมื่อถูกสั่งห้าม

 

            (เปล่าทะเลาะฮะ...แบคสบายดี  แล้วเซฮุนก็เดินได้แล้วด้วย  แต่เดินได้นิดหน่อยนะฮะ)

 

            “เดี๋ยวพ่อซื้อขนมไปฝาก  พ่อคงกลับถึงบ้านค่ำๆ  แต่แบคอยู่กับเซฮุนไปก่อนก็ได้นะ    เดี๋ยวเรื่องงานพ่อจัดการเอง”

 

            (ไม่เอา..แบคอยากเจอคุณพ่อ  เซฮุนมีพี่จงอินดูแลแล้วฮะ)

 

            “ตามใจ...อยากกลับก็กลับ  แต่ใครถึงก่อนก็ทำอาหารค่ำไว้ด้วยนะ  แล้วฝากบอกเซฮุนด้วยว่าพ่อคิดถึง”

 

            (แล้วไม่คิดถึงแบคบ้างเหรอฮะ?)

 

            “ไม่คิดถึงจะโทรมาหาเหรอ  เจ้าลูกคนนี้!!

 

            ถือว่าเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งที่ได้กวนประสาทคุณพ่อ  แต่ความคิดถึงที่พูดไปเมื่อครู่...มันคือความรู้สึกจริงๆของคนเป็นลูก  แบคฮยอนคิดถึงคนที่ทำงานหนักเพื่อเขา  คิดถึงเสียงบ่น  คิดถึงใบหน้าอันแสนยุ่งเหยิงของท่านเวลาเขาสร้างเรื่องยุ่งยากใจมาให้  เซฮุนมีเจ้าของโรงแรมคอยดูแลอยู่แล้ว  และดูแลอย่างดีจนน่าอิจฉา  แบคฮยอนจึงอยากกลับเชจู  เพื่อช่วยเหลืองานของคุณพ่อเหมือนอย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้  อะไรที่ทำให้ท่านเหนื่อยน้อยลง  สิ่งใดทำให้ท่านสบายใจ  เรื่องไหนที่ทำให้ท่านมีความสุข  เขาจะพยายามทำมันทุกอย่างให้สมกับสิ่งที่คนเป็นลูกควรทำ  มือบางเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง  แล้วเดินกลับเข้ามาในห้องคนป่วยเมื่อวางสายจากผู้มีพระคุณ

 

และ......

 

            จะทำอะไร เซฮุน!!!”  เปิดประตูเข้ามาก็เห็นคนป่วยลุกขึ้นยืนโดยไร้ความช่วยเหลือ  นั่นจึงทำให้แบคฮยอนต้องรีบวิ่งไปประคองร่างเซฮุนให้นั่งลงไปกับเตียงตามเดิมด้วยความตกใจปนเป็นห่วง

 

            “เราจะไปเข้าห้องน้ำ”  ตอบหน้าตาเฉยโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่ออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก  กำลังหัวใจจะวาย

 

            “แล้วทำไมไม่กดสัญญาณเรียกพยาบาลให้เข้ามาช่วย...เกิดล้มขึ้นมาจะทำยังไง!”  รู้ดีว่าเพื่อนรักอยากรีบหายเร็วๆ  และไม่อยากเป็นภาระของใคร  แต่บางทีมันก็ดูกดดันตัวเองมากเกินไป 

 

            “ไม่ล้มหรอก...ก็แบคมาช่วยแล้วนี่ไง”  รู้ตัว...ว่ากำลังทำให้แบคฮยอนเป็นห่วง  เขาจึงไม่อยากต่อล้อต่อเถียง  หรือโกรธกับการที่ถูกโวยวายใส่  และที่ทำแบบนั้น...ก็เพราะอยากลองหัดเดินเองในระยะใกล้ๆ  โดยไม่ใช้รถเข็นดูบ้าง  และถ้าไม่ไหวจริงๆเขาก็จะไม่ฝืน

 

            “เสร็จแล้วก็ตะโกนเรียกนะ...ห้ามลุกเดินเองอีกเด็ดขาด  แบคจะไปรอข้างนอก!!”  เข็นรถพาคนป่วยเข้ามาทำธุระในห้องน้ำ  แล้วเดินออกมานั่งรอที่โซฟา  พร้อมกับทานเยลลี่ที่แฟนซื้อมาให้เมื่อเช้า  เพื่อดับอารมณ์ของตัวเอง

 

            เปิดทีวีดูรายการโปรด  และหยิบของหวานจากตู้เย็นมาทานเป็นกล่องที่สอง  แต่ในใจก็ยังรู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำของคนป่วยไม่หาย  ถ้าเขาเข้ามาในห้องช้าอีกเพียงแค่เสียวนาที  มันจะเกิดขึ้นบ้าง?  ความดื้อรั้นของเซฮุนกำลังทำให้แบคฮยอนกลายเป็นคนขี้ฟ้อง  เพราะเขาตั้งใจว่าจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้าของโรงแรมทราบ  เพราะขืนปล่อยให้คนป่วยอยู่คนเดียวบ่อยๆ  มีหวังคงอยากลองวิ่งขึ้นมาสักวัน

 

ก๊อก ๆ ๆ ๆ

 

            เสียงเคาะประตู...ที่มาพร้อมกับชายร่างสูง  แต่งตัวดูภูมิฐานเดินเข้ามาในห้อง  ทำให้คนที่นั่งทานเยลลี่อยู่บนโซฟาถึงกับตกใจ  และลืมความหงุดหงิดต่างๆไปในทันที  เพราะไม่คิดว่าจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาที่นี่นอกจากหมอหรือไม่ก็พยาบาล  แบคฮยอนจำได้...ว่าคนป่วยห้องนี้จะมีแค่คนในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถเข้าเยี่ยมได้  เนื่องจากเจ้าของโรงแรมไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาทั้งนั้น  แม้แต่พี่ๆในแผนกจัดดอกไม้ที่สนิทกับเซฮุนก็ยังถูกสั่งห้าม

 

แล้ว...ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เป็นใคร??

 

            “เอ่ออ...สวัสดีครับ  มาหาเหรอครับ?!!”  ถึงจะดูคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน  แต่ในเวลานี้มันใช่สิ่งที่เขาต้องนึก  เพราะถ้าคนที่รีบไปประชุมเมื่อหลายชั่วโมงก่อนกลับมาเห็น  มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

 

            สวัสดีครับ...ผมมาหาคุณเซฮุน  เขาพักอยู่ห้องนี้ใช่ไหมครับ?”  ถือวิสาสะทำทุกอย่างให้ตัวเองได้เข้ามาเยี่ยมคนป่วยห้องนี้  และยังถือวิสาสะเดินเอาของเยี่ยมมาวางลงบนโต๊ะ  พร้อมกับเอ่ยทักทายและตอบคำถามคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้งอย่างเป็นกันเอง

 

            “ชะ...ใช่ครับ  แล้วคุณเป็นใครเหรอครับ?”  หล่อมาก  หล่อเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารชื่อดัง  และเหมือนถูกสาปเมื่อถูกสายตาของชายแปลกหน้าจ้องมองและส่งยิ้มมาให้  แต่เมื่อตั้งสติได้...ก็พยายามควบคุมความประหม่าของตัวเอง  แล้วรีบถามในสิ่งที่สงสัย  เพราะจะได้สั่งให้คนตรงหน้ารีบกลับไปก่อนที่คนขี้หวงอย่างเจ้าของโรงแรมจะกลับมาที่นี่

 

แต่.....

 

            “แบคคคค....!!!!!!!

 

            ยังไม่ทันที่ชายแปลกหน้าจะได้แนะนำตัวเอง  และยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้ทำความรู้จัก...เสียงของคนที่เข้าไปธุระในห้องน้ำก็ดังขึ้นเสียก่อน  แบคฮยอนรีบโค้งตัวเหมือนเป็นเชิงบอกคนตรงหน้าให้รอสักครู่  จากนั้นก็รีบวิ่งไปที่ต้นเสียงเพื่อพาคนป่วยกลับมานอนที่เตียง  รถเข็นถูกเคลื่อนออกมาจากห้องน้ำอย่างช้าๆ  และเมื่อคนป่วยเห็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู  เขาก็รู้สึกตกใจปนหวาดระแวงขึ้นมาทันที  เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นถ้าเจ้าของโรงแรมได้เจอกับผู้ชายคนนี้ 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

            “คุณคริส !!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

100%

แก้ไขเมื่อ 10/02/61

Cr. รูปห้องนอน : ledidesign.ru

เป็นตอนที่สั้นมาก...เป็นการแบ่งเปอร์เซ็นที่บ้าบอที่สุด 55555555 ( หัวเราะทั้งน้ำตา ToT )

ขอบคุณนักอ่านทุกคนมากๆนะคะ  ขอบคุณคอมเม้นท์  ขอบคุณกำลังใจดีๆ  ขอบคุณทุกอย่างจริงๆค่ะ

แล้วจะเข้ามาตรวจคำผิดเรื่อยๆนะคะ

รัก

#ดอกไม้ของเจ้านาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

667 ความคิดเห็น

  1. #574 /tl26&? (@rmhex) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 15:45
    อ้าว คุณคริสจะไม่ทำให้เซฮุนเดือดร้อนอีกใช่มั้ยเนี่ย กลัว
    #574
    0
  2. #495 Jammie-Lee (@Jammie-Lee) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:01
    คริสเข้ามาได้ยังไงงงงงงง หมายถึงที่แบคบอกว่านอกจากครอบครัวแล้วจงอินสั่งห้ามใครเข้าเยี่ยม
    #495
    0
  3. #317 อัญมณีสีสวย (@peepeepp) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 11:08
    คิดถึงคุณจงอินกับเซฮุนมากๆเลย คุณจงอินยังขี้หึงเหมือนเดิมเลยน้าาา แต่ตอนง้อเมียนี่น่ารักมากๆเลย สวัสดีปีใหม่นะคะไรท์ ขอให้มีความความสุขมากๆนะคะ 
    #317
    1
    • #317-1 Mokara (@Mokara) (จากตอนที่ 26)
      7 มกราคม 2560 / 19:19
      สวัสดีปีใหม่เช่นกันค่ะ...ขอให้มีสุขความสุขเยอะๆๆๆๆๆ เลยนะคะ
      ขอบคุณที่ติดตามและเม้นเป็นกำลังใจให้กันมาตลอด ^_^
      น้ำตาจิไหล...ซึ้งใจ <3
      ^3^
      #317-1
  4. #316 yeolbjin (@yeolbjin) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 23:23
    ให้สี่ยกเลยมั่ย คุณปาร์ค
    #316
    0
  5. #315 หญิงปาร์ค (@Ying_Yaoi) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 12:26
    ชานแบคเขามาแรงค่ะซิส-.,- วอทยุนอา วอทท
    #315
    0
  6. #314 ME3 KAEKY (@keetika333333) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 12:09
    คุณยุนอาาาาาาา
    #314
    0
  7. #313 PoisonB (@bibi-thy) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 11:47
    ชานแบคมาแซ่บมากสำหรับแชปนี้ คึคึคึ
    #313
    0