Fic : Boku no hero academia

ตอนที่ 11 : QUESTION & ANSWER.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    24 เม.ย. 60

QUESTION & ANSWER.

FIC : MHA. TODOEDA.

                พวกเขารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ สิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับทั้งสามคนที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลกลางโฮสึ หลังจากที่เผชิญหน้ากับสเตน นักฆ่าของจริง การได้บาดแผลมาเล็กน้อยนั้น หากไม่เรียกว่าปาฏิหาริย์ก็คงเป็นการออมมือจากอีกฝ่ายจริงๆ พวกเขายังคงต้องนอนพักรักษาตัวกันหลังจากที่ได้รับผลตรวจร่างกายมาแล้ว อีกวันสองวันก็คงออกจากโรงพยาบาลได้

                “…เทนยะ ถ้าลูกเป็นอะไรไปอีกคน แม่จะทำยังไง”

                “ผมขอโทษครับ…”

                อีดะยอมรับคำตำหนิทั้งน้ำตาจากคุณแม่ที่เฝ้าอาการพี่ชายตนหน้าห้องไอซียู เขามาเยี่ยมได้แค่ข้างนอกเพราะยังบาดเจ็บอยู่ แล้วสภาพในตอนนี้ก็ไม่ควรไปให้พี่ชายได้เห็นจนรู้สึกแย่ไปอีกคน ว่าเขาหุนหันพลันแล่น ปล่อยให้ตัวเองหน้ามืดตามัวจมกับความแค้นจนเกิดเรื่องที่เกือบแก้ไขไม่ได้ ยังดีที่เพื่อนทั้งสองคนเข้ามาห้ามทัน

                “ผมจะไม่ทำให้คุณแม่และทุกคนต้องผิดหวังอีกแล้วครับ ผมให้สัญญา”

                วาจาจริงจังบนหน้าที่จริงจังบอกชัดว่าเขาให้คำมั่นสัญญานี้ นับจากนี้ไปจะไม่เผลอก้าวไปในเส้นทางที่ผิดอีกเป็นอันขาด เด็กหนุ่มนั่งเป็นเพื่อนคุณแม่อยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกลับไปพักที่ห้องตน เขาเดินเลี้ยวไปตามทางก็เห็นร่างหนึ่งที่อยู่ออกไปไม่ไกล

                “โทโดโรกิคุง”

                โทโดโรกิหยุดฝีเท้า หันมามองตอบ ถึงบาดแผลของโทโดโรกิถ้าเทียบกับเพื่อนอีกสองคนถือว่าไม่หนักเท่า แต่การถูกมีดปักเข้าเนื้อยังไงก็อันตรายอยู่ดี แต่เท่าที่ดูก็ไม่ได้มีผลกระทบหนักเท่าไร

                “ฉันมาฟังผลตรวจร่างกาย กำลังจะกลับห้องน่ะ”

                “..งั้นเหรอ ฉันเองก็เพิ่งกลับจากไปเยี่ยมพี่ชายมา ว่าจะกลับไปที่ห้องเหมือนกัน”

                “เหรอ..”

                เด็กหนุ่มผมสองสีหยุดฝีเท้าหน้าตู้กดน้ำ เลือกน้ำออกมาสองกระป๋อง ก่อนจะแกะและยื่นให้อีดะ เขาไม่ปฏิเสธใด รับน้ำส้มกระป๋องนั้นมาดื่มบ้าง มันเป็นน้ำใจที่ไม่ต้องมีการเอ่ยอะไรออกมา อาจเป็นการปลอบใจในรูปแบบหนึ่งของคนพูดปลอบไม่เก่งอย่างโทโดโรกิคุง อีดะรู้สึกเช่นนั้น

                มาฟังผลตรวจงั้นเหรอ.. ทั้งที่ห้องตรวจมันอยู่อีกชั้นเลยนะ

                ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แต่รู้ว่าโทโดโรกิคุงที่ไม่น่ามีอะไรให้เดินมาถึงชั้นไอซียูจะโผล่มาแบบบังเอิญได้เลย ห่วงงั้นเหรอ..

                รอยยิ้มผุดขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ ขำคิกคักออกมายิ่งพอนึกถึงสีหน้านิ่งๆที่ตอบเขาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

                “…โกหกไม่เก่งเลยน้า โทโดโรกิคุง”

                อดไม่ได้ที่จะกระเซ้าขึ้นมา อีดะยิ้มมองคนหน้าตายที่ชะงักไปแล้วเบือนตาเสหลบไปทางอื่น ถึงจะมีแผลไฟไหม้แต่เขาก็เห็นความแดงบางๆบนผิวแก้มอีกฝ่ายยิ่งทำให้ยิ้มขันออกมา เลิกแซวดีกว่า เพราะถ้าไม่มีโทโดโรกิคุง เขาคงไม่ได้มายืนที่ตรงนี้อีก

                อีดะคิดไปถึงห้วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขากลับมาสู่ถนนฮีโร่ได้สำเร็จ

                “หยุดเถอะ ผมน่ะ”

                “ถ้าอยากให้หยุดนัก ก็ลุกขึ้นมาเซ่!

                “แล้วตั้งใจดูสิ่งที่อยากเป็นให้มันชัดๆ!

                ในห้วงที่กำลังดำดิ่งลึกลงสู่ความสิ้นหวังที่ไม่มีวันเงยหน้าขึ้นมาได้อีก จมในโคลมตมสกปรกทั้งร่างกายและจิตใจจนไร้แรงจะขยับตัว คำตะโกนนั่น มันฉุดรั้ง กระชากแขนให้เขากลับขึ้นมาพบแสงสว่างใหม่อีกครั้ง….

                “ขอบคุณมากนะ”

                “….ไม่เป็นไร”

                โทโดโรกิตอบอุบอิบเสียงเบาแตกต่างจากทุกครั้งชัดเจน ก่อนจะเหล่มองและขำพรืดขันกันออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งสองหัวเราะอย่างไร้สาระ หยิบยกเรื่องราวสนทนาระหว่างดื่มน้ำกันไปหน้าตู้กดน้ำ ฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องราวของตนไปเรื่อย

                โทโดโรกิรู้ว่าตัวเองเป็นคนสื่ออารมณ์ไม่เก่งจนมักถูกใครหลายคนตำหนิซึ่งหน้า นินทาลับหลังเสมอๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เขาเอามาสนใจอะไร กลับกันด้วยซ้ำที่ไม่คิดแยแสใครรอบตัว มองแต่ความแค้นเบื้องหน้าเป็นเป้าหมายให้ชีวิต อะไรรอบกายที่ไร้ค่าเกินสนใจปัดมันทิ้งไปจากสมองและหัวใจ ทว่าตั้งแต่ถูกถ้อยคำของมิโดริยะชกเข้ามา ทำลายกำแพงที่ปิดตายมาเนิ่นนาน จนแสงสว่างพุ่งเข้ามามันจ้า พร่าตาที่มืดบอดมาตลอด ทำให้โทโดโรกิเหมือนคนเพิ่งออกมารู้จักโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ได้สัมผัสถึงอากาศที่แท้จริง บางสิ่งจึงค่อยๆเรียนรู้ไปอย่างเชื่องช้าเงอะงะแต่ตั้งใจเป็นอย่างมาก

                ไม่ว่าจะเรื่องที่สังเกตเห็นกริยาอาการอีดะที่จมในความแค้น หรืออย่างที่รู้ว่าอีดะจะไปเยี่ยมพี่ชายที่ห้องไอซียูวันนี้ เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรยังไงที่จะปลอบเพื่อนร่วมชั้นเรียนดี คำปลอบโยนที่เหมาะสมงั้นรึ นึกไม่ออกเลยจริงๆ คนอย่างเขาคงต้องใช้เวลาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ มารู้อีกทีสองขาก็พาโทโดโรกิมายืนฟังเงียบๆหลังกำแพงที่เลี้ยวไปก็เป็นห้องไอซียูแล้ว

                ได้ยินแว่วเสียงร้องไห้ และคำขอโทษจากหัวหน้าห้องตน

                อย่างน้อย อีดะก็กลับมาเป็นอีดะคนเดิม ที่ไม่มีความเคียดแค้นใดๆในใจให้เขากังวลอีกต่อไป

                เมื่อคิดเช่นนี้ เด็กหนุ่มเลยคิดจะกลับห้องพักฟื้น แต่กลายเป็นว่าโดนอีดะเจอตัวซะก่อน แถมยัง..จับได้ด้วยอีกต่างหาก ลืมไปเลยว่าอีกฝ่ายนั้นสอบได้ที่สองของห้อง

                …น่าขายหน้ายังไงชอบกล

                ระหว่างเดินกลับไปที่ห้องพักฟื้น อีดะบอกให้โทโดโรกิไปก่อน เขาจะแวะเข้าห้องน้ำ บอกด้วยว่าไม่ต้องรอ

                “นายเข้าห้องน้ำเองได้เหรอ” โทโดโรกิที่นิ่งไปสักครู่ มองสองมือที่พันแขนเป็นมัมมี่ แม้จะมีนิ้วโผล่ออกมาหยิบจับอะไรได้บ้าง แต่ก็ดูจะ…ลำบากในการเข้าห้องน้ำพอตัว ในฐานะผู้ชายด้วยกันก็พอจะเข้าใจละนะ

                “ให้ไปตามนางพยาบาลมาไหม จะได้ไม่ลำบาก” ชี้นิ้วไปยังเคาท์เตอร์พยาบาลที่อยู่ไม่ไกลด้วยท่าทางหวังดีจริงๆ

                “โทโดโรกิคุง!!”

                แต่อีดะหน้าแดงฉ่าเหมือนถูกทาสีไปทั้งหน้า ถ้ามือเคลื่อนไหวได้คงโบกไปมารัวๆแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้เลยได้แต่ทำหน้าแดงตัวแข็งทื่อแทน อยากจะพุ่งหนีเข้าห้องน้ำแทนการถูกถามอะไรหน้าอายแบบนี้ บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจว่าโทโดโรกิคุงเจตนาดีหรือแค่อยากแกล้งกันแน่

                “หรือให้ฉันช่วย” ยังจะพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยอีก

                “ไม่ต้องเลย กลับห้องไปเลย!”

                อีดะเผ่นเข้าห้องน้ำก่อนที่จะถูกถามอะไรประหลาดน่าอายกว่านี้ แค่นี้ก็อายจนหูจะไหม้อยู่แล้ว โทโดโรกิมองนิ่งสักครู่แล้วเดินกลับไปที่ห้องพักฟื้นตามที่ถูกไล่มา หากสมองยังครุ่นคิดต่อ

                ดวงตาสองสีสะท้อนภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้ เขาตั้งใจจะช่วยจริงๆ ไม่ได้คิดจะแกล้งอะไรอีกฝ่ายเลยสักนิดเดียว แต่ปฏิกริยาของอีดะนั้นกลับทำให้เขา..

                ……….รู้สึกแปลกๆ…

                ไอ้ความรู้สึกประหลาดตะกี้มันคืออะไร

                ภาพหน้าแดงก่ำลนลานเลิกลั่นของหัวหน้าห้องผู้แสนจริงจังเถรตรง

                …อีกล่ะ..

                ความรู้สึกนี้มันอะไรกันนะ

                จะถามใคร มันก็อธิบายไม่ถูกด้วยสิ

                โทโดโรกิครุ่นคิดตลอดการกลับห้องพักฟื้น ราวกับมันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องค้นหาและทำความเข้าใจกับมันให้ได้

…..

                เมื่อกลับมาสู่รั้วโรงเรียนเหมือนเดิม ชีวิตก็เหมือนกลับสู่สิ่งเดิมๆ อีกครั้ง จนทำให้เหมือนเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเป็นเรื่องฝันไป

                จนเมื่ออ.ไอซาวะเกริ่นถึงเรื่องที่มีการสอบในอีกไม่นาน ดูเหล่าเพื่อนร่วมห้องตึงเครียดทันที ซึ่งส่วนใหญ่ก็พวกอันดับท้ายๆของห้องทั้งนั้น แต่เสียงเฮฮาสนุกกับหน้าร้อนดูมีมากกว่า

                “ไม่ทานแกงกระหรี่เหรอ”

                อีดะลดตะเกียบที่คีบหมูทอดลงเมื่อจู่ๆ โทโดโรกิเอ่ยขึ้นพอนั่งที่โต๊ะอาหารแล้ว พักเที่ยงเสียงจอแจดังไปรอบๆ กลุ่มพวกเขาก็คุยกันไปเซ็งแซ่ ทำให้อีดะต้องตั้งใจฟังอีกครั้งตอนที่โทโดโรกิเอ่ยถามอีกรอบ

                “ก็เห็นนายพูดในห้องเรียน นึกว่านายจะชอบซะอีก วันนี้มีข้าวแกงกระหรี่ด้วยนี่”

                “อ้อ นั่นน่ะเหรอ ฉันก็ชอบแหละ แต่ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงเข้าค่ายมันก็ต้องข้าวแกงกระหรี่สิ ถึงจะเป็นเอกลักษณ์”

                พูดจริงจังดูเป็นวิชาการชอบกล มิโดริยะกับอุราระกะเองก็ร่วมเห็นด้วย ถึงจะทำกันเองแล้วรสชาติธรรมดาแต่การทานตอนไปค่ายมันก็อร่อยจริงๆ อุราระกะเลยถามว่าอีดะชอบอะไร พอบอกว่าสตูว์ ก็โดนเด็กสาวขำพรืดแซวว่าดูคุณหนูมากๆ

                “อะไรกัน มันไม่ใช่แบบนั้นนะ”

                อธิบายแย้งด้วยหน้าแดงๆนิดๆ อีดะต้องยอมรับว่าโดนแซวมาตลอดตั้งแต่วิธีการพูดจนไปถึงของกินที่ชอบทาน ทำให้บางทีไม่ค่อยอยากบอกใครสักเท่าไร ยังดีนะที่บ้านเขาไม่ใช่คฤหาสน์แบบโยโอโยโรสึคุง รายนั้นคุณหนูของจริงเลยล่ะ

                “อีดะเป็นคุณหนูงั้นเหรอ”

                “โทโดโรกิคุงก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอ”

                ครานี้อีดะขมวดคิ้วใส่ จ้องตาเขม็งกับดวงตานิ่งๆนั่น ให้ตายเถอะ ใครว่าโทโดโรกิคุงเป็นคนเย็นชากัน ไม่ใช่เลยล่ะ ระยะหลังดูจะก่อกวนแปลกๆ บางทีก็ถามอะไรประหลาดๆอีกด้วย หัวหน้าห้องขยับแว่นมองคนตรงหน้าที่หยิบตะเกียบคีบเส้นโซบะจุ่มน้ำซอสเย็น มีเทมปุระใส่จานอยู่ข้างๆ ทำให้อดทักไม่ได้ ถึงปริมาณอาหารที่ดูไม่น่าพอต่อพลังงานในการเติบโตของคนวัยเดียวกัน

                “เอาของฉันไปสิ”

                แบ่งหมูทอดในชามตนวางข้างๆเทมปุระ มิโดริยะกับอุราระกะเลยร่วมแบ่งกับข้าวตัวเองด้วย กลายเป็นพูนล้นจนเกือบกลิ้งหล่น ไม่มีใครสนคำปฏิเสธของโทโดโรกิเลยสักคน

                “กินให้หมดนะโทโดโรกิคุง”

                ถึงมีรอยยิ้มกว้างใจดีแต่เป็นแววตาที่คนถูกมองรู้สึกว่ามุ่งหวังปนคาดคั้นอย่างไรชอบกล

                “ฉันจะพยายาม” พยักหน้านิดๆเป็นการตอบรับที่ชัดเจนพอให้เข้าใจ

                “ดีมาก”

                อีดะยิ้มกว้างกว่าเดิม โทโดโรกิมองรอยยิ้มนั้นแล้วก้มหน้าก้มตากินต่อไป

                โทโดโรกิเองก็แปลกใจตัวเองที่ตั้งแต่วันนั้น เขาเหมือนจะจำเรื่องต่างๆของหัวหน้าห้องจริงจังคนนี้ได้มากขึ้น เรื่องราวที่ได้ยิน บทสนทนาที่ผ่านหู รวมไปถึงแกงกระหรี่นั่นด้วย มันเหมือนบันทึกข้อมูลลงสมองอย่างอัตโนมัติทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจอะไรเลยสักนิดเดียว

                ทำไมกันนะ..

                แล้วเมื่อตะกี้นี้ สีหน้าตอนถูกแซว ก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกๆอีกแล้ว แต่พอเขาพูดออกมาบ้าง กลับทำแค่หน้าขุ่นใส่ …ทำให้รู้สึกไม่ชอบนิดๆทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

                บางทีเขาต้องรีบหาคำตอบจากสิ่งที่ไม่เข้าใจนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นสอบปลายภาคอาจไม่มีสมาธิมากพอกับการถูกรบกวนความสงสัยในสมองแบบนี้

                โทโดโรกิคิดอย่างมุ่งมั่นขณะเคี้ยวหมูทอดคำโตไปด้วย

                “อีดะคุงอยู่ไหม!”

                ฮัตสึเมะ สาวนักประดิษฐ์ของแผนกซัพพอร์ตพูดเสียงดังแจ้วหน้าประตูห้องA เป็นภาพแปลกๆนิดหน่อยที่ได้เห็นสำหรับคนในห้อง ยิ่งพอหัวหน้าห้องไปหาก็มีเพื่อนนักเรียนหูผึ่งตั้งใจฟังกันเป็นแถว

                “อุปกรณ์ที่นายอยากได้น่ะ ฉันทำเสร็จแล้ว จะไปทดลองตอนเย็นนี้เลยไหม ที่จริงเอาตอนนี้เลยก็ได้นะ”

                ไม่พูดเปล่าฮัตสึเมะจับข้อมืออีดะจะลากไปด้วยเลยในทันที ดวงตาประกายวับทีเดียวกับการมีเหยื่อทดลองลูกๆของเธอ อีดะรีบท้วงลั่น เขามีเรียนต่อ จะให้โดดเรียนได้อย่างไร ผิดมากๆเลย รีบดึงข้อมือกลับพร้อมขยับมือขยับไม้ประหลาดๆตามประสา

                “กะอีแค่นิดๆหน่อยๆเองไม่เป็นไรหรอกน่า”

                “ไม่ได้ เธอนี่อย่าทำตัวเป็นนักเรียนที่ไม่ดีสิ”

                “จริงจังมากไปสาวไม่แลนะ อีดะคุง ฮุๆๆๆ”

                อีดะแทบอยากเอาอะไรเขกหัวอีกฝ่าย ตั้งแต่ได้สู้กันมา รู้เลยว่าเป็นคนกวนประสาทขนาดไหน นี่ถ้าไม่เพราะเขาอยากจะปรับปรุงเรื่องท่อส่งที่ขาเขา จนไปคุยที่ห้องเทคนิค เลยได้เจอฮัตสึเมะที่ขลุกอยู่ทั้งวันในนั้น คงไม่ต้องมาปวดหัวแบบนี้ ความเจ็บใจที่โดนหลอกตอนกีฬาสียังตราตรึงมาก ทำให้เขาต้องระมัดระวังเวลาอยู่ใกล้หล่อนเสมอ ไม่งั้นจะโดนหลอกไปอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้

                “ก็ได้ๆ เดี๋ยวฉันต้องไปส่งดีไซน์ตัวอย่างงานใหม่ ให้อาจารย์เหมือนกัน แต่ถ้าวันนี้นายมาสาย รับรองเลยว่าอุปกรณ์ของนายจะเพิ่มเติมความเจ๋งลงไปอีกแน่ๆ”

                ฮัตสึเมะชี้นิ้วใส่ประกาศอย่างเริงร่า ดูอยากจะให้ไปสายด้วยซ้ำ แต่ก็ยอมกลับโดยดี อีดะที่เถรตรงและจริงจังเลยเกรงใจขึ้นมา บอกว่าครั้งหน้าถ้ามีอะไรไลน์หาเขาก็ได้ จะได้ไม่ต้องมาถึงห้องเรียนแบบนี้ ทำให้เสียเวลาทั้งที่เขาไปรบกวนแท้ๆ

                “แลกไลน์กับสาวด้วย บู่ๆๆๆๆๆ ขี้โกงอ่ะ”

                กลุ่มก๊วนจอมแซวของห้องที่นำโดยคามินาริเจ้าเดิม เริ่มทันทีที่อีดะเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง ถึงจะรู้ว่าไม่มีอะไรแต่อย่างน้อยขอแซวสักหน่อย บางทีมันอาจจะมีอะไรต่อก็ได้นี่

                “อะไรกัน มันเรื่องธุระนี่ แค่แลกไลน์กันเท่านั้น ฉันรบกวนให้ฮัตสึเมะซังช่วยอยู่ ต้องเกรงใจเขาหน่อยสิ”

                “อีดะคุงมีปัญหาที่ขาเหรอ”

                มิโดริยะถามกังวล นึกไปถึงเรื่องคดีที่เกิดขึ้น หรือว่าจะเกี่ยวอะไรกัน อีดะพอเข้าใจในความคิดนั้น หันมายิ้มอธิบายตรงๆ

                “พอใช้ท่าใหม่แล้วเครื่องมันชอบมีปัญหาบ่อยๆ เลยอยากหาจุดปรับปรุงแก้ไขว่าควรต้องทำยังไง จะได้รองรับผลจากท่าใหม่ได้ดีขึ้น ไม่อยากให้กลายเป็นว่าใช้ท่าใหม่ทีไรเครื่องพังทุกทีอีกน่ะสิ”

                หลายคนพยักหน้าเข้าใจ วกกลับเข้าสู่ปัญหาของอัตลักษณ์แต่ละคน เอ่ยถามคนเก่งของห้องที่ดูจะใช้อัตลักษณ์ได้แตกต่างที่สุด ทั้งน้ำแข็งและไฟแบบนั้น เวลาใช้พร้อมกันไม่ลำบากในการควบคุมรึไง

                “ก็มีบ้าง ตอนนี้ฉันยังต้องเรียนรู้การควบคุมมันอยู่”

                โทโดโรกิมองมือข้างซ้าย อัตลักษณ์ซีกที่ไม่เคยใช้งานมานาน ทำให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ทั้งการปล่อยออกมา การควบคุม การลดความร้อนเย็น แม้จะไม่ชอบใจลึกๆในบางครั้ง แต่ก็ดูจะใช้งานมันได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เขากำลังปรับตัวในการยอมรับกับพลังตัวเองให้ได้

                “……”

                ดวงตาสองสีเหลือบมองหัวหน้าห้อง ก่อนจะกวาดสายตากลับมาตรงหน้าตน พลางคิดในใจกับสิ่งที่เพิ่มขึ้น

                …ถ้าเขาไลน์ไปหาอีดะ อีดะจะตอบเขาไหม

                ความสงสัยนี้ทำให้เขาอยากทดลองดู

                แต่จะไลน์ไปว่าอะไรล่ะ…

                นับวันคำถามที่หาคำตอบไม่พบดูท่าจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ..

                ในวันหยุดสุดสัปดาห์ โทโดโรกิที่ยังไม่รู้ว่าจะไลน์ไปยังไงดี ชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศก็เหมือนจะไม่เข้าที ปกติก็เจอที่โรงเรียนอยู่ทุกวันตลอด ยิ่งทำให้ไม่รู้จะทักอย่างไร เด็กหนุ่มที่ตั้งใจจะไปเยี่ยมคุณแม่ในโรงพยาบาล แวะไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของไปฝากนั้น ตอนนี้กำลังเดินเตร็ดเตร่ในร้านหนังสือ พลางคิดว่าบางที อาจมีหนังสือแนะนำสักเล่มในปัญหาที่กำลังแก้ไม่ตกนี้

                “อ้าว โทโดโรกิคุง มาซื้อหนังสือเหมือนกันเหรอ”

                “อีดะ..”

                ถึงจะตกใจ แปลกใจ แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มผมสองสีก็ยังมีแค่มากสุดคือเบิกตากว้างอีกเล็กน้อย อีดะในชุดลำลองไม่คุ้นตาถือถุงหนังสือที่เพิ่งชำระเงิน มาทักทาย พอถามว่าซื้ออะไร โทโดโรกิก็เบนสายตาไปทางอื่น จะให้ตอบยังไงล่ะ

                “แล้วนายล่ะ ซื้อไปตั้งเยอะเชียว” เปลี่ยนประเด็นดีกว่า แต่เขาก็สงสัยจริงว่าหนังสือหลายเล่มในถุงใหญ่นั้น เอาไปอ่านเองเลยรึไง แล้วแบบไหนที่หัวหน้าห้องคนนี้สนใจกันนะ

                “นี่น่ะเหรอ ฉันจะเอาไปให้พี่ที่โรงพยาบาลวันนี้ ว่าเอาไว้อ่านตอนพักฟื้น ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเราต้องเข้าค่ายใช่ไหม เลยตั้งใจหาอะไรไว้ให้พี่ไม่เบื่อตอนที่ฉันไม่ได้เข้าไปเยี่ยม”

                “อ้อ…นั่นสินะ ฉันเองก็จะไปโรงพยาบาลเหมือนกันพอดี”

                โทโดโรกิตอบรับ เขาเองก็ตั้งใจเยี่ยมคุณแม่ให้บ่อยที่สุดก่อนที่จะปิดเทอมฤดูร้อนแล้วต้องไปเก็บตัวกัน ความคิดนี้เหมือนกันโดยบังเอิญ ทำให้อดรู้สึกดีขึ้นมาไม่ได้

                หากอีดะที่ได้ยินแบบนั้นนิ่งไปเล็กน้อย เขาพอรู้ว่าคุณแม่ของโทโดโรกิเข้าโรงพยาบาลที่มีชื่อด้านเกี่ยวกับจิตเวช แต่ตื้นลึกหนาบางนั้นไม่เคยคิดจะละลาบละล้วงถามออกมา ทุกคนย่อมมีพื้นที่ที่ไม่ควรมีใครเข้าไปแตะต้อง เด็กหนุ่มจึงยิ้มแล้วชวนเพื่อนร่วมชั้นไปเดินห้างฯด้วยกัน โทโดโรกิที่ยังงุนงแต่ก็ยอมเดินตามไปด้วยอย่างว่าง่าย ไม่ถามว่าทำไม บางทีการพูดคุยกันสองคนแบบนี้อาจทำให้เขาได้รับคำตอบของคำถามก็ได้

                อีดะพาเดินมาที่ชั้นขายอาหารและขนม ร้านค้าเรียงรายเต็มไปด้วยขนมน่าทานมากมายหลังกระจกใส ไปหยุดหน้าร้านขนมญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อ ทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยระหว่างต่อคิวที่ยาวเหยียด แต่เหมือนมันไม่นานเลยสักนิด เมื่อรู้อีกที โทโดโรกิก็มองถุงตรงหน้าที่อีดะเอาใส่มือเขา

                “ขนมร้านนี้อร่อยมากๆ ไม่หวานเกินไป ทานคู่กับชาร้อนยิ่งอร่อย คุณแม่นายไม่ได้ถูกห้ามเรื่องของที่ทานใช่ไหมล่ะ ฝากไปให้คุณแม่ด้วยนะ”

                “เดี๋ยวสิ มัน”

                “ถ้าเกรงใจก็ถือซะว่าเป็นของเยี่ยมจากเพื่อนๆที่ห้องแล้วกัน”

                ไม่รู้ว่าเพราะดวงตาที่จริงใจ หรือรอยยิ้มกว้างสดใสอ่อนโยนของอีดะ ถึงทำให้สุดท้ายโทโดโรกิได้แต่รับมาพร้อมเอ่ยขอบคุณ

                “…งั้นไว้ฉันจะไลน์ไปบอกนะว่าเป็นยังไง”

                “อืม หวังว่าจะถูกปากคุณแม่นายนะ”

                อีดะมองนาฬิกาข้อมือตน เขาต้องไปเยี่ยมพี่ชายต่อแล้ว ก่อนแยกกันไป หัวหน้าห้องยังฝากอีกกล่องให้กับที่บ้านโทโดโรกิ ไว้ไปทานเองต่างหากด้วย เป็นคนมีน้ำใจจริงๆ

                …ใจดีมากๆเลย

                อยากหาอะไรตอบแทนบ้าง แต่อะไรกันล่ะ

                โทโดโรกิคิดไปขณะเดินไปในโรงพยาบาล อย่างน้อย เขาก็มีเรื่องให้ได้ไลน์คุยกันกับอีดะแล้ว ความคิดนี้ผุดรอยยิ้มบางๆบนหน้าอย่างไม่ทันรู้สึกตัวเลยสักนิดเดียว

                “กลับมาแล้วเหรอโชโตะ ทานข้าวเย็นมารึยัง”

                ฟุยุมิทักทายน้องชายที่เพิ่งเข้ามาในบ้านหลังจากออกไปเยี่ยมคุณแม่มาทั้งวัน วันนี้หล่อนไม่มีสอนเลยได้พักอยู่บ้าน แต่ก็ยังเอางานมาวางบนโต๊ะทานข้าวระหว่างรอน้องชายกลับมา แม่บ้านกลับไปกันหมดแล้ว พอรู้ว่าโชโตะยังไม่ได้ทานอะไร หล่อนจึงลุกไปอุ่นอาหาร พลางไล่ให้คนเพิ่งมาไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมาทานข้าวเย็นมื้อค่ำ

                “ขนมนั่นของฝากเหรอ”

                “อืม”

                ฟุยุมิมองกล่องขนมยี่ห้อดังขึ้นชื่อที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ตาวาววับประสาหญิงสาวกับขนมหวาน เดินลั้ลล้าไปชงชาร้อนอร่อยๆอย่างรวดเร็ว โชโตะที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยนั่งซดมิโซะซุปสลับทานข้าวเย็นไประหว่างที่พี่สาวแกะกล่องขนมทานพร้อมชาเขียวร้อนๆ โดยมีเขาเล่าถึงเรื่องที่ไปเยี่ยมคุณแม่วันนี้มา แม้จะเพิ่งไปหาได้ไม่กี่ครั้ง แต่ก็รับรู้ได้ว่าคุณแม่ดีขึ้นมาก เป็นสิ่งดีจริงๆ

                “แล้วขนมกล่องนี้คุณแม่ไม่ทานเหรอ โรงพยาบาลไม่ได้ห้ามเรื่องของกินนี่”

                “มีอีกกล่อง คุณแม่ชอบมาก ผมทานกับคุณแม่ที่โรงพยาบาลแล้ว”

                และเล่าต่อด้วยว่าเป็นของฝากที่ได้รับมาจากเพื่อนที่โรงเรียน ฟุยุมิเข้าใจทันที ตอนแรกก็นึกแปลกใจอยู่หรอกว่าทำไมน้องชายถึงรู้จักซื้อขนมแบบนี้ด้วย มิน่าล่ะ

                “ตายจริง เป็นเด็กที่มีมารยาทดีมากเลยนะ เอามาฝากบ้านเราด้วย ต้องหาอะไรไปให้หน่อยแล้วล่ะ”

                เพื่อนที่โรงเรียนแสดงว่าอายุเท่ากับโชโตะ ดูมีมารยาทขนาดนี้ ที่บ้านคงอบรมมาดี

                “..ผมก็คิดแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรให้เหมือนกัน”

                “เขาชอบอะไรล่ะ พอรู้ไหม”

                “สตูว์กับน้ำส้ม 100 %”

                พี่สาวทำหน้างงไปชั่วครู่กับข้อมูลที่ได้รับ สมองคิดไปถึงของที่ดูไม่เข้ากันแปลกๆ แต่ก็นะ พอเข้าใจว่าน้องชายเองก็ไม่ได้ถนัดในเรื่องการเข้าสังคมสักเท่าไร แค่จำได้ว่าเพื่อนคนนี้ชอบอะไรก็ถือว่าดีมากแล้ว ตั้งแต่งานกีฬาสีมา ดูเหมือนว่าโชโตะจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความกดดันเครียดขึงรอบตัว จนดวงตากระด้างมลายหายไป ยินยอมที่จะเข้าหาใครต่อใครมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แถมยังมีเพื่อนที่ห้องฝากขนมมาให้แบบนี้ ดีใจจัง สนิทกับเพื่อนๆแล้วสินะ

                หลังจากทานอาหารเย็นจนหมด เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นกลางความเงียบงัน

                “..พี่ ผมมีเรื่องอยากถามหน่อย”

                “หืม มีอะไรเหรอ”

                “พี่เคยเจอปัญหาที่ตอบไม่ได้ไหม”

                ฟุยุมิมองสีหน้าอาการคนถาม ความเป็นครูและพี่สาวผุดขึ้นมาทันที รู้ว่าสิ่งที่น้องชายถามถึงจะไร้สาระขนาดไหน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา แล้วคนอย่างโชโตะไม่มีทางถามอะไรที่ไร้สาระแน่นอน หล่อนจึงปรับท่าทางสบายๆเป็นจริงจังขึ้นมาเพื่อให้เกียรติอีกฝ่ายว่าตั้งใจจริงในการรับฟังปัญหานั้น

                “มีสิ แต่มันอยู่ที่ว่าปัญหาเป็นแบบไหน”

                ข้อแรกที่สำคัญคือห้ามถามซักไซร้คาดคั้นแก่คนที่กำลังเปิดใจเล่าปัญหาตนเอง ประสบการณ์เป็นครูที่เจอลูกศิษย์มากมาย รับฟังปัญหามาหลายอย่าง เมื่อเขาเริ่มเปิดใจให้ดูบรรยากาศอีกฝ่ายแล้วไหลตามไป

                “…ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน..เพราะผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร..รู้แค่ว่ามันค้างคาใจผมมาตลอด อยากจะหาคำตอบของความสงสัยนี้ ยิ่งนานวันมันก็ยิ่งมากขึ้น”

                “พออธิบายได้ไหม โชโตะ อย่างเช่นรู้สึกยังไงเวลาตอนมีปัญหานั้น”

                คำนี้ทำให้น้องชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยมาพร้อมแววตาจริงจังซื่อตรงกับพี่สาว

                “นั่นแหละคือปัญหาของผม.. ผมอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้เลย มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่ผมเพิ่งเจอ”

                ฟุยุมิเริ่มเอาถ้อยคำมาประกอบต่อเป็นรูปร่าง พอจะเข้าใจเลือนรางต่อสิ่งที่โชโตะเป็น ไม่ใช่ ‘ปัญหา’ตรงๆแบบที่หล่อนเข้าใจในทีแรก แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ ที่โชโตะพยายามเข้าใจกับมัน

                “มันเกิดขึ้นตอนไหนบ้างเหรอ”

                ถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนไม่มีการคาดคั้นใดๆ เหมือนคุยกันในเรื่องเบาๆทั่วไป ไม่กดดันอะไร ดวงตาสองสีแสดงความครุ่นคิดเหมือนไล่เรียงสมองชั่วครู่

                “ครั้งแรกตอนที่เขายิ้มออกมา ไม่สิ..ทำหน้าแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันทำให้ผมประหลาดใจ..และรู้สึก…แปลกๆบางอย่าง”

                พอเริ่มเล่า เริ่มเรียบเรียงความทรงจำ เริ่มจัดวางความคิดที่สับสนอุ้มไว้เต็มสองมือลงทีละน้อย โทโดโรกิก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง และเหมือนกำลังทำความเข้าใจไปด้วยกัน

                “ปกติที่ผ่านมา ผมเห็นว่าเขาเป็นคนจริงจังเถรตรง เป็นเพื่อนร่วมห้องที่เข้าใจง่ายตามที่เห็น แต่พอ…ตั้งแต่คดีนั้น ผมเริ่มเห็นอะไรมากขึ้น เหมือนเขาไม่เหมือนที่ผมเคยคิดไว้เลย”

                ภาพสีหน้าจริงจังจมในความคลั่งแค้น ร่างที่นอนบนพื้นตะโกนไล่ให้อย่ามายุ่ง คนที่กำลังทรมาณในสิ่งที่เผชิญอย่างลำพังจนทำให้เขาหงุดหงิดระเบิดอารมณ์ใส่กลับเป็นครั้งแรก อยากจะช่วยให้คนที่จมดิ่งอยู่ตรงนั้นลุกขึ้นมา เพราะงั้นเลิกปัดมือเขาได้แล้ว

                “ทีแรกผมแค่คิดว่าผมคงห่วงเขา กลัวจะเหมือนผมเมื่อก่อน จน…”

                ใบหน้าที่แดงก่ำลนลาน ท่าทางเขินอายเลิ่กลั่กพอถูกถาม สีหน้ามากมายที่เพิ่งเคยได้เห็น แล้วยังรอยยิ้มในวันนี้อีก

                “พอได้เห็นรอยยิ้มของเขากับสีหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน… ผมก็..”

                คำหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง ผุดวาบราวกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่มืดมิดมานาน

                “..อยากเห็นเขายิ้ม อยากเห็นสีหน้าแบบนั้น อยากรู้จักเขามากขึ้น มากขึ้นอีก”

                นั่นไงล่ะ..ดวงตาสองสีเบิกกว้างขึ้น ได้คำตอบแล้ว มันง่ายแค่นี้เอง

                ถึงความรู้สึกแปลกๆจะยังไม่เข้าใจ แต่คำถามที่สงสัยบางอย่าง มันหายคลุมเครือ เหมือนหมอกในอกมลายไป แม้จะยังไม่หมดแต่…โล่งใจขึ้นเยอะ แค่พอนึกว่าได้เห็นรอยยิ้มของอีดะ ใจเขาก็อุ่นวาบขึ้นมาจนสองแก้มมันร้อนผ่าว อยากจะเห็นอีก อยากเห็นรอยยิ้มของอีดะอีกเยอะๆ

                คิดถูกที่ถามพี่ฟุยุมิ

                “…งั้นเหรอ”

                ฟุยุมิที่ฟังมาตลอดยิ้มให้แก่น้องชาย มองดวงตาเป็นประกายวาววับนั่นด้วยความเอ็นดู

                “ตอนนี้ถ้าพี่บอกอะไรไป เดี๋ยวโชโตะจะสรุปไปเองแล้วเข้าใจไปในทางที่ผิดน่ะสิ เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อน เพราะงั้นพี่ว่าโชโตะต้องให้เวลากับมันก่อนนะ”

                “ยังไงเหรอครับ”

                “โชโตะกำลังทำความรู้จักเพราะสนใจในเรื่องที่ไม่รู้จักใช่ไหม ถ้าหากรู้จักหมดแล้วบางทีอาจจะเลิกสนใจก็ได้”

                คำนั้นทำให้ในอกเขากระตุกไปวูบ

                นั่นสิ…แต่.. เขากลับไม่รู้สึกแบบนั้น

                “แต่ถ้ารู้หมดแล้วและยังสนใจต่อไป ยังอยากจะเรียนรู้ในตัวเพื่อนคนนั้น และรับได้กับทุกสิ่งที่เป็น วันนั้นโชโตะจะได้คำตอบเองแหละว่าปัญหานี้แก้ยังไง และความรู้สึกนี้คืออะไร”

                ถึงจะไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนตรงๆ แต่เด็กหนุ่มรับคำพลางพยักหน้านิดๆ พอจะเข้าใจอะไรมากขึ้น แม้จะยังไม่กระจ่างดีแต่ตอนนี้เขายินดีที่จะค่อยๆเข้าใจไปอย่างไม่เร่งรีบเหมือนแต่ก่อน และความรู้สึกยินดีในอกนี้ก็ทำให้เขาพึงพอใจมากขึ้นด้วย

                “แล้วเพื่อนคนนั้นเป็นคนแบบไหนเหรอ”

                ไม่รอให้จบประโยคคำถาม โทโดโรกิก็เล่าอย่างไม่ปิดบังว่าเป็นคนเช่นไร ทั้งข้อดีและข้อเสียที่เห็น เรื่องตอนงานแข่งกีฬาสี เรื่องที่ชอบอะไรไม่ชอบอะไร นิสัยที่ชอบทำมือแปลกๆ ความขี้แยที่มีให้เห็นครั้งแรก ชอบโดนแซวว่าคุณหนู คอยเป็นห่วงเพื่อนคนอื่นเสมอๆ เรื่องพี่ชายที่บาดเจ็บ รวมทั้งเรื่องวันนี้ที่เจอกันในห้างสรรพสินค้า เล่าไปแล้วก็ทำให้รู้ตัวว่าเขาจดจำเรื่องของอีดะไว้มากมายขนาดไหน

                น่าประหลาดใจจัง.. แต่ก็รู้สึกดีจัง

                “จริงสิ ผมต้องไลน์ไปบอกเขาว่าคุณแม่ชอบขนมที่เขาฝากไปให้มาก ฝากขอบคุณเขาด้วย งั้นผมขึ้นไปก่อนนะ”

                “จ้า ไปพักเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่นะ”

                “…พี่ฟุยุมิ…ขอบคุณมากครับ”

                ก้มหัวโค้งขอบคุณ สีหน้าสบายใจมากขึ้นจนมีรอยยิ้มบนหน้า ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพักตน

                ทันทีที่แน่ใจว่าโชโตะไปแล้ว

                “……………”

                ฟุยุมิกลั้นเสียงในใจสุดๆ กำมือทุบอากาศรัวๆแทนการทุบโต๊ะให้เกิดเสียงดัง ระบายอารมณ์ที่พุ่งพล่านในใจจนพอใจแล้วสูดลมหายใจลึกๆจิบชาช้าๆ หน้ายังแดงผ่าว

                ไม่ให้กรี๊ดได้ไงเมื่อน้องชายเธอกำลัง…มีความรัก กำลังแอบชอบใครสักคนอยู่น่ะสิ

                ทันทีที่ฟังปัญหาชัดๆ ฟุยุมิแทบอยากจะกราดถามด้วยความดีใจสุดๆสนใจหนักๆว่า ใครยังไงที่ไหนเมื่อไร ที่ทำให้โชโตะถึงขั้นสับสนได้ขนาดนี้ ต้องฟอร์มยิ้มมองทั้งที่ใจมันแดดิ้นสุดๆแล้ว อยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟังด้วยความดีใจจัง พ่อเรอะ ไม่มีทางแน่นอน กับพี่น้องคนอื่นก็…อย่าเลย

                “เฮ้อออ ถ้ามีพี่น้องผู้หญิงอีกคนก็ดีสิน้า”

                เรื่องหวานๆแบบนี้มีเพื่อนร่วมคุยด้วยมันดีกว่านี่

                แต่เพราะเป็นพี่สาวเลยต้องระวังกว่าเดิม โชโตะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็จริง ฟุยุมิก็กลัวว่าสิ่งที่เกิดมันอาจจะเป็นแค่ความสนใจในชั่วครู่ชั่วยามต่อสิ่งที่ไม่รู้จักก็ได้น่ะสิ ถึงใจอยากบอกว่านั่นแหละคือความรัก แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ ขืนไม่ใช่ขึ้นมา คนที่เจ็บอาจเป็นเด็กสาวคนนั้น ที่โชโตะอาจทะเล่อทะล่าไปพูดให้ความหวังแล้วจากไปเมื่อหมดความสนใจก็เป็นได้

                มีน้องชายวัยรุ่นนี่ต้องรับมือหลายอย่างจริงๆ เป็นครั้งแรกที่ฟุยุมิรู้สึกว่าน้องชายคนนี้เป็นน้องชายปกติทั่วไปเหมือนคนอื่นๆ ทำให้รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

                “อีกฝ่ายดูเป็นเด็กดี มีมารยาทเรียบร้อย ถ้าเกิดพลาดไปคงเข้าหน้ากันไม่ติดแน่ๆ”

                เปรยขณะที่หยิบขนมแสนอร่อยมาทานอีกครั้ง ด้วยความดีใจที่ได้รู้ว่าโชโตะเป็นเด็กทั่วไปมีมุมน่ารักน่าเอ็นดู เลยลืมฉุกคิดอะไรไปสักนิดว่า ตอนที่ไปจัดการเรื่องโชโตะที่โรงพยาบาล เพื่อนร่วมห้องพักฟื้นนั้น ไม่มีผู้หญิงร่วมด้วยเลยน่ะสิ

             ‘งั้นเหรอ คุณแม่นายชอบเหรอ ดีจังเลยนะ’

            ‘อืม ฝากขอบคุณมาด้วย พี่สาวฉันก็เหมือนกัน ชอบขนมของนายมากเลย’

            ‘ร้านนี้เขาอร่อยจริงแหละ ขนาดฉันเองยังชอบเลย’

            ‘วันนี้พี่นายเป็นไงบ้าง’

            ‘ดีขึ้น มีอาการตอบสนองได้มากขึ้นกว่าเดิม หมอว่าอีกไม่นานน่าจะเริ่มฟื้นฟูและเตรียมเข้าสู่การทำกายภาพน่ะ คุณแม่ของนายก็เหมือนกัน ท่านต้องแข็งแรงเร็ววันแน่ๆ’

             ‘อืม ขอบใจนะ’

            ‘ดึกมากแล้วเดี๋ยวฉันไปนอนก่อนล่ะ อย่านอนดึกนักนะ พรุ่งนี้มีเรียนรู้ไหม’

            ‘เข้าใจแล้ว’

            ‘ราตรีสวัสดิ์ โทโดโรกิคุง’

            ‘ราตรีสวัสดิ์ อีดะ’

                “……”

                โทโดโรกิมองหน้าจอมือถือตนที่อีกฝ่ายคงไปนอนอย่างที่บอก จ้องอยู่ชั่วครู่เมื่อแน่ชัดว่าไม่มีการตอบกลับจริง เขาจึงค่อยปิดไฟเตรียมนอนบ้าง กระนั้น มือถือก็ยังวางไม่ไกลจากหัวนอน เพื่อว่าหากมีเสียงไลน์ส่งเข้ามา เขาจะได้หยิบมาตอบกลับทัน ไม่รู้ว่าทำไม หากโทโดโรกิหลับตาลงพร้อมรอยยิ้มบนหน้าด้วยความรู้สึกที่พองโตในหัวใจ

                คืนนี้..เหมือนจะฝันดีกว่าทุกครั้ง

               อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆจัง…


END

***

Talk.

ตะมุตะมิมากกกกก เป็นคู่ที่ใสจนไม่น่าเชื่อ 

เราชอบในเรื่องตอนที่โทโดตะโกนใส่อีดะให้ลุกขึ้นมา อีดะที่เหมือนจะเป็นวิลเลินไปแล้วกลับมาได้เพราะคำตะโกนนั้น มันจี๊ดใจมากๆ

เขียนแบบไม่ขีดเส้นอะไรมาก ปล่อยให้ตัวละครวิ่งไปเรื่อย แค่อยากเริ่มว่าทำไมโทโดถึงได้สนใจอีดะ ทุกทีคู่นี้ในฟิคอื่นโผล่มาแบบชอบไปแล้วไรงี้ไง

ยิ่งเขียนยิ่งเห็นความเด๋อๆที่พยายามเรียนรู้ความรู้สึกตัวเอง 5555 โทโดที่ไม่เคยสนใจในเรื่องความรักคงไม่รู้ว่าไอ้เจ้าความรู้สึกแปลกๆนี่คืออะไร.

สิ่งที่พี่ฟุยุมิพูดก็มีเหตุผล แค่สนใจเลยอยากรู้จัก พอรู้หมดแล้วล่ะ จากนั้นจะเป็นไง. เลยแบบตัดจบแค่นี้ให้ไปจิ้นต่อ55555

ชอบความใจดีขี้เป็นห่วงของอีดะ ชอบความเด๋อๆของโทโด ถ้าซื้อหนังสือผิดนี่ทำไงเนี่ย 55555


               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #15 Banananaaa (@did-you-know) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 21:50
    แง๊ น่ารักมากเลยค่ะเป็นอะไรที่ใสมากเหมือนความรักของเด็กอนุบาล(?)ที่เริ่มมีรักแรก -//- ค่อยๆเรียนรู้กันไปเรื่อยๆแบบนี้ก็ดีแล้ว เห้อ เหมือนเราเป็นคุณแม่ที่ค่อยมองลูกชายเลย แต่พี่ฟุยุมิคนที่โชโตะชอบเป็นผู้ชายนะคะ ฮ่าๆ อืออออ แล้วแต่งคู่นี้อีกนะคะชอบความใสซื่อแบบนี้จังเลย ความจริงช่วงนี้เราแอบ alleda แล้วนะคะ 555555 ไม่รู้จะมีคนรู้สึกแบบเราไหม
    #15
    1
  2. #14 Dear~ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 20:37
    ตอนนี้นี่คือน่ารักใสๆวัยรุ่นชอบอ๊าาาาา กรี้ดดดด>\\<

    โทโดโรกิคุงเป็นคนที่ช่างสงสัยจังเลยค่ะะ

    คุณพี่คะรู้สึกว่าจะไม่ได้น้องสะใภ้นะคะแต่ได้น้องเขยแทนอิอิ

    ชอบฉากนั้นเหมือนกันค่ะ แต่มีอีกฉากนึงที่ชอบตอนโทโดโรกิคุงเล่นมุขเรื่องมืออ่ะค่ะตอนอ่านนี่โคตรขรมม55555

    นึกว่าจะมีการสารภาพรักกันงั้นสู้ต่อไปนะโทโดโรกิคุงงง PLUS ULTRA!!!!

    ปล.ตอนนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองนะคะะะเค้าเป็นห่วงงงง

    ปลล.ชอบคู่นี้แบบจริงจังไม่รู้ทำไมเรื่องไหนเราชอบคู่แรร์ตลอดอ่ะชอบคู่ โทมูระกับคัตจังด้วยค่ะะคู่นี้คตแรร์

    ปลลล. ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะะะ สู้ๆค่ะะะ!!

    ปลลลล.ติดตามเสมอนะคะะอย่าทิ้งเค้าไว้นานเค้าเหงาาTAT

    #14
    1
  3. #13 Dear~ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 20:35
    ตอนนี้นี่คือน่ารักใสๆวัยรุ่นชอบอ๊าาาาา กรี้ดดดด>\\<

    โทโดโรกิคุงเป็นคนที่ช่างสงสัยจังเลยค่ะะ

    คุณพี่คะรู้สึกว่าจะไม่ได้น้องสะใภ้นะคะแต่ได้น้องเขยแทนอิอิ

    ชอบฉากนั้นเหมือนกันค่ะ แต่มีอีกฉากนึงที่ชอบตอนโทโดโรกิคุงเล่นมุขเรื่องมืออ่ะค่ะตอนอ่านนี่โคตรขรมม55555

    นึกว่าจะมีการสารภาพรักกันงั้นสู้ต่อไปนะโทโดโรกิคุงงง PLUS UNTRA!!!!

    ปล.ตอนนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองนะคะะะเค้าเป็นห่วงงงง

    ปลล.ชอบคู่นี้แบบจริงจังไม่รู้ทำไมเรื่องไหนเราชอบคู่แรร์ตลอดอ่ะชอบคู่ โทมูระกับคัตจังด้วยค่ะะคู่นี้คตแรร์

    ปลลล. ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะะะ สู้ๆค่ะะะ!!

    ปลลลล.ติดตามเสมอนะคะะอย่าทิ้งเค้าไว้นานเค้าเหงาาTAT

    #13
    0