SF Project produce 101 ss2 (All x Kwonhyunbin 2tae)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 53,150 Views

  • 1,730 Comments

  • 1,348 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    125

    Overall
    53,150

ตอนที่ 5 : Gravity

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3915
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    3 มี.ค. 62

 
Gravity


     


          "ได้ข่าวว่าเมื่อวานดาวนิเทศน์ชวนไปกินข้าวเหรอวะ" เสียงร้องทักจากเพื่อนหัวสีชมพูทำให้ผมที่พึ่งจะนั่งลงบนโต๊ะเลคเชอร์หันไปมอง 


          "พวกมึงก็รู้อยู่แล้วนี่" ถอนหายใจใส่อย่างเบื่อหน่าย ทำมาเป็นพูดว่าได้ข่าวโทษทีเหอะ หาเรื่องแซวผมล่ะสิไม่ว่า 



          "แหม่ แค่อยากกวนเล่น ไม่เห็นต้องถอนหายใจใส่หนักขนาดนี้เลย แจฮวานอ่า แดนช้ำใจจัง"  เกลียดความเนียนและความหน่อมแน้มนี้ ทำเป็นอิงซบเพื่อน เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อน่ะนะครับ



           "กูขนลุก" ครับ อยากจะกราบเบญจางคประดิษฐ์ขอบคุณคุณชายมินฮยอนที่พูดแทนใจของผม


    
           "ดาวนิเทศน์ไม่เด็ดอ่อวะ ทำไมทำหน้าตาเหมือนปวดขี้กูสังเกตุมาตั้งแต่มึงเดินเข้าห้องแล้ว" อิมยองมินวางหนังสือที่อ่านค้างไว้ลงก่อนมองหน้าหาคำตอบจากสิ่งที่ตัวเองถาม แม่งมีตาทิพย์หรือเปล่าวะเห็นจ้องแต่หนังสือ เอาเวลาที่ไหนมาสังเกตุ 



           "เปล่ากูแค่เบื่อๆน่ะ ที่จริงไม่ได้อยากไป แต่เสือกน้ำตาคลอ พวกมึงก็รู้ถึงกูจะเหี้ยแต่ก็เสือกแพ้น้ำตา" เป็นเรื่องที่โคตรน่าเบื่อสำหรับชีวิต แม่ง เกิดมาปากหมา ปากกล้า พูดตรง ไม่เคยจริงจังกับใคร อาจจะดูเลวกับการควงคนไม่ซ้ำหน้าแต่ผมไม่ได้เข้าหาคนพวกนั้นนี่ และผมก็ไม่ได้คิดจะจริงจังกับใคร ที่ไม่ชอบสุดคงเป็นการอยากหยุดอยู่เงียบๆบ้างตอนมัธยมถึงช่วงปีหนึ่งก็รู้สึกดีอยู่หรอกที่เป็นที่หมายตาและถูกใจของใครหลายๆคน รู้สึกว่าหล่อและเท่ห์มาก มันก็เหมือนความภูมิใจแบบเด็กๆ ที่พอโตขึ้นแล้วถึงรู้สึกว่าบางทีมันก็ไม่ได้น่าภูมิใจอะไร ยิ่งตอนใกล้จะจบปีสี่มีธีสิสให้ทำ มีโปรเจคจบ มีควิซ รอให้เผชิญ ยิ่งต้องการเวลาพัก อยากตื่นแค่เคลียร์งาน เข้ามอ กินข้าว นอกนั้นก็อยากนอนพักเงียบๆ แต่ความพีคอยู่ที่แค่ผมเห็นน้ำตาของคนที่มาชวนเดทผมเสือกปฏิเสธไม่ลง พระเจ้าสร้างผมมาแบบย้อนแย้งในตัวเองขั้นสุดเลยล่ะ 


   
          "จะถอดเขี้ยวเล็บเหรอวะ แอบซุกเมียรึเปล่ามึงเนี่ย" ปากแบบนี้ไม่ต้องเดาว่าใครปิดตาฟังยังทายถูก


         "ส้นเถอะ แม่ง กูเหนื่อย อยากพัก แล้วกูก็เบื่อจริงๆ ชวนกูไปกินข้าวดูหนังเองแต่เรียกร้องเอานู่นเอานี่ เหมือนเป็นเมียกูอ่ะ พอกูตึงใส่ก็ร้องไห้ เท่านั้นแหละ เหี้ย กูนี่รู้สึกผิดบาปเลย เกิดมาเลวเสือกเลวไม่สุด" ถ้าผมขยี้หัวตัวเองได้นี่คงทำไปแล้วล่ะแต่ติดตรงที่ว่าคนอื่นอาจมองว่าผมเป็นบ้าน่ะนะ




         "แล้วอีกอย่างกูยังไม่เจอคนที่ใช่ คนที่อยากจะให้ใช้ฐานะเมียสักที ใครจะเหมือนมึงล่ะไอ้แดน กว่าจะมองเห็นเหี้ยใส่เขาไปตั้งเยอะ พอตอนนี้ก็ต้องมาคอยตอดเล็กตอดน้อยในฐานะเพื่อนอยู่แบบเนี้ยะ" เหล่ตามองแรงใส่ เมื่อก่อนเรียกได้ว่าเหี้ยยกแพ็คล่ะครับอ่อยกเว้นไอ้แจฮวานนะ รายนั้นน่ะดูเป็นคนที่สุดในกลุ่มล่ะ  ยิ่งไอ้แดนนะผ่านวันไนท์แสตนด์บ่อยจนกลัวเอดส์ถามหามันอ่ะ คนที่คอยรับกรรมเก็บซากก็รูมเมทอย่างไอ้แจฮวานนั่นแหละ เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถม พวกผมดูออกกันหมดว่ามันสองตัวรู้สึกยังไงกัน คงมีแต่ไอ้หัวสีชมพูที่โง่ ไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง แล้วไอ้แจฮวานก็นิ่งเงียบเก็บความรู้สึกรับความเจ็บช้ำอยู่คนเดียว ส่วนไอ้แดนก็คอยแต่มองหาคนอื่น เพราะเชื่อและเคยชินกับการที่ยังมีอีกคนรออยู่และไม่หายไปไหนกว่ามันจะยอมเข้าใจความรู้สึกตัวเองก็ตอนที่มีเด็กที่ชื่อเซอุนเข้ามาดูแลไอ้แจฮวานนั่นแหละ  ตอนนั้นนะ พวกผมพึ่งเคยเห็นมันร้องไห้จนหมดสภาพเป็นครั้งแรก ดีที่ไอ้แจฮวานมั่นคงพอ ถึงยอมให้โอกาส แต่ไอ้แดนต้องรักษาพฤติกรรม อย่างเช่นตอนนี้ที่ได้แค่สถานะเพื่อนและเข้าใกล้นิดๆหน่อย แต่ทำรุ่มร่ามมากไม่ได้ ยอมรับว่าสะใจมากแต่ไม่แสดงออก เดี๋ยวเพื่อนด่า
         


             ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็พอๆกับไอ้แดนเรื่องเที่ยวเรื่องบนเตียงไม่ทิ้งห่างกันสักเท่าไหร่ แต่ก็มาตกม้าตายเพราะเด็กมึนจากสถาปัตย์กับนางฟ้าอักษรศาสตร์อยู่ดี ซึ่งคนที่ทำให้ไอ้ยองมินถอดเขี้ยวเล็บได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเด็กที่ชื่อเซอุนคนที่เข้ามาตามจีบตามเทคแคร์ไอ้แจฮวานนั่นแหละ จากที่สงสารเพื่อนเลยคอยกันท่าให้ไปๆมาๆ มันดันถูกใจและจับน้องเขาทำเมียสะงั้นฮาร์ดคอร์ชิบเป๋ง ทุกวันนี้เรียนเสร็จก็รีบตรงดิ่งกลับห้องไปช่วยเมียตัดโมเดลเป็นสามีที่ดีงาม ในส่วนของคุณชายมินฮยอนหลังจากตกหลุมรักนางฟ้าอักษรพ่อคุณก็เปลี่ยนจากซาตานเป็นเทพบุตร ตามดูแลเทคแคร์คิมจงฮยอนเป็นอย่างดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง พวกมันแต่ละคนชัดเจนกับคนของตัวเอง ไม่สนใจคนอื่นจนไม่มีใครกล้าเข้าหา เพราะทุกครั้งจะเจอคำพูดปฏิเสธตรงๆที่ฟังแล้วแทบยืนไม่ตรงตอบกลับเสมอ



     
          "ถ้าเบื่อมึงก็รีบมองหาคนที่อยากควงนานๆดูสักคนสิวะ หรือไม่ก็หาคนมาแกล้งเป็นแฟนเงี้ย แต่คงยากอ่ะสุดท้ายมึงก็แพ้น้ำตาคนอื่นอยู่ดี ทางที่ดีที่หาเมียเลยเหอะ แบบมึงเชื่อกูถ้ามึงรักใครแล้วอ่ะมึงจะแพ้เขามากที่สุด จนเลิกแพ้อย่างอื่นไปเลย" คำพูดดีแต่สงสารกูนิดนึงเหอะเนียลเพื่อนรักพูดกับกูแต่มองไอ้แจฮวานจนมันเขินหูแดงหมดแล้ว ที่ต้องให้มันสงสารแค่ผม เพราะเพื่อนอีกสองคนกำลังแชทหาคนของตัวเองจนไม่สนใจคนอื่นล่ะ การเป็นคนโสดท่ามกลางเพื่อนที่มีคู่นี่ก็โดดเดี่ยวดีนะครับ


     
          นั่งไปได้ซักพักอาจารย์ก็เข้ามาสอน เวลาแห่งการจริงจังก็เริ่มขึ้น....นอนสิครับรออะไรมันเป็นวิชาเลือกเสรีซึ่งพวกผมต้องลงเก็บหน่วยกิตให้ครบ เห็นพรรณาความเลวมาเยอะนี่การเรียนพวกผมไม่ได้เลวตามนะครับไม่งั้นหม่อมแม่คงพิโรธและตามกลับบ้านยึดรถยึดคอนโดหักเงินเดือนแบบไม่ปราณีกันพอดี การนอนหลับในคาบเสรีไม่ได้ทำให้เสียการเรียนหรอกครับ รอสรุปแนวข้อสอบอ่านชีทเอา อ่อ พวกผมเรียนวิดวะโยธากันแหละ ถึงจะซ้ำกับพล็อตฟิค บทละคร นิยายเป็นร้อยๆเรื่อง แต่มันก็เป็นคณะที่น่าเลือกคุณว่าไหมล่ะ อย่าถามว่าทำไมไม่เลือกหมอ เรียนหกปีอ่านเท็กซ์เล่มเท่าบ้าน อยู่กับอนาโตมีอีก มั่วก็ไม่ได้ทำตัวอัจฉริยะข้ามคืนก็ไม่ดี และพวกผมไม่ได้ขยันขนาดกันนั้นครับ เลยจบที่วิดวะ (ความจริงคือหนีคณะบริหารเพราะไม่อยากรับผิดชอบงานต่อจากครอบครัว ในเมื่อต่างคนต่างมีพี่ชายพี่สาวพวกผมเลยชิ่งมาหาอิสระ แล้วครอบครัวขีดเส้นตายว่าถ้าไม่เรียนบริหารก็เลือกได้แค่หมอกับวิดวะมันก็เท่านั้นเองครับ ใจจริงอยากเรียนนิเทศน์แต่ที่บ้านไม่เข้าใจ) มาเรียนวิดวะก็ใช่จะสบาย เวลาพักแทบจะไม่มี เลยต้องมาอาศัยนอนในห้องแอร์คาบเสรีเอา ดีหน่อยที่ไม่ต้องกลัวอาจารย์ด่าเพราะเป็นการเรียนรวม สาขาอื่นที่อยู่สายเดียวกันหรือคณะอื่นก็มาลงเรียนได้ ทำให้มีเด็กนักศึกษาเยอะ พวกผมที่เลือกนั่งเกือบท้ายๆจึงไม่ถูกเพ่งเล็งเท่าใดนัก



            ก่อนหมดคาบผมถูกปลุกขึ้นมาโดยฝีมือของไอ้ยองมินเพื่อทำใบงาน เก็บคะแนน เป็นการให้เหตุผลเกี่ยวกับข่าวสองข่าว เพื่อให้ฝึกคิดวิเคราะห์ โดยมาจากทัศนคติของตัวเอง เรื่องแถนี่ผมถนัดนักแล เนื่องจากเขียนเสร็จช้าสุดเลยต้องเป็นคนรวบรวมไปส่ง ทั้งๆที่ส่งต่อไปก็ได้แต่ ผมตื่นช้าเขียนเสร็จช้าจนคนอื่นส่งหมดแล้ว อาจารย์จึงเรียกเก็บให้เดินไปส่งเองหลังปล่อยคลาส สิ้นเสียงบอกเลิกคลาสผมก็นั่งรอให้นักศึกษาคนอื่นออกไปก่อนจะได้เดินไปส่งงานสะดวก โดยมีเพื่อนนั่งรออยู่ที่เดิม พอดีนัดกันไปกินข้าวน่ะครับ วันนี้วันรวมเพื่อน (แต่พนันได้เลยว่าไอ้ยองมินเอาเมียมาด้วยแน่ ไอ้มินฮยอนก็คงพานางฟ้าอักษรมาแน่ๆ เฮ้อ คนโสดน่าสงสารสุด)

        

           ก้าวเท้าเดินออกไปหน้าห้องเพื่อส่งงาน ขาเดินกลับไปหาเพื่อนที่รออยู่ตรงประตูหลังห้องดันสะดุดกับปากกาลายหมีสีน้ำตาลสะงั้น จะเดินผ่านเลยก็ได้แต่ดูจากสภาพเจ้าของที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของ กับสมุดเลคเชอร์ที่จดละเอียดยิบคงไม่รู้ตัวแน่ว่าทำปากกาตก อ่า ผมคงทำเฉยไม่ได้สินะ ก้มตัวลงเก็บปากกาแล้วค่อยๆสะกิดให้เจ้าของปากการู้ตัว วินาทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมามองผม มันเหมือนมีแรงดึงดูดสายตาบางอย่างทำให้ผมจ้องค้างอยู่แบบนั้น ทั้งๆที่อีกคนดูไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลยสักนิด แว่นตาหนาเตอะดูค่อนข้างขุ่นมัว ที่ปิดไปเกือบครึ่งหน้า ผมที่ชี้ฟูไม่เป็นทรง  ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูมีอายุการใช้งานพอตัวกับเสื้อกั๊กสีเข้มที่ค่อนข้างเก่าแล้วและกางเกงที่ใหญ่กว่าตัว รองเท้าผ้าใบสีดำกลางเก่ากลางใหม่ แต่ดูรวมๆก็ยังเป็นระเบียบอยู่ เนิร์ด เชย เห่ย คงพอนิยามให้เห็นภาพได้ อาจเพราะสายตาสำรวจของผมดูเสียมารยาทมากไปคนถูกมองถึงค่อยๆทำหน้าไม่เป็นมิตรใส่ ก่อนที่ผมจะถูกด่าด้วยสายตาที่ผมมองเห็นไม่ชัดผ่านเลนส์แว่นหนาๆนั่น ผมจึงเลือกยื่นปากกาให้อีกคนเพื่อแสดงเจตนาดีก่อน ซึ่งดูเหมือนจะดีไม่พอแฮะ เมื่อเจ้าของมันกระชากปากกาออกไปจากมือผม แล้วเดินออกไปเลย เป็นครั้งแรกรึเปล่านะที่มีคนไม่สนใจผมแถมยังทำท่าไม่พอใจใส่อีก น่าสนใจดีแฮะ



   
         "มองอะไรของมึงวะ" ตอนเดินออกจากห้องไปสมทบกับเพื่อนที่รออยู่สายตาของผมก็เหลือบมองไปเห็นเด็กเนิร์ดที่เมินผมเมื่อสักครู่นี้กำลังก้มลงเก็บของที่ร่วงหล่นจากกกระเป๋าซึ่งน่าจะเกิดจากความรีบร้อนทำให้ลืมรูดซิปจนของตก และคงเพราะจ้องมองแบบตั้งใจมากเกินไปเพื่อนถึงทักแล้วมองตามสายตาของผมไปยังคนๆนั้น



         "เดี๋ยวนี้สนใจเด็กเนิร์ดเหรอมึง" คังแดเนียลพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้มขำๆ 



         "ไอ้เสือสนใจของแปลกว่ะ" อิมยองมินก็อีกคน

    

         "เด็กทุน เรียนเก่งโคตร อยู่คณะวิทยาศาสตร์เอกคณิตศาสตร์ เก่งแบบชิบหายวายวอด ที่สำคัญเนิร์ดชิบหายเช่นกัน ถ้าอยากรู้จักมึงควรแปลงร่างเป็นหนังสือรับรองเขาสนใจมึงแน่" ทำไมไอ้มินมันรู้ดีจังวะ 


     
         "ทำหน้าสงสัยใส่กูอีก อย่าพึ่งหวงที่กูรู้เพราะ นั่นน่ะเพื่อนสนิทของจงฮยอน คนที่กูเคยเล่าให้พวกมึงฟังไงว่าจงฮยอนชอบไปวอแวด้วย คนอะไรนอกจากจับกลุ่มทำงานก็ไม่สุงสิงกับใครไม่ยอมรับใครเป็นเพื่อน นี่จงฮยอนตามตื้อตั้งนานกว่าจะยอมรับ ยอมเป็นเพื่อนด้วย" โลกส่วนตัวสูงดีแฮะ หรือมีปมในใจกันวะ 



          "มึงสนใจจริงดิ ไม่น่าเชื่อ ต่างจากที่เคยควงลิบลับเลยว่ะ" สงสัยจะแปลกมากๆกับการที่ผมมองเด็กเนิร์ดขนามคิมแจฮวานที่ไม่ค่อยพูดยังเอ่ยทัก แต่....


         "ก็แค่มอง" ผมยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจและลากคอพวกมันไปที่ลานจอดรถแทน ก็แค่มองเฉยๆเอง ...มั้งนะ...
.
.
.

          การเรียนเสรีในสัปดาห์ถัดมา มีงานคู่ให้ทำซึ่งกลุ่มผมมีห้าคนที่จริงทำเดี่ยวก็ได้แต่จากจำนวนนักศึกษาแล้วเป็นเลขคู่พอดี อาจารย์เลยไม่ให้แยกทำเดี่ยว เป็นครั้งแรกในคาบเสรี ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงที่เรียนมาผมไม่หลับเลยสักนิด แต่เพื่อนในกลุ่มแม้กระทั่งคิมแจฮวานก็หลับคอพับไปตามๆกัน สงสัยการยอมเป็นแฟนกับไอ้แดเนียลคงจะทำให้โดนจัดหนักส่วนคุณชายมินฮยอนมันหลับเป็นประจำ ไอ้ยองมินก็คงตัดโมช่วยเมียจนไม่ได้นอน ถามว่าที่ไม่ยอมนอนเหมือนทุกครั้งเนี่ยเพราะจะเรียนแทนเพื่อนใช่รึเปล่าตอบเลยว่าไม่ แต่ผมมองเด็กเนิร์ดแถวหน้าจนลืมความง่วงต่างหากล่ะ แล้วจากการสังเกตุเห็นท่าทางการมองไปรอบๆกับการถอนหายใจน้อยๆนั่นคงกำลังกังวลเรื่องคู่รายงานแหงๆ 



          ผมไม่ปลุกเพื่อนแต่เขียนชื่อจับคู่พร้อมเลือกหัวข้อให้แทน ในขณะที่นักศึกษาคนอื่นก็เริ่มลุกหาคู่ปรึกษาเลือกหัวข้อกัน ใครดีใครได้ส่งก่อนจองก่อน ผมถึงรีบเขียนแล้วลุกเดินออกไปส่ง ก่อนจะถึงโต๊ะอาจารย์ผมก็ทิ้งตัวลงนั่งบนที่ว่างข้างตัวเด็กเนิร์ดสะก่อน ซึ่งการกระทำนั้นก็ได้รับสายตาสงสัยจากเด็กเนิร์ดมาทันที 



         "เขียนชื่อกับรหัสสิ เร็วจะได้รีบส่ง จองหัวข้อง่ายๆก่อน" ไม่รอให้อีกคนได้ถามอะไร ผมก็รีบพูดสิ่งที่คิดไว้ทันที ท่าทางคิดหนักน่าดู 


   
         "นายคงไม่อยากได้หัวข้อท้ายๆใช่ไหม อย่างน้อยก็ไม่ต้องลำบากหาคู่และได้ทำงานง่ายๆด้วยแถมมีคนพูดพรีเซ้นท์ช่วย ไม่ดีกว่าเหรอ" ถึงไม่ได้เรียนจิตวิทยาหรือทักษะการสื่อสารแต่เรื่องพูดโน้มน้าวใจนี่ผมเก่งครับ และมันก็ได้ผล เมื่ออีกคนจรดปากกาเขียนชื่อกับรหัสลงไปบนกระดาษ ลายมือน่ารักเหมือนกันแฮะ  ผมรวบกระดาษไปส่งอาจารย์หลังจากที่อีกคนเขียนชื่อเสร็จ พอนักศึกษาส่งรายชื่อครบทุกคนแล้ว อาจารย์ก็ชี้แจงเรื่องงานที่ต้องทำนัดพรีเซนท์ และปล่อยก่อนเวลาเพื่อให้นักศึกษาได้ปรึกษากัน 



        "นายน่ะรออยู่นี่ก่อนนะ จะคุยเรื่องงานเดี๋ยวฉันมา" หลังจากที่ผมนั่งฟังอาจารย์พูดจบโดยอาศัยที่ว่างข้างๆเด็กเนิร์ด ผมก็พูดกำชับไม่ให้เขาหนีออกไปก่อนแล้วเดินกลับไปยังที่ที่กลุ่มของผมนั่งอยู่ ไล่ปลุกทีล่ะคนจนพวกมันตื่นชี้แจงงานให้ฟัง และเขียนหัวข้อให้เสร็จสรรพ 



         "พรีอาทิตย์หน้าคะแนนรูปเล่มกับแผ่นชาร์ตสิบห้าคะแนน ส่วนละเจ็ดจุดห้า คะแนนพรีเซ้นท์สิบคะแนนบวกพ้อยท์กับรูปแบบการนำเสนอ คะแนนดิบไม่หาร คลาสถัดไปนัดควิซห้าคะแนน สรุปคะแนนเก็บสามสิบแบบดิบๆ ไม่มีหารแบ่ง สอบไฟนอลเจ็ดสิบไม่มีมิดเทอม" เห็นหน้าอึนๆของพวกมันก็ยากจะหัวเราะตื่นกันดีรึยังก็ไม่รู้



         "งานคู่ แล้วมึงคู่กับใครวะ" คนที่ดูมีสติสุดอย่างไอ้แจฮวานถามผมพร้อมกับใบหน้ากังวล ความห่วงเพื่อนนี้ช่างน่าซึ้งใจ 



         "คนที่กูบอกแค่มองไง ไปปรึกษาเรื่องงานก่อนนะเจอกันคลาสโปรเจควันศุกร์" โบกมือลาผองเพื่อนที่กำลังประมวลผล เรื่องอะไรจะอยู่ให้พวกมันซักฟอกล่ะ ที่จริงไม่ได้กลัวพวกมันหรอกแต่เกรงใจเด็กเนิร์ด รอนานจนโมโห มองแรงใส่ผมจะทำไง



        "ไปห้องสมุดกัน" เอ่ยชวนทันทีที่เดินถึงตัวอีกคน 



        "เดี๋ยวฉันทำเองก็ได้เอาเมลนายมาถ้าเสร็จแล้วจะส่งให้ แล้วค่อยแบ่งส่วนพรีเซ้นท์กัน" เป็นประโยคแรกที่เขาพูดกับผมสินะ เสียงทุ้มนุ่ม น่าฟัง แต่คำพูดไม่น่าฟังสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาคงรับทำคนเดียวมาตลอดเพราะความไม่สุงสิงกับใคร แต่โทษทีเถอะนี่มันงานคู่


    
         "นายไม่เข้าใจคำว่างานคู่เหรอ ถ้าอาจารย์จะให้ทำคนเดียวคงสั่งงานเดี่ยวแล้ว แต่มันไม่ใช่ไงงานคู่ก็ต้องช่วยกันทำ ไหนจะแผ่นชาร์ตไหนจะพ้อยท์นำเสนออีก ฉันมีความรับผิดชอบพอที่จะไม่ปล่อยให้คู่ทำรายงานรับงานไปทำคนเดียวหรอกนะ ห้ามเถียงด้วย" จัดการรวบกระเป๋าอีกคนมาสะพายแทนแล้วจับข้อมืออีกคนออกแรงดึงให้ลุกขึ้นจากที่นั่ง รู้หรอกว่าตอนนี้นักศึกษาคนอื่นกำลังมองมา แต่ทำไมผมต้องสนใจล่ะ จูงมืออีกคนให้เดินตามทิศทางที่ผมตั้งใจจะไป 



         "ปล่อยได้แล้วฉันเดินเองได้" ออกมาจากห้องเรียนไม่เท่าไหร่คนที่เงียบมาตลอดก็ค่อยๆออกแรงแกะมือผมออก แรงเท่ามดจะสู้อะไรผมได้ นอกจากจะไม่ปล่อยแล้วผมยังกระชับกุมให้แน่นขึ้นอีก 



          "บอกแล้วไงว่าห้ามเถียง หยุดดื้อแล้วตามฉันมา" เอ่ยดุทำหน้าซีเรียสใส่อีกคน แต่ดูไม่เป็นผลนอกจากจะไม่ฟังแล้วยังพยายามสะบัดมือของผมออกแรงๆด้วย


          "เลือกเอาว่าจะหยุดสะบัดมือ แล้วเดินไปกับฉันเงียบๆ หรือจะให้ฉันอุ้ม ฉันไม่เคยพูดเล่นและจะทำมันจริงๆแน่" คราวนี้หยุดนิ่งเลยแฮะ ผมเลิกมองดุใส่เด็กเนิร์ดก่อนจะหันกลับมามองทางเดินต่อ แอบอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทำไมแค่การเอาชนะเด็กเนิร์ดที่ดื้อรั้นคนหนึ่งถึงทำให้ผมอยากยิ้มได้ขนาดนี้กันนะ 

.
.
.

          "หาข้อมูลแล้วจดสรุปขอบเขตคร่าวๆก่อนแล้วกัน เลือกหนังสือที่จะยืมกลับไปทำงานด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันเอาส่วนที่ไม่ได้ใช้แล้วไปเก็บก่อน" นั่งอยู่ในห้องสมุดมาเกือบชั่วโมงครึ่งจนท้องร้องประท้วงถึงได้ตกลงกันว่าควรพอแล้วไปหาอะไรกิน ซึ่งคนที่พูดส่วนใหญ่ก็ผมเนี่ยแหละ 


          "นายไม่มีเรียนศุกร์เสาร์อาทิตย์ใช่ไหม?" ผมถามออกไปตอนที่เรากำลังเดินออกจากห้องสมุด อีกคนเลิกคิ้วมองผมอย่างสงสัย


          "ก็ไม่" ถ้ามีรายงานสำรวจโดยให้จดสถิติคำพูดต่อวันของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมจะเลือกเด็กเนิร์ดนี่เป็นกรณีศึกษาแน่ๆ เพราะคงนับได้ง่ายกว่าเลขหนึ่งถึงร้อย 

    
         "ดี งั้นเอาเบอร์มา" ยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้อีกคน 


         "นายจะเอาไปทำไม" ทียังงี้ล่ะช่างพูดช่างถามนะ


         "นัดทำงานไง ห้ามปฏิเสธ อย่าลืมว่าคะแนนยี่สิบห้าคะแนน วิชาเลือกเสรีก็จริงแต่หน่วยกิตสามหน่วยกิตนายคงไม่อยากพลาดเอใช่ไหม" มีการถอนหายใจใส่แถมกรอกตามองแรงอีก แต่ถึงยังไงก็ต้องกดเบอร์ให้ผมอยู่ดี 

    

         "สามวันที่นายบอกมาฉันว่างตั้งแต่สี่โมงเย็นนะ" มือเรียวส่งโทรศัพท์คืนให้ผมพร้อมเอ่ยบอกแล้วเดินไปทันที ผมที่กำลังจะรั้งไว้ก็โดนคนเดินเข้ามาขวางเสียก่อน



         "จะไปไหนเหรอคะ เย็นนี้คุณว่างรึเปล่า ไปทานข้าวเป็นเพื่อนแคทได้ไหมคะ" แคทเทอรีนดาวบริหารลูกครึ่งอเมริกา เธอสวยนะ...

   

         "ขอโทษที ผมมีนัดแล้ว อ่อ ไม่ต้องร้องไห้ด้วย เพราะผมคงไม่ใจอ่อน ลาล่ะครับ" เธอสวยแต่ผมก็ไม่มีอารมณ์พิศวาสเธออยู่ดี เดินมาถึงรถพอเปิดขึ้นไปนั่ง ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูแทนที่จะเจอเบอร์ติดต่อกับเจอแต่ข้อความที่ถูกพิมพ์ไว้ในแบบร่างสะนี่ 


          'อย่างที่บอกว่าฉันว่างแค่ตอนเย็นคงไม่สะดวกและไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะต้องให้เบอร์นาย เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น และคงไม่มีเรื่องที่ต้องติดต่อกัน นี่เมลฉัน komubin04@hotmail.co.th ติดต่องานทางนี้แล้วกัน ขอบคุณ สวัสดี :)'


          จากที่ควรหงุดหงิดแต่ผมกลับชอบใจแทน นอกจากจะเมินไม่สนใจผมแล้ว ยังเป็นคนแรกที่ผมขอเบอร์ด้วยตัวเอง แถมยังไม่ให้เบอร์ผมอีก แสบจริงๆเลย ชื่อก็ไม่ยอมบอก และผมก็ไม่คิดว่าไอ้โกมูบินนี่คือชื่อของเขาหรอกนะ

          "ฮัลโหลไอ้คุณชาย กูมีอะไรอยากจะให้มึงช่วย" มีเพื่อนไว้ทำไมล่ะครับ ยามลำบากต้องพึ่งพา...หึ มาดูกันนะเจ้าโกมูจอมเนิร์ด ว่าใครจะแสบมากกว่ากัน
.
.
.
.

          "สวัสดี" เย็นวันศุกร์ผมยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งล่ะ มารอรับเด็กเนิร์ดตัวแสบที่กำลังกรอกตามองบนใส่ผมอยู่นี่ไง


          "มาทำไม" พูดจาไม่น่าฟังอีกแล้ว

   
         "ก็มารอรับไปทำงานไง" ผมว่าถ้าการถอนหายใจทำให้อายุสั้นลงคนตรงหน้าผมคงได้ตายพรุ่งนี้แน่ เล่นถอนหายใจใส่ผมบ่อยขนาดนี้



          "นายนี่มัน ฉันว่าฉันพิมพ์บอกทุกอย่างแล้วนะ นายตกการอ่านภาษาหรือไง" รู้สึกว่าเด็กเนิร์ดตัวแสบจะกำลังพ่นไฟแล้วสิ 


          "นายนั่นแหละ ตกการสื่อสารแหงๆ ฉันบอกแล้วว่าต้องทำงานด้วยกันก็คือทำด้วยกันห้ามอ้าปากเถียงนะ หยุดเลย ถ้าฉันโมโหจับจูบจริงๆด้วย" ยกนิ้วชี้หน้าขู่อีกคน แถมขมวดคิ้วใส่ จนเจ้าตัวที่กำลังจะอ้าปากเถียง หยุดพูดไป ไม่รอให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ผมก็จับมือดึงอีกคนให้เดินตาม มองขู่ให้อีกคนขึ้นรถ ถึงจะดูเผินๆเหมือนผมมาลักพาตัวเด็กเนิร์ดนี่ ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ อยากแสบดีนัก ขณะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับผมก็แอบยิ้ม กลั้นมาตั้งนาน 

      
          เราพากันแวะห้างเพื่อซื้อบอร์ด กระดาษสี ของตกแต่งและอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ แน่นอนว่าผมจ่าย ทำเฉไฉกวนเท้าไม่รับเงินจากอีกคนด้วยการเบี่ยงประเด็น ซึ่งเหมือนอีกคนจะหาเรื่องมากวนผมกลับจนลืมเรื่องเงินไป เนิร์ดไม่พอ ยังเด๋ออีกคนเรา



         สถานที่ที่ทำงานก็คือคอนโดของผม ตอนแรกอีกคนก็คัดค้านอยู่หรอก สุดท้ายผมก็ชนะอยู่ดี


         "รอก่อนนะไปเอาอุปกรณ์เดี๋ยว" วางของลงบนโต๊ะหน้าโซฟา ในห้องนั่งเล่นก่อนจะบอกให้แขกของห้องนั่งลงแล้วจึงเดินไปเอาของที่เเตรียมไว้ ความจริงเราคุยงานกันทางเมลจนทำเนื้อหาเสร็จแล้ว ผมเลยจัดการจัดหน้าออกแบบฟร้อนท์ และปริ้นออกมารอก่อนไปรับอีกคนมา 



          "นายทำเองหมดเลยเหรอ" พอผมถืองานมาถึง คนที่นั่งรออยู่ที่พื้นพรมแทนการนั่งบนโซฟาก็เอ่ยถามขึ้น นั่งพับเพรียบสะเรียบร้อยเลยแฮะ



          "อือ ฉันว่างน่ะปกติวันนี้ปล่อยฟรีตัวเองอยู่แล้ว เลยทำ ขอโทษที่ไม่ได้ปรึกษาก่อน นายโอเคไหมหรือจะแก้ไขตรงไหนในห้องมีปริ้นท์เตอร์นะ ฉันแก้ให้ได้" เขาส่ายหน้าให้ผม แล้วก็ดึงงานจากมือผมไป ค่อยๆแยกงานออกและตัดกระดาษตามกรอบเพื่อทำชาร์ตงาน เวลาตั้งใจทำอะไรก็น่ารักอีกแล้ว ผมว่าพักนี้นอกจากจะยิ้มบ่อยแล้วผมยังเอ่ยคำว่าน่ารักในใจบ่อยไปอีกตั้งหาก 


         "เราแลกกันพรีเซนท์ไหม นายเอาส่วนที่ฉันทำไปพรี ส่วนฉันก็เอาส่วนของนายมาพรี" นั่งลงข้างๆอีกคน ช่วยตัดงานแล้วเอ่ยถามขึ้น 


         "อื้ม ก็ดีนะจะได้ทำความเข้าใจในส่วนที่ไม่ได้ทำเองด้วย เวลาถูกจี้ถามจะได้ตอบได้" พยักหน้าตอบคำถามแต่ตาก็ยังคงจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ ถึงจะมีแว่นเนิร์ดๆบังไปเกือบครึ่งหน้าผมที่ตกลงมาปรกนั่นอีก แต่ทำไมผมถึงได้มองว่ามันน่ามองมากกว่าดาวคณะแต่ละคณะที่เคยชวนผมไปเดทอีกนะ 


          นั่งทำงานไปพักกินของว่างบ้างจนเสร็จ มันออกมาดูดีทีเดียว มีการทำสิ่งของตกแต่งสามมิติให้นูนออกมา ไอเดียของคนเนิร์ดเขาล่ะครับ ตอนนี้พวกเรานั่งแผ่เต็มพื้นโซฟานุ่มๆมีไว้พิงหลังหาได้ไว้ใช้นอนหรือนั่งไม่ เผลอแป๊ปเดียวก็สี่ทุ่มเข้าไปแล้ว 

          "ดึกแล้ว เดี๋ยวฉันไปส่ง" รับรองว่าอีกคนปฏิเสธชัวร์ 

          "ฉันนั่งรถเมล์กลับได้" ซื้อหวยคงรวยเละแน่ๆ 

          "อย่าดื้อน่า อยากให้ฉันโมโหจริงๆใช่ไหม" แค่ทำจริงจังคนแสบก็เงียบแล้วล่ะครับ เหมือนเด็กเลย และก็เหมือนทุกครั้งที่เขาต้องทำตามที่ผมบอก ผมขับรถไปตามทางที่เขาบอก ถึงได้รู้ว่าเขาพักอยู่หอนอก มันดูเก่าแต่ก็ยังคงสภาพดีอยู่ 


          "ยังไงก็ขอบใจนะที่มาส่ง" บอกขอบคุณหน้านิ่งแล้วเปิดประตูจะลงรถแต่ผมไม่ยอมหรอก


          "เดี๋ยวฉันคิดว่าเราควรแนะนำตัวกันได้สักทีแล้วนะ" กดล็อคประตูไว้ไม่ให้อีกคนลงได้ สายตามองค้อนถูกส่งมาเหมือนทุกๆที 


           "ห้ามพูดว่าไม่จำเป็น ฉันพิมพ์ปกรายงานไม่ได้" ถอนหายใจอีกแล้วแฮะ เจ้าตัวดึงโพสท์อิทที่ผมมีติดรถไว้ออกมาเขียนแล้วแปะมันไว้ที่ข้อมือของผม 

           "ดีมาก ฝันดีนะ" ผมปล่อยอีกคนลงรถเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ได้เบี้ยวเหมือนคราวที่ขอเบอร์ บอกฝันดีตามที่อยากบอกเหมือนคนกำลังจะลงจากรถชะงักไปเล็กน้อย

     
           "ขอบคุณอีกครั้ง แล้วก็ฝันดี" เด็กเนิร์ดปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งเข้าหอไปอย่างเร่งรีบ ส่วนผมก็มองตามแล้วยิ้มราวกับคนบ้า เหลือบมองโพสท์อิทที่มือ ก่อนที่รอยยิ้มจะกว้างขึ้นกว่าเดิม ควอนฮยอนบิน...น่ารักเกินไปนะ
.
.
.
            วันถัดมาก็เป็นอีกวันที่ผมมารอรับคู่ทำรายงานของผม ต่างออกไปตรงหน้าอีกคนดูเหนื่อยล้า เจอหน้าผมก็ไม่เหวี่ยงใส่กลับยอมเดินตามผมแต่โดยดี สายตาเหม่อลอยอึมครึมพอๆกับบรรยากาศวันนี้ที่ฝนทำท่าจะตก 

           ผมจอดรถที่มินิมาร์ทก่อนถึงคอนโดเพราะของในตู้เย็นหมดต้องซื้อไปไว้ อีกคนขอรอข้างนอกซึ่งจากความหงอยและสายตาเหนื่อยล้าปนอ้อนวอนแล้วผมก็บังคับไม่ลง บางทีปล่อยให้คิดอะไรคนเดียวสักพักคงจะดีกว่า


          ให้ตายเหอะผมกำลังหัวร้อน ไม่น่าใจอ่อนปล่อยให้อยู่ข้างนอกคนเดียวเลยดูสิมีอย่างที่ไหนแทนที่ฝนตกจะอยู่ในร่มกับยืนนิ่งๆให้ฝนตกใส่สะงั้น เสื้อพนักงานสีขาวบางคงช่วยกันฝนได้อยู่หรอก ผมจัดการเก็บของเข้ารถอย่างว่องไวแล้วเดินไปหาอีกคนไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกปอนสักนิด


          "อยากปอดบวมตายหรือไง นายนี่นะ อย่างกับเด็กเลยให้ตายเหอะ" ลากตัวอีกคนกลับขึ้นรถ เดี๋ยวค่อยล้างแล้วกัน คนสำคัญกว่า เอื้อมตัวหยิบผ้าห่มที่มักเอาติดรถมาที่เบาะหลัง คลี่ออกแล้วคลุมให้อีกคน สายตาอ่อนแรงนั่นกำลังจ้องสิ่งที่ผมทำ แต่ความโกรธของผมมีมากกว่าเลยเมินสายตาของอีกคนแล้วสนใจขับรถแทน 
.
.
.
          "ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดซะ!!" ทันทีที่ถึงห้องผมก็รีบจัดแจงหาชุดกับผ้าเช็ดตัวให้คนดื้อ แล้วจัดการหาของตัวเองต่อ เราแยกกันอาบน้ำ ดีที่คอนโดของผมมีสองห้องนอน เอาไว้เวลาเพื่อนมาค้างห้องหนึ่งและแต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวเลยทำให้สะดวก ความจริงที่ผมพยายามตีหน้าดุและเมินสายตาจากเด็กเนิร์ดก็เพราะ กลัวใจตัวเอง จากที่เห็นภายนอกว่าตัวบางแล้วพอเปียกน้ำจนเห็นสรีระชัดเจนถึงได้รู้ว่าบางกว่าที่คิดเยอะ เสื้อเชิร์ตสีขาวเปียกน้ำแนบลู่ไปกับร่างกายจนเห็นยอดอกสีชมพูเด่นชัด จะว่าผมโรคจิตก็ได้แต่ว่าสมองผมคิดเรื่องดีๆไม่ออกเลยมันอยู่แค่เตียงระเบียงห้องน้ำเนี่ย โว้ย เด็กเนิร์ดนั่นทำของใส่ผมแน่ๆ 


          ออกจากห้องผมก็ไม่เจอใครอีกคน สงสัยยังไม่ออกมา ก้าวเดินเข้าห้องครัวแต่ก็เปลี่ยนทิศทางเมื่อเห็นคนที่คิดว่ายังอาบน้ำแต่งตัวไม่เสร็จกำลังยืนมองสายฝนอยู่ที่ประตูระเบียง

     
          "นาย" สะกิดไกล่เรียกจนอีกคนสะดุ้ง ไม่ได้อยากกวนหรอกถ้าไม่เห็นสายตาที่มองแล้วอยากจะร้องไห้ของเจ้าตัวน่ะ


          "จะว่าฉันหน้าด้านหรือยุ่งเรื่องชาวบ้านก็ได้นะ แต่ถึงฉันจะปากหมา ทำตัวกวนตีนนาย นิสัยดูไม่ค่อยดี  ฉันก็เป็นคนรับฟังที่ดีและเก็บความลับเก่งนะ" เป็นครั้งแรกที่ผมทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนที่มองแรงใส่ผมตลอดทุกครั้งที่แตะตัวจับมือ หรือออกคำสั่งกำลังกอดผมอยู่ แรงสั่นเทากับสัมผัสเปียกชื้น ทำให้ผมรู้ว่าเด็กเนิร์ดจอมแสบกำลังร้องไห้ แขนค่อยๆเลื่อนไปโอบกอดอีกคนตอบ ใครจะไปคิดว่าเด็กเนิร์ดที่ปากร้าย หัวดื้อเฉยชากับทุกสิ่ง ไม่ค่อยพูด แต่ก็เผลอพูดเยอะตอนที่โมโหหรือหงุดหงิด เวลาร้องไห้จะไม่ส่งเสียงอะไรแบบนี้ และใครจะไปคิดว่าแค่เขาร้องไห้มันจะน่าสงสารจนทำให้หัวใจของผมเจ็บปวดได้ขนาดนี้
.
.
.
    
           "วันนี้ลากฉันมาซ้อมพรีงานทำพ้อยท์ใช่ไหม ถ้าเสร็จจากวันนี้ นอกจากพรีงานในคลาส ช่วยเลิกยุ่งกับฉันทีได้ไหม" คนที่นั่งจิบโกโก้ร้อนอยู่พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบหลังจากที่ร้องไห้ จนพอใจแล้ว ผมก็พาเขามานั่งที่โซฟา ก่อนจะชงโกโก้ร้อนให้ดื่มเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ผมทำให้เขาตั้งเยอะแล้วดูสิ่งที่เขาพูดสิน่าหงุดหงิดเป็นบ้า.


           "เราจะสนิทกันไม่ได้เลยเหรอ เฮ้ ที่ผ่านมาฉันอาจทำตัวไม่ดีกับนายชอบออกคำสั่ง ชอบบังคับ แต่มันก็เพราะฉันอยากสนิทกับนายนะ" เขาเลือกที่จะหลบตาผมแล้วจ้องไปที่แก้วโกโก้แทน


           "แต่ฉันไม่!" นอกจากจะเนิร์ดแล้ว ยังทำร้ายจิตใจคนเก่งอีกด้วยแฮะ.


            "ขอเหตุผลให้ฉันหน่อย" ไม่เคยจะต้องมาอ้อนวอนใครแบบนี้เลย 


            "ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากสนิทด้วย ฉันบอกไปตั้งแต่แรกแล้วนายไม่เข้าใจรึไง!!!" เสียงตะคอกกับดวงตาแข็งกร้าวถูกส่งมาให้ผม ผมคงต้องยอมสินะคราวนี้


           "ขอโทษนะ กลับเถอะส่วนเสื้อผ้าฉันส่งซักรีดไปถ้าเสร็จแล้วจะฝากจงฮยอนเพื่อนนายไปคืน พ้อยท์ฉันทำเสร็จแล้วล่ะเดี๋ยวส่งให้ในเมล มีส่วนที่แยกเนื้อหาพรีเซนท์ด้วย ถ้าอยากแก้ตรงไหนก็บอกมาแล้วกัน" ฝนกำลังตกหนักและผมเลือกที่จะเรียกบริการรถของคอนโดเพื่อส่งเขากลับหอ ผมไม่สนใจเสียงประท้วงว่ากลับเองได้ ส่งเขาขึ้นรถเสร็จก็พาตัวเองมานอนหมดแรงอยู่ที่พื้นห้อง...  


           ไอ้ตัวแสบ...คนที่ทำให้ผมยิ้มอย่างพร่ำเพื่อ คนที่ทำให้ผมชมในใจว่าน่ารักเป็นล้านรอบ คนที่พยศใส่ผม คนที่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับผม ...คนที่ไม่สนใจและปฏิเสธมิตรภาพที่ผมยื่นให้ เขาเป็นคนแรกจริงๆ ....

           นายจะรู้ไหมฮยอนบินนา ฉันไม่เคยต้องอ้อนวอน ไม่เคยต้องร้องขอ จนมาเจอนาย... นอกจากจะทำให้ฉันยิ้มได้ นายก็เป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากร้องไห้มากขนาดนี้...
          คราวนี้ผมแพ้....แพ้จนหมดสภาพ

.
.
.
.



           ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายเลยจริงๆ บางคนเกิดมาบนกองเงินกองทองแต่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีเวลาให้กัน บางคนก็เกิดมาสมบูรณ์แบบทุกอย่างรวมทั้งครอบครัวที่อบอุ่น บางคนเกิดมาในฐานะปานกลางทุกอย่างเรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความสุข และอีกหลายๆอย่างแล้วแต่ชีวิตของแต่ละคนจะพบเจอ ส่วนตัวของควอนฮยอนบินนั้น ไม่มีแม้แต่ครอบครัวเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อถึงคราวพึ่งตัวเองได้จึงออกมาเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ดูแลลง ดีที่หัวไวบวกกับความขยันทำให้เรื่องการสอบชิงทุนไม่สาหัสมากนัก ชีวิตประจำวันมีอยู่ไม่กี่อย่าง ตื่นเช้าทบทวนบทเรียนกินข้าวไปเรียนตอนเย็นทำงานพาร์ทไทม์ วนไปมาจนจบมอปลาย ก็ได้ทุนเรียนต่อมหาลัยกึ่งรัฐกึ่งเอกชน ที่มีชื่อเสียงและคุณภาพ ฮยอนบินเป็นคนไม่ค่อยพูดจึงทำให้กลายเป็นคนไม่มีเพื่อน มันเป็นปกติแหละที่จะโดนแกล้งบ้าง แต่พอเขาเพิกเฉยและเฉยชาต่อคนอื่น ความสนุกในการแกล้งเขาจึงหมดลง และกลายเป็นความสงบสุขแทน เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตคือหนังสือ ฮยอนบินเคยคิดอย่างนั้น จนขึ้นมหาลัย คิมจงฮยอนคือคนแปลกประหลาดที่มาตื้อเขาให้ยอมเป็นเพื่อนด้วย และเขาก็ใจอ่อนเพราะแพ้ความจริงใจ ความพยายามที่สม่ำเสมอ จงฮยอนน่ะเป็นนางฟ้า ทั้งน่ารักนิสัยดี แปลกอยู่อย่างเดียวคือ การอยากเป็นเพื่อนกับคนที่ไร้ตัวตนในสายตาของคนอื่นอย่างฮยอนบินเนี่ยแหละ....


           สิ่งที่แปลกประหลาดสิ่งต่อมาในชีวิตมหาลัยที่ผมพบเจอก็คือคนดังของคณะวิศวะกรรม ถึงผมจะเนิร์ดแต่ก็ไม่ใช่ปิดหูปิดตาไม่รู้จักสังคมออนไลน์หรอกนะ อีกคนมีรูปขึ้นโชว์ที่เพจของมหาลัยออกบ่อย เห็นแค่ผ่านๆนึกว่าจะหยิ่ง พูดน้อย แต่ความจริงมันไม่ใช่ คนบ้าอะไรนอกจากจะกวนเท้ามากแล้ว ยังเผด็จการสุดๆ เอะอะก็ขู่ ซึ่งผมไม่เคยชนะเขาได้สักที จากที่รำคาญก็เริ่มรู้สึกดี แต่ว่าความรู้สึกดีคงไม่เหมาะกับผมสักเท่าไหร่ ผมถูกแกล้ง โดนทั้ง ถังน้ำ ถังแป้ง ล็อคเกอร์ถูกขีดเขียนไปด้วยถ้อยคำด่าทอ ถูกนินทา เพียงเพราะคนดังมาให้ความสนิทสนมและแสดงท่าทีสนใจ ซึ่งในวันนี้มันหนักสุดจริงๆเมื่อผมโดนแกล้งตอนทำงาน และจบตรงที่ถูกต่อว่าจากเจ้าของร้านจนสุดท้ายก็ถูกไล่ออก คนจนกับคนรวย ใครบอกว่าไม่ต่างกัน ถึงจะเป็นคนเหมือนกันแต่คงจะต้องยอมรับความจริงว่าใครจะได้รับการปฏบัติจากคนอื่นดีกว่ากัน ยังดีที่ซ้อเจ้าของร้านยังจ่ายตังค่าจ้างที่ทำงานไปแล้วแม้ไม่ครบเดือนให้ ผมมองฟ้าที่เริ่มหม่น มันไม่ต่างจากใจของผมแม้อยากร้องไห้แค่ไหน ก็ทำไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้คนที่แกล้งผมได้เห็นน้ำตาของผมแม้แต่หยดเดียว ก้าวขาเดินออกจากร้านก็พบกับตัวต้นเหตุที่พาชีวิตผมวุ่นวาย ผมเหนื่อยเกินที่จะเถียงด้วยเลยเลือกทำตามคำบอกของเขาอย่างง่ายดาย ในตอนที่เขาแวะซื้อของ ผมเลือกที่จะอ้อนวอนผ่านสายตาแทน เพราะความอ่อนล้าและอยากอยู่คนเดียว ผ่านไปสักพักฝนก็เริ่มตก เมื่อกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์วางอยู่ในรถ จึงหมดห่วง ผมเลยพาตัวเองไปยืนรองรับสายฝน เพราะอยากร้องไห้ โดยที่ไม่มีใครเห็น...ค่อยๆปล่อยน้ำตาให้ไหลไปพร้อมๆกับหยาดฝนที่ไหลริน

         
             ผมโดนดุและลากตัวกลับเข้ารถ สายตาที่เคยกวนและหยอกล้อ กลับกลายเป็นโมโหและหงุดหงิด จะคิดว่าถูกเป็นห่วงแล้วกันนะ แม้เขาจะไม่พอใจแต่ก็ยังหยิบยื่นผ้าห่มมาคลุมตัวให้ผม ทั้งๆที่เขาก็เปียกปอนไม่ต่างกัน เหมือนทุกครั้งที่ออกคำสั่งแต่ก็มีเหตุผลและไม่เคยแกล้งจนผมรู้สึกแย่สักที เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ....



           สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาและดูท่าว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำผมที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จตามคำสั่งของเจ้าของห้องจึงเลือกมายืนพิงประตูกระจกมองสายฝนที่กำลังตกลงมาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะรู้สึกถึงแรงสะกิดทำให้สติที่ล่องลอยไปไกลนั้นกลับมา



          "จะว่าฉันหน้าด้านหรือยุ่งเรื่องชาวบ้านก็ได้นะ แต่ถึงฉันจะปากหมา ทำตัวกวนตีนนาย นิสัยดูไม่ค่อยดี  ฉันก็เป็นคนรับฟังที่ดีและเก็บความลับเก่งนะ" คำพูดกับสายตาห่วงใยมันทำให้ความอ่อนแอที่ผมพยายามกดไว้เผยออกมา ทั้งชีวิต นอกจากคุณแม่จากบ้านเด็กกำพร้ากับคิมจงฮยอนแล้วไม่เคยมีใครหวังดีกับผมจากใจจริง และนอกจากคนตรงหน้าผมแล้วไม่เคยมีใครมองผมด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งแบบนี้ ผมโผเข้ากอดเขาอย่างหาที่พึ่ง ปล่อยน้ำตาที่เก็บซ่อนไว้ให้ไหลออกมา อาจเพราะการแอบร้องไห้คนเดียวอยู่บ่อยๆจึงทำให้ผมเคยชินกับการร้องไห้โดยการปล่อยแค่น้ำตาให้ไหล ไม่ส่งเสียงใดๆ ซึ่งมันไม่ดีเลยสักนิด อ้อมกอดของเขาอบอุ่นยิ่งกว่าผ้าห่มผืนหนาที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ผมมานานหลายปีเสียอีก มันอุ่นไปทั้งร่างกาย และหัวใจอย่างที่ไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน





            หลังจากการร้องไห้ที่ยาวนานเขาก็พาผมไปนั่งพักพร้อมบริการโกโก้ร้อนให้มันรู้สึกดีนะกับการถูกดูแลบ้างในชีวิต แต่เพื่อความสงบสุขของตัวเอง ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง


          "วันนี้ลากฉันมาซ้อมพรีงานทำพ้อยท์ใช่ไหม ถ้าเสร็จจากกวันนี้ นอกจากพรีงานในคลาส ช่วยเลิกยุ่งกับฉันทีได้ไหม" มันอาจฟังดูใจร้ายแต่ผมก็ต้องทำ.


           "เราจะสนิทกันไม่ได้เลยเหรอ เฮ้ ที่ผ่านมาฉันอาจทำตัวไม่ดีกับนายชอบออกคำสั่ง ชอบบังคับ แต่มันก็เพราะฉันอยากสนิทกับนายนะ" สายตาตัดพ้อของเขาทำให้ผมเลือกที่จะหลบสายตาหนีก้มมองแก้วโกโก้แทน



           "แต่ฉันไม่!" ฉันไม่สมควรได้รับความสนิทจากนายหรอกนายอยู่สูงเกินไปจริงๆ



            "ขอเหตุผลให้ฉันหน่อย" แม้แต่น้ำเสียงขอร้องนั่นก็พาให้ใจผมสั่นไหวได้ คนๆนี้คือคนๆเดียวกับที่ได้ฉายาเสือมาจริงๆรึเปล่านะ คนที่ถูกพูดถึงว่าไม่สนใจใคร ไม่แคร์ใคร ไม่เคยอ้อนวอนหรือขอร้องใคร เป็นเขาจริงๆน่ะเหรอ



            "ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากสนิทด้วย ฉันบอกไปตั้งแต่แรกแล้วนายไม่เข้าใจรึไง!!!" ก่อนที่ผมจะใจอ่อน ถึงได้เลือกแสดงความแข็งกร้าวออกไป วูบหนึ่งที่เห็นความเจ็บปวด สั่นไหว ในดวงตาคู่คม เพียงแค่วูบเดียวหัวใจที่คิดว่าไร้ความรู้สึกกลับอ่อนไหว และรวดร้าวขึ้นมาเสียดื้อๆ


           "ขอโทษนะ กลับเถอะส่วนเสื้อผ้าฉันส่งซักรีดไปถ้าเสร็จแล้วจะฝากจงฮยอนเพื่อนนายไปคืน พ้อยท์ฉันทำเสร็จแล้วล่ะเดี๋ยวส่งให้ในเมล มีส่วนที่แยกเนื้อหาพรีเซนท์ด้วย ถ้าอยากแก้ตรงไหนก็บอกมาแล้วกัน"  เขาหลบสายตาของผม จัดการพาผมมาส่งขึ้นรถรับส่งของคอนโด แล้วเดินกลับไปด้วยแผ่นหลังที่ดูห่อเหี่ยวเหลือเกิน 


           ผมพาร่างกายกับใจที่อ่อนล้ากลับเข้าหอเหมือนคนไร้วิญญาณ ได้แต่เอ่ยขอโทษคนที่พึ่งจากมาซ้ำๆอยู่ในใจ ขอโทษนะนาย ฉันขอโทษ.....


          'คิดว่าเขาจะมาสนใจนายจริงๆเหรอ'

          'คนระดับนั้นน่ะนะเขาก็มองนายเป็นแค่ของเล่นแก้เบื่อเท่านั้นแหละ อย่าลำพองใจไปหน่อยเลย'

          'ที่พูดเนี่ยเพราะสงสารหรอกนะกลัวจะเสียใจ เกิดอกหักขึ้นมาคิดสั้นฆ่าตัวตายพวกฉันคงรู้สึกผิดน่าดู'

 
           อีกสารพัดคำพูดที่วนเวียนมาตอกย้ำ ยิ่งทำให้คิดว่าตัวเองตัดสินใจถูก 
     
          ผมโตพอที่จะรู้จะเข้าใจว่าอีกคนต้องการอะไร แต่มันจะยาวนานแค่ไหนล่ะบางทีผมอาจจะเป็นแค่ของเล่นชั่วคราว พอเขาเบื่อก็ถูกโยนทิ้ง ก่อนที่ความรู้สึกของผมจะถลำลึกไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะควบคุมมันไม่ได้ และก่อนที่ชีวิตของผมจะวุ่นวายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ผมก็ควรจบมันไป....นายทำถูกแล้วล่ะฮยอนบิน.... มันถูกแล้ว 


          ฉันขอโทษนะองซองอู ขอโทษจริง ๆ .....



          งานใหม่ที่ผมได้ไม่ไกลจากหอพักเท่าไหร่แม้จะเริ่มสตาร์ทที่เงินเดือนต่ำกว่าเดิมแต่ก็ยังดีกว่าหาไม่ได้นี่ครับจริงไหม ทำไปผ่านโปรหนึ่งเดือนได้เงินเดือนก็ขึ้นแล้ว งานที่ว่าก็คือเป็นพนักงานร้านหนังสือการ์ตูนซึ่งมีไว้สำหรับเช่าและขาย การอยู่กับกลิ่นอายของหนังสือมันช่วยให้ผมผ่อนคลายขึ้น แถมเจ้าของร้านยังใจดีอีก ผมเลือกลงกะดึกล่ะเงินดีกว่ากะกลางวันเป็นไหนๆ เนื่องจากเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ต่างจากเซเว่น กะกลางคืนทนอดนอนหน่อยแต่สวัสดิการดีค่าจ้างดี ถือว่าโอเคมากๆ ตอนช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเที่ยงคืนกับเช้าวันใหม่ที่ไม่มีคนเข้าร้าน ทำให้ผมได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อยแต่ให้ตายเถอะเรื่องที่คิดมีแต่คนชื่อองซองอูทั้งนั้นเลย 



         เช้าที่แสนหฤโหดมีเรียนเก้าโมงแถมพรีงาน ผมพึ่งเลิกงานตอนหกโมงเช้า ต้องรีบวิ่งกลับหอมาทวนเนื้อหาพรีเซ้นท์ รีบแต่งตัว คาบขนมปัง แล้วออกไปมหาลัย หอที่อยู่ไม่ไกลมหาลัยมากเดินไม่เท่าไหร่ก็ถึงแต่ต้องอาศัยบริการรถรางอยู่ดีเพราะมหาลัยกว้างเกินไป ตึกเรียนรวมก็ใช่ว่าจะใกล้ ถึงห้องเรียนแบบเร่งรีบ เดินเข้าห้องแล้วนั่งลงที่ประจำหน้าห้องมุมติดหน้าต่างซึ่งมักถูกคนอื่นเว้นระยะห่างไว้  ผมมาเป็นคนแรกเสมอนั่นแหละ ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ หลับตานึกเนื้อหาให้วนอยู่ในหัว อาจาร์เข้ามาแล้ว ผมกำลังจะมองหาคู่พรีงาน แต่ไม่ทันได้หา คนที่หาก็มารออยู่ก่อนแล้ว เราเลือกจะพรีเป็นคู่ที่สอง ขณะนั่งรอต่างคนก็ต่างนั่งฟังเพื่อนอยู่เงียบๆ ผมต้องบังคับสายตาตัวเองไม่ให้มองเขาอย่างอยากลำบาก จนถึงคิวเรา การพรีงานผ่านไปได้ด้วยดีพร้อมคำชมของอาจารย์สายตาเคลิบเคลิ้มและรอยยิ้มของเพื่อนร่วมคลาสที่ไม่ได้ส่งมาให้ผม แต่เป็นอีกคนที่เป็นคู่ของผมแทน ผมเดินกลับเข้ามานั่งที่ และอีกคนก็เดินผ่านผมไป โดยไม่หันมามองหรือสนใจสักนิด อ่า มันก็ดีแล้วนี่นา เลิกเรียนผมก็รีบกลับหอ เพราะตอนนี้อยู่ปีสี่เทอมสองแล้ว ต้องรีบฟิตความรู้ ถึงผมจะจนไม่มีครอบครัว แต่ผมก็มีความฝัน และก้าวต่อไปคือการสอบชิงทุนต่อโท ที่ออสเตรเลีย ประเทศที่ผมอยากไป เนื่องจากค่าครองชีพไม่สูงมาก เหมือนกับที่อเมริกาหรือฝรั่งเศส และมหาลัยก็มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ ทั้งสภาพแวดล้อมก็ดี แค่คิดว่ากำลังเดินทางไปก็มีความสุขแล้ว เพราะมัวแต่เหม่อเลยทำให้ชนเข้ากับคนที่โผล่มาดักหน้าจนพากันล้มลงแบบไม่เป็นท่า



         "ย๊าห์!! คิมจงฮยอนเล่นอะไรเนี่ย" เห็นหน้าตัวการผมก็แหวใส่ทันที ก่อนจะจับตัวเพื่อนเพื่อสำรวจบาดแผล จริงๆเลย ผมก็ผิดที่ไม่มีสติด้วยล่ะไม่อย่างนั้นคงไม่พากันล้มแบบนี้


          "เจ็บไหมเนี่ย" ยู่หน้าใส่อีกคน แต่คนถูกดุยังคงยิ้มแป้นอยู่เหมือนเดิม ให้ตายเถอะ แปลกคนจริงๆ


          "แค่นี้เอง เราต่างหากที่ควรถามฮยอนบิน ว่าเจ็บรึเปล่า ขอโทษนะ" ใครจะไปโกรธลงเล่าทำท่าลูกหมาหงอยแบบนี้ 



         "ไอ้ลูกหมาเอ้ย" ยีผมอีกคนก่อนจะช่วยกันเก็บของและพากันลุกขึ้นจากพื้น 



         "ไม่ค่อยได้เจอกันเลยคิดถึงน่ะ เมื่อวานไปที่ร้านก็ไม่เจอ แล้วก็ซองอูฝากนี่มาให้ด้วย" 



         "เราออกมาแล้วน่ะ ฮ่ะๆ ซุ่มซ่ามจนถูกไล่ออก" พูดติดตลกเพื่อให้เพื่อนสบายใจ ยื่นมือไปรับถุงเสื้อผ้ามาถือไว้ 



         "ขอบคุณนะ" ฉีกยิ้มกว้างส่งให้เพื่อนที่เริ่มคิ้วขมวด ฮยอนบินไม่เคยหลอกคิมจงฮยอนได้สำเร็จครั้งนี้ก็เช่นกัน ขณะที่กำลังเตรียมใจถูกซักฟอก ฮวังมินฮยอนก็โผล่มาช่วยชีวิตไว้ซะก่อน แต่มาคนเดียวก็ได้นะ...



        "มารับแล้วครับตัวเล็ก อ้าว ฮยอนบินหวัดดี" ผมพยักหน้าตอบรับคำทักทายนั่น แล้วเสตาหลบไปมองทางอื่นแทน เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างมินฮยอนเริ่มทำให้ผมใจอยู่ไม่สุข องซองอู...เขาไม่ได้จ้องผมหรอกแต่สายตาเฉยชาเหมือนผมเป็นธาตุอากาศนั่น ผมทนเห็นไม่ได้จริงๆ


         "จริงสิ ฮยอนบินนี่ ไปกินข้าวด้วยกันนะ" เพื่อนตัวเล็กเข้ามาเกาะแขนอ้อนผม ทุกทีจะใจอ่อนนะแต่คงไม่ใช่กับครั้งนี้


   
         "ไม่ล่ะ จงฮยอนไปเถอะ เราต้องรีบไปเคลียร์งานอ่ะ แถมต้องเข้างานต่ออีก" อธิบายเหตุผลไปอย่างจริงจัง ไม่ได้โกหกสะหน่อย เรื่องจริงทั้งหมดเลยนั่นแหละ 



        "ไอ้มิน เจอกันที่ร้านนะ ดาฮยอนเลิกเรียนแล้วกูต้องไปรับ" เสียงที่แทรกขึ้นมาเรียกความสนใจของทุกคนได้ดีทีเดียว ผมก็ยังคงถูกเมินเฉยเหมือนเดิม จนกระทั่งเขาเดินจากไป 



         "ดาฮยอน ดาวท่องเที่ยวป่ะ หูย ซองอูนี่นะ แต่ละคนที่ออกเดทด้วยนี่นางฟ้าชัดๆ" ท่าทางการพูดแบบตื่นเต้นของจงฮยอนทำให้ผมยิ้มบางๆ มองเขา ถึงในใจจะไม่อยากยิ้มเลยก็เถอะ 



         "ไม่หรอก นางฟ้าน่ะ สำหรับมินมีแค่ตัวเล็กคนเดียวเท่านั้นแหละที่เหมาะกับคำนั้น" ความรักนี่มันดีจริงๆ นะ...เพื่อนตัวเล็กเขินจนไปไม่เป็น ผมถึงได้ส่งมือของเจ้าตัวให้กับฮวังมินฮยอน และบอกลาทั้งสองคนก่อนเดินกลับหอ ใช้ความพยายามอย่างมากในการเดิน ไม่เคยรู้สึกหมดแรงเท่านี้มาก่อน สุดท้ายก็ถึงห้องสักที ทันทีที่ปิดประตูน้ำตาก็ไหลลงมา ยกมือขึ้นทุบอกข้างซ้ายเพื่อหวังให้ช่วยคลายความบีบรัดที่รู้สึก มันก็ดีแล้วนี่ นายเลือกเองนะฮยอนบิน ไม่เห็นเหรอชีวิตนายกลับมาปกติสุขเหมือนเดิมแล้วนะ .....

         และเขาก็ได้เดินคู่กับคนที่ควรคู่กับเขาแล้วเช่นกัน มันดีที่สุดแล้ว 
.
.
.
.
.
.
.
         มันยากมากเลยกับการทำเมินใส่คนที่รู้สึกอยากเข้าใกล้ คนที่ทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเอง ยิ่งฝืนเมินยิ่งรู้สึกอึดอัด ยิ่งทำเป็นมองไม่เห็นยิ่งเจ็บปวด  



        วันนี้เป็นวันนัดรวมเพื่อนตามปกติ แล้วผมก็ถูกชวนเดทที่ไม่ปกติคงเป็นความรู้สึกของผมเนี่ยแหละ ดาฮยอนเป็นคนน่ารัก ไม่เรื่องมากไม่งี่เง่า ไม่ร้องขอมากเกินไป เธอเข้ากับเพื่อนของผมได้ นิสัยดีน่ารัก แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเธอน่าสนใจหรือดึงดูดเหมือนกับฮยอนบิน...ไม่เลยสักนิดเดียว


         กลับจากกินข้าวและส่งดาฮยอนผมก็กลับคอนโดแล้วลงมือเขียนธีสิสต่อ เขียนไปจนเหนื่อยก็หยุดพักและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย และหัวข้อใหญ่ๆของความคิดก็ยังคงเป็นคนคนเดิม...


        ผมได้ยินที่เขาพูดกับจงฮยอนทุกคำ เห็นทุกสายตา รอยยิ้มที่แสนฝืน แววตาที่เหนื่อยล้าสับสน และเจ็บปวด ทำไมเขาถึงถูกไล่ออก แล้วตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่ไหน ทำไมถึงดูโทรมเหมือนคนนอนไม่พอ ขอบตาที่มีรอยคล้ำนั่นอีก ถึงฮยอนบินจะใจร้ายแต่ผมก็ยังคงห่วงเขามากอยู่ดี 



         มันคงเพราะแรงดึงดูดที่ทำให้ผมอยากเข้าใกล้เขา เราต่างกันเหมือนแม่เหล็กต่างขั้ว จึงทำให้เกิดแรงดึงดูดแต่น่าเสียดายที่มันเกิดขึ้นที่ขั้วของผมฝ่ายเดียว ส่วนเขากลับมีแต่แรงผลักให้ผมออกห่าง 
.
.
.
    
          วันศุกร์ที่ผมไม่มีเรียนและก็ถูกชวนไปปาร์ตี้วันเกิดของดาฮยอน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งกลุ่มของผมถูกชวนไปทุกคน รวมทั้งจงฮยอนกับเซอุนก็ถูกพาไปด้วย 


         ถ้าถามถึงสิ่งแปลกปลอมในปาร์ตี้วันเกิดนี้คงเป็นตัวผมล่ะมั้งที่อารมณ์สวนทางกับงานปาร์ตี้มากที่สุด 
     


          "เดี๋ยวดาฮยอนไปดูในครัวก่อนนะคะ" ดาฮยอนเอ่ยบอกผมก่อนจะเดินเข้าตัวบ้านไป งานถูกจัดที่สระว่ายน้ำ บางคนก็ลงเล่นน้ำบ้างเต้นบ้าง ดื่มบ้าง บางส่วนก็ตั้งวงเล่นไพ่บ้าง โดมิโนบ้างสลับกันไป ถามว่าเพื่อนผมหายไปไหน ไอ้มินพาจงฮยอนกลับไปก่อนแล้วเพราะมีสอบควิซในวันพรุ่งนี้ เช่นเดียวกับยองมินและเซอุนที่ต้องพากันกลับไปตัดโมต่อ เหลืออยู่แค่ผม และไอ้เนียลกับแจฮวาน ตอนนี้แจฮวานกำลังรับหน้าที่เล่นดนตรีอยู่ส่วนไอ้หัวสีชมพูก็นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง โอ้ย เหม็นความรัก นั่งไปนั่งมาก็ปวดฉี่ขึ้นมาดื้อๆ เลยถามทางจากแม่บ้านแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ยังไม่ทันได้ก้าวผ่านห้องครัวที่ถึงก่อนห้องน้ำก็ต้องหยุดฟังบทสนทนาของเจ้าบ้านกับเพื่อนสาวเสียก่อน ที่หยุดไม่ใช่อยากสอดรู้เรื่องชาวบ้านแต่เพราะมันมีชื่อของฮยอนบินอยู่ในบทสนทนานั้นต่างหากล่ะ...



           "เห็นรุ่นน้องบอกว่าตอนที่ซองอูทำเมินนะตาไอ้เนิร์ดฮยอนบินมันนี่โคตรเศร้าอ่ะ ฉันล่ะอยากเห็นด้วยตัวเองจริงๆนะคงสะใจน่าดู"



          "คงเจียมเนื้อเจียมตัวขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ถึงได้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร" เสียงเย้ยหยันถูกส่งออกมาจากคนที่ผมคิดว่านิสัยดีอย่างดาฮยอน 



         "ว่าไปเธอก็เจ๋งดีนะดาฮยอน คิดถึงวันนั้นที่เธอแกล้งขัดขามันจนหน้าคว่ำทำจานอาหารหกใส่ลูกค้าจนโดนไล่ออกแล้วฉันยังรู้สึกสะใจไม่หายเลย" เคยรู้สึกอยากสั่งสอนผู้หญิงไหมครับสาบานเลยว่าถ้าพวกเธอเป็นผู้ชายผมจะซัดให้ต้องนอนหยอดข้าวต้มในโรงพยาบาลแน่ๆ 


     

         "ใช่แล้วก็ที่ยุให้แฟนคลับคุณองแกล้งมันอีกทั้งน้ำถัง ทั้งแป้ง ทั้งล็อคเกอร์ ป่านนี้คงทั้งกลัว ทั้งเข็ดจนไม่กล้าเข้าหาคุณองอีกแล้วล่ะ ทีนี้นะ เธอก็แค่มัดใจคุณองให้อยู่หมัดแค่นั้นเอง" ผู้หญิงนี่บางทีก็น่ากลัวยิ่งกว่าผีอีกจริงๆ



        "ที่ทำไปสนุกกันมากใช่ไหมครับ" เหมือนพวกเธอจะตกใจนะที่เห็นหน้าผมน่ะ ดูแต่ละคนหน้าซีดเชียว


         "ซองอูคะ คือ" คนเป็นเจ้าบ้านกำลังจะบีบน้ำตาคราวนี้ผมไม่ได้รู้สึกอ่อนใจเลยสักนิด กลับรังเกียจเสียด้วยซ้ำ


         "ผมคิดว่าผมฉลาดพอที่จะไม่ต้องฟังคำแก้ตัวของใคร เสียดายนะครับที่เกิดมาหน้าตาดี ชาติตระกูลดีแต่จิตใจทราม ผมว่าผมเลวแล้วนะกับการไม่จริงจังกับใครที่ผ่านเข้ามาจนมาเจอพวกคุณเนี่ย ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย เพราะอย่างน้อยผมก็ยังรู้จักแสดงความชัดเจนไม่ให้ความหวังใคร ไม่ทำลายชีวิตใครด้วยความสะใจ" สงสัยคำพูดของผมจะแรงไป พวกเธอถึงได้เหวอกันจนหมดภาพลักษณ์คุณหนูขนาดนั้น

     

           "ถึงฮยอนบินจะเป็นแค่เด็กทุน เป็นคนไม่ร่ำรวย ไม่ได้เกิดมามีหน้ามีตาทางสังคม แต่เขาก็เป็นคนเหมือนกับพวกคุณ แถมจิตใจของเขาก็ดีกว่าพวกคุณด้วยซ้ำ แล้วอีกอย่างชีวิตเขายังดูมีค่ากว่าการใช้ชีวิตของพวกคุณเลย" 


     
           "อ่อ สุขสันต์วันเกิดนะครับ คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ขอให้สมองของคุณคิดเรื่องดีๆได้บ้างนะครับ ฝากบอกคนที่คุณยุยงให้แกล้งฮยอนบินด้วยว่า ถ้ากล้าแตะต้องเขาอีก คราวนี้ผมไม่อยู่เฉยๆแน่ แล้วก็จำไว้ด้วยนะครับ ควอนฮยอนบินคือคนของผม ห้ามยุ่งกับเขาอีก!!!" เดินออกจากห้องครัวแบบไม่รอฟังเสียงกรีดร้องโหยหวนใดๆ ผมก็รีบพาตัวเองไปฉี่คือก็ปวดนี่ครับ จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยผมก็ออกจากปาร์ตี้ทันทีโดยไม่ลืมบอกให้เพื่อนหัวสีชมพูพาเมียกลับห้องด้วย ปลายทางของผมก็คือหอของควอนฮยอนบิน ผมไม่รู้เลยว่าเพราะผมเขาถึงต้องเจออะไรบ้าง ยิ่งคิดถึงวันนั้นที่เขาร้องไห้ ผมก็ยิ่งเจ็บ เขาไม่ได้ใจร้ายเลยสักนิด แต่เป็นผมเองที่ใจร้าย 



           ขาทำงานกะดึกจริงๆอย่างที่คิดไว้ ผมรู้ที่ทำงานยันเวลาทำงานเขาเพียงแค่ตีสนิทกับเจ้าของหอผู้คุ้นเคยกับคนเช่าเป็นอย่างดี ถ้าไปกวนที่ทำงานตอนนี้ก็คงลากตัวออกมาไม่ได้ ผมจึงใช้วิชามารในการสื่อสารและเงินจำนวนหนึ่งเพื่อขอกุญแจสำรองพอได้มาก็ย้ายตัวเองไปสิงสถิตที่ห้องของเด็กเนิร์ดเพื่อรอเจ้าของห้องกลับมา ห้องพักขนาดไม่ใหญ่มากสภาพถือว่าดีอยู่ เพราะคงมีการทาสีใหม่ทุกปี ผนังห้องเป็นสีขาวฟ้าอ่อนๆ ในห้องมีส่วนของที่นอนตู้เสื้อผ้าและโซนห้องน้ำกับครัวพร้อมระเบียงอยู่ด้านหลัง พื้นที่ที่ถูกใช้ส่วนใหญ่คือตู้หนังสือที่มีหนังสืออัดเต็มแน่น เชื่อแล้วว่ารักหนังสือมาก


          ผมถือวิสาสะอาบน้ำอีกรอบในห้องของเขา แล้วค้นเสื้อผ้าที่เขาใส่มาจากห้องของผมคราวที่แล้วมาใส่ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงขนาดห้าฟุต ที่ไม่นุ่มแต่ก็ไม่แข็งมาก สิ่งที่ทำให้ผ่อนคลายมากที่สุดคงเป็นกลิ่นหอมประจำตัวของเจ้าของห้องที่ติดอยู่ตามที่นอน ผ้าห่ม และหมอน มุดหน้าลงกับหมอนนุ่มก่อนจะค่อยๆหลับไป...



          "ตุ้บ!! เพี้ยะ!!!" แรงฟาดตามตัวทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น โห มือหนักใช่เล่นเลยนะเนี่ย


          "ฉันเจ็บนะ" ตั้งสติดีๆก็พบกับผู้ร้ายที่ทำหน้าเหวี่ยงใส่ อ่า คิดถึงชะมัดเลยแฮะ ผมจัดการรวบตัวคนที่กำลังลงมือทำร้ายผมให้ลงมานั่งอยู่ที่หว่างขาตัวเองใช้ขารัดอีกคนไว้พร้อมแขนที่กอดอีกคนแน่นไม่แพ้กัน จัดการคนพยศให้มาพิงอยู่ที่อก แต่เจ้าตัวก็ดิ้นไม่หยุด อย่างนี้ต้องขู่



          "หยุดดิ้นนะตีฉันจนแขนแดงหมดแล้วเนี่ยเห็นไหมถ้ายังไม่เลิกดิ้น ฉันจูบจริงแน่และไม่รับประกันว่าจะหยุดอยู่แค่นั้นไหม" ความกลัวไม่มีเลยสินะคนเราเพราะนอกจากไม่หยุดดิ้นแล้วยังดิ้นหนักกว่าเดิมอีก



         "ลองดูสิฉันจะแจ้งตำรวจนายบุกรุกห้องฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต!!!" ขู่ฟ่ออย่างกับลูกแมว คิดว่าผมจะกลัวรึเปล่าล่ะ


         "ป้าเจ้าของหอให้กุญแจสำรองฉันมา นายก็อยู่มานานคงไม่คิดจะพาป้าไปติดคุกหรอกจริงไหม" เงียบกริบ ต้องปราบพยศตลอดเลยสิน่า 



         "นายมัน นิสัยเสีย!!" ด่าซะจนอยากจะยิ้มเลย คนบ้าอะไรน่ารักแม่งทุกอย่าง 



         "ยอมรับ" ก่อนจะให้อีกคนด่ามากกว่าเดิมผมจึงตัดสินใจเกยคางบ่นไหล่แล้วเอ่ยบอกในสิ่งที่อยากบอกแทน



          "ฟังฉันสักเดี๋ยวได้ไหมฮยอนบินนา" ร้องขออย่างออดอ้อนจนคนพยศเริ่มอยู่นิ่งและมีท่าทีอ่อนลง


          "ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ฉันไม่รู้เลยว่านายต้องเจอแกล้งเยอะขนาดไหน ไม่รู้เลยว่าพาความเดือดร้อนมาหา ไม่รู้เลยว่าที่นายร้องไห้อย่างเจ็บปวดวันนั้นเพราะมีฉันเป็นต้นเหตุ" กระซิบบอกขอโทษข้างๆใบหูของอีกคน กินหอมอ่อนๆทำให้อดใจไม่ไหวเผลอขบกัดตามใบหูและลำคอจนเกิดรอยแดง เหมือนคนในอ้อมกอดจะสติหลุดถึงได้นั่งนิ่งๆให้ผมลวนลามแบบนี้ได้


          "อื้อ หยุดนะ" พอสติกลับมาเสียงท้วงก็ถูกส่งมาห้าม ผมจึงผละออกมาจากซอกคอขาวแล้วกลับมาเกยคางไว้บนไหล่เหมือนเดิม


           "โทษที คิดถึงน่ะ" ไม่มีอะไรต้องอ้อมค้อมและผลตอบรับก็ค่อนข้างน่าพอใจแก้มที่ขึ้นสีเห่อแดงลามมาจนถึงคางกับใบหู น่ารักเสียจนอยากจับกดให้จมเตียง


          "ขอร้องได้ไหม ถ้าเห็นว่าแค่ถูกใจ ไม่จริงจัง หยุดเถอะนะ ที่ผ่านมาฉันไม่โกรธไม่โทษนายขอแค่ให้นายหยุดสักที" เด็กเนิร์ดเริ่มเข้าสู่โหมดขี้แยอีกแล้วสิ


          "ทำไมฉันต้องหยุด" ผมไม่เข้าใจจริงๆ ในเมื่อเจอคนที่ใช่แล้วทำไมผมต้องยอมแพ้ล่ะ



           "ชีวิตนายอาจมีคนมากมายรอให้นายเลือก แต่ชีวิตฉันไม่เคยมีใคร ไม่มีเงินทองมากมายอย่างที่นายมี ฉันโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ไม่ได้มีครอบครัว ไม่มีทั้งพ่อและแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่เคยมีคนเข้าหาอย่างจริงใจ ถูกแกล้งถูกรังแกจนชิน จนได้เจอจงฮยอนเขาเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตที่จริงใจ และดีกับฉัน และก็มาเจอนาย แค่เวลาไม่นานฉันกลับเคยชินกับการมีนายมาวอแว การเจอหน้า การถูกบังคับ พอนายเมินเฉยฉันก็ร้องไห้เจ็บปวด เพราะฉะนั้นถ้าไม่คิดจะจริงจังหยุดเถอะนะอย่าทำให้ฉันเคยชินกับการมีนายมากไปกว่านี้เลย เพราะถ้ามากไปกว่านี้ แล้วในวันหนึ่งนายหายไปฉันคงรับมันไม่ไหว ขอร้องล่ะองซองอูช่วยหยุดมันที" น้ำตาที่หยดลงกระทบแขนของผมยิ่งทำให้ผมเข้าใจ การจะเข้าใกล้หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของควอนฮยอนบินนั้นต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ความใส่ใจ และความระมัดระวัง 



      "ฉันหยุดมันไม่ได้หรอกนะ นายเป็นคนแรกของฉันในหลายๆเรื่อง ทั้งๆที่คนอื่นมองข้ามนายแต่สายตาของฉันกลับมองหาแต่นาย ฉันไม่เคยถูกเมิน ไม่เคยถูกปฏิเสธนายเป็นคนแรกที่ทำมัน ฉันไม่เคยขอร้อง ไม่เคยอ้อนวอนหรือวิ่งตามใคร แต่นายเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันทำสิ่งเหล่านั้น มันไม่ง่ายเลยนะที่จะเจอคนที่ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองได้ขนาดนี้ ให้โอกาสฉันนะฮยอนบิน ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหนแต่ฉันจะไม่ปล่อยมือนายแน่ ฉันไม่สนใจหรอกเรื่องฐานะเงินทองฉันสนแค่หัวใจและความรู้สึกของนาย" ดวงตากลมใสช้อนมองผมตอนที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา น่ารักเกินไปแล้วขนาดมีแว่นหนาผมยังมองว่าน่ารักเลย 

           
       "นายนี่มันจริงๆเลย ถ้างั้นฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะส่วนหัวใจก็ค่อยๆเป็นค่อยไปแล้วกัน" รอยยิ้มแสนน่ารักถูกเผยออกมาทันทีที่เจ้าตัวพูดจบ ไม่ไหวแล้วโว้ย ผมจับตัวอีกคนขยับพลิกมานั่งคร่อมตักผมแทน ค่อยๆประกบจูบลงบนริมฝีปากสีชมพูเหมือนเยลลี่อย่างนุ่มนวล ก่อนที่ผมจะถอนจูบออก และใช้มือขวาถอดแว่นที่แสนเกะกะเป็นอุปสรรคต่อการจูบของอีกคนนั้นออก รู้สึกหัวใจจะวายก็ตอนที่เห็นดวงตาใสกับใบหน้าหวานๆนั่นแบบไม่มีแว่นบดบังเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มือค่อยๆเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากออก น่ารัก น่ารักจนไม่รู้จะพูดยังไง ไล้ปลายนิ้วไปทั่วใบหน้า ผิวขาวเนียนนี่อีก 



          "อย่าเที่ยวถอดแว่นให้ใครเห็นนะรู้ไหม ฉันอนุญาตแค่ฉันเท่านั้นที่ได้เห็นและมีสิทธิถอดมันรองลงมาจากนาย" 


         "ทำไมเล่า กลัวคนอื่นตกใจในความน่ากลัวของฉันเหรอ" ถ้าอย่างฮยอนบินน่ากลัวสำหรับผมคงไม่มีใครน่ารักแล้วล่ะ...



           "เปล่าฉันหึง หวง และก็ห่วง" ไล่จูบไปทั่วใบหน้าทั้งหน้าผาก แก้มและจมูก "ไม่อยากให้ใครมามองนายนอกจากฉัน" ในเมื่อเจ้าตัวบอกว่าขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ก่อนฉะนั้นผมจะคิดว่าผมมีสิทธิที่จะไม่ทนแล้วกันนะครับ เพราะแก้มแดงๆสายตาหวานๆกับปากที่เผยอนิดๆเนี่ยทำให้อะไรๆของผมตื่นเต็มตัวแล้ว 
          ป้อนจูบให้คนที่นั่งคร่อมตักตัวเองอีกครั้งขบเม้มอย่างขออนุญาตที่จะล่วงล้ำไปชิมความหอมหวานจากข้างในเมื่อถูกอนุญาต องซองอูก็ขอเก็บเกี่ยวความหวานจนกว่าจะพอใจเลยแล้วกัน....

.
.
.
.
.
          "อ๊ะ หยุดนะ บอกให้ค่อยเป็นค่อยไปไง องซองอู!!!" เสียงตวาดแว้ดดังขึ้นเมื่ออีกคนเริ่มล่วงล้ำเกินเลย 


            "นายฝากตัวกับฉันแล้วห้ามเถียง" แต่ใช่ว่าผู้นำเกมส์จะยอมหยุดเสียเมื่อไหร่

        
            "อ๊า มันเจ็บ เบาๆ" ทันทีที่ถูกกระทำในสิ่งที่ไม่เคยความเจ็บแปลบและเสียวซ่านก็ถามโถมเข้ามาปะปนกันไปหมด


             "เรียกชื่อฉันฮยอนบิน" กระซิบเสียงกระเส่าข้างๆใบหูทำให้คนที่กำลังสับสนเผลอตัวปล่อยอารมณ์ให้เป็นสิ่งชักนำ


             "อื๊อ ซองอูยา เบาๆหน่อยเค้าเจ็บ" ตาปรือปรอยดูยั่วยวนกับเสียงครางหวานหูพร้อมถ้อยคำที่น่ารัก ใครมันจะไปเบาได้วะ 

             ค่ำคืนนี้คงอีกยาวไกล...และคิดว่าฮยอนบินคงต้องออกจากที่ทำงานใหม่อีกครั้งและย้ายที่พักใหม่ คงต้องเปลี่ยนจากพนักงานร้านหนังสือเป็นแม่บ้านและเข้าไปอยู่กับองซองอูคนนี้แทนแล้วล่ะครับ
    



       








     

   
    
   


   


 

    


.
.
.


       


       

  



 



.
.
.
   ...........................................Gravity.........................................

          มันจะแปลกไหมถ้าคนที่เปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่น และมีคนเข้าหาอย่างไม่ซ้ำหน้ากลับอยากที่จะหยุดอยู่กับคนที่ถ้าผลการเรียนไม่ดีก็คงไม่มีใครรู้จัก...คนที่มักจะไม่อยู่ในวงโคจรของใคร คนที่ดูไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น เป็นเหมือนสิ่งที่คนอื่นมักมองข้าม แต่แล้ววันหนึ่งผมกลับอยากให้เขาเข้ามาอยู่ในวงโคจรของผมและพาตัวของผมเข้าไปอยู่ในวงโคจรของเขา ... ให้เราได้เป็นวงโคจรของกันและกัน... 

     
            แค่มีเรา หมุนรอบกันและกันไปเรื่อยๆ....





........................................................................................................................
ปล.คิดสะว่าบินสูงเท่าหลีดจงฮยอนพอนะคะ
 จินตนาการต้องมา T^T




รู้ใจไรท์ไปอีกหวยออกที่คุณอ๋งค่ะ
เพราะคุณอ๋งเหมาะมากกับความมั่นของเพราะเอก
อีกอย่างดูน้องไม่ค่อยเข้าหาเท่าไหร่ด้วยเลยเลือกมา 
ปล. มีความรู้สึกอยากแต่งฮยอนบินเป็นเลสเบี้ยนให้กับแค่คนเดียว
คือพี่ซองอุน หลังจากที่เห็นโมเม้นท์จับมือและจุ้บแก้มนั้น
ยอมรับว่าใจชิปไปแล้ว ด้วยเหตุที่ว่าพี่ซองอุนก็ตะมุตะมิเหลือเกิน
และท่านั่งพับเพรียบกับความงอแง
 ติงต๊องขี้อ้อนของตี๋ก็น่ารักมากเช่นกันเลยตัดสิน เคะเมะไม่ได้
สรุปเบี้ยนไปเลย ToT
ความมโนนี้



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #1573 Exo_mini (@bowri04) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 15:29
    5555 ยัยหมวยก้คือยัยหมวยค่ะไรท์ แต่งอีกๆ ชอบค่ะ องบิน
    #1573
    0
  2. #1498 KK9538 (@KK9538) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 08:35
    คิดว่าตอนแรกคื ฮยอนบิน แต่พออ่านตอนเขียนโพสต์อิทแล้วแบบ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ถึงกับวนขึ้นไปอ่านใหม่ 55555
    #1498
    0
  3. #1493 PANGDL7 (@spaonepiece) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 23:19
    น้องโดนแกล้งอ่า ไม่เป็นไรนะลูก ซองอูต้องดูแลดีๆแล้ว
    #1493
    0
  4. #792 chezshirecatz (@orihimejang) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 10:29
    เจ้ดดดดเดาถูกด้วยยยยยยยยย สงสารน้องเด็กเนิร์ดดดดโอ๋นะรูกกกก;-; หลังจากนี้ให้วิดวะดูแลน้าา
    #792
    0
  5. #747 soofee26 (@soofee26) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 18:55
    ว่าแล้วว่าท่านอง มั่นหน้าให้ร้อยจ้าาา
    #747
    0
  6. #161 JannieJK (@jenniek) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 14:07
    เดาตั้งนานว่าใครที้แท้คุ๋องนี่เอง
    #161
    0
  7. #135 'ทดลองเป็นโนรา (@noramb) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 02:26
    เขินจัง ฮือออออ
    #135
    0
  8. #123 purpleliner (@purpleliner) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 17:45
    พี่อ๋งง ว่าแล้วววต้องพี่อ๋งแน่ๆ อ่ะ กรี้ดดดดด เขินมากเลย
    #123
    0
  9. วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 00:14
    กรี๊ดดดดดฟินมากค่ะฮืออออ องนายหื่นมากอ่ะ5555 ฮยอนบินลูกทำไมหนูน่ารักงี้ แม่อยากจะจับฟั-/สัญญานขาดหาย น่าจะเกิด จากโดน นายองซองอูได้ฆ่าปิดปาก
    #117
    0
  10. #116 nan-111 (@nan-111) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 23:46
    ฟินมาก บอกก่อนเลยเราชอบคู่นี้มาก
    แต่ไม่ค่อยมีคนแต่งเลย
    ขอคู่นี้เยอะๆนะคะ
    #116
    0
  11. #115 aunshi (@aunshi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 23:35
    ฟินค่ะฟิน บอกเลยว่าฟินมากกกกกกกกก
    #115
    0
  12. วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 16:48
    หึหึคุณอ๋งแน่ๆคิคิตอนแรกตกใจ. คิดว่าฮยอนบินเป็นคนเปิดเรื่อง ก็แบบทำไมบินแมนงี้ พออ่านไปสักพักถึงบางอ้อฮยอนบินไม่ได้เปิดเรื่อง555
    #114
    0
  13. #113 Ajoo_monster (@gamemiemoexia) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 08:33
    คุณอ๋งงงงงง ใช่ไหมคะะะ
    #113
    0
  14. #112 nukniknaknek (@earthnaka) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 07:22
    ตอนแรกคิดว่าฮยอนบินเป็นพระเอก ก็เอ๊ะอยู่ในใจ อ่านๆมา เอ๊ะคนนั้นฮยอบินหรือป่าว พออ่านจบนี่ก็แบบ อ้าวว ใครพระเอกวะ 5555555 คุณองมั้ยคะ เหลือคนเดัยวในแก๊งซอรี่ๆ
    #112
    0
  15. #111 tnoonnp- (@0891998271) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 07:09
    พี่อ๋งป่ะเพราะในแก๊งซอรี่ๆขาดพี่อ๊ง หนูบินอย่านิ่งสิลูกเดี๋ยวเขาเปลี่ยนใจนะคะ ชอบการแต่งallhyunbinของไรท์อ่า ชิปเหมือนเราเลย555555 เรื่องที่ฮยอนบินเคะก็หายาก เจอเรื่องนี้รักเลย
    #111
    0
  16. #110 BangJae_ (@N-finland-bbmm) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 07:07
    เรื่องนี้ฮยอนบินหรอ อ่านมานึดว่าคุณอ๋ง55555
    #110
    0
  17. #109 หมูYoY (@998866443322) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 06:49
    ต่อเถอะ><
    #109
    0
  18. #107 Nookser (@Nookser) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 01:32
    all ฮยอนบินจ้าาาาา รอเรื่องที่ไรท์แต่งแทบทุกเรื่องงง เพราะมันสนองต่อนี๊ดเรามั่กมากกกก ฮอลลลล
    #107
    0
  19. #106 aunshi (@aunshi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 23:10
    ใครค่ะใครจะเป็นพระเอกให้ตี๋
    #106
    0
  20. #105 Smile_Preme (@Smile_Preme) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:59
    เสือนี่พี่ดงโฮปะคะ คือนี่แบบทีมออลฮยอนบินแล้วอยากอ่านฟิคพี่-ับยัยหมวยบ้าง แต่ไม่ใช่ก็ไม่เป็รไรนะคะยังไงก็อ่าน555555555555 รอค่ะ ไฟท์ติ้ง
    #105
    0
  21. วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:39
    กรี๊ดดดดวงโคจรของกันและกันใครกันนึกไม่ออก555
    #104
    0
  22. #103 purpleliner (@purpleliner) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:23
    รอเลยเด้อออ อยากรู้ว่าตอนนี้ใครจะxยัยเด๋อ
    #103
    0
  23. #102 หมูYoY (@998866443322) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:08
    รอนะคะ น่าอ่านมากกกกกก
    #102
    0