รักร้ายหัวใจปรารถนา

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 แม่ของเธอ 100% rewrite

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,798
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    22 มิ.ย. 60




                          บทที่  1

                      แม่ของเธอ




งานศพที่มีเสียงบทสวดของพระสงฆ์ ไม่วายมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ดังออกมาจากร่างบางของหญิงสาววัยสิบเก้าในชุดกระโปรงสีดำที่นั่งอยู่กับพื้นที่ปูด้วยเสื่อ พนมมือหน้าโลงศพ ที่ใกล้กันนั้น มีรูปหญิงสาววัยกลางคนตั้งอยู่ ห้อมล้อมเต็มไปด้วยดอกไม้สดที่ถูกจัดตกแต่งให้ดูสวยงามเพื่อไม่ให้บรรยากาศมืดมนจนเกินไป  

สายตาของหญิงสาวมองรูปภาพของคนตายที่หน้าตาละม้ายคล้ายกัน แต่มีอายุและหน้าคมเข้มมากกว่าเธอ ที่หน้าออกไปทางละมุนเหมือนคนเป็นพ่อ แล้วได้แต่สะอื้นในใจ ภาพที่บ่งบอกว่าเกิดขึ้นจริง เธอไม่ได้ฝันไป เพราะมันระบุชื่อ นางรรินญา โชติวัตร พร้อมระบุวันชาตะและมรณะ

แม่ของเธอ...          

ฟาร์!” เสียงเรียกที่คุ้นเคย ทำให้เจ้าของชื่อละสายตาจากรูปตรงหน้าแล้วหันไปมอง ก่อนจะพบกับบิดาผู้ให้กำเนิด ที่พึ่งจะเดินทางมาที่ถึงวัด

พ่อ!” เจ้าของชื่อลุกวิ่งเข้าไปหาอ้อมกอดของคนเป็นพ่อ ที่อ้าแขนรอรับร่างของลูกสาวเอาไว้ ก่อนบอกกล่าวเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเสียใจอยู่ ณ ตอนนี้              

พ่อคะ แม่เขาจากเราไปแล้ว แม่เขาไม่กลับมาอีกแล้ว ฮือๆ” คนเป็นลูกซุกหน้ากับอกคนเป็นพ่อแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น คนเป็นพ่อเองแม้จะพยายามให้ตัวเองดูเข้มแข็งในสายตาของลูกแค่ไหน สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยน้ำตาของความเสียใจให้ไหลรินออกมาเงียบๆ        

ทั้งงานอยู่ในความเงียบเมื่อพระสวดเสร็จแล้ว ภาพของพ่อลูกที่ยืนกอดกันร้องไห้อยู่นานทำให้คนทั้งงานได้แต่สะเทือนใจกับภาพที่เห็น ไม่เว้นแม้แต่คนที่มากับพ่อของเธอ ที่อยู่ด้านหลัง 

หญิงสูงวัยเดินเข้ามาใกล้สองพ่อลูก ชัยยุทธเมื่อนึกขึ้นได้ว่าได้พาใครมาด้วยก็ผละออกจากลูกสาวสุดที่รักเบาๆ หันไปแนะนำเธอให้กับคนที่มาด้วย          

ฟาร์ นี่คุณหญิงสมร ภิมารทรัพย์ เจ้านายของพ่อ” ร่างบางปาดน้ำตาลวกๆแล้วยกมือพนมขึ้นไหว้ เมื่อหญิงสูงวัยส่งยิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดีมาให้      

เมื่อเห็นอย่างนั้น ก็หันไปแนะนำลูกสาวของตัวเองให้กับอีกคน “คุณท่านครับ นี่ฟาร์ลูกสาวของผม       

โตเป็นสาวแล้วสวยเหมือนแม่เลยนะ” หญิงสูงวัยยกมือขึ้นลูบศีรษะคนตรงหน้าด้วยความเอ็นดู            

ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา

ไม่ใช่แค่คนตรงหน้าเท่านั้นที่บอกว่าเธอเหมือน เพราะใครๆที่เห็นก็ต่างพูดตรงกันว่าเธอเหมือนแม่ แม้บางมุมจะเหมือนคนเป็นพ่อบ้าง               

จำฉันได้รึเปล่า ตอนเราเด็กๆ พ่อเราชอบเอาเราไปเลี้ยงที่บริษัทอยู่บ่อยๆ               

ด้วยแม่เธอเป็นครูและญาติผู้ใหญ่ที่มีอยู่ก็ไม่มีเวลาจะช่วยเลี้ยงดูเธอ เมื่อพ่อรู้ว่าแม่ต้องการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล ก็ค้านหัวชนฝาไม่ยอมท่าเดียว สุดท้ายพ่อเธอก็เลยขออนุญาตผู้มีพระคุณอย่างสมร เอาเธอมาเลี้ยงที่บริษัท โดยมีป้าแม่บ้าน เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงสมรมาช่วยกันเลี้ยง               

จำได้ค่ะคุณท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนหวานที่ถอดแบบมาจากคนเป็นแม่ส่งไปให้ เมื่อนึกย้อนไปตอนที่พ่ออุ้มเธอพาดบ่าพาไปที่ทำงานด้วย       

‘สมร ภิมารทรัพย์ ’ เป็นบุคคลที่คอยยื่นมือมาช่วยเหลือครอบครัวของเธอทุกครั้งในยามที่เดือดร้อน เป็นผู้มีพระคุณที่ชาตินี้ทั้งชาติเธอและพ่อก็ใช้หนี้บุญคุณท่านไม่หมด            

งานเสร็จแล้ว เรากลับไปคุยกันที่บ้านหน่อยนะฟาร์” หญิงสาวพยักหน้ารับคำบิดา ก่อนขอปลีกตัวจากผู้ใหญ่ทั้งสองไปส่งแขกในงานกลับบ้าน               

 

หลังจากเสร็จงานที่วัด ทั้งสามก็กลับมายังบ้านหลังเล็กกะทัดรัดในจังหวัดกาญจนบุรี    

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เธออาศัยอยู่กับมารดาตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ พ่อกับแม่ของเธอไม่ได้เลิกกันแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะแม่เธอต้องทำงานเป็นครูอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด ส่วนพ่อของเธอต้องทำงานในกรุงเทพฯ แม่ของเธอไม่ยอมย้ายไปเป็นครูที่กรุงเทพฯ พ่อของเธอก็ไม่ยอมลาออกมาทำงานที่นี่ ทั้งคู่จึงตัดสินใจแยกกันอยู่คนละที่ ถึงแม้ช่วงที่เธอเกิดจนถึงอายุสิบเอ็ดขวบเธอจะอยู่กับคนเป็นพ่อที่กรุงเทพฯ แต่แล้วพออายุได้สิบเอ็ดขวบเธอก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับคนเป็นแม่ ซึ่งทุกอาทิตย์พ่อของเธอจะมาหาเยี่ยมเยียนเธอกับแม่อาทิตย์ละครั้งถึงสองครั้ง แต่ถ้าวันไหนติดธุระมาไม่ได้ก็จะโทร.มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแทน        

ครั้งล่าสุดที่พ่อกับแม่ได้คุยกัน แม่ของเธอตัดสินใจที่จะย้ายไปสอนที่กรุงเทพฯ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด...

ตอนนี้ป้าสาเคลียร์ทุกเรื่องให้หมดแล้วค่ะ ทั้งเรื่องตำรวจ แล้วก็เรื่องคนร้าย” แม่ของเธอโดนลูกหลงจากการปะทะกันของเด็กนักเลงหัวไม้ในจังหวัด          

ขณะแม่เธอกำลังพาเด็กนักเรียนข้ามถนนทางม้าลาย กลุ่มนักเลงสองกลุ่มใหญ่เกิดทะเลาะวิวาทแล้วยกพวกตีกัน แถวบริเวณโรงเรียนที่แม่เธอเป็นครูสอน หนึ่งในกลุ่มนักเลงอีกฝั่งยกปืนขึ้นเล็งฝั่งตรงข้าม เสียงปืนทำให้เด็กวัยประถมร้องกรี๊ดอย่างตกใจ ด้วยความกลัวลูกศิษย์จะได้รับอันตราย แม่ของเธอจึงเอาตัวกำบังเด็กเล็กจนโดนลูกหลงเข้ากลางหลังและเสียชีวิตลงที่โรงพยาบาล ที่เธอไปไม่ทันดูใจก่อนท่านจะจากไปเพราะเสียเลือดมาก            

พูดไปหญิงสาวก็ร้องไห้ไป คนเป็นพ่อที่เห็นอย่างนั้นก็คว้าคนเป็นลูกเข้ามากอดแนบอกเพื่อปลอบขวัญ เขารู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้ เขาก็อยากให้วันนี้และวันต่อๆไปของลูกเขามีแต่ความสุข ไม่ใช่น้ำตา               

กลับไปอยู่กับพ่อนะลูก” คำตอบของคนเป็นลูก คือพยักหน้าอยู่กับอกของคนเป็นพ่อ             

เธออุตส่าห์ดีใจ ที่ครอบครัวของเธอจะกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าแบบครอบครัวของเพื่อนคนอื่น แต่แล้ววันนั้นก็คงไม่มีอีกแล้ว...  

วันที่มีกันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก

 

เก็บของเข้าห้องหมดรึยังฟาร์?”   

เรียบร้อยแล้วค่ะพ่อ” หญิงสาวละสายตาจากหนังสือที่อ่าน มองคนเป็นพ่อที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง    

หลังจากงานศพของแม่เสร็จสิ้นลง พ่อก็ย้ายเธอมาอยู่ที่กรุงเทพฯตามที่บอกไว้ โดยไม่ต้องเสียเวลาย้ายนานเพราะก่อนหน้านี้ที่พ่อกับแม่เธอตกลงกัน ได้เริ่มย้ายของมาบ้างแล้ว จึงทำให้มีของไม่กี่อย่างเท่านั้นที่ต้องเอามาเพิ่ม       

อ่านหนังสืออยู่เหรอเรา” คนถูกถามพยักหน้ารับ สายตาก็ไล่มองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ        

ดีที่เราจบมอหกจะขึ้นปีหนึ่งพอดี ไม่งั้นลำบากแย่        

มันคงเป็นโชคดีของเธอที่จบมอหกพอดี จึงทำให้ต้องมาสอบแย่งแข่งขันเข้ามหาลัยที่นี่ แต่ถึงแม่เธอยังไม่เสีย เธอเองก็ต้องมาสอบเข้าเรียนที่กรุงเทพฯตามความประสงค์ของคนเป็นพ่ออยู่ดี  

มันก็เหมือนตอนที่หนูกลับไปสอบเข้ามอหนึ่งที่นู้นแหละค่ะ” หญิงสาวนึกย้อนไปตอนที่เธออายุสิบเอ็ดขวบแล้วย้ายจากกรุงเทพฯไปกาญจนบุรี เพราะตอนนั้นเธอเองก็สอบเข้าโรงเรียนใหม่ในระดับที่สูงขึ้นเหมือนดังตอนนี้ แตกต่างก็ตรงที่ ตอนนี้เธอต้องสอบเข้ามหาลัยซึ่งมีการแข่งขันที่สูงกว่า สังคมที่กว้างกว่า และผู้คนต่างสถานที่ หลากหลายหมู่บ้านหลากหลายตำบล หลากหลายจังหวัด มารวมตัวกันในจุดๆเดียว เพื่อทำหน้าที่สานฝันของตัวเองต่อไป       

ลำบากหน่อยนะลูก แต่พ่อเชื่อว่าลูกของพ่อต้องทำได้” คนพูดขยิบตาให้ลูกสาวหนึ่งทีแต่ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง ไม่วายหันมาพูดกับเธออีก “สู้ๆนะลูก    

หญิงสาวยิ้มค้าง ส่ายหัวน้อยๆตามหลังคนเป็นพ่อที่เดินออกไป    

ถ้าแม่อยู่ด้วยก็คงจะดี       

หญิงสาวสะบัดหัวไล่ความคิดและความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมา หันกลับมาอ่านหนังสือเตรียมสอบตรงหน้าต่อ อย่างมุ่งมั่น          

ถึงตอนนี้จะไม่มีแม่แล้ว แต่เธอก็จะต้องทำให้พ่อภูมิใจ

 

กรี๊ดพ่อกลับมาแล้วเหรอ  มินรญากระโดดเป็นม้าลงมาจากชั้นสองของบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูบ้านเข้ามา นี่ถ้าไม่กลัวขาหักเธอเองคงโดดลงมาจากหน้าต่างห้องนอนแล้วมาโผล่ข้างรถเลยด้วยซ้ำ             

วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบเข้ามหาลัย ที่เธอตั้งหน้าตั้งตารอมาตั้งแต่เช้า เมื่อผลสอบออกตามเวลาที่กำหนด และได้รับรู้ข่าวดีอย่างที่ต้องการ ทำให้คนที่ดีใจไม่สามารถเก็บอาการตื่นเต้นดีใจไว้ได้ แม้จะพยายามระงับอาการมากแค่ไหน   

เป็นอะไรเรา เสียงดังลั่นบ้านไปหมด” ชายวัยกลางคนส่งสูทที่คล้องแขนให้ลูกสาว มือปลดเนกไทที่คอ 

หอมแก้มก่อน แล้วหนูจะบอกว่าเป็นอะไร” ชัยยุทธส่ายหน้าให้กับลูกสาวจอมขี้อ้อน ที่ยืนยิ้มจนหน้าบานแฉ่งแทบปริแตก ก่อนยื่นหน้าไปหอมแก้มซ้ายขวาที่เจ้าตัวทำแก้มปูดยื่นมาให้ถึงที่   

พ่อหอมแล้วไหนบอกมามีอะไร       

ให้หนูหอมพ่อก่อนสิ พ่อจะรีบรู้ไปไหน ให้หนูหอมพ่อก่อน...” ท้ายประโยคหญิงสาวลากเสียงยาวทำเสียงออดอ้อน            

ก็เห็นเรายิ้มจนหน้าจะแตกให้ได้แบบนี้ พ่อก็อยากรู้สิว่าเรามีอะไร” ชัยยุทธชี้แก้มคนตรงหน้า ก่อนยกมือขึ้นยีผมลูกสาว แล้วก้มลงให้คนเตี้ยกว่าเขย่งปลายเท้าขึ้นหอมแก้มซ้ายขวา     

กอดหนูด้วย” มือบางทั้งสองข้าง ยกขึ้นกอดตัวเองเป็นตัวอย่างให้คนตรงหน้าดู ทำให้คนเห็นท่าทางแบบนั้นหลุดหัวเราะ เมื่อร่างบางขอนู่นนี่ไม่หยุด ก่อนเดินมากอดซุกหน้าเข้ากับอกของเขา ชัยยุทธเลยต้องยกมือกอดตอบตามใจเจ้าตัว      

ขี้อ้อนจริง มีแฟนแล้วจะอ้อนพ่อแบบนี้อยู่ไหมเนี่ย        

เค้าไม่อ้อนใครนอกจากพ่อหรอก” เงยหน้าจากอกก็โดนคนเป็นพ่อบีบเข้าที่ปลายจมูกคนขี้อ้อนส่ายไปมา           

ให้มันจริงเถอะเรา             

ไหน ตกลงเราเป็นอะไร บอกพ่อหน่อยสิอยากรู้จนตัวสั่นแล้วเนี่ย” ไม่พูดเปล่าทำตัวสั่นหน้าสั่นประกอบ              

คนตัวเล็กหัวเราะคิก กับท่าทางของคนเป็นพ่อก่อนเอ่ยบอกข่าวดี ที่เธอเองก็อยากจะบอกจนตัวสั่นแล้วเหมือนกัน             

หนูมีที่เรียนแล้ว วี๊ด!” พูดจบก็ร้องวี๊ดยาวๆรัวมือเหมือนเป็นเชียร์รีดเดอร์   

ห๊ะที่ไหนลูก ติดที่ไหน” เสียงของความตื่นเต้นของคนเป็นพ่อเอ่ยถาม เมื่อคนเป็นลูกยังคงเล่นตัว         

พ่ออยากให้หนูติดที่ไหนล่ะ?” ลูกสาวถามกลับดูปฏิกิริยาของคนเป็นพ่อ ที่ม่านตาเริ่มขยายขึ้นเมื่อเข้าใจความหมายที่สื่อ ก่อนเจ้าตัวจะบอกขยายความเข้าใจเพิ่มเข้าไปอีก 

หนูก็ติดที่นั่นแหละ            

จบคำคนเป็นพ่อร้องเยสเสียงดัง คว้าตัวลูกสาวมากอดกระโดดเหยงๆไปมาเป็นวงกลม           

ลูกสาวพ่อเก่งที่สุด พ่อภูมิใจในตัวลูกของพ่อที่สุด” พูดไป ความตื้นตันในอกของพ่อ ก็กลั่นออกมาเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ทำให้ประโยคสุดท้ายเสียงสั่นแบบที่เจ้าตัวเองก็ไม่สามารถบังคับได้   

หนูรักพ่อนะ รักที่สุดในโลกเลย       

พ่อก็รักหนู รักหนูที่สุดในโลกเลยเหมือนกัน” ร่างสูงประทับจูบลงกลางหน้าผากของลูกสาว ที่ยิ้มปากไม่หุบ        

หลังจากผ่านความซึ้งมาได้สักพัก ความดีใจของคนเป็นพ่อก็ทำให้สมองสั่งการ ให้โทร.ไปบอกกล่าวเพื่อนร่วมงานถึงความดีใจที่ลูกสาวสุดที่รักของเขาทำสำเร็จ     

คำพูดพรั่งพรูมากมายถึงความดีใจที่ปิดไม่มิดทำให้คนเป็นลูกที่เห็น นั่งน้ำตาซึมมองพ่อคุยโทรศัพท์ ลืมความเหนื่อยจากความพยายามตั้งใจอ่านหนังสือไปเลย เมื่อเห็นคนที่รักมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองได้ทุ่มเททำอะไรสักอย่าง


        


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

986 ความคิดเห็น

  1. #529 150221 (@150221) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 12:15
    สงสารนางเอกจังเลยไรท์
    #529
    0
  2. #474 rmmd (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 12:53
    โรงศพ -- โลงศพ

    ไม่น่าใช่คำว่า ดอกไม้นานาพรรณ กับงานศพค่ะ
    #474
    1
    • #474-1 พรรณวษา (@NPrittaya) (จากตอนที่ 1)
      27 พฤษภาคม 2560 / 13:41
      ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวจะรีไรท์ให้ใหม่ตอนจบเรื่องนะคะ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ
      #474-1
  3. #214 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 23:42
    เศร้าตั้งแต่แรกอาะ
    #214
    0
  4. #114 น้องซิงซอง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 10:57
    เป็นกำลังใจให้เรียนประสพความสำเร็จเร็ว ๆ นะคะ
    #114
    1
  5. #1 kanthidagf (@kanthidagf) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 14:37
    สนุกมากๆเลยค่ะ อัพบ่อยๆนะคะ
    #1
    0