คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

334

ยอดวิวเดือนนี้

22

ยอดวิวรวม


334

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


14
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 มิ.ย. 62 / 21:00 น.
นิยาย (Naruto) Until The Sunset ( Minato x Kakashi ) (Naruto) Until The Sunset ( Minato x Kakashi ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

Natsumi-69 ค่ะ


ก่อนอื่นต้องบอกว่ากลับมาแล้วค่ะ หลังจากที่ห่างหายจากการเขียนฟิคไปพักใหญ่ๆจนในที่สุดก็ได้กลับมาเขียนคู่นี้อีกจนได้ ( ; w ; ) สำหรับฟิคเรื่องนี้จะเป็น AU โลกปัจจุบันค่ะ ในส่วนของเนื้อหาก็ยังคงความบาปตามคอนเซปต์(?)เอาไว้เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือโทนหม่นๆที่อาจจะเข้ากับฤดูฝนในช่วงนี้พอดี ถ้าเกิดว่ามีใครสักคนที่อ่านแล้วรู้สึกอินไปกับเรื่องราวของสองคนนี้ได้ก็จะดีใจมากๆเลยค่ะ 

 


 ◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇

 

 

 

 

ไม่อนุญาตให้คัดลอก+ดัดแปลงเนื้อหา หรือเผยแพร่ผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ

 

 



benny blanco, Halsey & Khalid - Eastside (Acoustic) )





◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇

 

  twitter : @natsumi_910




s
n
a
p

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 มิ.ย. 62 / 21:00





ร่างในเสื้อเชิ้ตสีเทากับกางเกงสแล็คสีเข้มเท้าคางเข้ากับแผงกั้นของอาคารผู้โดยสารขาเข้าขณะที่นัยน์ตาสีถ่านก้มมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมืออยู่เป็นระยะ เพียงไม่นานนักร่างสูงโปร่งของบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็ปรากฏแก่สายตา เส้นผมสีทองเป็นประกายกับใบหน้าหล่อเหลานั้นยังคงเป็นที่ดึงดูดสายตาจากคนรอบข้างเหมือนเช่นทุกที ราวกับว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีเบจที่แสนเรียบง่ายนั้นไม่ได้ช่วยให้คนตรงหน้าดูโดดเด่นน้อยลง ขณะที่นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างคู่สวยที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงใหลกวาดมองไปรอบๆอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหยุดลงที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนไม่ต่างจากครั้งวันวาน



"คาคาชิคุง!"


 

เสียงเอ่ยทักดังขึ้นก่อนเจ้าของเรือนผมสีทองจะหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กตรงมาที่เขาในขณะที่เขาเป็นฝ่ายยกรอยยิ้มน้อยๆพร้อมผงกศีรษะตอบรับ

 


"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับอาจารย์มินาโตะ"


 

"อืม....ร่วมเจ็ดปีได้แล้วสินะ"


 

รอยยิ้มบางถูกส่งมาให้ขณะน้ำเสียงทุ้มนั้นเอ่ยถึงช่วงเวลาอันยาวนานนับจากครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันจนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาจากนัยน์ตาคู่นั้น


 

"ถ้างั้นก็ไปกันเลยมั้ยครับ?"


 

เขาตัดสินใจออกเดินนำหน้าเพื่อเป็นการตัดบทสนทนาก่อนจะมุ่งหน้าไปยังอาคารจอดรถที่อยู่ไม่ไกล


 

"ขอโทษที่ต้องรบกวนให้มารับนะ ทั้งๆที่ไม่ใช่ธุระของเธอเลยแท้ๆ...."


 

รอยยิ้มเจื่อนจากคนที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับถูกส่งมาให้ในขณะที่พวกเขามุ่งหน้าไปตามทางไฮเวย์ที่เชื่อมเข้าสู่ตัวเมืองอย่างไม่รีบร้อน


 

"ไม่หรอกครับ...ยังไงช่วงเช้าผมก็ว่างอยู่พอดี คนที่ลำบากน่าจะเป็นคุณมากกว่านะครับอุตส่าห์นั่งเครื่องบิน12ชั่วโมงเพื่อมาร่วมงานสัมมนาเนี่ย"


 

เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบขณะประคองพวงมาลัยไปตามท้องถนนในยามสายที่มีการจราจรเบาบางอย่างที่มันควรจะเป็น



"ฮะๆ ช่วยไม่ได้หรอก งานนี้อาจารย์จิไรยะอุตส่าห์ออกปากชวนทั้งทีแถมยังได้มาเจอกับคาคาชิด้วยสำหรับฉันแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ"


 

นัยน์ตาสีถ่านที่จับจ้องท้องถนนเบื้องหน้าเผลอชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแสร้งเมินถ้อยคำนั้นด้วยการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


 

"ผมส่งรายละเอียดจากอาจารย์จิไรยะเข้าเมลไปแล้วนะครับ คุณได้เช็คดูบ้างรึยัง?"


 

"อืม...ฉันอ่านมาเรียบร้อยแล้วล่ะ"



"ถ้างั้นก็ดีแล้วครับ...."

 


บทสนทนาระหว่างพวกเขาขาดห้วงลงชั่วครู่จนกระทั่งทิวทัศน์ของอาคารบ้านเรือนแถวชานเมืองค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของตึกสูงน้อยใหญ่ที่ตีกรอบท้องฟ้าให้ดูแคบลงเมื่อพวกเขาเริ่มเข้าสู่ตัวเมืองที่แสนวุ่นวายของโตเกียว

 


"ไม่ได้กลับมาญี่ปุ่นตั้งเจ็ดปีแต่ดูเหมือนว่าในตัวเมืองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่นะ...."


 

คำกล่าวลอยๆดังขึ้นขณะที่นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างจับจ้องไปยังตึกสูงที่เบียดเสียดอยู่ตามทิวทัศน์สองข้างทางขณะที่เขาหันไปสบมองใบหน้าด้านข้างนั่นอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย


 

"เพิ่งจะผ่านไปแค่เจ็ดปีมันจะเปลี่ยนไปขนาดนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ?"


 

"เปลี่ยนสิ....ขนาดคนที่เคยเป็นนักเรียนของฉันในวันนั้นยังกลายมาเป็นอาจารย์มหาลัยเต็มตัวแล้วเลย แถมเดี๋ยวนี้ขับรถเป็นแล้วด้วย เท่ใหญ่แล้วนะ"


 

รอยยิ้มบางถูกส่งมาให้ยามคนที่เคยเป็นอาจารย์ของเขาเท้าแขนพิงเข้ากับกระจกรถพลางจ้องมองมาราวกับจะเย้าหยอกในขณะที่เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาเงียบๆ


 

"ถึงชมไปก็ไม่มีอะไรจะให้หรอกนะครับ แถมรถนี่ก็เป็นของมหาลัยด้วยถ้าเป็นอะไรขึ้นมาท่านอธิการได้ฆ่าผมแน่"


 

"ฮะๆ ท่านอธิการซึนาเดะสบายดีสินะ?"


 

"ถ้าเรียกคนวัยใกล้เกษียณที่ยังก๊งเหล้าหลังเลิกงานทุกวันว่าสบายดีได้ก็คงจะสบายดีล่ะมั้งครับ...."


 

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นอีกครั้งให้กับคำตอบของเขาก่อนน้ำเสียงทุ้มนั้นจะเอ่ยว่า ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ' ด้วยท่าทีที่ดูโล่งใจแต่ก็แฝงไปด้วยแววหนักใจอยู่ในที


 

"แล้วคาคาชิล่ะ? กลายมาเป็นอาจารย์เต็มตัวแล้วเป็นยังไงบ้าง?"


 

นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยหันมาสบมองเขาอีกครั้งในขณะที่เขาหันเลี้ยวพวงมาลัยไปตามป้ายบอกทางที่บ่งบอกว่าพวกเขากำลังจะถึงจุดหมายในไม่ช้า


 

"ก็คงเหมือนอาจารย์มหาลัยญี่ปุ่นทั่วไปนั่นแหล่ะครับ...เหมือนทำวิจัยเป็นงานหลักส่วนงานสอนเป็นพาร์ทไทม์ซะมากกว่า"


 

น้ำเสียงเรียบเอ่ยออกมาอย่างขอไปทีขณะที่นัยน์ตาสีถ่านจับจ้องไปยังตัวอาคารสีขาวสะอาดของโรงแรมหรูที่เริ่มปรากฏแก่สายตา


 

"ฮะๆ อยู่ในทีมวิจัยของอาจารย์จิไรยะคงจะยุ่งน่าดูสินะ ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันแอบไปบอกให้อาจารย์ใช้งานคาคาชิน้อยๆให้แล้วกัน"


 

"ถ้างั้นก็ขอความกรุณาด้วยครับ....อาจารย์ถึงแล้วนะครับ จะให้ผมวนไปส่งตรงหน้าล็อบบี้เลยมั้ยครับ?"


 

เขาหันไปเอ่ยกับอีกฝ่ายขณะเตรียมเลี้ยวเข้าสู่โรงแรมหรูเบื้องหน้าหากแต่น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นนั้นกลับทำให้ฝ่ามือที่ประคองพวงมาลัยต้องชะงักลง....


 

"ไม่ต้องหรอกขับเข้าไปจอดข้างในเลย"


 

"ครับ?"


 

นัยน์ตาสีถ่านที่ฉายแววประหลาดใจหันไปสบกับนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างที่กำลังจ้องมองมาที่สีหน้างุนงงของเขาพร้อมกับรอยยิ้มบาง


 

"พอดีวันนี้ฉันว่างทั้งวันเลยว่าจะให้คาคาชิช่วยนำเที่ยวในเมืองให้หน่อยน่ะ"


 

"แต่ผมต้องกลับไปทำงาน......"


 

"ไม่ต้องหรอก ฉันโทรไปขออนุญาตอาจารย์จิไรยะให้แล้วล่ะ"


 

เขาตีหน้านิ่งขณะที่กัดฟันกรอดอยู่ในใจเมื่ออาจารย์ของเขาต่างตัดสินใจกันเอาเองโดยไม่คิดจะปรึกษากันล่วงหน้าก่อนจะพยายามนึกหาข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยงธุระที่เกินจำเป็นไปมากกว่านี้


 

"แล้วคุณไม่ต้องเตรียมตัวสำหรับงานวันพรุ่งนี้หรอครับ?"


 

"เตรียมมาแล้วล่ะ...เอกสารกับไฟล์ก็เช็คมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดที่เธอส่งมาให้ฉันก็จำได้หมดแล้วด้วย ถ้าไม่เชื่อจะให้ท่องให้ฟังมั้ยล่ะ?"


 

".....ไม่ต้องหรอกครับ"


 

เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนยามที่พ่ายแพ้ให้กับการปฏิเสธคนตรงหน้าอย่างหมดรูปก่อนจะยอมหันเลี้ยวพวงมาลัยเข้าสู่อาคารจอดรถด้านในแต่โดยดี


 

"ถ้างั้นเดี๋ยวฉันไปเช็คอินกับเอากระเป๋าไปเก็บก่อน คาคาชิไปรออยู่ที่ล็อบบี้ก่อนนะ"



น้ำเสียงทุ้มนั้นเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเป็นฝ่ายแยกตัวออกไปขณะที่เขาก้าวผ่านโถงทางเดินไปสู่ล็อบบี้ด้านในที่ถูกประดับด้วยแชนเดอเลียร์แบบร่วมสมัยและเก้าอี้หนังที่ถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วนสมกับเป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ หากแต่ตัวเขาในตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์ที่จะมาชื่นชมการตกแต่งอันมีรสนิยมเหล่านั้น


ขาควรจะกลับตั้งแต่ตอนนี้.....นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว......



เขาละสายตาจากแชนเดอเลียร์เบื้องหน้าก่อนจะหยิบเอามือถือของตนขึ้นมา หากว่าเขาเมลไปหาอาจารย์มินาโตะว่ามีธุระด่วนจึงต้องขอตัวกลับก่อนคนที่ใจดีอย่างคนคนนั้นย่อมไม่มีทางว่าอะไรแน่ เพียงเท่านี้เขาก็จะได้กลับไปที่มหาลัยเพื่อสะสางงานของตนให้เสร็จแล้วจบวันธรรมดานี้อย่างเรียบง่ายเหมือนเช่นทุกวัน



นั่นคือสิ่งที่เขาคิด.......



หากแต่ปลายนิ้วของเขากลับเลือกที่จะกดปิดหน้าอีเมลที่ว่างเปล่านั่นก่อนจะสาวเท้าไปยังเก้าอี้หนังที่อยู่ไม่ไกล ในขณะที่ริมฝีปากสีสดเผลอคลี่รอยยิ้มเยาะให้กับการกระทำที่สวนทางกับความคิดของตัวเองเสียจนน่าขำ



เขาคงจะสิ้นหวังแล้วจริงๆนั่นแหล่ะ........




"ไง...รอนานรึเปล่า?"



น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยทักขึ้นมาจากด้านหลังทำให้เขาหันกลับไปเจอเข้ากับรอยยิ้มที่อ่อนโยนนั่นอีกครั้งจนต้องพยายามข่มสีหน้าของตนให้เรียบเฉย



"ไม่หรอกครับ....."



"ฉันว่าช่วงพักกลางวันแบบนี้ในเมืองคงหาที่จอดรถลำบาก ถ้ายังไงเราจอดรถเอาไว้ที่นี่แล้วนั่งรถไฟไปกันมั้ย?"



"ครับ....ผมยังไงก็ได้"



เขาเอ่ยตอบอย่างไม่ขัดข้องเพราะยังไงซะมันก็คงไม่ต่างกันอยู่ดี ถ้าลองคิดดูแล้วบางทีขบวนรถไฟที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าบรรยากาศน่าอึดอัดบนรถส่วนตัวที่มีเพียงพวกเขาสองคนก็เป็นได้



...................................


.......




"เฮ้อ....คิดถึงบรรยากาศแบบนี้ของรถไฟญี่ปุ่นจังเลยนะ...."



น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกรอยยิ้มอย่างพึงพอใจยามที่ก้าวออกจากสถานีจนทำให้เขาอดที่จะหันไปเอ่ยขัดด้วยสีหน้านิ่งไม่ได้



"โกหกชัดๆเลยครับ...ตอนอยู่ญี่ปุ่นคุณขับรถไปกลับตลอดแท้ๆ......"



"อืม....แต่ตอนนั้นคาคาชิก็ชอบนั่งรถที่ฉันขับไม่ใช่หรอ?"



"......"



ถ้อยคำของเขาชะงักลงลงยามที่นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างนั่นจ้องมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มบางเหมือนเช่นทุกทีก่อนจะออกเดินนำไปยังร้านค้าที่อยู่ไม่ไกล ทิ้งเขาเอาไว้กับความรู้สึกราวกับลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะจนทำให้ปลายเท้ารู้สึกหนักอึ้งในแต่ละย่างก้าวที่เขาเดินตามร่างสูงโปร่งนั่น



หลังจากที่เดินตามเจ้าของเรือนผมสีทองเข้าออกร้านต่างๆอยู่พักใหญ่ ในที่สุดภารกิจ(ที่เขาสรุปเอาเองว่ามันคือการตระเวนตามหาของฝากมากกว่านำเที่ยว)ในครั้งนี้ก็จบลงพร้อมกับข้าวของที่ซื้อมาจนเต็มสองมือ และพอรู้ตัวอีกทีรอบกายพวกเขาก็ถูกโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่แสนคุ้นเคยท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำ

ถนนที่เงียบสงบของย่านไดคังยามะสะท้อนเข้าสู่สายตาของเขาจนต้องเผลอเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ขณะที่คนตรงหน้าเขาหันมาเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆว่า 'เดี๋ยวแวะหาอะไรดื่มกันหน่อยมั้ย?' จนเขาได้แต่พยักหน้ารับอย่างเงียบๆ เพราะว่าเขา....ไม่สิ 'พวกเขา' ต่างรู้ดีว่าหากเดินเลยหัวมุมถนนตรงหน้าไปอีกหน่อยก็จะเจอเข้ากับร้านกาแฟเก่าแก่ที่ราวกับถูกตัดขาดออกจากตัวเมืองที่แสนวุ่นวายโดยรอบ



"ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ...."



นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างกวาดมองบรรยากาศโดยรอบด้วยสายตาที่เจือไปด้วยแววอบอุ่นพร้อมกับวางข้าวของในมือลงบนโต๊ะด้านในของร้าน ขณะที่เขาเลือกที่จะหลบเลี่ยงภาพนั้นด้วยการเตรียมสาวเท้าไปยังเคาน์เตอร์ที่อยู่ด้านหน้า



"เดี๋ยวผมไปสั่งเครื่องดื่มให้ก่อน อาจารย์จะดื่มอะไรดีครับ?"



"งั้นฉันเอาเป็นคาปูชิโน่แล้วกัน"



"คาปูชิโน่ร้อนลดนมครึ่งนึงไม่โรยผงซินนามอนใช่มั้ยครับ?"



"อื้ม...."



เพียงไม่นานกาแฟทั้งสองแก้วก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะขณะที่เจ้าของนัยน์ตาคู่สวยนั้นเอาแต่เท้าคางจ้องมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าจนเขาอดที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยถามไม่ได้



"มีเรื่องอะไรน่าขำหรอครับ...?"



"เปล่าหรอก....ก็แค่คิดว่าคาคาชิอุตส่าห์จำได้ด้วยนะว่าฉันชอบดื่มกาแฟแบบไหนน่ะ"



เจ้าของรอยยิ้มนั้นเอ่ยตอบด้วยท่าทีราวกับดีใจไปกับเรื่องเล็กน้อยนั่นจนเขาต้องข่มซ่อนความประหม่าของตนเอาไว้



"เรื่องแค่นี้ใครๆก็จำได้ทั้งนั้นแหล่ะครับ"



"นั่นสินะ....ฉันเองก็จำได้ว่าแต่ก่อนคาคาชิดื่มกาแฟไม่เก่งแท้ๆ ไม่เจอกันพักเดียวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ"



นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างจับจ้องมายังแก้วอเมริกาโน่เย็นที่อยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับรอยยิ้มบางขณะที่เขาได้แต่เอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา



"นั่นมันก็แค่เรื่องในอดีตเท่านั้นแหล่ะครับ....."



"อืม....ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเธอชอบดื่มเลดี้เกรย์สินะ? ถึงจะดูเหมือนเป็นชาสำหรับผู้หญิงแต่กลิ่นของซิทรัสตอนที่ชงใหม่ๆน่ะหอมมากเลยนะ"



น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเรียบๆพลางยกแก้วกาแฟของตนขึ้นจิบขณะที่เขาเหม่อมองปลายนิ้วนั้นที่ประคองแก้วกาแฟสีขุ่นเอาไว้ด้วยอารมณ์อันหลากหลายเมื่อไม่อาจแสร้งทำเป็นเมินเฉยต่อสิ่งที่หายไปจากนิ้วนางข้างซ้ายนั่นได้อีกต่อไป...



"ทำไมวันนี้ถึงไม่สวมมาล่ะครับ.....แหวนน่ะ......."



"หืม?"



"ผมไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าอาจารย์หย่าแล้ว"



เขาจับจ้องไปยังนิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่ายที่ยังคงมองเห็นร่องรอยของแหวนสีทองวงเกลี้ยงอยู่จางๆขณะที่คนตรงหน้าได้แต่มองตามสายตาของเขาไปยังร่องรอยนั้นพร้อมยกรอยยิ้มออกมาด้วยท่าทีลำบากใจ



"ฮะๆ ยังไม่ได้หย่าหรอกแค่แยกกันอยู่น่ะ"



"หืม? เพิ่งจะแยกกันอยู่แต่ถอดแหวนออกซะแล้ว...ใจร้ายจังเลยนะครับ...."



เขาละสายตาจากนิ้วเรียวนั่นพลางใช้หลอดคนกาแฟในแก้วของตนไปพร้อมๆกับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หากแต่น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นมาก็ทำให้เขาต้องหันกลับมาสบมองคนที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง



"ไม่หรอก...ปกติฉันก็สวมอยู่นะ......"



"แล้ววันนี้มันไม่ปกติยังไงหรอครับ?"



น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยแววเย็นชาเล็กน้อยเอ่ยออกไปด้วยท่าทีราวกับต้องการจะตัดบทมากกว่าคาดหวังคำตอบหากทว่าน้ำเสียงทุ้มที่ตอบกลับมาก็ทำให้ปลายนิ้วที่อยู่บนหลอดต้องชะงักลง



"อืม....คงเพราะรู้ว่าจะได้มาเจอกับคาคาชิฉันเลยจงใจถอดออกล่ะมั้ง?"



"....."



หยาดน้ำเล็กๆที่เกาะอยู่บนแก้วหยดลงบนโต๊ะจนทิ้งร่องรอยสีเข้มเอาไว้ขณะที่เขาไล่สายตาตามหยาดน้ำอีกหนึ่งหยดที่กำลังร่วงหล่นลงมายามที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะสบมองนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างนั่นด้วยสีหน้าแบบไหน จนกระทั่งเสียงหัวเราะเบาๆที่ดังขึ้นได้เข้ามาทำลายความเงียบที่ปกคลุมพวกเขาเอาไว้



"ฮะๆ ว่าไปนั่น จริงๆแล้วฉันแค่เผลอถอดตอนจะขึ้นเครื่องแล้วลืมเอาไว้ในกระเป๋าน่ะ"



"เป็นคนที่เล่นมุขได้ไม่ขำเหมือนเดิมเลยนะครับ....."



เขาแสร้งทำเป็นพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายหากทว่ายังคงไม่กล้าพอที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบกับนัยน์ตาคู่นั้น และเพราะอย่างนั้นเขาจึงเลือกที่จะหันเหความสนใจไปยังเครื่องดื่มในมือของตนเช่นเดียวกับคนตรงหน้าที่ไม่ได้คิดจะต่อบทสนทนาใดๆกับเขาอีก



"ถ้างั้นเดี๋ยวฉันไปเช็คบิลก่อนนะ...."



เขาเผลอมองตามแผ่นหลังของคนที่ลุกออกไปอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนมาจ้องมองก้อนน้ำแข็งในแก้วที่ค่อยๆละลายอย่างช้าๆ ขณะปล่อยให้ห้วงความคิดของตนหลุดลอยไปจนกระทั่งเสียงของดนตรีแจ๊สที่ถูกเปิดคลอภายในร้านค่อยๆถูกแทนที่ด้วยน้ำเสียงทุ้มที่ยังคงก้องกังวานในความทรงจำ



"ถึงฉันจะไม่ชอบดื่มชาก็จริง แต่ฉันชอบกลิ่นของชาที่คาคาชิชงนะ แล้วก็....ชอบรสขมๆที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากนี่ด้วย"



น่าขำ....ที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงจำได้ดี......



ถึงปลายลิ้นที่เจือไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ....ที่แม้แต่คนที่ไม่ดื่มกาแฟอย่างเขายังต้องเคลิบเคลิ้มไปกับความหอมหวานนั่น.....



หากจะให้พูดถึงความทรงจำในวันนั้น มันคงเริ่มมาจากพวกเขาจูบกัน....และสุดท้ายก็ตามมาด้วยอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นกับเซ็กส์ที่เร่าร้อนและแสนหวาน หลังจากนั้นทุกครั้งที่แลกเปลี่ยนสัมผัสกันพวกเขาก็มักจะปิดท้ายช่วงเวลาเหล่านั้นด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรดบนเตียงเสมอ แน่นอนว่าเครื่องดื่มของอาจารย์มินาโตะมักจะเป็นคาปูชิโน่ร้อนส่วนของเขานั้นคือชาเลดี้เกรย์



"เอาล่ะ กลับกันเถอะ...."



ริมฝีปากอิ่มคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนที่ดูไม่ต่างจากในวันนั้นขณะที่เขาได้แต่เอ่ยตอบรับสั้นๆพร้อมกับพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกอ่อนไหวที่กำลังจะถูกส่งผ่านออกมาทางแววตาและนั่นคงเป็นเพราะว่า....



เขาเคยรักผู้ชายคนนี้.......



ในตอนนั้นเขาเพิ่งจะอายุเพียงยี่สิบ ในช่วงวัยอันน่าหงุดหงิดที่ไม่ใช่ทั้งเด็กแต่ก็ไม่อาจถูกเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ เป็นเพียงเด็กมหาลัยที่เพิ่งจะผ่านช่วงม.ปลายมาเพียงไม่กี่ปีก็ถูกบังคับให้กลายเป็นผู้ใหญ่ทั้งๆที่ยังมีเรื่องที่อยากจะทำตามใจตัวเองอยู่ ตัวเขาที่สูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายไปตอนอายุสิบเก้าหากแต่ผ่านไปเพียงปีเดียวก็ต้องสวมหน้ากากที่เรียกว่า 'ผู้ใหญ่' ออกไปเผชิญโลกซึ่งไร้ที่พึ่งพิงโดยลำพัง ในตอนนั้นเองถ้าหากว่าจะมีมือที่อ่อนโยนคู่นึงเอื้อมเข้ามาหามันคงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเอื้อมไปคว้ามือนั้นเอาไว้


ใช่แล้ว.....ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กมหาลัยส่วนคนคนนั้นก็เป็นผู้ชายที่อ่อนโยนเสียจนถูกชักจูงได้ง่าย ในช่วงเวลาที่ตัวเขาพร้อมจะจมดิ่งลงไปกับสิ่งที่เรียกว่า 'ความรัก' โดยไม่สนสิ่งใด ไม่ว่าความรักที่ลึกซึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออกนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่เป็นอาจารย์ของเขา หรือแม้กระทั่งรู้ว่าปลายนิ้วที่กำลังลากไล้ผ่านแผ่นหลังของเขาจะยังคงสวมแหวนสีทองเอาไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายก็ตาม....



"นึกแล้วเชียวว่าท้องฟ้ายามเย็นของที่นี่สวยที่สุดจริงๆนั่นแหล่ะ...."



น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นดึงเขาให้กลับออกมาจากห้วงความคิดของตนก่อนจะเหม่อมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าที่ถูกอาบย้อมด้วยสีสันของแสงอาทิตย์ยามเย็น



"....แล้วท้องฟ้าของที่นี่มันต่างจากที่โน่นยังไงหรอครับ?"



"ต่างสิ ที่ลอนดอนน่ะมีแต่ท้องฟ้าหม่นๆจะหาวันที่แดดออกจนเห็นท้องฟ้าแบบนี้น่ะยากนะ"



"งั้นหรอครับ..."


 

เขาเอ่ยตอบรับอย่างขอไปทีหากแต่สายตากลับถูกดึงดูดเอาไว้ด้วยใบหน้าด้านข้างที่ในตอนนี้ถูกแต่งแต้มด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็นจนแพขนตาและเส้นผมสีทองทอประกายอย่างงดงามเหมือนเช่นในวันนั้น....



เพราะว่าอาจารย์มีที่ที่จะต้องกลับไป ดังนั้นจึงมีเพียงช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์สีแดงฉานอาบไล้ไปทั่วเมืองนี้เท่านั้นที่คนคนนี้จะเป็นของเขา พวกเราหัวเราะให้กับเพลงที่สุ่มขึ้นมาในวิทยุตอนที่นั่งรถไปด้วยกัน กล่าวบทสนทนาอย่างเรียบง่ายในร้านกาแฟแห่งนั้น ดื่มด่ำกับรสสัมผัสของจุมพิตบนเตียงนุ่มยามที่ประคองเครื่องดื่มถ้วยโปรดเอาไว้ในมือ แสร้งยิ้มให้กับความสุขในช่วงเวลาสีแดงฉานนั้นโดยทำเป็นไม่รู้ถึงจุดจบที่กำลังใกล้เข้ามา....

 


"ฉันกำลังจะย้ายไปทำวิจัยที่อังกฤษ...เพราะงั้นคงจะมาเจอเธอไม่ได้อีกแล้วนะ...."




ทั้งปลายนิ้วและริมฝีปากที่สัมผัสเขาเป็นครั้งสุดท้ายในวันนั้น......



ยังคงอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกที......




จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงจำได้ดีว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับอาจารย์มินาโตะเป็นวันที่ท้องฟ้าในช่วงปลายฤดูร้อนเจิดจ้าแค่ไหน ท้องฟ้าสีครามที่เหมือนกับนัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายเสียจนราวกับจะเย้ยหยันตัวเขาที่รู้สึกว่างเปล่าเสียจนอยากจะหนีไปให้พ้นจากสีฟ้าครามนั่น รวมไปถึงรสชาติของหยาดน้ำตาที่เคล้าคลอไปกับแสงอาทิตย์สีแดงฉานที่สะท้อนเงาของเขาอยู่เพียงลำพัง.....


 

"จะว่าไปแล้วตอนที่เจอกับคาคาชิครั้งสุดท้ายก็เป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่งแบบนี้เหมือนกันนะ...."



คำกล่าวลอยๆที่เอ่ยขึ้นเรียกให้เขาเผลอหันไปสบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างที่กำลังจ้องมองมา ก่อนเขาจะเป็นฝ่ายหลบสายตาเสียเองเมื่อความรู้สึกจุกหน่วงในอกข้างซ้ายทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังถูกดึงให้จมลงไปในสีฟ้าครามนั่น



"เรื่องนั้นน่ะ....ผมลืมไปแล้วล่ะครับ......"



น้ำเสียงแผ่วเบาลอดผ่านริมฝีปากของเขาออกไปราวกับเอ่ยกระซิบก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจเข้าปอดพร้อมกับพยายามปรับสีหน้าของตนให้เรียบเฉย



"ผมว่าเรากลับกันเลยเถอะครับ เดี๋ยวผมต้องเอารถไปคืนที่มหาลัยอีก...."



"อื้ม....เข้าใจแล้วล่ะ"



หลังจากนั้นบทสนทนาระหว่างพวกเขาก็ได้สิ้นสุดลง พวกเราไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยตลอดทางที่กลับมาถึงโรงแรม หากแต่ในขณะที่เขากำลังจะกล่าวคำลานั้นเองฝ่ามือของอีกฝ่ายกลับเอื้อมมาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นมาราวกับจงใจ



"เดี๋ยวขึ้นไปที่ห้องกับฉันหน่อยสิ พอดีมีเอกสารที่จะฝากไปให้อาจารย์จิไรยะด้วยน่ะ...."



...................................


.......



"เข้ามาสิ..."



น้ำเสียงอ่อนโยนหันมาเอ่ยกับเขาเมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงโถงทางเข้าห้องโดยไม่คิดที่จะเดินเข้าไปด้านใน 



"ไม่เป็นไรครับ...ผมรออยู่ตรงนี้ดีกว่า"



เขายกรอยยิ้มบางส่งให้คนตรงหน้าเป็นการยืนยันว่าเขาจะรออยู่ตรงนี้ ในขณะที่เจ้าของห้องได้แต่ยกยิ้มลำบากใจเล็กน้อยเป็นการตอบรับก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังฉากไม้ที่กั้นแบ่งสัดส่วนระหว่างโถงทางเข้ากับส่วนด้านในตัวห้อง เมื่อมองจากจุดที่เขายืนอยู่จึงเห็นเพียงโต๊ะขนาดเล็กสำหรับวางโน๊ตบุ๊คกับหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ตั้งแต่พื้นห้องจรดยังเพดานจนเผยให้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของกรุงโตเกียวที่หลอมละลายอยู่ภายใต้แสงยามเย็น 



"อันนี้เป็นเอกสารที่จะฝากไปให้อาจารย์จิไรยะส่วนอันนี้เป็นของท่านอธิการนะ"



"เข้าใจแล้วครับ...."



เขาตอบรับสั้นๆพร้อมกับรับแฟ้มเอกสารมาถือเอาไว้ก่อนจะพบว่าบรรยากาศรอบตัวดูน่าอึดอัดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพวกเขาต่างเงียบไปจนต้องพยายามนึกหาหัวข้อสนทนาขึ้นมาพูดคุย



"เอ่อ....แล้วมื้อเย็นอาจารย์จะเอายังไงครับ? จะให้ผมโทรจองร้านไว้ให้รึเปล่า?"



"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวช่วงหัวค่ำฉันต้องไปทานข้าวกับทีมสัมนาต่อนะ"



"งั้นหรอครับ...."



บทสนทนาสั้นๆดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง หากแต่ยามที่เขาสบเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้นจังหวะในอกของเขาก็ราวกับค่อยๆเต้นช้าลงเมื่อเขาพบว่าแววตานั้นมันเจือไปด้วยความเหงาเสียจนราวกับจะร่ำไห้ออกมา



"ขอบคุณที่มาเที่ยวเป็นเพื่อนนะ วันนี้ฉันสนุกมากเลยล่ะ...คาคาชิเองก็ขับรถกลับดีๆนะ....."



รอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาคู่นั้นถูกหยิบยื่นให้เขาพร้อมกับแสงอาทิตย์สีแดงฉานที่ดูอ่อนแรงจนพร่ามัวอยู่เส้นผมสีทองที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้สัมผัส....ราวกับจะย้ำเตือนให้รู้ว่า 'วันนี้' ได้จบลงแล้วพร้อมกับแสงอาทิตย์ยามเย็น 

ในขณะที่เขาทำได้เพียงยืนนิ่งโดยไม่มีสิทธิ์แม้จะถามออกไปว่าเขาจะได้เจอกับอาจารย์อีกเมื่อไหร่ จนเขาคิดขึ้นมาว่าบางทีนี่อาจจะเป็นช่วงเวลาครั้งสุดท้ายของพวกเขาแล้วจริงๆก็ได้ หากว่าเป็นแบบนั้นล่ะก็ถ้าเขาจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้แล้วเอื้อมมือไปหาคนตรงหน้าอีกสักครั้งก็คงจะไม่เป็นไรไม่ใช่หรอ? ในห้องที่ไม่มีใครเห็นนี้ถ้าเขาจะขอให้คนตรงหน้าเป็นของเขาแค่อีกสักครั้งมันก็คงจะไม่เป็นไร....ไม่ใช่หรอ?



"ครับ...อาจารย์เองก็รักษาตัวด้วยนะครับ...."




หากแต่นั่น.....เป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง.......




เขากล่าวคำลาอย่างสุภาพก่อนจะหันหลังให้อีกฝ่ายโดยไม่คิดแม้จะสบมองนัยน์ตาคู่นั้น หากแต่ในวินาทีที่สัมผัสเย็นเฉียบของลูกบิดประตูกำลังปลุกให้เขาตื่นจากความฝันร่างของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดที่แสนคุ้นเคยของคนที่เคยเป็นอาจารย์ของเขา 



"....อาจารย์?"



สัมผัสอบอุ่นจากความฝันในอดีตกับกลิ่นน้ำหอมที่แสนคุ้นเคยเรียกให้ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้นเอ่ยกระซิบชื่อของเขาเรี่ยวแรงที่พยายามจะผลักไสอ้อมกอดนั้นก็เลือนหายไปจนสิ้น



"แค่ตอนนี้ก็พอ...อยู่กับฉันเถอะนะคาคาชิ....."



ระยะห่างของช่วงเวลาอันแสนยาวนานช่างไร้ความหมายเมื่อเสียงที่สั่นเครือนั้นเอ่ยกระซิบกับเขาราวกับจะวิงวอน ขณะที่เขาทำได้เพียงกระชับอ้อมกอดนั้นเอาไว้ยามที่ความโหยหาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมากลั่นตัวเป็นหยาดน้ำตาที่หยดลงบนเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน



ใช่แล้ว......ที่บอกว่า ‘เคยรัก’ อะไรนั่นน่ะเขาโกหก..........



เพราะแม้แต่ในตอนนี้เขาก็ยังคงรักผู้ชายคนนี้.....ทั้งเส้นผมนั้น ดวงตาคู่นั้น รอยยิ้มนั่น ความร้อนจากปลายนิ้วที่เคยสัมผัสเขา แม้แต่ในตอนนี้เขาก็ยังคงเผลอคิดถึงมันทุกครั้งที่แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบย้อมเมืองนี้ ทั้งความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่โอบกอดเขาเอาไว้ราวกับอากาศในช่วงปลายฤดูร้อนรวมไปถึงความอ่อนโยนที่เขารักมันมากกว่าอะไรทั้งหมด



หากทว่า........



'ขอโทษนะคาคาชิ......ฉันขอโทษ........'



สิ่งที่เขาจำได้จากความทรงจำครั้งสุดท้ายในวันนั้น นอกจากท้องฟ้าสีครามกระจ่างกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่งดงามก็คือ 'สายฝน' หยาดฝนหยดแล้วหยดเล่าที่พร่างพรูลงมาจากนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นสะท้อนให้เห็นเพียงความเจ็บปวด 

นตอนนั้น.....ตัวเขาที่ดึงดันจะกระโดดลงมาในห้วงสมุทรของความรักได้เผลอดึงเอาคนตรงหน้าให้จมลงมาพร้อมกับเขาด้วย และเมื่อรู้ตัวอีกทีสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็มีเพียงแค่ความทรมานจากการขาดอากาศหายใจเสียจนอยากจะตายไปทั้งอย่างนั้น.....




และเขาจะไม่ยอมให้คนตรงหน้าต้องจมไปพร้อมกับเขาอีกแล้ว.....



ปลายนิ้วเรียวปาดเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มของตนอย่างลวกๆก่อนจะค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดที่เขาโหยหา เพียงแค่รอยยิ้มแสนเศร้าที่เขาส่งมอบให้อีกฝ่ายก็เพียงพอแล้วที่จะทำหน้าที่บอกเล่าแทนถ้อยคำทั้งหมด เช่นเดียวกับสัมผัสของริมฝีปากที่ประทับลงบนแก้มของเขาอย่างอ่อนโยนแทนคำบอกลาพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยกับเขาว่า 'แล้วเจอกันใหม่นะ' ด้วยนัยน์ตาสีฟ้าที่ดูเศร้าสร้อย และถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เจอกับคนตรงหน้าอีกเมื่อไหร่ เขาก็ยังคงกระซิบตอบกลับไปว่า 'แล้วเจอกันใหม่ครับ' ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือไม่แพ้กัน....



...................................


.......




"กลับมาแล้วครับ...."



เสียงเรียบของเขาเอ่ยขึ้นยามที่เปิดประตูห้องวิจัยเข้าไปโดยไม่คิดแม้แต่จะเคาะตามมารยาทหากแต่ชายร่างสูงที่กำลังนั่งพาดขาอยู่บนโต๊ะทำงานก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะใส่ใจท่าทีของเขาแต่อย่างใด



"โอ้....กลับมาแล้วเรอะ? ขอบใจที่ช่วยดูแลมินาโตะให้นะ"



ชายวัยกลางคนผู้มีตำแหน่งสูงสุดในทีมวิจัยหันมาเอ่ยกับเขาด้วยท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับเอกสารของตนโดยไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตัวเองคือต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องดิ่งลงเหวในวันนี้



"นี่ครับเอกสารจากอาจารย์มินาโตะ แล้วก็....คราวหลังถ้าจะไปรับปากคนอื่นก็หัดปรึกษาคนที่ถูกใช้งานอย่างผมบ้างนะครับอาจารย์จิไรยะ"



"หือ....ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่? แต่ก่อนฉันก็เห็นพวกเธอสนิทกันจะตายไป"



ร่างในเสื้อกาวน์ยักไหล่อย่างขอไปทีก่อนจะเอื้อมมาหยิบเอกสารในมือของเขา ขณะที่เขาได้แต่กระตุกยิ้มให้กับคำพูดนั่นเพราะถ้าหากคนตรงหน้ารู้เข้าว่าเมื่อก่อนเขากับอาจารย์เคย 'สนิท' กันแค่ไหนล่ะก็มีหวังหัวหน้าทีมวิจัยของเขาคงได้ความดันขึ้นจนต้องเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ



"แล้วนี่คุณไม่ต้องไปทานข้าวกับทีมสัมมนาหรอครับ?"



คำถามเบี่ยงประเด็นถูกเอ่ยขึ้นเมื่อเขาเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงอยู่ในชุดกาวน์กับเสื้อเชิ้ตยับๆที่เขาค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นตัวเดียวกันกับเมื่อวาน ในขณะที่บุคคลผู้มีตำแหน่งสูงสุดเอ่ยตอบคำถามของเขาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย



"ไม่เอาด้วยหรอก...ให้ไปกินข้าวกับพวกตาลุงน่ะไม่เห็นจะน่าสนุกซักนิด แถมฉันให้มินาโตะช่วยไปรับหน้าแทนแล้วด้วย เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก"



"...."



คำตอบที่ไม่มีแววทุกข์ร้อนนั่นทำให้เขาละสายตาจากกองเอกสารที่กำลังช่วยจัดเรียงไปสบมองคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าก่อนจะเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงเรียบ



"ให้เค้านั่งเครื่องมาตั้ง12ชม.แล้วยังจะใช้งานเค้าอีกหรอครับ? คุณนี่เป็นอาจารย์ใจยักษ์ของจริงเลยนะ"



"ชิส์....พอเป็นเรื่องของมินาโตะล่ะว่าเอาๆเชียวนะเจ้าเด็กติดอาจารย์นี่!"



คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาจารย์ใจยักษ์หันมาเบะปากใส่เขาก่อนจะก้มลงอ่านเอกสารตรงหน้าขณะที่เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาเงียบๆพร้อมเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแผ่วเบากว่าเมื่อครู่



"อย่างน้อยก็ไปทานข้าวด้วยซะหน่อยสิครับ...ทางนั้นเองจะได้กลับมาที่ญี่ปุ่นอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วย...."



"ช่างเหอะน่า...เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันที่งานอยู่ดี"



เอกสารในมือถูกวางลงเมื่อเขาเลือกที่จะหันไปจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง ในขณะที่คนที่เพิ่งรับรู้ถึงสายตาของเขาได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาราวกับร้อนตัว



"ไอ้ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน? คิดว่าฉันเป็นอาจารย์ใจยักษ์ที่ใช้ให้ลูกศิษย์ตัวเองนั่งเครื่องบิน12ชม.เพื่อมาใช้งานรึไง?"



"ก็แล้วไม่ใช่หรอครับ?"



"ไม่ใช่เฟ้ย! หมอนั่นมีธุระที่ญี่ปุ่นอยู่แล้วเลยบินกลับมาต่างหาก ไอ้ฉันแค่เห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะเลยชวนมาร่วมงานด้วยเท่านั้นแหล่ะ"



"ธุระงั้นหรอครับ....?"



เขาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจให้กับคำตอบนั่นเพราะว่าเขาเข้าใจมาตลอดว่าการที่คนคนนั้นยอมกลับมาที่ญี่ปุ่นเป็นเพราะงานสัมมนาในวันพรุ่งนี้ ขณะที่คนตรงหน้าเขาได้แต่ทำหน้าลำบากใจราวกับเผลอไปแตะประเด็นที่ไม่ควรเอ่ยเข้า



"เฮ้อ....จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเล่าให้ใครฟังนักหรอกแต่เธอเองก็เป็นลูกศิษย์ของหมอนั่นรู้เอาไว้ก็ไม่เสียหายล่ะนะ"



"เรื่องอะไรหรอครับ?"



คิ้วของเขาขมวดมุ่นกว่าเดิมเมื่อท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายทำให้เขาอดที่จะกังวลขึ้นมาไม่ได้ ในขณะที่ร่างในชุดกาวน์ได้แต่ถอนหายใจออกกมาอย่างเงียบๆจนไหล่กว้างนั้นดูแคบลงไปถนัดตา



"เห็นว่าที่หมอนั่นกลับมาญี่ปุ่นเพราะจะมาจัดการเอกสารเรื่องหย่าน่ะ....แต่ไอ้ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก"



"อาจารย์มินาโตะกำลังจะหย่าหรอครับ....?"



สมองของเขาว่างเปล่าไปครู่หนึ่งยามที่ได้ยินคำถ้อยคำนั้นก่อนเขาจะได้สติเอาตอนที่พบว่าตัวเองเกือบเผลอทำแฟ้มเอกสารร่วงจากมือหากแต่ยังนับว่าโชคดีที่คนตรงหน้าไม่ทันสังเกตถึงท่าทีของเขา



"อืม...แล้วอย่าเอาไปบอกใครเชียวล่ะ ขืนคนอื่นรู้เข้าล่ะก็ปีหน้านายกับฉันคงได้เห็นห้องวิจัยนี่กลายเป็นสนามรบของสาวๆแน่ ก็นะ....ถึงมีสาวน่ารักๆมาจะฟังดูแหล่มก็เถอะแต่ถ้าไม่ได้มากรี๊ดฉันล่ะก็ฉันไม่อนุญาตหรอกนะ!"



"เดี๋ยวนะครับอาจารย์จิไรยะ? ที่ว่าปีหน้าเนี่ย....?"



ความหมายที่อีกฝ่ายกำลังจะสื่อในประโยคถัดมาทำเอาเขาชะงักค้างยิ่งกว่าเดิมในขณะที่คนตรงหน้าหันมาเอ่ยกับเขาด้วยท่าทีสบายๆราวกับเพิ่งจะนึกขึ้นได้



"อ้อ ลืมบอกไปสินะ....ตั้งแต่ปีหน้าหมอนั่นจะย้ายกลับมาเป็นหัวหน้าทีมวิจัยอีกทีมของที่นี่น่ะ แต่ว่าคำสั่งย้ายยังเป็นความลับอยู่เพราะงั้นอย่าเพิ่งไปบอกใครเชียวนา"



"อย่างนั้นหรอครับ...."



เขาเอ่ยตอบรับอย่างแผ่วเบาขณะพยายามปรับสีหน้าของตนให้เรียบเฉย ก่อนจะวางเอกสารที่ถูกจัดเรียงเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย บทสนทนาสั้นๆระหว่างเขากับผู้เป็นหัวหน้าถูกแลกเปลี่ยนต่อไปอีกเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อนพร้อมกับเดินจากห้องวิจัยแห่งนั้นมาอย่างเงียบๆ


 

สายลมที่ยังคงเจือด้วยไอร้อนไล้ผ่านแก้มของเขายามที่ก้าวออกจากมหาลัย ในขณะที่นัยน์ตาสีถ่านมองไปยังท้องฟ้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยเฉดสีของค่ำคืนที่คอยกลืนกินสีสันยามเย็นเอาไว้ในความมืด จนเหลือเอาไว้เพียงแสงซีดจางที่พร่าเลือนอยู่ ณ มุมหนึ่งบนผืนฟ้า เขาเหม่อมองภาพแสงสุดท้ายของวันที่จางหายไปอย่างช้าๆพลางค่อยๆหลับตาลงเมื่อถ้อยคำที่เอ่ยกระซิบว่า 'แล้วเจอกันใหม่นะ' ยังคงหลอมละลายอยู่ในหู ก่อนที่เขาจะกล่าวคำลาให้กับแสงยามเย็นที่แสนเศร้าแล้วก้าวเดินออกไปพร้อมกับโอบกอดความหวังเล็กๆเอาไว้ว่า....




บางทีในฤดูร้อนครั้งหน้าเขาอาจจะมองแสงยามเย็นด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปก็ได้.....

 



...................................


.......



 ◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇◆◇


let's talk


สารภาพว่าตอนที่เริ่มแต่งเรื่องนี้เคยคิดนะคะว่าAUโลกปัจจุบันคงจะไม่บาปเท่าไหร่ แต่เราก็ได้พิสูจน์แล้วว่าถ้าใจเราบาปไม่ว่าจะAUไหนเราก็บาปได้หมด (เอามือปิดหน้า) แต่ถ้าตัดเรื่องบาปๆออกไปในส่วนของพล็อตที่อยากจะสื่อในครั้งนี้ก็คือความรู้สึกว่า 'ฉันยังรักคนคนนี้' ค่ะ คืออยากจะลองเอาความเหงา&ความยึดติดเล็กๆมาผสมกับโทนหม่นๆช่วงพระอาทิตย์ตกดินดูบ้าง และส่วนตัวก็อยากจะลองเขียนนามิคาเสะในมุมเทาๆที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขี้โกงนิดๆกับฮาตาเกะver.แอ๊บซึนหน้าตายหน่อยๆผลก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นค่ะ (ฮ่า) 


ความจริงแล้วหลังจากที่แต่งเรื่องนี้จบก็ลังเลอยู่ว่าจะแต่งพาร์ทของมินาโตะด้วยดีมั้ยนะ? (ใช่ค่ะ...ยังจะมีอีก) แต่ส่วนตัวรู้สึกค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่เราอยากจะสื่อออกไปทั้งหมดแล้ว เลยคิดว่าอาจจะให้จบเอาไว้แค่นี้ดีกว่า :3 แต่ว่าไหนๆก็ไหนๆแล้วก็อยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้สรุปความรู้สึกของตัวละครในเรื่องเอาไว้อีกทีค่ะ (อาจจะเป็นtalkที่ยืดยาวไปสักหน่อยยังไงก็ช่วยอดทนกันหน่อยนะคะ /ยิ้มเจื่อน)


 คาคาชิ: สำหรับคาคาชิแล้วมินาโตะคือ 'คนที่เคยรัก' ค่ะ เป็นฟีลคนจากความทรงจำในอดีตที่ยังเผลอนึกถึง แต่หลังจากที่ได้กลับมาพบกับมินาโตะอีกครั้งถึงได้รู้ว่าที่คิดว่า 'เคยรัก' นั่นมันไม่จริงเลย เพราะสุดท้ายแล้วคาคาชิก็ยังรักมินาโตะอยู่ค่ะ 


 มินาโตะ: สำหรับความรู้สึกของมินาโตะที่มีต่อคาคาชิ(จากพล็อตที่เคยคิดว่าจะแต่ง)ก็คือ 'คนที่ลืมไม่ลง' ค่ะ เป็นความรู้สึกที่ถึงแม้ว่าจะจบความสัมพันธ์ไปแล้วแต่มินาโตะก็ยังลืมคาคาชิไม่ลง แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปก็คิดว่าความยึดติดตรงนี้คงเป็นแค่ความรู้สึกผิด แต่พอได้มาเจอกับคาคาชิอีกครั้งก็ถึงได้รู้ตัวว่าที่ลืมไม่ลงก็เพราะว่ายังรักเด็กคนนี้ค่ะ


ส่วนในแง่ของความสัมพันธ์ในอดีตของทั้งคู่เราไม่ได้ต้องการจะสื่อว่ามันคือสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่อยากจะให้มันเป็นสีเทาๆให้คนอ่านได้ตัดสินกันเอาเอง แต่แน่นอนว่าทั้งคู่ก็ได้บทเรียนจากความสัมพันธ์ในครั้งนั้นไปแล้วอย่างที่คาคาชิบอกเอาไว้ว่าเจ็บจนแทบอยากจะตายไปทั้งอย่างนั้นนั่นแหล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นฟิคเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการที่จะชี้นำอะไรและโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกครั้งด้วยนะคะ


สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณจริงๆที่อดทนอ่านมาจนถึงตรงนี้และขอขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ติชมและให้กำลังใจล่วงหน้าด้วยนะคะ เราสัญญาว่าครั้งหน้าเราจะพยายามเขียนเรื่องสั้นให้สั้นกว่านี้ค่ะ ( ; w ; ) /ไขว้นิ้วไว้ข้างหลัง


ป.ล. ใครที่อ่านฟิค&talkจนจบได้โดยที่ไม่ได้อ่านข้ามแม้แต่บรรทัดเดียวติดต่อมารับขนมปี๊บที่หลังไมค์ได้เลยค่ะ คุณเก่งมากจริงๆ



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Natsumi-69 จากทั้งหมด 10 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 ^_^
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 21:58

    เป็น short fic ที่ดีงามมากค่ะ ภาษาดี สื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาได้ดีมาก ทำให้คนอ่านเข้าถึงและรู้สึกถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้งเลยค่ะ เราตามหาฟิคแนวหน่วง อารมณ์สีเทาแบบนี้อยู่พอดี ไรท์ส่วนมากจะไม่ค่อยแต่งแนวนี้ออกมาสักเท่าไหร่ ในความคิดเราคิดว่าฟิคแนวนี้น่าจดจำ และมีเสน่ห์ในตัว ชอบฟิคที่ไรท์แต่งนะคะ ยังไงก็ขอให้คอมเมนท์นี้เป็นกำลังใจให้เกิดความรู้สึกอยากแต่งฟิคบาปๆออกมาให้ได้อ่านอีกนะคะ สำหรับนามิคาเสะเซนเซนั้น อ่านแล้วก็อดรู้สึกประหม่าตามคาคาชิไม่ได้เลยค่ะ ไม่ไหวจริงๆ กุมอก แล้วเรื่อง From the end เราอ่านแล้วร้สึกชอบมากเลยค่ะ ยังอยากให้มีตอนต่อไปอยู่ค่ะ ขอบคุณค่ะ^_^

    #4
    0
  2. #3 AceSama_13 (@AceSama_13) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 22:30
    ภาษาดีมากๆเลยค่ะอ่านไปหน่วงไปพระอาทิตย์ตกดินนี่พาไปจริงๆ อาจารย์เองก็ใจร้ายเหลือเกิน แง ทำไมเล่นกับใจน้องได้ลงคอ
    #3
    0
  3. วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 22:17

    มารับขนมแล้วค่ะ มีขาไก่ให้เลือกไหมคะ? (แบมือ)// ตามมาจากทางทวิตเตอร์ค่ะ ขอโทษนะคะที่งานก่อนๆไม่ได้คอมเม้นท์เลย (ก้มกราบขอขมา) ชอบภาษาในการเขียนมากเลยค่ะ เป็นนิยายที่ให้ฟีลเหงาๆสีเทาๆ ไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เราเองก็พูดไม่เก่งเลยไม่รู้จะพูดบรรยายความรู้สึกออกมายังไงดี คงจะพูดได้แค่ว่าชอบมากค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ งานเขียนเรื่องนี้ของคุณก็ยังเป็นงานเขียนที่เราชอบเหมือนกับเรื่องที่ผ่านๆมาค่ะ เป็นกำลังใจให้ในการเขียนงานเรื่องต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ ><//

    #2
    0
  4. วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 22:03

    มารับขนมปี๊บค่ะ--(?) รีดมองว่าการกระทำของมินาโตะกับคาคาชิซังไม่ผิดนะ เฉพาะมุมมองของรีดอะนะคะ เพราะว่ามินาโตะก็หย่าแล้ว และต่างคนต่างก็ยังรักกันอยู่ ประเด็นคือในเนื้อเรื่องไม่มีบอกด้วยว่าที่หย่าไปเนี่ยมีนารูโตะอยู่รึเปล่า ถ้ามีนารูโตะก็เท่ากับมินาโตะทำผิดครึ่งนึง แต่ถ้ามองแล้วคาคาชิก็ไม่ผิดอะไรนะคะ เขาแค่มัวเมากับความรัก โดยส่วนตัวมองว่าเป็นฟิคที่ดีเหมือนทุกๆครั้งค่ะ แต่ก็ดีสุดๆเลย บรรยายสื่ออารมณ์และคงความเทาๆเอาไว้ได้คงที่ คือมันดีค่ะ มันดี!! ปกติหาคู่นี้ยากๆแต่คุณไรท์ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังค่ะ เป็นAuและช็อทฟิคที่ดีมากค่ะ หาคำอื่นมาบรรยายไม่ได้แล้ว สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    #1
    0