พี่ติวยุนกิ [BTS: KOOKGA]

ตอนที่ 1 : Chapter 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 199 ครั้ง
    15 ก.ย. 60









#พี่ติวยุนกิ










คณะที่อยากเข้า:



จอนจองกุกขมวดคิ้ว ใช้ฟันหน้าแทะปลายปากกาขณะครูที่ปรึกษากำลังเอ่ยเร่งให้นักเรียนในห้องรีบส่งกระดาษมาหน้าห้อง มันอาจจะดูเร็วไปเสียหน่อยสำหรับการเรียนตั้งแต่อยู่ม.ห้า แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าเดี๋ยวนี้อะไรก็เร็วไปเสียหมด ขึ้นม.หกได้ไม่นานก็ต้องสมัครสอบกันให้วุ่น นี่สัปดาห์หน้าก็จะสอบไฟนอลของเทอมแรกแล้ว



“กุก เสร็จยัง หมดคาบละ”



“อ่า เสร็จแล้วๆ”



ปลายปากกาจรดลงกระดาษ ออกแรงเขียนหวัดๆ แล้วรีบยื่นให้เพื่อนที่นั่งข้างหน้า



คณะที่อยากเข้า: ศิลปxกรรมศาสตร์



“ไอ้เวร เขียนชื่อคณะยังผิด”



เจ้าตัวโบกมือปัดว่าเอาเหอะน่า ส่วนตัวเองก็ฟุบหมดแรงอยู่กับโต๊ะ พร้อมกับเสียงออดเลิกเรียนที่ดังขึ้นพอดิบพอดี



เด็กกิจกรรมอย่างเขาไม่เหมาะกับเรื่องใช้สมองหรอก แต่ก็ไม่ได้อยากเรียนด้านกีฬาหรืออะไรทำนองนั้นนี่ ปัญหาอย่างแรกคือวิชาการอะไม่รอด พยายามอ่านแทบตายสุดท้ายหลับตั้งแต่สองหน้าแรก... พอคิดว่าตัวเองอยากทำอะไร ถึงระลึกชาติได้ว่าตัวเองยังมีงานอดิเรกที่สนใจและอยากเรียนมากกว่านี้



อยากถ่ายรูป



มันเริ่มมาจากการได้กล้องมิลเลอร์เลสมาหนึ่งตัวเป็นของขวัญเมื่อปีก่อน เขาจำได้ว่าตัวเองตื่นเต้นมากขนาดนั่งทบทวนคู่มือเป็นวันๆ ซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม ดูแลเช็ดถูแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม หวงเสียยิ่งกว่าของเล่นสมัยอยู่อนุบาลหรือของอร่อยที่เก็บไว้กินเป็นคำสุดท้ายเสียอีก 



พ่อแม่ชวนไปไหนก็ตระเวนถ่ายนู่นนี่นั่นไปทั่ว โหมดออโต้แทบไม่เคยแตะ ปรับไปเถอะเอฟนัมเบอร์ ชัตเตอร์สปีด คล่องเสียยิ่งกว่าคล่อง หนักเข้าหน่อยก็เข้าโปรแกรมไลท์รูม งมแล้วงมอีก



ปัญหาคือ มันไม่มีการถ่ายเพื่อสอบเข้า มันต้องวาดรูปรวมถึงเรีย




นพื้นฐานศิลปะให้ครบก่อนจึงจะเลือกวิชาเอกทีหลัง เรื่องพวกนี้เขาเคยเสิร์ชหาข้อมูลเมื่อสองเดือนก่อน ปัญหาคือชอบขีดเขียนเล่นไปเรื่อยตั้งแต่เด็กก็ใช่ แต่ไม่เคยเรียนหรือศึกษาเป็นจริงเป็นจัง จะให้ไปเรียนตามสถาบันกวดวิชาก็คงไม่กระตุ้นตัวเองได้เท่าที่ควร



จะให้ไปเรียนเดี่ยวๆ... ก็ไม่รู้จะหาพี่ติวได้จากที่ไหน



แล้วจะรู้ได้ไงว่าพี่คนนั้นดี



ถ้าถามจากพี่รหัสจะได้รึเปล่านะ...



เขาเก็บหนังสือกลับเข้ากระเป๋านักเรียน จัดการเดินเอาสมุดการบ้านของเพื่อนทุกคนในห้องไปส่งครูตามหน้าที่หัวหน้าห้อง แว่บโผล่ไปเช็คงานที่ห้องกรรมการนักเรียนพอเป็นพิธี เรื่องพวกนี้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำไปแล้ว หนักหน่อยก็ต้องนั่งประชุมถึงค่ำๆ



หลังจัดการธุระส่วนรวมเสร็จทุกอย่าง จองกุกตัดสินใจปฏิเสธการเตะบอลเล่นบาสกับเพื่อนเพื่อกลับไปนั่งแกร่วในห้องเรียน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาพี่รหัสในโรงเรียนที่ตอนนี้อยู่คณะนิเทศศาสตร์ปีหนึ่ง ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ยังเรียนอยู่มั้ย แต่ปาไปสี่โมงกว่าแล้วคงเลิกเรียนแล้วมั้ง...มั้งนะ 



‘ว่าไงกุกกี้’



ยังรับสายเร็วเหมือนเคย



“พี่แทฮยอง รู้จักคนในคณะศิลปกรรมที่รับสอนพิเศษมั้ยครับ”



‘…หา? อ๋อ ที่เคยบอกว่าอยากเข้าอะนะ ก็พอจะรู้จักพี่คณะนั้นอยู่...” เสียงนุ่มๆ ของคนปลายสายยังแสดงออกว่าเอ็นดูเขาไม่ต่างจากสมัยเพิ่งเจอกันครั้งแรก อันที่จริงจองกุกเป็นเด็กกิจกรรมที่ภายนอกเรียบร้อยไม่ออกนอกลู่นอกทาง คือใช้ชีวิตนักเรียนเต็มที่แต่ไม่มีการทำผิดกฏโรงเรียนหรือผิดกฏหมายอย่างแอบดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แต่นิสัยลึกๆ นั่นก็แล้วแต่ว่าแสดงออกกับใคร เปลี่ยนไปตามความสนิทสนม



ซ้ำยังขี้อาย



เฉพาะตอนแรกๆ น่ะนะ



“ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรนะพี่ เดี๋ยวผมไปหาเองก็ได้” มือเผลอถูขาตัวเองตามประสาคนประหม่า ปากก็แห้งบอกไม่ถูก



‘เอารายละเอียดมาก่อนๆ’



“รายละเอียด?”



‘จะเรียนอะไร เรียนกี่คน กี่ชั่วโมง จะเอาพี่ปีไหน ผู้หญิงหรือผู้ชาย ใจดีหรือดุๆ อะไรทำนองนี้’



กริบ



เขาไม่รู้ชัดเจนขนาดนั้นหรอก ถึงได้เผลอยกมือเกาแก้มตัวเองแกร่กๆ สองสามที ตามด้วยเอามือถูๆ ไปตามโต๊ะเรียนเหมือนจะขัดให้เงาวับ เหงื่อชื้นหลังนิดหน่อยเพราะไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะจริงจังกับการเรียนได้ขนาดไหน ถ้าเจอคนที่คุยกันไม่รู้เรื่องคงลำบากพอตัว หรือใจดีจนคอยโอ๋เหมือนคนสอนวิชาเลขก่อนหน้านี้ก็คงไม่รอด



“อ่า... ผมเรียนคนเดียว พี่ผู้ชายปีไหนก็ได้ ขอเข้มงวดหน่อยก็ดี...”



‘โอเค เดี๋ยวไปหย่อนถามให้ ไม่รับประกันว่าจะได้มั้ยนะ”



“ขอบคุณครับ”




สายตัดไปแล้ว




พร้อมกับการถอนหายใจ ไถตัวนอนกับโต๊ะเป็นกระต่ายหมดแรง




∞  ∞  ∞






ประมาณห้าทุ่มของวันนั้น คิมแทฮยองส่งข้อความกลับมาบอกว่าตอนนี้ไม่ค่อยจะมีใครสอนอยู่แล้ว แต่มีพี่ผู้ชายใจดีปีสองกับปีสามอย่างละคนที่เคยรับงานเทือกนี้อยู่ ถ้าอยากจะเรียนจริงๆ ให้เอาเบอร์ติดต่อหรือไอดีไลน์ไปแล้วนัดเจอกันก่อน แนะแนวอะไรให้เรียบร้อยค่อยตัดสินใจอีกที 



เอาคนที่ถูกชะตาน่าจะดีกว่า แทฮยองว่าอย่างงั้น



จากที่สรุปมา 



พี่ปีสองใจดี น่ารักนุ่มนิ่ม เคยสอนมาปีนึง 



แต่ปีสามก็น่ารัก เก่งกว่าพอสมควร เข้มงวดกว่า



โดยทั่วไป ปีสามปีสี่ไม่ค่อยรับงานสอนเท่าไหร่เพราะแค่การบ้านก็ถล่มตัวตายแล้ว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องฝีมือและประสบการณ์ เขาคิดไม่ตกว่าควรทำยังไงระหว่างคนวัยใกล้เคียงแบบคุยได้ไม่ต้องนั่งเกรงอกเกรงใจ กับคนเก่งสอนเก่งแบบที่เข้มงวดพอจะกดดันได้



สุดท้ายก็ต้องวิ่งลงไปปรึกษาผู้ปกครอง 



‘เลือกคนที่ตั้งใจ’



ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย กุกไม่เคยเรียนไงแม่ ไม่เคยเจอด้วย จะไปรู้ได้ไงอะ



ก็หลับหูหลับตาเลือกคนแก่ พิมพ์ส่งไปรัวๆ 



ทว่า...กลับได้ข้อความที่บอกว่า ‘พี่ปีสามคนที่ตอนแรกบอกจะรับเขาไม่ว่างแล้วอะกุกกี้ แต่มีเพื่อนสนิทของเจ้าตัวที่เคยติวเด็กมาสองปีจะสอนแทนให้ คนนี้จะดุกว่า โหดกว่า คะแนนสอบเข้าอันดับต้นๆ เป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ ดีเนอะ’



พร้อมไอดีไลน์สำหรับติดต่อมาเสร็จสรรพ



ดีบ้าอะไรวะ!!



เท่านั้นแหละ โทรศัพท์ในมือแทบร่วง จู่ๆ ก็มือเปลี้ยลิ้นเปลี้ยพูดไม่รู้เรื่องกับคำว่าพี่ว้าก



ในหัววาดภาพไว้ว่า ต้องตัวใหญ่ หนวดเคราครึ้ม ผมยาวแล้วมัดจุกไว้ข้างหลังตามแบบพวกศิลปิน ท่าทางกร้านโลกแถมยังโผงผางดูนักเลงอยู่หน่อยๆ... ล้อเล่น ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นพี่ว้ากก็ต้องดูน่ากลัวสิ แล้วถ้าปีสามก็ต้องผ่านอะไรมาพอสมควร คงไม่ดูสดใสสมวัยแน่ๆ



ส่วนหนึ่ง เขาอยากได้รับแรงกดดันที่จะทำให้ตัวเองตั้งใจเรียน



แค่ห้ามกลัวจนหัวหด



จองกุกไม่ชอบการไปนั่งเรียนเป็นกลุ่มเท่าไหร่ เรื่องตามไม่ทันก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกเรื่อง...เขาว่าเขาคงเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ การจะเปิดบทสนทนาหรืออะไรก็ตามค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ที่ในโรงเรียนมีเพื่อนเยอะก็เพราะคุ้นหน้าคุ้นตากันมาเป็นปี แต่จะให้ไปเริ่มใหม่ทั้งที่ตัวเองไม่รู้อะไรเลยมันก็ยากพอตัว



ติวตัวต่อตัว ข้อดีคือถามได้เต็มที่ มั่นใจว่าได้ความรู้ครบถ้วน แต่ข้อเสียคือแพง



ซึ่งอย่างหลังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ตราบใดที่คุยกับผู้ปกครองไว้แล้ว



พอกลั้นใจทักไปหาพี่คนนั้น ได้ความกลับมาว่าถ้าพิมพ์จะไม่สะดวก อีกอย่างลองมาคุยกันก่อนว่ารู้เรื่องมั้ย จะเอายังไง เพราะงั้นวันมะรืนนี้ที่เป็นวันเสาร์ก็ลองมาเจอกันดู ท่าทางจะดุจริงอย่างที่ได้ยินมาเพราะพิมพ์ทุกอย่างค่อนข้างห้วน แถมรูปโปรไฟล์ก็เป็นสีดำธรรมดาไม่ใช่รูปใบหน้าหรือสิงสาราสัตว์อย่างที่คนทั่วไปจะใช้กัน



จะรอดมั้ยเนี่ย











มินยุนกิถอนหายใจ



คิดว่าจะได้นั่งทำงานสบายๆ แล้วนะ



เขาเลิกรับงานสอนพิเศษไปตั้งแต่ปีสองเทอมปลาย กะว่าจะเลิกถาวรเพราะมันทำให้การเรียนวุ่นวายกว่าเดิมหลายเท่า ไหนจะต้องตามพะวงหาโจทย์หาของมาให้วาด จี้ทีละจุดจนกว่าจะเข้าใจ สุดท้ายเด็กติวที่เขาเคี่ยวจนเสนอหน้าเข้ามาเรียนในคณะได้ก็คอยหาเรื่องมาไม่รู้จักจบจักสิ้น



มันนั่นแหละเป็นคนบอกในกรุ๊ปว่ามีเด็กอยากเรียนพิเศษ



แล้วเพื่อนสนิทรุ่นเดียวกันอย่างกีฮยอนก็ดันรับปากไปว่าสอนได้



สุดท้ายยังไง น้องมันเลือกอยากให้ปีสามสอนไง แต่กีฮยอนมันลืมไปว่าตัวเองเพิ่งรับโปรเจคใหญ่มา ผลคือทั้งเบอร์ทั้งไอดีไลน์ติดต่อที่ส่งให้น้องดันเป็นของเขาไปแบบงงๆ งงขนาดตื่นมาเช็คข้อความถึงเห็นว่ามันตกลงกันเองเสร็จสรรพ ไม่ถามความสมัครใจซักคำ



‘ไม่ว่างแล้วว่ะ เอาของไอ้กิให้เด็กมันไปเลย’



‘อ้าว พี่ยุนกิก็ดีเลยนี่ งั้นผมส่งละนะ’



‘โอเคๆ’



ง่ายเนอะไอ้พวกเวร



อยากจะจับหักคอ... แต่ถือว่าหาเงินค่าขนมก็แล้วกัน



เด็กส่วนมากจะอยากได้พี่ที่ใจดีใจเย็นสอนเก่ง คุยรู้เรื่อง แต่สำหรับเขาน่ะไม่อยากยุ่งกับเด็กเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เท่าไหร่หรอก พวกคาร์แรคเตอร์แบบนั้นแตะนิดแตะหน่อยก็เหมือนไปด่าน้อง อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือเขาไม่ใช่คนใจดีพูดเพราะ บวกด้วยตรงเผงจนเพื่อนยังไม่อยากจะยุ่ง อย่างสองคือถ้าขี้เกียจต้องโดนดุบ้าง



ทว่าหากพูดถึงงาน การสอบเข้ามาด้วยคะแนนสวยๆ บวกประสบการณ์ช่วยสอนในสถาบันกวดวิชาหนึ่งปี กับติวเดี่ยวอีกหนึ่งปีก็คงไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เท่าไหร่ ถึงจะโดนบ่นว่าให้การบ้านเยอะแต่หน้าที่เขาคือการเข็นให้มันวาดเป็น



ส่วนถ้าถามว่าเอาเวลาที่ไหนไปสอน บอกเลยว่าช่วงนั้นต้องการหาเงินให้ตัวเอง อย่างที่รู้กันว่าการเรียนสายนี้น่ะค่าใช้จ่ายเยอะ กระดิกตัวนิดหน่อยก็เสียเงินแล้ว ไม่อยากจะแบมือขอผู้ปกครองบ่อยเกินควรเลยตั้งใจทำงานพิเศษ ในคาบก็ตั้งใจเรียนรีบปั่นให้ได้เยอะๆ เสร็จแล้วไปทำงานต่อ สอนบ้างอะไรบ้าง กลางคืนก็กลับมานั่งทำการบ้านต่อ



เหนื่อยเหมือนจะตาย แต่ก็ฝึกวินัยไปในตัว



พอถึงวันเสาร์ เขายกคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานอยู่ในร้านกาแฟแถวมหาวิทยาลัยตั้งแต่ก่อนเที่ยง เวลาที่นัดน้องเอาไว้คือบ่ายหนึ่ง ปัญหาคือมีนัดคุยกับอาจารย์เรื่องไฟนอลโปรเจคตั้งแต่สิบโมงเช้า ไม่รู้ว่าจะเสร็จเร็วขนาดนี้เลยมีเวลาปั่นงานอีกเพียบ นั่งรีทัชรูปบ้างตัดต่อวีดีโอบ้าง



นี่เป็นร้านประจำ มาจนเจ้าของจำหน้าได้ เคยไปดื่มด้วยกันหลายครั้งอยู่ ชอบตรงที่ร้านนี้จัดโต๊ะแบบหลวมๆ ต่อให้ลูกค้านั่งเต็มทุกที่ก็ยังไม่แออัดหรือเสียงดังจนเกินไป ซ้ำที่ส่วนใหญ่ยังเป็นโต๊ะสองคนไม่ก็เคาท์เตอร์นั่งคนเดียว หัวปลั๊กให้เสียบพร้อมเสร็จสรรพ



แม้จะดื่มดื่มอเมริกาโน่หมดไปแก้ว ขนมปังปิ้งอีกสองแผ่น เคี้ยวหงุบจนแก้มตุ่ยจนท้องอิ่มแล้วก็ยังไม่ถึงเวลา



ราวเที่ยงสี่สิบห้า เด็กมันก็ส่งข้อความมาว่าถึงแล้ว



เงยหน้ามองหน้าร้านก็เห็นเด็กมัธยมปลายหน้าซื่อตาใสถือโทรศัพท์ชะโงกซ้ายทีขวาที สวมเสื้อยืดตัวใหญ่สีเทา กางเกงยีนส์ฟอกสีขาดๆ ตรงเข่า รองเท้าผ้าใบสีขาวยังกับพวกวัยรุ่นตามเทรนด์ สะพายเป้สีเข้มของแบรนด์กีฬา ท่าทางสุภาพเรียบร้อยจนยุนกิต้องยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองสองสามรอบ 



ไอ้น้องเวร ไอ้เพื่อนจัญไร ส่งเด็กแบบนี้มาให้เขาลำบากใจทำไม 



ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอก... ยังไงการเจอกันครั้งแรกมันก็ต้องสุภาพใส่กันอยู่แล้ว



แต่เจ้าเด็กนี่มันดู... เรียกว่าไงอะ



คือน้องมันน่ารัก เห็นแล้วรังสีน้องคนเล็กแผ่ออกมาเลย นอกจากจะตาแป๋วมีฟันกระต่ายแล้วยังมีลักยิ้ม อีหรอบนี้ไปเป็นดาราง่ายกว่าล่ะมั้ง... คือดูดีมีการศึกษาตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังเห็นแววนุ่มนิ่มขี้อายขี้เกรงใจ ไว้ว่างๆ จะลากมันมาเป็นแบบถ่ายงานส่งอาจารย์ก็แล้วกัน



จากใจ กลัวทำเด็กร้องไห้



ไม่เอาแล้วนะ ตอนสอนอยู่ที่สถาบันกวดวิชา ทำผู้หญิงร้องไห้ไปสาม ผู้ชายอีกหนึ่ง 



‘เข้ามาได้เลย พี่ใส่เสื้อขาว โต๊ะติดกำแพง’



ยุนกิพิมพ์ข้อความตอบกลับไป พอนั่งเท้าคางมองถึงเห็นว่าเด็กมันเผลอกลืนน้ำลาย หมุนตัวซ้ายขวาเหมือนกลัวอะไรซักอย่าง... มือกระชับสายกระเป๋าเป็นรอบที่สาม เป่าปากทีนึงก่อนผลักประตูร้านเข้ามามองหา เดินตรงรี่เข้ามาฝั่งเขา...



แล้วเลี้ยวไปทางซ้าย



จะไปไหนอะ



พอมองตามถึงเห็นว่าเจ้าเด็กเด๋อเดินไปทางผู้ชายเสื้อขาวถัดไปสองโต๊ะ 



และนั่นมันน่าต่อยให้ฟันหัก



คือข้างๆ นั่น...ดูยังไงก็อายุสามสิบปะวะ!



แถมยังไว้หนวด มีกล้าม ใส่เสื้อเชิ้ตแบบวัยทำงานสีขาว กางเกงสแล็คเต็มยศ ถามจริงเหอะว่าเด็กนี่มันคิดว่าเขามีภาพลักษณ์ยังไง ไอ้คนที่ติดต่อให้มันแอบแฉว่าเขาเป็นพี่ว้ากใช่มั้ยถึงกลายเป็นแบบนี้! 



หน้าตามุมิเหมือนกระต่ายด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างโต๊ะของคุณน้ามีหนวดคนนั้น ถึงจะไม่ได้รักเด็กแต่ไม่อยากเห็นคนหน้าแหกหรอกนะ พอมันกำลังจะปริปากพูดอะไรซักอย่าง เขาถึงรีบตบโต๊ะสองสามที




“จองกุก ผิดโต๊ะ”



เด็กนั่นสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง ค่อยๆ หันหน้าเอี๊ยดอ๊าดกลับมาเหมือนมีความผิดติดตัว พอเห็นคนตัวกระเปี๊ยกเดียวผิวขาวจัดนั่งไขว่ห้างเท้าคางมองอยู่ จากสีหน้าหลอนๆ ก็กลายเป็นตกใจจนตาแทบถลน อ้าปากค้าง 



ใช่อ่อวะ



นี่อะนะ?



ฟันกระต่ายหลุดออกสู่โลกภายนอก ตากลมโตกวาดมองโต๊ะริมกำแพงทั้งหมดอีกรอบเพื่อหาคนเสื้อขาว คือมันก็มีเสื้อขาวแค่สองคนคือคุณน้าคนนั้นกับเด็กรุ่นเดียวกันคนนี้ แต่ถ้ามีเสียงบอกว่าผิดโต๊ะ ก็ต้องเหลือแค่ตัวเลือกเดียวถูกไหม... ซึ่งความเป็นไปได้มันน้อยจนริบหรี่ ไม่จริงหรอก พี่ว้ากที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุเหรอจะเป็นพี่ตัวน้อยขาวๆ หน้าตาจิ้มลิ้มมีแก้ม



โกหกอะ



ไม่เชื่อ



“ทำไมทำหน้าแบบนั้น นั่งลงได้แล้ว”



เชี่ย เสียงอย่างดุ




คนเด็กกว่าเม้มปาก พยายามกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอไปอีกอึก ยิ่งพี่คนนี้นั่งกระดิกขานิดหน่อย เงยหน้ามองแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน สีหน้านิ่งสนิทจนอ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ ยอมรับแบบหน้าด้านๆ เลยว่ากลัวจนเกร็งมือสั่นไปหมดแล้ว พอลากเก้าอี้ออกแล้วมีเสียงเอี๊ยดนิดหน่อยก็สะดุ้ง พยายามทิ้งตัวนั่งช้าๆ ไม่ให้เกิดเสียง



ไม่กล้าสบตา...



ตัวเล็กก็ใช่ แต่บุคลิกดูน่ากลัว เหมือนวางตัวเหนือทุกอย่างบนโลกใบนี้ คนยิงกันต่อหน้าก็จะนอนไม่สนใจ



“ส... สวัสดีครับ”



“ทำไมต้องเกร็งขนาดนั้น” มินยุนกิถอนหายใจ พับฝาคอมพิวเตอร์ลงตามมารยาท หยิบกระเป๋าที่วางไว้ใต้โต๊ะขึ้นมาคุ้ยหาสมุดโน๊ต เปิดหาหน้ากระดาษโล่งๆ แล้วหยิบดินสอกดขึ้นมาหนึ่งแท่ง ตาตี่ๆ ยังจ้องไปที่สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อดคิดไม่ได้ว่าถ้ากลัวคนแปลกหน้าขนาดนี้ทำไมถึงเลือกมาติวเดี่ยววะ



แต่ถ้าเจอห้องคนเยอะๆ อาจจะอาการหนักกว่านี้ก็ได้มั้ง



“คือ... ได้ยินมาว่าพี่เป็นพี่ว้าก ก็เลย...”



ว่าละ



ใครมันพูด



เขาส่ายหน้า ใช้ปลายเล็บเคาะโต๊ะสองสามทีจนเกิดเสียง คิดไม่ตกว่าต้องทำยังไงเจ้าเด็กกระต่ายนี่ถึงจะเลิกเกร็งหลบหน้าหลบตาเสียที ขืนเป็นแบบนี้จะสอนคงไม่ได้หรอก จะวิจารณ์งานคงเป็นแค่ฝัน “คิดว่าจะน่ากลัว?”



“อ่า ครับ”



“พี่ชื่อมินยุนกิ” ว่าแล้วก็เอนหลังพิงพนัก จ้องหน้าจนกว่ามันจะกล้าเงยขึ้นสบตา “อยู่ปีสามเอกถ่ายภาพ เคยสอนพิเศษมาสองปี ลืมภาพพี่ว้ากในหัวไปได้แล้ว พี่ไม่ด่าเราหรอก ไร้สาระ”



หน้าซื่อๆ เงยขึ้นนิดหน่อย ช้อนตามองแบบไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก พอเขาอมยิ้มมุมปากถึงได้การฉีกยิ้มเกร็งๆ กลับมา ว่ากันตามตรงเขาเริ่มคิดแล้วล่ะว่าเด็กนี่มันเรียบร้อยเกินไปหน่อย ถ้าเจอกันเกินสามสี่ครั้งแล้วยังหุบปากเงียบไม่ยอมพูดต่อบทสนทนา จะสอนก็คงลำบากอยู่พอตัว 



“ตอนแรกคนที่จะสอนเราชื่อกีฮยอน แต่มันติดงานนอกเลยโยนมาให้พี่แทน กีมันใจดีกว่า เพราะงั้นถ้าไม่โอเคจะเปลี่ยนคนก็ได้ไม่ว่ากัน เด็กปีสองที่ตอนแรกบอกจะรับนั่นก็เด็กติวพี่”



น้องยังเงียบ



สุดท้ายก็เผลอพูดเสียงดังกว่าเดิม “เฮ้ย จะกลัวอะไรนักหนา”



ผลคือมันหลับตาปี๋ สะดุ้งยังกะโดนของร้อน หน้าซีดปากซีดทันตาเห็น 



“ขอโทษครับ”



“ถ้าไม่เลิกก้มหน้า พี่ไม่รับสอนนะ”



เท่านั้นแหละ หลังตึงตัวตรง แต่มือสั่นยิกๆ



ตลกดี 



“จะพยายามครับ”



“ดี” ยุนกิควงดินสอ หมุนอยู่สองสามทีค่อยถามคำถามต่อไป บรรยากาศโดยรอบมันเหมือนจะไม่กดดันแต่ก็เหมือนมีกำแพงกั้น พี่คนนี้ไม่ใช่คนยิ้มเก่งหรือพูดเพราะเป็นกันเองเท่าไหร่ ถึงจะรู้สึกว่าเป็นคนสบายๆ ไม่คิดอะไรมาก แต่การเจอกันครั้งแรกแถมยังต้องมาตกลงเรื่องนู้นเรื่องนี้ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าต้องวางตัวยังไงบ้าง มือเปียกเหงื่อไปหมดแล้ว



“อยากเข้าคณะนี้สาขานี้ใช่มั้ย หาข้อมูลมารึยังว่าสอบอะไรบ้าง เรียนเกี่ยวกับอะไร”



“ดูมาบ้างครับ”



ปากบอกใช่ แต่สีหน้าไม่มั่นใจเท่าไหร่ เขาเลยตัดสินใจร่ายยาวไปว่ามีรายวิชาไหนบ้างที่สำคัญ ระบบคร่าวๆ รวมถึงวิชาเลือกที่คิดแล้วคิดอีกก็ไม่อยากจะเรียนมันซักตัว และถือว่าคิดถูก เพราะแววตาสนอกสนใจของเด็กนี่มันบอกชัดยิ่งกว่าชัดว่าคงไปเสิร์ชในเว็บมหาวิทยาลัยแล้วเจอแต่ชื่อวิชางงๆ เรียงเป็นพรืด



“แต่ถ้าสอบไม่ติดก็เอาที่เรียนไปสอบของมหาลัยอื่นได้ มันคล้ายๆ กัน... อ่า เคยติวอะไรแบบนี้มาก่อนมั้ย” ถามไปมือก็ขีดเขียนลงสมุดโน้ตไป จองกุกยังไม่กล้าขนาดจะชะโงกดูเลยก้มมองเศษขนมปังในจานบ้าง สติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนฝาคอมบ้าง อะไรก็ได้ที่สามารถวางสายตาได้นอกจากหน้าพี่คนนี้น่ะ



อึดอัดบอกไม่ถูก



ทั้งที่ไม่ได้โดนต่อว่า แต่เขารู้สึกเหมือนโดนมองทะลุทุกอย่าง



“ไม่เคยครับ”



“โอเค... นี่คือวิชาที่ต้องใช้สอบ คงรู้อยู่แล้ว อย่าลืมไปอ่านวิชาสามัญตามนี้มาให้ผ่านขั้นต่ำ หลักองค์ประกอบทั่วไปกับประวัติศาสตร์เดี๋ยวจะลิสต์หนังสือให้ไปซื้อ ส่วนที่จำป็นต้องเรียนเป็นอย่างแรกคือพื้นฐานวาดเส้น เราต้องวาดให้ได้ตั้งแต่ทรงเรขาคณิตเรียบๆ ยันฟิกเกอร์คนเต็มตัว” เสียงทุ้มแหบๆ ร่ายยาวไม่หยุด พูดไปเขียนอะไรยุกยิกเต็มกระดาษ ก่อนจะหยุดเงยหน้าถามย้ำเพื่อความมั่นใจ “ตอนนี้อยู่ชั้นอะไรแล้ว”



“กำลังจะสอบไฟนอลม.ห้าเทอมต้นครับ สอบอาทิตย์หน้า”



มินยุนกิหยุดเขียนไปหลายวิ ละสายตาจากหน้ากระดาษ เหลือบตามองบนพร้อมสีหน้าราวกับจะคำนวณว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ “...อีกปีนึง? ห้ามโดดเยอะนะไม่งั้นไม่ทันหรอก แต่ไปเรียนกับสถาบันดังๆ ไม่ดีกว่าเหรอ พวกนั้นจะมีคอร์สให้นะ คนสอนก็เก่ง ถูกกว่าด้วย”



“อ่า... ผมอยากเรียนเดี่ยวมากกว่าครับ”



พี่ติวพยักหน้ากับตัวเอง



เข้าใจได้ บางทีห้องเรียนใหญ่ก็ดูแลไม่ทั่วถึง



“อยากเรียนวันไหนบ้าง”



“ถ้าเริ่มตอนนี้ ควรสัปดาห์ละกี่ครั้งเหรอครับ” 



คนพี่หลุดยิ้มเล็กน้อย พอเข้าเรื่องจริงจังก็ดูจะกล้าถามขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเด็กคนนี้ไม่ได้เงียบจนเกิดผลเสียกับตัวเอง ...มันอาจจะไม่รู้ตัว แต่เมื่อครู่กล้าเงยหน้าสบตาแล้วตั้งสองวิ “แรกๆ ครั้งเดียวพอ สามชั่วโมงราคาแบบที่ตกลงกันไว้ แต่จะให้การบ้านกลับไปทำแล้วถ่ายรูปส่งมา สงสัยอะไรก็ถามได้ตลอด”



พูดเสร็จก็หันไปยกมือเรียกพนักงาน บังคับให้เด็กนี่สั่งเครื่องดื่มอะไรก็ได้มาหนึ่งอย่าง



“งั้นขอเป็นเสาร์บ่ายแล้วกันครับ”



“ได้ บ่ายหนึ่งถึงสี่โมงนะ”



เป็นเวลาเรียนที่ดีเยี่ยม นอกจากไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าแล้วยังไม่ต้องกลับบ้านดึก จองกุกคิดว่างั้นนะ... แต่ในหัวคนเป็นพี่คือปวดสมองเต็มทน คนก่อนก็เรียนเวลานี้ ผลคือช่วงใกล้สอบน่ะยิงยาวยันสามทุ่ม แถมยังตามกลับไปนั่งวาดที่หอพักเขาต่ออีกต่างหาก โคตรน่าเตะ



“แล้ว... เรียนที่ไหน...”



“ไปที่คณะเลยสะดวกปะ จะได้ไปดูบรรยากาศด้วย ปัญหาคือพวกขี้เสือกเยอะ ไปหน้าซื่อๆ งี้วันแรกโดนล้อมหน้าล้อมหลังชัวร์ แต่ครั้งแรกๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไรมาก ร้านกาแฟถัดไปสองร้านให้นั่งสอนพิเศษได้ เอาไง” คนหัวกะทิของรุ่นพูดราวกับแร็พทั้งที่ไม่ได้มองหน้า เหมือนบ่นเรื่องดินฟ้าอากาศไปเรื่อยทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ



ใครมันจะไปตัดสินใจทันวะ



“ร้านกาแฟก่อนแล้วกันครับ”



“อือฮึ ได้ งั้นถ้าต้องใช้หุ่นวาดยากๆ เมื่อไหร่ค่อยย้ายไปแล้วกัน จะเริ่มวันไหน” 



“เสาร์หน้าเลยได้มั้ยครับ สอบเสร็จพอดี” 



ยุนกิฟังแล้วก็เหงื่อแตก เอากับมันสิ เขาก็พรีเซ้นท์งานเสร็จวันศุกร์นั้นพอดีเหมือนกัน แต่ปัญหาคือไม่มั่นใจเลยว่าจะมาสอนได้ในสภาพครึ่งผีครึ่งคนขนาดไหน แม้จะมั่นใจว่าตัวเองทำทันแน่ๆ แต่ถ้าผิดพลาดขึ้นมาก็อาจต้องโต้รุ่งหรือตะบี้ตะบันทำใหม่จนกว่าจะสมบูรณ์ 



“ได้... ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน จดไว้ด้วยล่ะว่าทำอะไรไปบ้าง หรือมีอะไรสำคัญ แต่ไม่ต้องส่งนะ”



“แล้วผมต้องเตรียมอะไรมาบ้าง”




“จะซื้อเองหรือให้พี่ซื้อ”



เหมือนเป็นประโยคคำถามปกติ แต่ไม่รู้ทำไมคนฟังถึงร้อนๆ หนาวๆ ราวโดนโดนชี้เป็นชี้ตาย



“…ซื้อเองก็ได้ครับ”



คนตรงข้ามไม่ได้บอกอะไรอีก มือขาวๆ พลิกกระดาษแผ่นใหม่แล้วลิสต์ของที่จำเป็นมาให้ บอกเอาไปยื่นให้ที่ร้านขายเครื่องเขียนได้เลยเพราะบอกจำนวนไว้ละเอียดหมดแล้ว พอลองไล่อ่านดูก็เห็นตั้งแต่กระดานวาดรูปเอสอง กระดาษปรู๊ฟเอศูนย์ตัดสี่ ดินสอไม้ ดินสออีอีหนึ่งกล่อง ยางลบ คลิปหนีบกระดาษขนาดซักนิ้วครึ่งซักสองอัน อะไรทำนองนั้น “ถ้ามีอะไรเดี๋ยวพี่ไลน์บอกอีกที...​ เอ้อ คัตเตอร์ด้วย ไม่ต้องดีมากนะ ไว้เหลาดินสอ”



“ได้ครับ”



“การบ้านเยอะนะ ตอนเจอหน้ากันจะสอนแล้วให้ทำ จะแก้ให้ แล้วกลับไปทำชิ้นใหม่ซ้ำ ถ้าขี้เกียจหรืออยากเรียนสบายๆ แนะนำให้ไปหาคนอื่น” พี่ตัวขาวยกมือเท้าคางอีกรอบ ถ้าเห็นจากภายนอกคงมองว่าน่ารักน่าเอ็นดูเพราะแก้มยุ้ยตามแรงดันของฝ่ามือ แต่พอต้องมานั่งฟังคำพูดแล้วพาลร้อนๆ หนาวๆ บอกไม่ถูก



คนเด็กกว่านั่งหลังตรงอัตโนมัติ ค่อยๆ เปิดปากพูดตอบรับทั้งที่เริ่มรู้สึกกดดันจนเหงื่อแตก



“ผมโอเคครับ”



“…แล้วก็”



ยุนกิยกมือสองข้างมาประสานกันไว้ใต้คาง ยิ้มเหี้ยมเกรียมเล็กน้อย “ถ้าเราตัดสินใจจะเรียน บอกไว้ก่อนว่าพี่ไม่ใช่คนใจดี ไม่คิดจะถนอมน้ำใจ เพราะหน้าที่ของพี่คือการเคี่ยวเข็ญให้เราสอบติดให้ได้ ไม่ใช่เป็นพี่เลี้ยงคอยโอ๋ตบตูดนอน ดังนั้นจะให้โอกาสอีกครั้ง...”



คล้ายโดนสายตาจริงจังสะกด



“…ครับ?”



“คิดดีแล้วใช่มั้ย ว่าอยากเรียนกับพี่”



“…ดีแล้วครับ”



พลันรอยยิ้มกว้างจนตาหยีปรากฏขึ้น เขาเผลอใจชื้นมานิดหน่อยว่าบางทีพี่คนนี้คงไม่ได้โหดร้ายทารุณอย่างที่คิด ทว่าสิ่งต่อมาที่ต้องเจอกลับทำให้ปาทุกอย่างทิ้งออกจากหัวไปให้หมด เพราะมือขาวๆ นั่นเปิดกล่องเหล็ก หยิบดินสออีอีใหม่เอี่ยมขึ้นมาสามแท่งพร้อมคัตเตอร์ จัดการหยิบถุงพลาสติกมาจากไหนไม่รู้มารองโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนใบมีดขึ้นมาเกือบนิ้วแล้วจัดการเหลาให้ดูทีละขั้นตอน



เขาอ้าปากค้าง



กบเหลาก็มีทำไมไม่ใช้



...เดี๋ยวๆ มันต้องแหลมขนาดนี้เลยเรอะ



“ปกติก็จะเหลาเก็บไว้แหลมประมาณนี้” ไส้ดินสอยาวประมาณหนึ่งนิ้วยื่นมาให้เห็น “มันทู่เร็ว ถ้าใช้กบเหลาขีดได้สามเส้นก็หมด เพราะงั้นแบบนี้จะสบายกว่า ...เอามือมา ระวังโดนบาดมือนะ”



การขยับตัวมาข้างๆ แล้วจับมือเขาให้ค่อยๆ ออกแรงนี่ไม่ได้แย่นักหรอก แต่พอทำเองแล้วทุกอย่างกลับทุลักทุเลกว่าที่คิด นอกจากจะกินเนื้อไม้จนเบี้ยว ออกแรงเยอะจนไส้หัก ครู่เดียวมือก็ดำเป็นปื้นจนต้องเดินไปล้าง ผ่านไปแบบทุลักทุเลกว่ายี่สิบนาทีถึงสำเร็จได้หนึ่งแท่งสภาพทุเรศทุรัง



พี่ยุนกิยิ้ม 



“การบ้านอย่างแรก ไปเหลามาสิบสองแท่ง”



ถามว่าอยากเรียนมั้ย 



อยาก



แต่เขาว่า เขาอยากร้องไห้มากกว่าแล้วล่ะ







เรียนครั้งที่ 0

- พี่ยุนกิตัวจิ๋วเดียวเอง

- แต่ดุชิบหาย

- เหลาดินสอยากมาก





ø




*ไม่มั่นใจความถูกต้องของข้อมูลคณะ/การเรียนการสอน มีตรงไหนผิดบอกได้เลยนะคะ

ดัดแปลงมาจากที่เคยแต่งไว้จะลงอันล็อค แปลงไปแปลงมาแทบไม่เหลือเค้าเดิม555


ฝากน้องด้วยนะคะ น้องน่าซงซานมาก

เรื่องเหลาดินสอ ดูจากรูปบนสุดได้เลยค่ะ ตอนเห็นคือแบบ ผีร้าย เอาไปแทงคนตายเหรอ

อาจจะใส่เรื่องติวเรื่องอะไรพอสมควร มางงๆเด๋อๆไปพร้อมเรากะน้องนะคะ5555555

(และแน่นอน อาจจะมีผิดบ้างอะไรบ้าง ใครรู้มาเห็นก็เตือนๆกันด้วย...)




ไปปลอบขวัญน้องได้ที่ -> #พี่ติวยุนกิ


15 SEP 2017







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 199 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #861 zxcvbnmm (@croseloveyesung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 20:59
    น่ารักกก
    #861
    0
  2. #855 Ise-sasaki (@Ise-sasaki) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 20:44
    ตัวจิ๋วเดียว นี่พี่กิร้องไห้เเล้วนะ55555
    #855
    0
  3. #854 plumfloral (@plumfloral) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 01:13
    โอ้ย ชอบ55555555 เหลาไรขนาดนั้น
    #854
    0
  4. #847 nipper (@victoria1223) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 17:15
    กลับมาอ่านอีกรอบ เพราะตัวเองก็มาสายสินกำ เหลาทีเหมือนจะไปแทงคน นั่นแหละ เดี๋ยวก็เหลาคล่องจ้า555555555
    #847
    0
  5. #829 Mint S (@siri-ch36) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 15:54
    โอ้ย น่ารักมากค่ะ
    น่ารักกกกกก
    #829
    0
  6. #792 aqua11 (@aqua11) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 16:52
    เป็นการเหลาที่โหดมากค่ะ แหลมอะไรเบอร์นั้น แง้
    น้องจองกุกน่าสงสาร ฮื่อ มาคุยวันแรกก็ได้การบ้านแล้ว เอ็นดูความเกร็งของน้อง 555555
    #792
    0
  7. #786 hobibell1 (@hobibell1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 01:33
    โห น้องจองกุกขี้อายแถมยังดูเกร็งๆพี่ยุนกิอย่าดุน้องเยอะนะคะ55555555
    #786
    0
  8. #778 pimkuuung (@pimkuuung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 14:51
    เคยติวศิลปะมาเหมือนกัน บอกเลยจองกุก เดี๋ยวหนูก็เหลาคล่องเองลูก555555555
    #778
    0
  9. #752 Mew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 21:51
    ยุนกิคาแรกเตอร์แบบนี้ คือใช่มาก ชอบๆ
    #752
    0
  10. #744 klyPuKu (@klypuku) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 09:51
    น้องงงงง น่าเอ็นดู
    #744
    0
  11. #698 prawarin_png (@prawarin_png) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 17:10
    เอ็นดูจองกุก555555 ส่วนพี่ยุนกินี่ พี่ว้ากอะไรเค้าน่ารักแบบนี้ ฮือ น่ารัก
    #698
    0
  12. #690 som-_-moment (@som-_-moment) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 07:38
    จองกุกลูกเอ็นดู555พี่ยุนกิอย่างโหดกับน้องมากเลยยย
    #690
    0
  13. วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 02:24
    น้องจกุกกกกกก. งหเง น้องน้อยน่ารักมากกก แงงงง ทำไมพี่ติวดูดุจังคะ ตัวก็เร้กๆๆ หน้าตางุ้ยๆขนาดนี้ หงใเทกงหงปงกง ชอบคาร์จัง
    #618
    0
  14. #611 min'cartoon (@Cartoon_MinSuga) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 02:34
    จองกุกน่าเอ็นดูฉบับกาตุ่ยจริงๆเลยอะ
    ส่วนพี่ยุนกิเนี้ยบมากแต่แอบละมุนน้า
    #611
    0
  15. วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 11:42
    พี่ติวน่ารักกก สู้ๆนะจอนมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้5555
    #558
    0
  16. #546 aImma98 (@aImma98) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 10:40
    ชอบบันทึกน้องกุก พี่ยุนกิตัวจิ๋วเดียว อิอิ
    #546
    0
  17. #539 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:15
    อยากปลอบน้องจริงๆค่ะ เรามาทำฝันให้เป็นจริงกันเถอะ! เรื่องดินสอเหลายากนี่เข้าใจมากค่ะ นังอีอีนี่แบบเหลายากไม่พอ ตกปุ๊บหัก เอ่อ.....ที่เหลาไปคืออะไร ว๊ากกกก
    #539
    0
  18. #535 ilyyy (@krinigt88) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:36
    เอ็นดูตอนเดินไปผิดโต๊ะเพราะคำว่าพี่ว้ากเนี่ย 55555555555 ตัวชาไปแล้วสินะตอนพี่ทำเสียงโหดใส่อะ โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะปลอบๆ
    #535
    0
  19. #424 SUGA's (@smoky-girl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 23:54

    แงงงงงงงงงงงงงงงง๊ อ่านจบนี่รีบปรับเสียงสองเพื่อปลอบขวัญน้องกระต่ายที่กำลังตื่นตูมแทบไม่ทันเลยค่ะ
    น่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้หนอ แค่โดนพิตวัดสายตามองกับขึ้นเสียงใส่หนูก็หูตกแล้วคับลูก ฮืออออ
    ขำความน้องมองพิที่ว่าเหมือนวางตัวเหนือทุกอย่างบนโลกใบนี้ คนยิงกันต่อหน้าก็จะนอนไม่สนใจ
    นี่แค่เพิ่งเจอกันนะ แต่รู้แล้วอะว่าพิมันต้องเป็นแบบนี้แน่ ซึ่งก็ใช่! 5555555555555555555555555555
    สมกับครองตำแหน่งพี่ติวคะแนนโหด เมื่อแน่ใจว่าน้องจะเรียนด้วยแล้วก็สั่งการบ้านโดยไม่ให้เตรียมตัวกันเลยจ้ะ
    เนี่ยพี่ติวที่ดี มีความจริงจังตั้งใจในการสอน แอบชอบความรู้จังหวะในการเริ่มบทเรียนแรกซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็น
    ยิ้มตาหยีหลอกน้องให้ตายใจแล้วจัดไปกับการบ้านชิ้นแรก เหลาอีอีสิบสองแท่ง ...
    บอกตามตรงว่าตอนเห็นรูปครั้งแรกนี่กลัวใจความแหลมจนแทงคอตายจริงๆค่ะ 555555555555555
    นี่ว่ายุนกิช่างเป็นพี่ติวที่ทำให้เกิดความประทับใจหลายเรื่องได้ตั้งแต่การพบเจอกันครั้งแรก
    ไหนจะขนาดตัว หน้าตากับพวงแก้มที่ขัดกับการแสดงออก ดูดุจนน่าเกรงแต่ก็สัมผัสได้ถึงการกระทำที่รู้ใจและใส่ใจ
    อ่านแล้วนี่อยากเป็นจองกุกเลย อยากรู้จักพิเขาเป็นการส่วนตัวจังค่ะ ฮรุกกกกก
    แล้วก็สงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมากด้วยว่าอนาคตความสัมพันธ์ของสองคนที่แตกต่างกันขนาดนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน

    เพิ่งตอนแรกของเรื่องเอง แต่ก็สื่อคาแรคเตอร์ของพี่ติวกับน้องนักเรียนออกมาได้เห็นภาพชัดเจน
    แล้วเป็นบุคลิกลักษณะที่จับต้องได้ อาจด้วยพล๊อตเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวจนเกินไป ไม่ได้อ่านแล้วรู้สึกนิย๊ายนิยาย
    การพบเจอกันของตัวละครก็ตั้งอยู่บนความเป็นจริง เลยทำให้เอนจอยแบบเรียลดี อ่านแล้วนึกภาพตามง่าย
    สำนวนภาษาที่ใช้เขียนก็ดีมาก อ่านง่าย อ่านเพลินไม่รู้สึกติดขัด การใช้คำเหมาะสมกับบริบท ไม่พรรณนาจนยืดยาด
    การลำดับความไม่เรียบเรื่อยชวนเอื่อย การเรียบเรียงกระชับได้ใจความ เก็บทุกรายละเอียดแต่อ่านแล้วไม่รกรุงรัง
    ถ้าไม่อ่านทอล์คนี่ไม่รู้เลยค่ะว่าคุณไม่ได้เรียนสินกำ นี่แอบนึกว่ามีประสบการณ์เป็นพี่ติวเองด้วยซ้ำ
    ดูจากบทสนทนาลำดับการพูดคุยคล้ายจะแนะแนวจองกุกหน่อยๆของพี่ยุนกินี่ว่าโคตรสมจริง
    ถึงเราจะไม่มีความรู้เรื่องนี้แม้สักนิดเลยก็เถอะ แต่รับรู้ได้ว่าคุณเก็บและเตรียมข้อมูลมาอย่างดีมากจริงๆค่ะ ชื่นชม

    ปล. บันทึกการเรียนครั้งที่ 0 ของน้องคือน่าร้ากกกกกกกกกก แงงง๊ เอ็นดูพิเขาใช่ไหม มาพิตัวจงตัวจิ๋วเดียว ><
    เป็นกิมมิคเล็กๆที่ช่วยเพิ่มความน่าเอ็นดูของจองกุกให้ใหญ่เท่าโลกกว้างเลยล่ะค่ะ *รอยยิ้มคูมแม่*

    ดีใจจริงๆที่ได้มาเจอฟิคเรื่องนี้ ความจริงตอนแรกที่กดเข้ามาหน้าเพจก็กะรอให้แต่งจบก่อนแล้วค่อยอ่านรวดเดียว
    แต่พอเริ่มอ่านแล้ว โฮรววววววววววว งานดีมากกกกกกกกกกก ไม่เอาแล้ว เราจะค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆแล้วกันค่ะ
    ที่บอกว่าจะค่อยๆอ่านก็คือจะไม่รีบตะบี้ตะบันอ่านให้ถึงตอนล่าสุด อยากเก็บไว้อ่านนานๆ ไม่อยากให้รีบจบ
    ปกติหวีดแต่โคแก่กินหญ้าอ่อนเป็นส่วนใหญ่ เลยขอบคุณฟ้าดินที่ทำให้เจอฟิคโคอ่อนเคี้ยวหญ้าแก่ที่ถูกจริตมาก
    หายากเหลือเกินค่ะ ในคลังถ้านับรวมเรื่องนี้เข้าไปด้วยก็เจออยู่สามเรื่องเอง โถ่ว ท้อแท้พอๆกับงมเข็มในมหาสมุทร


    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ :)

    #424
    0
  20. #367 kangineung (@banoffeepie027) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 01:57
    อหหห แหลมแบบจะเอาไปแทงคนจริงๆด้วย5555555 กรี๊ดด อ่านแค่ตอนแรกก็ชอบแล้วค่ะ น้องเจอครั้งแรกก็จะหงอๆหน่อย(หรือมากหว่า)ไม่รู้ครั้งต่อๆไปจะเปนไงหรออ บันทึกของน้องน่ารักสมตัวน้องที่สูดดด
    #367
    0
  21. #354 iiamampere (@iiamampere) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 15:09
    หึยยยยยพี่ยุนกิน่ารักจังเลย น้องกุกด้วย ขี้เขินจนคนอ่านเขินไปด้วย ค่อยๆเหลานะลูก อีกแป้บเดียวก็เก่งแล้วว สู้เค้าลูกกกกกก
    #354
    0
  22. #340 Yes! SUGA (@kawpoonn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 07:58
    บันทึกอันนี้ พี่ยุนกิเห็นได้มั้ยคะ 5555555 เอ็นดูจองกุกกก พี่ยุนกิเนี่ย ตัวเล็กน่ารักแต่ดุจังเลย เดี๋ยวน้องก็ร้องไห้ใส่หรอก!

    น่ารักกกก อ่านแล้วมีแต่คำว่าน่ารัก อยากไปนั่งโต๊ะข้างๆ แอบดูพี่น้องคู่นี้ติวกันเลยค่ะ เผื่อพี่ยุนกิดุน้องมาจะได้ช่วยปลอบ :)
    #340
    0
  23. #305 mttrow. (@minmin1632) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 02:40
    น่ารักมากก;-;
    #305
    0
  24. #303 Erika. (@bowpeepbowpeep) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 09:46
    บันทึกเกี่ยวกับพี่เขาน่ารักจัง งื้ออออออ
    #303
    0
  25. #252 Sodium97 (@Sodium97) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 17:46
    ชอบมากอ่ะไรท์แต่งดีสุดๆชอบนิายพี่ยุงมากๆเลยเน้ติดตามเลยค่า
    #252
    0