พี่ติวยุนกิ [BTS: KOOKGA]

ตอนที่ 4 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    5 ต.ค. 60









#พี่ติวยุนกิ

4









ถ้านับตามวงจรชีวิตตลอดระยะสามปีที่ผ่านมา เช้าวันเสาร์อาทิตย์เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนที่ต่อให้เป็นเพื่อนก็จะไม่ยอมแหกขี้ตาตื่นไปหาพวกมันเป็นอันขาด ยกเว้นมีงานสำคัญหรือนัดคุยกับอาจารย์ ซึ่งอย่างหลังเกิดเป็นบ้าอะไรไม่รู้ถึงนัดวันเสาร์อยู่นั่นแหละ พอเป็นสัปดาห์ที่ไม่มีธุระอะไร เด็กอนุบาลก็ดันแหกปากโวยวายจะให้ไปหอศิลป์เป็นเพื่อนซะงั้น



ไม่ได้รังเกียจนักหรอก อย่างไรเสียก็ตกปากรับคำไปแล้ว



หลังแงะตัวเองออกจากเตียงได้ตอนแปดโมงห้าสิบนาที ยุนกิถีบผ้าห่มทิ้งตามประสาคนชอบนอน เดินหาวหวอดเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ไม่กี่นาทีถัดมากลิ่นสบู่หอมก็ฟุ้งติดผิวพอๆ กับแชมพู พอเปิดตู้เย็นไม่เจอเสบียงอาหารก็ต้มน้ำร้อนชงกาแฟดำหนึ่งแก้วเพิ่มพลังงานให้ตัวเอง



เขาชอบสีดำ



ข้อนี้ทุกคนรู้



แต่ก็พอระลึกชาติได้ว่า การใส่ดำล้วนทั้งตัวไปเดินกับเด็กตาใสยิ้มเก่ง คงทำให้ตัวเองดูมืดมนจนไม่เหมาะเท่าไหร่ ถึงยอมรื้อตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อยืดสีน้ำเงินมายัดชายเข้ากางเกงยีนส์ลวกๆ ทับด้วยหมวกสีน้ำตาล โกยขนมที่ซื้อตุนเอาไว้ตั้งแต่สองวันก่อนเผื่อกระต่ายตัวนั้นจะหิวกลางทาง ไม่ลืมจับเครื่องปั้นดินเผาทรงถ้วยง่ายๆ มาห่อกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วยัดลงกล่องกันแตก วางลงในถุงกระดาษแข็งๆ อีกรอบจะได้ไม่กระเทือน



กว่าจะออกจากห้องก็ปาไปเก้าโมงครึ่ง เห็นตัวเองในกระจกทางเข้าก็อดสะดุ้งหน่อยๆ ไม่ได้กับผมสีชมพูหม่นที่เพิ่งกัดสีมาตอนค่ำๆ วันอังคารเพราะเครียดจนอยากทำอะไรซักอย่าง วันนี้หากเพื่อนร่วมคณะมาเห็นอาจจะต้องขยี้ตาหรือแอบถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินยุนกิแต่งตัวสดใสที่สุดในรอบสามปี หรืออะไรเทือกนั้น



การสวมเสื้อสีขาวดำมาตลอดจนชิน มาถึงงวดนี้แล้วไอ้ความรู้สึกไม่มั่นใจมันตีขึ้นมาแปลกๆ



อันที่จริงก็ไม่จำเป็นหรอกกับการต้องเปลี่ยนสไตล์ตัวเองเพราะคนที่ไปด้วย และเขาไม่ได้เลือกตัวนี้มาเพราะจอนจองกุกเพียงคนเดียว แต่เพราะไหนๆ ก็กัดสีผมมาแล้ว จะลองอะไรต่างไปจากเดิมคงไม่ใช่เรื่องแย่นัก



ระหว่างทางแอบแวะซื้อขนมปังที่สถานี นั่งรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายตอนเก้าโมงห้าสิบ



เป็นนิสัยไปแล้วว่าต่อให้ไม่อยากออกจากบ้านขนาดไหน หากมีนัดก็ต้องถึงก่อนเวลาอย่างต่ำห้านาที อาจจะดูเครียดไปบ้างแต่เขาค่อนข้างหวงเวลาส่วนตัวและขี้หงุดหงิดหากคนอื่นมาช้า นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ดี เพราะจอนจองกุกจะมาตรงเวลาเป๊ะไม่ก็ก่อนเล็กน้อย โดยภาพรวมสามารถคุยกันได้แบบไม่มีเรื่องให้นึกขัดใจ



ทว่าพอกวาดตามองรอบๆ ถึงเห็นว่าเด็กหน้าคุ้นๆ สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ยืนกดมือถือรออยู่ก่อนแล้ว จากมุมนี้อดยอมรับไม่ได้ว่ามันหน้าตาดีรูปร่างดี กระเป๋าใส่กระดานวาดรูปที่โคตรจะเกะกะสำหรับคนตัวเล็กดูเข้ากับจองกุกแบบน่าประหลาด ยิ่งยิ้มนิดหน่อยใส่หน้าจอโทรศัพท์ก็ทำให้สาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองกันเหลียวหลัง 



จะโตเกินเด็กม.ห้าไปหน่อยมั้ย



คล้ายจะรู้ว่ามีคนจ้องถึงได้เงยหน้ามาตามทิศนั้น เจ้าตัวทำตาโตกว่าปกตินิดหน่อย เห็นหรอกว่ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนตกใจปนไม่เชื่อ เขาเผลอตัวหยุดเดินอัตโนมัติเพราะไม่ชินกับการโดนจ้องแบบนี้เท่าไหร่ ไม่สิ... ทำผมสีฟ้าก็เคยมาแล้ว แต่นั่นมันคนอื่น ไม่ใช่เด็กติวที่ต้องดูแลไปจนกว่ามันจะสอบติดหรือเลิกเรียน



ไม่รู้ตีความไปว่าอะไร แต่เด็กจองกุกพิมพ์โทรศัพท์รัวมาก ไม่กี่วินาทีถัดมาข้อความก็ส่งมาถึงเขา



‘พี่ย้อมผมเหรอครับ? คือคนเสื้อน้ำเงิน ใส่หมวกน้ำตาลรึเปล่า? หรือผมจำผิด?’



แถมยังเหลือบมองด้วย



โอเค... คือไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเขาจะโผล่มาในสภาพนี้



ยุนกิก้าวเท้าไปหา ยกมือทักทายพอเป็นพิธี เด็กติวสุดเชื่องยังมีสีหน้าตกอกตกใจอยู่มากพอตัว จ้องแบบไม่คิดซักนิดว่ามันเสียมารยาทอยู่หน่อยๆ “ทำไม มองไรนักหนา”



พอทักก็สะดุ้งอีก



“เปล่า เปล่าครับ คือ... ปกติพี่ใส่แต่สีขาวดำ... แล้วก็ผมดำ”



เสียงสั่นด้วย ให้ตาย นี่มันทำให้เขาอยากซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนมันตรงนี้เลยจริงๆ นะ ว่าแล้วว่าต้องไม่เข้า แต่ก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองเป็นก้อนความมืดมนเดินไปเดินมาอยู่กลางเมืองนี่หว่า อีกอย่างคือวันนี้แดดค่อนข้างร้อน ขืนยังใส่ดำอีกมีหวังหน้ามืดล้มตายอยู่กลางทาง 



เขามองตาโตๆของน้องอีกรอบ ก่อนจะถอนหายใจจนหมดปอด “ขอไปซื้อเสื้อใหม่แป๊ป”



“เฮ้ยพี่ ไม่ๆ แบบนี้ดีแล้ว”



จองกุกรีบยื่นมือมาจับต้นแขน ดึงไว้จนเซถอยกลับมานิดหน่อย เขาหันกลับไปมองด้วยสายตาตำหนิถึงจะได้คำขอโทษกลับมา แต่เหมือนคนเด็กกว่าจะสติหลุดไปแล้วถึงได้ทำหน้าทำปากแปลกๆ จนเห็นฟันกระต่ายชัดเจน อ้าหุบอ้าหุบอยู่แบบนั้น 



“เป็นอะไร?”



“คือ... ผมว่าแบบนี้ก็เหมาะกับพี่ดี”



เป็นประโยคที่ไม่คิดว่าจะได้ยินเท่าไหร่ ถึงได้เบะปาก จับชายเสื้อยืดเหมือนรังเกียจมันเต็มทน “เหรอ ไมไ่ด้ใส่สีสดมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว แปลกๆ”



“ไม่ๆ น่ารักดีออก”



…น่ารัก?



ยุนกิเลิกคิ้ว มองเด็กมัธยมปลายเหมือนจะให้อธิบายประโยคเมื่อครู่ 



“หมายถึง ดูวัยรุ่นดีครับ ดูเด็กกว่าผมอีก” เด็กกระต่ายคว้าถุงกระดาษในมือเขาไปถือเหมือนลนจนทำไปโดยไม่รู้ตัว โดยส่วนมากเด็กผู้ชายที่ทำแบบนี้มีแต่พวกเด็กนิสัยดีชอบช่วยแม่ อาจารย์หรือคนแก่กว่าถือของเป็นประจำ ไม่ก็ติดนิสัยตอนเดินเที่ยวอยู่กับแฟนสาว



ปัญหาคือเขาเป็นผู้ชาย และแก่กว่าแค่สี่ปี เป็นแค่พี่ติวที่เคยเจอหน้ากันสี่ครั้ง “ไม่ต้อง เก็บมือไปถือให้แฟนเหอะ”



มันยิ้มแหย รีบปล่อยแล้วถูแขนแก้เก้อ



“ขอโทษครับ”



มินยุนกิถอดหมวกเก็บเข้ากระเป๋าทันทีที่เดินเข้าไปในเขตหอศิลป์ เดินตรงเข้าไปดูส่วนประชาสัมพันธ์ด้านหน้าว่าช่วงนี้มีอะไรจัดแสดงอยู่บ้าง กวาดตามองตั้งแต่ชั้นล่างสุดยันบนสุดโดยมีจองกุกยืนเจี๋ยมเจี้ยมไม่รู้เรื่องรู้ราวเป็นฉากหลัง นึกเสียดายนิดหน่อยที่เมื่อวานซืนมีพิธีเปิดงานไปแล้วแต่เขาติดถ่ายงานเลยไม่ได้มา 



ตาตี่ๆ เหลือบมองเจ้าเด็กกระต่ายตาใส ใช้นิ้วชี้ไปที่โปสเตอร์ทีละใบ “สนใจอะไรเป็นพิเศษมั้ย? มีรวมๆ งานเพ้นท์ ชั้นบนมีงานเซรามิค แล้วก็ภาพถ่ายอยู่บนสุด หรือจะเดินดูทีละชั้น มีเวลาสองชั่วโมงแล้วไปกินข้าวก่อนค่อยกลับไปเรียน”



คนฟังเงียบไปไม่กี่วิ ตอบกลับมาแบบเสียงไม่มั่นใจเท่าไหร่ “เดินทีละชั้นก็ได้ครับ”



ยุนกิพยักหน้า ตัดสินใจวนไปหางานจิตรกรรมก่อนเพราะดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด มันไม่ใช่หน้าที่เขาที่ต้องมาอธิบายให้ใครต่อใครฟังก็เลยเดินดูของตัวเองไปเรื่อย หยิบกล้องมิลเลอร์เลสคู่ใจขึ้นมาถ่ายทั้งผลงานที่ชอบและบรรยากาศโดยรอบ หันไปทางนู้นทีทางนี้ที หมุนปรับแสงลองถ่ายจนกว่าจะพอใจ



ผ่านไปราวสิบห้านาที ถึงเห็นสีหน้ามึนตึ้บของเด็กอายุสิบเจ็ดผ่านเลนส์



ถือโอกาสถ่ายเก็บไว้ไปสามรูป ท่าทีงงๆ เหมือนเจอสูตรเลขเรียงเป็นพรืดนั่นมันตลกชะมัด



“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”



“…งง”



“งง?”



กระเป๋ากระดานถูกย้ายมาสะพายอีกข้าง ใบหน้ามุ่ยๆ นั่นไม่เชิงว่าไม่พอใจ แต่เหมือนงงจนจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลยมากกว่า อีกนิดนึงคงหัวระเบิดแล้ว “ผมดูไม่ออก ไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน”



“ถ้าหมายถึงคอนเซ็ปต์งานก็อ่านป้ายไป หรือหมายถึงต้องเอาอะไรไปใช้เรียนบ้าง?”



“อย่างหลังครับ”



อ๋อ ยังเป็นประเภททำเพื่อสอบ 



แต่ก็ไม่แปลก ของพวกนี้ถ้าไม่มีพื้นฐานก็จะยืนเคว้ง จะเริ่มอินกับงานแสดงก็ต่อเมื่อเริ่มรู้หรือสนุกกับเทคนิค แถมมันอยากเรียนถ่ายรูปไม่ใช่วาดรูป คงกะจะทำให้ผ่านไปจบๆ มากกว่าจะทุ่มสุดชีวิตเหมือนคนอีกประเภทล่ะมั้ง



ยุนกิออกแรงดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายให้เดินตามไปยังภาพที่อยู่ฝั่งริมสุด เป็นงานสีอะคริลิกบนแผ่นไม้ ขนาดแต่ละชิ้นไม่ถึงหนึ่งเมตรแต่ก็ใกล้เคียง “เริ่มจากอันนี้ก่อน ถ้าไม่สนใจเนื้อหา สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือจัดองค์ประกอบรูป เดี๋ยวจะสอนอีกทีแต่วันนี้ดูจากงานไปก่อน โดยทั่วไปต้องมีจุดเด่น จุดรอง ระยะหน้ากลางหลัง ซึ่งจะใช้เส้น สี หรืออะไรก็ตามในการสร้างมันขึ้นมา”



มือขาวๆ ชี้ไปทางงานตรงหน้า 



“จุดเด่นคือจุดสำคัญที่สุดของภาพ เป็นจุดรวมสายตา งานชิ้นนี้อยู่ตรงกลางเป๊ะ แต่ถ้าเป็นชิ้นข้างๆ นี่...” ใบหน้าพยักเพยิดไปทางผลงานชิ้นทางขวา จองกุกมองตามอัตโนมัติ “คนทางขวาคือจุดเด่น ถ้ามีแค่นี้ภาพจะถ่วงหนักไปด้านเดียวหมด เลยต้องมีส่วนดึงสายตาไล่ลงมาคือจุดรองทางซ้ายตรงนี้ ทำให้โดยรวมสมดุลขึ้น”



คนฟังลนลานจะหยิบสมุดขึ้นมาจด แต่โดนแตะกระเป๋าไว้เป็นเชิงห้าม



“อย่าเพิ่ง บอกแล้วว่าจะสอนอีกรอบ ดูไปก่อน”



“อ่า ครับ”



“คร่าวๆ ก่อนก็แค่สามอย่าง จุดเด่นจุดรองกับระยะ ถ้าชินมือแล้วมันจะเมมเข้าสมองอัตโนมัติว่าต้องใส่อะไรไปตรงไหนบ้าง เส้นนำสายตาควรไปยังไง ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดมาก ดูไว้ก็พอว่าศิลปินคนอื่นจัดองค์ประกอบยังไง ส่วนที่ต้องทำคือฝึกเยอะๆ ทำเยอะๆ สเก็ตช์มาเดี๋ยวดูให้” 



จากโหมดเด็กมหาวิทยาลัยมาเดินเล่นวันหยุดกลายเป็นพี่ที่จริงจังกับการสอนยิ่งกว่าใคร ปากก็พูดไม่หยุดแถมบ่นอุบอิบว่าพอไม่มีกระดาษแล้วสอนยาก แต่ก็จับลากเดินไปทั่วทั้งห้องจนครบทุกชิ้น สั่งให้ถ่ายรูปผลงานพวกนี้เก็บเอาไว้ศึกษาเอง 



ข้อมูลหลายต่อหลายอย่างในหัวเริ่มตีกันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก จอนจองกุกจำได้แค่ว่าต้องจัดรูปให้สมดุล ส่วนไอ้จุดเส้นสีเทคเจอร์อะไรใดใดเป็นแค่เสียงเลือนลางอยู่ในหัว ตาเริ่มพร่าพอๆ กับหัวที่ตื้อไม่พร้อมรับความรู้เพิ่มเติม ได้แต่ก้าวขาตามพี่ต้อยๆ มือคีบโทรศัพท์ไว้ถ่ายเก็บไปดูที่บ้าน



สองชั่วโมงเป๊ะกับการดูงาน สำหรับพี่ตัวขาวที่เคยชินกับอะไรแบบนี้ไม่ต่างกับเดินเที่ยวเพลินๆ หาความรู้ใส่หัว พอมองกลับมาหาเด็กเพิ่งเหยียบหอศิลป์นี่เหมือนคนละขั้ว ทั้งหน้าซีดทั้งตาลอย 



จนยุนกิหันมาถามว่าอยากกินอะไรเป็นมื้อกลางวัน แค่นั้นก็เหมือนได้รับพลังชีวิตกลับมาเต็มหลอดอีกรอบ เอ่ยตอบด้วยเสียงกระตือรือร้นตัดจากตอนเดินอยู่ด้านในเป็นคนละคน 



“เนื้อย่าง!”



“ไม่เอาบุฟเฟ่ต์ กินอิ่มเดี๋ยวง่วง”



หน้าสลดลงนิดหน่อย แต่ยังโอเคอยู่ “อยากกินเนื้อ”



คนพี่เหลือบตามอง เด็กมัธยมที่เข้าร้านเนื้อย่างได้นี่ต้องได้ค่าขนมเดือนละเท่าไหร่



แต่ดูจากข้าวของที่ใช้ ผิวก็ดี ก็คงถือว่าบ้านมีฐานะในระดับหนึ่ง... ไม่รวมมารยาท คำพูดคำจา หรือนิสัยอื่นที่พอจะบ่งบอกได้ว่าได้รับการสอนในสภาพสังคมที่เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้คุณหนูจนน่ารำคาญหรอก ดูกินง่ายอยู่ง่ายจะตาย



“งั้นก็ไป พี่จะกินอย่างอื่น เจอกันบ่ายหนึ่งร้านเดิมแล้วกัน” เขายักไหล่แล้วเดินเลี้ยวไปทางร้านข้าวหน้าหมูทอดราคาไม่ถูกไม่แพง อันที่จริงจะกินเนื้อก็ได้แต่ช่วงนี้อยากเก็บเงินไว้ซื้อเลนส์ใหม่มากกว่า อะไรที่ประหยัดได้อย่างค่ากินค่าของจุกจิกไร้สาระก็ควรงด โดยเฉพาะกาแฟที่ดื่มแทนน้ำเปล่า พองดได้ก็มีเงินเหลือมากกว่าเดิมวันนึงพอตัว



จอนจองกุกอ้าปากค้าง วิ่งตามต้อยๆ เหมือนลูกกระต่าย



“พี่อะ อย่าเพิ่งทิ้งผมสิ”



นี่ติวเด็กหรือเลี้ยงลูก



“ทิ้ง?” มือขาวยกขึ้นแตะประตูอัตโนมัติหน้าร้าน เดินดุ่ยๆ เข้าไปทางที่นั่งสำหรับสองคนที่พนักงานผายมือเดินถือเมนูนำไป จัดการแขวนกระเป๋ากับถุงกระดาษไว้ที่พนักเก้าอี้แล้วตะปบหาของที่อยากกิน “ไม่ได้ทิ้งซะหน่อย กินข้าวคนเดียวไม่ได้รึไง”



“อือ ไม่ค่อยชอบกินในร้านคนเดียวครับ”



มันพยักหน้า เปิดเมนูอยู่ไม่กี่ทีก็จิ้มสั่งหมูทอดไส้ชีส ยิ้มนิดหน่อยใส่พนักงานตามมารยาท



ยุนกินั่งเท้าคาง ตอนแรกว่าจะนั่งสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบรูปเลยแต่พอเห็นสีหน้าเหมือนกระต่ายหิวหันซ้ายทีขวาทีก็สรุปได้ว่าคงไม่พร้อมรับฟังอะไรทั้งนั้น ประเดี๋ยวเดียวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบแชทยิกๆ แล้วคว่ำหน้าจอลงกับโต๊ะคล้ายไม่อยากให้เห็น พอกันกับเขาที่เวลาอยู่กับคนอื่นจะไม่หยิบมือถือขึ้นมาเท่าไหร่ แต่เพราะมันเสียมารยาทมากกว่าหวงเรื่องส่วนตัว




“แถวนี้มีหอศิลป์อีกที่สองที่ ว่างๆ ก็ชวนเพื่อนไปดูแล้วกัน”



“แล้วพี่...?”



“หัดไปเองบ้าง” ว่าแล้วก็ถอดหมวกออก ใช้มือปัดผมสองสามทีให้เข้าที่เข้าทาง แต่เหมือนจะจัดยังไงก็ยังรู้สึกแปลกๆ ที่หนังหัวจนเผยอเม้มปากขมวดคิ้ว ยังไม่ทันจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องแทนกระจกก็มีมือยื่นมาคีบผมกระจุกที่เป๋ผิดทิศให้กลับไปเป็นทรงเดิม “...ขอบใจ”



จองกุกยิ้ม “กัดสีนี้ผมไม่เสียเหรอครับ”



“เสียดิ ร่วงด้วย”



“อ้าว”



“วันนั้นเครียด เลยเดินเข้าร้าน แสบหัวสะใจดี” อาจจะแปลกไปหน่อยแต่นี่เป็นวิธีคลายเครียดในแบบของเขานั่นแหละ... เรียกได้ว่าเข้าร้านปุ๊ปก็หลับตั้งแต่สระผม ยันนั่งให้ทำสี จนสระอีกรอบ จนกลับมาตัด นอนไปยาวๆ เกือบสามชั่วโมง กว่าจะได้กลับหอก็ลืมชื่อตัวเองไปแล้ว สะลึมสะลือเกือบชนเสาไปหลายรอบ 



แน่นอน ได้รับสีหน้าบรรยายยากกลับมา “พี่ตลกกว่าที่คิดเยอะเลย”



“…ตลก?”



“ก็ตอนแรกดูดุมาก ขู่ด้วยว่าการบ้านเยอะ แต่ก็ใจดีออก”



ไม่ใช่คนแรกหรอกที่พูดแบบนี้ แต่ที่เลิกคิ้วแปลกใจนั่นเป็นเพราะออกมาจากปากเด็กกระต่ายขี้กลัวตรงหน้ามากกว่า เจอครั้งแรกก็ตัวสั่นงันงก มาตอนนี้ดันพูดเสียเต็มปากเต็มคำว่าเขาใจดีเนี่ยนะ? “อยากกินขนมรึไง”



“โห่พี่ ผมไม่ได้ตะกละขนาดนั้นนะ ยิ่งเรียนยิ่งอ้วนเนี่ย”



ยุนกิหัวเราะ ยิ้มกว้างจนตาหยี “กล้าเถียงแล้วนี่ แสดงว่าเอาของกินล่อได้ผล”



“นิดนึงก็ได้ครับ มีคนป้อนข้าวล่าสุดประถมมั้ง พี่อะยัดไม่ยั้งเลย” ว่ากันตามตรงคือครั้งแรกก็แอบตกใจนิดหน่อยที่ขนมจ่อมาให้ถึงปาก ถึงเขาจะเป็นน้องคนสุดท้องแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเคยชินกับการโดนผู้ชายที่เจอกันครั้งสองครั้งทำแบบนี้ใส่หรอกนะ พอเหลือบมองสีหน้าปกติก็ตีความไปทางว่าอีกฝ่ายคงทำแบบนี้จนชิน รู้ตัวอีกทีการอ้าปากรับก็ไม่น่าตะขิดตะขวงใจเท่าไหร่ ชอบด้วยซ้ำเพราะมือไม่เลอะ 



แต่ดันได้สายตาแบบงงๆ กลับมาซะงั้น



“นี่ไม่รู้ตัวเหรอ?” จองกุกเงยหน้ามอง พอดีกับที่พนักงานเอาข้าวของคนพี่มาเสิร์ฟ เจ้าตัวถึงจับตะเกียบมาแยกออกแล้วคว้าขวดซอสไปเทราดแบบไม่กลัวเป็นโรคไต “ถ้าจับช้อนเองจะไม่ยอมวาง เลยคิดว่าป้อนดีกว่าจะได้กินไปวาดไปได้ อีกอย่างพวกนี้เรียนแล้วมือเลอะ อย่าหยิบของกินเลย”



เออ ดูตะกละจริงด้วย...



ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ กลับไปแบบสำนึกผิดนิดหน่อย





∞  ∞  ∞








เพราะเพิ่งเกริ่นเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพไป ถึงได้ลัดคิวมาสอนอันนี้แทนที่จะเป็นวาดเส้นแบบที่คิดไว้ สำหรับคนพูดน้อยต่อยหนักแล้วการนั่งอธิบายอะไรยาวๆ ไม่ใช่สิ่งที่ถนัดเท่าไหร่ อาจเป็นโชคดีที่จองกุกค่อนข้างหัวไวถึงได้นั่งพยักหน้า ถามอะไรก็ตอบได้ เหลือก็แค่ให้การบ้านกลับไปทำเอง



“การบ้าน เริ่มจากจัดรูปแบนๆ สองมิติก่อน ไปสเก็ตช์มาสี่อัน ให้มีจุดเด่นจุดรองนะ”



เจ้ากระต่ายจดยิกๆ ลงสมุด พยักหน้าแบบไม่มองซักนิด “ครับ”



ส่วนคนพูดก็ใช้หลอดคนกาแฟไปเรื่อย 



“ขนาดซัก... หกคูณแปดนิ้วไปก่อน ส่งอาทิตย์หน้า แต่ถ้าไม่เข้าใจหรือจะให้ดูก่อนก็ส่งมา” ว่าพลางเคาะโต๊ะสองสามทีเพราะนึกไม่ออกว่าต้องมีอะไรอีก สุดท้ายเลยคว้าสมุดของเด็กติวไปดูแล้วยื่นคืน “ซื้อสีโปสเตอร์มาด้วย หลักๆ เอาแม่สีสามสี แล้วก็ขาวดำ พู่กันสามสี่อันแล้วแต่ถนัด ที่เหลือชอบสีไหนก็ตามใจ”



ที่จริงควรปรับให้เด็กนี่ฝึกคิดเรื่องครีเอทีฟด้วย แต่สำหรับคนไม่มีพื้นฐานหรือคลังข้อมูลในหัวเลยก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาให้คิด จัดรูปก็ยังไม่ได้ ลงสีก็ยังไม่เป็น ขืนข้ามขั้นคงได้งงตาย ถึงสอบเข้าไปได้คะแนนตอนเรียนปีหนึ่งปีสองก็คงเละเป็นปุ๋ย



เพราะโรงเรียนทั่วไปไม่ค่อยเน้นวิชาศิลปะเท่าไหร่ พอเด็กเพิ่งรู้ว่าตัวเองสนใจก็ปาไปม.ห้าม.หก กวดวิชาได้แค่สัปดาห์ละวันสองวัน ถ้าไม่ฟิตขนาดฝึกเองก็จะได้วาดแค่หุ่นนิ่งตั้งโดดๆ ชิ้นสองชิ้น พอเป็นแบบนั้นเข้ามหาวิทยาลัยไปวันแรกอาจโดนให้งานแบบตั้งหุ่นกลางห้องสุมๆ ทีเดียวเป็นสิบอันให้นั่งล้อมเลือกมุมเองครอปภาพเอง ถ้าพื้นไม่แข็งก็ช็อกตาตั้งคะแนนออกมาทุเรศทุรัง



ปัญหาที่ตามมาคือจองกุกขยันกว่าที่เขาคิด เพราะแบบนั้นเวลาสามชั่วโมงต่อสัปดาห์มันไม่พอแน่ๆ หากจะเรียนควบสองอย่าง แต่การจะออกปากบอกให้เพิ่มเวลาทั้งที่ค่าเรียนก็มากกว่าค่าขนมทั้งสัปดาห์ของเด็กมัธยมทั่วไปก็ดูจะขูดรีดไปหน่อย ได้แต่ขอให้มันเป็นคนออกปากเองเหมือนคราวก่อน




กลัวจะทำได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ ทั้งสองอย่าง



แต่นี่แค่เพิ่งเริ่ม เขาไม่ควรเป็นฝ่ายเร่งการสอนเองเสียหน่อย



มินยุนกิเผลอตัวเม้มปาก ก้มหน้าก้มตาหมุนหลอดไปเรื่อยตามประสาคนคิดอะไรในหัวเพลินๆ จนจองกุกแหงนมองหน้าเกือบแนบโต๊ะถึงได้สะดุ้งแล้วบอกให้เอากระดานขึ้นมา จัดการดูการบ้านที่สั่งไปแล้วแก้ให้นิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จ



โจทย์ของวันนี้คือการฝึกขึ้นโครงสร้าง



สัปดาห์ก่อนสอนวิธีวัดบนกระดาษไปแล้ว งวดนี้เจ้าตัวถึงเอาถ้วยดินเผาสูงเกือบๆ หนึ่งคืบมาตั้งอยู่มุมสุดของโต๊ะอีกฝั่ง แล้วให้จองกุกหัดเทียบสัดส่วนการโดยเหยียดแขนตึงไปข้างหน้า หลับตาหนึ่งข้าง กำดินสอให้ตั้งขึ้นใช้ปลายนิ้วโป้งจิกวัดความสูงแล้วเอียงข้อมือให้ดินสอเป็นแนวนอนเทียบกับความกว้าง ทำแบบนี้ก่อนนำมาร่างลงบนกระดาษ ตอนทำให้เห็นน่ะไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จ แค่สีหน้าคนเรียนมันเหมือนโดนสั่งให้แก้โจทย์ฟิสิกส์



บอกเลยว่างง



นอกจากงงแล้วยังอายอยู่นิดหน่อย



“จะวาดไม่วาด?”



มันค่อนข้างประหลาดกับการที่เขาต้องมาเอาดินสอยื่นไปยื่นมากลางร้าน จะเหยียดแขนก็รู้สึกกระดากอาย จนโดนสายตาดุๆ มองมาพร้อมจับแขนให้ไปตรงๆ ล็อคคอล็อคมือ พอขึ้นอันจิ๋วได้หนึ่งอันสัดส่วนถูกต้องก็เปลี่ยนเป็นถ้วยกาแฟหรือกระถางต้นไม้ประดับโต๊ะของร้านแทน



ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงถ้วยนั้นถึงกลับมาตั้งอีกรอบ งวดนี้คำสั่งคือการวาดให้ขนาดใหญ่เท่าของจริงคือราวหนึ่งคืบบนแผ่นกระดาษ ตอนแรกสุดที่ให้ฝึกวัดน่ะไม่มีปัญหาหรอกเพราะแค่ต้องการให้จับดินสอเทียบได้ แต่พอมาขึ้นรูป... สารภาพว่าเบี้ยวตั้งแต่เส้นแกนกลางเส้นแรกที่ขีด



“ลบ เอาใหม่”



“ครับ”



แค่เส้นเดียว... เส้นตรงกลางเส้นเดียวก็ปาไปสิบนาทีจนอีกคนเริ่มกุมขมับ เป็นทุกคนเลยสิพับผ่า “เอางี้ วิธีโกง... วัดจากขอบกระดาษไปเลย อย่างอันนี้ที่ขีดไว้คือห่างเข้ามาดินสอครึ่ง ก็วัดตรงปลายเส้นให้มันเท่ากันก่อนค่อยลาก”



เหมือนได้รอยยิ้มโล่งอกกลับมาบอกไม่ถูก 



หรือไม่ควรบอกวิธีนี้วะ...



แต่ก็ไม่กล้าพูด สมัยตอนโดนพ่อสอน เขาพับกระดาษหัวท้ายแล้วลากตามรอยพับด้วยซ้ำ อย่างไรเสียกระดาษปรู๊ฟมันก็ยับง่ายคลายง่าย บางทีมันก็ต้องขี้โกงกันบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ให้ใช้ไม้บรรทัดก็แล้วกันน่า “อย่าทำบ่อย ให้เช็คได้แต่หัดขีดเองด้วย”



ฟันกระต่ายโผล่ออกมาตอนน้องม.ห้ายิ้มเขิน 



เจ้าเด็กติวนั่งโยกหัวไปมาตามเพลงที่ร้านเปิด เหยียดแขนวัดนู่นวัดนี่แบบเกร็งๆ นิดหน่อยแล้วเริ่มต้นร่างจากโครงรอบๆ ก่อนค่อยลงรายละเอียดตามที่ทำให้ดู อดนึกถึงบรรดาเด็กบางคนที่เคยสอนมาไม่ได้ บ้างทำยังไงก็ไม่ได้ กลับกันบางคนแค่เห็นก็นึกภาพออกแล้วลงมือทำทันที



ไอ้เรื่องเซนส์กับความเร็วในการทำความเข้าใจนี่มันโคตรส่งผล...



มินยุนกินั่งมองไปอีกซักพักจนคิดว่าโอเคแล้วถึงได้หยิบกล้องตัวเล็กคู่ใจออกมา กดดูไปเรื่อยเปื่อยว่าวันนี้ตัวเองถ่ายอะไรมาบ้าง ลงมือถ่ายเครปเค้กสตรอเบอร์รี่สีสันสดใสตรงหน้า แต่อันนี้เขาไม่ได้สั่งหรอกนะ พี่จินเจ้าของร้านบอกว่าทดลองทำสูตรใหม่เลยให้มาฟรีๆ สองชิ้น แน่ล่ะว่าอร่อยถูกปากถึงได้ถ่ายเก็บไว้



เขาตักเค้กคำใหญ่ เรียกชื่อสั้นๆ ให้มันหันมาอ้าปากรับ แล้วยกกล้องมาถ่ายเจ้าเด็กกระต่ายตอนเคี้ยวจนแก้มตุ่ย 



ผลคือโดนหันมาทำตาโตใส่ “อี้? อ่ายอ๋มอ๋อ?”



รูปที่โชว์อยู่บนหน้าจอกล้องถูกพลิกหันไปหา จองกุกคว้าแก้วชานมไข่มุกมาดูดอึกใหญ่แล้วโวยวายนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขนาดบอกให้ลบ เขารู้สึกว่ามันตลกดีเลยตัดสินใจเก็บเอาไว้แล้วหันไปสนใจสิ่งที่น้องกำลังวาดต่อ พอมาแบบนี้ก็เห็นตีกรอบตีอะไรเรียบร้อย แค่เส้นยังเอียงบ้างเบี้ยวบ้างต้องค่อยๆ ปรับไป



โดยรวมก็ไม่ได้แย่นักหรอก 



คิดไม่ผิดว่าเด็กนี่มันเซนส์ดี




หน้าที่ของเขาคือทำให้น้องสอบติด ไม่ใช่ติดแบบหุ่นยนต์ทำเป็นแค่โจทย์แต่พลิกเพลงไม่เป็นเอาชีวิตในมหาลัยไม่รอด อย่างไรเสียพื้นฐานก็ต้องแน่นพอจะเอาไปประยุกต์ในวิชาอื่นได้ และความอยากเรียนของเจ้าเด็กนี่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ว่านอกจากจะสอบติดแล้วยังต้องได้คะแนนเป็นลำดับต้นๆ



จะบอกว่าเห็นความไปได้ก็ไม่เชิง



ซึ่ง ก็ไม่ควรแสดงออกว่าคาดหวังอีกนั่นแหละ 



สำหรับคนโดนน่ะมันไม่สนุกเลยซักนิด



ผ่านไปอีกราวสิบห้านาทีก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ติดที่อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสี่โมงเย็น... โดยทั่วไปเด็กปกติจะใช้เวลาในการขึ้นโครงครั้งแรกจนแก้เสร็จอย่างต่ำก็ชั่วโมงครึ่ง แต่สำหรับจอนจองกุกแค่สี่สิบนาทีก็ออกมาพอดูได้แม้จะยังไม่สมบูรณ์ เขารอจังหวะจนตาซื่อๆ นั่นหันมามอง ถึงชี้ไปตรงวงรีที่ขอบถ้วยกับฐาน “รวมๆ ได้แล้ว แต่วงรีเบี้ยว ความหนาของขอบยังไม่เท่ากัน ลองลากใหม่”



คนสอนเหลือบมองนาฬิกา



อีกครึ่งชั่วโมง ไม่ทันสำหรับการเริ่มลงเงาแล้วปล่อยค้างไปหนึ่งสัปดาห์



พอจองกุกแก้ไปอีกราวสิบนาที เขาถึงหยิบกระดานมาวางบนตักตัวเองแล้วจัดการใช้เมจิกสีแดงขีดเส้นโครงส่วนที่เบี้ยวสองสามจุดให้เห็น มือขาวๆ บีบคลิปด้านบนเพื่อดึงกระดาษออก ก่อนยื่นกลับไปให้เริ่มต้นร่างใหม่อีกรูป 



ตอนแรกคิดว่าจะได้ยินเสียงโอดครวญ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการพยักหน้าแล้วเริ่มวาดใหม่แบบไม่บ่นซักคำ



และทำเสร็จภายในยี่สิบห้านาที แน่นอนว่ายังเบี้ยวแต่พอรับได้



“จองกุก”



“ครับ?”



“ไม่เคยเรียนมาก่อนจริงๆ เหรอ?”



คนฟังทำหน้างงใส่ “เคยเฉพาะในคาบศิลปะที่โรงเรียนครับ แต่ครูแค่ให้วาดตามรูปเฉยๆ ไม่เคยวาดจากของจริง แล้วก็มีสีน้ำสีโปสเตอร์นิดหน่อย” แถมพูดจบจ้องจานเซรามิคเป็นเชิงอยากกินเค้กคำสุดท้ายที่เหลือ เป็นเวรเป็นกรรมให้พี่เลี้ยงต้องป้อนอีก “ทำไมเหรอครับ ผมทำไม่ได้เลยเหรอ”



“ไม่ๆ” ยุนกิถือส้อมค้างไว้แล้วโบกมือไปมา “ทำได้เร็วกว่าที่คิด เลยสงสัยนิดหน่อย”



เด็กอายุสิบเจ็ดนิ่งไปนิดหน่อยแล้วคลี่ยิ้มกว้าง 



ถึงจะไม่ใช่คำชมตรงๆ แต่ก็อดดีใจไม่ได้



เหมือนตัวเบาๆ บอกไม่ถูก



มันค่อนข้างแปลกสำหรับคนที่ทำได้ดีในเกือบทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน บวกเข้ากับนิสัยและรูปร่างหน้าตาแล้วจะกลายเป็นจุดสนใจหรือจุดศูนย์กลางก็ไม่ผิด เรื่องคำชมน่ะได้ยินจนชินหูแล้ว ทว่าพอมาจากปากพี่คนนี้...ไอ้ความรู้สึกดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นดันตีตื้นขึ้นมาง่ายๆ



เรียนมาครั้งนี้ครั้งที่สี่ ไม่เคยโดนชมซักรอบ แถมยังแสดงออกเหมือนเขาเป็นเด็กน้อยตลอดเวลา



“ไม่ต้องเหลิง นี่แค่พื้นฐานของพื้นฐาน”



เหมือนกำลังลอยแล้วโดนตบลงพื้น



ยุนกิหัวเราะกับสีหน้าหงอยๆ คว้ากระดานมาเขียนการบ้านเหมือนเคย “วาดชามเบี้ยวๆได้อันเดียวอย่าเพิ่งดีใจ ถึงเวลาจริงอาจารย์ตั้งหุ่นให้เป็นสิบๆ กาน้ำร้อน รูปปั้นคน ผ้า ดอกไม้ ผลไม้ วางสุมเต็มโต๊ะไปหมด” 



ไม่ใช่แค่ตบ เพราะมีเหยียบซ้ำด้วย



“พี่อะ...”



“โอ่เอ๊ ไม่ต้องร้อง วันนี้เป็นเด็กดีงั้นเอาไปชิ้นเดียว” แฟ้มใสแบบแข็งรูปร่างหน้าตาเหมือนถูกหยิบออกมา ถึงเห็นหม้อดินเผาที่มีที่จับยื่นออกมานิดหน่อยเวอร์ชั่นลงแสงเงาเรียบร้อยเนียนกริบ “ทำตามรูปนี้มา แล้วงวดหน้าจะเริ่มวาดจากของจริง ส่งโครงวันอังคารเหมือนเดิม ทำได้ก็ทำไปก่อน อย่าเล่นเกมหนักล่ะ”



จอนจองกุกรับมาใส่ลงไปในกระเป๋ากระดานแบนๆ สีดำ ก้มหน้าลงดูดชานมให้หมดแก้ว 



ไม่ค่อยอยากให้ย้ำเรื่องเล่นเกมเท่าไหร่ ยังขนลุกไม่หาย



“แล้วที่บอกว่าจะย้ายที่เรียน...”



“อ๋อ เออว่ะ สรุปจะไปที่หอพี่หรือไปคณะ?”



ถามเสร็จปุ๊ปมันสวนกลับไม่คิด “หอพี่”



“งั้นเจอกันที่สถานีเที่ยงสี่สิบ อย่าลืมกินข้าวมาก่อน” ยุนกิกวาดของทุกอย่างลงกระเป๋า รวมไปถึงห่อเครื่องปั้นดินเผาอันเล็กกลับเข้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วยัดใส่ถุงกระดาษ รับค่าสอนของสามชั่วโมงมาก่อนเดินไปจ่ายเงินในส่วนชั่วโมงที่เกินให้เรียบร้อย พูดคุยกับเจ้าของร้านพอเป็นพิธีว่าเค้กอร่อยพอจะเอาลงเมนูได้เลย



พอก้าวขาออกพ้นประตูร้านถึงเห็นว่าคนเด็กกว่ากำลังล้วงหาอะไรซักอย่างในกระเป๋า



จองกุกเม้มปาก ขมวดคิ้ว สีหน้าน่าเอ็นดูน้อยเสียเมื่อไหร่



“ทำของหายเหรอ?”



มันตอบเสียงอู้อี้ “เปล่าครับ ไม่น่าหาย แค่ของรก” มือควานๆ หาต่ออีกเกือบนาทีถึงหยิบกล่องเล็กๆ แบนๆ ขนาดไม่ถึงคืบออกมา ห่อด้วยกระดาษสีดำด้านปั๊มลายดูดีมีราคาบอกไม่ถูก ยังไม่ทันจะปริปากถามก็ถูกยื่นมาให้ซะงั้น



“อะไร?”



“ไม่รู้เหมือนกันครับ แม่ฝากมาให้”



…หา?



“แม่? แล้วเกี่ยวอะไรกับพี่?” มือทั้งสองข้างกระชับสายกระเป๋าอัตโนมัติ ความรู้สึกหวาดระแวงตีขึ้นมาก็ตอนมองเนื้อกระดาษแล้วรู้สึกว่ามันคุณภาพดีกว่าที่ขายทั่วไปในร้านหรือห่อฟรีในโซนของที่ระลึก ยิ่งรู้ว่าเป็นของจากผู้ใหญ่ยิ่งไม่รู้จะปั้นหน้ายังไง ว่ากันตามตรง... เขาว่าอะไรแบบนี้ไม่ใช่สังคมที่ตัวเองเข้าถึงเสียเลย



“พอบอกแม่ว่าผมให้พี่พาไปหอศิลป์ แม่เลยดุว่ากวนเวลาพี่ได้ยังไง แล้วก็บังคับให้เอานี่มาด้วย”




อ๋อ อย่างน้อยก็เป็นของที่มีอยู่แล้วในบ้าน



เขายอมรับมาแล้วค่อยๆ แกะกระดาษห่อออก โดยมีสายตาสอดรู้สอดเห็นมองตามไม่ห่าง พอเปิดกล่องออกมาถึงพบว่าเป็นกำไลข้อมือสายโซ่ขนาดกลางที่วัยรุ่นผู้ชายฐานะปานกลางค่อนทางดีชอบใช้ ยี่ห้อเขียนแปะหราอยู่ที่กล่องแต่ปัญหาคือไม่สนใจเรื่องแบบนี้เลยไม่รู้จัก 



เผลอทำหน้าปุเลี่ยนๆ ออกมาซะงั้น



ตัดกับเด็กที่ตาโต ชี้แบบตื่นเต้นเสียเต็มประตา



“อ๋อ อันนี้เหมือนแม่ได้มาตอนไปทำงานครับ”



ถึงงั้นก็เหอะ



ดูแล้วราคาไม่น่าจะน่ารักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็กินข้าวได้สองสัปดาห์ “พี่ว่ามันน่าจะแพง เราเอาไปใช้เองเหอะ”



พูดเสร็จก็ยัดกลับเข้าไปตามเดิมแล้วส่งคืนให้เจ้าของ จะว่าไปครั้งแรกที่เจอก็เห็นว่าจองกุกใส่กำไลข้อมือหน้าตาคล้ายแบบนี้อยู่หรอกแต่พอเห็นว่ามือเลอะก็ถอดออกถาวร ติดที่นอกจากมันจะไม่รับคืนแล้วยังแกะออกมาถือไว้ มืออีกข้างรวบกำข้อมือเขาแล้วบังคับสวมให้เสร็จสรรพ



“เหมาะกับพี่ดีออก อีกอย่างขืนผมเอากลับไปโดนดุตายเลย”



ยุนกิมองข้อมือตัวเองที่ดูดีมีราคาขึ้นแล้วก็ถอนหายใจ 



“เออ ฝากขอบคุณด้วยก็แล้วกัน”





เรียนครั้งที่4

- ขึ้นโครงสร้าง

- วงรีต้องใช้เยอะจริงด้วย

- พี่ยุนกิบอกว่าทำได้เร็วกว่าที่คิด

- พี่ยุนกิย้อมผม ใส่เสื้อสีสดด้วย

- พี่ยุนกิเข้ากับกำไลจากแม่มากเลย





3rd - หลักคอมโพส/หัดขึ้นโครงสร้าง

- การบ้านสเก็ตช์คอมโพสสี่ชิ้นยังไม่ต้องลงสี

- การบ้านวาดหม้อดินเผา

- ขึ้นโครงโดยรวมไม่มีปัญหา แค่ขีดเส้นแกนไม่ได้ วงรีเบี้ยวที่เดิม

- ครั้งหน้า 12.40 สถานี

- เอางานคอมโพสเก่าเตรียมให้ดู






จอยลดา ตอน 3-4 : ตรงนิ

(จอยอัพระบบใหม่ บันเทิง จิ้มดูพี่กีได้นะคะ55)



ø



ให้กำลังใจพี่เลี้ยงเด็กอ่อนได้ที่ #พี่ติวยุนกิ



ขอโทษที่ช้านะคะ

แต่ตอนหน้าช้ากว่านี้ ด้วยเรื่องความเหมาะสม

ถ้าแต่งทันจะพยายามอัพให้ทันภายในวันที่11 แต่ถ้าไม่ก็รอสิ้นเดือนเลยนะคะ TvT

ความหวังริบหรี่เหลือเกิน จะไปทันได้ยังไง


อย่าลืมอ่านจอยลดานะ <3


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์/การเล่นแท็กฟิคค่ะ

ดูเป็นห่วงน้องกัน5555555555 ตอนนี้อาจจะเริ่มห่วงพี่แทนแล้ว เด็กมันออกลายทีละนิด วัยรุ่นโตไว


สงสัยอะไรในฟิคถามได้เน้อ



ปล.งวดหน้าเขาจะเข้าหอ เอ๊ย ไปหอพักแร๊ว ฮือ...




5 OCT 2017

#พี่ติวยุนกิ








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #856 PandaPhung (@agisen4869) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 08:56
    แหนะ เริ่มฉายแววเก่งมาแต่เด็กเลยน้า อีกหน่อยนี่เปลี่ยนจากยุนกิเลี้ยงเด็ก เป็นเด็กดูแลคุณพี่แล้วมั้งคะ แอบเห็นเหมือนกำไลคู่ ครุคริ
    #856
    0
  2. #832 Mint S (@siri-ch36) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 19:12
    น่ารักมากเลยค่า อยากเหมาขนมทั้งโรงงานให้น้องจองกุก
    #832
    0
  3. #795 aqua11 (@aqua11) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 20:48
    น้องต้องน่าเอ็นดูขนาดไหนดันค่ะ พี่เขาถึงกับปลอบด้วยคำว่าโอ่เอ๊ ฮื่อ น้องเริ่มอ้อนพี่เขาแล้ว น่ารัก ;-;
    #795
    0
  4. #755 Mew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 13:18
    มีการตุนขนมไว้ให้น้องด้วยอ่ะ น่ารักก
    #755
    0
  5. #703 prawarin_png (@prawarin_png) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 17:14
    พี่ยุนกิแต่งตัวแบบนี้ต้องน่ารักแน่เลย ชอบคำว่าโอ่เอ๊ของพี่เค้าอะ555555 เขินตอนเค้าใส่กำไลให้กัน;-; บันทึกจองกุกนี่เริ่มจะมีแต่พี่ยุนกิละ เด็กมันเริ่มเหิมเกริม!
    #703
    0
  6. #677 lookpangg (@lookpangg) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 10:44
    บันทึกของน้องนี่มีพี่ยุนกิไปมากกว่าครึ่งนะคะ //อยากจะแหม
    #677
    0
  7. #549 aImma98 (@aImma98) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 11:55
    บันทึกกุกห้าข้อมีเรื่องพี่กิไปสาม แหม่ๆๆๆๆ
    #549
    0
  8. #537 ilyyy (@krinigt88) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:16
    บันทึกน้องต่ายมีพี่ยุนกิมากขึ้นทุกวันเลยนะน้อง แหม
    #537
    0
  9. #471 inthupha (@inthupha) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:36
    บันทึกตอนท้ายของจองกุกนี่มีเรื่องของพี่กิเยอะกว่าเรื่องเรียนอีกนะะ&#128580;
    #471
    0
  10. #357 iiamampere (@iiamampere) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 17:07
    ทำไมน้องต้องรุกพี่กิหนักด้วย ว่าแต่แม่ฝากมาหรือน้องซื้อฝากพี่ งือออรีบๆฝึกนะน้องกุก พี่กิจะได้ไปเจอคุณแม่เร็วๆ
    #357
    0
  11. #343 Yes! SUGA (@kawpoonn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 10:01
    จองกุกอ้างแม่แน่ๆ รุกหนักอ้ะะะะะ ฮือออออ ไม่ค่อยเขินไม่ค่อยเกร็งพี่แล้ว แถมวอแวพี่เค้าด้วย ตอนนี้อยากรู้แล้วว่าพี่ปีสองที่พี่ยุนกิเคยติวเป็นใครนะ ยอมให้วอแวมาก้องยันตีสองตีสามเลย
    #343
    0
  12. #308 mttrow. (@minmin1632) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 03:27
    น่ารักมากๆ
    #308
    0
  13. #258 Sodium97 (@Sodium97) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 10:34
    จริงๆจองกุกอ้างแม่ป่าวเนี่ยเอากำไลมาให้พี่เขาเองป่าว55555
    #258
    0
  14. #236 pinocchiwook (@pinocchiwook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 17:36
    น่ารัก เขินๆๆๆ พี่กิเริ่มน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ  นกุกก็ดูจะกล้าคุยกล้าเล่นกับพี่มากขึ้นเรื่อย ๆ น่าร้ากกกก 
    #236
    0
  15. #134 SNW ...Kya ing (@vasuntara-ink) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 15:36
    หื้อ น่ารักมากๆเลยค่ะ  เดาไม่ถูกว่าเริ่มชอบกันแล้วยัง แต่เริ่มเหม็นกลิ่นความรักหน่อยๆแล้ว แง้ว
    #134
    0
  16. #86 xxxygxxx (@_nncqiz) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 16:30
    แหมจองกุก เขียนบันทึกเกี่ยวกับพี่ยุนกิมากกว่าเรื่องเรียนอีกนะ555555555
    #86
    0
  17. #85 p_pin2 (@p_pin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 19:26
    ชอบฟิคไรท์มาก ปกติถ้ายาวๆจะอ่านข้ามๆ แต่นี่อ่านทุกตัวอักษรเลย บรรยายได้ดี สนุกมากๆค่ะ
    #85
    0
  18. #84 _Crxzyfxckit_ (@StarLight_dash) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 08:53
    ตอนแรกอ่านนี้จินตนาการไม่ถูกเลยว่าพี่กิเขาแต่งออกมาเป็นยังไง พอมานึกไปนึกมาเออ ชุดคล้ายๆกับตอนพี่เขาใส่ไป weekly idol ช่วง I need u เลย555 พอเห็นงั้นนี้อดยิ้มไม่ได้เลย มันช่างสดใสเหลือเกิน? จิตใจไม่ปราณีกับคนชื่อ มินยุนกิ จิงๆ555 กระตุ้ยหนูต้องได้(?)พี่เขามาให้ได้นะลูก ขุนหนูมาหลายตอนล่ะ
    #84
    0
  19. #83 ZAYO_O (@ZAYO_O) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 18:03
    แว้บไปอ่านจอยมาแร้ว เด็กนี่มันเริ่มออกลายแล้วจริงด้วย5555555555 สัมผัสได้ว่าพี่กิต้องโดนมารยากระตุ่ยล่อลวงแน่ๆ ไหนจะชวนเข้าหออีก คุณเอ้ยยยยนนนน เต่าจะโดนเด็กตุ่ยกินมั้ยเนี่ย ในจอยน่ารักมากกกตอนจะให้คุณกีมาสอนแล้วคนน้องปฏิเสธอ่ะ ที่สุดแห่งความติดพี่ นี่ไม่ได้มีแฟนแล้วถูกมั้ยไม่มั่นใจ กลัวมากที่พี่กิเขาพูดถึงแฟนจองกุกบ่อยแล้วน้องไม่แย้งอะไรเลยแง กัวพิโดนทิ้ง

    ยังยืนยันว่าชอบคาร์สองคนนี้ ฟิคน่ารักมากเลย รอต่อนะคะ ขอให้ทันวันที่11นะ สาธุจ้า55555555555 สู้ๆนะคะ เปงกำลังจัยหั้ยสัมเหมอ รอเด้อ
    #83
    0
  20. #79 ปลาวาฬ. (@juja_huangmeili) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 21:49
    งื้อน่ารักกกกกก
    #79
    0
  21. #78 p_poly (@panrida) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 14:11
    เอ้อออออ นี่ว่าตัวคนน้องก็ออกลายนิดๆแล้ว มีเริ่มแหย่เริ่มไม่กลัวพี่เขาแล้วเด้อ เจ้าน้องกุกนี่มันเริ่มร้ายยย ในจอยคือน่ารักอ่ะ ฮือ ความงอแงใส่พี่เค้าไม่อยากเปลี่ยนคนสอนทำนี่ใจบางมาก พี่ยุนกิไม่รู้สึกอะไรต่อหัวใจเลยเหรอออออ แต่จองกุกนี่ดูติดพี่ยุนกิจริง ไม่รู้เพราะพี่เขาน่ารัก หรือจะจีบพี่เขา หรืออะไรยังไงไม่รู้555 แต่น้องน่ารักเวลางอแง นี่ก็ยังคงนึกไม่ออกว่าพี่ยุนกิจะไปรักน้องตอนไหน ดูชีวิตไม่สนใจความรัก55555 รอนะเค้าจะรอไรต์เตอร์พาสองคนนี้ขึ้นหอ555555
    #78
    0
  22. #77 Warm on a cold night (@chuchutamas) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 02:48
    หลังจากอ่านทั้งตอนนี้และจอยมาแล้ว จองกุกมีแฟนแล้ว... ??? ก็ธรรมดาของคนหน้าตาดีอะแหละ(แอบหมั่นไส้) แต่แอบไปส่องทวิตไรท์มา เป็นแค่ตัวประกอบจริงๆใช่มั้ย แน่นะคะ ฮือ?? หวังว่าจะไม่มีดราม่าเสียน้ำตาเด้อ /พนมมือ กุกไม่โสดไม่เป็นไร
    แต่พี่ยุนกิโสด เลาจาพนมมือให้แสงบุญเบิกฟ้านกกาโบยบิน /ไม่ใช่ โอ้ย รอตอนที่เขาเริ่มมีใจกันนะคะ (ข้อมูลเรื่องวาดรูปไรท์ดีมากอะ กรี๊ด เข้าใจจองกุกเลยค่ะ)
    #77
    0
  23. #76 eyeietaeminie2 (@Eyeietaeminie) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 01:22
    ทำไมตอนนี้มันเขินแปลกๆนะ ฮือออ ชอบบ
    รีบๆกลับมานะไรท์~~
    #76
    0
  24. #75 suprw_ (@_suprw) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 01:04
    ฮื่อออออออออ พี่ติวน่ารักอ่ะ นุ่มนิ่มสุด อยากบีบบบบบบบ ชอบตอนพี่คอยอธิบายน้องตอนไปหอศิลป์อ่ะ ไม่รู้ดิ คือชอบอ่ะ น่ารักดี ฮือออออออ
    #75
    0
  25. #74 dxfsxxf (@amingthaihot) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 00:11
    ชอบคำว่าโอ่เอ๊ของพี่ 555555
    #74
    0