Overchant ค้าขายในโลกเเฟนตาซี

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 16 : หลังวันงานเทศกาล 2 จบ (เเก้ไข)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    5 มี.ค. 60

Overchant ตอนที่ 16

หลังวันงานเทศกาล 2 จบ

 

ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ หลังจากนั้นอาเซียก็มาเป็นสมาชิกคนใหม่ของร้านขายไอเทมโอเวอร์ชานของพวกเรา พร้อมกับที่ภูติน้อยทั้งสองตนที่ตามติดตัวผมก็บินหายไป คงจะบอกเป็นนัยๆว่าการทำนายได้สิ้นสุดลงแล้วหรือก็คือเกิดเรื่องไปแล้วเลยถึงเวลากลับนั่นแหละ

 

หลังจากที่ภูติน้อยทั้งสองตนวิ่งหายไปพวกเราทั้งสามคนก็ขึ้นไปนั่งช่วยกันคิดเกี่ยวกับข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันที่ชั้นสอง จากเดิมที่มีเพียงเด็กหนุ่มและโนมผมขาวกันสองคน ซึ่งตอนนี้ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งยังเป็นเด็กผู้หญิง และเป็นถึงว่าที่ราชินีแวมไพร์ด้วย ทำให้ต้องตั้งข้อตกลงกันรวมถึงข้อห้ามด้วย

 

ซึ่งข้อตกลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกช่วงเวลาตื่นนอน เวลาทานอาหารรวมถึงเวลาเข้านอนซึ่งแวมไพร์นั้นแตกต่างจากเผ่าพันธ์โดยที่พวกเขานั้นจะตื่นในตอนกลางคืนและจะนอนในตอนกลางวัน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องขอร้องให้อาเซียปรับเวลานอนของเธอเองแลกกับการได้ดื่มเลือดในช่วงเช้าทุกๆวันแทน นอกจากเรื่องพวกนี้ก็มีเรื่องพวกช่วยงานร้านที่อาจจะต้องดูอีกทีว่าเธอนั้นถนัดอะไรบ้าง

 

เอาล่ะหลังจากพูดถึงเรื่องข้อตกลงกันบ้างแล้วก็มาพูดถึงเรื่องข้อห้ามกันบ้าง อืมถ้าจะให้ยกตัวอย่างพวกเรื่องข้อห้ามล่ะก็ อา..ใช่ๆก็คงจะไม่พ้นเรื่องการให้อาเซียดื่มเลือดล่ะนะ คงจะอนุญาติให้เธอดื่มเลือดได้แค่ช่วงเช้าของแต่ละวันเท่านั้นล่ะนะ ไม่อย่างงั้นตัวของเด็กหนุ่มคงได้เลือดหมดตัวก่อนจะได้จ่ายค่าร้านจนหมดก่อนพอดี

 

พอได้ข้อสรุปกันแล้วทั้งสามก็แยกย้ายกันไปเข้านอนโดยที่เด็กหนุ่มและคู่หูตัวน้อยนั้นไปที่เตียงประจำของแต่ละคนแล้วล้มตัวลงไปนอนหลับอย่างรวดเร็วส่วนอาเซีย เธอก็เดินเข้าไปในประตูห้องของเธอที่เด็กหนุ่มคาดว่าผู้ที่สร้างประตูห้องนี้ให้น่าจะเป็นพระเจ้าที่ส่งเขามาที่โลกใบนี้เป็นแน่ ส่วนหนึ่งที่เด็กหนุ่มคิดว่าเป็นแบบนั้นก็เพราะว่ามันมีเขียนไว้ในหน้าเมนูของเขาน่ะสิ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ

“ถ้าไม่ใช่พระเจ้าบ้านั่นแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ”

 

หลังจากเด็กสาวเดินเข้าไปข้างในห้องแล้วเธอก็เดินตรงไปที่เตียงขนาดใหญ่แล้วขึ้นไปนอนทันทีตามที่คุยกันไว้ และวันคืนแห่งงานเทศกาลที่มีเพียงครั้งเดียวในรอบหนึ่งก็ผ่านไป.. แล้วพบกันใหม่ปีหน้านะ

 

               ***************************************************************

 

กลับมาปัจจุบัน

 

“นี่ อาเซีย” เด็กหนุ่มส่งเสียงเรียกเธอที่กำลังนั่งรอเวลา ที่อาหารที่โนมผมขาวเป็นคนทำอยู่ข้างๆเด็กหนุ่ม

            “” เธอไม่พูดอะไรแต่ก็หันมามองหน้าของเด็กหนุ่ม เหมือนกับจะบอกว่า “มีอะไร” แต่แค่ไม่ได้พูดมันออกมาเท่านั้น

 

“เธอทานพวกอาหารปกติได้ไหม” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเธอให้แน่ใจว่าสามารถทานได้อาหารปกติที่มนุษย์ทานได้ไหม เพราะว่าถ้าทานไม่ได้เขาคงต้องเสียสละเลือดของเขาให้เธอทานบางส่วนแล้วค่อยไปหาพวกโพชั่นเพิ่มเลือดมาดื่มซึ่งคาดว่าน่าจะช่วยเพิ่มเลือดให้เขาได้เหมือนกันที่พวกนั้นผจญภัยใช้กันเวลาได้รับบาดเจ็บตอนไปต่อสู้กัยมอนสเตอร์ป่าหรือลุยตามดันเจี้ยน

 

            “ได้ ทำไมรึ ไม่ต้องห่วงว่าข้าจะดูดเลือดเจ้าจนหมดตัวหรอก ไม่เช่นนั้นตัวข้าก็คงไม่มีเลือดอร่อยๆแบบของเจ้าให้ดื่มเป็นแน่..” เธอตอบเด็กหนุ่มพร้อมกับให้เหตุผล

“วันนี้พูดยาวจังเลยนะ” เด็กหนุ่มพูดแล้วยิ้มให้เด็กสาว เธอจ้องมองเด็กหนุ่มที่กำลังฉีกยิ้มอยู่ ใบหน้าของเธอก็ยังคงไร้อารมภ์เหมือนเดิม เพียงแต่แก้มทั้งสองข้างของเธอแดงเล็กน้อย แววตาออกแนวเคืองๆเล็กน้อย เธอคงอายที่โดนเด็กหนุ่มแซวโดยไม่ทันได้ตั้งตัวจนเผลอแสดงออกบนสีหน้าเล็กน้อย

 

(อืม ถึงจะพยายามซ่อนอารมภ์ยังไงก็ดูเหมือนจะซ่อนไม่พ้นสินะ ค่อยดูสมวัยหน่อย) เด็กหนุ่มมองว่าที่ราชินีแวมไพร์ที่พยายามจะซ่อนอารมภ์ความรู้สึกของตัวเองไว้ พลางคิดว่าน่ารักน่าแกล้งดีเหมือนกัน ยังไงซะเขาก็ไม่ใช่คนดีขนาดที่ว่าจะไม่แกล้งใครเลยการแกล้งกันเล่นๆเพื่อความสนุกโดยไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีล่ะนะ

 

            “จะว่าไป อาเซีย เธอสามารถทำให้แผลที่ถูกเธอกัดของผมหายไปในพริบตาได้ใช่ไหม งั้นช่วยทำให้แผลนี่หายทีสิ” เด็กหนุ่มพูดแล้วชี้ไปที่แขนซ้ายของเขาที่มีผ้าพันแผลไว้อยู่ ซึ่งเป็นแผลที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุเมื่อวาน

            “ข้าทำแบบนั้นไม่ได้ แผลของเจ้าเจ้าก็ต้องเป็นคนรอให้มันหายเองสิ” เธอพูดตอนนี้แก้มของเธอก็เริ่มหายแดงลงบ้างแล้วแต่แววตาที่มองเขานั้นดูเหมือนจะเป็นการคาดโทษที่แลดูหนักกว่าเดิมยังไงก็ไม่รู้สิ

 “นั่นสินะ คงได้แต่รอให้มันหายเองตามธรรมชาติล่ะนะ” เด็กหนุ่มแล้วเอนตัวลงไปพิ่งกับพนักเก้าอี้ พลางมองแขนของเขา ทำยังไงได้ตัวเขาไม่ได้เป็นจอมเวทย์หรือพรีสที่จะสามารถร่ายเวทมนต์รักษาแผล หรือตัวละครในเกมที่ใช้ไอเทมบางชนิดแล้วแผลจะหายในทันทีซักหน่อย เด็กหนุ่มคิดในใจ

 

“เสร็จแล้วครับ ยูคิมาช่วยยกไปหน่อยได้ไหมครับ” ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังอยู่ในห่วงภวังค์แห่งความคิดอยู่นั่นเอง หูของเขาก็ได้ยินเสียงของยูกิดังเข้ามาในหัวทำให้เด็กหนุ่มหลุดจากห่วงภวังค์แล้วรีบลุกไปจะช่วยถือของแต่ตัวเขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงเสื้อของเขา พอเด็กหนุ่มหันไปดูที่มาก็พบว่าเป็นอาเซียนั่นเองที่กำลังดึงเขาไว้

 

            “มีอะไรงั้นเหรอ..? อาเซีย” เด็กหนุ่มถาม

            “ให้ช่วย….ถือไหม...?” เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“อา..ไม่ต้องหรอกของแค่นี้ผมถือคนเดียวได้สบายมาก!” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับก้มลงไปลูบที่หัวของอาเซีย แววตาของเธอดูไม่พอใจนักก่อนที่เธอจะเอามือไปแตะที่แขนซ้ายของเด็กหนุ่มจนเขาร้อง “โอ๊ย” ออกมาด้วยความเจ็บป่วย

“แขนแบบนี้คงถือได้ไม่หมดหรอก..” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเคยแต่ครั้งนี้แววตาของเธอดูสะใจเล็กน้อยที่ได้แก้แค้นเด็กหนุ่มคืน

“นั่นสินะ แหะๆ” เด็กหนุ่มที่ถูกเด็กสาวแวมไพร์ไล่ต้อนจนจมมุมได้แต่หัวเราะแหงๆออกมาอย่างไม่สามารถเถียงอะไรเธอได้

“งั้น...สนใจมาช่วยผมถือกันคนละจานกันไหม?” เด็กหนุ่มถามเด็กสาวพร้อมกับยิ้มให้เธอ

“แน่นอน” เธอตอบด้วยคำที่เรียกได้ว่าสั้นๆและได้ใจความแล้วทั้งสองก็เดินไปช่วยยูกิถืออาหารเช้ามาวางไว้บนโต๊ะก่อนที่พวกเขาจะเริ่มลงมือรับประทานอาหารเช้าฝีมือเชฟยูกิ อย่างเอร็ดอร่อยโดยมีไฮไลค์คือของช่วงนี้ก็คือ การที่อาเซียนั้นบีบซอสมะเขือเทศใส่จากของเธอซะเต็มจาน พอเด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็เอ่ยถามเธอว่า มันเปรี้ยวมากนะเคยกินเหรอ? ทางด้านแวมไพร์น้อยก็ตอบว่าไม่เคย

 

ส่วนสาเหตุที่เธอบีบออกมาเยอะก็เพราะว่ามันคล้ายเลือดเธอบีบออกมาซะเยอะเลย แล้วเธอก็เอาส้อมจิ้มไส้กรอกที่ถูกราดไปด้วยซอสมะเขือเทศกว่าครึ่งขวดเข้าปาก ก่อนที่เด็กสาวจะทำปากจู๋เพราะความเปรี้ยว เนื่องจากมันเปรี้ยวซะจนเกินลิมิตที่เด็กสาวคนหนึ่งจะทนได้จนเธอไม่สามารถทำหน้านิ่งต่อไปได้

 

ทั้งเด็กหนุ่มและโนมผมขาวที่เห็นท่าทางของแวมไพร์น้อยก็อดขำในความน่ารักของเธอไม่ได้ ถึงเธอจะเป็นถึงว่าที่ราชินีแวมไพร์ก็ตามแต่เธอก็ยังคงอยู่ในช่วงของวัยเด็กทำให้บางสิ่งบางอย่างเธอไม่อาจทนได้อย่างเช่น ไส้กรอกที่เปรี้ยวจัดเนื่องจากซอสมะเขือเทศปริมาณกว่าครึ่งขวด แต่จะพูดก็พูดเถอะถ้าจะถามว่าเด็กหนุ่มสามารถทนของที่เปรี้ยวจัดๆได้ไหม ขอบอกเลยว่า ไม่ไหวหรอก แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องทนให้ได้ล่ะนะ เด็กหนุ่มเสียสละอาหารเช้าที่เขายังไม่ได้แตะเลยแม้แต่นิดเดียวให้กับแวมไพร์น้อยแลกกับจานอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยไส้กรอกและไข่ดาวราดซอสมะเขือปริมาณมหาศาลสำหรับอาหารชนิดนี้

 

(ยังไงซะเด็กก็ต้องกินให้อิ่มก่อนล่ะนะ) เด็กหนุ่มคิดในใจอย่างที่บอกไปถึงอาเซียจะเป็นว่าที่ราชินี(ขอลไว้เนื่องจากถ้าพิมพ์มากเกินไปคนอ่านจะเบื่อน้อ) แต่รูปร่างของเธอก็เป็นแค่เด็กอายุประมาณ 10-11 ปีเท่านั้น เด็กหนุ่มพยายามคิดเช่นนั้นก็จะตัดใจจิ้มไส้กรอกราดซอสมะเขือปริมาณมากเข้าปากไป แน่นอนจะเหลือหรือ เด็กหนุ่มทำหน้าแบบเดียวกับด็กสาวแวมไพร์เรียกเสียงหัวเราะของคู่หูตัวน้อยได้เป็นอย่างดี เด็กหนุ่มรู้สึกหมันไส้คู่หูของเขาเลยจัดการยัดไส้กรอกอีกชิ้นเข้าปากของยูกิไป ยูกิที่ได้ลิ้มรสชาติแห่งความเปรี้ยวสุดแสนจะบรรยายจากซอสมะเขือเทศที่ทำจากมะเขือเทศชนิดพิเศษที่มีความเปรี้ยวระดับแม็กซิมั่มซึ่งเด็กหนุ่มได้ซื้อไว้นานแล้วแต่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ใช้

 

ในเมื่อตอนนี้ทุกคนนั้นได้ลิ้มรสชาติของไส้กรอกราดซอสมะเขือเทศสูตรพิเศษไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาทานอาหารของจริงทั้งสามต่างทานอาหารของตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งอื่น และผลกรรมก็ตกมาอยู่ที่เด็กหนุ่มซึ่งต้องทานอาหารภายในจานให้หมด เขาพยายามเอาเข้าปากเคี้ยวๆแล้วก็กลืนไปโดยพยายามไม่รับรู้รสชาติแต่ยังไงซะในเมื่ออาหารได้เข้าไปในปากแล้วก็ต้องผ่านลิ้นที่เป็นจุดรับรสอยู่ดี เขากินไปทำหน้าแปลกๆไปจนหมดจานทันทีที่กระดกน้ำเปล่าในแก้วจนหมดแก้วเขาก็สาบานไว้ในใจแล้วว่าจะไม่ซื้อซอสที่ทำจากมะเขือเทศชนิดนี้อีก การทรมานมีแค่รอบนี้รอบเดียวก็เกินพอแล้ว

 

หลังจากทานเสร็จเด็กหนุ่มก็ยกจานไปล้างกับยูกิ เปล่าให้อาเซียนั่งรอซักครู่ พอทั้งสองล้างจานเสร็จแล้วพวกเขาทั้งสามก็พากันลงไปยังชั้นล่างไปวางแผนกันว่าวันนี้จะทำอะไรดี ระหว่างนั้นยูกิก็เสนอว่า “ให้หยุดงานวันนี้แล้วค่อยเปิดร้านวันพรุ่งนี้แทนพร้อมให้เหตุผลประกอบว่า เมื่อวานกว่างานจะเลิกก็ดึกมากแล้วผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ก็คงจะนอนพักผ่อนกันอยู่แต่ในบ้านของตน ไม่ก็มาช่วยกันเก็บกวาดของเหลือจากเมื่อวานคงไม่ค่อยมีใครว่างนัก” ซึ่งเด็กหนุ่มเองก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับความคิดของคู่หูของเขา

 

“โอเค งั้นวันนี้ปิดร้านก่อนแล้วค่อยเปิดใหม่วันพรุ่งนี้ละกัน ส่วนวันนี้ก็มาเก็บกวาดของที่เหลือจากงานเมื่อคืนของพวกเราละกันนะ” เด็กหนุ่มพูดจบก็เอ่ยปากชวนยูกิและอาเซียให้ช่วยกันเก็บของสำหรับงานมากองรวมกันในที่ที่เดียวก่อนที่เขาจะเปิดช่องเก็บของแล้วโยนของสำหรับวันงานเทศกาลเข้าไปเก็บไว้ใช้ในปีหน้าต่อไป เมื่อเก็บของภายในร้านครบแล้วทั้งสามก็พากันเดินออกไปข้างนอกเพื่อไปเก็บของตกแต่งไว้ใช้อีกในปีต่อๆไป พอทั้งสามเดินออกมาข้างนอกร้านกันแล้วเด็กหนุ่มก็กะว่าจะถามอาเซียว่าแวมไพร์โดนแดดไม่เป็นอะไรอย่างงั้นเหรอ

 

” เธอไม่พูดอะไรแล้วมองเขากลับแต่เด็กหนุ่มสังเกตเห็นว่ามีควันเกิดขึ้นที่บนหัวของแวมไพร์น้อยเขารู้ได้ทันทีว่าแวมไพร์ไม่สามารถทนกับแสงแดดได้ ซึ่งเหมือนกับพวกเรื่องเล่าที่เขาเคยอ่านไว้ไม่มีผิด เด็กหนุ่มแบกร่างน้อยๆของเด็กสาวแวมไพร์ใส่หลังเเล้วเข้าไปในร้านแล้วว่าเธอลง ควันที่เขาเห็นอยู่บนหัวเธอตอนอยู่นั้นตอนนี้ได้หายไปแล้วเขาก้มลงไปพูดเธอว่า

 

“รออยู่ในร้านนะ เดี้ยวผมทำเองขืนปล่อยให้อาเซียทำล่ะก็ ตัวเธอได้หายไปแน่ๆแล้วก็ไม่ต้องห่วงนะเดี้ยวผมจะให้เธอช่วยงานอย่างอื่นเอง” เขาพูดกับเธอซึ่งอาเซียก็พูดแค่คำว่า “อือ” แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นแล้วเด็กหนุ่มก็เดินออกไปข้างนอกร้านอีกครั้งเพื่อไปช่วยยูกิเก็บของตกแต่งนอกร้าน

 

หลังจากที่ทั้งสองช่วยกันเก็บกวาดของเข้าช่องเก็บของจนครบแล้ว ก็ถึงเวลาพักโดยที่ทั้งเด็กหนุ่มกับคู่หูตัวน้อยแล้วก็แวมไพร์น้อยต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานอดิเรกของตัวเองพอถึงมื้อกลางวันทั้งสามก็มาทานอาหารกลางวันด้วยกันแล้วก็ถึงเวลาแยกย้ายกันอีกรอบเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาพักผ่อนเลยก็ว่าได้เพราะถ้าดูจากวันแรกที่เปิดร้านแล้วถึงกับขายของหมดสต็อกภายในเวลาไม่นาน

 

เมื่อถึงวันพรุ่งนี้ก็คงจะต้องต้อนรับลูกค้าที่เป็นนักผจญภัยจนไม่มีเวลาว่างเลย โดยทางด้านของยูกินั้นจะลงไปทำอุปกรณ์และอาวุธไว้ขายในวันพรุ่งนี้แทนของที่ขายหมดไป ส่วนแวมไพร์น้อยก็ไปนั่งท่องจำราคาของไอเทมที่เด็กหนุ่มเขียนไว้ให้จะได้ช่วยเขาขายของได้และส่วนเจ้าของร้านอย่างเด็กหนุ่มนั้นไปนั่งตรวจเช็คจำนวนเงินที่คงเหลือ จำนวนไอเทมที่สามารถขายได้ และศึกษาวิธีทำยาจากหนังสือ-คู่มือปรุงยาเพื่อให้ไม่ผิดพลาดเวลาทำจริง

 

ซึ่งพอจดจ่ออะไรซักอย่างแล้วคนเราก็มักจะรู้สึกว่า เวลานั้นช่างผ่านไปเสียเหลือเกินกว่าเด็กหนุ่มจะรู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยมาถึงตอนเย็นของวันแล้ว เขาปิดหนังสือลงแล้วเดินไปตาม อาเซียและยูกิมาทานอาหารเย็นก่อนจะคุยกันอีกซักพักแล้วก็เข้านอนเพื่อที่จะเก็บแรงไว้รับศึกหนักในวันพรุ่งนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

135 ความคิดเห็น

  1. #76 คุณลุงกล้ามโต (@doty) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 16:13
    เพลินเมื่อมีโลลิ///โฮกกกกกก
    #76
    0
  2. #63 amporn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 15:31
    ขอบคุณค่ะ
    #63
    0
  3. #62 Godlike Speed (@sunlovely50) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 13:17
    ขอบคุณมากครับบ โลลิสิของดีย์
    #62
    0
  4. #61 ILani (@chikachika) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 11:40
    แทนชื่อ ยูกิ ด้วยคำว่า โนมผมขาวเยอะจังเลยค่ะ ถ้าปกติใช้ชื่อเลย ก็พิมพ์ชื่อมาดีกว่าบอกว่าเป็นโนมผมขาวบ่อยๆทั้งที่มีชื่อ เหมือนคนไม่รู้จักกันเลย  เป็นโนมที่อยู่กับตัวเอกน่าจะถือเป็นตัวสนับสนุนหลัก ไม่ใช่ตัวประกอบฉากผ่านไปผ่านมา เพราะงั้นมีชื่อเอ่ยมาเถอะ
    #61
    1
    • #61-1 NovaBlaze (@NovaBlaze) (จากตอนที่ 16)
      5 มีนาคม 2560 / 12:44
      ขอบคุณสำหรับคำเเนะนำดีๆนะครับ ไรเตอร์จะเอาไปปรับใช้ครับ ^ ^
      #61-1
  5. #60 336e2e84 (@336e2e84) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 08:06
    ขอบคุณครับ ทำตอนต่อไปเร็วๆนะครับ
    #60
    0