ลำนำรักจิ้งจอกสวรรค์ (yaoi )

ตอนที่ 3 : ลำนำที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    23 ม.ค. 60



ลำนำที่ 2

 



        ปรมจารย์ชงอวี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตาและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่ใครจะรู้เล่าว่า เวลาฝึกศิษย์นั้นจะไร้ความปราณียิ่งนัก ถ้าแม้นว่าร่างกายนี้ไม่ได้เป็นจิ้งจอกสวรรค์แต่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนเดิม คาดว่าคงขาดใจตายไปสามสิบแปดรอบแล้ว ประกอบกับความเงียบเหงาบนเขานานนับสิบปี พอได้รับอนุญาตให้ลงจากเขานี่มันเป็นอะไรที่ดีจนสรรหาความมาบรรยายไม่ได้เลยทีเดียว

 

อ้ายเยว่นั่งนับวันนับเดือนรออย่างใจจดใจจ่อ และพอยิ่งนับยิ่งรอเวลาที่ผ่านไปก็ดูจะเชื่องช้ายิ่งกว่าปกติเสียอีก แต่กระนั้นก็ได้แต่อดทนไม่กล้าปริปากบ่นร้องอุทรณ์แต่อย่างใด  จนกระทั่งวันออกเดินทางมาถึงเขาก็พร้อมที่จะออกเดินทางแต่เช้าตรู่เลยทีเดียว ส่วนสัมภาระข้าวของนั่นเหรอแน่นอนว่าเติมไว้เรียบร้อยตั้งแต่วันที่อาจารย์ออกปากอนุญาตให้ลงเขานั่นล่ะ

 

"อ้ายเยว่ การลงเขาไปครั้งนี้เจ้าอาจต้องพบเจอผู้คนและเรื่องราวมากมาย มนุษย์นั้นรู้หน้าไม่รู้ใจ ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจในความหมายดี ข้าเพียงแต่อยากให้เจ้าจงอย่าได้ประมาท อย่าทำอะไรตามอำเภอใจให้มากนัก และอย่าได้ให้ใครรู้เรื่องที่เจ้าเป็นจิ้งจอกสวรรค์อย่างเด็ดขาด"

 

ปรมจารย์ชงอวี้ออกมาส่งพวกเขาที่หน้าสำนักและไม่ลืมสั่งเสียโดยเฉพาะกับเขาเป็นพิเศษ อ้ายเยว่ไม่รู้ว่าอาจารย์จะรู้หรือเปล่าเรื่องที่เขาเองยังมีความทรงจำของชีวิตเมื่อชาติก่อนติดตัวมาด้วยเพราะอาจารย์ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ แต่ในความรู้สึกของเขาอาจารย์ต้องรู้แน่ๆ ท่านจึงกล่าวว่าเขาเข้าใจในความหมายดี เพราะในความเป็นจริงเขาก็คือชายวัยกลางคนแต่อยู่ในร่างเด็กน้อยเท่านั้นเอง และในบางครั้งด้วยวัยที่มากก็มักจะพลาดเพราะทิฐิมานะของตนเอง เมื่อเอ่ยล่ำลากันเสร็จข้าและศิษย์พี่ก็มุ่งหน้าลงจากเขาโดยไม่รอช้า

 

อ้ายเยว่หันกลับไปมองประตูสำนักที่ปิดลงอย่างเงียบสงัดแล้วให้ใจหาย ความรู้สึกเคว้งคว้างแปลกๆแล่นริ้วขึ้นมาจนจุกที่หน้าอก เหมือนในความรู้สึกมันบอกเขาว่าเขาจะไม่มีวันได้กลับมาที่แห่งนี้อีกแล้ว สถานที่เดียวที่เขาสามารถเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปากเต็มคำไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติที่แล้ว ความรู้สึกสูญเสียบางสิ่งทำให้ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ร่างโปร่งปิดเปลือกตาลงเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ต่างๆที่ประทุขึ้นมาก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากมา

 

เลี่ยงหลิงมองร่างโปร่งตรงหน้าอย่างห่วงใย มือที่เตรียมจะยืนออกไปเพื่อรั้งร่างนั้นมากอดต้องหยุดชะงักแล้วค่อยๆดึงกลับมา มือหนากำเข้าหากันจนข้อขาว เพราะตัวเขาเองนั้นไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

การเดินทางลงจากเขาไม่ได้ยากลำบากอะไรสำหรับพวกเขาทั้งสองนัก ตลอดการเดินทางมีแต่เพียงความเงียบไร้การพูดจาใดๆ ด้วยต่างคนต่างตกอยู่ในความคิดของตนเองมีแต่เพียงเสียงสวบสาบของการเดินย้ำไปบนใบไม้หรือกิ่งไม้แห้งตามเส้นทาง

 

เมื่อเวลาผ่านไปราวสองชั่วยามอ้ายเยว่ถึงได้เริ่มรู้สึกถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของศิษย์พี่ ปกติชายหนุ่มจะมีกลิ่นอายที่มั่นคงหนักแน่นดุจดั่งเสาหินที่ตั้งตรง แต่ตอนนี้มันกลับแลดูสับสนกระเพื่อมไหวราวกลับระลอกคลื่น จริงๆถ้าเขาไม่มัวแต่ตกอยู่ในความคิดของตัวเองเขาคงจะจับความผิดปกตินี้ได้นานแล้ว นับว่าเป็นความประมาทที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง เพราะหากเมื่อกี้มีคนคิดร้ายกว่าจะรู้ตัวคงไม่แคล้วภัยมาถึงตัวเสียก่อนเป็นแน่ ในโลกก่อนคงมีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่อยู่ๆจะมีคนวิ่งมาฆ่ามาแกงเรา แต่ในโลกใบนี้ที่ยังเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนโหดร้าย ผู้แข็งแกร่งอยู่เหนือผู้อ่อนแอ ข้าฆ่าเจ้าเจ้าฆ่าข้านั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด ดวงตาสีน้ำตาลใสทอดมองบุรุษหนุ่มที่เดินอยู่ข้างหน้าอย่างพิจารณา ถ้าจะว่าไปแล้วช่วงนี้ศิษย์พี่ก็ดูจะแปลกๆไป ตั้งแต่สิบวันก่อนที่จะลงเขา จำได้ว่าวันนั้นอาจารย์เรียกชายหนุ่มไปพบ และตั้งแต่นั้นเองที่มันเหมือนอะไรบางอย่างมันเปลี่ยนไป โดยที่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าคืออะไร เพราะปกติศิษย์พี่จะเป็นคนที่เก็บซ่อนอารมณ์ได้มิดเม้น และเขาเองก็เพียงคิดว่าศิษย์พี่เองก็เป็นบุรุษหนุ่มเต็มตัวบางทีอาจมีเรื่องว้าวุ่นใจให้ได้คิดบ้างก็คงไม่แปลกอะไร จึงไม่ได้ใส่ใจนัก แต่มาตอนนี้เห็นที่เขาต้องคอยสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนขึ้นเสียแล้ว

 

และเหมือนร่างสูงข้างหน้าจะเริ่มรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง สายอารมณ์ดั่งระลอกคลื่นเมื่อครู่จึงได้สลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงเสาหินมั่นคงดั่งที่เคยเป็นมา เลี่ยงหลิ่งชะลอฝีเท้าลงจนมาเดินเคียงกับร่างโปร่ง ดวงตาคมเหล่มองสังเกตเสี้ยวหน้าหวานจัด เมื่อเห็นมันยังคงเรียบเฉยจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใด

 

"ท่านมองข้าเยี่ยงนั้นคิดจะแกล้งอันใดข้าหรือ ข้าเป็นเพียงคนบ้านนอกคอกนายังไม่ค่อยรู้ประสาอันใด ขอศิษย์พี่โปรดยั้งมือด้วย" เมื่อเห็นว่าร่างสูงไม่กล่าวอันใด อ้ายเยว่จึงได้เอ่ยหยอกเย้าออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้

 

"ศิษย์น้องกล่าวเช่นนั้นได้เยี่ยงไร ในเมื่อแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยแกล้งเจ้าสักครั้ง มีแต่เจ้าสิแกล้งข้า" ใบหน้าคมคายจุดยิ้มที่มุมปาก ในสมองหวนระลึกไปถึงอดีตที่ผ่านพ้น ศิษย์น้องตัวเล็กๆที่เขาได้เคยโอบอุ้มช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก แน่นอนว่าเขานั้นยินยอมให้ศิษย์น้องแกล้งแต่โดยดีและเต็มใจเสมอมา

 

"ข้าหาได้แกล้งท่านเสียหน่อย มันก็แค่ความผิดพลาดทางการทดลองวิทยาศาสตร์อะไรนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง" ใบหน้างามสะบัดไปอีกทางอย่างงอนๆ

 

ร่างสูงได้แต่ลอบทำหน้าสะพรึงบางครั้งเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจศิษย์น้องของเขานัก อ้ายเยว่มักจะชอบพูดคำแปลกๆ ทำอะไรแปลกๆ และผลที่ออกมาก็แปลก อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เจ้าตัวบอกจะลองทำระเบิด เจ้าตัวบอกเผื่อจะดัดแปลงให้กลายเป็นอาวุธลับเหมือนที่เคยดูในซีรี่ส์จีน แน่นอนว่าเขาไม่เข้าใจคำพูดนั้นสักเท่าไหร่ และผลของมันก็ทำให้สวนดอกไม้ของอาจารย์พังราบไปทั้งแถบ แถมเขาเองก็บาดเจ็บถึงจะแค่เล็กน้อยก็ตามนี่ถ้าเป็นคนธรรมดาหรือวรยุทธอ่อนด้อยมีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลเป็นแน่ ส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องน่ะหรือไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ก็โดนอาจารย์สั่งให้เขียนหนังสือสำนึกผิดและกักบริเวณไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ




----------------------------------------------------------------



 

        หลังจากเดินต่อมาได้อีกหนึ่งชั่วยาม ก็ปรากฏเป็นหมู่บ้านขนาดกลางอยู่ไม่ไกล หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าซานม่าย ที่แปลว่าเทือกเขา ด้วยเพราะว่าหมู้บ้านนี้อยู่ติดกลับเทือกเขาสูง หมู่บ้านซานม่ายอยู่ในเขตแดนของอาณาจักรเป่ยเปี่ยนผู้คนส่วนใหญ่ทำอาชีพนายพราน เนื่องจากถัดจากหมู่บ้านไปทางทิศใต้มีป่าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีชื่อว่าป่าตะวันดับ เนื่องจากภายในป่านั้นเป็นป่าดงดิบรกทึบชนิดที่ว่าแทบจะไร้แสงตะวันเมื่อเหยียบย่างเข้าไป ป่านี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างอาณาจักรทั้งสี่ ภายในป่าเต็มไปด้วยสัตว์ป่า สมุนไพรหายาก และสัตว์วิเศษ พวกนายพรานที่อยู่ในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะทำเพียงแค่ล่าสัตว์และหาของป่าไปขายเท่านั้น  และมีบางส่วนที่รับจ้างนำทางพวกชาวยุทธหรือพวกชนชั้นสูงไปล่าสัตว์วิเศษ สำหรับผู้ที่ต้องการสัตว์วิเศษเพื่อทำพันธะสัญญา ส่วนพวกเขานั้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่ใดเป็นพิเศษ ที่ลงจากเขามาครั้งนี้เพียงต้องการออกมาดูโลกภายนอกและหาประสบการณ์ตามที่อาจารย์ว่าไว้ แต่แน่นอนว่าสำหรับอ้ายเยว่แล้วจุดประสงค์คือมาเที่ยวและสรรหาของอร่อยกินล้วนๆ

 

        เมื่อใกล้จะถึงหมู่บ้านร่างสูงก็ส่งหมวกปีกกว้างที่มีผ้าโปร่งบางติดอยู่ตรงชายโดยรอบและยาวลงไปจนถึงบั้นเอวที่ไม่รู้เอามาจากไหน แต่เขาเดาเอาว่าคงจะเก็บเอาไว้ในแหวนมิติ คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถามว่ามีปัญหาอะไรหรือ จะให้เขาใส่หมวกทำไมให้เกะกะ

 

        "ถ้าเจ้าอยากเที่ยวอย่างสงบก็จงใส่ไว้สะ เพราะหน้าเจ้านั่นแหละที่มันจะทำให้มีปัญหา"

 

        หึ๊!!! ร่างโปร่งเพียงแต่ส่งเสียงออกมาคำเดียวก่อนจะรับหมวกมาใส่อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

 

        สองร่างที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านไม่ได้ทำให้ผู้คนสนใจมากนัก เพราะที่นี่ก็มีคนแปลกหน้าเข้าๆออกๆเป็นประจำอยู่แล้ว ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มใบหน้าคมคายนั้นจัดว่าดีเลิศ แต่ก็นั่นแระคนที่หน้าตาดีก็เคยเข้ามาที่นี่เช่นกันถึงแม้จะไม่บ่อยนัก บวกกับอีกร่างที่สวมหมวกคลุมปิดหน้าตาไว้ถึงจะแลดูน่าสงสัยแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายทุกคนโดยรอบจึงเพียงปรายตาดูแล้วกลับไปทำงานของตนเองตามปกติ

 

        เลี่ยงหลิ่งเดินนำร่างโปร่งไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อนอนพักค้างแรม อ้ายเยว่ที่เดินตามมาด้านหลังหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร้านขายซาลาเปาน่าตาน่ากินส่งกลิ่นหอมฟุ้งอีกฝั่ง สองขาก็รีบเปลี่ยนทิศทางเดินตรงไปหาร้านซาลาเปาทันที

โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าขณะนั้นมีขบวนรถม้าขบวนหนึ่งมุ่งมาตามถนนด้วยความเร็วเพราะใจมั่วแต่จดจ่อกับของกิน ผู้คนต่างรีบหลีกทางกันจ้าละหวั่น เนื่องด้วยขบวนรถหรูหรามีม้านำขบวนเช่นนี้คงไม่แคล้วเป็นรถม้าของพวกชนชั้นสูงสักตระกูล

 

"อ้ายเยว่!!" ร่างสูงตะโกนก้องเมื่อหันมาเห็นรถม้าที่พุ่งเข้ามาใกล้ร่างโปร่งในระยะกระชั้นชิดแล้ว อ้ายเยว่หันหน้ามองไปตามเสียงเรียกก็พอดีกับที่ขบวนรถม้ามาถึงหน้าตนพอดี บุรุษที่ควบม้านำขบวนมารีบชักบังเหียนหยุดม้าไว้ได้ทันชนิดเส้นยาแดง รถม้าทั้งขบวนหยุดชะงักเสียงม้าแผ่ดเสียงร้องลั่นถนนพลางพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดดังฟืดฟาด  ร่างโปร่งที่ตกใจจนใจล่วงลงไปอยู่ตาตุ่มล้มลงก้นกระแทกพื้น มือขาวบางยกขึ้นลูบอกปอยๆดวงตาสีนำตาลเข้มขึ้นด้วยความขุ่นเคืองตวัดมองไปยังขบวนรถม้าต้นเหตุ

 

"พวกเจ้าขี่ม้าประสาอะไร นี่มันกลางท้องถนน ผู้คนเดินกันมากมาย เกิดใครได้รับบาดเจ็บไปจะทำเช่นใด…."

 

"เกิดอันใดขึ้น?" และยังไม่ทันที่ร่างโปร่งจะพูดจบ เสียงนุ่มทุ้มแต่ติดจะขัดเคืองก็ดังลอดออกมาจากรถม้าเบื้องหน้า พร้อมกับร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำขลิบชายด้วยดิ้นทองหรูหรา อ้ายเยว่รีบย้ายสายตาไปจับจ้องที่บุรุษน่าตายผู้นั้นทันที






-------------------------------------------------------


** มาต่ออีกตอนสั้นๆ 555 อืมมม ไม่รู้ว่าคุณผู้ชายที่โผล่มานี้เป็นใครเนอะ แล้วอีตาศิษย์พี่นี่เค้ามีปัญหาชีวิตอะไรเรอ???  ตอนแรกน้องเยว่นางแอบคิดว่าศิษย์พี่นางติดสาวรึป่าวหว่า??? 


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน มาติดตาม อย่าลืมเม้นเพื่อให้กำลังใจกันบ้างนะคะ จะได้มีแรงปั่นเนอะ แล้วเจอกันตอนหน้าจ้าาา





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

201 ความคิดเห็น

  1. #185 Conflagration (@leafre-algorithm) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 02:12
    นี่มัน เจ้าไม่รู้ถึงกลิ่นอายเลยรึ OMG
    #185
    0
  2. #182 yellowpage (@kamrung) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 09:59
    เอ่อ อันนี้เยว่เป็นคนผิดนะที่เดินไม่ดูทางเอง ไม่ใช่ความผิดของรถม้า 55555
    #182
    0
  3. #158 ningthanaporn (@ningthanaporn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 17:57
    พระเอกแน้ๆ
    #158
    0
  4. #100 my waffle (@wannisa22) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 22:06
    อยากเหนอิมเมจ
    #100
    0
  5. #96 THE DO (@tabbydororo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 11:35
    น้องน่ารักจัง นึกภาพตอนเป็นจิ้งจอกสีขาวตัวน้อยตุ้ยนุ้ยแล้วบับบบบบ อยากกระโดดใส่
    #96
    0
  6. #80 Dark20798 (@m6412009) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 14:32
    นั่นแหละ ไม่ใช่ แระ คับ แก้คำด้วยนะคับ
    #80
    0
  7. #57 แกงส้ม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 10:07
    มาแว้ว
    #57
    0
  8. #36 Rucha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 09:52
    เม้นๆๆ กำลังใจจ้าาา

    ดูท่าจะใช่พระเอกหรือไม่นะ
    #36
    0
  9. #33 jesterei (@jinxpz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 18:50
    เกือบไปแล้วอ้ายเยว่
    #33
    0
  10. #15 Hunhan8899 (@Hunhan8899) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 05:34
    ใครอ่า
    #15
    0
  11. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 16:55
    ฮาเร็มแน่ๆ
    #7
    0