ลำนำรักจิ้งจอกสวรรค์ (yaoi )

ตอนที่ 8 : ลำนำที่ 7 (100)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,990
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    14 เม.ย. 60





ลำนำที่ 7

 

 

 

นี่ละมั้งที่เรียกว่าอยู่ดีๆความซวยก็มาเยือน ไม่สิต้องโทษความประมาทเลินเล่อของตนเองมากกว่า เพ้ยยย บิดามันสิ!! ใครมันจะไปคาดคิดว่าไอ้ก้อนหินนี่อยู่ดีๆจะดันมาตาสว่างเอาตอนนี้เสียได้

 

คิ้วโค้งดั่งกิ่งหลิวขมวดมุ่นอย่างวุ่นวายใจ และยิ่งรับรู้ถึงสายตาเย็นเหยียบที่จับจ้องมาอย่างชวนขวัญผวา สมองก็รีบประมวลเรื่องราวเพื่อหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้าไว้แก้ต่างให้ตนเอง  ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ทราบว่าตนจะร้อนรนไปเพื่ออันใด อีกฝ่ายรู้แล้วอย่างไร? ไม่รู้แล้วอย่างไร?

 

ดวงตาคมที่บัดนี้ยิ่งคมปลาบดุจใบมีดน้ำแข็งหรี่ลงมองร่างโปร่งบางขาวสร่างที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่กลางธารน้ำใส ลูกแก้วสีน้ำตาลกลมวาวดั่งอัญมณีที่เขาเคยแอบลอบชมว่างามแม้จะอยู่บนใบหน้าอัปลักษณ์สุดแสน บัดนี้ยิ่งงดงามขึ้นทบทวีเมื่อประกอบเข้ากับใบหน้าเรียวรีรูปไข่แสนพิลาศล้ำ ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงระเรื่อดั่งผลอิงเถาน่าฝากรอยจุมพิตอย่างมิรู้เบื่อ ความงดงามนี้ดุจมิใช่มนุษย์เดินดิน หากแต่เป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงแปลงกายมาหรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเทพเซียนตกสวรรค์สักองค์หนึ่ง ความงาม..ที่เขาแสนชิงชัง!!!

 

“เอ่ออ คือข้า ขอขึ้นไปก่อนได้หรือเปล่า คือข้าหนาวแล้ว”

 

เมื่อสุดจะหาเหตุผลใดมาแก้ต่างให้ตนเองได้ทันในยามนี้ ก็ขอขึ้นไปตั้งหลักก่อนก็แล้วกัน

ดวงตากลมโตช้อนมองร่างสูงที่ยืนนิ่งดุจเสาหินอยู่บนริมฝั่ง  ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อสบกับดวงตาคมแสนเย็นชา จริงอยู่ที่ปกติแล้วอี้เฟยหลงก็มักจะปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเย็นชา แต่เขาสามารถรับรู้ได้ว่านั้นเป็นการแสดงออกที่ไม่จริงจังนัก ผิดกับยามนี้ที่ความเย็นชาแผ่พุ่งออกมาดั่งกำแพงน้ำแข็งดุจจะกีดกันผู้คนออกไปให้ไกลสุดแสน ยังไม่นับกระแสความชิงชังที่ปะปนออกมา แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคู่แต่มีหรือที่เขาจะไม่รับรู้ ท่านชิงชังสิ่งใดกัน?

 

นับว่าเป็นปฏิกิริยาที่อ้ายเยว่ไม่เคยคลาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับ ยิ่งด้วยใบหน้านี้แล้ว แม้ตัวเขาเองส่องกระจกมองหน้าตนเองยังหลงรักอยู่ทุกวี่วัน กับคนอื่นจะเป็นอย่างไรได้ แล้วนี่คืออะไร ความเย็นชา ความเกลียดชัง สิ่งเล่านี้คืออันใด เหมาะแล้วหรือที่จะมอบให้คนงาม?

 

“เอ่อ ข้าขอโท..”

 

“ขึ้นมาก่อนเถอะ อากาศเย็นนัก”  กล่าวจบร่างสูงของอี้เฟยหลงก็หันหลังเดินกลับไปตามทางที่เคยเดินมา ทิ้งให้คนที่จะเอ่ยปากขอโทษต้องอ้าปากค้าง

 

ปากที่อ้าค้างตะลึงงันค่อยๆหุบลง แปรเปลี่ยนมาเม้มแน่นอย่างข่มกลั้น ลูกแก้วสีน้ำตาลวาวโรจน์เข้มจัดขึ้นด้วยแรงโทสะที่โหมกระพือ

 

อะไรนักหนาว่ะ เห็นเล่าจื๊อเป็นเพื่อนเล่นเอ็งรึไงว่ะไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เทียบอายุกันตามจริงแล้วข้านี่บิดาเจ้าแล้วเว้ย แล้วไอ้อาการเฉยชาหมางเมินนี่มันคืออะไร กะอีแค่โกหกว่าหน้าตาอัปลักษณ์นี่มันผิดร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ ไอ้หินอุกกาบาตเอ้ย!!  

 

 

แขนเรียวเสลาฟาดลงบนพื้นน้ำเพื่อระบายอารมณ์  พร้อมสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสงบสติ ก่อนจะก้าวขึ้นจากน้ำใส่เสื้อผ้าอย่างว่องไวแล้ว ก้าวตามร่างสูงไปติดๆ

 

 

เมื่อย่างก้าวเข้าไปบริเวณที่ทั้งคู่ใช้พักแรมเมื่อคืน ก็พบร่างสูงของอีกฝ่ายกำลังก้มลงเก็บสัมภาระ โดยไม่แม้แต่จะปลายตามามอง เมื่อเห็นอาการดั่งกล่าว อารมณ์ที่เริ่มจะสงบลงก็เหมือนจะโหมปะทุขึ้นมาอีกรอบ แต่ครั้งนี้มันกับปะปนกับความรู้สึกบางอย่าง นั่นคือ..ความน้อยเนื้อต่ำใจ สิ่งที่หลี่อ้ายเยว่ผู้นี้ทนไม่ได้ที่สุดคือการถูกหมางเมิน เหมือนดังเช่นเมื่อชาติที่แล้ว เมื่อนั้นแล้วกระแสเสียงที่กล่าวออกไปจึงอดสั่นพร่ามิได้

 

“นี่ท่านโกรธข้าเพียงเพราะข้าปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงงั้นรึ?”

 

 

อี้เฟยหลงชะงักร่างเล็กน้อย ก่อนระบายลมหายใจเมื่อได้ฟังกระแสเสียงนั้น ร่างสูงหยัดยืนขึ้นก่อนจะหมุนตัวมาประจันหน้า ดวงตาดำขลับดังเม็ดนิลทอดนิ่งมองสบดวงตากลมโต “ข้าหาได้โกรธเจ้า ข้าเข้าใจดีในเหตุผลที่เจ้าต้องปิดบังรูปโฉมของตน แผ่นดินกว้างใหญ่ เภทภัยมีมาก ยิ่งเจ้างดงามเช่นนี้ย่อมนำภัยมาสู่ตนได้”

 

“แล้วเช่นนั้นเพราะเหตุใดท่าน..?”  คำว่าหมางเมินใส่ข้า..ถูกกลืนหายไปในลำคอ คำพูดเช่นนั้นจะสามารถนำมาใช้พูดได้อย่างไร เขากับอี้เฟยหลงเพียงพบกันได้ไม่นาน รู้จักกันน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จะว่าเป็นเพื่อนก็มิใช่ คนรู้จักก็มิเชิง นายกับบ่าวเขาไม่ยินยอมรับเด็ดขาด เช่นนั้นแล้วคำพูดที่กินความหมายลึกซึ้งเช่นนั้นย่อมไม่เหมาะไม่ควรจะนำมาใช้อธิบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจในยามนี้ใช่หรือไม่?

 

“ข้าเพียงเผลอหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ มิได้เกี่ยวอันใดกับเจ้า นี่สายมากแล้วเราเดินทางกันต่อเถอะ” เมื่อเห็นคนเงียบงันไป อี้เฟยหลงจึงเอ่ยอธิบายเพิ่มเติม แต่น้ำเสียงนั้นยังแฝงความเย็นชาห่างเหิน

 

เมื่อกล่าวจบร่างสูงก็ก้มลงหยิบห่อผ้าขึ้นมาสะพายก่อนหมุนตัวออกเดินไปตามทิศทาง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นลูกแก้วสีน้ำตาลทอดตามร่างสูงที่เดินนำออกไปก่อนจะตัดสินใจเดินตามไปอย่างเงียบๆ ภายในจิตใจมีความโกรธ แต่เหนือกว่าความโกรธคือความน้อยใจ จากที่มีอยู่เดิมบัดนี้ยิ่งล้นปรี่ขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว

 

 

ก็ในเมื่อบอกว่ามิเกี่ยวอันใดกับเขาแล้วใยคนจึงทำเย็นชาห่างเหินต่อเขากันเล่า เจ้าบ้า!!

 

 

 

..........................................................................

 

 

 

ภายในป่าตะวันดับ ร่างสองร่างเดินติดตามกันไปอย่างเงียบงัน มีเพียงสายลมเอื้อย เสียงแมลง แลนกต่างๆเคล้าคลอบินหยอกล้อกันไปมา หากอยู่ในยามอารมณ์ดีบรรยากาศเช่นนี้คงชวนเพลิดเพลินเจริญใจมิใช่น้อย  แต่ว่าในยามนี้คนที่เคยพูดเจื้อยแจ้วกับปิดปากเงียบสนิท เส้นทางในวันนี้บังคับให้พวกเขาต้องเดินล้ำเข้าไปในป่าตะวันดับลึกขึ้นกว่าวันก่อนๆ ยิ่งเดินลึกเข้าไปแสงอาทิตย์ที่เคยทอลอดลงมาให้ความอบอุ่นยิ่งเหือดหาย บรรยากาศเริ่มมืดครึ้มแลอับชื้น ฉับพลันสรรพสำเนียงต่างๆกับเงียบสนิท บรรยากาศเย็นเยียบแผ่กลิ่นไออันตราย

 

ร่างสูงสง่าของอี้เฟยหลงชะงักงัน ลำแขนแข็งแกร่งกวาดไปคว้าร่างโปร่งบางก่อนดึงให้มาอยู่หลังตน คนที่เดินซึมกระทือมาตลอดทางเงยหน้ามองการกระทำนั้นอย่างงุนงง เหตุใดคนที่ทำหมางเมินต่อกันมาตลอดทางจึงเกิดอยากจะปกป้องเขาขึ้นมาเสียล่ะตอนนี้  ครั้นจะเอ่ยปากบอกว่าห่วงตัวเองก่อนเถอะเพราะเขานั้นปกป้องตัวเองได้ แต่เมื่อเห็นกิริยาเหมือนแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกไก่แล้วก็เลยเงียบปากเสีย ถึงจะทำเย็นชาอย่างไร แต่อย่างน้อยเมื่อถึงคร่าวขับขันคนผู้นี้ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่บ้างกระมัง เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วความโกรธเคืองที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นก็ยิ่งลดฮวบฮาบลงไปทันที อารมณ์ที่เคยหม่นมัวนี้ดีขึ้นมาโดยพลัน

 

อารมณ์ดีขึ้นได้ไม่ทันไรคิ้วเรียวก็ต้องขมวดเข้าหากัน ดวงตากลมโตจับจ้องยังพุ่มไม้ใหญ่เบื้องหน้า เมื่อจับสัมผัสได้ถึงสัตว์วิเศษระดับเจ็ด!! แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงสัตว์วิเศษ แม้มันจะอยู่ที่ระดับเจ็ดแต่ระดับเจ็ดของมันย่อมเหนือกว่าระดับเจ็ดของมนุษย์อยู่ขั้นหนึ่ง อ่า!!สัตว์วิเศษระดับนี้พวกเขาบังเอิญมาพบเจอได้นี่ถือเป็นคราวเคราะห์แล้วใช่หรือไม่? หากว่าพลังของเขาไม่ถูกสะกดไว้สัตว์วิเศษระดับเพียงแค่นี้ถือเป็นอะไรได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงหลี่อ้ายเยว่ที่มีพลังเพียงระดับเจ็ดเช่นเดียวกัน แต่หากร่วมมือกันกับอี้เฟยหลงคงพอจะสูสีอยู่กระมัง?

 

เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างโปร่งจึงก้าวเท้าเพื่อจะไปยืนเคียงข้างอี้เฟยหลงเตรียมตั้งรับต่อสู้ แต่คลาดไม่ถึงคนจะยังดึงดัน ดันตัวเขาไว้อยู่ด้านหลัง ลูกแก้วสีน้ำตาลลอบกรอกไปมา อย่าพึ่งมาพระเอกตอนนี้ได้ไหม เดี๊ยวได้ตายห่าทั้งคู่กันพอดี!!

 

“ท่านสู้มันคนเดียวไม่ไหวหรอก ดูจากที่มันยังไม่โจมตี แต่กลับซุ้มดูลาดเลานับว่าฉลาดยิ่ง ท่านสู้คนเดียวเราจะตายทั้งคู่ ไม่สู้จับมือกันสู้ดีกว่า”

 

ไม่ทันขาดคำบางสิ่งขนาดมหึมาแต่รวดเร็วดุจลูกธนูก็พุ่งตรงมาจากเบื้องหน้าเหมือนรอคอยจังหวะนี้มาเนิ่นนาน มือหนารีบผลักร่างโปร่งให้พ้นวิถีจู่โจม ก่อนตนเองจะล้มกลิ้งไปพร้อมกับร่างสีขาวของเสือที่ใหญ่เท่าแม่วัวตัวพวงพี ฝ่ามือทั้งสองข้างดันอยู่ที่ปากเสือขาว คมเขี้ยวยาวแหลมคมกรีดลึกลงไปบนฝ่ามือแกร่ง เลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลยิ่งปลุกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายให้ยิ่งคลุ้มคลั่ง  อ้ายเยว่ไม่รอช้ารีบชักกระบี่คู่ออกมาปาดเข้าไปหมายจะจ้วงแทง แต่แล้วเจ้าเสือกับเผ่นแผ่วกระโจนออกไปยืนตั้งหลักอยู่อีกมุม ส่งเสียงคำรามข่มขู่ อี้เฟยหลงรีบชักกระบี่ออกจากฝัก ทั้งสองฝ่ายต่างประจันหน้าดูเชิงกัน ก่อนที่เสือขาวจะเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่ ร่างสองร่างเผ่นหนีไปคนละทาง ก่อนจะเตะฝ่าเท้าพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกันอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายมนุษย์และสัตว์ต่างพลัดกันรุกพลัดกันรับ แม้นเสือขาวตนนี้จะเป็นสัตว์วิเศษที่ระดับเจ็ดแต่สัตว์ก็ยังเป็นสัตว์ไหนเลยจะเท่าทันเล่ห์กลของมนุษย์ เมื่อไม่อาจหักหาญได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวก็จำต้องใช้สมองเข้าร่วม ยิ่งหลบหลีกหลอกล่อเจ้าสัตว์ร้ายก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน อ้ายเยว่จึงอาศัยจังหวะนั้นเข้าจู่โจม ร่างโปร่งอัดพลังปราณทั้งหมดลงที่กระบี่ทั้งสอง ใบหน้าหวานหันไปมองสบสายตากับดวงตาคมกริบ ใบหน้าคมคายพยักน้อยๆอย่างเข้าใจ ก่อนจะใช้กระบี่แทงเข้าไปยังตาขวา เสือขาวแหงนงายโก่งคอคำรามกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังระงมพื้นป่า เปิดช่องว่างให้ร่างโปร่งพุ่งเข้าใส่จ้วงแทงไปบริเวณลำคอ ดวงตาแดงกร่ำดุจสีเลือดเบิกกว้างก่อนร่างใหญ่หนาจะทรุดลงสิ้นใจ ลำแขนเรียวงามยกขึ้นปาดเช็ดหยาดเหงื่อ พร้อมระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพิจารณาซากเสือขนาดใหญ่ที่นอนสงบนิ่ง  ก่อนหันไปสำรวจร่างสูงที่บาดเจ็บเล็กน้อย ที่หนักสุดเห็นจะเป็นบาดแผลบนฝ่ามือทั้งสองข้างจากคมเขี้ยวของเสือขาวเมื่อคราแรกที่มันจู่โจม

 

 

เมื่อเห็นร่างสูงเดินไปทรุดนั่งที่โคนต้นไม้ก่อนหยิบเอาถุงหนังบรรจุน้ำขึ้นมาล้างบาดแผลอย่างเก้กัง

 

 “ให้ข้าช่วยท่านเถอะ”

 

ใบหน้าหวานส่ายไปมาอย่างอ่อนใจ ก่อนมือบางจะล่วงเข้าไปในสาบเสือหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาฉีกแบ่งครึ่งแล้วเดินเข้าไปหมายจะช่วยทำแผลให้ มิคลาดว่าเพียงฝ่ามือขาวเนียนสัมผัสถูกมือแกร่งกับถูกอีกฝ่ายสะบัดออกราวกับต้องของร้อน ผ้าเช็ดหน้าที่โดนฉีกเป็นสองส่วนร่วงลงพื้นดิน

 

“บาดแผลเพียงเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรบกวนเจ้า” 

 

 

---------------------------------------------------

 

 

คิ้วเรียวงามกระตุกขึ้น แขนเสลาทั้งสองข้างยกขึ้นเท้าเอวขึ้งตามองร่างบุรุษที่อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าสตรีมีระดู อย่างร่ำๆจะหมดความอดทน

 

“นี่ตกลงท่านจะเป็นเช่นนี้อีกนานหรือไม่ ปากบอกไม่มีอะไร แต่การกระทำกับมีอะไร ตกลงท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ หากท่านไม่พอใจให้ข้าไปด้วยก็พูดมา จะได้ตัวใครตัวมัน ข้าหาได้จำเป็นต้องไปกับท่านเสียหน่อย นี่ก็ไปเพื่อมนุษยธรรมหรอกเหอะ จะเอาอย่างไรรีบว่ามา”

 

อี้เฟยหลงชะงักงั้นไปกับคำกล่าว ดวงตาคมมองสบลูกแก้วสีน้ำตาลที่บัดนี่ขุ่นเข้มด้วยความเคืองใจ ก่อนทอดถอนหายใจ เขาเอาคนสองคนมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไรนะ ในเมื่อในความเป็นจริงทั้งคู่ไม่ได้มีความเหมือนกันแม้เพียงนิด อย่างน้อยคนผู้นั้นก็ไม่ได้มีนิสัยขวานผ่าซาก และพูดจาไร้มารยาทกับเชื้อพระวงศ์เช่นนี้เป็นแน่

 

“ไม่ต้องมาด่าในใจ มีอะไรด่ามาตรงๆเถอะ” ดวงตากลมโตถลึงมองคนตรงหน้า ก่อนยกแขนทั้งสองขึ้นมากอดอกไว้

 

“เจ้าเอาอะไรมากล่าวหาว่าข้าด่าว่าเจ้ากัน?” ร่างสูงอดหลุดขำออกมาไม่ได้เมื่อฟังคำกล่าวหาของอีกฝ่าย

 

“สายตาท่านสิฟ้อง  ช่างเถอะๆ...” มือขาวเรียวโบกไปมาอย่างคร้านจะใส่ใจ ก่อนจะทรุดตัวลงเอื้อมมือไปแย่งถุงหนังจากอีกฝ่ายแล้วค่อยจับมือใหญ่มาล้างแผลให้อย่างเบามือ คิดในใจว่าถ้าคราวนี้สะบัดมืออกอีกจะตบกระโหลกให้หายบ้าเลย

 

“ข้าขอโทษ”

 

“หะ!!!...” ร่างบางชะงักงัน มองอีกฝ่ายปานเห็นผี

 

“นี่สมองท่านกระทบกระเทือนด้วยเหรอ?” แต่เห็นร่างสูงเพียงทำหน้าเย็นตามปกติ ไม่กล่าวโต้ตอบอันใด จึงก้มหน้าก้มตาทำแผลต่อ และเมื่อจัดการทำแผลเรียบร้อย ทั้งคู่จึงได้เริ่มออกเดินทางต่อ

 

 

 

------------------------

 

การเดินทางนับว่าเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้จะพบเจอสัตว์วิเศษอยู่บาง แต่เนื่องจากเส้นทางที่ใช้เป็นเพียงเขตป่าด้านนอก สัตว์วิเศษที่ได้พบเจอจึงเป็นพวกที่มีระดับไม่สูงมาก  นอกจากนั้นยังไร้วี่แววของพวกนักฆ่าติดตามมาจนดูน่าแปลกใจ

 

หลังจากเดินทางรอนแรมกันมาหลายวัน ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงสุดเขตป่าและจะเข้าสู่เมืองหนานจิงซึ่งเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรซีเปียนที่อยู่ติดกันกับเมืองซือเป่าของเป่ยเปียน

 

อี้เฟยหลงเหลือบมองใบหน้าจืดชืดเป็นเต้าหู้ค้างปีของคนข้างกาย ผิวสีซีดดั่งคนอมโรค ตาทั้งสองข้างเล็กหยี่ยิ่งกว่าเม็ดก๋วยจี๊ แล้วอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างขบขัน ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามจะทำให้หน้าตาของตนดูธรรมดาที่สุดเลิกใช้ใบหน้าอันอัปลักษณ์แล้วเปลี่ยนมาใช้ใบหน้าที่อีกฝ่ายบอกว่าบ้านๆชนิดหมายังไม่เหลียวมอง แต่นี่มันก็ธรรมดามาก มากเสียจนกลายเป็นจุดเด่นไปเสียได้

 

“ท่านขบขันอันใด?” อืมมมไม่คิดว่าเจ้าก้อนหินน้ำแข็งนี่ก็ยิ้มเป็นแหะ ถึงจะดูเหมือนแสยะยิ้มแบบแปลกๆก็เถอะ

 

ได้ยินเช่นนั้นอี้เฟยหลงก็รีบหุบยิ้มทันที แล้วกับไปตีหน้านิ่งเช่นเดิม

 

อ้ายเยว่หรี่ตามองร่างสูงก่อนจะร้องเหอะออกมาคำหนึ่ง แค่ยิ้มนี่มันจะตายรึไง ทำเป็นเก๊กอยู่ได้ไม่เมื่อยหน้าไม่กลัวหน้าจะเป็นตะคริวบ้างรึไงนะ 






โกรธอะไรตูหวาาาา??????













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

201 ความคิดเห็น

  1. #133 แกงส้ม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 15:15
    เฟยหลงเคยโดนคนงามหักหลังมาเรอะ
    #133
    0
  2. #84 gaman5535 (@gaman5535) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 12:38
    ไรท์เตอร์มาต่อเร็วๆ
    #84
    0
  3. #82 tooktik0857 (@tooktik0857) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 14:11
    ไรท์หายไปไหน อยากอ่านต่อ
    #82
    0
  4. #79 TherainStar (@xicrer1911) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 14:28
    โกรธอะไรนะเทอวววววว5555555
    #79
    0
  5. #77 #2311# (@sai-sasina) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 18:17
    รอน้าาาา
    #77
    0
  6. #76 - Nusjung - (@tabtimnak) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 18:02
    อ้ายเย่วทิ้งคนเมินไว้กลางทางแล้วหาคนใหม่ดีกว่า คริ ๆ
    #76
    0
  7. #75 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 07:44
    มาต่อไวๆ
    #75
    0
  8. #74 แมวดำ มุ้งมิ้ง (@46200311) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 06:06
    อ้ายเยว่น่ารัก~~~
    #74
    0