[นิยายแปล] ใครกล้านินทาศิษย์พี่ของข้า [Yaoi/BL]

ตอนที่ 1 : วิกฤตของสรรพชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,584
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 195 ครั้ง
    30 ธ.ค. 61

CHAPTER 1 : วิกฤตของสรรพชีวิต

วิกฤตของสรรพชีวิต : ตำราสามบทที่มีข้อสมมติฐานหลักคือ การฝึกฝนความเป็นอมตะ

นอกเหนือจากรูปแบบการพัฒนาตนเองในเชิงบวกแล้ว ยังถือหลักของการไม่ยอมรับความชั่วร้ายและสนับสนุนอุดมการณ์อย่างดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้ มันเพิ่งเริ่มต้นเมื่อสิบเดือนก่อน ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมหน้าที่อันพึงทำ

เป็นผลให้มันเป็นที่รู้จักกันในชื่ออื่น เรียกว่า งานเขียนของนักบวช

ในช่วงเวลานี้ ฟอรั่มหลายคนเต็มไปด้วยสื่อการสอนในเชิงบวกของกระทรวงวิทยุและกระจายเสียง

[ความเห็น: มันไม่เป็นการละเมิดนโยบายใด ๆ ของประเทศ อาจพูดได้ว่าเป็นรูปแบบการเขียนเว็บ]

[ความคิดเห็น: ตัวเอกหลักใช้สติปัญญาของเขามากกว่าความรู้สึกของเขา เขาไม่ใช่ม้า(1) และไม่น่าตื่นเต้นมากนัก ในหมู่นวนิยาย เรื่องนี้ฉีกแนวมากที่เดียว]

[Comment: เขาไม่มีนิ้วทองมากเกินไป(2) และฉากไม่ได้ตกใจเกินไป ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือความสัมพันธ์ที่ขาดแคลนพละกำลัง]

เพราะมันไม่ได้ข้ามเส้นใด ๆ โครงเรื่องจึงน่าสนใจด้วยตัวมันเอง

ห้าสำนักใหญ่ที่คงอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ในจือฟง(3)ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ผู้สมรู้ร่วมคิดกางกรงเล็บเพื่อทำลายล้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมด อันตรายแฝงอยู่รอบด้าน ตัวเอกหลักช่วยเหลือทุกคนจากหายนะโดยใช้เคล็ดวิชาเยียวยาที่สูญหายไปเป็นเวลานาน ขจัดความเข้าใจผิดของแต่ละฝ่ายและเปิดโปงผู้สมรู้ร่วมคิดที่อยู่เบื้องหลัง และด้วยเหตุนี้จึงรวมกลุ่มปรมาจารย์ทั้งหมดไว้ในจือฟง

เขาสมควรที่ถูกยกย่องนับถือ จุ้นเยียนจื่อไม่ใช่นักพรตหรือคนเสแสร้ง เขาไม่ได้ฆ่าทุกคนจนถึงคนสุดท้าย แต่เขาก็ยังไม่ได้ใจอ่อน อย่างไรก็ตามเขาเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณในเรื่องความเป็นส่วนตัว แม้ว่าเขาจะเกี่ยวข้องกับหญิงสาวสองสามคน ระหว่างพวกเขาก็มีเพียงความรู้สึกเลือนลาง เขาหลีกเลี่ยงความผิดศีลธรรม รักษาความสงบและไม่เคยข้ามเขตแดนใด ๆ

[ทวีต: ความหลากหลายของงานเขียนยังคงเพิ่มขึ้นและลือเลื่อง วิกฤตของสรรพชีวิตเป็นเหมือนกระแสน้ำบริสุทธิ์ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่สมบูรณ์อย่างถ่องแท้]

ไม่มีความกดดันใด ๆ ในการโพสต์และมันเหมาะสำหรับการอ่านทั้งชายและหญิง นวนิยายเรื่องนี้จึงกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ในที่สุดก็ปีนขึ้นหน้าหนึ่งของหนานเปียนโพสต์ ซึ่งได้รับการเปิดดูนับพัน ๆ ครั้ง

เหวินจิ้งก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้อ่านเหล่านั้น

เขากลับมาอยู่บนถนนหน้าบ้านเมื่อสิ้นสุดวันที่โรงเรียน เข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในโทรศัพท์มือถือและเห็นการอัพเดตรออยู่ การนั่งรถบัสเป็นเวลานาน เพียงพอสำหรับให้อ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเมื่ออ่านแล้วก็อ่านอีกรอบ

แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

ในฐานะนักเรียนมัธยมปลายอายุสิบสี่ปีที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ทำงานเป็นพนักงานธรรมดา เบี้ยเลี้ยงของเหวินจิ้งจึงเป็นที่น่าสงสาร เขาไม่มีเงินพอจะใช้จ่ายมากนักและเพราะฉะนั้นจึงเป็นผลให้เขาอ่านนวนิยายเรื่องนี้

เขาอ่านนาน ๆ ครั้งและไม่เคยแสดงความคิดเห็น แต่ใครจะรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ

เขียนได้ดีมาก สิ่งคาดเดาได้ทั้งหมดผ่านการแก้ไขอย่างรอบคอบ มีอย่างเดียวที่เขาไม่เข้าใจก็คือ วิกฤตของสรรพชีวิต มีชื่อว่า ชั่วร้าย(4) อย่างไรก็ตาม ในตอนจบ มันชั่วร้ายอย่างไร

วันนี้เป็นบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ในนวนิยาย วิกฤตของสรรพชีวิตเหวินจิ้งกระโดดขึ้นรถบัสและรีบร้อนเปิดโทรศัพท์มือถือ เขาอยากจะรู้ว่าในตอนจบใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่อยู่เบื้องหลัง? หญิงสาวคนไหนที่จุ้นเยียนจื่อ จะอยู่ด้วย? ถ้าโชคดี บางทีในตอนท้ายของนวนิยายเรื่องนี้อาจมีไม่กี่บรรทัดที่ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่อายุน้อย

หลังจากอ่านมาเกือบปี อันที่จริงเขายังไม่อยากให้มันจบ

อ่านด้วยใจจดจ่อ เหวินจิ้งไม่ได้สังเกตเห็นลมแรงที่พัดเข้ามาจากภายนอกอย่างฉับพลัน เขาดึงเสื้อตัวเองไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาติดตรึงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

รถบัสเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ แต่ทันใดนั้นก็เริ่มโยกอย่างรุนแรง โทรศัพท์ของเหวินจิ้งถูกทิ้งลงกับพื้น เขาร้องออกมาเมื่อสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว

“เกิดอะไรขึ้น?

“มีอะไรเกิดขึ้น?

เกิดการสั่นอย่างรุนแรง เหวินจิ้งมองออกไปข้างนอกก็เห็นเมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความตื่นตระหนก คนเดินเท้าล้มลงขณะวิ่ง พวกเขาตะโกนและแผดเสียงร้องไม่หยุดเพื่อขอความช่วยเหลือ

ในเวลานั้น เสียงดังกึกก้องก็ระเบิดขึ้นในหัวของเหวินจิ้ง ราวกับเป็นภาพเคลื่อนไหวช้า รถบัสกับเขาพลิกคว่ำ ความเจ็บปวดจากแรงปะทะครอบคลุมไปทั้งร่างกาย ทันใดนั้น อะไรบางอย่างกระแทกใส่หลังศีรษะของเหวินจิ้ง และเขาก็หมดสติไป

หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่ แสงสีขาวอันอบอุ่นอ่อนโยนเต็มไปด้วยจิตสำนึกของเขาล่องลอย

เสียงร้อนร้นและไม่แน่ใจกระซิบข้างหูของเขา

“ชิฟู(5) ถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว เขาจะตามศิษย์ของเขาไปเร็ว ๆ นี้”

เงาของหมู่ญาติใกล้ชิดกลายเป็นภาพชัดเจนในใจของเขา และค่อยๆ จางหายจนสิ้นสลายไป

ในความมืดมิด เหวินจิ้งค่อยๆ ตามกลุ่มของลูกแสงสีขาว

ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาจำได้ว่ายังไม่ได้อ่านตอนจบอันยิ่งใหญ่ของ วิกฤตของสรรพชีวิต



ʕᴥ· ʔ


สำนักกระบี่ชิงซูตั้งอยู่บนพื้นที่แห่งจิตวิญญาณทางตะวันตกเฉียงใต้ของจือฟง มันเคยดำรงอยู่เป็นเวลานาน

เมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนที่มีฝีมือไม่รู้จำนวนป่ายปีนขึ้นเขาและต้องอ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ในความเห็นพ้องพวกเขาพยายามที่จะยึดครองสถานที่แห่งนี้ ก่อตั้งสำนักและเปิดสำนักบำเพ็ญตน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มาถึงจิตวิญญาณอันสูงสุดต่างกลับคืนไปด้วยความผิดหวัง ในที่สุดยอดเขาสำคัญที่สวยงามของเทือกเขาก็ถูกครอบครองโดยงูหลามสีฟ้า ตลอดทั้งวันบนยอดเขามันดูดซับแก่นพลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

หลายพันปีต่อมามันบรรลุความสามารถในการเปลี่ยนร่างจากการฝึกฝนนี้ แม้ว่างูหลามไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ มันมีนิสัยซุกซนและชอบกลั่นแกล้ง มันจะเล่นกับชาวนาที่อาศัยบนเขาและวิ่งหนีไปหลังจากพวกเขาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาแล้ว ทุกคนไม่พอใจกับเรื่องนี้และรวมตัวกันมุ่งหน้าออกไปสังหารหมู่งูหลามตัวนี้ สัญชาตญาณที่รุนแรงของงูหลามถูกกระตุ้นและหลายคนถูกกัดในที่สุด นับแต่นั้นมาชาวนาไม่กล้าที่จะวางเท้าแม้แต่ข้างเดียวบนเขาซุนหยางอีกเลย

สี่พันกว่าปีต่อมา ผู้บำเพ็ญเซียน(6)เกเรอย่างชิงซูจี(7) เดินทางผ่านสถานที่แห่งนี้ ปีนเขาขึ้นไปชมทิวทัศน์ เขาพบงูหลามได้รับบาดเจ็บ และหลงรักจิตวิญญาณอันเป็นธรรมชาติของงูหลาม เขาปรารถนาที่จะเอาชนะหัวใจของมัน ไม่อยากจะทำร้ายมัน เขาจับงูหลามเจ็ดครั้งและปล่อยมันไปอีกเจ็ดครั้ง เดรัจฉานตัวนี้เดิมทีเกลียดชังชิงซูจี กัดเขานับครั้งไม่ถ้วน หลังจากเห็นว่าชิงซูจีปฏิเสธที่จะตอบโต้ครั้งแล้วครั้งเล่า มันเกิดความละอายใจ หลังจากนั้น รู้สึกซาบซึ้งและหลังจากได้รับอิสระเป็นครั้งสุดท้าย มันหยุดที่เท้าของเขาและไม่ยอมจากไป เป็นผลให้ชิงซูจีตัดสินใจปักฐานที่มั่นบนเขาซุนหยางและก่อตั้งสำนักกระบี่ชิงซู สองร้อยปีต่อมา ชิงซูจีและงูหลามก็หายสาบสูญไปด้วยกัน

เนื่องจากประวัติอันยาวนานจึงไม่มีใครรู้ว่าชิงซูจีเป็นคนอย่างไร ปัจจุบันสำนักนับถือภาพเหมือนของปรมาจารย์บรรพบุรุษ ซึ่งวาดรูปโฉมของผู้บำเพ็ญเซียนที่บริสุทธิ์และสุภาพเรียบร้อยในช่วงอายุไม่เกินสามสิบกว่าปี สวมเสื้อคลุมสีฟ้า ที่ด้านข้างของเขามีงูหลามศักดิ์สิทธิ์มหึมาม้วนตัวอยู่ เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่ง

หลายร้อยปีต่อมา ลูกหลานของศิษย์ส่วนใหญ่มีขีดความสามารถปานกลาง ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาไม่มีสักคนเดียวที่สามารถเป็นผู้รับภาระสืบทอดสำนักได้ การลุกฮือต่อต้านสิ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษชิงซูจีจึงเริ่มขึ้น และม้วนคัมภีร์โบราณที่หลงเหลืออยู่หลายเล่มก็ถูกทำลายเพื่อกวาดล้างสำนัก ในหมู่คนเหล่านี้มีคนจากหงซิ่วฟงถูกใส่ร้ายและถูกบังคับให้หนีไป เขาได้เอาม้วนคัมภีร์โบราณที่เหลืออยู่สองม้วนของชิงซูจีไปด้วย

ในเวลานี้ศัตรูต่างแคว้นได้เฝ้ามองจากที่ห่างไกล ใช้ความได้เปรียบจากช่วงเวลาที่อ่อนแอและบุกเข้าไปในสำนัก ทุกคนในชิงซูล้วนแล้วแต่ขวัญเสีย ผู้บำเพ็ญเซียนกู่มู่(8)ซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสรีบเร่งออกจากเขาเพื่อต่อสู้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา สำนักกระบี่ชิงซูก็มีผู้ฝึกฝน(9)จิตวิญญาณเป็นคนแรก มันเป็นไปได้สำหรับจิตวิญญาณขั้นก่อเกิดที่ปรากฎออกมาจากร่างกายมนุษย์ซึ่งเดินทางไปได้หลายพันลี้ทางจิต ชื่อเสียงของสำนักกระบี่ชิงซูเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่มีใครกล้าตอแยอีก

-- อ้างจากวิกฤตของสรรพชีวิตบทที่หนึ่ง

เหวินจิ้งเงยหน้าขึ้นมองสถานที่ เนื่องจากถูกล้อมรอบด้วยหมอกหนาทึบจึงเห็นได้ไม่ไกลมากนัก หลายยอดเขาในทิศทางนั้น สูงและตรงชันผ่านเมฆ เขาคิดกับตัวเอง ดูเหมือนเขาจะหวนนึกถึงเนื้อเรื่องบางอย่างได้

ไม่ใช่ว่าความทรงจำของเขาดี แต่ในวันเหล่านั้น ขณะที่รออัพเดต เขาก็มักเริ่มต้นอ่านบทแรกอีกครั้ง

เหวินจิ้งเงยหน้าขึ้นมอง ลมชื้นพัดผ่านใบหน้าและทิ้งร่องรอยความเย็นไว้ บนขอบฟ้าเมฆดำมืดครึ้ม อาจเป็นไปได้ว่าฝนกำลังจะตก...

เสียงอ่อนโยนของชายชราดังมาจากภายในกระท่อม “จิ้งเอ๋อร์(10)เร่งมือและเข้ามาข้างในได้แล้ว”

“...ได้”

เหวินจิ้งทำความสะอาดลานบ้านอย่างสะอาดตา แล้วเม็ดฝนก็เริ่มตกตรงนี้และตรงนั้น เขาใช้มือบังศีรษะตัวเอง เขาเดินก้าวต่อก้าวกลับกระท่อมด้วยความเร็วปานกลาง มันเป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องแสดงท่าทีให้เหมาะสม เขาไม่อาจกังวลหรือตื่นตระหนก ยิ่งกว่านั้นก็ไม่อาจยอมให้จิตใจสับสนได้ เขาต้องยึดติดบทบาทของตัวเอง เขาควรจะเป็น ถ้าเป็นไปได้เขาก็ควรจะเป็น...

ชายชราผมสีเทานั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะจัดชามและตะเกียบ “ปิดประตูให้ดีแล้วมากินข้าว”

ได้

เหวินจิ้งเดินช้าๆ เข้าใกล้ด้านหน้าโต๊ะ

ชื่อของเขาในตอนนี้คือลู่จิ้ง ปีนี้เขาอายุได้สิบสามปีแล้ว

ชายชราใจเมตตาผู้นี้ที่จัดเตรียมชามและตะเกียบเป็นปู่ของเขา ลู่หยุนเฟย

เหวินจิ้งปิดประตู ใช้กระบวยตักน้ำจากโถออกมาล้างมือ เขานั่งลงเรียบร้อยที่โต๊ะกินข้าวและถามด้วยรอยยิ้มว่า “ปู่ วันนี้ท่านทำอะไรอร่อย ๆ หรือ”

ชายชราพ่นลมออกจมูกอย่างสำราญใจ ใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นขณะที่เขายิ้ม “เจ้าคนตะกละ”

“ฮ่าฮ่า...”

ฉากความสุขในบ้านนี้เปลี่ยนให้แววตาของเขาดูสมจริงมากขึ้น มันเกือบทำให้เขาเชื่อว่านี่คือปู่และหลานชายที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน เป็นครอบครัวที่ยากจนแต่ก็อบอุ่น

ถ้าเขาไม่ได้อ่าน วิกฤตของสรรพชีวิต เขาก็เชื่อเรื่องนี้เหมือนกัน



จบตอนแล้วจ้า ʕ·ᴥ· ʔ



TN Notes:

(1) เหล่าวีรบุรุษที่จบลงด้วยการดึงดูดและล่อลวงมวลหมู่หญิงสาวโดยบังเอิญ ที่ซึ่งบางครั้งอาจเจอหญิงที่แข็งแกร่งมีอำนาจยิ่งใหญ่

(2) กลโกง เป็นความสามารถในการสู้ที่ผิดธรรมชาติที่เกิดกับพระเอกนิยายเท่านั้น

 (3) แคว้น ( ) หมายถึง ลมไผ่

(4) ในกรณีที่มันไม่ชัดเจน เขากำลังอ้างอิงถึงแท็กเรื่องเช่นเดียวกับที่ใช้ในการปรับปรุงนวนิยาย

(5) ผู้เชี่ยวชาญหรืออาจารย์ ค่อนข้างคล้ายกับ เซนเซ (sensei) แต่มักเก็บไว้พูดกับครูของตัวเอง

(6) Daoist ยากที่จะอธิบาย แต่มีคนเจริญรอยตาม Dao ซึ่งบางครั้งเรียกว่าลัทธิเต๋าหรือเดา / เป็นผู้ฝึกฝนที่ปฏิบัติตามหลักการของเตา เต๋า

(7) ฉันหวังว่านี่คือชื่อของเขาและไม่ได้อธิบายว่าเขามาจากไหน

(8) Daoist Ku Mu ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือหัวข้อใดก็ตามสลับกับต้นไม้ที่ตายแล้ว

(9) ระดับในด้านการฝึกฝน ปรากฏขึ้นมากในนวนิยายการฝึกฝน คุณสมบัติหลักคือจะมีประเภทของจิตวิญญาณที่สามารถแยกออกจากร่างกายและออกไปทำสิ่งต่าง ๆ ได้ ในประเภทที่ระดับพลังสูงขึ้น ฉันยังเดาว่าพวกเขากำลังจะบอกว่าเขาบรรลุระดับใหม่นี้ในการต่อสู้หรืออะไรสักอย่าง

(10) ‘er เพิ่มเป็นคำต่อท้ายของคนที่รักใคร่

ผู้แปลขอบ่น : แปลบทแรกเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย  ต้องหาคำศัพท์เพื่อให้ได้อรรถรสเป็นจีนมากที่สุด จนได้บทที่ 1 มาอย่างงงๆเบลอๆ ด้วยประการฉะนี้ สุดท้ายหากมีอะไรผิดผลาดก็ติชมแนะนำมาได้โลดเน้อ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 195 ครั้ง

89 ความคิดเห็น

  1. #89 Laflour (@Laflour) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 15:26
    คำว่าได้ น่าจะแปลว่า ขอรับ หรืออะไรประมานนี้ดีกว่านนะ
    #89
    0
  2. #83 +Busshetta+ (@night-butter) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 16:04
    ช่วงต้นเหมือนกูเกิลทราน

    เพราะแปลตรงตัว แล้วบางคำเลือกใช้คำแปลผิด แต่โดยรวมก็โอเคแล้ว
    #83
    0
  3. #68 สพัจน์บ็อบ. (@spondboz_ss) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 02:34
    คำว่า นิ้วทอง ถ้าแปลให้สวยๆ แบบที่เคยเห็นบ่อยๆ น่าจะเป็นคำว่า “ดัชนีทองคำ” ค่ะ ผู้แปลภาษาดีมากเลยค่ะ ติดตามนะคะ
    #68
    0
  4. #53 MaliLa 111 (@rosemary111) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 11:32
    แปลดีอยู่ค่ะ แต่มีบางประโยคที่ไม่ค่อยลื่นอยู่
    #53
    0
  5. #42 Irotawin (@niwatorikwankwan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 23:33
    ภาษาสวยมากเลยค่ะะะ แต่ตรงเกริ่นถึงนิยายวิกฤตสรรพชีวิตสำนวนเข้าใจยากอยู่นะคะ แต่ก็พอเดาได้ค่ะ ฮา
    #42
    0
  6. #22 MashiroJP (@MashiroJP) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 18:45
    เห้ยสนุก ไม่น่าพลาดเลย
    #22
    0
  7. #9 นักเดินทาง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 10:05

    งื้ออออ~~~\ เนื้อเรื่องน่าติดตามมากคะ~~~

    #9
    0
  8. #7 Konrafah (@Konrafah) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 08:51
    ติดตามค่ะ
    #7
    0
  9. #6 ammykjd (@ammykjd) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 17:17

    สนุกค่ะ
    #6
    0
  10. #5 SudaratYo (@SudaratYo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 10:42
    ติดตาม เป็นกำลังใจให้น้า
    #5
    0
  11. #4 อากุ่ยย (@kookkuu_) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 03:19
    สนุกดีนะคะ
    ขอบคุณที่มาแปลให้อ่าน พลอตเรื่องน่าสนใจมากเลยค่ะ
    รอติดตามตอนต่อต่อไปอยู่น้าาาาาาา
    #4
    0