Fishing the Myriad Heavens (นิยายแปล)

ตอนที่ 164 : บทที่ 163 ตัวคนเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62

บทที่ 163 ตัวคนเดียว

ในขณะที่รถไฟแล่นไปเรื่อย ๆ ไป่เฟิงรู้สึกอึดอัดในอก เขารู้ว่ามันเป็นผลกระทบจากอากาศที่เบาบางลงในที่แห่งนี้

มีหลายคนที่มีอาการเหมือนเขา สุดท้ายพวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงตลอดทั้งวันแทนที่จะได้ไปเล่นสนุกข้างนอก

และตอนนี้ไป่เฟิงก็ได้ปิดผนึกเลือดและพลังฉีของตัวเอง มันจึงทำให้เขาได้รับผลกระทบเหมือนกับคนอื่น ๆ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้อ่อนแอลง

รถไฟค่อย ๆ แล่นเข้าสถาทีฉางตู่ ไป่เฟิงพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ เขาเห็นนักท่องเที่ยวมากมายที่ดูตื่นเต้นและทำตัวแปลก ๆ

แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เขาเดินออกไปหาซื้อกระเป๋าสะพายหลัง หลังจากนั้นก็หาซื้ออาหารแห้งจำนวนมาก รวมทั้งซื้อเต็นท์เพื่อใช้เวลาเข้าไปในป่าหรือพื้นที่รกร้าง

จะต้องรู้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในทิเบตแถบตะวันออกนั่นเป็นลุ่มแม่น้ำลึกและมีหุบเขามากมาย นอกจากนี้พื้นที่ทางตะวันตกของทิเบตมันกลับรกร้างมีเพียงแต่ทุ่งหญ้าที่ไม่มีมี่สุดสิ้นที่แสดงให้เห็นเท่านั้น

ไป่เฟิงนำของทุกอย่างลงในกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทางไปยังทิเบตแถบตะวันออก

โดยปกติคนที่มาทิเบตครั้งแรกส่วนมากพวกเขาจะใช้เวลาในการปรับตัวกับการใช้ชีวิตในที่แห่งนี้ ส่วนมากไม่มีใครเดินทางสำรวจในวันแรกที่มาถึง

ระยะห่างจากที่นี่กับป่านั่นไกลมาก แต่ไป่เฟิงไม่ได้รีบร้อน เขาไม่ได้เรียกแท็กซี่ แต่เขาเดินไปตามถนนที่แทบจะไม่มีผ่านมา

ระหว่างทางมีคนใจดีหยุดรถและถามไป่เฟิงว่าต้องการไปด้วยหรือเปล่า แต่ไป่เฟิงเพียงยิ้มเบา ๆ และส่ายหัวว่าไม่ต้องการ

ระยะทางระหว่างฉางตู่และหลิงจูนั่นประมาณ 700 กิโลเมตร ถนนทั้งสองด้านเต็มไปด้วยยอดเขาที่สูงชัน แต่ไป่เฟิงไม่ได้เดินไปตามเส้นทางที่มีไว้ให้ เขาเดินเข้าไปในป่าโดยตั้งใจที่จะเดินตัดผ่านแทน !

แม้ว่าอุณหภูมิในเวลานี้จะไม่หนาวนัก แต่มันกลับลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ไป่เฟิงเดินเข้าไปในป่าเหมือนกำลังปิกนิก เมื่อเขารู้สึกหิวเขาจะกิน หากกระหายน้ำเขาก็จะจิบน้ำในขวด การเดินออกกำลังกายต่อเนื่องนั่นมันก็ทำให้เขาเหนื่อยเหมือนกันจนท้ายที่สุดเขาก็ต้องหยุดพักแทน

ในเวลากลางคืนนั่นอุณหภูมิบนภูเขาจะลดมากกว่าบริเวณด้านล่างเยอะมาก ! ไป่เฟิงนอนอยู่ในเต็นท์และพยายามข่มตาหลับภายใต้อากาศเย็น ๆ ที่พัดผ่านเข้ามา สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทนต่อไปได้เขาจึงโผล่ออกมาจากเต็นท์และเริ่มก่อไฟแทน

"บรู๊วววว !"

เสียงสะท้อนในป่าดังออกมาพร้อมกันทำให้มันดูน่ากลัวอย่างมาก เสียงเหล่านี้มันทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกหวาดกลัวและหนาวสั่นมากกว่าเดิม !

เหลือเวลาอีก 2 เดือนที่ผนึกบนร่างของไป่เฟิงจะหายไป นั่นหมายความว่าในตอนนี้เขาเป็นเพียงคนปกติ !

เหตุผลที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพื่อตัดเส้นทางการหนีของตัวเองทิ้งไป ไม่อย่างนั่นเขาก็จะเผลอยกเลิกตราผนึกทุกครั้งที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัย มันจะถือได้ว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่าดังนั่นเขาจึงใช้วิธีนี้เพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตรายเพื่อใช้มันในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต !

"ตอนนี้ฉันเสียความแข็งแกร่งไปหมด ในที่สุดฉันก็รู้สึกได้ถึงความกลัวได้อีกครั้ง ..."

ไป่เฟิงบอกกับตัวเอง ตอนนี้เขากลับมาเป็นคนปกติ เพียงหมาป่าตัวเดียวก็เพียงพอที่จะเอาชีวิตของเขา ! ในขณะที่ฟังเสียงสะท้อนมันก็ทำให้หัวใจของไป่เฟิงสั่นสะท้าน

มนุษย์นั่นเป็นสัตว์สังคม หากมีคนซัก 2 คนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้พวกเขาก็จะไม่รู้สึกกลัวมากนัก แต่เพราะว่าเขาอยู่เพียงลำพังในป่าที่ไม่มีใครเลย มันจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไป่เฟิงกำลังหวาดกลัว

เขาเคยเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งมหาศาล แต่ตอนนี้มันได้หายไปแล้วมันจึงทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิมลิกลับ

ยกตัวอย่างเช่นแม่น้ำที่กว้าง 3 เมตร มันไม่ได้ทำให้เขาลำบากเลยในการข้ามมัน เพียงแค่กระโดดเบา ๆ เขาก็สามารถข้ามได้แล้ว แต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่ เขาต้องพยายามหาทางอื่นเพื่อที่จะข้ามมันไปแทน !

ความรู้สึกดังกล่าวมันเพียงพอที่จะทำให้เขาอยากจะยอมแพ้ ทันใดนั้นก็มีความคิดที่อยากจะยอมแพ้และกลับไปที่บ้านจากนั้นใช้เวลาที่เหลือในบ้าน 2 เดือนเพื่อรอให้พลังฟื้นขึ้นมาก็จบแล้ว

แต่ไป่เฟิงเลือกที่จะก้มหน้ากัดฟันและยับยั้งความคิดเหล่านั้น ความปรารถนาของเขาคือการควบคุมมันไม่ใช่การตกเป็นทาสของมัน !

ในคืนนั้นไป่เฟิงแทบจะไม่ได้นอน เขาตื่นขึ้นมาเป็นบางครั้ง เขากลัวว่าหากเขาหลับสนิทเขาจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก

เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา เขาก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากเต็นท์และลูบดวงตาของเขาไปเรื่อย ๆ จากนั้นเขาก็ฝึกเทคนิคการหายใจด้วยแสง

เพราะฝึกฝนมาเป็นเวลานาน มันจึงทำให้เขาติดนิสัยรวมทั้งกล้ามเนื้อเขาก็รู้สึกคุ้นเคยกับการฝึก แม้ว่าเลือดและพลังฉีจะถูกปิดผนึก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขามากนัก

แสงสีม่วงพุ่งลงมาผ่านก้อนเมฆแล้วเข้าไปในร่างของไป่เฟิง แสงสีม่วงค่อย ๆ แผ่ออกมาจากร่างของเขา มันเป็นแสงสีม่วงที่ดูสดใสอย่างมาก !

'เหมือนมันจะรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อก่อน !'

ไป่เฟิงกัดฟันและข่มความรู้สึกที่รู้สึกได้จากกระดูกของเขา เมื่อคลื่นความเจ็บปวดผ่านไป ไป่เฟิงรู้สึกถึงความอบอุ่นอ่อนโยนราวกับเตาเผาเล็ก ๆ อยู่ในตัวเขา มันทำให้เขารู้สึกสบายตัวอย่างมาก ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่เริ่มแผ่ออกมาอีกครั้ง

ความมึนงงและอาการปวดหัวก่อนหน้าได้หายไปเรียบร้อย เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างมากในตอนนี้ แม้แต่ความรู้สึกที่ไม่ได้นอนก็หายไปเรียบร้อย

หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ไป่เฟิงก็หยิบอาหารออกมาจากกระเป๋าและเคี้ยวด้วยท่าทางมีความสุข หลังจากนั่นเขาก็เก็บเต็นท์และเดินต่อ

ความเร็วในการเดินป่าของเขาเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้แต่จำนวนการหยุดพักระหว่างทางก็ลดลง ไป่เฟิงรู้สึกเหมือนกับเขาน่าจะเป็นมนุษย์คนเดียวที่อยู่ในป่า มีเพียงเสียงเหยียบใบไม้ที่ดังออกมาในป่าเท่านั้น

เขาไม่รู้ว่าป่านี้มีสัตว์กี่ชนิดกัน เพราะหลังจากที่เดินทางมานาน ไป่เฟิงเห็นสัตว์เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

เมื่อกลางคืนมาเยือน ไป่เฟิงเดินมาถึงจุดที่มีต้นไม้แก่ ๆ ขนาดใหญ่ที่มีรากหนา ๆ มัดรวมกัน ใต้ต้นมันมีหลุมกว้าง ๆ ที่สามารถใช้อาศัยได้อยู่ ไป่เฟิงรวบรวมกิ่งไม้และจัดการพวกมันนำมาก่อไฟ หลังจากมันเริ่มลุกเป็นไฟเขาก็โยนมันไปที่ปากหลุม

ไป่เฟิงมองด้วยความพอใจ เขาวางกระเป๋าและเริ่มนำหญ้าแห้งจำนวนมากโยนเข้าไปในกองไฟ หลังจากนั่นก็นำอีกส่วนมาทำเป็นผ้าปูที่นอนออกมาแล้วคลานเข้าไปในหลุมและนั่งลง เขาไม่คิดเลยว่าพื้นที่ในนี้จะกว้างขนาดนี้ มันมีเครื่องหมายข่วนมากมายที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่นานแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าที่แห่งนี้น่าจะเคยเป็นที่หลบภัยของหมีมาก่อน

หลังจากสังเกตอย่างระมัดระวังและเมื่อเห็นว่าใน"ถ้ำ"ไม่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีขนสัตว์หรือเครื่องหมายที่สัตว์ทำไว้ตรงทางเข้า ในที่สุดไป่เฟิงก็ผ่อนคลายและหายใจได้อย่างสบายใจ

ในป่าเขาไม่สามารถประมาทได้เลย หากเขานอนและตื่นขึ้นมาพบหมีนอนอยู่ข้าง ๆ มันจะไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับเขาหรอกนะ

ถ้ำนี้ทำมาจากรากไม้และดูสูงกว่าปกติเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันพวกมันก็เชื่อมไปยังลำต้นหลักของต้นไม้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาก็ไม่ต้องกังวลที่จะถูกน้ำฝนแช่หากมีฝนตกในตอนกลางคืน

หลังจากที่ได้นั่งแช่ความร้อนสบาย ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทำตัวสบายเกินไป เขาหยิบอาหารมื้อเย็นแบบง่าย ๆ ออกมากิน หลังจากนั่นก็เริ่มคิดและประเมินสถานการณ์โดยรอบอีกที เขาหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายและมุ่งเข้าไปในรูต้นไม้ให้ลึกกว่าเดิม

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่หนาวเย็นที่หล่นมาที่ลำคอของเขา มันทำให้ไป่เฟิงต้องกระโดดออกมาด้วยความตกใจ เขารีบหันหลังกลับไปดูทันทีว่ามีอะไรหล่นมาที่ลำคอของเขา !

"หิมะ ?" ไป่เฟิงมองหยดน้ำบนนิ้วและพึมพำ

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้ยเมฆหนา ๆ และมีเกล็ดหิมะมากมายหล่นลงมา

ไป่เฟิงคว้ากระเป๋าและกลับไปที่ปากถ้ำ เขานั่งมองฉากหิมะตกอย่างเงียบ ๆ

เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมา หิมะยังคงตกลงมาเรื่อย ๆ ไป่เฟิงตื่นขึ้นมาหลังจากนอนหลับฝันดี เขาคลานออกมาจากถ้ำและมองดูฉากที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในสมัยก่อน

ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะและป่าที่เป็นสีขาว พวกมันกลายเป็นทิวทิศน์ที่ดูงดงามอย่างมาก และเมื่อดวงอาทิตย์ตอนเช้าสาดส่องเข้าไปมันก็ได้สะท้อนแสงออโรร่าสีเงินออกมา !

ไม่ไกลจากหุบเขา มันมียอดเขาที่แตกหักอยู่หากขึ้นไปและมองลงมาจะเห็นทะเลต้นไม้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นสีขาว !

'ดูเหมือนหิมะจะไม่หยุดตกง่าย ๆ '

ไป่เฟิงรู้สึกเบื่อหน่ายในใจ ดูเหมือนการเดินทางในครั้งนี้แค่เริ่มต้นก็ลำบากแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

692 ความคิดเห็น