คัดลอกลิงก์เเล้ว

Side by Side (LOKIxOC)

โดย AlitaNanno

“นี่คุณหาว่าฉันเป็นเด็กหรอฉันอายุ18แล้วนะดูไม่ออกรึไง”เทพหนุ่มพิจารณาสาวน้อยตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยิ้มยียวนและส่ายหน้าออกมาเบาๆ“หึหึเด็กน้อยชัดๆ”“ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ใช่เด็ก!!"

ยอดวิวรวม

741

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


741

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


44
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 เม.ย. 61 / 23:31 น.
นิยาย Side by Side (LOKIxOC) Side by Side (LOKIxOC) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

โลกิ ฟริกก้าซัน
เทพจอมหลอกลวง



แอชลี่ย์ สไตน์เฟลด์  
มนุษย์ทดลอง/มนุษย์กลายพันธุ์
ทักทาย
โอ๊ยได้ลงซะที ไรท์คิดถึงทุกคนใจจะขาด
เรื่องสั้นเรื่องที่สองแล้วนะขอโทษที่ภาษาตะกุกตะกักไปบ้างไม่ต้องโทษใครเป็นความผิดที่ไรท์รีบเอง5555
เนื่องจากใกล้สอบย่อยแบบไฟแลบอีกแล้วจร้า TT เศร้า..
เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยและก็ฝากติดตามผลงานอื่นๆด้วยนะคะ
1 ไลค์ 1 คอมเม้นท์ 2 ล้านกำลังใจ รักทุกคนจุฟๆๆ



เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 เม.ย. 61 / 23:31


สตาร์คทาวเวอร์

เช้าวันที่อากาศไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ เพราะอะไรน่ะหรอ ก็จู่ๆฝนดันตกทั้งๆที่ยังไม่ถึงฤดูของมันพาให้สาวน้อยที่ชอบเล่นสนุกซุกซนอย่าง แอชลี่ย์ เบื่อหน่ายเสียจนต้องมานอนบนโซฟากำมะหยี่สีชมพูใช้พลังของตนควบคุมสิ่งของภายในห้องของตนให้ลอยเคว้งกลางอากาศแก้เซ็ง

“แบบนี้ไม่สนุกเลย เฮ่อออ”

แอชลี่ย์ถอนหายใจออกมายาวเหยียดก่อนที่ดีดนิ้วทำให้สิ่งของที่ลอยอยู่นั้นกลับสู่สภาพเดิม ดวงตาสีน้ำตาลเหม่อมองสายฝนผ่านแผ่นกระจกใสด้วยความที่สตาร์คทาวเวอร์อยู่ใจกลางเมืองแน่นอนว่าทิวทัศน์ด้านนอกนั้นเต็มไปด้วยตึกสูงไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดแอชลี่ย์เลยแม้แต่น้อย

“แอชลี่ย์!!

เสียงของน้าสาวสุดสวยดังขึ้นจากหน้าประตู เจ้าของชื่อผลุดลุกขึ้นมานั่งก่อนจะหันไปตามเสียงเรียก พบกับเป๊ปเปอร์ที่ยืนฉีกยิ้มในแบบที่แอชลี่ย์เองก็เดาไม่ออกว่ามีอะไรดีๆเกิดขึ้น

“คุณลุงสตาร์คขอน้าแต่งงานหรอถึงได้ยิ้มแบบนี้”

สาวน้อยกล่าวแซว เป๊ปเปอร์ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา

“ไม่แปลกใจหรอว่าทำไมฝนตกทั้งๆที่อีก3เดือนถึงจะเป็นฤดูของมัน”

“ฝนหลงฤดูมั้งคะ”

แอชลี่ย์ยักไหล่อย่างไม่แคร์ทำท่าจะลงไปนอนต่อ

“ถ้าน้าบอกว่ามีคนทำให้ฝนตกล่ะ คิดว่าไง?

“เทพเจ้าสายฟ้า!!!

แอชลี่ย์อุทานออกมาดังลั่นดวงตาสีน้ำตาลลุกวาวเป็นประกาย หนึ่งในAvengerที่เธออยากเจอมาตลอด ในที่สุดเข้าก็ลงมาที่โลกมนุษย์ พอคิดได้แบบนั้นเธอยันตัวเองลุกขึ้นกระโดดข้ามโซฟาวิ่งผ่านตัวเป๊ปเปอร์ตรงไปที่ห้องรับแขก

 “ไหนเขาอยู่ไหน?

สาวน้อยโกนขึ้นเรียกความสนใจของคนในห้องได้อย่างดี

“ตัวยังไม่โผล่แต่เสียงดังมาแต่ไกล”

คำพุดของสตาร์คเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้อย่างดี ไม่กี่อึดใจประตูห้องก็ถูกเปิดออกสาวน้อยร่างบางในชุดเดรสกางเกงขายาวสีชมพูดลายชุดสีดำก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา แอชลี่ย์ทำหน้าเหวอเพราะเธอคิดว่าจะมีแค่ธอร์กับสตาร์คที่อยู่ในห้องนี้ไม่คิดว่าจะมี Avenger คนอื่นอยู่ด้วย เธอฉีกยิ้มสดใส

Hi โทษทีหนูไม่รู้ว่าจะอยู่กันพร้อมหน้า..”

“ทำไมตอนเจอฉันไม่เธอเห็นตื่นเต้นขนาดนี้”

“โธ่วคุณบาร์ตันขี้น้อยใจชะมัด”

สาวน้อยบ่นอุบอิบก่อนที่สายตาจะสบกับชายผมสีทองกล้ามโตในชุดแปลกตาท่าทางใจดีกำลังยิ้มให้เธออยู่ แอชลี่ย์เดินแทรกตัวคนอื่นๆตรงมาที่เขา เธอยื่นมือไปที่เทพเจ้าสายฟ้าตามมารยาทของคนเพิ่งได้พบกัน เขาทำหน้างงๆแต่ก็ยื่นมือจับตอบ

“ฉันชื่อ แอชลี่ย์ สไตน์เฟลด์  คนอื่นๆบอกว่าไม่สามารถติดต่อคุณได้เพราะคุณไม่ได้อยู่บนโลก และคุณจะกลับมาก็ต่อเมื่อคิดถึงผู้หญิงที่ชื่อ เจน ฟอร์ต อ่อและคุณก็คือเจน ฟอร์ต ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณสวยกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก”

“เอ่อ ขอบคุณ”

เจนยื่นมือไปจับกับคนตรงหน้าและยิ้มให้ แอชลี่ย์พูดรัวจนเทพเจ้าช่างจ้ออย่างธอร์ถึงกับไปไม่เป็น เป๊ปเปอร์เดินหัวเราะร่าเข้ามานั่งข้างๆสตาร์ด

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่หายใจทางไหนเนี่ยฉันยอมเธอเลยจริงๆ”

“ก็คนมันตื่นเต้นนิ พนันกันไหมล่ะว่าตอนคุณน้าเจอคุณลุงครั้งแรกก็ตื่นเต้นไม่ต่างกับหนูหรอก”

สาวน้อยยิ้มราวกับผู้ชนะเมื่อเธอทำให้เป๊ปเปอร์เขินจนต้องเบนหน้าหนีไปทางอื่น สตาร์คโอบเอวของหญิงสาวข้างกายไว้แน่นเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“แหม เด็กมันรู้จริง”

“เฮ่อออยากจะอ้วกถ้าไม่ติดว่าเสียดายมื้อเช้าที่เพิ่งกินเข้าไป”

สตาร์กลอกตาไปมากับคำพูดแหนบแนมของบาร์ตัน สาวน้อยหันมาสนใจเทพเจ้าสายฟ้าต่อ

“รู้ไหมหนูอยากพบคุณมานานแล้ว อยากถามเรื่องเกี่ยวกับดาวของคุณที่ชื่อแอสการ์ดมันสวยมากไหม และพวกคุณอายุมากกว่า1000ปีจริงหรอ และ..”

“โว้วๆใจเย็นๆก่อนแม่สาวน้อยเจ้าถามรัวขนาดนี้ข้าไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี”

“อ๊ะ!โทษทีฉันตื่นเต้นไปหน่อย”

แอชลี่ย์ทำตัวเองให้ใจเย็นลงเธอลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเทพเจ้าสายฟ้า สตาร์ดเห็นแบบนั้นก็ถึงกับถอนหายใจออกมา

“เรื่องจริงที่ข้าอายุยืนมากกว่า1000ปี คนอื่นๆในอาณาจักรเองก็เช่นกัน คนที่อายุเยอะมากที่สุดก็น่าจะเป็นพ่อของข้า”

“กษัตริย์โอดินน่ะหรอ โห้วว”

สาวน้อยอุทานอย่างตื่นเต้นทำเอาคนรอบข้างแทบหลุดขำออกมากับท่าทางตลกๆของเธอ

“ใช่ แอสการ์ดเป็นอาณาจักรที่สวยงามมากจนข้าเองก็บรรยายไม่ถูก เจ้าต้องไปเห็นเอง”

“ฉันไปได้หรอ!!

ดวงตาคู่สวยแพรวพราวธอร์ยิ้มให้และพยักหน้าตอบ

“ได้สิ ถ้าสหายข้าอนุญาตให้ข้าพาเจ้าไป”

“ซึ่งขอตอบเลยว่าไม่ให้ไป”

“คุณลุง!!

แอชลี่ย์หันมาทำหน้าบึ้งใส่สตาร์เธอลุกขึ้นเดินตรงไปที่เขามือเล็กๆเลื่อนขึ้นมากอดอกตัวเองแสดงออกว่าเธอไม่เข้าใจ

“ข้างนอกนั่นอันตรายจะตายเขาก็คงปกป้องเธอไม่ได้ ฉันไม่ไว้ใจเขายังไงก็ไม่ให้ไป”

“แต่หนูดูแลตัวเองได้..”

“เงียบเลยบอกว่าไม่ก็ไม่สิ”

“คุณนั่นแหละเงียบ!!

แอชลี่ย์คำรามออกมาดังลั่นสิ่งของในห้องเริ่มขยับลอยขึ้นกลางอากาศดวงตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทุกคนอึ้งกับพลังของเธอไม่น้อยเพราะไม่มีใครเคยเห็นนอกจากสตาร์คและเป๊ปเปอร์ สตาร์คมองสาวน้อยตรงหน้าเธอเชิดหน้าหันไปทางอื่นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอโกรธ

“แอชลี่ย์ หันมาคุยกันดีๆ”

เขาพูดเสียงอ่อนลงเธอจึงยอมหันมาแต่ก็ยังคงทำหน้าบึ้งตึงอยู่

“เธอก็เหมือนกับลูกสาวแท้ๆของฉัน รู้ว่าเธอดูแลตัวเองได้แต่คนมันเป็นห่วงผิดด้วยหรอเป๊ปเปอร์เองก็คงคิดเหมือนฉัน”

“จริงหรอ?

สาวน้อยหันไปเลิกคิ้วถามผู้เป็นน้าเธอพยักหน้าตอบ แอชลี่ย์พ่นลมหายใจออกมาของที่ลอยอยู่ถูกจัดวางลงที่เดิม ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นสีน้ำตาลสดใสเช่นเดิม

“งั้นหนูขอตัวกลับห้องตัวเอง”

สาวน้อยหมุนตัวเดินคอตกออกจากห้อง ทุกคนหันมาทำสายตาตำหนิใส่สตาร์ค เขาได้แต่ทำเสียงฟึดฟัดในลำคอ ก็เขาเป็นห่วงเธอมันผิดด้วยหรอ?ไม่เห็นต้องมองกันด้วยสายตากดดันแบบนั้นเลย

“เออๆให้ไปก็ได้”

แอชลี่ย์เบิกตากว้างก่อนจะหมุนตัววิ่งตรงมาสวมกอดสตาร์ค

“ฮ่า ฮ่า แผนนี้ได้ผลจริงๆด้วย”

“อ่อ ยัยตัวแสบเล่นแบบนี้เลยหรอ งั้นฉันเปลี่ยนใจไม่ให้เธอไป..”

“ไม่ๆ คุณลุงพูดแล้ว เพราะงั้นธอร์เรารีบไปกันวันนี้จะดีกว่าฉันอยากเห็นแอสการ์ดเร็วๆ”

“ฮ่า ฮ่า ตามนั้นสาวน้อย”

ทุกคนหัวเราะไม่คิดว่าชายหนุ่มเศรษฐีจอมเจ้าเล่ห์หลงกลสาวน้อยง่ายขนาดนี้ แอชลี่ย์ผละออกและรีบเดินตรงไปที่ห้องตัวเองจัดการเก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที เธอก็เดินออกมาจากห้องตรงไปที่ดาดฟ้า แอชลี่ย์สวมกอดเป๊ปเปอร์

“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะอย่าห่วงไปแค่ไม่กี่วันเอง”

“อย่าเที่ยวเพลินจนลืมของฝากก็แล้วกัน”

สตาร์คพูดประชดเบนหน้าไปทางอื่นแต่ก็อ้าแขนรอรับกอดจากเธอ แอชลี่ย์ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะหันไปกอดตอบ เขาลูบหัวเธอเบาๆ

“ดูแลตัวเองด้วยนะคนเก่ง”

“รู้แล้วน่า สัญญาว่าจะหยิบอะไรเด็ดๆติดไม้ติดมือมาสัก 2-3 ชิ้น”

“เยี่ยม!!แบบนั้นแหละหลานรัก”

สาวน้อยคลายกอดออกก่อนจะวิ่งตรงไปกลางดาดฟ้าที่ธอร์กับเจนยืนรออยู่ เธอหันมาส่งยิ้มและโบกมือให้กับทุกคน

“มันจะเวียนหัวสำหรับมือใหม่อย่างพวกเจ้าสองคน แต่รับรองว่าสนุกจนลืมไม่ลงเลยล่ะ”

“ลืมไปแล้วหรอว่าคุณเคยพาฉันบินมาแล้วครั้งนึง แค่นี้คงไม่เท่าไหร่”

“หืม!และข้าจะรอดู”

เจนเงยหน้าขึ้นสบตากับเทพเจ้าสายฟ้าหวานหยาดเยิ้ม ทำเอาคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนพลอยเขินม้วนไปด้วย ธอร์โอบสองสาวคนด้วยแขนทั้งสองข้างของเขาและเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ฮัมดัลล์พาพวกข้ากลับแอสการ์ด”

ตู๊มม!!สิ้นสุดเสียงของเทพเจ้าสายฟ้าลำแสงสีรุ้งก็สาดลงมาที่ทั้งสามคนและพาขึ้นไปบนอาณาจักรแอสการ์ด แรกๆแอชลี่ย์เองก็หลับตาปี๋เพราะกลัวอยู่เหมือนกันแต่ด้วยความอยากรู้เธอจึงค่อยๆเบิกตาขึ้นมองรอบตัว

“โห้วว”

สาวน้อยอ้าปากเหวอกับภาพตรงหน้า เมื่อเห็นดวงสวยงามระยิบระยับแปลกตานักล้านๆดวงกำลังส่องประกายมันสวยงามกว่าที่เธอเคยเห็นในอินเตอร์เน็ตเสียอีก ทำให้เจนที่ก็หลับตาอยู่ตัดสินใจลืมตาขึ้นมองบ้าง

“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำเธอถึงอุทานออกมาเสียงหลงขนาดนั้น..”

หญิงสาวพูดด้วยท่าทางเหม่อลอย เพราะเธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทั้งชีวิตจะได้พบเจออะไรสวยงามแบบนี้ ธอร์หัวเราะร่ากับท่าทางแปลกๆของทั้งสองคน

“เมืองสวรรค์ของจริงอยู่นี่ตั้งหาก”

พรึ่บบ!!ทั้งสามคนทะลุมาถึงประตูไบฟอตแอชลี่ย์แทบอยากเอามือหยิกตัวเองแรงๆเตือนตัวเองว่าเธอไม่ได้ฝันอยู่ใช่ไหม เธอได้มาอยู่บนแอสการ์ดแล้ว

“สะพานสายรุ้งทอดยาวไปจนถึงหน้าราชวังสีทองอร่าม นี่ฉันได้มายืนอยู่อาณาจักรที่เป็นศูนย์กลางของโลกทั้ง 9 เฮ่อออตายตาหลับแล้วเรา”

“ฉันก็เหมือนกัน”

สองสาวยังคงตลึงกับภาพตรงหน้าโดยไม่รู้เลยว่า เทพเจ้าสายฟ้าและนายทวารกำลังมองทั้งสองด้วยแววตาขบขัน

“ข้าจะพาเจ้าสองคนเข้าไปดูใกล้กว่านี้ แถมได้พบกับกษัตริย์โอดินและราชินีฟริกก้าด้วย”

“ดีๆๆไปค่ะไป”

แอชลี่ย์รีบตอบปากรับคำก่อนจะวิ่งนำไปบนสะพานสายรุ้ง ธอร์ยิ้มก่อนจะหันมาทางหญิงสาวข้างกายและฉวยมือเธอขึ้นมาเผยให้เห็นอัญมณีสีแดงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของหญิงสาวใบหน้าที่ยิ้มแย้มแปรเปลี่ยนเป็นกังวลในทันใด

“เจ้าพร้อมนะยอดรักของข้า”

“อืม”

เจนยิ้มตอบทั้งๆที่เธอรู้สึกอ่อนแรงราวกับสิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายเธอกำลังทำปฏิกิริยากับร่างกายเธออยู่ เทพเจ้าสายฟ้าพยักหน้าตอบเดินกุมมือหญิงสาวตรงไปที่ราชวัง

ราชวังแอสการ์ด

ชายชราในชุดเกราะสีทองนั่งบนบัลลังด้านข้างมีหญิงชราท่าทางใจดียืนมองสองสาวที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าที่ด้านล่าง

“เจ้าพาพวกนางขึ้นมาทำไม?

กษัตริย์โอดินพูดน้ำเสียงดุใส่บุตรชายของตน ทำเอาสองสาวสะดุ้งไปตามๆกัน

“ขออภัยที่ทำให้ท่านไม่พอใจแต่สาเหตุที่ข้าพาพวกนางขึ้นมานั้นข้าอยากให้ท่านดูด้วยตาตัวเอง..”

เจน ถกแขนเสื้อตัวเองขึ้นเผยให้เห็นสสารสีแดงไหลวนตามร่างกายของเธอ กษัตริย์โอดินเห็นดังนั้นก็รู้ในทันทีว่ามันคืออะไร

“เรียลลิตี้ สโตน..”

ชายชราอุทานออกมาเบาๆแต่หากแอชลี่ย์ที่มีพลังผิดแปลกเหนือมนุยษ์ธรรมดากับได้ยินเธอหันไปที่คนข้างๆดวงตาสีน้ำตาลลุกวาวแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท กษัตริย์โอดินและราชินีฟริกก้าต่างตกตลึงไม่คิดว่าสาวน้อยตัวเล็กๆจากมิดการ์ดจะมีพลังอะไรซ่อนอยู่

“อะไรเนี่ย?

“เพราะเจ้าเองก็สัมผัสถึงพลังอำนาจของมันได้ยังไงล่ะว่าแต่เจ้ามิใช่มนุษย์ธรรมดาหรอกหรือ?

แอชลี่ย์พ่นลมหายใจกดพลังตัวเองให้สงบลงและเริ่มเล่าเรื่องของตัวเอง

“ก็แค่การทดลองวิทยาศาสตร์ของคุณพ่อ คือ..ฉันหยุดหายใจหลังจากคลอดออกมาได้ 1 ชั่วโมง เขาเอาชิ้นส่วนที่มีลักษณะพิเศษของสัตว์ต่างๆใส่ในร่างกายเพื่อยื้อชีวิตฉันไว้และนั่นทำให้ฉันได้พลังแปลกๆนี้มา”

“แสดงว่าเจ้าเป็นมนุษย์ทดลอง และพลังของเจ้ามันทำอะไรได้บ้าง?

เทพเจ้าสายฟ้าแทรกถามขึ้นเพราะเขาเองก็รู้สึกแปลกใจตั้งแต่ที่เห็นเธอแสดงพลังครั้งแรกแล้ว

“อย่างที่คุณเคยเห็นฉันควบคุมสิ่งของและวัตถุหนักๆได้ในบางครั้งก็ควบคุมจิตใจคนได้ด้วยเหมือนกัน การได้ยินค่อนข้างชัดเจนกว่ามนุษย์ทั่วไป รวมถึงฉันสามารถสัมผัสถึงพลังงานแปลกๆได้แบบเมื่อกี้”

แอชลี่ย์พูดพร้อมกับปลายตาไปมองที่แขนของเจน เธอสัมผัสมันได้แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่รู้ว่ามันอันตรายและทรงพลังมากพอที่จะทำลายโลกได้ทั้งใบหรืออาจมากกว่านั้น ราชินีฟริกก้าเดินลงมาประคองใบหน้าของทั้งสองคนให้เงยหน้าขึ้นอย่างเบามือและเผยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น

“ถ้าเป็นเช่นนั้นแอสการ์ดยินดีต้อนรับพวกเจ้า”

“ขอบคุณค่ะ พระองค์ช่างสง่างามเหมือนในหนังสือบรรยายไว้ไม่มีผิด”

“วาจาเจ้าช่างรื่นหูข้าจริง พลางให้คิดถึงเขา..”

ราชินีฟริกก้าเว้นคำพูดไว้เท่านั้นดวงตาสีทองเศร้าหมองลงจนสาวน้อยสังเกตได้

“สาวน้อยเจ้าเดินทางมาไกลข้าจะให้คนจัดห้องรับรองให้กับเจ้า ส่วนเจ้าและเจนฟอร์ตตามข้ามา คงยากที่จะนำมันออกมาแต่ข้าจะลองพยายามดู”

หลังจากจบบทสนทนาทุกคนก็แยกย้ายกันไปราชินีฟริกก้าเดินนำแอชลี่ย์พาที่ห้องพักของเธอซึ่งอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นสะพานสายรุ้งทอดยาวไปจนถึงประตูไบฟอตได้ช่างเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม หากเลือกได้เธอก็อยากกลับมาที่นี่ทุกๆปี

“เจ้าอยากกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้แอสการ์ดยินดีต้อนรับเจ้าเสมอแอชลี่ย์”

“ท่านอ่านใจฉัน!! แต่ก็ขอบคุณค่ะ”

ราชินีฟริกก้ายิ้มเลื่อนมือไปลูบหัวของสาวน้อยเบาๆอย่างเอ็นดู สัมผัสที่อบอุ่นทำให้แอชลี่ย์คิดถึงแม่ของตัวเองทั้งพ่อและแม่ของเธอต้องเดินทางไปทำงานทดลองในพื้นที่ห่างไกลจึงทำให้แอชลี่ย์ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พบพวกเขาบ่อยนักและเป็นสาเหตุที่เธอถูกส่งมาอยู่กับโทนี่ สตาร์คตั้งแต่เด็กๆ ราชินีฟริกก้าได้ยินความคิดของสาวน้อยทั้งหมดจึงดึงตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอด

“คิดซะว่าข้าเป็นแม่ของเจ้าอีกคนก็แล้วกัน”

“ค่ะ”

สัมผัสที่แสนอ่อนโยนและความอบอุ่นนี้สาวน้อยโหยหามันเหลือเกินเธอกระชับกอดอีกฝ่ายแน่นน้ำใสๆเอ่อคลอรอบดวงตาสีน้ำคู่สวยของแอชลี่ย์ เธอพยายามกั้นไว้ไม่ให้มันไหลออกมาเพราะไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ

นานนับหลายนาทีกว่าที่ราชินีฟริกก้าจะคลายกอดออกสองมือประคองใบหน้าหวานของสาวน้อยไว้ลูบที่พวงแก้มเบาอย่างเอ็นดู

“หากเขาพบเจ้าคงถูกใจไม่น้อย”

“ท่านหมายถึงใครหรอคะ?

แอชลี่ย์เอียงคอถามอย่างสงสัยเพราะเวลาที่หญิงชราตรงหน้าพูดถึงเขาคนนั้นเธอจะทำหน้าเศร้าแบบในตอนนี้

“สักวันเจ้าอาจได้พบเขา”

ราชินีฟริกก้าอมยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป นั่นยิ่งทำให้สาวน้อยสงสัยมากกว่าเดิม และเธออาจได้พบกับเขางั้นหรอ..ไม่เข้าใจเลยสักนิด แอชลี่ย์สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงและเผลอหลับไปในที่สุด..........

ตู๊มมมม!!เสียงระเบิดดังก้องสั่นสะเทือนไปทั่วราชวังปลุกให้สาวน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนอ่อนหวาน เธอยันตัวเองลุกขึ้นหันไปมองที่นอกระเบียงพบกับยานรูปร่างประหลาดลำใหญ่สีดำกำลังพุ่งหนี้ไปทางสะพานไบฟอตก่อนจะจางหายไปในอากาศ ดวงตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นสีดำเธอหลับตาฟังเสียงรอบข้าง

“ท่านแม่!!

น้ำเสียงของธอร์สั่นเคลือแอชลี่ย์ได้ยินแบบนั้นก็รีบลุกจากเตียงมุ่งตรงไปที่ต้นเสียงทันที

“เกิดอะไรขึ้น..”

ยังไม่ทันพูดจบประโยคสาวน้อยก็ต้องเอาสองมือขึ้นมาปิดปากของตนไว้น้ำใสๆเอ่อล้นจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอ เพราะภาพที่เห็นตอนนี้คือราชินีฟริกก้านอนนิ่งในอ้อมกอดของเทพเจ้าสายฟ้า  โลหิตสีแดงสดไหลออกเปอะเปื้อนชุดกระโปรงสีฟ้า แอชลี่ย์หลับตาฟังเสียชีฟจรของคนตรงหน้า มันค่อยๆเต้นช้าลงเรื่อยๆจนเงียบไป..

“ข้าจะไม่ยอมให้อภัยพวกมันแน่”

เทพเจ้าสายฟ้ากัดฟันกรอดไฟโทษะปะทุอย่างรุนแรงภายในจิตใจ เขาอุ้มร่างไร้ลมหายใจของผู้เป็นแม่ขึ้นมาพาออกจากห้อง สาวน้อยปาดน้ำตาออกใบหน้าของตัวเองและหันมาสนใจกับหญิงสาวที่นั่งช็อคกับภาพตรงหน้าอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุนัก

“มันเป็นความผิดของฉัน ถ้าฉันไม่มาที่นี่ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้”

“ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น คุณไม่ผิดคนพวกนั้นตั้งหากที่ผิดอย่าได้โทษตัวเองเลย”

สาวน้อยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมานั่งที่โต๊ะถึงเจนฟอร์ตจะใจเย็นลงแล้วแต่เธอก็ยังคงรู้สึกผิดต่อธอร์อยู่ดี

ช่วงค่ำของวัน

มีการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของราชินีฟริกก้าแห่งแอสการ์ด บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองแสงจากคันธนูไฟส่องสว่างไปทั่วทั้งท้องฟ้า แอสลี่ย์กั้นเสียงสะอื้นตัวเองไว้ก่อนจะขอตัวเดินกลับไปที่ห้องของตน

ระหว่างทางที่เดินกลับไปที่ห้องตัวเองนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของเทพเจ้าสายฟ้าดังเล็ดลอดจากห้องๆหนึ่งที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา สาวน้อยหลุดชะงักฝีเท้าก่อนจะใช้พลังของตนแอบฟังบทสนทนาของคนในห้อง

“ครั้งนี้คงต้องให้โลกิช่วย”

เทพเจ้าสายฟ้ากล่าวด้วยน้ำสียงจริงจังแต่ก็มีความกังวลปนอยู่บ้างเพราะฟังจากน้ำเสียงที่สั่นเคลือ

“และเจ้าแน่ใจหรอว่าเขาจะไม่หักหลังเจ้า”

เสียงของชายที่เธอไม่รู้สึกคุ้นหูพูดแทรกขึ้น แต่เมื่อกี้เขาพูดถึงใครนะ โลกิ เทพที่บุกโลกเมื่อสองปีที่แล้วน่ะหรอ น่าแปลกที่แอชลี่ย์ลืมชื่อเทพแห่งการหลอกลวงไปเสียสนิท ทั้งๆที่เขาเป็นบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่งในหนังสือที่เธอเคยอ่าน สาวน้อยยืนฟังบทสนทนาต่อไป

“เขาทำแน่ข้ารู้ แต่ข้าก็ยังเชื่อว่าเขาจะไม่ปฏิเสธ”

“งั้นก็ตามใจเจ้า”

เสียงฝีเท้าของคนหลายคนในห้องลุกขึ้นทำให้แอชลี่ย์ต้องรีบก้าวเท้ากลับห้องของตัวเองไป

“นี่ธอร์คิดจะทำอะไรแก้แค้นงั้นหรอ และเจนอยู่ไหนเนี่ยทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงคุณ”

ดวงตาคู่สวยกลายมาเป็นสีน้ำตาลดังเดิม เธอล้มตัวลงนอนบนที่นอนพลางคิดว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับเจนแน่ธอร์ถึงได้วางแผนลับๆแบบนั้น พวกเขาจะปล่อยโลกิออกมาแสดงว่าต้องใช้ให้เขาทำอะไรสักอย่างแน่ ดังนั้นพรุ่งนี้เธอก็ควรไปดูด้วยตัวเอง พอคิดได้แบบนั้นแอชลี่ย์ที่รีบห่มผ้าข่มตาตัวเองให้หลับเพื่อหาคำตอบทั้งหมดที่เธอสงสัยและบางทีมนุษย์ตัวเล็กอย่างเธออาจช่วยอะไรพวกเขาได้

“ว่าแต่..โลกิเนี่ยเป็นเทพแบบไหนกันนะ ถึงจะเคยมาโลกก็เถอะแต่เราก็ไม่เห็นหน้าเขาสักครั้ง คุณลุงสตาร์คเองก็ไม่เคยให้ดูรูป..เฮ่อออช่างๆพรุ่งนี้ก็คงได้เจอเองแหละนอนดีกว่า”

และสาวน้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

เช้าวันต่อมา

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเทพเจ้าสายฟ้าดีเหลือเพียงแต่เขาต้องพาน้องชายตัวแสบออกจากคุกใต้ดินนี่ให้เงียบที่สุด

เทพเจ้าหนุ่มผมดำเดินตามพี่ชายของตนก็นึกขำในใจ ลับล่อๆแบบนี้ไม่สมกับเป็นเทพเจ้าสายฟ้าที่ไล่เอาค้อนทุบแก้ปัญาเอาเสียเลย

“ท่านเอาค้อนทุบไปก็จบแล้วจะทำตัวลับๆล่อๆแบบนี้ทำไม ท่านพ่อไม่อนุญาตหรอ”

“เงียบปากซะโลกิ”

“ก็ข้าเห็นท่านเครียดก็เลยชวนคุยแก้เหงา”

เขายังคงพูดจายั่วยวนกวนประสาทเทพเจ้าสายฟ้าเหมือนอย่างเช่นเคย ที่จริงเขาก็พูดไม่หยุดตั้งแต่พาออกจากคุกมาแล้ว แต่เพราะโดนธอร์ดุจึงหยุดพูด แต่ไม่นานก็กลับมากวนประสาทเขาต่อ ถ้าไม่ติดว่าเข้าต้องพึ่งความสามารถของโลกิธอร์ก็คงไม่ลากคนช่างจ้ออย่างเขาออกมาจากคุกใต้ดินแน่

ทั้งสองคนเดินจนมาเจอกันทหารยามก็เกิดการต่อสู้กันเล็กน้อยแต่ก็ผ่านไปด้วยดี

“สุดท้ายก็มีคนเจอ”

“นี่เจ้าเลิกกวนสมาธิข้าจะ 5 นาทีได้ไหม ข้าชักจะหมดความ..”

“มีนักโทษหนีออกมาจัดการเร็ว!!

เหล่าทหารนับ 10 ยืนล้อมทั้งสองคนไว้แต่ก่อนที่จะเกิดการปะทะกันจู่ๆทหารพวกนี้ก็ยืนนิ่ง อาวุธที่ถืออยู่ในมือล่วงลงสู่พื้น ธอร์ทำหน้างงก่อนจะหันไปทางโลกิเป็นการถามว่าเขาถามหรอ เทพแห่งการโกหกสายหน้ารัวๆ เขาเองก็แปลกใจไม่แพ้กันว่าเกิดอะไรขึ้น

“นั่งลง!

เสียงของแอชลี่ย์ดังขึ้นเรียกความสนใจของเทพทั้งสองให้หันไปมองตาม เหล่าทหารนั่งลงเผยให้เห็นสาวน้อยในชุดผ้าคลุมยืนไม่ห่างจากพวกเขานัก เทพแห่งการโกหกฉีกยิ้มกว้าง นี่เขาคงอยู่ในคุกนานเสียจนเกือบพลาดโอกาศดีๆไม่คิดว่าตอนนี้ราชวังจะมีสาวน้อยน่ารักมาวิ่งเล่นแล้ว แถมเป็นสาวน้อยที่มีพลังน่าสนใจซะด้วย แอชลี่ย์กำมือตัวเองแน่นส่งพลังควบคุมจิตใจของบรรดาทหาร 10 กว่านาย

“พวกนายจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งหมดหลังจากที่ตื่น โอเคไหม?

“ครับ”

“เยี่ยม ถ้างั้น..นอนหลับฝันดีนะทุกคน”

ปี๊ค!!หลังจากที่เธอดีดนิ้วทหารทุกนายก็ล้มตัวลงนอนหลับไป ดวงตาสีดำกลับมาเป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิม

“สหายเจ้าไหวไหม”

ธอร์ถามด้วยน้ำเสียงกังวลเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าซีด แอชลี่ย์ส่ายหน้าเบาๆมือข้างนึงเลื่อนขึ้นมากุมหัวตัวเองแน่นดวงตากลายมาเป็นสีดำอีกครั้ง

“เจ้ารู้แผนของข้าได้อย่างไร?

“เรื่องนั้นไม่สำคัญตอนนี้กษัตริย์โอดินรู้ตัวแล้ว พวกคุณรีบไปเถอะ”

แอชลี่ย์เริ่มหอบเหนื่อยเพราะการควบคุมจิตใจผู้อื่นต้องใช้พลังมากแขนขาของเธอเริ่มอ่อนล้าสติเริ่มพร่ามัวก่อนจะล้มลงแต่โชคดีที่ธอร์ไวกว่าเขาจึงรับร่างเธอไว้ได้ทันก่อนจะถึงพื้น

“ดูท่าเจ้าจะแย่นะแม่สาวน้อยข้าอุส่าหวังว่าเจ้าจะทำอะไรได้มากกว่านี้”

เทพจอมโกหกกล่าวแซว แอชลี่ย์หันไปมองอีกฝ่ายก่อนจะยิ้มออกมา

“โห้ว ปากร้ายใช้ได้นิ”

“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม”

เทพหนุ่มขยิบตาให้คนตัวเล็ก เธอหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะผละออกจากธอร์และพยุงตัวเองในอาการที่ไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่

“ฉันดูแลตัวเองได้พวกคุณรีบตามไปสมทบกับคนอื่นๆเถอะ”

“ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่แน่ โลกิช่วยดูแลนางแทนข้าที”

“อ๊า!!

สาวน้อยเผลอหวีดร้องออกมาเมื่อจู่ๆเทพจอมโกหกก็ช้อนร่างเธอขึ้นมาในอย่างง่ายดาย

“โอ้วให้ตายเถอะ ถ้าคุณลุงสตาร์ครู้ฉันโดนกักบริเวณเป็นเดือนแน่”

“เจ้าเป็นหลานของโทนี่ สตาร์ค งั้นหรอ?

แอชลี่ย์พยักหน้าตอบ และวินาทีต่อมารอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโลกิ นั่นทำให้เธอเข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงมีฉายาว่าเทพตัวร้ายเพราะเขามันร้ายทุกตารางนิ้วเหมือนที่สตาร์ดเล่าไว้ไม่มีผิด

“พวกนั้นน่าจะมาถึงแล้วเรารีบไปกันเถอะ”

พูดจบทั้งสามคนก็มุ่งตรงไปที่จุดนัดหมาย แอชลี่ย์ใช้พลังของตนฟังเสียงของเจนไปตลอดจนทุกคนมาพบกัน

“เจนทางนี้”

เทพเจ้าสายฟ้าเอ่ยเรียกคนรักคนตน เธอหันมาพบกับโลก็มุ่งตรงมาเพราะแค้นส่วนตัว

“สวัสดีข้าโลกิ และเจ้าเองก็คงรู้จัก..”

เพี๊ยะ!!ใบหน้าของเทพหนุ่มหะนไปตามแรงปะทะกับฝ่ามือของหญิงสาว แอชลี่ย์อ้าปากเหวอกับภาพตรงหน้าโลกิเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเธอ

“นี่สำหรับนิวยอร์ค!!

“หึหึหึ ข้าชอบนาง”

โลกิหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะหันไปยิ้มให้กับพี่ชายของตน ธอร์รั้งแขนเจนไว้

“เอาไว้ค่อยคิดบัญชีทีหลัง ตอนนี้เรารีบไปกันเถอะ”

ธอร์รีบลากตัวเจนเดินไป แต่ก่อนที่โลกิจะหมุนตัวเดินตามปลายดาบของทหารหญิงในชุดเกราะสีทองก็ชี้มาที่คอเขาเฉียดใบหน้าของแอชลี่ย์ไปนิดเดียว เทพหนุ่มฉีกยิ้มกวนประสาทอีกฝ่าย

“ซิฟ ไม่ได้เจอกันนานคิดถึงข้าไหม”

“ถ้าเจ้าทรยศเขา ข้าจะฆ่าเจ้า”

โลกิไม่ตอบอะไรเขายักไหล่ก่อนจะหมุนตัวเดินตามธอร์ไป

“นั่นเลดี้ซิฟใช่ไหม?

สาวน้อยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เทพหนุ่มยิ้มก่อนจะพยักหน้าตอบ

“ใช่ เจ้าถามทำไม”

“ที่แอสการ์ดเขาทักทายคนรักกันแบบนี้หรอ เอ๊ะ!!รึว่าเธอหึงที่คุณอุ้มฉัน”

“เดี๋ยวๆข้ากับซิฟเราไม่ได้..”

พรึ่บบ!!ก้อนขนาดใหญ่พุ่งตรงมาที่ทั้งสองแต่จู่ๆมันก็เพราะกลางอากาศก่อนจะถูกเหวี่ยงไปด้านข้างแทน

“เฮ่อออเกือบไปแล้ว”

แอชลี่ย์เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายแต่ก็ต้องเบนหน้าไปทางอื่นเพราะทนกับดวงตาสีมรกตคู่สวยของเขาไม่ได้ โลกิจ้องมองใบหน้าหวานได้ชัดเจน ถ้าให้เขาเดาเธอน่าจะอายุน้อยแต่ถึงแบบนั้นเธอก็มีรูปร่างหน้าตาที่น่าหลงไหลพอตัว เรียวปากบางอมชมพูช่างน่าสัมผัสยิ่งนักขนตางอนยาวเข้ากับดวงตากลมโตได้อย่างดี ไม่คิดว่ามิดการ์ดจะมีสตรีรูปงามเช่นนี้อยู่ด้วย

“คุณควรวางฉันลงคือ..ฉันไม่อยากให้คุณสองคนมีปัญหากัน”

“ข้ากับซิฟเราไม่ได้เป็นคู่รักกัน เจ้าเอาความคิดนี้มาจากไหน?

โลกิกระชับวงแขนแน่นกว่าเดิมลมหายใจอุ่นรดลงที่ใบหน้าของสาวน้อยสร้างความรู้สึกแปลกๆที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร และทำไมต้องตื่นเต้นที่ได้ยินแบบนั้นด้วย แอชลี่ย์ใช้สองมือดันอกของอีกฝ่ายไว้

“ก็..ในหนังสือเขียนแบบนั้น”

“ห๊ะ!!

โลกิเลิกคิ้วอย่าไงไม่เข้าใจ แต่ก่อนที่จะถามอะไรเธอไปธอร์ก็ตะโกนเรียกทั้งสองคนให้ตามขึ้นยานไป เขาวางเธอลงบนยาน

“มันจะยากแค่ไหนกันเชียว”

ธอร์เริ่มไล่กดปุ่มบนแป้นควบคุมแต่มันดันไม่ทำงาน แอชลี่ย์มองไปด้านนอกพบกับทหารนับร้อยกับลังมุ่งตรงเข้ามา

“เจ้าควรรีบทำอะไรสักอย่างธอร์”

“ข้าก็ทำอยู่นี่ไงเจ้าไม่เห็นรึไง”

“แค่สัมผัสมันเบาๆก็น่าจะติดไม่เห็นต้องทุบแรงขนาดนั้น เจ้านี่ชอบใช้กำลังมากกว่าสมองไม่เปลี่ยน”

“โลกิถ้าไม่คิดจะช่วยก็หุบปากซะ”

แอชลี่ย์กลอกตาไปมาเพราะสองพี่น้องเริ่มโต้เถียงกันอีกแล้ว เธอยืนขึ้นใช้พลังของตัวเองยกเสาต้นใหญ่ฟาดไปที่ไปมากันไม่ให้พวกทหารเข้าใกล้ยาน

“ดูสินางยังฉลาดกว่าเจ้าเสียอีก เฮ่อออข้าไม่น่าร่วมมือกับเจ้าเลย”

“ข้าก็กดมันทุกปุ่นแล้วเนี่ย..”

ตื๊ดๆๆๆ!!แสงไฟที่ฟ้าส่องสว่างทั่วทั้งยาน เทพเจ้าสายฟ้าหัวเราะร่าก่อนจะบังคับยานลอยเหนือพื้นและพุ่งออกจากตัวราชวังไป แต่ด้วยความที่ธอร์ไม่เคยขับยานมาก่อน เขาจังบังคับยานชนไปทั่วแถมยังพาให้คนอื่นๆในยานเวีนยหัวไปตามๆกัน

“ให้ข้าบังคับมันดีกว่าไหม ข้าน่าจะบินได้ดีกว่าเจ้า”

“หึหึหึ เจ้าลืมไปแล้วหรอว่าใครกันแน่ที่บินได้”

พรึ่บบ!!ธอร์บังคับยานเร็วกว่าเดิมนั่นทำให้เจนเวียนหัวจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น

“เจน!!

“ฉันโอเค”

หญิงสาวตอบกลับไปทั้งๆที่อยู่ในสภาพไม่สู้ดี แอชลี่ย์หาที่ยันตัวเองให้ทรงตัวยืนอยู่และวินาทีต่อมาเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นช่องแคบตรงหน้า มันเล็กเสียจนเธอเดาออกว่ายานลำนี้ไม่สามารถขับฝ่าไปได้

“เกาะแน่นๆล่ะ เพราะข้ามีโชว์เด็ดๆให้พวกเจ้าดู”

“ไม่ๆฉันยังไม่อยากตาย..”

สาวน้อยเผลอปล่อยมือกับที่ยึดตัวเองเลื่อนขึ้นมาปิดตาทั้งสองข้าง เมื่อทรงตัวไม่อยู่เธอก็พลาดท่าหงายหลังลงไปแอชลี่ย์หลับตาปี๋รู้ชะตากรรมตัวเองว่าคงลงไปนอนกองกับพื้นไม่ต่างจากเจนแน่นอน แต่เธอก็ต้องแปลกใจเมื่อจู่ๆร่างเธอก็หยุดชะงักกลางอากาศและรู้สึกเหมือนมีวงแขนของใครคนนึงโอบเอวเธอจากด้านหลัง

“ลืมตาได้แล้ว”

เทพหนุ่มโน้มใบหน้ามากระซิบข้างหูของคนตัวเล็ก แอชลี่ย์ลืมตาขึ้นหันไปทางต้นเสียงทำให้ใบหน้าของทั้งสองคนห่างกันไม่ถึงคืบ ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยเบิกกว้างก่อนจะรีบเบนหน้าไปทางอื่นหลบซ่อนความอายของตนไว้ โลกิกระตุกยิ้มร้ายเขาจับพลิกตัวสาวน้อยให้หันมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆมือข้างที่โอบเธออยู่นั้นออกแรกกระชับเอวบางให้แนบชิดกับลำตัวของเขาลมหายใจอุ่นๆของเทพหนุ่มเป่ารดลงที่ใบหน้าหวานสร้างความรู้ปั่นป่วนให้กับสาวน้อยได้อย่างดี ไหนจะกลิ่นตัวหอมๆจากเขาอีกทำเอาหัวใจเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมา แอชลี่ย์ก้มหน้าหงุดใช้สองมือดันอกเขาไว้เพื่อให้มีระยะห่างระว่างกัน

“เป็นอะไร”

โลกิแสร้งทำเสียงสงสัย สาวน้อยส่ายหน้ายังคงไม่กล้าเงยขึ้นสบตากับเขา

“คือ..ฉันอึดอัด ขอบคุณนะที่รับตัวฉันไว้ ตอนนี้ก็ปล่อยได้แล้วฉันยืน..”

“ข้าโอบไว้แบบนี้แหละ เจ้าจะได้ไม่ต้องลงไปอยู่ในสภาพเดียวกับนาง”

โลกิปลายตาไปมองคนรักของพี่ชายก่อนจะหันกลับมาสนใจคนตัวเล็กในอ้อมกอด แอชลี่ย์ได้แต่ภาวนาให้ยานไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุดเพราะเธอคงทนอยู่ในสภาพนี้ไม่ไหวแน่

ยานมุ่งตรงที่เทียบสะพานสายรุ้งธอร์อุ้มเจนขึ้นมาก่อนจะหันมายิ้มให้กับโลกิ

“ลงไปข้างล่างกัน”

“อ๊าาาา!!!

เทพเจ้าสายฟ้าออกแรงผลักทั้งสองคนออกจากยานไป ร่างของโลกิและแอชลี่ย์ล่วงลงมากระแทรกกับเบาะนุ่มๆบนเรือ สาวน้อยยันตัวเองขึ้นมานั่งกุมสะโพกตัวเอง

“โอ๊ย!!

เสียงโอดโอยนั้นทำให้สาวน้อยต้องก้มไปมองเทพหนุ่มที่นอนอยู่ใต้ร่างเธอ เทพหนุ่มมองสาวน้อยด้วยแววตาขบขันก่อนจะปลายบอกเป็นนัยว่ามีอีกคนยืนอยู่ แอชลี่ย์หันไปมองตามก็พบกับชายหนุ่มผมสีบรอนด์ในชุดเกราะสีทองซึ่งเขาเองก็ทำหน้าเหวอเหมือนกับเธออยู่ตอนนี้

“เอ่ออ...เอาเป็นว่าข้าไม่เห็น”

“ทะ โทษที”

สาวน้อยรีบลุกออกจากตัวเทพหนุ่ม โลกิหัวเราะออกมาเบาๆกับความไร้เดียงสาของเธอ เขายืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะหันไปยิ้มกวนประสาทแฟนดัลสหายเก่า

“ไม่เจอกันนาน อ่อไม่สิ!!ล่าสุดข้าเพิ่งเจอเจ้าในคุกใต้ดินสภาพใกล้ตายฟื้นฟูตัวเองไว้ดีนิ”

“ก็ต้องมีพัฒนากันบ้างข้าไม่วิ่งอยู่กับที่เหมือนเจ้าหรอกสหาย”

แฟนดัลยักไหล่ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดแหนบแนมของอีกฝ่ายแต่อย่างใด ธอร์กระโดดลงมาจากที่เรือเขาวางหญิงคนรักของตัวเองลงอย่างเบามือก่อนจะหันไปฉีกยิ้มให้กับแอชลี่ย์ที่ตอนนี้ทำหน้าบึ้งตึงใส่เขาอยู่

“โชคดีแค่ไหนที่ฉันไม่ได้เป็นคนกลัวความสูง”

สาวน้อยกล่าวประชดประชันพร้อมกับสะบัดหน้าไปทางอื่นธอร์หัวเราะร่ายื่นมือมาลูบหัวเธอเบาๆ

“ถือว่าหายกันกับที่เจ้าแอบฟังข้า”

“ฉันอุส่าช่วยพวกคุณนะ เหอะขอบคุณสักคำก็ไม่มียังจะมาตำหนิกันอีกคราวหน้าฉันไม่ช่วยจริงๆด้วย”

“โอ๋ๆน้อยใจเป็นเจ้าสตาร์คไปได้ จบเรื่องเมื่อไหร่ข้าสัญญาจะพาเที่ยวรอบแอสการ์ดตามที่เจ้าต้องการ”

“โอเค ถือเป็นคำขอบคุณที่ไม่เลว”

สาวน้อยฉีกยิ้มสดใส แน่ล่ะเป้าหมายที่เธอขึ้นมาแอสการ์ดก็เพราะอยากเที่ยวแต่ดันมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ซะก่อนจะผ่านเลยไปโดยที่ไม่ช่วยเธอก็คงนิสัยแย่มากๆ แอชลี่ย์เดินไปนั่งข้างๆเจนถอดผ้าคลุมตัวเองห่มให้อีกฝ่าย

ตู๊มม!!เรืออีกลำขับชนท้ายเรือที่เทพเจ้าสายฟ้าและคนอื่นๆโดยสารอยู่เอาอย่างจัง ธอร์หันไปทางแฟนดัล เขาพยักหน้าตอบคล้องเชือกเส้นใหญ่บนเรือกับตัวเอง

“เพื่อแอสการ์ด”

ทหารหนุ่มกระโดดลงไปที่เรืออีกลำที่มีนายทหารบังคับอยู่ ธอร์หันมาทางโลกิ

“เจ้าหลอกข้า”

เทพจอมโกหกพุดน้ำเสียงกวนประสาทสองมือกุมหางเสือบังคับทิศทางเรือไว้

“เจ้าก็ชอบหลอกคนอื่นทำไมข้าจะทำบ้างไม่ได้จริงไหมน้องชาย”

“หู้ว ช่างน่าประทับใจ”

เทพเจ้าสายฟ้าฉีกยิ้มกว้างเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาหลอกน้องชายจอมวางแผนอย่างโลกิได้สำเร็จ แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อเห็นช่องแคบด้านหน้า

“โลกิเจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!!

แอชลี่ย์ได้ยินแบบนั้นก็ชะโงกหน้าขึ้นไปมองและเธอก็ต้องเบิกตากว้างเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันนี้ธอร์กอดเจนไว้แน่น แอชลี่ย์หันมาทำหน้าบึ้งใส่เทพจอมหลอกลวงที่ยืนแสยะยิ้มร้ายไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น

“มาเกาะข้าตอนนี้ยังทันนะสาวน้อย”

เขาพูดพร้อมส่งมือมาที่เธอ แอชลี่ย์จำใจต้องยื่นมือไปจับพลางก่นด่าเทพเจ้าสายฟ้าในใจที่ห่วงแฟนตัวเองมากจนลืมไปแล้วว่าเธอเองก็นั่งอยู่ตรงนี้ ทันที่สองมือสัมผัสกันเทพหนุ่มก็ออกแรงดึงเธอขึ้นมา สาวน้อยก้มหน้าหงุดมือเล็กๆเลื่อนขึ้นมาโอบกอดอีกฝ่ายไว้แน่น

“ขอโทษนะ”

“ตามสบาย”

ใบหน้าแอชลี่ย์ซุกอยู่ที่ชุดเกราะหนังสีดำของโลกิ พอได้ยืนเทียบกับเขาแบบนี้เขาให้เธอดูตัวเล็กจนเห็นได้ชัดถึงแม้ใครๆต่างก็บอกว่าร้ายแบบนั้นร้ายแบบนี้ แต่เธอกลับรู้สึกตรงข้ามไม่รู้ทำเธอจึงรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้เทพจอมหลอกลวงผู้คนนี้

เรือแล่นมาเรื่อยๆจนผ่านช่องแคบแปลกๆนั่นทะลุมาอีกอาณาจักรนึง แอชลี่ย์ผละออกมองรอบๆตัว

“นี่คงไม่ใช่แอสการ์ดแน่ๆ”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ”

เทพเจ้าสายฟ้าพุดพร้อมกับมองไปรอบก่อนจะหันไปสะดุดตากับยายสีดำลำใหญ่จอดเทียบพื้นอยู่ไม่ห่างจากพวกเขานัก แอชลี่ย์พยายามเพ่งฟังเสียงของคนในยานแต่คนพวกนั้นดันพูดในภาษาที่เธอไม่เข้าใจและยังทรงพลังงานแปลกๆตีกลับมาทำให้คนตัวเล็กขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“ท่านไว้ใจข้าได้หรอท่านพี่”

“ได้ไหมล่ะ”

โลกิใช้มือลูบที่คอตัวเองเบาๆปอกคอสีดำก็ปรากฏขึ้นธอร์เลื่อนมือไปปลดปกคอนั่นออกเพื่อปลดปล่อยพลังของเทพจอมโกหก

“ก็ไม่ได้น่ะสิ”

“อย่า!!

ทันทีที่โลกิเป็นอิสระเขาก็ลวงมีดพกสีเงินออกมาจากด้านหลังของตนแอชลี่ย์เห็นแบบนั้นก็พุ่งจะเข้าไปแย่งมีดในมืออีกฝ่าย แต่หากว่าช้าไปเสียแล้วเมื่อมีดสีเงินปักลงที่ท้องของเทพเจ้าสายฟ้า

“อ๊ากกก”

เสียงคำรามอย่างเจ็บปวดดังออกจากปากของธอร์เขาใช้มืออีกข้างกุมท้องตัวเองไว้โลกิออกแรงถีบพี่ชายของตนลงจากเนินหินสูง ก่อนจะหันมาจับล็อคปลายคางของแอชลี่ย์ออกแรงบีบจนเธอเบ้หน้าหนีความเจ็บปวด สาวน้อยถลึงตาใส่อีกฝ่ายก้อนหินรอบตัวลอยขึ้นจากพื้นด้วยพลังของเธอ เตรียมพุ่งเข้าใส่คนตรงหน้าแต่มันก็ถูกต้านไว้ด้วยพลังของเทพหนุ่ม

“อย่าคิดสู้กับเทพอย่างข้า”

“หึ ไม่เสี่ยงก็ไม่ใช่ฉัน”

ก้อนหินที่ทำท่าจะล่วงลงสู่พื้นลอยขึ้นอีกครั้งมือเล็กๆเลื่อนขึ้นมาวางทาบหน้าอกของเทพจอมหลอกลวงเพื่อควบคุมจิตใจของเขา

“เจนพาธอร์หนีไปก่อนที่ฉันจะต้านเขาไม่อยู่”

“แต่ว่าเธอ..”

“ไปซะ!!

สาวน้อยตะโกนออกมาดังลั่นเจนจำใจต้องยอมทำตาม เธอเดินไปคองธอร์ขึ้นมาและพาเดินสะเปะสะปะไปตามทาง

ร่างกายของแอชลี่ย์เริ่มอ่อนแรงเนื่องจากอีกฝ่ายนั้นมีจิตใจที่ค่อนข้างแข็งแกร่งยากเกินจะควบคุมได้ เธอจึงทำได้แค่ตึงเขาไว้กับที

“เจ้าทำข้าประทับใจสาวยน้อย แต่คงทำได้แค่นี้..”

“อ๊ะ!

ดวงตาของสาวน้อยกลับมาเป็นสีน้ำตาลดังเดิมเมื่อฝ่ามือหนาของเทพหนุ่มเลื่อนมาบีบที่คอเธอและกดร่างบางนอนราบไปกับพื้นตึงเธอไว้ด้วยเวทย์มนต์ของเขา

“ไว้ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง”

แอชลี่ย์กัดริมฝีปากตัวเองแน่นที่เธอโมโหที่ไม่สามารถทำอะไรได้แถมเขายังจ้องมองเธอด้วยสายตาดูถูกแบบนั้นอีกน่าหงุดหงิดชะมัด เทพหนุ่มหัวเราะร่าก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปกระชากตัวเจนออกจากธอร์

“เจ้าคิดหรอว่าข้าแคร์ฟริกก้าหรือเห็นหัวพวกเจ้า”

“อั๊ก”

โลกิเตะไปที่ใบหน้าของธอร์เต็มแรง เทพเจ้าสายฟ้ายกมือขึ้นหวังจะเรียกค้อนคู่ใจของตนมาแต่โลกิไวกว่าเขาจัดการตัดแขนพี่ชายตัวเองทิ้ง

“ทั้งหมดที่ข้าต้องการคือเจ้ากับโอดินมาอยู่ใต้เท้าของข้า”

 ธอร์นอนโอดโอยกุมแขนข้างที่โดนตัดของตนไว้เจนพุ่งตรงเข้ามาหาคนรักของเธอแต่เทพจอมหลอกลวงฉวยหิ้วร่างเธอเดินตรงมาที่มาราคิน

 “มาราคิน ข้าโลกิ แห่งโยทันไฮม์ ข้าเอาของขวัญมาให้เจ้า”

พรึ่บบร่างของเจนถูกเหวี่ยงลงกับพื้นต่อหน้าดาร์คเอลฟ์ผุ้ยิ่งใหญ่

“ข้าขอสิ่งตอบแทนเพียงสิ่งเดียว คือที่นั่งพิเศษที่ดูแอสการ์ดไหม้ในกองเพลิง”

อสูรกายร่างยากหันไปกระซิบกับผู้เป็นนาย มาราคินใช้เท้าของตนเขี่ยธอร์ให้เงยหน้าขึ้นมา

“จงมองข้า”

ร่างของเจนลอยขึ้นเหนือพื้นดิน มาราคินดึงสสารที่ไหลวนในร่างกายของหญิงสาวออกมากลางอากาศ

.ในเวลาเดียวกันนั้นเองแอชลี่ย์ก็ฝืนร่างกายของตนดีดดิ้นจนหลุดจากเวทย์มนต์เ เธอลพยุงตัวเองลุกขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้า

“โลกิลงมือ!!

เทพเจ้าสายฟ้าออกคำสั่งกับน้องชายของตน โลกิคืนภาพมายาที่แขนธอรืกลับมาเป็นเหมือนเดิมและเอาตัวเองกันหญิงสาวไว้ ค้อนโยเนียร์พุ่งตรงมาในมือเจ้าของมันก่อนที่จะใช้อสุนีฟาดลงบนกลุ่มพลังนั้น เสียงระเบิดดังก้องทั่วพื้นที่ หากแต่สสารก้อนพลังนั้นมันไม่ได้ถูกทำลายไปตามที่เทพเจ้าสายฟ้าต้องการ มาราคินเรียกพลังนั้นกลับเข้าสู้ร่างกายของตนและหันไปสั่งกับทหารให้ต้านพวกเขาไว้ อสูรกายร่างยักษ์โยนระเบิดรูปร่างแปลกๆมาในจุดที่ใกล้เจนและโลกิ เทพหนุ่มออกแรงผลักหญิงสาวให้พ้นจากรัศมีของมันก่อนที่เขาจะโดนมันดูดเสียเอง

พรึ่บบบ!!บางสิ่งกระแทกกับร่างของเทพจอมโกหกพาออกห่างจากระเบิดนั้น โลกิเงยหน้าขึ้นสาวน้อยในชุดกระโปรงยาวสีขาวก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง

“ข้าคิดแล้วว่าเจ้าต้องหลุดออกมาได้”

“ตีบทแตกขนาดนี้เอารางวัลออสก้าไปเลยดีกว่ามั้ง”

แอชลี่ย์ส่งมือให้เทพหนุ่มออกแรงฉุดเขาลุกขึ้นมา โลกิขยิบตาให้กับคนตัวเล็ก

“ข้าจะถือว่าเป็นคำชม”

“ไว้จะกลับมาคิดบัญชีกับคุณทีหลัง”

พูดจบเธอก็เดินตรงไปที่กลุ่มทหารปีศาจนับ 10 คน เทพหนุ่มหัวเราะออกมาเบาก่อนจะเดินตามเธอไป

“หยุดหายใจ”

“เฮือกก!!

บรรดาทหารปีศาจล่วงลงนอนขาดอากาศหายใจและตายในที่สุด แอชลี่ย์ทำหน้าเหวอก่อนจะหันมาทางโลกิที่กำลังยุ่งอยู่กับทหารปีศาจอีก 7-8 นาย แน่นอนว่าเขาเห็นการแสดงของเธอเมื่อกี้หมดทุกอย่าง

“หู้ว เจ้ามันร้ายใช่เล่น”

“ถ้าเรื่องนี้ถึงหูคุณลุงสตาร์คฉันตายแน่”

“อั๊ก!!

เสียงของเทพเจ้าสายฟ้าเรียกความสนใจของทั้งสองให้หันไป

“ดูเหมือนพี่ชายข้ากำลังแย่ ฝากที่เหลือด้วยนะสาวน้อย”

“และจะตามไปสมทบทีหลัง”

โลกิเดินตรงไปที่เทพเจ้าสายพร้อมดาบเล่มใหญ่ในมือกำลังเสริมพุ่งตรงมาที่สาวน้อยแต่พวกมันก็หยุดชะงักและนั่งลงกับพื้นอย่างว่าง่าย

“ถ้าสั่งหยุดหายใจเลยมันจะดูโหดร้ายเกินไปงั้น..ฝันดี”

                พรึ่บบ!!เหล่าทหารปีศาจล้มตัวลงนอนหลับไม่เป็นท่า แอชลี่ย์มาทางสองพี่น้องก็พบว่าร่างของโลกิล้มลงนอนกองกับพื้นธอร์กรีดร้องออกมาด้วยความแค้นเขาประคองน้องชายของตนขึ้นมา เมื่อเห็นแบบนั้นสาวน้อยก็รีบวิ่งตรงไปที่เขาทันที

“ฉัน..ขอโทษ”

“ไม่ๆเจ้าทำดีแล้วแอชลี่ย์”

ธอร์วางร่างของโลกิลงปาดน้ำตาตัวเองก่อนจะลุกยืนขึ้นเต็มความสูง

“การตายของเจ้าจะไม่สูญเปล่าน้องข้า”

“ไม่จริง!!

แอชลี่ย์ย่อตัวลงหลับตาฟังเสียงตัวใจของเทพหนุ่มที่เต้นช้าลงและเงียบไปในที่สุดน้ำใสๆเอ่อล้นจากดวงตาคู่สวยโดยไร้เสียงสะอื้นใดๆทั้งสิ้น

“แอชลี่ย์เราต้องไปกันแล้ว”

“พวกคุณไปเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่เฝ้าเขาไม่น่าทหารของแอสการ์ดคงมา”

“ข้าทิ้งเจ้าไว้แบบนี้ไม่ได้เพราะงั้น..”

“ฉันจะไม่ทิ้งเขาอยู่คนเดียวแบบนี้”

สาวน้อยหันไปตวาดใส่อีกฝ่ายดังลั่นเจนเองก็พอลยสะดุ้งไปด้วย เทพเจ้าสายฟ้าพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้าตอบ

“ฝากน้องข้าด้วย”

พูดจบเขาก็เดินนำเจนออกไป แอชลี่ย์ใช้พลังของตนยกของเทพหนุ่มขึ้นมาและพาไปที่เรือ เธอวางร่างของเขาลงและหยิบผ้าคลุมสีดำห่มให้เขา ก่อนจะนั่งลงข้างๆเทพหนุ่มกอดเข่าตัวเองก้มหน้าหงุดร้องไห้ออกมาเบาๆ

เทพจอมหลอกลวงยันตัวเองลุกขึ้นมารอยยิ้มอบอุ่นที่น้อยคนนักจะได้เห็นปรากฏขึ้นบนในหน้าของเขา

“เพิ่งรู้ว่าเจ้าก็มีมุมแบบนี้”

“ห๊ะ!!

สาวน้อยแถบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอเงยหน้าขึ้นมาก็ทำหน้าเหวอ เทพหนุ่มฉีกยิ้มกว้างจงใจกวนประสาทคนตัวเล็ก

“คิดถึงข้าไหมแม่สาว..”

พรึ่บบ!เทพหนุ่มกลืนคำพูดตัวเองลงคอเมื่อสาวน้อยโผล่เข้ากอดเขาและร้องไห้ออกมาโฮใหญ่

“ฮึก เทพบ้าตกใจหมดเลยเล่นอะไรของคุณเนี่ย ฮึก”

แอชลี่ย์พูดปนสะอื้นก่อนจะผละออกจากเขามือเล็กๆเลื่อนขึ้นมาปาดน้ำที่แก้มตัวเองลวกๆ

“นี่เจ้า..เป็นห่วงข้าขนาดนี้เลยหรอ?

โลกิถามน้ำเสียงอึ้งไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเป็นห่วงเขาถึงขนาดนี้

“ก็ใช่น่ะสิไม่งั้นจะมานั่งอยู่กับคุณตรงนี้ทำไม ฮึก ไม่คุยด้วยแล้วฉันจะกลับแอสการ์ด!!

แอชลี่ย์ปล่อยโฮออกมาอีกรอบ โลกิหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะใช้ปลายนิ้วเรียวปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มเธอ

“โอ๋ ขอโทษๆข้าจะไม่แกล้งเจ้าแบบนี้อีกสัญญา หยุดร้องได้แล้ว”

“ฮึก อยากกลับบ้าน..”

ครืด!!เสียงคำรามตลกๆดังขึ้นจากหน้าท้องของสาวน้อยเป็นการเตือนว่าตอนนี้ร่างกายเธอกำลังต้องการต้องการอาหารด่วน เธอมัวแต่วุ่นวายเรื่องของคนอื่นเสียจนลืมกินข้าวตั้งแต่เช้า เทพหนุ่มผมดำหลุดหัวเราะออกมา แอชลี่ย์กุมหน้าท้องตัวเองหันควับไปทำหน้าบึ้งใส่อีกฝ่าย

“ก็คนมันหิวนิ ตั้งแต่เช้าข้าวยังไม่ตกถึงท้องสักเม็ดน้ำสักหยดก็ยังไม่ได้กินแถมยังใช้พลังควบคุมจิตใจไปตั้งหลายคนและไหนจะช็อคเรื่องของคุณอีก น่าขำตรงไหน!

สาวน้อยบ่นอุบอิบสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น เทพหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจับหางเสือควบคุมเรือให้ลอยขึ้น

“ช่วยไม่ได้ งั้นเราไปหาอะไรกินกัน”

“เยี่ยม!!

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็มุ่งตรงไปที่ธารน้ำทแห่งหนึ่งหลังจากเรือจอดเทียบกับพื้นแอชลี่ย์ก็กระโดดลงมาเธอหลับตาลงเพ่งฟังเสียงสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ โลกิเดินตามลงมาพร้อมกับมีดพกสีเงินในมือ

“แค่เจ้านั่นตัวเดียวคงพอ..”

ซู่วว!!ปลาตัวใหญ่หน้าตาประหลาดโผล่ขึ้นเหนือน้ำและลอยมาที่หน้าทั้งสองคน มันดิ้นดุกดิ๊กอยู่บนพื้นแอชลี่ย์ย่อตัวนั่งลงอย่าตื่นเต้น

“หู้วใหญ่ดีจัง ว่าแต่มันกินได้ใช่ไหม?

“แน่นอน เอาเป็นว่าที่เหลือข้าจัดการเองเจ้าไปนั่งเล่นคนเดียวข้างเรือก่อนก็ได้”

“นี่คุณหาว่าฉันเป็นเด็กหรอฉันอายุ18แล้วนะดูไม่ออกรึไง”

เทพหนุ่มพิจารณาสาวน้อยตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยิ้มยียวนและส่ายหน้าออกมาเบาๆ

“หึหึเด็กน้อยชัดๆ”

“ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ใช่เด็ก..เฮ่อออเถียงกับเทพอย่างคุณคงจะไม่จบไม่สิ้นไปอาบน้ำดีกว่า ชิ!

พูดจบแอชลี่ย์ก็หมนุตัวเดินไปอีกฝั่งนึง เมื่อเห็นว่ารอดพ้นสายตาของเทพหนุ่มผมดำแล้วเธอจึงจัดการผ้าเสื้อออกทุกชิ้นเดินลงน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายตัวเอง กระแสน้ำเย็นกระทบกับผิวกายทำให้สาวน้อยรู้สึกผ่อนคลายจนเผลอนอนแช่เสียนานนับชั่วโมง

หลังจากที่จัดการทำธุระส่วนตัวเสร็จเธอก็เดินกลับมาที่เรือกลิ่นหอมๆโชยแตะจมูกของสาวน้อย เธอสูดดมและเดินตามกลิ่นไปจนพบกับเทพหนุ่มที่กำลังจัดการกับชิ้นส่วนปลาเตรียมไว้ให้เธอ

 “หอมใช่ไหมล่ะ”

เทพหนุ่มกล่าวแซวอีกคนโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง แอชลี่ย์รีบเดินมานั่งตรงข้ามกับเขาโดยมีกองไฟกั้นทั้งสองคนไว้

“หู้ยยกินเลยได้ไหมฉันหิวจะตายแล้ว”

“ตามสบาย”

โลกิผายมือให้แอชลี่ย์ฉีกยิ้มกว้างและลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าไม่เกรงใจเขาแม้แต่น้อย เทพหนุ่มจ้องมองสาวน้อยที่กำลังเจริญอาหารด้วยแววตาขบขันก่อนจะกินอาหารตรงหน้าอย่างใจเย็น

“เราจะกลับแอสการ์ดกันเลยไหม?

สาวน้อยถามขึ้นเพราะเห็นว่าท้องฟ้าใกล้มืดเต็มที

 “ข้าว่าเราควรนอนพักที่นี่สักคืนรุ่งเช้าค่อยออกเดินทางระหว่างนั้นข้าอาจพาเจ้าแวะเที่ยวก่อนพาไปส่งที่ราชวังส่วนข้าก็จะออกเดินทาง..”

“อ้าว!และคุณจะไปไหน?ทำไมไม่อยู่ที่แอสการ์ดต่อล่ะ?

แอชลี่ย์วางอาหารตรงหน้าลงหันมาสนใจกับคำพูดของเทพจอมหลอกลวง โลกิฝืนยิ้มออกมาเพราะเข้ารู้ว่าถ้ากลับไปก็คงโดนจับไปอยู่ที่คุกใต้ดินเหมือนเดิมอยู่ดี อีกอย่างแอสการ์ดก็ไม่เหมาะกับคนอย่างเขาด้วยไม่มีเหตุผมใดที่บอกว่าเขาควรอยู่ต่อดังนั้นเลือกเดินทางไปเรื่อยๆจะดีเสียกว่า

“เอาเป็นว่า..ข้ามีที่ไปก็แล้วกัน”

“งั้นหรอ!!ถ้ามาโลกอย่าลืมแวะมาหาฉันที่ทาวเวอร์นะยินดีต้อนรับเสมอ”

“หึ เกรงว่าคนอื่นๆจะไม่ต้อนรับข้าเหมือนกับเจ้าน่ะสิ”

ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากสาวน้อยได้ แอชลี่ย์พ่นลมหายใจออกมาและบ่นพรึมพรำกับตัวเอง

“เฮ่อออุส่าเจอคนที่เคมีเข้ากัน”

“เจ้าว่าไงนะ”

“เอ่อ..ฉันก็บ่นคนเดียวไปเรื่อยเปื่อช่างเถอะ!!

แอชลี่ย์แสร้งยิ้มกลบเกลือนความรู้สึกจริงๆอีกด้านไว้ เทพหนุ่มผมดำหรี่ตามองสาวน้อยตรงหน้า เขาสังเกตเห็นแววตาสีน้ำตาลกำลังไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อาจรับรู้ได้ ใจนึงก็อยากจะถามแต่เขาก็รู้ว่าเธอคงจะไม่เปิดปากเล่าเรื่องนี้แน่

                หลังจากกินอาหารจนอิ่มเทพหนุ่มผมดำก็ขอตัวไปอาบน้ำส่วนเธอเองไม่มีอะไรทำจึงปีนขึ้นเรือและล้มตัวลงนอนชิดกับกลาบเรือเพื่อเว้นที่ว่างข้างๆไว้ให้เขา สาวน้อยจ้องมองไปบนท้องฟ้าที่บัดนี้มืดสนิทไม่เห็นแม้แต่ดาวสักดวงบรรยากาศรอบด้านก็เงียบสงัดพลางให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เธอเองก็ไม่อยากจำมันสักเท่าไหร่ ถึงมันจะไม่ค่อยเลวร้ายแต่ก็ชอบวนเวียนเข้ามาทำให้เธอฟุ้งซ่านอยู่ๆบ่อยในยามที่อยู่คนเดียวเงียบๆ เมื่อภาพนั้นเข้ามาในหัวเธอก็จะพยายามต่อสู้กับมันโดยนึกถึงแต่เรื่องดีๆจนคล้อยหลับไปเหมือนเช่นตอนนี้

เทพหนุ่มก้าวขึ้นเรือมาเงียบๆมองสาวน้อยที่นอนขดตัวอีกมุมนึงคิ้วคมได้รูปขมวดเป็นปมเข้าหากันนั้นแสดงว่าเธอกำลังฝันร้ายอยู่สองมือกำผ้าคลุมแน่นจนแทบจะฉีกมันออกจากกันได้ น้ำตาเริ่มไหลโยที่ดวงตาเธอยังคงปิดอยู่ โลกิเห็นแบบนั้นก็อดสงสารไม่ได้เขาย่อตัวลังใช้สองมือเขย่าร่างบางให้ตื่นจากภวังค์

“สาวน้อยตื่นสิ!มันก็แค่ความฝัน..แอชลี่ย์!!

“เฮือก..”

เสียงเรียกนั้นทำให้เจ้าของชื่อเบิกตากว้างมองไปรอบๆเมื่อรู้ว่าว่ามันเป็นแค่ฝันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง แอชลี่ย์เงยหน้าขึ้นจ้องมองคนตรงหน้าเป็นจังหวะเดียวกับที่ปลายนิ้วเรียวของเทพหนุ่มจัดการปาดคลาบน้ำตาบนพวงแก้มเนียนของเธอออกอย่างเบามือและเผยรอยยิ้มที่อบอุ่น

“เล่าให้ข้าฟังได้ไหม?

“คือว่ามัน..”

ใบหน้าหวานฉายแววกังวลจนเห็นได้ชัด ที่จริงเธอเองก็อยากระบายให้คนอื่นฟังเรื่องที่เธอถูกล้อว่าเป็นตัวประหลาดไม่มีเพื่อนจึงเป็นสาเหตุแต่ก็กลัวว่าคนอื่นจะมองเป็นเรื่องไร้สาระจึงไม่เคยเปิดปากเล่าให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว

“ถ้าเจ้าไม่อยากเล่า งั้นข้าขอดูได้ไหมความทรงจำนั้น?

“ค่ะ”

แอชลี่ย์พยักหน้าตอบโลกิจึงเลื่อนฝ่ามือของตนขึ้นสัมผัสที่หัวของเธอ ภาพสาวน้อยผมยาวสีน้ำตาลถูกเด็กชายหญิงในวัยเดียวกันรุมแกล้งเธอต่างๆนาๆ อีกทั้งยังล้อว่าเธอนั้นเป็นปีศาจเป็นตัวประหลาดไม่มีใครอยากจะด้วย นั่นทำให้เธอต้องนั่งอยู่ในห้องเล่นคนเดียวไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนกับคนอื่นๆ พ่อแม่ก็ไม่ค่อยอยู่กับเธอนักเพราะมัววุ่นอยู่กับงานของตน เมื่อเทพหนุ่มได้เห็นเรื่องราวของแอชลี่ย์ทั้งหมดก็รู้สึกหดหู่ใจเพราะชีวิตเขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับเธอ

เทพหนุ่มลืมตาขึ้นมองสาวน้อยตรงหน้าที่กำลังทำหน้างงๆต่างจากสาวน้อยที่เขาเห็นในอดีตอย่างสิ้นเชิง

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”

“เอ่อ..”

โลกิอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดอย่างไรออกไปเพราะเขาเองไม่คิดว่าเธอจะเหมือนเขาขนาดนี้ แตกต่าง เงียบเหงา โดดเดี่ยว โหยหาความอบอุ่น เขาพยายามจะลบความรู้สึกบ้าๆนั้นออกไปซะ แต่สุดท้ายมันก็ยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม แต่งต่างจากคนตัวเล็กตรงที่เธอเลือกจะยิ้มและปรับตัวอยู่กับมัน เธอช่างดูเข้มแข็งกว่าเขาเสียอีก แอชลี่ย์หลบสายตาอีกฝ่ายหันไปมองบนฟ้าแทนที่ตอนนี้โปร่งใสจนสามารถเห็นดาวนับล้านดวงได้อย่างชัดเจน

“มันไร้สาระใช่ไหม”

เธอเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไม่พูดอะไร

“ข้าเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเจ้านักหรอกอาจแย่กว่าเจ้าเสียอีก”

“จริงหรอ!!

แอชลี่ย์หันมาสบตากับเขาอีกครั้ง เทพหนุ่มยิ้มและพลักหน้าตอบ

“ในหนังสือที่เจ้าอ่านไม่ได้บอกไว้รึไง”

“ก็มันไม่ได้บอกความรู้สึกของคุณไว้นิ บอกแค่ว่าคุณเป็นใคร แฟนชื่ออะไร มีลูกกี่คน แค่นั้น”

สาวน้อยทำท่านับนิ้วตัวเองพยายามนึกว่าอ่านเจออะไรเกี่ยวกับเขาบ้างวึ่งปรากฏว่ามันน้อยมากหนังสือเล่มนั้นพูดแต่เรื่องของธอร์และโอดินซะส่วนใหญ่

“ข้าว่าเจ้าควรเอาหนังสือเล่มนั้นไปทิ้งซะมันไม่มีความจริงเลยสักอย่าง ข้ายังไม่มีคนรักและจะมีลูกได้ไง”

“ก็คุณซิฟไงคุณชอบเธอไม่ใช่หรอ”

“ข้าไม่ได้ชะ..”

“เพิ่งรู้ว่าเทพเองก็ปากแข็งไม่ต่างจากมนุษย์ นี่ฉันเป็นแม่สื่อให้คุณก็ได้นะ”

แอชลี่ย์กอดอกว่างท่าอย่างมั่นใจซึ่งเรียกรอยยิ้มจากโลกิได้

“ซิฟน่ะไม่ใช่สตรีอ่อนหวานเหมือนดังใครๆ เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเปลี่ยนใจนางได้”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เผยขึ้นบนใบหน้าหวาน เทพหนุ่มผมดำนั่งเท้าคางจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าอย่างเอ็นดู

“เคยได้ยินไหมว่าผู้หญิงก็เหมือนกับเทียนไข โดนไฟรนหน่อยก็ละลายได้แล้ว”

“ไม่คิดว่าวาจาแสนคมคายจะออกจากปากเด็กน้อยเช่นเจ้า”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่เด็ก ทั้งฉลาดทั้งสวยเฟอร์เฟ็คขนาดนี้เด็กตรงไหนมิทราบคะท่านเทพ”

“โห้ว!!นี่เจ้าไปเอาความมั่นใจผิดๆแบบนั้นมาจากไหนกัน โอ๊ยๆ”

เทพหนุ่มผมดำร้องเสียงหลงเมื่อมือเล็กไล่ทุบแขนเขารัวไม่ยั้ง

“นั่นปากใช่ไหมถามจริง ชิ!!ไม่คุยด้วยแล้ว”

พูดจบแอชลี่ย์ก็หันหลังล้มตัวลงนอนพ่นลมหายจากฟึดฟัดอย่างหงุดหงิดต่างจากโลกิตอนนี้ที่หัวเราะร่าเมื่อเห็นเธองอนด้วยท่าทางน่ารักแบบนั้น

“ฝันดี ละ โลกิ!

“เช่นกันแอชลี่ย์เด็กน้อย!!

“เหอะ!

แอชลี่ย์กลอกตาไปมาก่อนจะดึงผ้าคลุมขึ้นมาห่มตัวเองและคล้อยหลับไป เขาล้มตัวลงนอนข้างเธอจ้องมองแผ่นหลังของคนตัวเล็กพลางคิดในใจ อยู่กับเธอก็สนุกดี แบบนี้สงสัยเขาคงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ซะแล้วสิอยากรู้จริงว่าธอร์จะทำหน้ายังไงถ้าเจอเขาอีกครั้ง เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาก็ข่มตานอนหลับไปรอให้ถึงวันพรุ่งนี้

วันต่อมา

ทั้งสองเดินทางจนไม่ถึงแอสการ์ด เมื่อเรือจอดเทียบพื้นราชวังเหล่าทหารก็ชี้ดาบมาที่โลกิแต่ก็ต้องรีบลดดาบลงทันควันเมื่อแอชลี่ย์ก้าวมาขวางหน้าเขาไว้

“ธอร์กลับมารึยัง”

“โลกิ”

เสียงของเทพเจ้าสายฟ้าดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งสองหันหันไปตามต้นเสียงก็เห้นว่าเขากำลังทำหน้าเหวออยู่ เขาพุ่งตรงมากอดโลกิไม่แคร์สายตาคนรอบข้างแม้แต่น้อย

“เจ้าน้องบ้าข้าร้องไห้แทบตาย..จะ เจ้าหลอกข้าอีกแล้ว”

“หึหึ ช่วยไม่ได้เจ้าโง่เอง”

เทพหนุ่มผมดำออกแรงผลักเทพกล้ามให้ห่างจากตัวเขาเพราะเห็นสายตาของสาวน้อยที่มองเขาสองคนสลับไปมาและใบหน้าขาวเนียนก็ขึ้นสีแดงไปถึงหู เขารู้ได้ในทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่แน่

“หยุดความคิดของเจ้าไว้แค่นั้นเลย”

“อุ๊ป!โทษที”

ธอร์ยืนเกาหัวไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งสองคนพูด แอชลี่ย์ไล่ความคิดนั้นออกไปจากหัวและหันมากอดออกทำหน้าบึ้งใส่เทพเจ้าสายฟ้า

“ถ้าให้เดาคุณคงจัดการคนพวกนั้นเรียบร้อยแล้ว น้องชายคุณเองก็มีส่วนในการพิทักษ์จักรวาลนี้เหมือนกับคุณดังนั้นเขาควรได้อิสระจริงไหม?

“ใช่ แต่ความผิดครั้งก่อนมันหนักเกินที่จะลดโทษได้ดังนั้น..”

“งั้นฉันกับคุณก็ควรจะโดนขังอยู่ในคุกใต้ดินนั้นด้วยข้อหาพานักโทษแหกคุก”

คำพูดเด็ดขาดของสาวน้อยทำเอาทุกคนนิ่งเงียบไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรทั้งสิ้นเพราะเธอพูดถูก แต่ติดตรงที่ว่าไม่มีใครกล้าไว้ใจเทพจอมหลอกลวงอย่างเขา

“งั้นเจ้าก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิว่าเขาเปลี่ยนไป”

เสียงของกษัตริย์โอดินดังขึ้นจากด้านของเขายืนอยู่หน้าประตูมองบุตรชายคนเล็กที่กำลังแสยะยิ้มให้กับเขาจงใจกวนประสาท แอชลี่ย์ก้าวตรงไปคุกเข่าต่อหน้าชายชราก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาตอบไม่ไหวติงใดๆ

“คำยืนยันจากราชินีฟริกก้าท่านพอจะเชื่อได้ไหมคะ”

ธอร์กับโลกิเบิกตากว้างไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะกล้าพูดคำนั้นออกมาเพราะโอดินยังคงเสียใจเรื่องนางอยู่ไม่น้อย โอดินยิ้มในความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของสาวน้อยตรงหน้าเขาก้มลงกระซิบกับเธอ

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ฝากดูแลเขาด้วยก็แล้วกัน”

รอยยิ้มที่สดใสเผยขึ้นบนใบหน้าของแอชลี่ย์ โอดินดึงมือสาวน้อยให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปทางบุตรชายคนเล็กของเขา

“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายนาง เพราะนางคือคนที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเจ้าเหมือนกับฟริกก้า”

“ก็คงงั้น..”

ทั้งสองคนพูดผ่านกระแสจิตเพราะงั้นคนอื่นๆจึงไม่ได้ยิน กษัตรฺย์โอดินหันหลังเดินออกไปเงียบๆแอชลี่ย์เห็นแบบนั้นก็ดีใจจนเผลอเข้าไปกอดเทพจอมหลอกลวงต่อหน้านายทหารที่ยืนอยู่บริเวณนั้น เมื่อเห็นสายตาแปลกๆของคนรอบข้างสาวน้อยก็รีบผละออกจากเขาทันที

“อะแฮ่มๆเจ้ากลับมาก็ดีแล้วสหายตัวน้อย สตาร์คฝากให้ข้ามาบอกเจ้าว่าอีกสองวันพ่อกับแม่เจ้าจะกลับมาเยี่ยมดังนั้นเจ้าควรรีบกลับโดยด่วน”

“และเขาบอกไหมว่าด่วนแค่ไหน?

แอชลี่ย์เผยยิ้มร้ายธอร์ที่ตามไม่ทันก็ได้แต่เกาหัวตัวเองพยายามนึก

“ไม่นะเขาบอกข้ามาแค่นี้ เจ้าถามทำไม?

“แสดงว่าไม่ด่วนมากอยู่เที่ยวอีกสักสองวันจะเป็นไรไปจริงไหมท่านเทพ”

โลกิยิ้มและพยักหน้าตอบ นึกขำที่พี่ชายตัวใหญ่ดันตามไม่ทันแผนของเธอ

“เวลาน้อยแบบนี้ควรเริ่มแผนการได้แล้ว”

“แผนอะไรของเจ้า”

เทพหนุ่มผมดำเลิกคิ้วถามอีกฝ่าย แอชลี่ย์ฉีกยิ้มกว้างและกันไปหาธอร์ที่ยังคงยืนงงทำหน้าตาเลิ่กลั่กอยู่แบบนั้น

“ที่คุณเคยให้สัญญาเรื่องพาฉันทัวร์แอสการ์ดขอเปลี่ยนเป็นร่วมมือกับฉันแผลงศรให้โลกิและคุณซิฟ”

“ห๊า”

ธอร์อ้าปากเหวอไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะพูดคำนี้ออกมา เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าสหายผู้นี้นั้นเป็นคนนิสัยอย่างไรและมันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตกลงหลุมรักคนเจ้าเล่ห์อย่างน้องชายเขาที่เธอเกลียดที่สุด

“ไม่ต้องพูดไรมากตอนนี้รีบพาเขาไปหาเธอซะและเริ่มแผนได้เลย”

“และไหนแผนเจ้าล่ะ”

“ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”

เทพเจ้าสายฟ้าให้ไปหาน้องชายตัวแสบเชิงถาม โลกิได้แต่ยักไหล่ให้และผ่ายมือให้เดินนำเธอไป

ในห้องนั่งเล่นของเทพเจ้าสายฟ้า สี่สหายอยู่ในห้องกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและดูแหมือนกำลังถกเถียงประเด็นเรื่องของเทพจอมหลอกลวงอยู่ด้วย เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งสามคนเดินเข้ามาพอดี

“ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้ารู้จักกับสหายตัวน้อยของข้านางชื่อ..”

“แอชลี่ย์ สไตน์เฟลด์ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ ที่จริงเราก็พบกันตั้งแต่เมื่อวานแต่มีเรื่องวุ่นเกิดขึ้นจึงไม่มีเวลาที่จะมานั่งแนะนำตัว โอ้วและคุณคือเลดี้ซิฟคนสวยขอโทษที่เมื่อวานเสียมารยาทไปนิดหน่อยแต่ถึงแบบนั้นคุณเจ๋งใช้ได้..”

แอชลี่ย์สวมกอดหญิงสาวผมดำโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ซิฟก็รู้สึกถูกใจคนตัวไม่น้อยถึงได้กอดตอบไปแบบนั้น แฟนดัลทำหน้าเหวอหันไปกระซิบกับธอร์ที่ยืนฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นน่าทางอบอุ่นจากซิฟ

“ถามจริงนางหายใจทางไหน”

“ตอนที่เจอข้าครั้งแรกก็แบบนี้แหละ เรื่องนั้นไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่ากับท่าทางของซิฟตอนนี้หรอกดูสิ”

แอชลี่ย์ผละออกจากหญิงสาวผมดำก่อนจะลอบฟังเสียงหัวใจอีกฝ่ายยังคงเต้นสม่ำเสมอ เธอจึงหันไปทางโลกิเพื่อทดสอบเลดี้ซิฟ

“อ้าวเมื่อยืนรออะไรอยู่ล่ะท่านเทพ คนรักท่านอยู่ตรงนี้จะไม่แสดงความรักกันหน่อยหรอ”

หญิงสาวผมดำทำหน้าเหวอก่อนจะหันไปมองรอบตัวทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้ตกใจกับประโยคนี้แค่เพียงผู้เดียวคนอื่นๆก็ช็อคไม่ต่างกันและอาจมากกว่าด้วยซ้ำ

“คะ คือว่าข้ากับโลกิเราไม่ได้..”

“ก็ในหนังสือที่ฉันอ่านบอกว่าคุณกับโลกิเป็นคู่รักกันมีแถมยังมีลูกตั้งสามคนช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ”

เทพจอมหลอกลวงแทบหลุดหัวเราะออกมาไม่คิดว่าเธอจะใช้แผนนี้ เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะได้ผลไหมแต่คนแบบเลดี้ซิฟเนี่ยนะที่จะตกหลุมรักคนอย่างเขาไม่มีทางเธอเกลียดเขาจะตาย และเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับเธอด้วยจึงเป็นไปไม่ได้ที่แม่สาวน้อยตัวแสบจะทำได้สำเร็จภายในสามวัน

“เจ้าเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วสาวน้อยข้าเนี่ยนะเป็นคู่รักของโลกิ ไม่มีวันเพราะว่า..”

“ไม่รู้สิเมื่อคืนฉันได้ยินเขาละเมอถึงคุณด้วย”

ทุกสายตาหันไปทางโลกิเชิงถามว่าจริงหรือไม่ ซึ่งโลกิก็ได้แต่ยักไหล่ส่งๆทำไมเหมือนไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธในเวลาเดียวกัน เลดี้ซิฟเห็นแบบนั้นก็หันหน้าไปทางอื่นหลบซ่อนในหน้าแดงซ่านของตัวเองไว้แต่มีหรือที่รอดพ้นสายตาของแอชลี่ย์ เธอลอบฟังเสียงหัวใจของหญิงสาวตรงหน้าที่เต้นรัวผิดปกติแค่นั้นก็เป็นการยืนยันคำตอบได้ว่าซิฟเองก็หวั่นไหวให้กับเทพจอมหลอกลวงไม่น้อย แอชลี่ย์หันไปทางเทพหนุ่มผมดำพร้อมกับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

“ฉันคงไม่ต้องทิ้งหนังสือเล่มนั้นแล้วล่ะ”

พูดจบเธอก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้คนอื่นๆยืนงงกับสิ่งที่ทั้งสองคนสื่อสารกัน

“สหายข้าว่าเราควรปล่อยให้ทั้งสองคุยกันตามลำพังดีกว่าไหม”

“งั้นเราตามแม่สาวน้อยนั่นไปดีกว่า”

“ดีๆข้าเห็นด้วย”

ทุกคนเดินออกจากห้องไปเหลือเพียงเทพจอมหลอกลวงกับเลดี้ซิฟอยู่ด้วยกันตามลำพัง หญิงสาวยืนขึ้นเต็มความสูงพยายามปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งทั้งๆทีในใจเต้นรัวยิ่งกว่ากลองศึก

“เจ้า..คือ..เจ้าละเมอถึงข้าจริงหรอ”

“ไม่มีผู้ใดมีสติยามหลับ จริงไหม?

โลกิไม่พูดเปล่าเขาก้าวท้าวมาประชิดตัวกับหญิงสาวจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว เขาจ้องมองใบหน้าสวยคมนั่นด้วยแววตาเย้ายวนอย่างที่ซิฟเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงทำให้บัดนี้จิตใจที่เข็มแข็งของหยิงสาวเองก็อ่อนระทวยไปหมด เทพหนุ่มเห็นแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างไม่คิดว่าคำพูดของสาวน้อยตัวแสบนั่นจะเป็นจริงสตรีไม่ว่าจะเข้มแข็งแค่ไหนก็ล้วนแต่มีความอ่อนไหวอยู่ในจิตใจทั้งนั้น พอคิดได้แบบนั้นเขาจึงรีบผละออกหันหลังเดินออกจากห้อง

“แอชลี่ย์น่ะเก่งถ้าเจ้าไม่อยากยอมรับความจริงก็อย่าประมาทนางเชียว”

เทพหนุ่มก้าวเท้าออกจากห้องไป หญิงสาวทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมก่อนจะพ่นลมหายใจออกมือเรียวสวยข้างนึงเลื่อนมาสัมผัสที่หน้าอกตัวเองเบาๆยังคงตื่นเต้นกับการทำของเทพจอมหลอกลวงไม่หาย แต่ก็ยังคงติดใจกับประโยคแปลกๆที่เขาทิ้งไว้ มันคืออะไรและแม่สาวน้อยผู้นั้นเกี่ยวอะไรด้วย ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจและฟุ้งซ่านกว่าเดิม หญิงจึงสะบัดความคิดนั้นออกไปก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีแดง

กลางดึกแอชลี่ย์นอนไม่หลับเธอจึงเดินออกมานอกราชวังมาที่ริมสระน้ำเธอมองดวงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำพลางคิดถึงเรื่องที่ต้องกลับโลกมนุษย์ในอีกไม่กี่วัน ถึงแม้จะดีใจที่ได้เจอพ่อกับแม่อีกครั้งแต่..เธอกลับรู้สึกหอหู่ที่จากกับเขาคนนั้น แอชลี่ย์นอนราบลงไปบนพื้นหญ้านุ่มเงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโตสีนวลบนท้องฟ้า น้ำใสคลอรอบดวงตาสีน้ำตาลเธอหลับตาลงสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง

“ตัวประหลาดอย่างเราก็เหมาะสมที่จะอยู่คนเดียวแล้ว”

แอชลี่ย์ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าตัวเองและเผลอหลับไปแบบนั้นในที่สุดหารู้ไม่ว่ามีอีกคนเดินตามมาตลอดและได้ยินทุกคำพูดของเธอ เทพจอมหลอกลวงก้าวออกจากหลังต้นไม้ก่อนจะย่อตัวลงข้างๆแอชลี่ย์เขาจ้องมองใบหวานที่กำลังเขาสู่นิทราเธอช่างสดใสสวยงามแม้จะอยู่ในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์นวลสาดส่องลงมาเพียงเล็กน้อยก็มิอาจปกปิดความงามเธอลงได้ เทพหนุ่มช้อนตัวสาวน้อยขึ้นมาอย่างเบามือและพากลับไปที่ห้องของเธอ

วันต่อมา

ตึกๆๆเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังใกล้เข้ามาที่ห้องนั่งเล่นจนหนุ่มๆต้องหันไปมองที่ต้นทางและก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า ไม่คิดว่าหญิงสาวผู้แข็งแกร่งจะมาอยู่ในชุดกระโปรงสีทองรัดรูปยาวสง่างามแบบนี้

“แฟนดัลบอกฉันว่าคืนนี้จะพาไปเที่ยวนอกเมืองฉันก็เลยลองหาชุดสวยๆให้คุณซิฟใส่ คิดว่าไงหนุ่มๆ”

ชายหนุ่มต่างลอกกลืนน้ำลายมองหญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายร่วมรบตั้งแต่หัวจรดเท้าปกติเธอก็สง่างามอยู่แล้วยิ่งมาอยู่ในชุดแบบนั้นก็ยิ่งสง่างามกว่าสตรีใดบนแอสการ์ด สาวน้อยยืนยิ้มอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตนก็จะหันไปสะดุดสายตากับเทพหนุ่มผมดำที่กำลังจ้องมองเธออยู่ และแล้วแผนการแสนสนุกก้ผุดขึ้นในหัวของสาวน้อย เธอลากตัวเลดี้ซิฟนั่งลงข้างๆโลกิก่อนจะหยิบกล้องถ่ายรูปที่พกติดมาด้วยจากโลกมนุษย์ขึ้นมาถ่ายภาพทั้งคู่ไว้

แชะ!เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นพร้อมกับแสงแฟลชสว่างวับ แอชลี่ย์จ้องมองภาพถ่ายบนกล้องในมือของตัวเองและยิ้มออกมาก่อนจะหันกล้องชวนให้คนอื่นๆมาดู

“โห้วทำไมซิฟกับโลกิถึงเข้าไปอยู่ในนั้นได้”

“โธ่มันเรียกว่ากล้องถ่ายรูปคล้ายกับการวาดภาพเหมือนแต่ล้ำกว่านั้น มาตื่นเต้นความเหมาะสมของคู่นี้ดีกว่าไหมโอ๊ยคู่จิ้นแห่งแอสการ์ดเคมีเข้ากันสุดๆ”

“ก็จริง แต่ว่าข้าสนใจเจ้าสิ่งนั้นมากกว่านี่ๆทำให้ข้าอยู่ในนั้นบ้างสิ”

“ข้าด้วยๆ”

แอชลี่ย์กลอกตาไปมาเพราะไม่มีใครสนใจแผนการที่แท้จริงของเธอสักนิด แต่ได้เก็บภาพกลับไปคงจะดีไม่น้อยเธอจึงทำหน้าเธอช่างภาพจำเป็นให้กับทุกคนจนกล้องเตือนว่าแบตเตอร์รี่ใกล้จะหมด แอชลี่ย์จึงตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปหมู่

“ใครจะยืนตรงไหนก็ได้แต่โลกิต้องอยู่ข้างซิฟเท่านั้น ขอท่าโพสที่คิดว่าตัวเองดูดีสุดๆนะ”

“แน่นอนว่าต้องเป้นข้า อ๊ากก”

ธอร์เบ่งกล้ามโชว์สัดส่วนของตัวเอง คิดหรอว่าคนอย่างแอสลี่ย์จะยอมแพ้หลังจากดึงตัวซิฟกับโลกิให้ยืนใกล้กันแล้ว เธอก็ก้าวเท้าไปด้านหน้าประชันท่าโพสไม่ยอมแพ้เทพเจ้าสายฟ้าแม้แต่น้อย

“5 4 3 2 1 สไตน์เฟลด์”

แชะ!!หลังจากจบเสียงชัตเตอร์แอชลี่ย์ก็รีบหยิบกล้องมาดู

“ฮ่า ฮ่า ดูเจ้าสิธอร์ตลกชะมัด”

“แอชลี่ย์รูปนี้เจ้าดูดีสุด”

“แน่นอนฉันหัดโพสหน้ากระจกบ่อยๆเวลาว่าง”

แอชลี่ย์ทำท่าจะเก็บกล้องอันใกล้ใส่กระเป๋าแต่โลกิรั้งมือเธอไว้ก่อน

“มันยังถ่ายได้อีกรูปไหม?

“ได้สิอยากคุณถ่ายกับซิฟหรอเดี๋ยวฉันจัดให้”

“กับเจ้าตั้งหาก”

สาวน้อยหยุดชะงักก่อนจะโน้มคอเทพหนุ่มผมดำลงมากระซิบทุกคนทำหน้าเหวอ

“ดูไม่ออกรึไงว่าซิฟชอบคุณถ้าหึงขึ้นมาแผนฉันจะไม่สำเร็จนะ”

“ข้าอยากมีรูปคู่กับเจ้ามันผิดตรงไหน”

“ไม่ผิดแต่ว่าฉันมีเวลาน้อยพรุ่งนี้ฉันก็ต้องกลับโลกแล้วจะได้มาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เผลอๆคุณลุงสตาร์คอาจไม่ปล่อยฉันมาอีกแล้วก็ได้”

“ก็เพราะแบบนี้แหละข้าถึงอยากถ่ายรูปคู่กับเจ้า แค่รูปเดียวก็ยังดี”

น้ำเสียงของเทพหนุ่มเศร้าลงจนเห็นได้ชัดแอชลี่ย์เองก็รู้สึกไม่ต่างกับเธอ แอชลี่ย์จึงหันไปส่งกล้องให้กับโฮกัน

“ช่วยถ่ายรูปให้ฉันหน่อย”

“ได้สิข้าเองก็อยากเล่นบ้าง”

แอชลี่ย์เดินไปยืนข้างๆโลกิแต่เว้นระยะห่างไว้เพราะเกรงใจหญิงสาวผมดำ เทพหนุ่มเห็นแบบนั้นก็ฉวยเอามือโอบไหล่แล้วดึงเธอเข้ามาให้ใกล้กับเขา ทำเอาคนตัวเล็กใจเต้นรัวทำตัวไม่ถูก เลดี้ซิฟเบนหน้าไปทางอื่นรู้สึกเจ็บแปลกๆกับภาพตรงหน้า

“โพสให้สมกับเป็นเจ้าหน่อยสิแอชลี่ย์ เดี๋ยวรูปออกมาไม่สวยนะ”

สาวน้อยพ่มลมหายใจออกมาให้ตัวเองใจเย็นก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเลื่อนมือขึ้นโอบเอวอีกฝ่ายไว้

“3 2 1”

แชะ!!สิ้นสุดเสียงชัตเตอร์แอชลี่ย์ก็รีบคว้ากล้องมากดดูรูปถ่ายแต่แบตเตอร์รี่ดันหมดซะก่อน

“รู้งี้น่าเตรียมแบตสำรองมาเยอะๆเฮ่อไม่สนุกเลย ถ้างั้นคุณซิฟเราไปหาเสื้อผ้าสวยเตรียมไว้สำหรับงานวันนี้ดีกว่า”

“งานวันนี้มัน..ไม่ใช่ชุดราตรี”

“แล้วเป็นงานแบบไหน”

แอชลี่ย์เลิกคิ้วถามแฟนดัล ชายหนุ่มผมบรอนด์ลอบกลืนน้ำลายไม่รู้จะบอกเธอว่าอย่างไรว่ามันเป็นงานเลี้ยงที่สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างเธอไม่ควรไป

“คือมัน..แบบว่า..”

“แรงกว่าปาร์ตี้สระน้ำของคุณลุงสตาร์ครึเปล่าล่ะ?ถ้าไม่เท่าก็พอจะมีชุดอยู่บ้าง”

“ข้าว่ามันไม่เหมาะ..”

“ฉัน จะ ไป ok แต่ห้ามเล่าเรื่องนี้ให้คุณลุงสตาร์คฟังเด้ดขาด”

พูดจบเธอก็ลากตัวหญิงสาวผมดำออกจากห้องไปทิ้งให้แฟนดัลนั่งเหวออยู่แบบนั้น ธอร์เดินมาตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“นางเป็นหลานของโทนี่ สตาร์ดจอมเจ้าชู้ ข้าว่านางคงเห็นจนชินตาแล้วล่ะ”

“เกิดอะไรขึ้นเจ้ารับผิดชอบนะข้าไม่เกี่ยว”

แฟนดัลยักไหล่ก่อนจะหันมาทางเทพจอมหลอกลวง

“โลกิเจ้าสับสนตัวเองอยู่รึไง?เลือกสักคนนึงสิ”

“เลือกอะไร?

เทพหนุ่มผมดำเบนหน้าไปทางอื่นไม่อยากสนใจคำพูดไรสาระของอีกฝ่าย แฟนดัลเดินมาดักหน้าไว้

“ก็ระหว่างซิฟกับแม่สาวน้อยจากมิดการ์ดเจ้าจะเลือกใคร ขืนปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีต่อนางทั้งสองแน่”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าเลือกใคร และข้าก็ไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า”

พูดจบเขาก็ยืนขึ้นเต็มความสูงและก้าวเท้าออกจากห้องไป พลางนึกในใจ เขาไม่จำเป็นต้องเลือกใครเพราะเธอนั้นอยู่ในใจเขาตั้งแต่แรกแล้วและดูเหมือนเจ้าตัวเองก็หวั่นไหวต่อเขาอยู่เหมือนกันแต่ยังสบสันตัวเองอยู่เท่านั้น เพราะงั้นคืนนี้เขาควรทำให้เธอกระจางเสียที คิดได้แบบนั้นเขาก็เดินกลับไปที่ห้องของตนเพื่อรอให้ถึงเวลางานเลี้ยงคืนนี้

คืนงานเลี้ยง

เสียงเพลงดังขึ้นทันทีที่ปประตูเปิดออก ทั้ง 7 คนเดินเข้ามาในงานนั่งลงที่โต๊ะหน้าเวทีทุกสายสายตาหันมามองบรรดาหนุ่มๆเป้นสายตาเดียวกัน อาหารเครื่องดื่มต่างๆถูกยกมาเสริฟแฟนดัลเปิดขวดเหล้ารินให้กับทุกคนจนมาถึงแอชลี่ย์

“ข้าว่าเจ้าไม่ควรดื่ม”

“ทำไมชอบคิดว่าฉันเป็นเด็กเนี่ย อยากจะเอาไอดีการ์ดมาปาใส่หน้าพวกคุณจริงๆ น้ำเปล่าก็ได้ ชิ!!

แอชลี่ย์พ้นลมหายใจฟึดฟัดก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีสาวๆกลุ่มนึงกำลังเดินตรงเข้ามาหาเทพหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอตอนนี้และดูเหมือนเขาจะรู้จักพวกเธอดีเสียด้วย แอชลี่ย์หันไปกระซิบกับธอร์

“ให้ตายเถอะนั่นเขาทำอะไรของเขาน่ะ และดูหน้าคุณซิฟตอนนี้สิ”

แอชลี่ย์ปลายตาไปทางหญิงสาวผมดำที่ทำหน้าหงุดหงิดไม่ต่างอะไรกับเธอ ธอร์พ่นลมหายใจออกมา

“เขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์แห่งแอสการ์ดไม่แปลกที่จะมีสาวน้อยสาวใหญ่ห้อมล้อมขนาดนี้”

“โอ๊ยน่าหงุดหงิดนี่ฉันทำอะไรไม่ได้เลยรึไง เหอะ!!

สาวน้อยดื่มน้ำในแก้วของตนจนหมดเพื่อให้ตัวเองใจเย็น และแล้วจู่ๆเสียงเพลงก็เบาลงฟรินท์ชายชราเจ้าของงานเลี้ยงก็เดินขึ้นมาพร้อมกับเหล้าขวดใหญ่สีทองในมือ

“100ปีมีเพียงหนึ่งหน ผู้ใดสามารถเรียกเสียงตบมือได้มากที่สุดจะได้มันไปครอบครอง”

แอชลี่ย์ได้ยินแบบนั้นก็หูผึ่งเธอหันไปกระตุกชายผ้าคลุมธอร์เบาๆ

“มันอร่อยมากไหม”

“แน่นอนแอสการ์ดเรียกมันว่าเหล้าสวรรค์”

และเทพเจ้าสายฟ้าก็ตามไม่ทันสาวน้อยอีกตามเคยเธอหันมองคนอื่นๆที่เดินขึ้นเวทีเต้นเต้นเรียกเสียงตบมือ เธอหันไปที่คนอื่นๆบนโต๊ะว่าจะมีใครไปไหม แต่ดูเหมือนว่าแฟนดัลจะสนใจเหล้าสีทองขวดนั้นไม่น้อยไปกว่าเธอ เขายืนขึ้นหันไปทางเลดี้ซิฟ

“ซิฟข้าขอร้องล่ะ 100 ปีมีแค่ครั้งเดียวนะ”

“ไม่!!เจ้าก็รู้ว่าข้าเต้นไม่เป็น และอย่าหวังว่าจะได้มันมาง่ายๆเจ้าดูสาวๆพวกนั้นสิ..ไม่มีทางหรอก”

“โธ่วข้าไปคนเดียวก็ได้”

“ดะ เดี๋ยวก่อนฉันไปด้วย”

ทุกคนทำหน้าเหวอแอชลี่ย์ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอถอดเสื้อคลุมสีขาวออกเผยให้เห็นเสื้อเอวลอยสีดำที่เธอใส่มาด้วย เทพจอมหลอกลวงมองรูปร่างได้สัดส่วนของคนตัวเล็กก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากมันชวนมองจนเขาเองก็เริ่มรู้สึกห่วงขึ้นมา

“เจ้ายังเด็กเกินไปสาวน้อยนั่งอยู่นี่แหละ”

“คำก็เด็กสองคำก็เด็กดูความสามารถกันก่อนดีกว่าไหม”

แฟนดัลกลอกตาไปมาหาไปทางธอร์ เทพเจ้าสายฟ้าพยักหน้าตอบแอชลี่ย์เห็นแบบนั้นก็เอาเสื้อคลุมมาคาดไว้ที่เอวของตัวเองก่อนจะเชิดหน้าใส่เทพหนุ่มผมดำเดินตามแฟนดัลขึ้นเวทีไป

“มาดูกันว่าชาวแอสการ์ดอย่างข้ากับมิดการ์ดเช่นเจ้าใครจะพลิ้วกว่ากัน”

“เอาสิฉันล่ะชอบจังเรื่องท้าทาย”

แอชลี่ย์ยืนกอดอกวางท่ามองชายหนุ่มที่เริ่มวาดรวดลายของตัวเองอย่างช่ำชองทำให้เอรู้เลยว่าเขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับโทนี่ สตาร์ค แบดบอยแห่งแอสการ์ดชัดๆ

“ถึงคราวเจ้าแล้วสาวน้อย ฮ่า ฮ่า ฮึบ!!

และหลังจากนั้นทุกสายตาก็หันมาจับจ้องที่แอชลี่ย์เป็นตาเดียวกันแฟนดัลยืนทำหน้าเหวอยกมือขึ้นเหนือหัวยอมแพ้เธอแต่โดยดี เขาเดินกลับมานั่งที่เดิมและปล่อยให้สาวน้อยได้โชว์แบบนั้นต่อไปคนเดียว

“พวกเจ้าคิดว่านางเป็นเด็กใช่ไหม ข้าคนนึงและที่คิดว่าไม่”

ธอร์หัวเราะร่ากับคำพูดของสหายเจ้าเวทีอย่างแฟนดัล โลกินั่งมองสาวน้อยที่บัดนี้กลายเป็นเจ้าเวทีเป็นที่เรียบร้อยแล้วและดูท่าจะไม่มีใครโค่นเธอลงได้ง่ายๆแน่

หลังจากจบเพลงเสียงจบมือก็ดังขึ้นฟรินท์มอบขวดเหล้าสีทองให้กับเธอ

“บอกชื่อเจ้าสิสาวน้อยทุกคนจะได้รู้จัก”

“สไตน์เฟลด์”

เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังขึ้นแอชลี่ย์เดินลงมาจากเวทีเปิดขวดเหล้าและส่งให้แฟนดัล

“มันเป็นของคุณ แต่จะให้ดีก็ควรรินให้ฉันด้วย”

“ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว”

แฟนดัลรินเหล้าชันดีใส่ในแก้วของสาวน้อย เธอมองน้ำสีขาวใสกลิ่นหอมตรงหน้าและปลายตาไปที่เทพหนุ่มผมดำที่ยังคงมีสาวๆขนาบข้างกายไม่ห่างก่อนจะเลื่อนไปหยิบเหล้าขึ้นมาดื่มจนหมดแก้วก่อนจะส่งให้แฟนดัล

“เหล้าแอสการ์ดน่ะ..แรงได้แค่นี้หรอ”

“หู้วคอเจ้าคงผ่านมาเยอะน่าดู มาๆจัดให้แด่แอชลี่ย์สหายจากมิดการ์ด”

หลังจากนั้นแฟนดัลกับแอชลี่ย์ก็ดื่มด่ำเหล้าสวรรค์จนหมดขวดสภาพของทั้งสองจึงไม่ต่างอะไรกับคนไร้สติ แต่ติดตรงที่ว่าแอชลี่ย์หันมีสติอยู่แต่ร่างกายมันอ่อนแรงจากฤทธิ์ของเหล้าสีขาวนั้น

“เจ้าสองคนพาเขากลับห้องไป ส่วนแอชลี่ย์เดี๋ยวข้าพาไปเอง”

“ไม่ข้าพานางกลับไปเอง”

เทพหนุ่มผมดำกระชากร่างบางมาในอ้อมของตน สาวน้อยพยายามสะบัดตัวหนีเพราะกลัวว่าหญิงสาวผมดำจะเข้าใจผิด

“คุณควรไปส่งเธอ โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆนะ”

“หยุดพูดมากและเอาเสื้อขึ้นมาใส่ซะ!!

โลกิไม่พุดเปล่าเขาออกแรงดึงเสื้อคลุมออกจากเอวบางและเอามาคลุมตัวแอชลี่ย์ไว้ ทั้งสองคนกระซิบในระยะประชิดเลดี้ซิฟเห็นแบบนั้นเธอก็ตอบตัวเองได้ในทันทีว่าควรไปจากที่นี่ หญิงสาวผมดำหมุนตัวเดินออกจากจุดนั้นไปอย่างเจ็บปวด แอชลี่ย์แทบอยากจะเอามือทุบหัวตัวเองแรงที่เทพหนุ่มผมดำดันปล่อยหญิงสาวผมดำไปดื้อๆแบบนั้น

“โอ้วตายแล้วเธอหึงคุณเห็นไหม?เสียแผนหมดเลยว๊าย!!

แอชลี่ย์หวีดร้องออกมาดังลั่นเมื่อถูกโลกิช้อนตัวเธอขึ้นมาดื้อๆ เทพหนุ่มผมดำหันไปทางพี่ชายของตน

“ข้ามีเรื่องต้องคุยกับนางหวังว่าเจ้าจะไม่เข้ามายุ่ง”

“ได้ๆตามใจเจ้าน้องข้า”

เทพเจ้าสายฟ้าพยักหน้าตอบแบบงงๆพลางนึกถึงสหายบนโลกมนุษย์

“ถ้าเจ้าสตาร์ครู้เรื่องนี้คงเล่นงานข้ายับแน่”

ธอร์หัวเราะเบาๆก่อนจะเดินหายตัวไปในความมืด

ทางด้านเทพจอมหลอกลวง เขาพาแอชลี่ย์มาที่ริมสระน้ำวางตัวเธอลงบนพื้นหญ้านุ่มๆและล้มตัวนอนซุกหน้าตักของเธอ คนตัวเล็กทำเสียงฟึดฟัดในลำคออย่างหงุดหงิด

“คุณควรจะทำแบบนี้กับซิฟ..”

“ก็พรุ่งนี้เจ้าจะกลับมิการ์ดแล้ว ข้าแค่อยากอยู่กับเจ้าให้นานที่สุด”

ได้ยินแบบนั้นคนที่กำลังอารมณ์ร้อนก็ใจเย็นลงแอชลี่ย์ก้มมองเทพหนุ่มที่นอนซุกหน้าตักเธออยู่เขาเองก็กำลังมองเธออยู่เหมือนกัน

“จริงสิจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้อยู่ที่นั่นไม่มีคุณคอยกวนประสาทฉันคงเหงาแย่”

“แอสการ์ดไม่มีสาวน้อยช่างจ้ออย่างเจ้าอยู่ก็คงเงียบไม่ต่างกัน”

เทพหนุ่มพูดพร้อมกับขยิบตาให้เธอเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนตัวเล็กได้ โลกิยันตัวเองลุกขึ้นมานั่งจัดการเก็บเส้นผมสีน้ำตาลที่ปกปิดใบหน้าหวานขึ้นทัดหูให้ จังหวะนั้นเองเขาก็ต้องหยุดชะงักมือเมื่อเห็นคนตัวเล็กพยายามกั้นให้ตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา

“แอชลี่ย์”

พรึ่บ!!สาวน้อยโผลเข้ากอดคนตรงหน้าแน่นน้ำตาและเสียงสะอื้นที่พยายามกั้นไว้ไหลพรั่งพรูออกมาจนเทพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เขาโอบกอดเธอตอบมือข้างนึงเลื่อนขึ้นมาลูบหัวคนตัวเล็กๆ

“แต่..ขอโทษนะมันกั้นไม่อยู่จริงๆ ฮึก ทั้งๆที่จะไม่ให้เห็นแท้ๆ ฮึก”

“ไม่เป็นไร เงยหน้าขึ้นสิแม่สาวน้อยคนเก่งของข้าหายไปไหนแล้วล่ะ”

แอชลี่ย์เงยหน้าขึ้นปาดน้ำตาตัวเองออกจ้องมองคนตรงหน้า โลกิเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนใช้นิ้วดีดหน้าหน้าผากเธอเบาๆ

“เด็กน้อยขี้แง”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่เด็ก”

แอชลี่ย์พูดปนหัวเราะไม่ทำหน้าบึ้งเหมือนอย่างเคย

“เห็นลีลาการเต้นบนเวทีก็เป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่าเจ้าไม่ใช่เด็ก”

“มันเป็นหนึ่งในงานอดิเรกฉัน ชอบล่ะสิ”

“อืม ข้าชอบ”

ประโยคนั้นทำเอาสาวน้อยเงียบไปชั่วขณะ แอชลี่ย์หันหน้าไปทางอื่นหลบซ่อนใบหน้าของตัวเองไว้ แค่เขาบอกว่าชอบการเต้นของเธอหัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวจนมันจะทะลุออกมาจากออกเธอเสียให้ได้ โลกิเห็นแบบนั้นก็รู้สึกอยากแกล้งคนตัวเล็กขึ้นมาเขายื่นใบหน้าไปใกล้ๆหูเธอ

“ข้าชอบจริงๆนะ”

“ไว้กลับมาคราวหน้าฉันจะ..”

คำพูดของสาวน้อยถูกกลืนลงคอไปทันทีที่เธอหันหน้ากลับมาอยู่ในระยะแค่ช่วงลมหายใจกับเขา แอชลี่ย์ทำท่าจะขยับออกห่างแต่โกลิไว้กว่าเขาฉวยโอบเอวเธอแน่นโยที่สายตายังคงจับจ้องใบหน้าหวานเธอในระยะใกล้ชิดอยู่แบบนั้น เขาเชยหน้าเธอขึ้นต้องการเห็นใบหน้าแดงซ่านของเธอชัดๆ แอชลี่ย์จ้องลึกลงไปในดวงตาสีเขียวมรกตน่าหลงใหลของคนตรงหน้าพลันร่างกายเธอก็อ่อนยวบลงราวกับต้องมนต์

                ลมหายใจร้อนๆของทั้งสองคนเริ่มประสานเป็นหนึ่งสติของสาวน้อยเริ่มพล่ามัวเมื่อเทพหนุ่มเลื่อนใบหน้าของตนเข้าหาเรียวปากบางเธอ แอชลี่ย์หลับตาลงยอมรับสัมผัสของคนตรงหน้า โลกิกดนาบริมฝีปากลงอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลไม่ใจร้อนเพราะรู้ว่าสาวน้อยยังไม่ประสาเรื่องแบบนี้ คนตัวเล็กเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่หอมหวานละมุนสองมือเลื่อนขึ้นคล้องคอเขาไว้ลูบไปมาที้ทายอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเทพหนุ่มเห็นว่าคนตัวเล็กเริ่มคุ้นชินเขาก็จัดการเปิดเรียวปากเธอออกสอดแทรกลิ้นเย็นควานหาความหวานภายในโพลงปากเธอราวกับต้องการมันมานาน

จากสัมผัสที่อ่อนหวานเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นโลกิเริ่มดื่มด่ำกับรสจูบสาวน้อยตรงหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ มือที่เคยโอบกอดเธอไวเริ่มซุกซนลูบไล้ไปมาตามส่วนโค้งเว้าและสะโพกมนสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดและปลุกเร้าอารมณ์ได้ดี บัดนี้สติของสาวน้อยข้ามเลยคำว่าพร่ามัวไปหมดแล้วความรู้สึกถูกผิดเองก็เช่นกัน

เมื่อลิ้มรสความหอมความจนพอใจเทพหนุ่มผมดำก็ผละออกจากเธอรอยยิ้มขี้แกล้งปรากฏขึ้นบนในหน้าหล่อ

“ชอบล่ะสิ”

“ชิ!ไอ้เทพบ้า”

แอชลี่ย์ทำท่าจะลุกขึ้นแต่เขาก็ดึงตัวเธอไว้ก่อน

“โอ๋ๆอย่าโกรธข้าเลยเดี๋ยวไม่สวยนะ”

“ยังมาทำพุดเล่นอีกคุณมีเลดี้ซิฟอยู่แล้วทั้งคนและเธอเองก็รักคุณด้วย เราทำแบบนี้ไม่ได้”

“แต่ข้าไม่ได้รักนาง ข้ารักเจ้า”

แอชลี่ย์ที่ดีดดิ้นอยู่หยุดชะงักมือเล็กๆเลื่อนขึ้นทับที่อกข้างซ้ายคนตรงหน้าฟังเสียงหัวใจที่ก็เต้นแรงไม่ต่างจากเธอเลยตอนนี้ฝ่ามือหนาเลื่นมือกุมมือเธอไว้แน่นจ้องมองดวงตาสีน้ำตาลกลมโตไม่ไหววูบแต่อย่างใด

“ข้ารักเจ้าแอชลี่ย์”

สาวน้อยก้มหน้าหงุดหลบซ่อนใบหน้าแดงซ่านของตัวเองไว้แต่ไม่วายเขาก็เชยหน้าเธอขึ้นมาอีกครั้งและฉีกยิ้มขี้เล่นตามเคย

“และเจ้าล่ะ เจ้ารักข้าไหม”

“อะ อืม”

แอชลี่ย์นั่งบิดเขินตัวเป็นเกลียวพยายามเบนหน้าหนีไปทางอื่นไม่กล้าสบตากับเขาตรงๆโลกิหัวเราะร่ากับท่าทางที่น่ารักน่าเอ็นดูของคนตัวเล็ก

“ฮ่า ฮ่า อ่อนระทวยเหมือนเทียนไขถูกไฟรนข้าเข้าใจล่ะ”

“นี่!ฉันก็เขินเป็นนะ จู่ๆก็มีคนมาสารภาพรักแบบนี้..”

โลกิกระชับเอวคนตัวเล็กแน่นกว่าเดิมใช้สายตาออดอ้อนชนิดที่ไม่ว่าหญิงใดมาเห็นก็คงอ่อนระทวยไปตามๆกัน และแน่นอนว่าแอชลี่ย์เองก็ตกอยู่ในสภาพนั้นแล้ว

“พรุ่งนี้เจ้าก็จะกลับโลกแล้วบอกรักให้ข้าชื่นใจหน่อยสินะๆๆ”

ok บอกก็ได้ ฉะ ฉัน..เอ่อ..รักคุณ”

“อะไรกันสาวน้อยช่างจ้อที่ข้ารู้จักหายไปไหนเสียแล้ว พูดเร็วข้ารอฟังอยู่นะ”

แอชลี่ย์พ่นลมหายใจลดความตื่นเต้นของตัวเองลงหันมาสบตากับคนตรงหน้า

“ฉัน รัก คุณ ทีนี้ชัดพอ..”

ยังไม่ทันพูดจบประโยคเทพหนุ่มผมดำก็โน้มใบหน้าลงมาที่ริมฝีปากเธออีกครั้ง ก่อนจะผละออกแต่ดวงตาสีมรกตนั้นก็ยังจ้องมองที่เรียวปากบวมแดงน่าหลงใหลของคนตัวเล็กอยู่

“ชัดแล้วคนเก่ง”

“อืม ถ้าพอใจแล้วก็ช่วยพาฉันกลับห้องด้วยเพราะตอนนี้..แขนขามันอ่อนแรงจนเดินไม่ไหวแล้ว”

สาวน้อยพูดด้วยท่าทางเขินอายแต่แล้ววินาทีเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรอยยยิ้มแปลกๆของคนตรงหน้า เทพหนุ่มช้อนตัวเธอขึ้นมา

“ได้แต่ว่า..เป็นห้องข้า โอ๊ยๆๆ”

แอชลี่ย์พยายามออกแรงดิ้นแต่ว่าแข็งแรงกว่าเธออจึงยอมหยุดดิ้นเปลี่ยนเป็นมาทุบตีเขาแทน

“ไม่ๆโลกินี่ฉันยังเด็กอยู่นะ ปล่อย”

 “เจ้าเถียงข้าแทบตายว่าไม่ใช่เด็กทีนี้มาเปลี่ยนคำซะงั้น”

“ฉันเป็นเด็ก ok ทีนี้ปล่อยฉันลงได้แล้วนะๆๆ นะคะสุดหล่อ”

แอชลี่ย์หันมาทำสายตาอ้อนวอนสุดชีวิตแต่วินาทีต่อมาก็ทำให้เธอรู้ว่าคิดผิด โลกิกระตุกยิ้มร้ายโน้มใบหน้าลงใกล้เธอสัมผัสกับลมหายใจอุ่นๆจากเขาได้

“ไม่!!

“ละ ละ โลกิ”

“ชู่วว์ไม่ต้องกลัว ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้เจ้าพักแม้แต่วินาทีเดียวแม่มิดการ์ดตัวน้อยของข้า..”

“ไม่เอา!!

เทพจอมหลอกลวงไม่ฟังเสียงทักท้วงใดทั้งสิ้นเขาอุ้มพาเธอไปที่ห้องของตัวเองและเปิดฉากสงครามรักบนเตียงตามที่สัญญาไว้..

เช้าวันต่อมา

ฮัมดัลล์เปิดประตูไบฟอตแอชลี่ย์เดินไปที่หน้าประตูพร้มอกับธอร์มีคนอื่นๆตามมาส่งด้วย

“กลับมาไว้ๆนะแอชลี่ย์เอาของเล่นจากโลกมนุษย์ติดมือมาด้วยก็ดี”

“ค่ะ”

สาวน้อยฝืนยิ้มก่อนจะหันไปทางเทพหนุ่มผมดำ เขายิ้มให้เธอในความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน ธอร์โอบไหล่คนตัวเล็กไว้บอกเป็นนัยๆว่าควรรีบไปได้แล้ว แอชลี่ย์พยักหน้าตอบเธอหันหน้าไปทางประตูมิติ แต่แล้วเธอก็หมุนตัวกลับมาโผลเข้ากอดโลกิแน่นต่อหน้าคนอื่นๆ

“เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหม?

“แน่นอนและข้าก็จะรอเจ้าอยู่ที่นี่ รีบไปได้แล้วคนเก่ง”

เทพหนุ่มผมดำพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแอชลี่ย์คลายกอดออกและเดินตรงไปหาธอร์

“ถ้าเจ้าไม่มาข้าจะลงไปหาเจ้าเองข้าสัญญา”

 โลกิพูดน้ำเสียงแผ่วเบาฮัมดัลล์ได้ยินก็หันยิ้ม บัดนี้เทพจอมหลอกลวงจะเปลี่ยนไปเสียแล้ว และทั้งสองคนก็มุ่งตรงกลับโลกมนุษย์

สตาร์คทาว์เวอร์

ลำแสงสีรุ้นสาดส่องลองมากลางดาดฟ้าทุกคนเดินขึ้นมาต้อนรับทั้งสองคน

“ไหนขอฝากติดไม้ติดมือ..”

สตาร์คทำหน้าเหวอเมื่อเห็นคนตัวเล็กร้องไห้ซบอกธอร์ เขาเดินตรงไปกระชากตัวเทพเจ้าสายฟ้าง้างหมัดเตรียมซัดหน้าอีกฝ่ายแต่แอชลี่ย์ห้ามไว้ก่อน

“มันทำอะไรเธอบอกฉันมา”

“ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้น หนูขอตัวนะอยากพัก”

พูดจบแอชลี่ย์ก็มุ่งหน้าเข้าห้องตัวเองไป สตาร์คทำหน้าเวทีเพราะเขารู้ว่าเธอไม่เคยเป็นแบบนี้ธอร์ตบไหล่เพื่อนตัวเองเบาๆให้ใจเย็น

“ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดเอง”

สตาร์คพยักหน้าตอบก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องรับแขก

ในห้องสีขาวสิ่งของลอยขึ้นกลางอากกาศแอชลี่ย์นั่งล้างรุปทางกล้องถ่ายรูปก่อนจะสะดุดกับรูปที่เธอถ่ายคู่กับเขา

“ฮึก โลกิ”

น้ำใสๆไหลอาบแก้มนวลอีกครั้งเธอนั่งทรุดลงกับพื้นกอดเข่าร้องไห้ เป็นจังหวะที่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาโดยใครบางคน แอชลี่ย์เงยหน้าขึ้นสิ่งของในห้องลอยกลับไปที่เดิม

“คุณพ่อ คุณแม่”

สาวน้อยลุกพลวดโผลเข้ากอดทั้งสองคนด้วยความดีใจ

“ไม่เจอกันนานโตขึ้นเยอะนะลูกรัก”

ริคผู้เป็นเอ่ยทักแอชลี่ย์ยิ้มให้อย่างสดใส ทั้งสามคนเดินมานั่งที่โซฟาจ้องมองวิวด้านนอกที่เต็มไปด้วยตึกสุงใหญ่โต

“ลูกเป็นไงบ้าง”

“สบายดีค่ะ”

“ไม่ใช่แม่หมายถึงพลังของลูกมันพัฒนาขึ้นบ้างไหม หนูทำอะไรได้บ้าง ควบคุมจิตใจคนได้กี่คน”

สาวน้อยนั่งเหวอกับคำถามของผู้เป็นแม่ เพราะไม่มีคำถามไหนที่แสดงถึงความเป็นห่วงเธอเลย

“ก็..ควบคุมได้เกินร้อยคนแต่ได้ไม่นาน”

“งั้นหรอดีเลยพ่อกับแม่มาเพราะเรื่องนี้นั่นแหละ”

“ห๊ะ”

มารีย์เปิดกระเป๋าสีขาวออกและหยิบเข็มฉีดยารูปร่างแปลกๆขึ้นมาใส่กับกระบอกปืนขนาดเล็ก แอชลี่ย์รีบถอยห่างจากทั้งสองและวิ่งไปที่หน้าประตู

“นั่นยาอะไรคะ”

แอชลี่ย์ถามเสียงสั่นดวงตาเธอเปลี่ยนเป็นสีดำพยายามสะกดจิตของคนตรงหน้าแต่ทำไม่สำเร็จกระบอกปืนถูกชี้มาที่แอชลี่ย์ก่อนจะลั่นไกลออกโดนกลางอกเธอเข้าจังๆ สาวน้อยรีบเปิดประตูห้องและวิ่งตรงไปที่ห้องรับแขกพยายามจะใช้พลังแต่ทำไม่ได้เพราะฤทธิ์ของยาที่ไหลเวียนไปตามเส้นเลือดเธออย่างรวดเร็ว

“แอชลี่ย์!!

สตาร์ครีบวิ่งไปประคองสาวน้อยไว้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหันมาทางพี่ชายของตน

“พ่อกับแม่..เขาจะ..”

พรึ่บบบ

แอชลี่ย์พูดได้แค่นั้นก็สลบไปคาอ้อมแขนของเขา ริคตรงมาฉุดกระชากลุกสาวของตนกลับไปและจัดการฉีดยาสลบอีกเข็มลงไปที่คอของเธอ

“ริคนายทำบ้าอะไรของนาย”

“แค่จะพากลับบ้านเก่า ถอยไป!!

ริคอุ้มตัวแอชลี่ย์ขึ้นมาและพาไปที่ยานของตนมีมารีย์เดินตามไปด้วย

“แต่เธอไม่อยากกลับไปและก็ฉันไม่ให้ไปด้วยเอาตัวเธอมานี่”

“ถอย ไป ซะ”

ริคหันกระบอกปืนมาจ่อที่หัวสาวน้อยไว้ ทุกคนจึงหยุดชะงัก

 “ทำแบบนี้ทำไมนั่นลูกนายนะ”

“ใช่และเธอคืออนาตคของงานวิจัยฉัน ฉันไม่มีทางเลือกบอกลาหลานรักซะสิสตาร์ค”

“ไม่!!

สตาร์คคำรามออกมาลั่นพุ่งตัวจะวิ่งตามเข้ายานแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ประตูยานถูกปิดลงและลอยหายไปกลางอากาศ สตาร์คหันมาทางธอร์

“นายบอกว่าน้องชายตัวแสบของนายเปลี่ยนไปเพราะเธอใช่ไหม”

“ใช่ๆทั้งสองคนรักกันมากที่ร้องไห้ก็เพราะไม่อยากกลับโลก”

“ดีงั้นก็พิสูจน์ให้ดู ถ้าถูกใจฉันจะยกเธอให้ แถมลบชื่อในบัญชีดำให้ด้วย”

“ได้ข้าจะไปตามเขา”

ธอร์เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าออกคำสั่งเรียกฮัมมดัลล์ให้เปิดประตูพาเขากลับไปแอสการ์ด ทางด้านของสตาร์คเองก็รีบพุ่งตรงมาที่จอมอนิเตอร์เพื่อตามหาศูนย์วิจัยของริค เป๊ปเปอร์สวมกอดเขาจากด้านหลังซุกใบหน้าลงบนไหล่ร้องไห้ออกมาเบาๆเพราะเธอเองก็เป็นห่วงแอชลี่ย์ไม่น้อยไปกว่าเขา

 “พาเธอกลับมาให้ได้นะที่รัก”

“แน่นอนเตรียมเอกสารรับรองบุตรรอไว้เลยยาหยี”

หญิงสาวผมบรอนด์ปาดน้ำตาตัวเองออกหันไปเตรียมเอกสารเพื่อรับแอชลี่ย์เป็นลูกบุญธรรมตามกฏหมาย สตาร์คหยิบรูปภาพของสาวน้อยผมน้ำตาลขึ้นมา

“รอพ่อก่อนนะแอชลี่ย์”

ณ ศูนย์วิจัยลับ

ร่างของแอชลี่ย์ถูกขึงไว้กับเตียงเหล็กสีขาวพร้อมกับปลอกคอไฟฟ้ากันเธอไม่ให้ใช้พลังสายเลือดระโยงระยางทั่วทั้งร่างกายเพื่อถ่ายเลือดเธอออกใส่ในสัตว์กลายพันธุ์นับ100ตัว สาวน้อยนอนน้ำตาคลอเพราะความเจ็บปวดร่างกายเธอขยับไม่ได้เพราะเสียเลือดไปเยอะ เธอทั้งสับสน ผิดหวังและเสียใจไม่คิดว่าพ่อกับแม่จะทำกับเธอขนาดนี้

“ลูกรักรออีกเดี๋ยวนะจะได้หลับสบายแล้ว ไม่เจ็บปวดแล้วด้วย”

“ที่ผ่านมา พ่อกับแม่ไม่เคยรักหนูเลยใช่ไหมคะ”

“ฉันไม่คิดว่าแกเป็นลูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แกคือหนูทดลองแอชลี่ย์รู้เอาไว้ด้วย”

หัวใจดวงน้อยแทบแหลกสลาย เธอหลับตาลงยอมรับชะตาชีวิตของตัวเองพลางนึกถึงคนเดียวที่เธอรักและรักเธอ

“โลกิ”

สาวน้อยพรึมพรำชื่อเทพหนุ่มผมดำออกมาเบาๆ เธอจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว มารีย์และริคหัวเราะลั่นนึกสมเพสสาวน้อยตรงหน้า เพราะเธอไม่มีค่าอะไรไปกว่าหนูทดลองสำหรับพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว ตายไปก็ไม่ได้เสียใจอะไร

ตู๊มมม!!เสียงระเบิดดังขึ้นเสียงความสนใจของทั้งสองคนให้ปลายตามองตาม

“ริคปล่อยเธอเดี๋ยวนี้ อย่าให้ฉันต้องทำลายมันทั้งหมด”

“ฝันไปเถอะ มารีย์ปล่อยของเล่นที่ใช้งานได้ออกไปฟัดกับน้องชายงี่เง่าของฉันสิ”

“จัดให้”

ติ๊ดๆๆสัตว์กลายพันธุ์น้อยใหญ่ไม่ต่ำกว่า 30 พุ่งเข้าใส่ทีม Avenger  ใช้พลังความสามรถบางอย่างที่ถ่ายทอดจากเลือดของแอชลี่ย์ป่วนจนสตาร์คเริ่มหงุดหงิด

“เอาล่ะ ว่าที่ลูกเขยออกโรงได้แล้ว”

“อย่ามาเรียกข้าแบบนั้นนะเจ้าโง่”

“พูดกับว่าที่พ่อตาให้ดีๆหน่อย เดี๋ยวเขาก็ไม่ยกเธอให้หรอก”

กัปตันอเมิรกากล่าวแซว เทพหนุ่มผมดำกลอกตาไปมาที่ยอมเงียบปากไม่โต้กลับไปก็เพราะรำคาญ และเป้าหมายที่เขาลงมาก็เพื่อช่วยแม่สาวน้อยของเขา ล่องหนตัวเองเดินลงมาจากยานตรงเข้าสู่ประตูในศูนย์วิจัยอย่างง่ายดาย เขามองไปรอบๆหาว่าคนตัวเล็กนั้นอยู่ไหนแต่ก็พลันสายตาไปพบกับสองสามีภรรยาที่พยายามเข็นเตียงเหล็กสีขาวหนีออกจากด้านหลัง โลกิเห็นแบบนั้นก็รีบเดินตามไป

“ไหนคุณบอกว่ามันไม่มีทางมาหาเราเจอได้ นี่อะไรเราเพิ่งได้ตัวเธอมาแค่ 3 วันเองนะงานที่ฉันอุทิศทำกับคุณมาทั้งชีวิตหายไปเพราะน้องชายคุณ”

“ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ ว่ามันจะจมูกดีขนาดนี้ถ้างานวิจัยฉันได้รับการยอมรับง่ายแบบสิ่งประดิษฐ์น่าโง่ของมันเราคงรวยไปนานแล้ว”

ทั้งสองคนมัวแต่ยืนเถียงกันโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครคนนึงกำลังเดินเขามา

กลิ่นกายหอมที่แสนคุ้นเคยลอยมาปะทะกับจมูกน้อยของเธอ แอชลี่ย์ลืมตาขึ้นเธอปลายตามองร่างกายตัวเองที่จู่ๆสายระโยงระยางก็ถูกดึงออกโดยใครบางคนที่เธอมองไม่เห็น และวินาทีต่อมาเธอก็ต้องอ้าปากกว้างเทพหนุ่มปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาอุ้มช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมกอดเผยรอยยิ้มที่อบอุ่นเช่นเคย

“โลกิ!!

สาวน้อยอุทานชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า เทพหนุ่มรีบใช้เวทย์มนต์บดบังเขาและเธอไว้ไม่ให้สองสามีภรรยาเห็นก่อนจะพาเธอออกมาให้พ้นจากตรงนั้นเงียบๆ

เมื่อทั้งสองคนออกมาถึงลานกว้างก็พบว่าเหล่า Avenger กำลังหมดทางสู้แอชลี่ย์มองไปรอบๆเธอสังเกตเห็นว่าสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นไม่ได้มีพลังควบคุมจิตใจเหมือนกับเธอเนื่องจากยังถ่ายทอดไม่สมบูรณ์แบบเลยทำให้ไม่มีพลังนั้น ดวงตาของสาวน้อยแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

“หยุด หาย ใจ”

พรึ่บบ!!สัตว์กลายพันธุ์ทุกตัวหยุดนิ่งและหมดลมหายใจไปในที่สุด โลกิคลายพลังเวทย์ออกก้มมองสาวน้อยตรงหน้า

“เจ้านิแรงยังดีไม่ตกจริงๆนั่นแหละ”

“ให้มันรู้ซะบ้างว่าฉันเป็นใคร”

ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากเทพหนุ่มได้ สาวน้อยเลื่อนมือขึ้นมาลูบแก้มของเขาเบาๆ

“คิดถึงจัง”

“อะแฮ่มๆๆเกรงใจกันหน่อยตรงนี้มีหลายคนนะ”

สตาร์คพูดจาแหนบแนมแอชลี่ย์หันไปปั้นหน้าบึ้งใส่

“ทีคุณลุงกับคุณน่าสวีทกันโจ่งแจ้งหนูยังไม่เคยพูดอะไรเลย และทำไมหนูจะทำบ้างไม่ได้”

“ก็เธอ..ok ฉันผิดเองโทษทีไม่น่ามาช่วยเลย”

ชายหนุ่มแสร้งทำน้อยใจหันหน้าไปทางอื่น โลกิวางแอชลี่ย์ลงส่งสายตาให้เธอรีบไปง้อโทนี่ สตาร์คซะ เพราะชายหนุ่มเองก็เป็นห่วงเธอจนกินนอนไม่ได้เหมือนกับเขา แอชลี่ย์หัวเราะร่ากางแขนสองข้างออกรอรับอ้อมกอดจากอีกฝ่าย

“งอนเป็นเด็กไปได้ เร็วๆจะกอดหนูไหม”

“เออรอฟังคำนี้ตั้งนาน”

สตาร์คตรงเข้าสวมกอดสาวน้อยแน่นโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็นอะไรมาก บาร์ตันและนาตาชาคุมตัวสองสามีภรรยาออกมาจากศูนย์วิจัยพาขึ้นเครื่องบินลำเล็กมุ่งหน้าสูงห้องขังพิเศษของหน่วยชิลด์ แอชลี่ย์หันไปสองพ่อกับแม่ตัวเอง แววตาสีน้ำตาลก็หม่นลงสตาร์คจับใบหน้าเธอให้หันมาหาเขา

“ลูกรักพ่อเธอยืนอยู่ตรงหน้าแล้วแท้จะหันไปมองใครอีก”

“ค่ะคุณพ่อ”

“ดีมากงั้นรีบกลับไปหาแม่กันดีกว่าถ้าให้เดาลูกคงจะหิวแล้ว”

แอชลี่ย์ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปเกาะแขนโลกิเอาไว้และเดินจับมือกันเดินขึ้นยานไป สตาร์คพ่นลมหายใจฟึดฟัดขัดใจที่เธอสนใจแต่เทพจอมหลอกลวง ธอร์เดินมาตบไหล่สหายตนเบาๆ

“สหายเจ้ายังไม่ไว้ใจน้องชายข้าอีกรึไง”

“เปล่า!ก็แค่หงุดหงิดสายตานิดหน่อย คนตั้งเยอะมีให้เลือกแต่ดันรักกับเทพจอมหลอกลวงเนี่ยนะ”

“ปล่อยเด็กมันไปเถอะน่ะ นายไม่อยากเห็นแอชลี่ย์มีความสุขรึไง”

กัปตันอเมริกาพูดเสริมล็อคคอพาสตาร์ดเดินขึ้นยานไป

ณ สตาร์ค ทาวเวอร์

มื้อค่ำถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายบนดาดฟ้าของทาว์เวอร์ แอชลี่ย์ก็โดนบังคับให้เล่าเรื่องที่แอบไปเสี่ยงอันตรายกับธอร์ และเรื่องที่ขึ้นไปเต้นบนเวทีเพื่อแย่งชิงเหล้าสวรรค์ สตาร์คเองก็ไม่ว่าอะไรตรงกันข้ามเขากลับชมว่าเธอเก่งสมกับเป็นลูกสาวของเขา

“และเจ้าจะกลับไปแอสการ์ดตอนไหน”

เทพเจ้าสายฟ้าเอ่ยถามแอชลี่ย์หันไปทางโลกิ เขายิ้มลูบมือเธอเบา

“ข้าจะอยู่กับเจ้าทุกที่ไม่ว่าจะเป็นมิดการ์ดรึแอสการ์ดรึที่อื่นๆ”

แอชลี่ย์นั่งเงียบมองสตาร์กับโลกิสลับกันไปมาก่อนจะดีดนิ้วเมื่อตัดสินใจได้

“หนูจะอยู่โลก 1 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับไปเที่ยวแอสการ์ดต่อ”

สตาร์คพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างน้อยเธอก็อยู่ต่อ

“และจะกลับมาโลกเมื่อไหร่”

“ยังไม่มีกำหนด”

“ห๊า นี่เธอขึ้นไปเที่ยวรึไปอยู่กันแน่”

แอชลี่ย์ยักไหล่กวนประสาทก่อนจะล้วงหยิบรูปถ่ายสองใบขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“สัญญาว่าจะกลับมาหาและจะเอาของฝากเจ๋งๆติดมือมาให้ดียิ่งกว่าภาพถ่ายสะพานสายรุ้งและอาณาจักรแอสการ์ดสองใบนี้”

เหล่า Avenger หบิยรูปภาพสองใบขึ้นมาพลัดกันดุอย่างตื่นเต้น สตาร์ดเบนหน้าไปทางอื่นจำใจยอมรับถึงยังไงเขาก้ขัดใจคนที่นิสัยเหมือนเขาอย่างเธอไม่ได้อยู่แล้ว ห้ามไปก็คงเท่านั้น

“อย่าไปนานนักล่ะกลับมาหากันบ้างก็ดีอย่าลืมว่าพ่อห่วง”

“ค่ะ”

แอชลี่ย์ยื่นหน้าไปหอมแก้มสตาร์คกับเป๊ปเปอร์ก่อนจะลากตัวโลกิไปที่ห้องตัวเอง ทันทีที่ประตูห้องปิดลงรูปที่ถ่ายคู่กับเขาก็ลอยมาบนมือของโลกิ

“รูปนี้ฉันสวยว่าไหม?

“อืม สวย”

สาวน้อยเผยรอยยิ้มที่สดใสเช่นเคย แต่วินาทีต่อมาเธอก็ต้องหุบยิ้มลง เมื่อเห็นแววตาขี้เล่นของคนตรงหน้า

“แต่จะสวยกว่านี้ถ้าเจ้าอยู่บนเตียงไร้เสื้อผ้าชิ้นใดปิดบังร่างกาย”

โลกิไม่พูดเปล่าเขาก้าวประชิดตัวแอชลี่ย์ออกแรงกดตัวเธอลงบนเตียงสีขาวโน้มใบหน้าลงมาสูดดมกลิ่นกายหอมจากซอกคอขาวเนียน แอชลี่ย์ใช้สองมือดันหน้าของอีกคนไว้เขาเงยหน้าขึ้นแต่ยังคงคร่อมเหนือตัวเธออยู่ในสภาพล่อแหลม

“ถ้าคุณพ่อเข้ามาเห็นสภาพเราสองคนตอนนี้เขาได้จับคุณแยกห้องนอนกับฉันแน่!!

“ข้าไม่สน!เจ้าหายไปตั้งสามวันรู้ไหมว่าข้าคิดถึงแค่ไหน”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเทพหนุ่มผมดำเขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเย้ายวน

“เจ้าไม่คิดถึงสัมผัสในคืนนั้นหรือไง”

“โลกิ!!

ใบหน้าของแอชลี่ย์แดงก่ำจนเห็นได้ชัด เทพหนุ่มหยอกเย้าขบที่ใบหูเธอเบาๆปลุกอารมณ์พลุกพลานของอีกฝ่าย

“ก็คืนนั้นฉันเมานิ ก็เลย..เป็นอย่างที่เห็น”

“หืมจริงหรอ? กลิ่นกายหอม เสียงครางหวานๆ และไหนจะความรู้สึกเร้าร้อนอื่นๆอีก เจ้าไม่คิดถึงมันรึไงแม่มิดการ์ดคนเก่งของข้า”

เทพหนุ่มพูดพร้อมกับลอบปลดอาภรร์ออกจากตัวออกทีละชิ้นในขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มกับดวงตามรกตคู่สวยและน้ำเสียงทุ้มต่ำยั่วยวนของเขา มารู้ตัวอีกก็สายไปเสียแล้ว แอชลี่ย์เลื่อนมือมาปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองไว้ถึงแม่จะไม่พ้นสายตาของเขาก็ตาม โลกิจัดการรวบแขนทั้งสองข้างเหนือหัวเธอด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขาก่อนจะเลื่อนนิ้วข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมาทาบที่ริมฝีปากแอชลี่ย์ไว้

“ข้าว่าเจ้าควรเก็บแรงไว้ เพราะค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลแอชลี่ย์”

“คุณมันร้าย..”

โลกิจัดการหยุดสาวน้อยช่างจ้อด้วยริมฝีปากของเขาและสุดท้ายแอชลี่ย์ก็แพ้สัมผัสร้ายของเทพจอมหลอกลวงจนได้มือที่ปิดร่างกายตัวเองเลื่อนขึ้นมาโอบคอเขาไว้ตอบรับสัมผัสวาบวามอย่างโหยหาพลางคิดในใจ ดูท่าคืนนี้คงต้องยาวนานอย่างที่เขาว่าไว้

และทำไมต้องมาจบด้วยเรื่องบนเตียงด้วยมันควรจะจบลงที่บนสรุปแบบแต่งงานมีลูกด้วยกันสิ แต่ก็นะเขาไม่ใช่พระเอกเหมือนคนอื่นๆ เพราะอะไรน่ะหรอ?แอชลี่ย์ตอบได้โดยไม่ต้องคิดเลยว่าเพราะเขาคือโลกิตัวร้ายที่เธอรักยังไงล่ะ

The End


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ AlitaNanno จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 23:14

    โอ๊ยยย ละมุนมากกก

    #2
    0
  2. วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 22:29

    ชอบมากเลยค่าาาาา สนุกมากเลยยยยย

    #1
    1
    • 12 กรกฎาคม 2561 / 14:12
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ น่ารักที่สุดเลย ฝากติดตามผลงานอื่นๆของไรท์ด้วยนะคะ จุฟๆๆ
      #1-1