วันนี้อยากเขียนเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่าเจอคำถามนี้บ่อยเหลือเกิน เลยอยากจะชี้แจงแถลงไขเสียตรงนี้ เรามาคุยกันแบบบ้านๆ ศัพท์วิชาการน้อยที่สุดละกันเนอะ
สำหรับตัวเองเรียนจบสาขาเทคนิคการแพทย์มาค่ะ ทำงานแล้วก็ขอแทนตัวเองว่าพี่แล้วกันนะคะ อยากมาแนะนำน้องๆ หรือใครหลายๆ คนที่ยังไม่เข้าใจสายงานนี้
ความเห็นคนส่วนใหญ่
9ึ7% - ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน มีด้วยเหรอ
2% - ซ่อมเครื่องมือแพทย์มั้ง
- ผู้ช่วยหมอไง
- เป็นคนที่อยู่โรงบาลไง
- เป็นช่างเทคนิคอ่ะดิ
- ขายเครื่องมือแพทย์
1% - รู้จัก เคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าทำอะไร
ไม่รู้และเข้าใจผิดกันมากทีเดียว
งั้นนักเทคนิคการแพทย์ทำอะไร
ถ้าจะให้เห็นภาพชัดๆ เลย หากใครเคยไปโรงพยาบาลแล้วหมอสั่งให้เจาะเลือด นั่นล่ะค่ะจะเริ่มงานของนักเทคนิคการแพทย์ทันที โดยจะต้องเป็นผู้เจาะเลือด นำเลือดไปตรวจวิเคราะห์หาความผิดปกติ หาสาเหตุของการเป็นโรคของผู้ป่วย ซึ่งจริงๆ นั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของงานทั้งหมด แต่จะทำไงได้ โอกาสที่นักเทคนิคการแพทย์จะได้ออกมาเจอผู้คนนั่นมันน้อยนิดเหลือเกิน งานส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องแลปค่ะ เพราะความผิดปกติของผู้ป่วยไม่ได้มีแค่อย่างเดียวนี่คะ จึงต้องใช้หลายศาสตร์ในการเข้ามาช่วยวิเคราะห์
หากจะบอกว่าเราเป็นหมอก็ไม่ใช่ นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่เชิง ก็เห็นจะใช่ค่ะ
เราจะใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ในการรักษาค่ะ อ๊ะๆๆ อย่าพึ่งคิดว่านั่นไงเป็นผู้ช่วยหมอก็ถูกแล้ว เพราะนั่นแค่งานหลักแต่จริงๆ งานเราเยอะกว่านั้นค่ะ เช่น - รับบริจาคเลือด
- ตรวจน้ำ ตรวจอาหาร
- ตรวจสารเสพย์ติด สารพิษ
- ตรวจสุขภาพประจำปีในคนสุขภาพดี
และบลาๆๆ
เอาเป็นว่าถ้าหมอตรวจคนไข้ เราก็ตรวจสิ่งที่เก็บได้จากคนไข้ หรือคนปกติก็ได้อ่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำตา น้ำลาย เหงื่อ น้ำไขข้อ น้ำเจาะปอด น้ำเจาะไขสันหลัง และสารพัดน้ำที่หมอจะเจาะมาให้เราตรวจ นั่นคือหน้าที่หลัก โดยตรวจด้วยหลักการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อหาสาเหตุของโรค
ส่วนหน้าที่รองคือการค้นคว้าวิจัยหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การตรวจวิเคราะห์ของเรา รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ มากขึ้น หรือแม้แต่การหาเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาด เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการเกิดโรคต่างๆ
ชื่อเรียกอาชีพนี้มีอะไรบ้าง
- นักเทคนิคการแพทย์
- เอ็มที (MT)
- เมดเทค (Medtech)
- หมอแลป
เนื่องจากอาชีพนี้คือ Medical Technologist และทำงานกันอยู่แต่ในห้องแลปซะค่อนชีวิต ฮ่าๆๆๆ แต่ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของชีวิตผู้ป่วย
ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างถึงเรียนได้
- ต้องจบมอปลาย สายวิทย์ เกรดดีพอใช้
- เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง
- เป็นคนมุ่งมั่น ใฝ่รู้ เพราะต้องตามข่าวอัพเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ การตรวจวิเคราะห์ที่พัฒนาตลอด
- ชอบค้นคว้าวิจัยจะดีมาก หากไม่แน่ใจลองสังเกตตัวเองตอนทำการทดลองในวิชาวิทยาศาสตร์ดู ถ้าชอบเรียน ทำ หรือดูโครงงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาเรียนทางนี้ สนุกเลย
- ต้องเอื้ออาทร มีจิตอาสาบ้าง เพราะตัวงานเกี่ยวกับชีวิตคน และบางครั้งต้องติดต่อผู้คนไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง หรือกับทีมสุขภาพอื่นๆ
การเตรียมตัวเข้าเรียน หรือสอบเข้า
- อ่านหนังสือสิคะรออะไร 555 โดยเฉพาะชีววิทยา และเคมี
- เกณฑ์การคัดเลือกแล้วแต่แต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดค่ะ อันนี้ต้องเข้าไปดูหน้าเวปของมหาลัยนั้นๆ แต่ละปีอาจจะกำหนดต่างกันไปค่ะ ซึ่งมีทั้งโควตารับตรงโครงการต่างๆ แอดมินชั่น GAT/PAT
อันนี้พี่ก็ผ่านมานานแล้ว บอกไปกลัวจะผิด แต่โดยทั่วไปก็ต้องมีสอบข้อเขียน แล้วก็สอบสัมภาษณ์ นั่นแหละค่ะ
เน้นวิชาไหนเป็นพิเศษ
- ถ้าถามถึงตอนสอบไม่ได้คิดคะแนนอันไหนเป็นพิเศษนะคะ ก็ดูคะแนนรวมของสายวิทย์นั่นแหละ
- แต่ถ้าเป็นตอนได้เข้าเรียนแล้ว ก็ควรจะมีพื้น ชีววิทยา เคมี และภาษาอังกฤษ ดีซักหน่อยค่ะ จะได้เรียนสบายๆ
เรียนที่ไหนได้บ้าง
1. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย คณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
4. มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
5. มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
6. มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
7. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
8. มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
9. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
10. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
11. มหาวิทยาลัยพะเยา คณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
12. มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น คณะเทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์
13. มหาวิทยาลัยบูรพา คณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์
14. มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาเทคนิคการแพทย์
คนที่จบจากคณะเทคนิคการแพทย์อาจไม่ได้เป็นนักเทคนิคการแพทย์ทุกคนนะคะ เพราะมีหลายสาขาอีก คือ กายภาพบำบัด รังสีเทคนิค กิจกรรมบำบัด หรืออื่นๆ ซึ่งพอจบก็จะเป็นนักกายภาพบำบัด นักรังสี นักกิจกรรมบำบัด อะไรแบบนั้นค่ะ เพราะฉะนั้นหากต้องการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ ก็ดูตอนเลือกสาขาให้ดีด้วยนะคะ ใครอยากรู้ไว้จะมาบอกวันหลังอีกทีนะคะ
แต่เชื่อว่าหลายคนอยากเลือกคณะนี้เพราะลงท้ายด้วยแพทย์แน่ๆ เลย 555 ไม่ว่าเรียนสถาบันไหนก็เหมือนกันค่ะ เพราะมีการควบคุมมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยสภาวิชาชีพแล้ว
เทคนิคการแพทย์เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง
เรียนวิทย์ฯ - คณิตฯ พื้นฐานทั่วไปค่ะ แล้วก็เฉพาะทางสายวิชาชีพหรือเรียกว่าตัวคณะเพิ่มเติมอีก ดังนี้
- โลหิตวิทยาคลินิก ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด การเจาะเลือด การตรวจปัสสาวะ สารน้ำในร่างกาย เน้นการใช้กล้องจุลทรรศน์เป็นหลักค่ะ
- เคมีคลินิก เกี่ยวกับการตรวจสารเคมีในเลือด และสารคัดหลั่งจากร่างกาย ที่บ่งชี้หรือสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ
- ภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก เรียนเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันในร่างกาย การทำงานของแอนติบอดี และการตอบสนองของร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่ร่างกาย
- การธนาคารเลือด เรียนเกี่ยวกับส่วนประกอบของเลือด การรับบริจาคโลหิต การเตรียมเลือดและการตรวจสอบก่อนการให้เลือดแก่ผู้ป่วย
- จุลชีววิทยาคลินิก ต้องรู้เกี่ยวกับแบคทีเรียก่อโรคทุกตัว เชื้อรา ไวรัส ที่อยู่ในร่างกาย การตรวจหาและบ่งชี้ตัวเชื้อจากเลือด สารคัดหลั่ง หรือสิ่งที่เก็บมาจากรอยโรคของผู้ป่วย
- ปรสิตวิทยา ว่าด้วยเรื่องของพยาธิ และโปรโตซัว เน้นในอุจจาระ ต้องรู้ตั้งแต่รูปร่าง วงจรชีวิต และการตรวจวินิจฉัย
โดยทั้งหมดนี้ต้องเรียนให้ผ่านทุกตัวโดยไม่สามารถเลือกเรียนเฉพาะได้นะคะ แต่ตอนทำงานอาจจะเลือกจำเพาะและเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งได้
ใช้เวลาเรียนนานกี่ปี
ตามหลักสูตร 4 ปีค่ะ ถ้าเรียนตกบ่อยขยายได้ถึง 8 ปี แต่อย่าเลยเนาะ ฮ่าๆๆๆ
ปี 1 - ชิล ชิล เรียนสวยๆ กิจกรรมเยอะ เจอเพื่อนแยะ ต้องหัดวางแผนชีวิตตัวเอง แต่เป็นปีที่สนุกที่สุดแล้วขอบอก ควรใช้ให้คุ้ม จะเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป เลือกเสรี ยิงนก ตกปลา ก็เลือกกันไป แลปฟิสิกส์ เคมี ชีวฯ สนุกดี แต่ว่าหนักตรงที่ยัดสุดๆ เช่น วิชาเคมีเคยเรียนตอนมอปลายมาทั้งเทอมตอนนี้ยัดเนื้อหานั้นมาเหลืออยู่ 3 ชั่วโมง ยังไม่มีตัวคณะเลยซักตัว ทำให้ตัดสินใจยากเหมือนกันว่าชอบหรือไม่ชอบสาขานี้กันแน่นะ
ปี 2 - เริ่มได้เรียนวิชาตัวคณะบ้างประปราย ส่วนใหญ่เป็นพื้นฐานวิทยาศาสตร์ อย่างชีวเคมีกลไกอย่างเยอะ สรีรวิทยาที่ก็มีแต่วงจรพาทเวย์เยอะแยะ กายวิภาคฯ ได้เห็นร่างอาจารย์ใหญ่เป็นส่วนๆ เรียนวิชานี้อย่าให้เพื่อนทิ้งถ้าใจไม่แข็งพอ 555 ไม่รู้นะแต่ความรู้สึกพี่ปีนี้วิชาท่องจำเยอะอ่ะ
ปี 3 - เข้าเรียนวิชาตัวคณะเต็มตัว บอกเลยนรกแตก ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน แหกขี้ตาตื่นมาเรียน ทำแลป สอบ วนไปค่ะ บางทีกว่าจะได้กลับก็มืดค่ำ อันนี้ต้องทำใจ วันหยุดคืออะไร ไม่รู้จักค่ะ เนื้อหาเน้นๆ เต็มๆ แต่ผ่านมาได้โครตภูมิใจ
ปี 4 - ส่วนใหญ่เน้นงานกลุ่ม พรีเซนต์กรณีศึกษาที่อาจารย์ให้ จะได้เห็นน้ำใจเพื่อนก็คราวนี้แหละค่ะ 555 เรียนพวกกฎหมายวิชาชีพ การบริหารจัดการห้องแลป ได้ออกไปทำงานกับชุมชน ฝึกงานจริงที่โรงพยาบาล แล้วก็ที่หนักหนาสุดอีกอย่างคือ โปรเจคต์ หรือ เทอมเปเปอร์ หรือภาคนิพนธ์ แล้วแต่จะเรียกค่ะ เป็นคล้ายๆ โครงงานวิทยาศาสตร์อะไรแบบนั้น เป็นงานที่อาจจะทำเดี่ยว หรือกลุ่ม 2-3 คนแล้วแต่สถาบันค่ะ คือเราคิดหัวเรื่องที่เป็นการค้นคว้าใหม่ๆ ที่อยากทำไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วลงมือทำแลปพิสูจน์สมมติฐานด้วยตัวเองค่ะ นี่ก็แทบจะกินนอนกันที่ห้องแลปเลยทีเดียว ฝึกไว้ค่ะ เพราะเราต้องทำงานในห้องแลปกันอีกค่อนชีวิต กร๊ากกก
จบแล้ว - อย่าคิดว่าหมดค่ะ ต้องสอบประมวลผล (comprehensive test) ให้ผ่านค่ะ เป็นการสอบรวบยอดที่เราเรียนมาทั้งหมด จากนั้น ต้องสอบเพื่อขอใบประกอบวิชาชีพให้ผ่าน จึงจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักเทคนิคการแพทย์เต็มตัวกับสภาเทคนิคการแพทย์ค่ะ ซึ่งใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ต้องหมั่นเข้าร่วมกิจกรรมของวิชาชีพเพื่อให้มีสิทธิ์ต่อใบอนุญาตเรื่อยๆ ค่ะ อย่างที่บอกไปแล้วเราต้องอัพเดทตลอดนะ โดยหลายๆ วิชาชีพทางการแพทย์ก็ต้องมีการต่อใบอนุญาตเช่นกันค่ะ
โดยจะใช้คำนำหน้าชื่อด้วยตัวย่อของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ได้
ชาย ใช้ ทนพ.
หญิง ใช้ ทนพญ.
จบมาทำอะไรล่ะ
- นักเทคนิคการแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ และเอกชน ลักษณะงาน คือ เจาะเลือดผู้ป่วย ตรวจวิเคราะห์สิ่งที่เก็บมาจากผู้ป่วยในห้องแลปโรงพยาบาลแล้วรายงานผลให้แพทย์ทราบ เวลาทำการ 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยผลัดกันทำงานทุก 8 ชั่วโมง เรียกว่าขึ้นเวร โดยกำหนดเวรดังนี้ เวรเช้า 8.00 - 16.00 น. เวรบ่าย 16.00 - 24.00 น. เวรดึก 24.00 - 8.00 น. ในบางโรงพยาบาลที่คนไข้จำนวนมากอาจต้องเพิ่มเวรพิเศษ เช่น เวรเที่ยง 12.00 - 13.00 น. คือเปลี่ยนกันไปกินข้าวกลางวัน เวรเย็น 16.00 - 20.00 น. สำหรับบางแห่งที่ให้บริการคลินิกล่วงเวลา ซึ่งในช่วงเวลาที่นอกเหนือเวลาราชการ จะมีเงินค่าล่วงเวลาให้ ซึ่งก็คือค่าเวรหรือโอที บางครั้งต้องออกให้บริการชุมชนร่วมกับทีมสุขภาพของโรงพยาบาล ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด เป็นต้น
- นักเทคนิคการแพทย์ในห้องแลปเอกชน ถ้ามีเงินหนาก็เปิดห้องแลปเองโลดค่ะ อิอิ อันนี้เปิดเป็นการให้บริการตรวจสุขภาพในคนสุขภาพดี หรืออยากประเมินติดตามสุขภาพตนเอง โดยไม่ต้องรอให้แพทย์สั่งได้ค่ะ ลักษณะงาน เจาะเลือด เก็บตัวอย่างปัสสาวะ อุจจาระ เสมหะ ตรวจวินิจฉัย และให้คำปรึกษา แนะนำผลตรวจวิเคราะห์ที่ได้ค่ะ
- งานนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจต้องเรียนต่อด้านนี้เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย สามารถทำงานกรมตำรวจได้ ลักษณะงาน คือพิสูจน์หลักฐาน หาสาเหตุการตาย เหมือนแอบบี้จาก CSI เลยค่ะ ใครเป็นแฟนซีรีย์ฝรั่งบ้าง ทำงานเป็นนักสืบกันเลยทีเดียว
- ผู้ช่วยนักวิจัย ในศูนย์วิจัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ ลักษณะงาน ทำการตรวจและสืบค้นในห้องแลป เกี่ยวกับการหาวิธีตรวจใหม่ๆ เชื้อใหม่ๆ หรือระบาดวิทยาของโรค ตามแต่ศูนย์วิจัยนั้นเชี่ยชาญ เช่น ศูนย์วิจัยมาลาเรีย เราก็ต้องตรวจแลปเกี่ยวกับตัวเชื้อ ตัวยุง ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย ก็เน้นดูเซลล์เม็ดเลือดแดง การหาวิธีตรวจที่เร็วขึ้น รักษาดีขึ้น แล้วแต่โครงการของศูนย์น่ะค่ะ
- นักวิจัย โดยเรียนเพิ่มเติมในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ลักษณะงาน คือ คิดงานวิจัยด้วยตัวเอง ขอทุนวิจัย และค้นคว้าเกี่ยวกับงานใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยโรคคนไข้ ในต่างประเทศถือว่าเป็นงานที่เงินดีทีเดียว แต่ในประเทศไทยมักเป็นงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยเลย แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เป็นนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยเลย แต่คุณต้องเจ๋งจริงๆ นะ หรือบางแห่งจ้างนักวิจัยเป็นโปรเจคต์ไปก็มี คือจบโปรเจคต์นั้นก็หมดสัญญา อาจจะ 3 ปี หรือ 5 ปี
- ตัวแทนขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ในบริษัทเอกชน หรือเรียกว่าเซลล์ แต่ไม่ได้ไก่กาอาราเล่ไปขายของตามประตูบ้านนะคะ ลักษณะงาน เสนอขายวัสดุ อุปกรณ์ การทำแลปให้กับโรงพยาบาล สถานศึกษา ศูนย์วิจัย คนหนึ่งก็จะดูแลเป็นโซนภูมิภาคกันไป ต้องเดินทางข้ามจังหวัดกันบ่อยหน่อย ถ้าชอบเดินทางพบปะผู้คน ก็โอเคเลย
- ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเครื่องมือแพทย์ในบริษัทเอกชน หรือเรียก specialist ลักษณะงาน อบรม ฝึกสอนลูกค้าเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานของเครื่องมือแพทย์ในบริษัท และให้คำปรึกษากรณีการตรวจในห้องแลปมีปัญหา บางบริษัทรับเฉพาะผู้มีประสบการณ์ หรือจบปริญญาโทขึ้นไป
- ที่ปรึกษาด้านสุขภาพในบริษัทประกันชีวิต ลักษณะงาน ตรวจเช็คผลการตรวจสุขภาพของลูกค้าก่อนเข้าทำประกันชีวิต และเช็ครายการตรวจรักษาของลูกค้าว่ามีความสอดคล้องและเป็นไปได้หรือไม่ก่อนทำกานเบิกจ่ายเบี้ยประกัน เดี๋ยวนี้คนนิยมทำประกัน หรือประกันมันขายเก่งก็ไม่รู้นะ บริษัทเลยค่อนข้างเฮี้ยบ เลยต้องจ้างคนมาดูส่วนนี้กันไป
- นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ ลักษณะงาน ตรวจวินิจฉัยเลือดของสัตว์ ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กับคน ต่างกันเพียงเล็กน้อย อาจต้องศึกษาเพิ่มเติมนิดหน่อย แล้วรายงานผลให้สัตวแพทย์ใช้ในการรักษาสัตว์ เดี๋ยวนี้คนรักน้องหมาก็เยอะซะด้วยนะ คลินิกรักษาสัตว์ก็ฮอตใช้ได้
- นักเทคนิคการแพทย์ในคลินิกเจริญพันธุ์ สำหรับผู้มีบุตรยาก ลักษณะงาน ทำงานในห้องแลปเพื่อช่วยผสมเทียม หรือทำเด็กหลอดแก้ว ก็พวกทำกิฟต์น่ะนะ อีกทั้งยังตรวจประเมินภาวะการเป็นหมัน หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ด้วย
- นักเทคนิคการแพทย์ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ลักษณะงาน ตรวจสิ่งส่งตรวจที่ส่งมาตรวจพิสูจน์ ยืนยัน ในห้องแลป
- อาจารย์มหาวิทยาลัย สอนทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในสถาบันที่เปิดสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ ต้องเรียนต่อจนจบปริญญาเอก ลักษณะงาน สอนนิสิต นักศึกษา และทำวิจัย
- ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ อาจจะเป็นปริญญาโท และเอกในสาขาเดิม หรือสาขาอื่นทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่น ชีวเคมี สรีรวิทยา เภสัชวิทยา พิษวิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี พยาธิวิทยาคลินิก จุลชีววิทยา พยาธิชีววิทยา นิติวิทยาศาสตร์ อายุรศาสตร์เขตร้อน วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น หรือเปลี่ยนเป็นปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ หรือเรียนต่อแพทย์ได้
เนื่องจากปริญญาที่ได้เป็น วิทยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) ซึ่งถือเป็นข้อดี แต่ถ้าอีกหน่อยเปลี่ยนเป็น เทคนิคการแพทย์บัณฑิตแล้วไม่รู้จะได้มั้ยนะ
สกิลสำหรับคนที่อยากเรียนต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอกต้องมีคือ เรื่องภาษาอังกฤษต้องสตรองค่ะ เพราะต้องอ่าน Text book นำเสนองานและอภิปรายเป็นภาษาอังกฤษ
หางานยากมั้ย? เงินเดือนเท่าไหร่
- ไม่ยากค่ะ ถ้าไม่เลือกงาน หรือข้อจำกัดเยอะ เช่น ขอใกล้ๆ บ้าน, เอาแค่ในกรุงเทพฯ, ไม่ทำงานโรงบาล, จะเอาเงินเดือน 20,000 อัพ อะไรทำนองนี้
สาขานี้ยังถือว่าเป็นสาขาขาดแคลนค่ะ
สังเกตได้จากหลายๆ โรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้นักเทคนิคการแพทย์ part-time เข้ามาช่วยงาน และงานราชการยังให้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานประจำวิชาชีพด้วยค่ะ ส่วนใหญ่มักเรียกกันไปว่าเงิน พตส. หรือ ค่าใบประกอบวิชาชีพ เนื่องจากเรตของสายวิชาชีพทางการแพทย์นี่เหลื่อมล้ำกันมากค่ะ แบบแพทย์ได้เยอะมาก พยาบาลได้เยอะหน่อย ทันตะได้แยะเชียว เภสัชฯได้เยอะนะ แล้วเทคนิคการแพทย์ได้แค่นี้อ่ะค่ะ 555
มันขาดเพราะว่าแต่ละปีผลิตนักเทคนิคการแพทย์กันมาก็ใช่ว่าทุกคนจะทำงานในโรงพยาบาลกันหมดน่ะสิคะ อย่างที่บอกแล้วว่างานเราทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะที่กันดารๆ ก็ไม่มีใครอยากจะไปจึงต้องมีเงินจูงใจให้ แต่ขนาดนี้ก็ไม่ค่อยมีไปอ่ะค่ะ นอกจากคนพื้นถิ่น กลับบ้านเกิด ซึ่งก็น้อยอ่ะนะ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องนั้น เรื่องใหญ่จริงๆ ค่ะ แก้ยาก
- เงินเดือน
ก็ต่างๆ กันไปแล้วแต่ตำแหน่งงานค่ะ แต่ที่แน่ๆ ไม่อดตายค่ะ แบบพออยู่พอกินกันไปนะคะ
- หน่วยงานของรัฐ
ลูกจ้างชั่วคราว 12,000 - 20,000 บ. บางที่ไม่มีให้ขึ้นเวร
ลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข 17,000 - 24,000 บ. รวมค่าเวร
พนักงานราชการ 17,000 - 24,000 บ. รวมค่าเวร
รับราชการจบใหม่ 15,000 ค่าเวร 3,000 - 8,000 บ.
รับราชการระดับ 7-9 ประมาณ 33,000 - 50,000 บ. บวกค่าตำแหน่ง 3,500 - 19,000 บ.
- ห้องแลปเอกชนและโรงพยาบาลเอกชน
ลูกจ้างจบใหม่ 17,000 - 22,000 บ. ค่าโอที 3,000 - 8,000 บ.
ผู้จัดการแลป 60,000 - 100,000 บ.
- เปิดแลปเอกชนเป็นธุรกิจส่วนตัว 0-100,000 บ. แล้วแต่ความขยัน และความสามารถ
- ผู้ช่วยนักวิจัย 10,000 บ.ขึ้นไป แล้วแต่โครงการวิจัย
- นักวิจัย 10% ของทุนวิจัยที่ขอได้ เช่น ขอโปรเจคต์ 300,000 บ. ก็จะได้ค่าตอบแทนผู้วิจัย 30,000 บ. ทำด้วยใจจริงๆ เล้ย ประเทศไทย คือโปรเจคต์ 3 ปี ก็ได้ 30,000 แค่นั้นน่ะค่ะ
- เซลล์ ตัวแทนขาย 15,000 - 18,000 บ. ยังไม่รวมค่าโบนัส คอมมิชชั่น ค่านโยบายบริษัท รวมๆ ก็อาจจะ 2-3 หมื่น แล้วแต่ยอดขายค่ะ
- ผู้เชี่ยวชาญ ให้ตามประสบการณ์ค่ะ 2 หมื่นอัพ
อันนี้เป็นแค่การประมาณการนะคะ ไม่ได้เป็นตัวเลขเนตๆ ชัดๆ อาจแปรผันได้ตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น
อันนี้เป็นเพียงแค่การสรุปคร่าวๆ เท่านั้นค่ะ น่าจะพอตอบคำถามคาใจน้องๆ ไปได้บ้าง ใครต้องการทราบรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมสอบถามไว้ได้นะคะ แล้วจะมาตอบให้จ้า มาเถอะ เรามาเป็นนักเทคนิคการแพทย์กันเถอะ อิอิ
ความคิดเห็น