คุณชอบหน้าอ่านนิยายแบบใหม่มั้ย
ช่วยบอกเราหน่อย
คัดลอกลิงก์เเล้ว
เรื่องสั้น : ฟรีสไตล์ > รักหวานแหวว

Reincarnation ข้ามเวลามารักเธอ

เธอถูกปลูกถ่ายวิญญาณลงร่ายกายหญิงสาวที่อยู่ในอนาคต 100 ปีข้างหน้า ยิ่งกว่านั้นเธอยังต้องใช้ชีวิตกับสามีและลูกของเจ้าของร่างที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน พูดคุยกันได้ที่ : FB Group : หอน้ำชาเสี่ยวเปย


ยอดวิวรวม

266

ยอดวิวเดือนนี้

20

ยอดวิวรวม


266

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : 0

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Reincarnation ข้ามเวลามารักเธอ
[นิยายแปลญี่ปุ่นแนวรักโรแมนติก ในโปรเจกต์ Xiaobei]
อ่านต่อ [E-Book] ได้ที่ bit.ly/2DhbUR5

ผู้แต่ง : Takaomi Saki
ลิขสิทธ์ถูกต้องในโปรเจกต์ Xiaobei
Facebook : https://www.facebook.com/xiaobei.fiction
พูดคุยกันได้ที่ : FB Group : หอน้ำชาเสี่ยวเปย
คำโปรย
มนุษย์เรารักกันที่ร่างกาย วิญญาณ หัวใจ หรือจิตใจ...

อิโนะอุเอะ อายาโนะ ผู้จากโลกนี้ไปเมื่ออายุ 28 ปี ถูกปลูกถ่ายวิญญาณลงในร่างกายของ “คิริเอะ” หญิงสาวในอนาคตอีก 100 ปีให้หลังซึ่งเธอไม่รู้จัก และฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง อายาโนะสิ้นหวังกับโลกซึ่งสามีและลูกผู้เป็นที่รักของเธอได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ยิ่งกว่านั้นเธอยังถูกบีบบังคับให้ต้องมีชีวิตอยู่กับชู สามีของคิริเอะ และโคซึเอะ ลูกของคิริเอะที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน...

ผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดรางวัลหนังสือซานางิครั้งที่ 3 ของญี่ปุ่น

ลิขสิทธิ์ถูกต้อง ภายใต้โครงการ Xiaobei

โปรเจ็คนิยายแปลภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital License) สำหรับแปลจำหน่ายลงบนเว็บไซต์ Fictionlog ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100% เผยแพร่อย่างเป็นทางการโดย Storylog และสำนักพิมพ์ Discover 21, Inc.

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 8 ก.พ. 62 / 14:34

บันทึกเป็น Favorite


บทนำ

เมื่อลืมตาขึ้นแล้วเห็นใบหน้าของชายที่จ้องมองเธออยู่ อายาโนะก็ถูกความรู้สึกสองอย่างเข้าจู่โจม

หนึ่งคือความระแวงจากคำถามที่ว่าคนคนนี้คือใคร? อีกหนึ่งคือความสบายใจที่เขามองมาที่เธออย่างยินดี ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันสองอย่างนี้สร้างความสงสัยให้กับเธอ

“คิริเอะ”

เขาพึมพำชื่อของใครสักคนออกมา ต้องมองมาที่เธอแน่ๆ——แต่ฉันชื่ออายาโนะ ไม่ใช่คิริเอะ

อยากจะพูดตอบกลับไปแบบนั้น แต่น้ำตากลับเอ่อล้น ความรักอย่างจับใจที่อยู่ลึกลงไปในอกนั้นท่วมท้นออกมา

“คิริเอะ”

อยากจะปฏิเสธเสียงที่เรียกชื่อนั้นหลายครั้ง อยากจะตะโกนออกไปว่านั่นไม่ใช่ชื่อของฉัน ทว่ากลับไม่มีเสียงออกมาเลย ร่างกายหนักอึ้งราวกับตะกั่ว

“คิริเอะ โล่งอกไปที”

เขาใช้ทั้งสองมือกุมมือขวาของเธอ แล้วง่วนอยู่กับการแนบแก้มและริมฝีปาก

อยากบอกให้เขาหยุด——คนที่จะทำแบบนั้นกับฉันได้มีแค่ยูจิเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้นปากก็ไม่ขยับเลย ความรู้สึกถวิลหาชายผู้อยู่ตรงหน้าพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจอีกครั้ง ความโศกเศร้าและความรักทำให้เธอพูดไม่ออก

“คิริเอะ”

เขาเรียกชื่อคนอื่นซ้ำไปมา——ราวกับจะเกลี้ยกล่อม ให้ฉันยอมรับว่าฉันคือ ‘คิริเอะ’

ราวกับจะกักขังให้ฉันอยู่บนโลกใบนี้

 

 

 

 

 

                                    1

                                   

“รู้สึกอย่างไรบ้าง คิริเอะคุง”

อายาโนะฟังเสียงเม็ดฝนกระทบหน้าต่างอย่างเหม่อลอย เบนสายตาไปยังเสียงนั้นด้วยใบหน้าซึมเศร้า ผู้ชายสูงวัยในชุดขาว รูปร่างสมส่วนแต่ไม่ได้สูงมากนัก  เขาจ้องมองอายาโนะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ชายผู้แนะนำตัวเองว่าเป็นหัวหน้าสถาบันวิจัยของอาคารแห่งนี้ เรียกอายาโนะว่าคิริเอะอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ ช่วงแรกเธอแก้ทุกครั้งที่เขาเรียก แต่พักนี้เบื่อจนไม่ปฏิเสธแล้ว

“ยังแย่สุดๆ เหมือนเดิม”

ไม่ว่าอายาโนะจะทำกิริยาเลวร้ายกี่ครั้ง แต่ผู้ชายท่าทางสุขุมคนนี้ก็เอาแต่ยิ้มอย่างสบายๆ แล้วทำเมินไป ความหยิ่งทะนงไม่แคร์ความคิดใครนั้นคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแมดไซแอนทิสต์กระมัง ถ้าเป็นตนเองละก็คงจะหงุดหงิดกับการถูกผู้หญิงอายุน้อยกว่าทำเย็นชาใส่อย่างต่อเนื่องเป็นแน่

“ได้เวลาให้นมแล้วนะ เด็กร้องไห้คิดถึงแม่จะแย่แล้ว”

โกหก อยากตะโกนออกไปอย่างนั้น แต่ที่ยังอดทนไม่ทำอยู่ได้ ก็เพราะเด็กทารกอายุสามเดือนที่พยาบาลส่งมาให้จ้องมองตนเองแล้วยิ้มอย่างร่าเริง

การปฏิเสธรอยยิ้มบริสุทธิ์อันไร้เดียงสาอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับมนุษย์ก็เป็นได้ โดยเฉพาะกับตัวเธอ ผู้เป็นแม่ที่ต้องตายจากทารกน้อยซึ่งเพิ่งคลอดได้เพียงสองเดือน

ตอนนั้นเอง อายาโนะผุดรอยยิ้มที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง พยาบาลที่ส่งทารกน้อยมาให้รู้สึกถึงสีหน้าเช่นนั้นจึงขมวดคิ้วอย่างสงสัย หันไปถามชายคนนั้น

“เป็นอะไรไปนะ”

“ก็ไม่นี่”

——แค่คิดจะเอ่ยปากพูดเรื่องตายจากกัน แต่ตัวเราที่ตายไปแล้วกลับยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ นึกๆ แล้วก็เหมือนโครงเรื่องละครลึกลับอย่างไรอย่างนั้น

อยากจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่อย่างไรเสียผู้ชายคนนั้นก็คงยิ้มแล้วทำเมินไม่สนใจอยู่ดี เธอจึงไม่ได้พูดอะไร

อายาโนะรับเด็กทารกมาแล้วหันหลังให้พวกเขา ปลดด้านหน้าของชุดผู้ป่วยออกแล้วป้อนนมให้ทารก เมื่อได้เห็นเด็กทารกดูดนมอย่างร่าเริงแล้วก็ให้รู้สึกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์พัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่พฤติกรรมเอาชีวิตรอดของมนุษย์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่ถูกดูดนมอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น จะสมัยก่อนหรือตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

ของเหลวสีขาวผุดเป็นฟองแล้วไหลออกมาจากริมฝีปากแดงเล็กของทารก ในอนาคตตอนนี้นับจากที่ตนเองตายไปได้เกือบหนึ่งร้อยปี ไม่ว่าการให้นมแบบสังเคราะห์จะพัฒนาไปถึงไหน แต่การให้นมแม่นั้นยังคงได้รับการสงวนอยู่

เธอฟื้นคืนชีพขึ้นมาในยุคนี้ยังไม่ถึงสี่วัน แต่อายาโนะเข้าใจสภาพโดยคร่าวๆ ของยุคนี้แล้ว ถึงเธอจะไม่รู้รายละเอียดดี แต่ก็พอจะดึงเอาข้อมูลจากสมองของคิริเอะได้ สมองที่มีข้อมูลเก็บไว้เป็นจำนวนมากช่วยให้คำตอบในสิ่งที่เธอสงสัยเท่าที่มันจะสามารถทำได้ คิริเอะคงจะเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมากทีเดียว

อายาโนะให้เด็กทารกดูดนม พลางเบนสายตามองเหม่อครุ่นคิดไปยังนอกหน้าต่าง ต่อให้บอกว่าร่างเนื้อที่เก่งกว่าตัวเองมากร่างนี้คือเหลนของตนเอง แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไร

 

※※※※

 

ชายสูงวัยที่อายาโนะเรียกว่าแมดไซเอนทิสต์นั้นถามเธอเช่นนี้เมื่อได้พบกันครั้งแรก

‘ที่ฉันอยากรู้ก็คือเธอสามารถใช้มันสมองของโอกาซาวาระคุง——คิริเอะคุงได้หรือเปล่า เข้าใจไหม? เธอเข้าใจยุคนี้หรือเปล่านะ?’

 

ไม่เข้าใจเลยว่าคำถามนั้นหมายความว่าอย่างไร——คิริเอะนี่ใครกัน แล้วมันสมองเล่า กับคำว่ายุคนี้อีก

ปากที่พยายามจะถามกลับนั้นแข็งทื่อขึ้นมากะทันหัน เพราะจู่ๆ ข้อมูลต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวโดยอัตโนมัติ

ปัจจุบันคือปี 2114 เป็นอนาคตอันห่างไกลจากปี 2017 ที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่ ในยุคนี้มีโรคประหลาดที่ร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง แต่วิญญาณกลับตายไประบาดอยู่ วิธีที่จะช่วยให้รอดพ้นจากโรคนี้เพียงวิธีเดียว ก็คือการปลูกถ่ายวิญญาณจากคนอื่น——

ความรู้ที่ไม่น่าจะมีอยู่นั้นกลายเป็นน้ำตกกลืนกินอายาโนะ อาการปวดอย่างรุนแรงเข้าปะทะกับศีรษะ——ราวกับถูกทุบด้วยค้อน——แต่ไม่ได้ถูกทุบในความเป็นจริง เธอร้องครางพลางกดใบหน้าลงไปกับเตียงแล้วดึงทึ้งศีรษะ

การคิดอะไรมากเกินไปกว่านี้จะเป็นอันตราย ระหว่างที่เธอพยายามหยุดคิดนั้น ถึงความรู้จะยังไม่หยุดเหมือนคลื่นที่ซัดโถมเข้าหาหาดทราย แต่อาการปวดหัวแทบตายนั้นเริ่มหายไป

เมื่อเห็นท่าทางทรมานของอายาโนะ ชายชุดขาวก็ถอนหายใจ

‘ดูเหมือนเธอจะใช้มันสมองได้ไม่ค่อยดีนะ เธอน่าจะต้องใช้เวลายอมรับชีวิตของคิริเอะคุง จงพักผ่อนเสียเถอะ’

อายาโนะคิดได้ในภายหลังอย่างจริงจังว่าน่าจะเหวี่ยงคำพูดถากถางใส่เขาตอนหันหลังเดินกลับไปสักคำหนึ่งก็ยังดี ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงทำได้เพียงแค่ร้องครางแล้วมองเขาเดินจากไป

หลังจากนั้นมา อายาโนะก็ถูกขังเอาไว้ในห้องสีขาวไร้ชีวิตชีวาห้องนี้ นอกจากให้นมเด็กทารกลูกของคิริเอะตามเวลาที่กำหนด และรับการตรวจวันละครั้งแล้ว ทุกวันเธอจะดึงเอาความทรงจำออกจากสมองแล้วเรียนรู้เรื่องราวในยุคนี้

เพียงแต่หากข้อมูลที่เธอดึงออกมาในหนึ่งครั้งมีปริมาณมากเกินไป สติของเธอจะหลุดลอย เพราะฉะนั้นเธอจึงย่อยความรู้อย่างละเอียด กลืนลงไปแล้วดูดซับมันราวกับกำลังลิ้มรสชาติอย่างช้าๆ ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจรายละเอียด แต่ก็ไม่มีคำถามว่า ‘ที่นี่คือที่ไหน? แล้วตัวฉันเป็นใคร?’ อีกแล้ว

ช่วงเวลาแบบนี้สำหรับอายาโนะที่ไม่ชอบการเรียนแล้วมันคือความทรมาน แต่น่าประหลาดที่ผ่านไปสักพักก็เกิดความรู้สึกดีใจที่ได้เรียนรู้ จากที่แมดไซเอนทิสต์อธิบาย ดูเหมือนว่าสมองของคิริเอะที่เคยเป็นนักวิจัยของสถาบันวิจัยนี้ จะมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของอายาโนะด้วย

“ระดับมันสมองมันต่างกันน่ะสิ น่าอิจฉาจัง” อายาโนะรู้สึกอคติเล็กน้อย พลางดึงเอาความทรงจำในสมองออกมาอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างนั้นเอง ที่เธอเริ่มต้องการการปลอบประโลมจากโคสึเอะ ลูกสาวของคิริเอะ

ในชาติที่แล้ว อายาโนะเป็นแม่ของเด็กทารกหญิงอายุสองเดือน ลูกของคิริเอะนั้น นอกจากจะเป็นลูกสาวเหมือนกันแล้วยังอายุสามเดือนไล่เลี่ยกันอีก จึงไม่แปลกอะไรที่หัวใจอันเปล่าเปลี่ยวจะส่งผลให้เธอเห็นภาพของทั้งสองทับซ้อนกัน

ตรงกันข้ามกับความโศกเศร้าที่ได้แสดงความรักกับลูกสาวของตนเพียงแค่สองเดือน เธอรู้สึกรักโคสึเอะขึ้นมาจากใจ ช่วงเวลาที่ได้สัมผัสผิวกายกันอย่างการนวดเด็กทารกนั้นเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ การเล่นกับลูกช่วยให้เธอลืมสิ่งรอบข้างในระหว่างนั้นไปได้

แต่ช่วงเวลาอันอบอุ่นนี้จะจบลงอีกไม่นาน อายาโนะได้ยินมาว่าหากการตรวจทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว เธอจะต้องออกจากอาคารแห่งนี้แล้วกลับบ้าน

กลับไปหาคู่ครองของคิริเอะ

กลับไปยังบ้านที่พ่อของโคสึเอะเฝ้ารอให้เธอกลับไป

ทุกครั้งที่คิดเรื่องนั้น ก็เกิดความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวขึ้นมาในร่างกาย นั่นคือความยินดีของคิริเอะ และความหวาดหวั่นของอายาโนะ

 

※※※※

 

วันออกจากโรงพยาบาล อายาโนะอุ้มเด็กทารกโคสึเอะไว้แนบอก นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องผู้ป่วยอย่างเกียจคร้าน เธอเข้าโรงพยาบาลถึงหนึ่งสัปดาห์ จึงมีสัมภาระในห้องค่อนข้างเยอะ อายาโนะมองแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่เก็บสัมภาระพวกนั้นลงในกระเป๋าบอสตันและถุงกระดาษอยู่เงียบๆ

สามีของคิริเอะ รู้สึกว่าจะชื่อโอกาซาวาระ ชู เมื่ออายาโนะซึ่งถูกช่วงชิงดวงวิญญาณมายังโลกอนาคตฟื้นขึ้นมาในฐานะคิริเอะ เขามีสีหน้าเกือบจะร้องไห้ออกมา จ้องมองอายาโนะ——ซึ่งสำหรับเขาคือคิริเอะ——อย่างดีใจ แต่ในตอนนี้เล่า เขาเก็บของด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับจะบอกว่าไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาก่อน

เมื่อเขาเข้าใจแล้วว่าบุคลิกของภรรยาได้หายไป ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเฉพาะช่วงเวลาที่อายาโนะหลับ เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่ได้พบหน้าชูมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ปกติเขาคงไม่ใช่คนช่างพูด คงจะเป็นพวกที่ลงมือทำมากกว่าพูดกระมัง

แต่เขาน่าจะยิ้มให้คุณคิริเอะบ้างสิ อายาโนะลองค้นหาความทรงจำในสมอง พยายามลองมองดูความทรงจำของเธอและชู แต่กลับถูกอาการปวดหัวเล็กน้อยเข้าจู่โจมจนไม่สามารถค้นหาได้ ทั้งที่ดึงเอาความทรงจำเก่าๆ ของคิริเอะออกมาได้แท้ๆ แต่เมื่อเทียบกันแล้วช่วงเวลาใหม่ๆ——ตั้งแต่ช่วงที่ได้พบกับชูจนคิริเอะเสียชีวิตไปนั้น——หากเธอพยายามจะดูความทรงจำ ก็จะถูกอาการปวดหัวไม่ทราบสาเหตุเข้ามาขัดขวาง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความทรงจำที่นึกออกได้อย่างเลือนราง ชูในอดีตที่ผุดขึ้นมานั้นมีรอยยิ้ม มองคิริเอะด้วยใบหน้าสงบและสายตาที่อ่อนโยน

——อ้าว ก็ยิ้มเป็นนี่นา

วินาทีที่คิดเช่นนั้นเอง ท้องช่วงล่างก็ปวดหนึบ พร้อมกันนั้น เธอรู้สึกแสบร้อนราวถูกเผาอยู่ในอก รู้สึกว่าแก้มมีสีแดงแต้มเล็กน้อยกับความรู้สึกอันคุ้นชินนั้น เธอปิดบังหน้าตาตนเองด้วยความเขินอาย

เมื่อคิดถึงชูแล้วเธอจะรู้สึกสับสน ทั้งที่มีความรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องกลายเป็นภรรยาของชายที่ไม่รู้จัก แต่กลับรู้สึกปรารถนา มีแม้กระทั่งบางครั้งที่มีความคิดตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง เช่น อยากจะกอดเขาผุดขึ้นมา เธอพ่นลมหายใจแฝงความวาบหวามออกมาเบาๆ เพื่อปัดความรู้สึกนั้นออกไป

อายาโนะในชาติที่แล้วมีสามีที่เพิ่งจะแต่งงานกันยังไม่ถึงสองปี ถึงจะถูกบังคับให้เป็นภรรยาของผู้ชายอีกคน แต่ความรู้สึกของเธอก็ไม่เปลี่ยน ตอนที่มีความรู้สึกด้านลบน่ารังเกียจชวนหงุดหงิดเหมือนแก๊สพิษ ชูก็หันกลับมาสบตากับเธอเข้าพอดี อายาโนะค่อนข้างสับสน

“จะขนของไปไว้ที่รถนะ”

“อะ อา อื้ม ...ฝากด้วยนะคะ”

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สนทนากันหรือเปล่านะ อายาโนะคิด ยิ่งไปกว่านั้น การถูกใบหน้าได้รูปนั้นจ้องมองทำให้เธอรู้สึกจั๊กจี้จนอยู่ไม่สุข

เธอผินหน้าลอบมองกระจกที่ติดไว้ทั้งที่ยังอุ้มโคสึเอะอยู่ ใบหน้างามที่คุ้นชินแล้วในหนึ่งสัปดาห์มานี้จ้องมองตนเองกลับมา

เธอไม่เคยหลงตัวเองว่าใบหน้าของตนน่ารัก แต่ยอมรับอย่างซื่อตรงว่ารูปร่างหน้าตาของคิริเอะนั้นน่ารักไร้ที่ติ เหมาะสมกับที่ชายคนนี้เลือกเป็นคู่ครองจริงๆ ดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งสมดุล ผิวเนียนละเอียด ริมฝีปากสีแดงเล็ก ได้ยินมาว่าคิริเอะอายุสามสิบนิดๆ แต่จากมุมมองของอายาโนะที่อายุยี่สิบแปดแล้วเธอยังดูอ่อนเยาว์ ช่างน่าอิจฉาเสียจริง

——ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงสวยน่ารักคนนี้จะเป็นเหลนของตนเอง แถมยังมีมันสมองฉลาดยอดเยี่ยมอีกด้วย

เพียบพร้อมทั้งความงามและความฉลาดคงหมายถึงผู้หญิงแบบนี้กระมัง ทั้งที่เป็นเหลนต่อจากเธอสามรุ่น แต่มีสายเลือดของใครผสมเข้าไปกันนะถึงได้ออกมาเป็นคนแบบนี้ มองไม่เห็นเค้าโครงของตนเองในตัวผู้หญิงคนนี้เลย

อายาโนะค่อนข้างผิดหวัง หากพบส่วนประกอบที่ทำให้นึกถึงตนเองออกสักอย่างละก็ อาจจะทำให้เธอเกิดความรู้สึกยอมรับสภาพแวดล้อมนี้ก็เป็นได้

เมื่อเธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

“——คิริเอะ!”

จู่ๆ ก็มีเสียงดังเรียกเธอจนสะดุ้ง เธอกอดเด็กทารกในอ้อมอกแน่นจากปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติจนมีเสียงขัดขืนดังแอ๊ะขึ้นมา

“อ๊ะ ขอโทษนะจ๊ะ ไม่ร้องนะ โอ๋ๆ”

เธอเขย่าปลอบเด็กทารกด้วยจังหวะเฉพาะของคนเป็นแม่ เด็กตัวเล็กกลับไปยังโลกแห่งความฝันอย่างรวดเร็ว

โล่งอกไปที เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วเบนสายตาไปยังประตู ชูกำลังตาค้างอยู่

“...มีอะไรเหรอคะ?”

มาตะโกนเสียงดังในโรงพยาบาลแบบนี้ แถมยังเรียกตนเองว่าคิริเอะเสียอีก แน่นอนว่ารูปร่างหน้าตาของเธอในตอนนี้คือคิริเอะ แต่เธอยังคงสงสัยในเสียงกดดันของเขา

“คุณทำตัวเหมือนคิริเอะ...ผมเลยส่งเสียงออกมา ขอโทษที”

“ฉันทำอะไรอย่างนั้นหรือคะ?”

เมื่ออายาโนะเอียงคออย่างสงสัย ชูก็ขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าท่าทางชอบเล่นผมนั้นจะเหมือนกับนิสัยของคิริเอะ เธอมีนิสัยชอบใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับผมด้านข้าง แล้วใช้นิ้วลูบช่อผมเส้นเล็กละเอียดนั้น

ชูพูดออกมาเพียงเท่านั้น แล้วกลับไปเป็นสีหน้าไร้ความรู้สึกและท่าทีเย็นชาเช่นเดิม

“ไปกันเถอะ”

เขาหันกลับแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่รอคำตอบ ทำให้อายาโนะรีบเดินตามหลังเขาไป

เมื่อเธอเกิดความรู้สึกไม่พอใจที่เขาเป็นผู้ชายเย็นชา ความทรงจำของคิริเอะก็ผุดขึ้นมาในสมองอย่างไม่ตั้งใจ นั่นคือด้านที่เธอกำลังดีใจเมื่อเขาอ่อนโยนกับเธอ ความรู้สึกอบอุ่นลอยขึ้นมาแม้กระทั่งในใจของอายาโนะ

——เขาเป็นคนอ่อนโยน บางทีเขาอาจจะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติกับเธอในตอนนี้อย่างไรเท่านั้นเอง

คนที่ยังยอมรับสภาพนี้ไม่ได้ไม่ใช่แค่เธอ อายาโนะเดินตามแผ่นหลังกว้างใหญ่นั้น พลางรู้สึกวิตกกังวลกับการใช้ชีวิตหลังจากนี้

 

※※※※

 

ช่วงหลังศตวรรษที่ 21 มีโรคไม่ทราบสาเหตุระบาดในเด็กทารกแรกตั้งแต่แรกเกิดถึงสามขวบ เป็นโรคประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว โดยด้านร่างกายนั้นยังแข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่ตายลงจนวิญญาณดับสูญ เรียกว่า ‘โรคลูด็องก์’ ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อของผู้ค้นพบโรค

เด็กที่อายุยังไม่ครบสามขวบจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ถึงกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสเสียชีวิตสูงเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เช่นกัน ยังไม่มีการคิดค้นยารักษาหรือป้องกันโรคประหลาดนี้ได้ หลังจากเด็กทารกที่เป็นโรคนี้อยู่ในสภาพเป็นผักไม่กี่วันก็จะเสียชีวิต แม้จะมีเด็กที่รอดชีวิตปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุที่หายจากอาการป่วย

ทว่าน่าประหลาดที่เมื่ออายุเกินสามขวบไปแล้ว โอกาสที่จะเป็นโรคก็จะลดต่ำลงอย่างมาก เพราะเหตุนี้จึงมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ประชากรเด็กบนโลกลดฮวบลง รัฐบาลของแต่ละประเทศต่างอัดฉีดงบประมาณเพื่อวิจัยโรคลูด็องก์ ผลที่ได้คือวิธีการรักษาที่ได้จากวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สาขาการแพทย์ แต่กลับเป็นวิธีการประหลาดที่ใช้การปลูกถ่ายวิญญาณของคนอื่นที่ดึงมาจากอดีตหลังจากเสียชีวิตทันทีนั่นเอง

...อายาโนะที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับฟังเสียงของชูเล่าผ่านๆ จ้องมองไปด้านนอกหน้าต่างหน้ารถ

มันเป็นเมืองที่เขียวขจี จากความทรงจำของคิริเอะแล้ว ที่นี่คืออำเภออาซึมิโนะในจังหวัดนางาโนะ เธอผู้เคยทำงานในสถาบันวิจัยอาซึมิโนะที่ทำการวิจัยโรคลูด็องก์ แต่งงานกับชูซึ่งทำงานในโรงกลั่นไวน์ท้องถิ่นแล้วจึงมาเริ่มอาศัยอยู่ที่นี่ พื้นที่ซึ่งถูกหักร้างถางพงนี้เป็นเขตที่อยู่อาศัยซึ่งมีการจัดการเป็นระบบ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรูหราอยู่เลย อาคารที่เหมือนเป็นแมนชั่นนั้นอย่างมากก็มีเพียงแค่สี่ชั้น

ต้นไม้และไม้ปลูกที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งส่งกลิ่นหอมสดชื่น มีสถานที่ที่เหมือนกับสวนสาธารณะเล็กๆ อยู่ทั่วไป หญ้าอ่อนนั้นสีเขียวสดจนรู้สึกแสบตา เมื่อเปิดหน้าต่าง ลมเดือนพฤษภาคมอันชุ่มชื้นก็ลูบไล้ใบหน้าของอายาโนะอย่างอ่อนโยน

ได้ยินมาว่าในยุคนี้ ฤดูกาลทั้งสี่ได้หายไปแล้ว ราวปลายเดือนมีนาคมอุณหภูมิจะสูงขึ้น แล้วเข้าช่วงฤดูฝนจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ฝนปรอยจะยึดครองท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใสในช่วงต้นฤดูร้อนของเดือนพฤษภาคม

อายาโนะจ้องมองท้องฟ้าใสพลางรู้สึกวิตกกังวล สำหรับตัวเธอที่เคยอาศัยอยู่โตเกียวแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเลยที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเธอไม่เคยเยือนมาก่อน สีเขียวขจีกลับทำให้เธอรู้สึกประหม่า

ผู้ชายที่นั่งข้างๆ คงสังเกตได้ถึงอาการถอนหายใจเบาๆ จึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงบูดบึ้งว่า “นี่ฟังอยู่หรือเปล่า”

อายาโนะได้สติกลับมาสู่ความจริง ที่จริงแล้วเธอไม่ค่อยได้ฟัง แต่เธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังพูดถึงโรคลูด็องก์อยู่

“...ฟังสิคะ เรื่องโรคลูด็องก์ใช่ไหม แมดไซเอนทิสต์เล่าให้ฉันฟังแล้วล่ะค่ะ”

“แมดไซเอนทิสต์เหรอ?”

“คุณหัวหน้าที่สถาบันวิจัยน่ะค่ะ เขาบอกว่าเป็นเจ้านายของคุณคิริเอะ”

“อ้อ หัวหน้าโอคาวะสินะ”

“ค่ะ ถึงจะไม่บอกเรื่องโรคประหลาด แต่ฉันก็พอจะเข้าใจอยู่แล้ว”

วินาทีต่อมา เขาเหยียบเบรคกะทันหันจนเกือบจะหน้าทิ่ม ถึงจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ แต่เมื่อรถจอดบนไหล่ทาง อายาโนะก็รีบหันไปยังที่นั่งด้านหลังอย่างลนลาน เพราะคาร์ซีทสำหรับเด็กทารกติดตั้งเอาไว้ที่เบาะด้านหลังของที่นั่งคนขับ เธอเป็นห่วงว่าการเบรคเมื่อกี้นี้จะทำให้เด็กเป็นอะไรไปหรือไม่ แต่เด็กน้อยยังคงหลับสบายในคาร์ซีทแบบนอนราบนั้น

คาร์ซีทในยุคนี้ค่อนข้างแตกต่างกับสินค้าในยุคศตวรรษที่ 21 ตอนต้นที่อายาโนะเคยมีชีวิตอยู่ เบาะนั่งในรถเปลี่ยนเป็นเตียงนอนสำหรับเด็ก ดูเหมือนว่าโชว์รูมจะมีหน้าที่เพิ่มเติมคือการเอาที่นั่งออกแล้วเปลี่ยนเป็นเตียงแบบเฉพาะด้วย

อายาโนะตกใจเมื่อได้เห็นด้านในรถครั้งแรก เธอพยายามอดทนต่ออาการปวดหัวแล้วดึงเอาข้อมูลของหนังสือคู่มือการใช้งานคาร์ซีทสำหรับเด็กที่คิริเอะเคยอ่านออกมาจากในหัว

อายาโนะพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจเมื่อเห็นว่าเด็กยังคงปลอดภัยดี แล้วเธอก็ตระหนักถึงสายตาที่กำลังมองตนเองอย่างสงสัย ชูกำลังจ้องมองอายาโนะเขม็งด้วยสายตาที่น่ากลัว

“เอ่อ มีอะไรเหรอคะ...”

“เธอมีความทรงจำทุกอย่างของคิริเอะอย่างนั้นหรือ?”

“เอ๋ อะ ค่ะ...เอ่อ ไม่ค่ะ”

“แบบไหนกันแน่”

“ก็น่าจะมีนะคะ แต่มีอาการปวดหัวเข้ามาขวางทุกทีจนนึกไม่ออก ว่าแต่คุณไม่ได้ฟังที่เขาอธิบายเกี่ยวกับฉันเลยหรือคะ?”

เรื่องที่วิญญาณของคิริเอะได้ตายไปแล้ว และเรื่องที่อายาโนะเข้ามายึดร่างเนื้อของเธอไป

เขาไม่ได้ฟังมาจริงๆ หรือ เธอจ้องมองชูอย่างเป็นกังวล สักพักหนึ่งเขาจึงกลับไปนั่งท่าเดิม กดหน้าจอทัชสกรีนแล้วออกรถ

รถในยุคนี้ทั้งหมดเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยตนเอง——มันวิ่งด้วยระบบออโตไดรฟ์วิงของปัญญาประดิษฐ์——คอมพิวเตอร์จะเลือกความเร็วที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดให้ แล้วเคลื่อนที่ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง เพราะฉะนั้นจึงสามารถนั่งมองหน้าคุยกันได้ แต่หลังจากนั้นชูก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรอีก ท่าทีแบบนั้นทำให้อายาโนะรู้สึกขุ่นมัว


-- อ่านต่อได้ที่ bit.ly/2CZUcBt --

ติดตามโปรเจกต์เสี่ยวเปยและร่วมพูดคุยกับพวกเราได้ที่

https://www.facebook.com/xiaobei.fiction

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ProjectXiaobei จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น