Loki God Of Mischief [Fanfic]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 420 Views

  • 2 Comments

  • 8 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    15

    Overall
    420

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ข้าคือโลกิ แห่งแอสการ์ด ผู้กอบกู้ที่แท้จริงของพวกเจ้า


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
"ข้าคือโลกิ แห่งแอสการ์ด ผู้กอบกู้ที่แท้จริงของเจ้า ตอนนี้ข้ารู้สึกว่างมากดังนั้นข้าขอไปป่วนโลกมนุษย์ซักหน่อย หึหึ... แต่ทำไมข้าต้องมาปกป้องพวกเจ้าด้วยล่ะเนี่ย!!!!"

แล้วไหนอเวนเจอส์ของพวกแกล่ะ!?



(เนื้อเรื่องในนี้มีเนื้อหาในคอมมิคและในหนังรวมกัน อาจจะทำให้สับสนนิดหน่อย อ่านดีๆนะ)
ขอให้สนุกนะคะ
//เรื่องนี้ยาวมากเพราะไม่ได้แบ่งเป็นตอนๆน่ะนะ


***เรื่องนี้แต่งขึ้นมาเพราะความชอบส่วนตัวไม่ได้มีเจตนาจะคัดลอกข้อมูลของใคร
ผิดพลาดตรงไหนบอกได้นะคะ


เกร็ดก่อนอ่านนิยายเรื่องนี้
     -อัลตรอนในนิยายเรื่องนี้เป็น 'อัลตรอน-6'
     -แฮงค์ พิม เป็นคนสร้างอัลตรอนคนแรก
     -นิสัยโลกิในนิยายเรื่องนี้จะอิงจากในหนังส่วนใหญ่ ส่วนพลังส่วนใหญ่จะอิงจากคอมมิค
     -เรื่องนี้ไม่มีมิวเทนท์
     -นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ต่อจากหนัง และหนังสือใดๆก็ตาม
     -โอดิน และฟริกก้าในนอยายเรื่องนี้ตายแล้ว
 
     ปล.ถ้าจะจินตนาการตามนิยายเรื่องนี้ให้คิดภาพตัวละครในฉบับคนแสดงที่มีTom Hiddlestonรับบทเป็นโลกิ Chris Hemworthรับบทเป็นธอร์ ฯลฯ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 21 เม.ย. 61 / 09:01

บันทึกเป็น Favorite


     "เฮ้อ บนแอสการ์ดนี่น่าเบื่อเสียจริง เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นครั้งล่าสุดคือการได้ไปจัดการหมาป่ายักษ์อะไรซักอย่าง...เนี่ยแหละ" หนุ่มผมดำยาวใส่ชุดคลุมยาวสีดำสลับเขียวพึมพำเบาๆด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

     "เอ...แล้วธอร์ล่ะ มันไปไหนเสียแล้วล่ะ" หนุ่มผมยาวหันไปถามทหารที่อยู่ข้างนอกบาเรียสีใส ทหารไม่ได้สนใจเขามากเท่าไหร่ ก่อนที่จะตัดสินใจตอบว่า

     "เจ้าไม่ใช่เจ้าชายแห่งแอสการ์ดอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผู้คนมองว่าเจ้าน่ะเป็นเพียงนักโทษในคุกแห่ง
แอสการ์ด และข้าก็ไม่มีธุระอะไรที่ต้องคุยกับเจ้า ดังนั้นเงียบไปซะ" เมื่อทหารพูดจบชายหนุ่มที่อยู่ใน
บาเรียก็เงียบลงไป

     "น่ารำคาญวุ้ย" ชายหนุ่มผมดำยาวสบถออกมา

     "ข้าเตือนเจ้าแล้วนะ" ทหารพูดออกมา น้ำเสียงแสดถึงความรำคาญในความพูดมากของชายในบาเรีย

     "ข้าก็เตือนเจ้าแล้วเหมือนกัน" เมื่อทหารคนนั้นได้ฟังดังนั้นก็งงเล็กน้อย แต่เมื่อเขากระพริบตา หนุ่มผมดำยาวก็หายไปจากพันธนาการ แล้วมาอยู่ตรงหน้าทหารคนนั้นก่อนที่จะนำมีดสั้นแทงเข้าไปที่กลางลำตัวแล้วเดินออกไป

     "ข้าก็เตือนเจ้าแล้วเหมือนกัน... มุกห่วยแตกสิ้นดี...แล้วข้าจะทำอะไรเป็นอย่างแรกดีล่ะหลังจากจ้องทหารผ่านบาเรียนั่น...อืม...ไปป่วนโลกเล่นดีกว่า หึหึ" หนุ่มผมดำเริ่มยิ้มออกมาหลังจากคิดอะไรสนุกๆออกก่อนที่จะตรงไปยังสะพานไบฟรอสเพื่อดินทางไปยังโลก

     โลกิ เทพวิบัติ หรือ เทพแห่งการหลอกลวง หรืออะไรก็ตาม โลกิผู้ที่ไปเยือนที่ไหนจะมีความวิบัติเกิดขึ้น โลกิมีวีรกรรมต่างๆมากมายจนเป็นที่รู้จักกันทั่วจักรวาล ทั้งพยายามยึดโลก หักหลังพี่ชายตัวเอง ส่งพ่อบุญธรรมไปโลก นี่เป็นวีรกรรมเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แล้วทีนี้มันจะแย่ขนาดไหนกันละเนี่ยหากเขามาถึงโลก

     "โอ้ว ข้านี่คิดถึงกลิ่นไอของโลกนี้จริงๆเลย กลิ่นช่างหอมหวาน ข้ามั่นใจได้เลยว่ารอบนี้ต้องสนุกมากแน่นอน" โลกิเผยยิ้มออกมาเมื่อตัวเขาได้มาเยือนโลกก่อนที่จะเริ่มทำลายข้าวของไปเรื่อยๆเพื่อที่จะเรียกอเวนเจอส์มาต่อสู้ด้วย

     ผ่านมาซักพักยังไม่มีวี่แววของอเวนเจอส์ โลกิเริ่มงงว่าทำไมอเวนเจอส์ยังไม่มาจัดการเขาอีก โลกิจึงตัดสินใจจับผู้คนแถวนั้นมาถามไถ่

     "อเวนเจอส์ของพวกเจ้าล่ะ ข้าต้องการเจอพวกเขา" ตาสีเขียวมรกตจ้องมองใบหน้าอันซีดเผือกจากความกลัว

     "อ..อ...อเวนเจอส์ ถ...ถูกจับไป ด...ด...โดยอัลตรอน!!!" ชายที่โดนจับพูดขึ้นมา

     "หา!? พวกอเวนเจอส์เนี่ยนะ??? พวกนั้นพลาดท่ากับหุ่นกระป๋องกระจอกๆเนี่ยนะ ปัญญาอ่อนว่ะ" คำพูดของชายคนนั้นได้สะกิดต่อมหัวร้อนของโลกิเข้าให้แล้วล่ะ โลกิปล่อยชายคนนั้นให้หนีไปก่อนที่จะใช้เวทมนตร์ซ่อมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตนเอง

     "มันก็ดีนะที่พวกอเวนเจอส์หายไป แต่ไม่มีใครให้เล่นด้วยเลยดังนั้นข้าจะทำอย่างใดดีล่ะ" โลกิเริ่มสับสนกับตัวเองเสียแล้ว จู่ๆก็มีคนทักเขา
      
     "โลกิ!!!"

     "เงียบซะ! ข้ากำลังใช้สมาธิอยู่" 

     "ข้าธอร์ไง พี่ชายของเจ้าน่ะ" เมื่อโลกิได้ยินดังนั้นเขาก็เหลียวมองชายที่อยู่ข้างหลังทันที แต่สิ่งที่เขาพบช่างแตกต่างจากสิ่งที่คิดจริงๆ เพราะนั่นเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่แสดงภาพธอร์โดยแสดงผ่านทางเทคโนโลยีของสตาร์คเท่านั้น

     "โลกิ โลกิ หากเจ้าได้พบสิ่งนี้แสดงว่าข้ากำลังมีปัญหา ทีมอเวนเจอส์กำลังมีปัญหา ข้าขอบอกว่านี่คือเทปที่บันทึกมาก่อนที่เจ้าจะเห็น ดังนั้นปัจจุบันนี้ข้าอาจจะตายไปแล้วหรืออะไรก็ตาม อย่างไรก็ตามขอให้เจ้าเปิดสัญญาณติดตามทีมอเวนเจอส์เพื่อตามหาพวกข้าแล้วช่วยพวกข้า ข้าเชื่อใจเจ้านะ หวังว่าเจ้าจะมาพบข้านะ โลกิ" เมื่อธอร์พูดจบโฮโลแกรมอันนี้ก็ดับไป โลกิตกใจกับสิ่งที่ตนเห็นมาก เขายืนนิ่งอยู่ซักพัก พยายามประติดประต่อเรื่องราวก่อนที่จะสามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้

     "เอ...แล้วเครื่องติดตามมันใช้ยังไงล่ะวุ้ย" โลกิเคืองธอร์เล็กน้อยที่ไม่บอกวิธีใช้งานเจ้าเครื่องมือเล็กๆนี่ โลกิจึงกดปุ่มทุกปุ่มที่เห็น เพื่อหวังว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้! มันก็เกิดขึ้นมาในที่สุด เมื่อโลกิกดปุ่มสีแดง ดูเหมือนเครื่องนั่นจะหยุดทำงานลง

     "เฮ้ เจ้าเครื่องนี่หยุดทำงานไปดื้อๆซะงั้น แล้วข้าจะทำอย่างไรล่ะทีนี้"

     "โลกิ นั่นเจ้าหรอ?" เสียงชายแก่เรียกโลกิจากด้านหลัง

     "ใครอีกล่ะทีนี้ อย่าบอกนะว่าเป็นโฮโลแกรมอีกน่ะ" โลกิบ่นออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปพบกับเศษวิญญาณของโอดินที่เรียกว่า โอดินฟอร์ซ

     "ข้าคือโอดินพ่อของเจ้าไงล่ะ"

     "เจ้าไม่ใช่พ่อของข้า" โลกิหันหน้าหนีโอดินอย่างทันท่วงที

     "แต่เจ้าเป็นลูกของฟริกก้า ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ" โอดินแหย่โลกิเล็กน้อย แต่ดูหมือนโลกิจะอยากไม่เล่นด้วยเท่าไหร่
 
     "... เจ้ามีธุระอะไรมาคุยกับข้า ถ้าให้ข้ากลับไปที่คุกที่แอสการ์ดข้าขอไม่เอาด้วยนะ" 

     "ไม่ แต่เจ้าควรจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์เสียบ้าง"

     "ให้ข้าไปทำงานการกุศลหรอ แหวะ! น่าเกลียด"

     "ไม่ใช่ซะหน่อย ข้าหมายถึงให้ไปช่วยธอร์ พวกอเวนเจอส์ต่างหาก"

     "ทำไมข้าต้องไปด้วยล่ะ"

     "ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะไม่ค่อยชอบอเวนเจอส์เท่าไหร่ แต่เจ้าก็รู้นี่ว่าต้องทำ ธอร์น่ะไม่ต้องการบัลลังก์แห่ง
แอสการ์ดนะ หากเจ้าต้องการจะครองบัลลังก์แห่งแอสการ์ดจริงๆล่ะก็ เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น" โลกิตาลุกวาวเมื่อโอดินพูดจบ ความต้องการในบัลลังก์แห่งแอสการ์ดทำให้โลกิตอบตกลงไปอย่างเต็มใจ เมื่อโอดินได้ยินก็ยิ้มออกมาก่อนที่จะก็หายไป

     "แล้วก็เป็นคนที่สองที่ไม่บอกวิธีไปหาพวกอเวนเจอส์...พวกนี้มันโง่หรืออะไรกันเนี่ย" โลกิบ่นออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มตามหาเหล่าอเวนเจอส์และไปเตะก้นอัลตรอน ถ้าทำได้นะ

     "ข้าว่าอย่างแรกที่ควรทำคงต้องไปตามหาคนสร้างเจ้าอัลตรอนเฮงซวยนั่น เพื่อจะได้รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนน่ะนะ...นี่ข้าพูดคนเดียวอีกแล้ว ตลอดเลย..." เขาพูดขณะที่กำลังเขียนรายชื่อที่น่าจะเป็นคนสร้างหุ่น
อัลตรอนก่อนที่จะบินไปตามหาคนเหล่านั้น

     คนแรกคือ รีด ริชาร์ด หนึ่งใน แฟนแทสติก โฟว์ และ อิลลูมินาติ เป็นคนที่มีความฉลาดหลักแหลม เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะก็คงไม่ผิด และที่มาอยู่ในรายชื่อก็เพราะว่าสติปัญญาของเขา หุ่นอัลตรอนที่เก่งขนาดนี้ คนธรรมดาคงจะสร้างมันไม่ได้หรอก

      โลกิเดินทางมาหารีด เพื่อถามไถ่เกี่ยวกับอัลตรอน ซึ่งรีดก็รู้เจตนาของโลกิที่จะไปช่วยอเวนเจอส์ก็ไม่ได้ว่าอะไร และตอบคำถามกับโลกิเหมือนโลกิไม่เคยเป็นวายร้ายมาก่อน

     "ข้าคือโลกิแห่ง... เฮ้ ข้าว่าเราเคยพบกันมาก่อนนะ"

     "ใช่ เราพบกันครั้งล่าสุดคือแกคิดจะบุกทำลายโลก"

     "ที่ข้ามานี่ก็เพราะมาถามคำถามอยู่หนึ่งข้อ แต่ก็อาจปรับเปลี่ยนทีหลังได้นะ" โลกิยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของเขาดูน่ากลัวแปลกๆในตอนนี้

     "ว่ามา" รีดพูดพลางทำงานทดลองหรืออะไรซักอย่าง

     "เจ้าเป็นคนสร้างอัลตรอนหรือเปล่า" โลกิหุบยิ้มลง หน้าตาของเขาดูหน้ากลัวขึ้นอย่างมาก สายตาจ้องเขม็งไปที่หน้ารีดเพื่อสื่อความหมายประมาณว่า ถ้าแกไม่พูดความจริงแกตายแน่นอน

     "เปล่าหนิ ชั้นไม่สร้างของที่เป็นภัยต่อโลกอย่างนั้นนะ" รีดยังคงทำงานท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด และสายตาอันหน้าสะพรึงกลัวของโลกิ

     "แน่ใจนะ" โลกิถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

     "แน่ใจสิ"

    "ก็ได้ ข้าจะเชื่อเจ้าละกัน" โลกิหยุดทำหน้าน่ากลัว เขายิ้มออกมาอีกครั้งก่อนที่อำลารีดแล้วบินจากไป ปล่อยให้รีดทำงานของเขาต่อไป

     คนที่สองคือ เฮนรี่ แม็คคอย หรือ บีสต์ อสูรสีน้ำเงินร่างใหญ่ ดูน่าเกลียดน่ากลัว เป็นหนึ่งในสมาชิกทีม เอกซ์ เมน รุ่นแรก เขาเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ คุณหมอ นักจิตวิยา นักคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นคนที่ฉลาดมากคนหนึ่ง ในส่วนของรายชื่อของโลกิ คนนี้ก็เป็นไปได้มากเลยที่จะสามารถสร้างอัลตรอนได้

     โลกิเดินทางมาหาบีสต์เพื่อถามคำถามเดียวกับที่เคยถามรีดมาก่อน บีสต์เมื่อเจอโลกิก็คิดที่จะทำลาย แต่ก่อนจะทำอย่างนั้น บีสต์เห็นว่าโลกิไม่โจมตีหรืออะไรก็ตามที่วายร้ายเขาทำกันเมื่อเจอฮีโร่ บีสต์จึงอยู่เฉยๆ

     "ข้างคงไม่ต้องแนะนำตัวหรอกมั้ง" โลกิยิ้มทักทาย

     "ใช่ นายนี่เป็นที่รู้จักไปทั่วจักรวาล ไม่ต้องมาแนะนำตัวหรอก"

     "เอาล่ะ พอดีข้ารีบนิดหน่อยนะ คือว่าข้ามีคำถามมาคำถามมาถามเจ้า ตอบตามความจริงล่ะ"

     "อืม มีอะไร"

     "เจ้าเป็นคนสร้างอัลตรอนหรือเปล่า" โลกิยังคงทำหน้าน่ากลัวเหมือนที่ทำกับรีด บรรยากาศแถวนั้นกดดันบีสต์ให้พูดแต่ความจริง ตอนนี้ดูแล้วช่างหน้ากลัวเสียจริง

     "ป...เปล่า" ดูเหมือนว่าการกดดันของโลกิจะสำเร็จ บีสต์เหงื่อไหลเป็นทางทั้งๆที่เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานอยู่ ตาสีเขียวมรกตที่น่าสะพรึงกลัวยังคงจ้องมาที่ใบหน้าสีน้ำเงิน

     "ขอชัดๆอีกทีซิ" โลกิพูดอย่างช้าๆ

     "ชั้นไม่ได้เป็นคนสร้างอัลตรอน! จริงๆนะ" บีสต์พูดออกมาเสียงดังฟังชัด

     โลกิเห็นดังนั้นจึงหยุดทำหน้าน่ากลัวแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้บีสต์อยู่ในห้องที่เงียบสงัดนั้นต่อไป

     คนที่สามที่โลกิคิดว่าน่าจะเป็นคนสร้างอัลตรอนนั้นก็คือ แฮงค์ พิม แต่ความเป็นไปได้ที่แฮงค์นั้นจะเป็นคนสร้างค่อนข้างน้อยเพราะว่าอัลตรอนที่ปรากฏในอดีตที่เหล่าฮีโร่ต้องย้อนเวลากลับไปแก้ไขก็เป็นฝีมือแฮงค์ แต่เพื่อความแน่ใจ โลกิต้องไปเยือนซะแล้ว

     "ไง แฮงค์" โลกิยิ้มเป็นการทักทาย

     "โลกิ แกมาทำอะไรที่นี่" ดูเหมือนว่าแฮงค์จะไม่ได้ต้อนรับโลกิได้ดีเท่าไหร่

     "นี่ ข้าไม่ได้มาเพื่อก่อความวุ่นวาย แม้จะทำไปแล้วนิดหน่อยก็เถอะ ที่ข้ามาหาเจ้าเพราะข้ามีคำถาม" ครั้งนี้โลกิไม่กดดันแฮงค์เหมือนนคนอื่นๆเพราะว่าเขาคิดว่ายังไงก็ไม่ใช่แฮงค์แน่นอน

     "ถ้างั้นก็ว่ามา ชั้นตอบได้ทุกคำถาม" แฮงค์ดูมั่นใจในตนเองมาก

     "ข้าไม่อยากจะเชื่อนะ แต่ขอถามเจ้าหน่อยว่าเจ้าเป็นคนสร้างอัลตรอนหรือเปล่า" โลกิถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อแฮงค์ได้ยินดังนั้นเขาก็รีบวิ่งหนีโลกิในทันที โลกิเห็นดังนั้นจึงคิดได้ว่าแฮงค์เป็นคนสร้างอัลตรอนอีกครั้ง จึงเทเลพอร์ตดักหน้าแฮงค์

      "ชั้นขอโทษๆ ได้โปรดอย่างทำอะไรชั้นเลยนะ" แฮงค์พูดออกมา เสียงของเขาสั่นเพราะความกลัว
โลกิไม่สนใจความรู้สึกของแฮงค์ เขากระชากคอเสื้อของแฮงค์ด้วยความโกรธ

     "นี่เจ้ายังไม่สำนึกในสิ่งเจ้าทำลงไปอีกหรอ!!!! เจ้ายังคงสร้างปัญหาบนโลกนี้ อาจมากว่าข้าด้วยซ้ำ!!!
ข้าขอบอกเลยนะว่าเจ้าน่ะไม่ได้ฉลาดไปมากว่าพวกสัตว์เดรัจฉานอีกนะ เจ้าน่ะเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน คิดที่จะปล่อยให้หุ่นกระป๋องนั่นปกป้องโลกเนี่ยนะ ข้าขอบอกเลยนะว่า โคตรปัญญาอ่อน!"
โลกิตะโกนออกมาสั่งสอนแฮงค์จนแทบลืมไปเลยว่าตนเองก็เป็นวายร้าย ด้วยความโกรธ โลกิได้ทำการระเบิดศูนย์วิจัยของแฮงค์ของแฮงค์จนไม่เหลือซาก แต่ก่อนหน้านั้นเขาพาแฮงค์ออกมาแล้วปล่อยให้ยืนดูผลงานตนเองที่กำลังถูกทำลาย

     โลกิได้ขโมยเครื่องติดตามอัลตรอนก่อนที่ศูนย์วิจัยของแฮงค์จะระเบิด ตอนนี้ถึงเวลาเดินทางไป
ตามพวกหาอเวนเจอส์จริงๆซะที เขาก็หวังว่าอัลตรอนคงจะไม่ฆ่าพวกอเวนเจอส์ไปก่อนนะ

     ณ เวียดนาม ที่ที่เครื่องติดตามตัวอัลตรอนได้ระบุตำแหน่งของอัลตรอนได้ระบุไว้ ซึ่งอยู่ในเหมืองร้างในประเทศเวียดนามที่คนส่วนใหญ่หรือทุกคนเลยก็ได้ไม่คิดที่จะเข้าไปเพราะว่าความมืด ความเย็น อากาศหายใจที่น้อย เหมืองนี้ไม่ปรากฎในแผนที่ทำให้คนรู้จักน้อยมาก

     โลกิได้พบกับหุ่นลูกสมุนของอัลตรอนเฝ้าทางเข้าเหมืองอย่างแน่นหนา โลกิจึงกลายร่างหรือปลอมตัวเป็นหนึ่งในหุ่นของอัลตรอนโดยใช้รหัสของหุ่นว่า 'LK' โลกิจึงสามารถผ่านหุ่นลูกสมุนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อเข้ามาได้ไม่นาน ก็มีหุ่นที่ดูเหมือนตำแหน่งจะสูงกว่าหุ่นเฝ้ายามเข้ามาต่อว่าโลกิในร่างของ LK

     "นี่แกไม่รู้เลยหรอว่าพื้นที่ตรงนี้ห้ามหุ่นตำแหน่งเฝ้ายามเข้ามา ถอยไปเลยเจ้าโง่!" หุ่นตัวนั้นว่าโลกิยกใหญ่

    "ก็ได้ๆ งั้นชั้นขอฝากของกับนายหน่อยสิ" เมื่อโลกิพูดจบ เขาได้เปิดเผยร่างจริงแล้วนำมีดมาแทงหุ่นตัวนั้นก่อนที่มันจะตั้งตัว แล้วเดินเข้าไปตามสัญญาณของอัลตรอน

    โลกิได้แทรกซึมเข้าไปในส่วนของที่คุมขังเชลย โลกิได้ทำการแทงข้างหลังของหุ่นผู้คุมไปหลายตัว เขาย่องไปเรื่อยๆเพื่อหวังว่าจะเจอพวกอเวนเจอส์ ผ่ามาซักพักแล้วเขายังไม่พบสมาชิกของอเวนเจอส์ซักคน เขาเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อัลตรอน เผื่อว่าอัลตรอนจะเก็บอเวนเจอส์ไว้กับตนเอง

     โลกิได้ตามหุ่นตัวหนึ่งไปจนหุ่นตัวนั้นเข้าใกล้ห้องที่ประตูทำจากเหล็ก และระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่ที่วึ่งเครื่องติดตามอัลตรอนได้ระบุว่าอัลตรอนอยู่ในนี้ โลกิได้ทำการย้ายวิญญาณไปยังหุ่นตัวนั้นเมื่อประตูเปิดออก  เขาได้พบอัลตรอนจริงๆแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขามองไปรอบๆเพื่อหาอเวนเจอส์

     โลกิได้พบอเวนเจอส์แล้ว เขาในร่างหุ่นยนต์จิกตาไปที่ธอร์คนแรก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเป็นศัตรูกันตอนนี้ เขาเริ่มคิดที่จะหาทางช่วยพวกอเวนเจอส์มาถล่มอัลตรอน แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะพันธนาการที่ขังอเวนเจอส์นั้นอยู่ข้างที่นั่งของอัลตรอน หากจะช่วยพวกอเวนเจอส์ออกมา ต้องรอให้อัลตรอนไม่อยู่ในห้องนี้เสียก่อน เมื่อโลกิคิดได้ดังนั้นจึงคิดอะไรออก

     "เอ่อ ท่านอัลตรอนผู้ที่ยิ่งใหญ่และจะได้ครองโลก พอดีว่าข้าเพิ่งไปพบเศษของหุ่นผู้คุมอยู่ใกล้ๆหน้าทางเข้าและเศษของหุ่นผู้คุมที่กรงขังเชลย ข้าเกรงว่าจะไม่มีหุ่นตัวไหนหามันพบ เพราะมันได้แทงหุ่นทุกตัวที่พบ ดังนั้นขอให้ท่านไปช่วยจัดการกับไอ้สวะตนนั้นด้วย" โลกิในร่างของหุ่นได้ก้มลง

     "งั้นหรือ หากเป็นเยี่ยงนั้นจริงข้าจะต้องไปกำจัดเสี้ยนหนามนั้นให้พ้นๆไปเสียแล้ว ขอขอบใจเจ้ามากที่มาบอก" อัลตรอนพูดก่อนที่จะเดินออกนอกห้องนั้นไป โลกิถอดวิญญาณออกจากร่างหุ่นนั่นแล้วใส่กลับไปที่ร่างตนเอง เหล่าอเวนเจอส์รู้สึกอึ้งในสิ่งที่ตนเห็นตรงหน้า มหาวายร้ายที่ควรจะถูกจัดการกำลังจะช่วยพวกฮีโร่ที่ไร้หนทาง

     "เจ้ามาช้านะ หึหึ" ธอร์ยิ้มทักทายโลกิ

     "ก็เจ้าไม่ยอมบอกวิธีใช้เจ้าเครื่องนั่นนี่ อย่ามาโทษข้านะ" โลกิบ่นออกมา

     "เลิกคุยกันแล้วมาช่วยเราออกไปก่อนดีมั้ย" กับตันอเมริกาพูดขึ้นมา

     "ทำไมพวกเจ้าไม่ทำลายบาเรียออกมาเสียเล่า จะมาขอความช่วยเหลือจากข้าทำไม" โลกิถามในสิ่งที่ตนสงสัย

    "บาเรียที่นี่มันก็เหมือนบาเรียในคุกแห่งแอสการ์ดนั่นแหละ ถ้าข้าทำลายได้ข้าทำลายไปนานแล้ว! เอาจริงๆคือพวกข้าหมดหนทางจริงๆน่ะนะ" ธอร์ตอบ

     "โง่เง่าเสียจริง" โลกิพึมพำออกมา

     เหล่าอเวนเจอส์เริ่มยิ้มออกมาเมื่อโลกิทำเหมือนจะปิดบาเรียนั่นขังได้โดยการใช้เวทย์มนต์สะกดจิตให้หุ่นแถวๆนั้นมากดรหัสของบาเรีย เมื่อบาเรียถูกปิดเหล่าอเวนเจอส์ที่เตรียมตัวกับการต่อสู้ก็รีบวิ่งออกมาจากพันธนาการแต่พวกอเวนเจอส์กลับชนอะไรซักอย่าง 

     เมื่อพวกอเวนเจอส์ตั้งสติได้ โลกิได้คลายเวทย์มนตร์ของตนทำให้อเวนเจอส์ได้รู้ว่านี่เป็นแค่ภาพลวงตาที่โลกิได้สร้างขึ้นมาเพื่อตบตาเหล่าอเวนเจอส์ ในความจริงนั้นอัลตรอนมองดูสถานการณ์
เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้อเวนเจอส์สรุปได้ว่าโลกิเป็นพวกของอัลตรอนไปเสียแล้ว

     "ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนี้!!! โลกิข้าอุตส่าห์เชื่อใจเจ้านะ!" ธอร์ตะโกนออกมา

     "เจ้าเชื่อใจข้าไม่ได้หรอกธอร์ เจ้าจำไม่ได้หรือว่าข้าเป็นเทพแห่งการหลอกลวงน่ะ หึหึ" โลกิพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยพวกอเวนเจอส์

     อเวนเจอส์เริ่มหมดหวัง พวกนั้นเริ่มท้อแท้ ตอนนี้พวกนั้นรู้แล้วว่าวาระสุดท้ายของพวกนั้นจะต้องจบอยู่ที่นี่ อัลตรอนเห็นดังนั้นจึงแสดงความดีใจออกมาถึงแม้ตนจะเป็นหุ่นยนต์ก็ตาม อัลตรอนเดินไปที่หน้าบาเรียที่ขังอเวนเจอส์ก่อนที่จะพูดว่า

     "เอ้า ไหนว่าพวกเจ้าจะช่วยกันปกป้องโลกไง ทำไมมานั่งซึงเศร้าอย่างนี้เล่า ฮ่าๆๆ" อัลตรอนเยาะเย้ย
อเวนเจอส์ 

     ในขณะที่อัลตรอนไม่ทันตั้งตัวนั้นโลกิได้หยิบมีดของเขาย่องจะไปแทงอัลตรอนจากด้านหลัง เมื่อโลกพุ่งเข้าไปแทงอัลตรอนจากด้านหลังปรากฏว่ามีดไมาสามารถทำอะไรอัลตรอนได้ มีดเล่มนั้นยังหักออกมาด้วยซ้ำ เพราะตัวของอัลตรอนนั้นทำมาจากอดาแมนเทียมเหล็กที่แข็งแก่งเป็นอันดับต้นๆของโลก

     อัลตรอนรู้ตัวแล้วว่าถูกหักหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเกลียดมาก อัลตรอนจึงเริ่มโจมตีโลกิด้วยความโมโห โลกิหลบการโจมตีด้วยความเร็วก่อนที่จะให้เวทย์โจมตีกลับไป อัลตรอนใช้แขนของเขากันการโจมตีของโลกิไว้ได้ แล้วพุ่งหวังจะโจมตีโลกิ เมื่ออัลตรอนพุ่งเข้าไป โลกิกลับอยู่ด้านหลังของอัลตรอน โลกิชารจ์พลังของตนก่อนที่จะใช้พลังที่ชาร์จมานั้นโจมตีใส่อัลตรอนจนโลกิหมดแรง 

     ควันจากความร้อนของเวทย์มนต์ของโลกินั้นปิดบังตัวของอัลตรอน เมื่อควันนั้นหายไปปรากฏว่าพลังเวทย์ที่โลกิยิงใส่อัลตรอนนั้นทำได้แค่สร้างรอยขีดข่วนเพียงเท่านั้น โลกิที่ไม่มีแรงจะสู้ต่อก็ถูก
อัลตรอนจับไปขังรวมกับพวกอเวนเจอส์

     "ไม่น่าเชื่อเลยนะ" ธอร์พึมพำออกมา

     "ชั้นนึกว่าโลกิจะเป็นแค่ตัวร้ายแท้ซะอีก" โทนี่ สตาร์คพูดขึ้นโดยไม่สนชายผมดำที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของบาเรียถึงแม้กำลังพูดถึงเขาก็ตาม

     "เอ ว่าแต่นายน่ะแอบไปเนียนอยู่กับอัลตรอนตอนไหนล่ะ" นาตาชา โรมานอฟถามโลกิด้วยความสงสัย

     "จริงๆแล้วน่ะนะ ข้าน่ะถูกจับตั้งแต่ตอนไปดูที่กรงขังเชลยแล้ว แต่อัลตรอนชวนข้าให้ร่วมกับพวกมันแล้วมันจะให้ข้าปกครองทวีปเอเชีย ข้าก็เลยตอบตกลงไปเพื่อที่จะมาช่วยพวกเจ้านี่แหละ รู้งี้ข้าไม่มาดีกว่า" โลกิบ่นออกมาเล็กน้อย

     "เจ้าก็ยังมีอารมณ์ขันนี่" ธอร์ยิ้มแล้วพูดออกมา

     "นี่! พวกเจ้าหัดเงียบกันซะบ้างนะ คุยกันเสียงดังน่ารำคาญโว้ย!" อัลตรอนตะโกนใส่พวกอเวนเจอส์รวมถึงโลกิด้วยความรำคาญ

     "นี่เจ้าน่ะ มีปัญหาอะไรกับพวกรึไง นี่เจ้าจับพวกข้ายังไม่พอใจอีกหรือไง" โลกิลุกขึ้นตะโกนผ่าน
บาเรีย อัลตรอนได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นมาทำสงครามกับโลกิด้วยปาก โดยที่เหล่าอเวนเจอส์พยายามห้ามโลกเอาไว้

     "เจ้าอยากตายมากรึไง เทพกระจอก!!!" อัลตรอนตะโกนกลับ

    "จริงๆแล้วเจ้าก็โง่เหมือนคนสร้างเจ้านั่นแหละ!" โลกิยังไม่ยอมหยุด

     "เจ้าอย่ามาดูถูกข้านะ!!!!" อัลตรอนเริ่มทนไม่ไหว

     "โอ้~ เจ้าอยากรู้หรอว่าทำไมข้าพูดอย่างนั้น~...เจ้าคิดว่าข้าได้ชื่อว่าเทพแห่งการหลอกลวงมาจากไหนกันล่ะ ข้าขอบอกเลยนะว่าชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย นี่เจ้าคิดจริงๆหรือว่าที่ที่ยืนอยู่ตรงนี้น่ะเป็นตัวจริง ปัญญาอ่อนมาก!!!!" เมื่อโลกิพูดจบโลกิก็หายไปจากบาเรียแล้วโจมตีด้วยเวทมนตร์จากด้านหลังอีกครั้ง

     "นี่เจ้าคิดจะสู้กับข้าอีกครั้งหรอ จำครั้งที่แล้วไม่ได้หรือไง" อัลตรอนพูดขึ้น

     "เจ้าก็ยังคงโง่อยู่เหมือนเดินเลยนะ นั่นมันเป็นร่างปลอม พลังต้องอ่อนกว่าสิฟระ" โลกิยิ้ม มือข้างหนึ่งเตรียมที่จะปล่อยเวทมนตร์ตลอดเวลา ส่วนอีกมือหนึ่งถือมีด ตั้งท่าพร้อมโจมตี

     อัลตรอนพุ่งเข้าไปหวังจะต่อยโลกิ โลกิหลบอย่างชำนาญพร้อมยิงเวทมนตร์ใส่อัลตรอนอย่างต่อเนื่อง อัลตรอนใช้แขนกันการโจมตีของโลกิ ทั้งสองไล่กันไปมา โลกิเริ่มเสริมมนต์ให้มีดที่ถืออยู่อีกข้างหนึ่ง จนมีดเรืองแสงสีเขียว โลกิเริ่มพุ่งเข้าอัลตรอนเพื่อโจมตีด้วยมีดที่ดูทรงพลัง อัลตรอนหลบด้วยความเร็ว
โลกิจึงเทเลพอร์ตไปด้านหลังของอัลตรอนแล้วแทงไปที่ลำตัวของอัลตรอน อัลตรอนหันหลังมาจับตัวโลกิ แต่เขาเทเลพอร์ตหนีออกไปแล้วใช้เวทมนตร์สะกดจิตอัลตรอนให้ทำร้ายตนเองแต่ อัลตรอนสามารถหลุดออกจากการสะกดจิตได้

     อัลตรอนเริ่มโจมตีโลกิความความเร็ว โดยการต่อยและพุ่งไปพุ่งมาเพื่อให้โลกิมึนงงแล้วเข้ามาต่อยที่หน้าของโลกิเต็มๆ  เลือดไหลออกจากปากของโลกิ เขาใช้มือปาดเลือดที่ไหลอาบหน้าก่อนที่จะชาร์จพลังแล้วโจมตีไปที่อัลตรอน อัลตรอนได้รับการโจมตีนี่เต็มๆร่าง อดาเมนเทียมเริ่มละลายลงเล็กน้อยจากการโจมตีครั้งนั้น อัลตรอนยังคงพยายามต่อยโลกิอย่างต่อเนื่อง โดนบ้างไม่โดนบ้าง โลกิถูกอัลตรอนต่อยจนร่างกายกระเด็นไปติดกำแพง โลกิเริ่มชาร์จพลังอีกครั้ง เพื่อหวังว่าการโจมตีครั้งนี้จะหยุดอัลตรอนลงได้

     เมื่อโลกิชาร์จพลังเขาจะไม่สามารถโจมตีได้ ถึงเวลาบุกของอัลตรอนแล้ว อัลตรอนในครั้งนี้เริ่มโจมตีเต็มกำลัง โลกิทำได้แค่หลบและป้องกันมือตนเองไม่ให้ถูกโจมตี อัลตรอนพุ่งไปหาโลกิด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่ทัน โลกิที่ไม่เห็นถูกโจมตีอย่างจังจนล้มลง พลังที่ชาร์จไปเมื่อครู่หายไปโดยไร้ประโยชน์
อัลตรอนหักมือของโลกิเพื่อให้ไม่สามารถให้เวทมนตร์ได้

     "เจ้านี่ก็เก่งใช้ได้เลยนะ แต่ก็คงต้องฝึกอีกซักพันปี ฮ่าๆๆ" อัลตรอนเยาะเย้ยโลกิที่เสียเปรียบอย่างหนัก โลกิจ้องไปที่หน้าของอัลตรอนด้วยความโกรธแค้น แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว 

     อัลตรอนยังไม่หยุด เตะต่อยโลกิอย่างสนุกสนาน เหมือนเวลาของเขาจะน้อยลงทุกที เขากำลังจะหลับตา แล้วนอนไปตลอดกาล...

     "อย่าหลับนะ!!!" เสียงแหลมสวยเตือนโลกิ

     "แม่...บอกโอดินด้วยว่าข้าทำไม่สำเร็จ..." โลกิเงยหน้าขึ้นมามองฟริกก้า

     "เจ้าอย่างคิดเยี่ยงนั้นสิ" ฟริกก้ายังคงเตือนสติโลกิ

     "แล้วข้าจะทำอะไรได้เล่า" โลกิดูสิ้นหวัง

     "เจ้าน่ะคู่ควรแล้วนะ..." ฟริกก้ากระซิบเบาๆที่ข้างหูโลกิ เมื่อฟริกก้าพูดจบโลกิก็กลับมาสู่ความจริงที่ถูกอัลตรอนทำร้ายอยู่

     อัตรอนกำลังเหยียบโลกิเพื่อหยุดลมหายใจของโลกิ แต่โลกิกลับจับเท้าของอัลตรอน เมื่ออัลตรอนก้มลงมามองที่โลกิปรากฏว่าโลกิไม่มีรอยแผลใดๆทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เหมือนกับโลกิไม่เคยสู้กับใครมาก่อนเลย

     โลกิค่อยๆลุกขึ้นมาแล้วเหวี่ยงเท้าของอัลตรอนจนเจ้าตัวลอยไปติดกำแพง โลกิค่อยๆยกมือขึ้น แล้วค้อนโยเนียร์ก็เหาะมาที่มือของโลกิ และหลังจากนั้นเขาได้ทุบค้อนโยเนียร์ลงที่พื้น สายฟ้าที่ออกมาจากค้อนนั่นมีแสงเจิดจ้า อัลตรอนที่เพิ่งลุกขึ้นมาไม่สามารถหลบการโจมตีของโลกิครั้งนี้ได้ ซ้ำร้ายเหล็กเป็นวัตถุนำไฟฟ้าทำให้อัลตรอนโดนสายฟ้าจากค้อนโยเนียร์อย่างรุนแรง

     อัลตรอนยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มันกระโดดพุ่งเข้าหาโลกิด้วยความเร็ว โลกิเหวี่ยงค้อนโยเนีร์ฟาดไปที่หน้าของอัลตรอนอย่างรุนแรง ร่างเหล็กกองที่พื้น โลกิฟาดสายฟ้าไปยังร่างอัลตรอนอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร้อนของสายฟ้าทำให้ร่างของอัลตรอนเริ่มละลายลง จนมันไม่สามารถขยับอะไรได้

     มันจบแล้ว หุ่นที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุดไดสิ้นชื่อแต่เพียงเท่านี้ บาเรียถูกปิดลง เชลยทุกคนเป็นอิสระ หุ่นลูกสมุนของอัลตรอนหยุดทำงาน ไม่มีคำว่าอัลตรอนอีกต่อไป...

     ธอร์พุ่งตรงเข้ามากอดโลกิน้องชายของตน โลกิอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนที่จะกอดธอร์ในฐานะพี่ชายสุดที่รัก เหล่าอเวนเจิส์เชิดชูโลกิในฐานะฮีโร่ที่ช่วยฮีโร่อีกทีหนึ่ง โอดินได้มองลูกของตนด้วยสายตาเอ็นดู จบแบบนี้ช่างเป็นการจบที่งดงามเสียจริง

     ในเวลาต่อมา....

     โลกิจิบไวน์บนที่นั่งที่ประดับด้วยทองและเพชรในห้องโถงอันกว้างขวางในฐานะราชาแห่งแอสการ์ด ผู้คนต่างชื่นชมโลกทั้งในโลกและที่แอสการ์ด นี่แหละกษัตริย์ของแอสการ์ดโดยแท้จริง เพราะธอร์ได้มอบบัลลังก์ให้โลกิส่วนตนไปปกป้องโลกต่อ

     "ข้าไม่ได้อยากเป็นกษตริย์ใจบุญมากนัก ถ้างั้น...ไปป่วนโลกเล่นดีกว่า หึหึ"โลกิยิ้มออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นจากบัลลังก์แล้วตรงไปยังสะพานไบฟรอส

     จบ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Plalai Pun จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:22
    น้องกิก็ยังเป็นน้องกิ แกล้งได้แม้กระทั่งวายร้าย ชอบเรื่องนี้จังเลย
    #2
    2
  2. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:38
    สนุกจัง เขียนอีกนะ
    #1
    1