ใบสั่งฆ่าตุ๊กตายมทูต : Marionette Reaper

  • 98% Rating

  • 28 Vote(s)

  • 6,004 Views

  • 119 Comments

  • 336 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    6,004

ตอนที่ 9 : CHAPTER 2 คำถามกับทางเลือก [1/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 360
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    26 พ.ค. 59


 

            ผมมาเพื่อพิพากษา...ความผิดบาปที่คุณได้ก่อเอาไว้...

          ในลานประหาร ผมกับผู้ชักใยกำลังจะตัดสินโทษชายคนหนึ่งตามใบสั่งฆ่า ใบหน้าของเขาตื่นตระหนกเมื่อเห็นผมขยับกลไกอาวุธ ปีกยมทูตกางสยายออก แล้วหันคมเคียวทั้งหมดล็อกเป้าหมาย เขากรีดร้องลั่น

            “ม่ายยยยยยยยยยยยย!!!

            “ทำผิดก็ต้องโดนประหาร เจ้าโง่!

            เสียงของนายชีวิตผมตะคอกอย่างตัดรำคาญ รวมทั้งสั่งให้ผมลงมืออยู่ในที

            ผู้ได้รับการพิพากษากำลังจะถูกคมเคียวสะบั้นคอ ทว่าปีกยมทูตเหล่านั้นชะงักไปเพราะความขัดข้องของผมอีกแล้ว ไม่เอาสิ...ทำไมต้องเป็นตอนนี้ทุกครั้งด้วยล่ะ

            ตอนที่ผมกำลังจะฆ่ามนุษย์...

            ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนกลไกภายนอกหยุดทำงาน คือสายตาเย็นชาของคริษฐ์ ชายผู้เป็นเจ้าชีวิตของผม นี่คือสายตาดูแคลนเมื่อผมตกอยู่ในสภาพอันน่าอับอายเช่นนี้

            จากนั้นผมก็หลุดไปจากความเป็นจริง สู่โลกแห่ง ความทรงจำ ที่มาพร้อมความเจ็บปวดตรงศีรษะ

            ผมเหยียบย่ำอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีแดงฉาน ทว่าเมื่อพินิจเหล่ากลีบดอกไม้เหล่านั้น มันกลับกลายเป็นเศษเนื้อและกองเลือดของมนุษย์นับสิบนับร้อยชีวิต...

            ‘ชีวิต ...ผมไม่เข้าใจว่าตัวเองถึงรู้สึกกลัวเมื่อนึกถึงคำนั้น ทั้งที่ผมไม่ใช่มนุษย์

            ความทรงจำนี้วิ่งกลับมาทุกครั้งที่กลไกขัดข้อง ผมจึงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในวินาทีถัดไป ผมจะค่อยๆ หันไปทางต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นอยู่ใกล้ๆ ราวกับตั้งใจ และจะได้เห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เด็กหนุ่มร่างสูงทะมึนในชุดดำสนิท เจ้าของรอยยิ้มปริศนาอันซุกซนแฝงความโหดเหี้ยม ก่อนร่างนั้นจะยื่นมือมาและบอกให้ผมไปกับเขา...

            “มารี...

            ผมเหลือบไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น เพื่อมองคริษฐ์ยืนส่งรอยยิ้มพึงพอใจตามเหตุการณ์ที่เป็นไป ทว่าคราวนี้ ร่างนั้นกลับเล็กกว่าที่ควรจะเป็น แล้วผมก็เห็นใบหน้าอ่อนโยน...ใบหน้าซีดขาวของผู้หญิง

 

            เอ๊ะ?

 

          มารี!!!

          เลือดของผู้ได้รับการพิพากษาสาดกระเซ็นใส่ใบหน้าผม คริษฐ์เป็นคนลงมือโดยปล่อยเส้นลวดคมปลาบพุ่งผ่านด้านข้างลำคอของชายชะตาขาด ตัดเส้นเลือดใหญ่อย่างแม่นยำ โลหิตไหลทะลักนองลานประหารจำเป็น เพชฌฆาตอย่างผมยังคงยืนนิ่ง รู้ตัวอีกทีก็ถูกคริษฐ์ดันไหล่ถอยชน  กำแพงอย่างแรง นึกว่านอตแถวสะบักหลุดไปเสียแล้ว

 

            นี่อะไหล่ในสมองขึ้นสนิมรึไง!?!

          เขาตะคอกใส่ผม ด้วยความที่ผมสูงไม่ถึงหน้าอกของเขา คริษฐ์จึงต้องยื่นหน้าลงมาใกล้ๆ เพื่อมองทะลุเข้าไปในดวงตาสีฟ้าซึ่งทำมาจากแก้ว ราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณของผมออกมา...ถ้าหากผมมีจิตวิญญาณล่ะก็นะ ในหนังสือเขาชอบเปรียบเปรยอย่างนี้

            แต่ความจริงแล้ว เป็นผมต่างหากที่มองเขาอย่างจับผิด นัยน์ตาสีเข้มแบบคนเอเชียนั่นไม่ได้ถูกปิดบังด้วยคอนแท็กเลนส์แฟชั่นซึ่งมักจะเป็นสีแดง คริษฐ์ที่เคยภาคภูมิใจกับการแต่งตัวเป็นเป้าสายตากลับละทิ้งเอกลักษณ์สำคัญของเขา คริษฐ์ยังคงตะคอกใส่หน้าผม มือแข็งกร้านกระชับกุมแน่นกว่าเดิม

            เนื่องจากชายหนุ่มคนนั้นสิ้นลมไปแล้วตั้งแต่หนึ่งนาทีแรกที่ถูกลง  ดาบประหาร ตอนนี้จึงเหลือเพียงคริษฐ์...เจ้าชีวิตของผม กับผม...ผู้เป็นทาส

            “นายเป็นอย่างนี้มาสี่ห้าครั้งติดกันแล้ว จะทำงานได้ยังไง!”

            ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงหัวเสียมากกว่าปกติ เหมือนมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจของมาสเตอร์อยู่ แต่ผมเลือกจะยอกย้อนเขาเหมือนกับทุกที

            “ถ้าอย่างนั้นก็วินิจฉัยผมสิครับ คุณคริษฐ์

            บรรยากาศคลุ้งคาวเลือดพลันเยียบเย็นลง เราสองคนมองตากันอยู่นาน จนในที่สุดคริษฐ์ก็เหวี่ยงผมกระแทกกำแพงอีกครั้ง คราวนี้ผมแน่ใจว่านอตตรงหลังใบหูได้รับความกระทบกระเทือน

            เก็บกวาดที่นี่ซะ ร่างสูงออกคำสั่งโดยหันหลังให้กับผม ไร้แววใส่ใจเช่นทุกครั้ง ทว่าคราวนี้มันยิ่งทวีเย็นชาขึ้นอย่างน่าประหลาด ฉันให้เวลาสามสิบนาที เสร็จแล้วก็รีบกลับมาฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย

            ก่อนที่ผมจะทันอ้าปากเถียง คริษฐ์ก็หายลับไปจากสายตา ทิ้งให้ผมยืนอยู่กับซากศพกลางกองเลือด ผมยืนนิ่งค้าง ใคร่ครวญอยู่เช่นนั้นประมาณเกือบสิบนาที แล้วจึงค่อยๆ นั่งลงคุกเข่าก่อนหยิบน้ำยาละลายจากองกลไกตรงหัวเข่าเทลงบนตัวศพ มันส่งเสียงดังฟู่...และนั่นก็เป็นเสียงเดียวที่ผมได้ยินท่ามกลางความเวิ้งว้างอันแสนอึดอัดนี้

            ผมไม่รู้เลยว่าเรื่องที่มาสเตอร์ต้องการคุยนั่น คือการกำจัดตุ๊กตาอ่อนแอไปให้พ้นทาง...

 

........................................

 

            เมื่อสองวันก่อน หลังจากคริษฐ์เดินมาปิดเตาแก๊สและตะเพิดมารีไปจากห้องครัว เขาก็เดินไปนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวเขื่องกลางห้องนั่งเล่น พร้อมอาวุธกำจัดความเบื่อหน่าย...เจ้าเครื่องเล่นเกมแบบพกพา

            ดูเหมือนวันนี้จะดื้อฝืนทำอาหารได้เท่านี้ มารีจำใจเดินไปนั่งบนโซฟาตัวข้างๆ แล้วหยิบหนังสือต้องห้ามขึ้นมาอ่าน มีหนังสือหลายเล่มที่องค์กรทูตสวรรค์สั่งห้ามไม่ให้ตุ๊กตาอ่าน แต่คริษฐ์กลับบอกให้มารีอ่านและเรียนรู้ทุกเล่มซะ

            มารีแสร้งทำท่าเป็นอ่าน แต่นัยน์ตาสีฟ้าใสนั้นจับจ้องเจ้านายที่นอนเล่นเกมไม่สนใจใคร นับตั้งแต่มีปากมีเสียงในคราวก่อนซึ่งจริงจังกว่าทุกครั้ง ชายหนุ่มมนุษย์ก็ใช้ไม้ตายสุดท้าย นั่นคือการทำเฉยเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

            ตอนนั้นพวกเขาโต้เถียงกันเรื่องที่ตุ๊กตายมทูตคืออาวุธ ซึ่งองค์กรทูตสวรรค์แจกจ่ายให้ผู้ชักใย ดังนั้นผู้ชักใยที่รับใช้องค์กรก็นับเป็นอะไหลชิ้นหนึ่งของระบบพิพากษาคนชั่ว ฟันเฟืองที่ใช้การไม่ได้ย่อมถูกโยนทิ้งง่ายๆ ไม่ต่างจากตุ๊กตาพังๆ

            คริษฐ์ในตอนนั้นยิ้มท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง อาจจะเพราะเขากับมารีค่อนข้างอยู่นอกสายตาองค์กร คล้ายกับอะไหล่ที่เตรียมถูกถอดออกจากกลไกอยู่แล้ว...?

            เป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษซึ่งอยู่ใต้อำนาจศูนย์บัญชาการหลักของประเทศไทย รับใบสั่งซึ่งถูกเขี่ยลงมาให้ทำจนเหมือนงานเก็บกวาดขยะข้างถนนมากกว่าการพิพากษาคนชั่ว

            ใบสั่งฆ่าเป้าหมายจำพวกโจรปล้นธนาคารยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต เด็กต่างสถาบันอัดกันจนพิการ หรือไม่ก็พวกโรคจิตหลอกลวงเด็กไปทำมิดีมิร้าย คดีที่ไม่ต้องค้นหาแรงจูงใจอะไรให้มากมาย เป็นแค่สันดานเลวๆ ของมนุษย์ที่คิดตื้นๆ ไม่มีการหลบหนี ไม่มีตรรกะ ไม่มีหลักการ หาเป้าหมายให้เจอแล้วโยนป้ายพิพากษาเสีย อย่างที่คริษฐ์มักบ่นให้มารีฟัง

            กระทั่งคดีหนึ่งเมื่อเดือนก่อน คดีที่ทั้งหุ่นและผู้ชักใยร่วมมือกัน ฝ่าฝืน กฎขององค์กร โดยการปล่อยให้พยานคนหนึ่งมีชีวิตรอด...ถึงจะปราศจากความทรงจำก็เถอะ

            การปล่อยให้พยานมีชีวิตรอดก็นับเป็นโทษหนักแล้ว ทว่าการฉีดยาปริศนาลบความทรงจำพยานนั้นอันตรายยิ่งกว่า

 

          ‘บัญญัติทูตสิบประการ ข้อที่ 1 ห้ามทำการค้นคว้า วิจัย พัฒนา หรือทดลองวิทยาการใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต

          บัญญัติทูตสิบประการ ข้อที่ 5 ห้ามปล่อยพยานในทุกกรณี จงกำจัดผู้เข้าข่ายเป็นพยาน

 

            คริษฐ์ให้มารีท่องบัญญัติทูตทั้งสิบประการ รวมถึงวรรคแยกย่อยต่างๆ ทั้งหมดจนขึ้นใจ นั่นก็เพราะเวลาแหกกฎจะได้ไม่เผลอทำอะไรผิดพลาด...

            ‘พยาน ในวันนั้น...หลอดฉีดยาที่คริษฐ์แทงเข้าไปในเส้นเลือดของเธอเพื่อลบล้างความทรงจำ ทั้งสองปัจจัยทำให้มารีกังขาอยู่เล็กๆ มาตลอดหนึ่งเดือน ว่าครั้งนี้มาสเตอร์ตั้งใจต่อต้านองค์กรเพื่ออะไร สนุก ก้าวร้าวจากความคะนอง หรือก็แค่อยากสร้างผลงานเท่านั้น

            แล้วยังความรู้สึกแปลกๆ ตอนที่ได้เห็นพยานคนนั้น เหมือนเคยรู้จักคนที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน...

            เธอผู้มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ต่างจากพยานซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ากำแพงโหลแก้วสีอำพัน

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในฉับพลันจนความคิดตุ๊กตาสะดุด ฝ่ายคริษฐ์ก็ตะโกนเรียกมารีโดยไม่เงยหน้าไปจากจอเครื่องเล่นเกม

            “เฮ้! ไอ้หุ่นกระป๋องหยิบมือถือมาดิ๊ เหวอ! โธ่เว้ย! เขาสั่งไปก็สบถใส่เกมไป บ้าชะมัด!

            “เล่นไม่พัก นิ้วจะล็อกเอานะครับ มารีเอ่ยเสียงเรียบแทรกเสียงเรียกเข้าซึ่งเป็นเพลงเมทัลบาดหู ถึงจะเป็นหุ่น แต่มารีก็พอรู้ว่าเสียงแบบไหนรบกวนหรือไม่รบกวนโสตประสาท และเจ้าเสียงแบบนี้สมควรจะอยู่ในหูฟังหรือปล่อยออกมาจากลำโพงดีๆ เท่านั้น

            ร่างเล็กวางหนังสือ หน้ากากหรือหน้าแท้?*’ ลงบนโต๊ะกาแฟ บรรจงหยิบโทรศัพท์บนโซฟาที่อยู่ห่างจากคริษฐ์ไปเพียงแค่คืบ จงใจให้เขาเห็นความอ้อยอิ่งของตน รวมถึงว่ามันวางอยู่ใกล้เขาแค่ไหน...ก่อนค่อยๆ ยื่นให้บังหน้าจอเกม

            “เฮ้ย!!! คริษฐ์โวยลั่นขณะชักมือกลับ แต่ตัวละครที่เขาเล่นก็ตายลงเสียแล้ว แกหาเรื่องฉันเหรอ!?!

            “กลัวไม่เห็นว่ายื่นให้น่ะครับ

            มารีตอบหน้าตาย ซึ่งต่อให้เขาแสดงอารมณ์ได้ ตุ๊กตาน้อยก็จะทำสีหน้าแบบนี้อยู่ดี

            “คุยนี่เสร็จ ฉันจะจับนายขึ้นเขียง แล้วเลาะตั้งแต่นอตขายันไขสันหลังออกให้หมดเลย คอยดู คริษฐ์โยนเกมลงเบาะเบาๆ แล้วคว้าโทรศัพท์จากมือเด็กดื้อ

            ชายหนุ่มกำลังจะสไลด์หน้าจอเพื่อรับสาย แต่จู่ๆ เขากลับนิ่ง ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าน่ารำคาญดังระรานแก้วหูอีกเกือบสามสิบวินาที ถึงทางนี้จะไม่ยอมกดรับ ปลายสายเองก็กัดไม่ปล่อยเช่นกัน

            “แก่จนหูตึงแล้วหรือครับ ถึงได้ไม่รับสักที

 

            หุบปาก!”

            ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากโซฟา ชนกระแทกกับไหล่มารีที่ยืนขวางทางอยู่ราวกับว่าหุ่นเด็กชายไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา

            คริษฐ์เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 มารียืนนิ่งมองตามมาสเตอร์ของเขา ภายในสมองกลซึ่งจดจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ นับตั้งแต่ความทรงจำใหม่ได้เริ่มต้น จากวันที่พบกับนายใหม่ในทุ่งดอกไม้สีแดงจนถึงวินาทีนี้ เป็นครั้งแรกที่คริษฐ์สั่งให้มารีหุบปาก

 

........................................

 

            ตลอดเย็นนั้นคริษฐ์ขังตัวอยู่แต่ในห้องนอน คนคลั่งอาหารอย่างเขาต่อให้ขี้เกียจขนาดไหนก็ต้องคลานลงมาหาของกินจนได้ เพราะสำหรับชายหนุ่ม อาหารคือสีสันของชีวิต

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องซึมเศร้าหรือหัวเสีย คริษฐ์อารมณ์รุนแรงคาดเดาไม่ได้ก็จริง แต่เขาเป็นพวกที่ระเบิดอารมณ์ออกมาให้เรื่องจบๆ ไม่เคยเก็บไปคิดมากอยู่คนเดียวสักหน่อย นั่นคือคริษฐ์ที่มารีรู้จัก...

            หรือจริงๆ มารียังไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคริษฐ์กันล่ะ?

            ช่วงเวลาห้าปีที่แฝงอยู่ในองค์กรทูตสวรรค์ มารีคิดว่ารู้จักชายหนุ่มดีแล้ว ทว่าท่าทีของคริษฐ์ตอนนี้ทำให้เขาเริ่มไม่มั่นใจ

            ความสัมพันธ์ที่มารีมีต่อคริษฐ์ก็เหมือนลูกเป็ดซึ่งเพิ่งฟักออกจากไข่ เห็นใครเป็นคนแรกก็เลือกเดินตามเขาไปตลอดชีวิต ต่างกันตรงที่ตุ๊กตากับมนุษย์คู่นี้ได้ทำสัญญาบางอย่างไว้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน

 

          ในวันนั้นเมื่อห้าปีที่แล้ว เด็กหนุ่มว่าที่นายชีวิตได้ยื่นมือมาหามารีในร่างเดิม แล้วออกคำสั่งให้ตามไปซะ รอยยิ้มขี้เล่นแฝงเลศนัยนั้นไม่ได้เข้ากับแววตาเย็นชาสักนิด แต่เขากลับมีมาดมั่นใจสมเป็นผู้นำซึ่งดึงให้ผู้ฟังยอมเก็บข้อเสนอไปคิดแล้วต่อรอง

          ‘ถ้าตามนายไป...นายจะบอกฉันได้ไหมว่าฉันเป็นใคร แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

          มารีซึ่งตอนนั้นอยู่ในร่างชายหนุ่มเอ่ยถาม เพราะยังไม่ใช่ทาสชีวิต จึงพูดด้วยศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกัน

          ฝ่ายเด็กหนุ่มในชุดสีดำสนิทชะงักเล็กน้อย หากไม่ใช่คนช่างสังเกตคงไม่ทันรับรู้ความผิดปกตินี้ บางอย่างบอกตุ๊กตาไร้นามว่าอีกฝ่ายชะงักด้วยความแปลกใจในเชิงลบ และคงเกิดเรื่องเลวร้ายตามมา เขาจำต้องรับมือเมื่อถึงจังหวะเปิดฉากต่อสู้

          ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับเป็นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิม เหมือนว่ามนุษย์ผู้นี้คิดแผนบางอย่างได้ในชั่วขณะนั้น อะไรบางอย่างที่ซุกซนและเลวร้าย ไร้เดียงสา ทว่าเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

          ‘ถ้านายยอมเป็นทาสฉันแล้วตามมาดีๆ ฉันก็จะไว้ชีวิตนาย ไม่ส่งกลับองค์กรไปทำลายทิ้ง ไอ้คำตอบนั่นก็หาเอาเองเซ่ เอ้า...ว่าไง ยังอยากมีชีวิตหรือเปล่าล่ะ

          และแล้วคำตอบของตุ๊กตาไร้นามก็คือ การเดินตามเขาไปจนพบกับใครอีกสามคน

          ‘เด็กหนุ่มมนุษย์ คนหนึ่ง และ ตุ๊กตา อีกสองตัว

          เหล่าตุ๊กตามีใบหน้าพิมพ์เดียวกันหากแต่ต่างอายุ สีผม นัยน์ตา และการแต่งกาย เพราะตามกฎขององค์กร ตุ๊กตายมทูตต้องมีใบหน้าอ้างอิงจาก วิลเลียม อาเชอร’ ในตอนนั้นจึงมีอาเชอรประถมปลาย อาเชอร์วัยรุ่น ส่วนตุ๊กตาไร้นามคืออาเชอร์ร่างผู้ใหญ่เต็มวัย

          หุ่นของ