เล่าเรื่องเมืองน่าน
เขียนโดย
QCON
วันนี้เป็นการแข่งเรือรอบตัดเชือกของจังหวัดน่าน เรือของเมืองน่านแปลกกว่าพวก เพราะจะทำหัวเรือ(หัวโอ้)เป็นรูปพญานาค เชื่อกันว่า สำหรับบูชาพญานาค ใครอยากเห็นมาเที่ยวได้นะครับ มีของกระจุกกระจิกขายแถบนั้น ที่ริมแม่น้ำน่านร้อนหน่อย ทนเอาละกัน(-*-) คนดูร้อน คนพายเหนื่อย คนพากษ์หอบ เพราะพากษ์เร็วมากกกก คนภาคอื่นมาทำใจนะครับเพราะเขาจะพากษ์เป็นภาษาถิ่น
มีอีกงานใหญ่หนึ่งคืองานส้มสีทอง ซึ่งกำลังจะมา....(comingsoonนั้นแล)
เอาละ นอกเรื่องมาพอละ มาพูดเรื่องเมืองน่านดีกว่า
เมืองน่าน เดิมทีนั้น ผู้ก่อตั้งรวมตัวได้สร้างเมืองขึ้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดน่านในปัจจุบัน ชื่อเมือง วรนคร(อ.ปัวในปัจจุบัน) ต่อมาเกิดภัยแล้งย้ายตามแม่น้าน่านลงมาที่ภูเพียงแช่แห้ง(กิ่งอ.ภูเพียง) ได้สร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้น ต่อมาแม่น้ำน่านเกิดเปลี่ยนสาย ประจวบกับเจ้านครน่านฝันเห็นภาพ โคอศุภราชถ่ายมูลรอบๆบริเวณหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ จึงย้ายลงมาสร้างเป็นเมืองน่านในปัจจุบันขนานนามว่า " นันทบุรีศรีนครน่าน "
เมืองน่านนั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าเขาลำเนาไพร ทั้งสัตว์ป่า ผู้คนหลายเชื้อสาย(ทั้งยวนโยนก ลื้อ เขิน เป็นต้น) แลลำธาร ภูมิประเทศเป็นขุนเขา ซึ่งก็เป็นไปตามหัวเมืองล้านนาทั้งปวงนั้นแล ทว่า เมืองน่านมีสิ่งราคาแพงชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ เกลือสินเธาว์ อันหาได้ยากในแถบบริเวณเหนือทะเลเช่นนี้ จึงเป็นที่ต้องการของเมืองข้างเคียง ครั้งหนึ่ง พระยางำเมืองแห่งภูกามยาว(พะเยา)ยกรี้พลเข้ามาขยายอำนาจถึงเขตนี้ ต่อมาก็เวียงโกศัย(แพร่) ทว่าก็ปลดแอกได้ทุกครั้ง เนื่องจากเมืองน่านนั้น เป็นป่าเขาลำเนาไพร ทั้งยังมีปราการธรรมชาติเป็นภูเขากั้นเป็นแนวยาว ปิดทางเข้าออก จะเข้ามาได้ก็แต่ทางพะเยากับแพร่ แถมพื้นที่ยังกว้างใหญ่ แม้นจะตีได้ก็หลบหนีไปทางใต้ซึ่งยากจะตีด้วยเป็นห้วยแลน้ำที่เชี่ยวกราก
กระนั้น เมืองที่มีอิทธิพลเข้ามารวมน่านเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาก็คือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อเชียงใหม่อ่อนน้อมต่อประเทศใด เมืองน่านก็ต้องตาม แต่ด้วยปราการธรรมชาติและภูมิประเทศไกลปืนเที่ยงดังที่กล่าวมา เมืองน่านจึงมักคิดเอาตนออกห่าง และปลดแอกตนเองอยู่เสมอ ยิ่งหนใดมีพวกเข้าด้วยยิ่งคะนอง เป็นต้นว่า เมืองแพร่(บ้านพี่เมืองน้อง) หลวงพระบาง(ญาติห่างๆ) หรือหัวโจกเช่นเชียงใหม่ แต่มิมีครั้งใดทำสำเร็จเลย (ด้วยว่าประเทสที่เป็นใหญ่อยู่นั้นแข็งแกร่งยิ่ง)
มาว่าเรื่องปรัมปราจากคนเฒ่าคนแก่กันบ้าง(เป็นเรื่องเล่า ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่ ใส่ไข่เติมเนื้อบ้างก็ได้ เพราะไม่มีใครเกิดทัน+_+)
-งาช้างดำ งาปกติเป็นสีขาว แต่เมืองน่านมีงาช้างสีดำ ทว่ามีเพียงข้างเดียว ซึ่งเป็นของคู่บ้านคู่เมืองเมืองน่านทีเดียว เรื่องมีอยู่ว่า......
ครั้งหนึ่งตอนเมืองน้อยใหญ่ยังมิมีอำนาจยิ่งเท่าเมืองน่าน กองทหารเมืองน่านได้ยกพลขยายอาณาเขตกว้างใหญ่นักจรดเขตเมืองเจ้าฟ้าไทยใหญ่ ฝ่ายเจ้าฟ้าไทยใหญ่ก็หวั่นเกรงเพราะหามีเมืองใดไม่ที่ต้านกำลังของนครน่านได้ จึงยอมจำนนและมอบงาช้างดำอันเป็นของศักดิ์สิทธ์ให้ โดยจะถือว่า เมืองน่านและไทยใหญ่ จักเป็นพันธมตรสืบกันตลอดไป...(เรื่องนี้ถ้าจำไม่ผิด หลังจากมีอาณาเขตยิ่งใหญ่แล้ว เจ้าเมืองน่านได้ให้บุตรบุญธรรมไปสร้างเมืองหลวงพระบาง)
- มาพูดถึงบ้านผมมั่ง อ.นาหมื่น เป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ใต้สุดของน่าน ซึ่งแทบจะไม่ค่อยมีบทบาทอะไรเลยเพราะไกลปืนเที่ยง ไม่เหมือนเมืองสา(ที่เป็นหน้าด่านสู่เมืองน่าน เขตติดต่อเมืองแพร่) หรือปัว(วรนคร เมืองหลวงเก่า ทัพใดจะบุกทางพะเยาก็ต้องผ่าน) มีเรื่องเล่าว่า.....
แต่ก่อน เมืองหิน(คือเมืองหินที่รวมเข้ากับเมืองลีเรียกเป็นนาหมื่น) ซึ่งอยู่ทางใต้ เป็นปราการด่านใต้สู่เมืองน่าน ทว่า ด้วยความกันดาร ประชากรก็เลยมีน้อย(ปัจจุบันก็เป็นอยู่) แต่ด้วยความกันดารนี้แหละ เลยมักไม่ค่อยมีข้าศึกมาตี (ใครกล้าก็แปลก ต้องทวนแม่น้ำน่านแถมมีทั้งป่าเขาดินดอนอีก) ทว่า มีเจ้าเมืองผู้หนึ่ง นาม เจ้าสุโธ(ไม่ปรากฎสัญชาติ ผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ยักกะบอก)ได้ยกทหารคิดจะตีทางใต้ขึ้นเมืองน่านเพื่อเป็นการประหยัดกำลังพล(หากจะตีทางอื่นจะเหนื่อยหน่อยเมืองสานั้นใหญ่โตพอๆกับวรนครที่อยู่ด้านเหนือ) จึงยกมาจะตีเมืองหิน กำลังพลของเจ้าสุโธนั้นมีมาก ขนาดที่ว่าทหารของเจ้าสุโธใช่เพียงปลายหอกปลายทวนขุดดินคนละครั้งก็กลายเป็นแท่นสูงให้เจ้าสุโธนั่งได้แล้ว มีการส่งสารไปหาผู้รั้งเมืองหินว่า " อันตัวเรามาครานี้กำลังก็มากนัก ให้ทหารเราถือดินคนละกำก็สามารถจมเมืองหินได้สบาย ขอให้เมืองหินยอมอ่อนน้อมเสียเถิด " ฝ่ายเมืองหินที่ทหารน้อยอยู่แล้ว ยิ่งขาสั่นผับๆ ทว่า พวกสมองวอง(ไว)คนหนึ่งคิดแผนการได้ก็เลยไปเปิดประตูเมืองทิ้งไว้ แล้วส่งสารตอบไปว่า " อันเจ้าสุโธจักเอาเมืองหินไป ก็เอาไปเถิด พวกเรานั้นมิต้องการแล้ว แลจักไปพูดกับเจ้านครน่านเอง ทว่า หากได้ไป เจ้าสุโธก็ขอให้ระวัง ด้วยเมืองนี้โรคห่ากำลังระบาดอยู่ พลเมืองย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่เราและทหารหยิบมือหนึ่งคอยเปิดประตูต้อนรับท่านอยู่ " เจ้าสุโธได้ยิน(อ่าน) ก็ตกใจหงายหลัง สั่งทหารรื้อค่ายถอยทัพด้วยเกรงจะติดโรคระบาด ไปตีทางอื่นปลอดภัยกว่า แต่ก็ด้วยต้องอ้อมไปตีทิศอื่น ทางก็ทุรกันดาร เสบียงก็อัตคัตจึงต้องเลิกรากลับบ้านเมืองตนไป ภายหลังมารู้ว่าเป็นกลของเมืองหินก็โกรธ สาปไว้ว่าให้เมืองหินปลูกข้าวก็อย่าพอกินเลย(ดูท่าจะจริง เพราะหมู่บ้านในเมืองหินมีนาเยอะ แต่ก็ไม่ใช่นาข้าวทั้งหมด เป็นนายางบ้าง นาหวายบ้าง)
-เขาครึ่ง
ครั้งหนึ่งเมืองแพร่กับเมืองน่านมีปัญหาเรื่องแบ่งดินแดนกัน จึงตกลงกันว่า ให้เจ้าเมืองทั้ง2 ขี่ยวดยานพาหนะใดก็ได้ ไปทางภูเขาที่กั้นแดน หากพบกันเมื่อใด ให้เอาที่นั่นเป็นจุดแบ่ง ฝ่ายเจ้าเมืองแพร่พอเลิกที่ประชุมก็พาคณะบริวารขึ้นม้าวิ่งไปทางเมืองน่าน ม้านั้นหากตัวใหนล้าก็เปลี่ยนเป็นม้าสดใหม่ทุกคราจึงแล่นไปเสียด้วยความรวดเร็วและได้ระยะทางมาก ฝ่ายเมืองน่านนั้นขี่ล้อ(เข้าใจว่าเป็นเกวียนเทียมวัว) ไปช้าๆ มาตรว่า เขานี้นั้นทุรกันดารยิ่ง ทางก็คดเคี้ยว จะมีหมู่บ้านเสียสักครัวก็หาไม่ เอาไปก็มิได้ประโยชน์อันใด แต่เพื่อมิให้เสียเกียรติ จึงออกเดินทาง ภายหลังจึงมาพบกันครึ่งทาง เลยได้ชื่อว่าเขาครึ่ง (บางคนบอกว่า ใครจะไปรู้ วัวเจ้าเมืองน่านอาจวิ่งเร็วปานกระทิงเห็นผ้าแดงก็ได้นี่ อันนี้ไม่มีความคิดเห็นครับ-*-)
สำหรับใครที่อยากเที่ยวก็ขอเชิญนะครับ
คำเตือน- หนทางลำบาก ใครเวียนหัวง่ายเอายาแก้เมาไปด้วยเด้อ
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
23 ต.ค. 49
972
2
ความคิดเห็น