Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 33 : จะเจรจราทั้งทีควรเร่งศึกษาวาทศิลป์ หากริคิดต่อกรกับแม่ค้าหน้าเลือด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 784
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61





                         ท้ายสุดสองฝาแฝดโทชิโร่ก็เลือกจะออกเดินทางตามหาอดีตของตนเอง  พวกเขาบอกว่าทั้งนี้เพื่อการฝึกฝนตนเองให้แกร่งขึ้นกว่านี้  และขออภัยกับการกระทำโดยไม่ยั้งคิดของตนเองในครั้งก่อน

                         ไอฮาเนะไม่ว่าอะไรเพราะมองว่าถ้าอิจิโกะไม่ปรามก็ถือว่าอนุญาตไปแล้ว  และทั้งนี้ก็เพื่อตัวพวกเขาด้วย  เด็กสาวไม่คิดจะขัดขวางอะไรทั้งสิ้นแค่มอบพวกของป้องกันอีกสองสามอย่างให้ติดตัวไว้ใช้ยามจวนตัว  เนื่องจากไม่รู้จริงๆว่าจะเดินทางไปไหนและไม่รู้ว่ายุคสมัยที่พวกเขาไป  โยมิจะโผล่มาเล่นงานหรือไม่

                         "อยากให้ระวังตัวกันหน่อยนะ  เพราะไปคนเดียวไม่มีใครไปด้วย"

                         ไอฮาเนะยังบอกว่าอยากไปนานแค่ไหนก็ได้  แต่อย่างน้อยก็ส่งจดหมายหรืออะไรมาบอกกล่าวบ้างว่ายังปลอดภัยหรืออยู่อย่างสุขสบายดี  ทั้งนี้ก็ย้ำว่าถ้าไม่อยากเห็นพี่ชายพวกนายเป็นโรคประสาทก็จงเขียนถึงเขาก็ได้ไม่ต้องเขียนถึงเธอ

                         แต่พวกเขาส่ายหน้า

                         "พวกข้าจะเขียนจดหมายแจ้งถึงท่าน  แต่กรุณาแจ้งแก่พวกพี่อิจิด้วยขอรับว่าพวกข้าสบายดี"

                         เอาเถอะ  ถึงจะบอกว่าเขียนถึงเธอแต่ท้ายสุดก็อยากฝากให้เจ้านายไปบอกพี่ชายชัดๆ  ทำไมพวกนายไม่เขียนถึงเธอหนึ่งฉบับและพี่ชายอีกสักฉบับล่ะ  ค่าหมึกกับกระดาษก็พอมีเงินจ่ายนะ!

                         พอพูดคุยกันเสร็จ  เด็กสาวผมดำก็คิดจะเคลียร์งานก่อนจะไปทานข้าวเย็นอีกสักพัก  แต่ครั้งนี้น่าประหลาดกว่าเพราะน้องปลาดุกผู้เพิ่งออกจากห้องเธอไปไม่ถึงสิบนาทีวกกลับมาเคาะประตูห้องเพื่อขออนุญาตเข้าพบ   

                         "ลืมของเหรอนามาสึโอะ"

                         "ไม่ใช่หรอกขอรับ  คือว่าข้าน่ะอยากจะขอร้องท่านไอเรื่องนึงขอรับ"

                         ?

                         "คือ..."  เด็กหนุ่มเหลือบซ้ายมองขวาอย่างท่าทางมีพิรุธ  "...ถึงข้าจะขออนุญาตเดินทางฝึกฝนซึ่งข้าก็คิดจะไปนั่นแหละขอรับ  แต่ข้า...เป็นห่วงโฮเนะบามิ  จะว่าอะไรหรือไม่หากว่าตอนที่ปล่อยเขาออกเดินทางแล้วข้าจะขออนุญาตลอบติดตามเขาสักระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรอีก"

                         "แบบนั้นถ้าโฮเนะบามิมารู้ทีหลังไม่โกรธแย่เหรอ?"

                         "ก็บอกไปว่าเพราะความเป็นห่วงของพี่ชายก็ได้ขอรับ"  นามาสึโอะยิ้มแฉ่งขณะหาเหตุผลที่ดูเข้าท่า  (ตรงไหน?)  มาเป็นข้ออ้างได้

                         ไอฮาเนะหัวเราะเสียงแห้ง  วางมือจากเอกสารในมือแล้วหันกลับมาจดจ่อกับวากิซาชิหนุ่ม  "ฉันจำได้ว่าไม่ได้มีแค่โฮเนะบามิคนเดียวที่อยากเปลี่ยนแปลง  นายเอง...ก็รับสารภาพว่าอยากเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน"  เธอจ้องมองดูใบหน้าที่ดูกระอักกระอ่วนอย่างขบขัน  ก่อนจะเอ่ยต่อ  "ฉันยังไม่คิดส่งใครไปตามดูเลยนะ"

                         นามาสึโอะเข้าใจดีในความหมายของอีกฝ่าย  นางยังเชื่อใจพวกเขาและได้เตือนถึงสิ่งที่ควรจะจำไว้แล้ว  ดังนั้นหากพวกเขายังเลือกเส้นทางเปลี่ยนแปลงบทสรุปก็คงจบด้วยความน่าเศร้า

                         เด็กหนุ่มเลยคิดทบทวนทั้งคืนก่อนตัดสินใจเด็ดขาด

                         "ท่านพูดถูกต้องท่านไอ  ข้าเคยอยากปราถนาจะเปลี่ยนแปลงไม่ให้ตนเองโดนไฟเผาไปเหมือนกับพี่อิจิ  แต่ตอนนั้นพี่อิจิบอกกับข้าว่าถ้าทำก็ไม่ต่างกับพวกศัตรู  อีกอย่าง...ถ้าเปลี่ยนแปลงอดีตก็จะเกิดผลกับปัจจุบันและอนาคต...ถ้าข้าเปลี่ยนไปตัวข้าจะไม่ใช่ข้าในตอนนี้และช่วงเวลาที่สนุกสนานซึ่งอยู่ที่นี่จะเปลี่ยนไป  แบบนั้นข้าว่ามันน่าเศร้ากว่า"

                         ดังนั้นถ้าเป็นแบบนี้และเลือกจะใช้ชีวิตต่อไปแบบนี้ก็ไม่เลวร้ายนัก  อย่างน้อยความทรงจำที่ได้รับก็เพิ่มมากขึ้นในแต่ละครั้งของทุกวันที่อยู่ด้วยกัน

                         ที่สำคัญอย่างน้อยๆในตอนนี้ตนกับโฮเนะบามิก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนาน

                         "ข้าได้กลับมาอยู่ร่วมกับพี่น้องของข้า  ได้เจอพี่อิจิ  ได้เจอโฮเนะบามิ  แบบนี้ก็มีความสุขแล้วดังนั้นข้าจะไม่เปลี่ยนแปลงอดีตหรอกขอรับ"

                         "งั้นก็ควรเชื่อใจโฮเนะบามิด้วยสิ"

                         "ถึงพวกข้าจะเป็นฝาแฝดแต่ข้าก็ไม่อาจเข้าใจเขาได้ดีนัก  และนี่เป็นเรื่องส่วนบุคคลแม้จะเป็นการตัดสินใจส่วนตัวแต่ข้าก็อดห่วงเขาไม่ได้อยู่ดี  โฮเนะบามิดูสับสนนักท่านไอ  แม้จะบอกว่าให้เลือกแต่ความลังเลของเขาก็มีอยู่มาก  ข้าเดาใจเขาไม่ออกว่าจะเลือกทางไหนดังนั้นก่อนจะออกเดินทางฝึกฝนให้สบายใจ  ข้าอยากเห็นการตัดสินใจในเส้นทางของเขาขอรับ"

                         นามาสึโอะยิ้มอย่างปวดใจ  พวกตนเป็นฝาแฝดเคยอยู่ด้วยกันและโฮเนะบามิก็เชื่อใจเด็กหนุ่มมาก  นั่นเพราะเขาเคยได้ประสบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่น่าหวาดหวั่นมาแล้วดังนั้นเขาจึงห่วงใยผู้เป็นน้องถึงที่สุด  เพราะรู้ดี...ไม่ว่ายังไงตัวโฮเนะบามิก็ไม่อาจลืมอดีตที่เป็นเปลวเพลิงซึ่งเผาไหม้เขาไปได้อย่างแน่นอน  แม้จะพูดว่าจำไม่ได้แต่ไฟเท่านั้นที่ไม่เคยลืมเลือนราวกับมันได้ฝังอยู่ในสมองไม่อาจลบเลือนไปได้

                         ไอฮาเนะมองอย่างอ่อนใจไม่แพ้กัน  จริงอยู่ว่านี่คือการตัดสินใจของพวกเขาแต่ความเป็นห่วงเป็นใยของคนเป็นพี่นั้นไม่เคยเปลี่ยน

                         อีกทั้งมันเหมือนกับเป็นโรคติดต่อกันเลย

                         เพราะไม่ใช่แค่นามาสึโอะเท่านั้น  ขนาดคุณพี่ชายคนโตอย่างอิจิโกะก็แอบมาพบและขอร้องให้เขาได้แอบติดตามน้องชายทั้งสองไปเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์

                         เฮ้อ  ทำไมพวกนายสองคนไม่ไปคุยตกลงกันแล้วมาบอกเธอนะ 

                         "พวกนายเนี่ยชอบทำเรื่องง่ายเป็นเรื่องยุ่งจนปวดหัวจริงๆ  นามาสึโอะไปคุยกับอิจิโกะให้เรียบร้อยซะ  ส่วนพรุ่งนี้...ฉันจะให้โฮเนะบามิออกเดินทางก่อน  แล้วนายค่อยทำทีว่าจะเดินทางหลังจากที่เขาจากไปแล้ว  ซึ่งหลังจากนั้นจะจัดทัพคอยไล่ติดตามเพื่อดูว่าเขาคิดทำอะไรก็แล้วกัน...ส่วนสมาชิก...นั่นสินะ  อิจิโกะ  นายและก็ยะเก็น  ทั้งสามคนไปสังเกตการณ์โฮเนะบามิแต่มีข้อแม้ว่าห้ามให้เขาเห็นตัวอย่างเด็ดขาด"

                         "เอ้ะ?  ให้พวกข้าไปแค่สามหรือขอรับ?"  ปกติทัพต้องจัดหกคนนี่  ถึงจะเป็นการเคลื่อนไหวเฉพาะกิจแต่อย่างน้อยก็เอามีดสั้นอีกสักคนสองคนไปด้วยไม่ได้หรือ?

                         เจ้านายสาวหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเด็กหนุ่มก่อนรีบอธิบาย  "อีกสามคนที่เหลือจะเป็น  ฉัน  พี่หมอและนิคคาริ  แต่พวกเราจะแยกไปตรวจสอบอีกที่หนึ่งก่อนแล้วจะเปลี่ยนสมาชิกในทัพเป็นพวกมีดสั้นเพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม"

                         "แยกไปตรวจสอบอีกที่?  ทำไมหรือขอรับ?"

                         "เรื่องนั้น..."  ไอฮาเนะเปิดปากอธิบายแบบฉบับย่อแต่ทำให้สีหน้าของเด็กชายเปลี่ยนเป็นตึงเครียด  เขาพยักหน้าคล้ายเห็นด้วยในเรื่องนี้เพราะเขาก็นึกสงสัยไม่แพ้กัน  

                         "งั้นข้าจะไปแจ้งกับพี่อิจินะขอรับ"

                         "อืม  อย่าให้โฮเนะบามิรู้ล่ะ"

                         "ขอรับ"

                         นามาสึโอะรับคำหนักแน่นแล้วรีบขอตัวออกไปในทันที

                         ดังนั้นจึงไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่น่าสงสัยของเจ้านายแม้แต่น้อย




                         เช้าแล้ว...

                         ตามปกติคนตื่นเช้านั้นมีไม่กี่คนแต่วันนี้ที่เรือนของพวกบ้านโทชิโร่ยินยอมพร้อมใจกันตื่นแต่เช้าหลังจากได้รับการยืนยันจากเย็นวาน  ว่าจะมีพี่น้องของพวกเขาสองคนคิดจะออกเดินทางฝึกฝนตนเอง  นี่เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับศาสตราคนอื่นเป็นอย่างมาก  แต่ท้ายสุดพวกเขาทุกคนก็พร้อมใจกันอวยพรขอให้สองฝาแฝดเดินทางปลอดภัยไร้อุปสรรคขัดขวาง  อีกทั้งยังอ้างขอเหล้ามาดื่มอวยพรอีก  เรียกว่าหลังจากอวยพรเสร็จก็โดนเจ้านายเทศนาฐานหาข้ออ้างมาขอเหล้าดื่มฟรี

                         "พี่เอาของไปพร้อมแล้วนะ?"

                         "อืม"

                         "เจ้าอย่าลืมถุงยาที่ข้าเตรียมไว้ด้วยล่ะ"

                         "อืม  ข้าไม่ลืมหรอก"

                         "เครื่องรางอย่าทำหายและรักษาไว้ดีๆนะ"

                         "ขอรับพี่อิจิ"

                         แล้วก็อีกสารพัดมากมาย  เรียกว่ากว่าจะได้เดินออกจากห้อง  พวกพี่น้องคนอื่นๆคอยตรวจเช็คของให้พร้อมมีอะไรขาดเหลือก็ช่วยกันคิด  หากมีใครสักคนเดินผ่านห้องและได้เห็นภาพหรือได้ยินคำถามคงได้แต่มองอย่างเอ็นดูแน่ๆ

                         โฮเนะบามิและนามาสึโอะเดินทำหน้าหนักใจมายังลานกว้างที่มีศาสตราหลายคนมายืนรอส่งพร้อมเจ้านาย  หลายคนหัวเราะหลังเห็นขบวนพี่น้องบ้านโทชิโร่เดินตามไล่หลังมา

                         "ข้าแค่ฝึกฝน  ไปไม่นานเสียหน่อย"

                         "การเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง  ก็ถือเป็นการฝึกฝนการวางแผนเพื่อเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินนะทั้งสองคน"

                         "ขอรับๆ"

                         ไอฮาเนะหัวเราะหลังเห็นสองหนุ่มก้มหน้าตอบรับด้วยสีหน้าหนักใจ  รอบเอวของพวกเขามีพวกถุงยาและอุปกรณ์หลายอย่างที่พวกพี่น้องพากันจับยัดใส่ให้  เรียกว่าตอนนี้พวกเขาพร้อมจะออกไปเข้าค่ายพักแรมมากกว่าฝึกฝนแบบจริงจังซะอีก

                         "พร้อมหรือยังทั้งสองคน"

                         "ขอรับ..."  เมื่อได้ยินการตอบรับ  นายสาวก็เริ่มให้โอวาทอวยพรเป็นพิธีก่อนจะปล่อยพวกเขาเดินทาง

                         "ก็ไม่มีอะไรจะบอกอีกแล้วล่ะนะ  ถือว่าทั้งคู่ตัดสินใจแล้วดังนั้นก็ขอให้โชคดี  เดินทางปลอดภัยและระลึกไว้เสมอว่าที่นี่จะยังคงรอพวกนายกลับมา  ไม่ว่าจะไปนานขนาดไหนแต่ที่นี่และคนที่อยู่ที่นี่ก็ยังจะรอคอยพวกนายให้กลับมาเสมอ"

                         ดวงตาต่างสีของสองฝาแฝดจ้องมองนายสาวเบื้องหน้านิ่งงันก่อนตอบรับเสียงเข้มหนักแน่น 

                         "ขอรับ!"

                         "งั้น...ใครจะไปก่อน?"  เจ้านายสาวถามพลางมองสองหนุ่มสลับกันอย่างใจเย็น  และไม่ทันไรนามาสึโอะก็ผายมือไปยังผู้เป็นน้องชาย

                         "ให้โฮเนะบามิไปก่อนขอรับ"

                         "เอ้ะ  แต่พี่?"

                         "พี่ต้องเสียสละให้น้องก่อน  เป็นเรื่องปกตินะโฮเนะบามิ  เอ้าอย่ารอช้ารีบไปกดเจ้าเครื่องนั่นเถอะ"  ไม่ว่าเปล่ายังออกแรงดันหลังอีกฝ่ายให้เดินตรงไปยังเครื่องย้อนเวลา

                         ว่าก็ว่าเถอะนะนามาสึโอะ  การกระทำของนายโคตรส่อพิรุธเลย

                         ไอฮาเนะปรายตามองอิจิโกะที่ยิ้มเจื่อนๆ  เขาพยักหน้าเล็กน้อยคล้ายจะบอกว่าเข้าใจเรื่องที่นามาสึโอะคิดจะทำอยู่แล้ว  จวบจนกระทั่งโฮเนะบามิจ้องมองดูเจ้าเครื่องนั่นครู่หนึ่งก่อนยื่นมือไปกดจุดหมายปลายทางตัวเองไว้  เขาเหลือบมองดูพี่ชายฝาแฝดไล่เลยไปถึงพี่ชายคนโตและพี่น้องคนอื่นแล้ววกกลับมาที่เจ้านายสาวที่พยักหน้าส่งท้ายให้เขาอีกครั้ง  

                         ก่อนที่จะหันกลับมากดปุ่มเพื่อเคลื่อนย้ายร่างตัวเองทันทีโดยไร้ความลังเลอีกต่อไป

                         นามาสึโอะถอยออกห่างขณะละอองแสงสีทองกำลังเปล่งแสงสว่าง  ดวงตาสีม่วงอันงดงามของเด็กหนุ่มผมเงินทอประกายแน่วแน่

                         "ข้าจะกลับมา....จะกลับมาแน่ๆ"  นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนร่างเขาจะเลือนหายไป  คราวนี้ก็เหลืออีกหนึ่งคนที่ยังคงจ้องมองสถานที่ปลายทางของอีกฝ่ายเขม็ง

                         คามาคุระ?  นึกว่าจะเป็นช่วงเหตุการณ์เมเรกิหรือไม่ก็ที่ปราสาทโอซาก้าเสียอีก

                         "ผิดคาดรึ?"  ไอฮาเนะถามยิ้มๆขณะเดินมาดูจุดหมายปลายทางของอีกฝ่าย

                         "ขอรับ  ผิดคาดจริงๆ  และตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนที่คิดมากไปเองเพียงคนเดียว"

                         "ก็เพราะความเป็นห่วงน้องไม่ใช่รึ?"

                         นามาสึโอะกระพริบตาปริบๆแล้วยิ้มแย้ม  "นั่นสินะขอรับ   เป็นเพราะความเป็นห่วงน้องชายของตนเองที่ออกเดินทาง  เช่นนั้น...พี่อิจิกับยะเก็นจะไปเตรียมตัวเลยหรือไม่"

                         สองพี่น้องที่รออยู่แล้วหมุนตัวเดินกลับไปที่เรือนเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย  ขณะที่อิชิคิริมารุและนิคคาริก็เดินกลับไปเพื่อเตรียมตัวเช่นกัน

                         "เอ๋?  พี่อิจิ  พี่ยะเก็น?"

                         "พวกพี่มีภารกิจเร่งด่วน  นากิคิทสึเนะกับมิดาเระดูแลพวกน้องๆให้ดีๆนะ"

                         "เข้าใจแล้วพี่อิจิ"

                         "อัตสึชิกับมาเอดะหลังจากที่พี่หมอและนิคคาริกลับมากับฉันแล้ว  จงเตรียมตัวให้พร้อม  พวกเราจะเดินทางต่อไปที่โอโตโมะทันที"  ไอฮาเนะสั่งต่อหลังจากเห็นพวกเด็กๆตอบรับคำกับพี่ชายคนโตของบ้าน

                         "เอ๋?"  สองคนที่โดนรับคำสั่งอย่างกะทันหันถึงกับมึนงง  พวกเขาหันมองหน้ากันและกันอย่างไม่เข้าใจ  "แล้ว...พวกเราต้องคอยส่งพี่นามาสึโอะต่อไม่ใช่หรือขอรับ?"

                         "กำหนดการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย  ยังไงก็ช่วยอดทนรอคำอธิบายพวกพี่หมอและนิคคาริก็แล้วกัน  ตอนนี้จำเป็นต้องเร่งรีบหน่อยเพราะงั้นระหว่างนี้ช่วยทนรอหน่อยเนอะ"  เจ้านายสาวว่ายิ้มๆโดยไม่มีความตึงเครียดใดๆให้พวกเขาต้องกังวล  แม้จะลังเลและสงสัยแต่เมื่อได้รับการยืนยันขนาดนี้พวกเขาก็ปิดปาก  ยินยอมเดินตามพี่ชายสองคนที่เหลือกลับไปยังเรือนของตนเอง

                         "ฮาเซเบะ  คะชูและก็ยามาโตะโนะคามิ  คอยดูแลคนที่เหลือให้ทำงานตามกำหนดการเดิม  ส่วนกลุ่มที่ว่างงานบอกให้พวกเขาเตรียมพร้อมเอาไว้หากมีเหตุฉุกเฉิน  สำหรับทัพที่สองให้ส่งออกไปหลังจากที่พวกฉันทำการเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น  หากมีการบาดเจ็บหรือการปะทะก็สั่งให้นายช่างเตรียมพร้อมสำหรับการซ่อมแซมได้ในทันที  และคอยดูเรื่องระยะเวลาด้วยว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่หากทัพสองกลับเกินล่าช้ากว่ากำหนดโดยไม่ได้แจ้งอะไรมา  ให้ส่งทัพค้นหาไปทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฉันเข้าใจไหม"

                         "ขอรับ"  สามเสียงตอบรับหนักแน่น  ขณะที่หนึ่งในนั้นเริ่มมีสีหน้ากังวลหลังไล่ทบทวนความคิดและคำสั่งแล้ว

                         "นำพาไปแค่อิชิคิริมารุกับนิคคาริเพียงพอหรือขอรับท่านไอ?"  นายทาสหมายเลขหนึ่งถามอย่างกังวล  เขามองว่าการไปสำรวจนั้นควรจะนำคนไปเพิ่มหากมีการปะทะกันคงไม่ดีนัก  "ว่าแต่...ท่านจะไปสำรวจที่ใดแล้วทำไมนามาสึโอะถึงยังไม่ออกเดินทางล่ะขอรับ?"

                         "อย่างที่บอกฮาเซเบะ  กำหนดการมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย  ฉันกับพี่หมอและนิคคาริจะไปช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์เมเรกิ  ส่วนกลุ่มของอิจิโกะที่มียะเก็นกับนามาสึโอะจะไปยังคามาคุระ  เป้าหมายคือจับตาดูโฮเนะบามิ"

                         "เอ้ะ?"

                         "เป็นความสงสัยของฉันน่ะ  ไม่ได้สงสัยเรื่องความภักดีอะไรหรอกนะแต่เพราะมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ฉันสงสัยและกังวล  ดังนั้นจึงห่วงเรื่องความปลอดภัยของโฮเนะบามิ  จวบจนกว่าจะตรวจสอบพื้นที่นั่นร่วมกับพี่หมอเสร็จจึงได้แต่ขอให้พวกอิจิโกะคอยจับตาดูให้ไปก่อนน่ะ"

                         "แล้วนามาสึโอะ?"

                         "น้องชายทั้งคนมีหรือคนเป็นพี่จะไม่ห่วง  ถ้าเข้าใจแล้วก็ฝากด้วยนะฮาเซเบะ  ฉันก็ต้องไปเตรียมตัวแล้วเหมือนกัน"
ฮาเซเบะรับคำก่อนพวกตนจะแยกย้ายจากจุดที่ยืนไปเตรียมการให้เรียบร้อย

                         ย้อนกลับไปเมื่อวาน...หลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น  ไอฮาเนะก็โดนเรียกเข้าห้องเชือด  เอ้ย  ห้องเย็น  เอ้ย...ห้องประชุมร่วมกับพี่หมอและศาสตราอีกจำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ก็พวกอาวุโสและก็พวกคะชูนั่นแหละ  ส่วนฮาเซเบะที่ไม่รู้เรื่องราวนั่นเพราะไอฮาเนะฝากงานหลังมื้อเย็นให้เขาช่วยเคลียร์  ผลเลยเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

                         ส่วนหนึ่งคงเพราะความเถรตรงจะทั้งคำพูด  ท่าทางหรือใบหน้าที่แสดงออกชัดเจนนั่นแหละ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอนึกภาพออกเลยว่าหน้าเขาจะเป็นอย่างไรหากทราบว่าโฮเนะบามิทำอะไรลงไป

                         วกกลับมาห้องประชุม  อิชิคิริมารุเอ่ยปากถามตามตรงว่าทำไมถึงอนุญาตทั้งที่โฮเนะบามิและนามาสึโอะแสดงท่าทีอยากจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ขนาดนั้น  การปล่อยพวกเขาไปตามลำพังเสมือนเปิดโอกาสให้พวกเขาทำตามใจชอบ

                         "ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเราก็แค่ทำตามหน้าที่เดิม  บอกแล้วนะพี่หมอ  เรื่องบางเรื่องเราบังคับพวกเขาไม่ได้หรอก  ที่สำคัญแววตาของพวกเขาตอนมาขออนุญาตก็ไม่ได้มีความลังเลใดๆคล้ายตัดสินใจได้แล้ว  ดังนั้นที่เหลือก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาแต่นั่นช่างมันก่อน  ฉันไม่ได้ห่วงอะไรตรงจุดนั้น"

                         "ท่านไอ..."  อิชิคิริมารุกุมขมับ  "...การปล่อยให้ศาสตราตนเองผู้ซึ่งคิดจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปนี่  ท่านจะช่างมัน...ไม่ได้นะขอรับ"

                         "ใจเย็นพี่หมอ  ฉันก็เข้าใจที่พี่หมอห่วงนะแต่ตอนนี้เรามีเรื่องน่าสงสัยมากกว่า  อย่างน้อยเราก็พอเข้าใจสาเหตุว่าทำไมพวกเขาอยากเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ใช่ไหมล่ะ?   ทว่าตอนนี้เรื่องน่าสงสัยนี่ยังไม่ได้คำตอบเลยแถมเป็นเรื่องที่คาใจมานานแล้วด้วย  พี่หมอไม่คิดสนใจหน่อยรึ?"

                         "คาใจมานานแล้ว?  มีสิ่งใดทำให้ท่านคาใจได้อีกเล่า?"

                         "เคบิอิชิไงล่ะ"

                         ทันทีที่เอ่ยนามนี้ออกมา  ใบหน้าของผู้ร่วมรับฟังการประชุมแบบลับพลันกระตุก  นามนี้ไม่ได้ยินมานานขนาดไหนแล้ว  ตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆที่เจ้านายสาวบ่นว่าคิดถึง  ทำถึงขนาดพาเวียนเข้าแมพเพื่อยั่วให้เคบี้ที่รักของนางออกมาทักทาย  แต่ก็ไร้แม้แต่เงา

                         จะบอกว่าจวบจนถึงตอนนี้เคบิอิชิก็ยังไม่โผล่มาเลย

                         "น่าสงสัยไหมล่ะ  ทั้งที่โฮเนะบามิทำขนาดนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงแต่เคบิอิชิไม่โผล่มาขวางหรือทำอะไร  อีกทั้งหลังจากเช็คบาดแผลเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยด้วย  ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไม"

                         เคบิอิชินั้นมองว่าทั้งซานิวะและดาบมารคือศัตรู  พวกตนคือสิ่งแปลกปลอมของประวัติศาสตร์และห้วงกาลเวลา  ดังนั้นเคบิอิชิจึงไล่ล่าทั้งสองฟากฝั่งเพราะยึดกฏในฐานะผู้ดูแลห้วงมิติและประวัติศาสตร์ดังนั้นจำต้องกำจัดสิ่งแปลกปลอมทั้งสองนี่ออกไปเสีย

                         การกระทำของเด็กหนุ่มผมเงินนั้นถือว่าต้องการเปลี่ยนแปลงและบิดเบือน  เคบิอิชิไม่มีทางปล่อยผ่านพวกมันต้องโผล่มาโจมตี

                         แต่นี่กลับไร้แม้แต่เงา...

                         "การคงอยู่ของโยมิมีผลกระทบอะไรกับพวกมันหรือเปล่าเราก็ยังยืนยันไม่ได้  แต่ต่อให้โยมิแข็งแกร่งระดับไหน  พวกเคบิอิชิก็ไม่ใช่กระจอกจนถึงขนาดโดนฆ่าได้ง่ายๆหรอกนะ"

                         สมัยในโลกแห่งเกมส์  เธอเจอเคบี้บ่อยจนน่าเบื่อแต่ก็เข้าไปทักทายและหวดให้ยับเสมอนะ  ก็พูดยากมันดรอปพวกดาบนี่หว่า  ดังนั้นถ้าเจอแล้วมั่นใจว่าพอไหวก็หวดทุกรอบนั่นแหละ  แต่ครั้นมาเป็นซานิวะเคบี้ที่รักยิ่งดันไม่โผล่มาสักทีจนเริ่มเบื่อไปจริงๆแล้ว

                         "แต่การที่พวกมันไม่โผล่มาก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือท่านไอ  นั่นเท่ากับเราไม่ต้องรับศึกเพิ่มเติม"

                         "จริงอยู่ว่าการไม่โผล่มาก็เป็นเรื่องดี  แต่การหายตัวไปของมันเกี่ยวพันกับโยมิหรือไม่มันก็น่าสนที่จะค้นหาคำตอบไม่ใช่รึ?  และถ้าสามารถค้นพบว่าพวกมันมีความเชื่อมโยงอย่าง...ให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือพวกโยมิมันก็พอจะทำให้เราเริ่มเข้าใจข้อมูลมากขึ้นว่ามีพวกมันเป็นพันธมิตรกับโยมิ"

                         หรือไม่ก็เคบิอิชิกลายเป็นโยมิเสียเอง  ซึ่งก็แค่คิดเล่นๆล่ะนะ  เพราะยังไงก็ยังคิดไม่ตกกับเรื่องนี้หรอก  ต้องรอจนกว่าจะยืนยันได้นั่นแหละ

                         ความกังขารอบนี้ดึงความสนใจไปจากเรื่องเดิม  จนไอฮาเนะลอบถอนหายใจ  ยังไงประเด็นของโฮเนะบามิและนามาสึโอะตนยังไม่ต้องการมาให้วิพากษ์วิจารณ์กันเร็วแบบนี้  แม้จะกังขาเกี่ยวกับความฝันที่เขาเล่าก็เถอะ

                         แต่การตัดสินใจมันขึ้นอยู่กับพวกเขา  นับจากนี้ไปตนก็มีแต่ต้องเสี่ยง  จะให้ระแวงจนทำอะไรผิดพลาดก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบทำเสียด้วย

                         "แล้ว...ท่านมีความเห็นอย่างไรกันล่ะขอรับ"

                         "แยกกันเป็นสองกลุ่ม  ฉันพี่หมอ  นิคคาริไปตรวจสอบตรงช่วงเวลาที่โฮเนะบามิย้อนไปในเหตุการณ์เมเรกิอาจจะมีอะไรน่าสงสัยเพิ่มเติม  ส่วนอิจิโกะ  ยะเก็นและนามาสึโอะจะลอบติดตามโฮเนะบามิไป  สำหรับนามาสึโอะเขามาขอร้องฉันก่อนหน้านี้น่ะ"

                         ดูเหมือนการที่เด็กหนุ่มผมดำมาขอร้องเพื่อทำแบบนี้จะดึงความสนใจแก่ผู้รับฟังคนอื่นมาก  ไอฮาเนะเลยอธิบายพร้อมกับเล่าเรื่องที่นามาสึโอะมาปรึกษาประกอบกับอิจิโกะที่ยังห่วงก็ได้มาขออนุญาตลอบติดตามดูการเคลื่อนไหวของพวกน้องๆ

                         "นี่เป็นการตัดสินในของพี่น้อง  และฉันก็กังวลเหมือนกันว่าเคบิอิชิจะโผล่มาโจมตีโฮเนะบามิหรือไม่  หลังจากที่เขาแยกออกเดินทางตามลำพัง  เลยอนุญาตให้พวกเขาลอบติดตามไป"

                         ถ้าให้พูดตามตรงไอฮาเนะยังนึกหวั่นเกี่ยวกับโฮเนะบามิซึ่งก็พอๆกับนามาสึโอะ  สองพี่น้องคู่นี้นั้นถ้าถามว่าคนไหนอ่านลักษณะท่าทางออกง่ายกว่ากัน  เธอขอตอบว่าเป็นโฮเนะบามิ  ในขณะที่นามาสึโอะแม้จะยิ้มแย้มเริงร่าแต่บางครั้งแววตาของเขากลับเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้

                         ไอฮาเนะคิดว่าน่าจะเป็นความปราถนาในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์นั่นแหละ  แต่จากแววตาเมื่อตอนเย็นก่อนทานอาหารและการตัดสินใจของเขา  มันก็พอจะทำให้เด็กสาวเลือกเชื่อมั่นเขาได้บ้าง  ส่วนฝาแฝดผมเงินอีกคนนั้น...เพราะเขาแสดงออกด้านสีหน้าชัดเจนเลยได้รับความเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าคนแรก  ฉะนั้นพี่ๆของเขาเลยไม่ยินยอมปล่อยวางเรื่องของเขาได้ง่ายๆ
ไอฮาเนะเลยตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย  

                         ยังไงคำขอของพวกเขาก็ตรงกับที่เธอคิดเอาไว้  ดังนั้นก็แค่ขอหยิบยืมมือโดยไม่ต้องเอ่ยปากออกไปก็พอแล้ว

                         "ฉันอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับ  จวบจนกว่าจะจบเรื่องฉันไม่อยากเสี่ยงให้เกิดความคิดด้านลบและไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบซาโยะขึ้นมาอีก  ระหว่างนี้ให้ทุกคนทำตัวตามปกติเหมือนเดิมเข้าใจไหม"

                         เธอสั่งเฉียบขาดแม้จะไม่บอกว่าเป็นคำสั่งแต่น้ำเสียงและท่าทีก็แสดงชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีเหตุอะไรเกิดขึ้นในระหว่างที่พวกเขาเตรียมจะออกเดินทาง  ความผิดพลาดจากการเข้าใจผิดแม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องดี  ยิ่งยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมโฮเนะบามิถึงได้ฝันถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้จนเกิดแรงจูงใจจะเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์ก็ตาม




                         หวนกลับมาปัจจุบัน  กลุ่มของอิจิโกะที่เตรียมพร้อมเสร็จสิ้นเริ่มทำการเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังสถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายของโฮเนะบามิ  ขณะเดียวกันกลุ่มของไอฮาเนะก็นำพาตัวเองกลับไปยังช่วงเหตุการณ์เมเรกิ

                         ที่ย้อนไปนั้นเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้...

                         "ถ้านี่คือจุดที่โฮเนะบามิมาถึงแล้วออกวิ่งไปจนสลบทางโน้นก็จะเป็นเส้นทางนี้..."  เป็นเส้นทางที่ดิ่งตรงไปวัดที่เป็นต้นตอเกิดเหตุไฟไหม้จริงๆด้วย  พวกตนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามเส้นทางทั้งนี้เพราะการนำพาดาบใหญ่อย่างพี่หมอมา  หากไม่เอาม้ามาช่วยวิ่งพี่ท่านจะอืดอาดยิ่งนัก

                         "เอ้า!  พี่หมอถึงจะแก่แล้วแต่ร่างกายยังพอหนุ่มแน่นนะ  เพราะงั้นกระฉับกระเฉงหน่อยสิ!"

                         "ท่านไอ...นี่ข้า...ก็วิ่ง...ไม่ได้หยุดพัก...แล้วนะขอรับ!"

                         "ไม่เอาน่า  ฉันเคยคุยโอ่ไว้ว่าพี่หมอแข็งแรงดีกว่าตาแก่สึกิ  นี่...ถ้าตาแก่นั่นมาเห็นพี่หมอสภาพนี้คงหัวเราะเยาะใส่ฉันแล้วก็กอดอกพูดว่า  โอยะๆท่านแน่ใจหรือว่าอิชิคิริมารุแข็งแรงกว่าข้า?  สภาพเขาเช่นนี้ใกล้จะหอบรับประทานแล้วกระมัง  อีกไม่นานคงมีสภาพเหมือนเต่าที่คลานต้วมเตี้ยมเป็นแน่"

                         พี่หมอหรี่ตาขณะที่นิคคาริกลั้นขำกับท่าทางล้อเลียนของนายสาว  เขาช่วยพยุงแขนโอดาจิอย่างนึกสงสารหลังเห็นสภาพที่ดูย่ำแย่จากความเหนื่อยที่ต้องโดนสั่งให้วิ่ง

                         "คิดว่ามิคาสึกิจะพูดเช่นนั้นหรือขอรับ?  ข้าว่าที่พูดมาน่ะมันมาจากใจท่านทั้งนั้นเลย"

                         "อ้าว  ถ้าพี่หมอไม่อยากเป็นเต่าก็เงยหน้าแล้วเคลื่อนไหวเร็วๆหน่อยสิ  ถ้าหากไฟลุกขึ้นมาเราคงเหนื่อยกว่าเดิมนะ"

                         "ท่านไอ...หากเน้นความเร็ว...ท่านควรเอาม้ามาให้ข้า"

                         "พี่หมอ...ถนนแคบปานนี้ให้พี่หมอขี่ม้าวิ่งนี่...มันคงไม่ไหวนะ"

                         ถนนในยุคสมัยนี้ค่อนข้างแคบแถมบ้านเรือนก็ปลูกติดชิดกันอีกทั้งยังทำจากกระดาษและไม้  ไม่แปลกใจว่าทำไมไฟมันลุกลามได้ไวเพราะมีเชื้อเพลิงชั้นดีประกอบกับสายลมที่พัดรุนแรง  ยิ่งเป็นตัวช่วยกระพือความแรงของเปลวไฟด้วยอีก  

                         อีกทั้งด้วยระยะทางที่ไม่ได้ไกลมากการจะเอาม้ามาคงดูเกินไปหน่อย  ประกอบกับหากเกิดไฟลุกติดขึ้นมา  ม้าอาจตื่นตระหนกและอาจจะวิ่งเตลิดจนทำให้วุ่นวายกว่าเดิมด้วย

                         อิชิคิริมารุกล้ำกลืนฝืนใจยอมออกวิ่งอีกสักครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าแทบลมจับ  จนกระทั่งพวกตนเข้าใกล้จุดที่ไอฮาเนะชี้บอก  ดาบใหญ่เลยได้โอกาสอ้าปากสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างรีบเร่ง

                         "ให้อิชิคิริมารุซังพักซักครู่ดีหรือไม่ท่านไอ"

                         ไอฮาเนะอยากแย้งว่าอีกไม่นานไฟคงจะลุกติด  แต่พอเห็นสีหน้าซีดเผือดและอาการหอบรับประทาน  คำโต้แย้งจึงถูกกลืนลงคอพร้อมกับเอ่ยอนุญาตให้ดาบใหญ่ได้พักหายใจสักครู่

                         รู้สึกบาปชะมัด ไม่น่าเอาคนแก่มาทรมานเลยจริงๆ

                         ระหว่างรอดาบใหญ่หยุดพัก  ไอฮาเนะก็กวาดตามองสำรวจ  นิคคาริจึงปล่อยให้พี่หมอยืนพักครู่แล้วออกสำรวจร่วมกับนายสาวด้วยอีกคน  "ท่านหาสิ่งใดอยู่รึท่านไอ?"

                         "อ๋อ  เปล่าหรอกอันที่จริงจะบอกว่าหาของก็คงไม่ได้  แค่...รู้สึกประหลาดใจที่โฮเนะบามิไม่สามารถไปยังวัดได้ทันที  จะบอกว่าเพราะช๊อคจากการเห็นเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาก็คงไม่น่าใช่เพราะการคำนวนระยะเวลาจากตอนนี้จนถึงตอนเกิดเหตุ...โฮเนะบามิมีเวลามากพอจะมาหยุดยั้งการเผากิโมโนนั่นต่อให้วิ่งเหยาะๆก็ตาม"  ระยะห่างไม่ได้ยาวเป็นกิโลเมตร  แต่ต่อให้ยืดยาวปานนั้นทว่าถ้าวิ่งสุดฝีเท้าระดับโฮเนะบามินั้นทำได้แน่ๆ

                         "ท่านคิดว่ามีบางอย่างหยุดเขาเอาไว้และเล่นงานเขาจนสลบรึ?  แต่เขาไม่มีบาดแผลนี่ขอรับ?"

                         "ก็นั่นแหละ  เอาจริงฉันคาดหวังว่าจะมีคนมาเซย์ฮัลโหลหน่อยแต่คงหวังมากไปสินะ?"  ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงแห้งอย่างผิดหวัง  ถึงคนอื่นจะไม่อยากเจอเคบิอิชิแต่ไอฮาเนะโคตรอยากจะเจอ  ไม่ได้หวังเรื่องการดรอปดาบเหมือนตอนอยู่โลกในเกมส์แต่อย่างน้อยอยากยืนยันว่าเจ้านี่ยังมีตัวตนอยู่  ไอฮาเนะกำลังกังวลเกี่ยวกับตัวตนที่เคยมี  และการที่มันหายไปนั้นแสดงว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นและบางอย่างอาจเกี่ยวพันกันกับโยมิ

                         ถ้าได้ข้อมูลเรื่องนี้มาอาจจะทำให้รู้อะไรมากขึ้นล่ะนะ

                         ซึ่งก็เหมือนกับการตอบรับ  เพราะขณะที่ยืนคิดแล้วสำรวจกันนั้น

                         เสียงปริแตกของห้วงบรรยากาศก็ดังขึ้น  สองศาสตราที่กำลังสาละวนกับการตรวจตราพื้นที่สะดุ้งแล้วคว้าจับอาวุธมาเตรียมพร้อม  ยิ่งเมื่อเห็นรอยแตกร้าวขยายวงกว้างมากขึ้นพร้อมกับเพลิงสีฟ้าที่แผ่พุ่งออกมาจากห้วงมิติก็ทำเอาดวงตาสีชาดเปล่งประกายพร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง

                         ร่างของเคบิอิชิก้าวออกมายืนประจันหน้า  สามร่างก้าวเขยิบตัวอยู่ในท่าพร้อมโจมตีแต่มีหนึ่งในนั้นที่แต่งกายผิดแปลก  มิหนำซ้ำยังตัวเล็กราวกับมนุษย์คนหนึ่ง  มันผู้นั้นสวมใส่หน้ากากยักษ์สีแดงปกปิดใบหน้าไม่เหมือนเคบิอิชิตัวอื่น

                         ทั้งสองฟากฝั่งยังไม่มีการเข้าปะทะกันอย่างใดราวกับว่าต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิง  จนเป็นไอฮาเนะที่เดินแหวกออกจากทางด้านหลังยื่นมือปัดศาสตราของชายหนุ่มเบื้องหน้าทั้งสองก่อนยืนเผชิญหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง

                         "ท่านไอ..."  นิคคาริร้องเรียกเสียงเบาด้วยความกังวลแต่ไอฮาเนะกลับไม่นำพา

                         "ดูเหมือนไม่ได้มีเป้าหมายจะต่อสู้สินะ  ต้องการอะไรล่ะ?  พวกฉันไม่ได้มีเวลาจะมายืนคุยก่อนไฟมันจะเผาแถวนี้หรอกนะ"

                         เห็นอย่างชัดเจนว่าฝั่งศัตรูได้เปรียบด้านจำนวน  ประกอบกับความแข็งแกร่งของเคบิอิชินั้นค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดอยู่แล้ว  ดังนั้นหากต้องการเล่นงานพวกตนไม่ว่ายังไงก็ไม่จำเป็นต้องรีรอ  แต่การกระทำของพวกมันบ่งบอกว่าไม่ได้มีเป้าหมายในการต่อสู้

                         "ดูเหมือนจะยังมีซานิวะที่พอมีหัวคิดอยู่บ้างงั้นรึ"

                         แม้เป็นเรื่องน่าแปลกที่เคบิอิชิพูดได้  ไม่สิมันใช่เวลามาสนเหรอ  ยังไงก็ตามการพูดจาตอบโต้นี้แสดงให้เห็นว่ายังมีสติพอจะตอบโต้ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องจักรฆ่าฟันเพียงอย่างเดียว

                         "ไม่อยากได้คำชมจากเคบิอิชิที่เจอหน้ากันทีไรก็อยากจะกุดหัวฉันทุกรอบหรอกน้า  ว่าแต่มาโผล่เอาป่านนี้นี่...ไม่ช้าไปหน่อยเหรอไง"  ว่าแล้วยิ้มอย่างขบขัน  ถ้าจะโผล่มาเล่นงานก็ควรจะมาตั้งแต่โฮเนะบามิแล้ว

                         ร่างที่สวมหน้ากากผิดแปลกไปจากตนอื่นนั้นยกมือด้านหนึ่งขึ้นก่อนสลายเคบิอิชิตัวที่เหลือให้หายไป  ไอฮาเนะหรี่ตามองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังร่วมกับสองศาสตราตนเอง

                         "เพราะระหว่างนี้มีแต่พวกน่ารำคาญมาขัดขวางอย่างไรเล่า  เจ้าคงสงสัยสินะว่าทำไมดาบของเจ้ายังไม่ถูกพวกข้าทำลาย?"

                         "จงใจเหรอ?"

                         "ใช่  จงใจ"

                         แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมพวกตน  สองศาสตราข้างกายยังไม่ลดการป้องกัน  ไอฮาเนะยินยอมเบือนหน้าหนีไปจากเคบิอิชิตรงหน้าแล้วหันไปยังแสงไฟที่ถูกลมพัดจนเริ่มลุกไหม้

                         "ย้ายที่ซะ  ฉันไม่อยากคุยโดยสำลักควัน  ไปทางทิศใต้ออกไปให้ห่างจากตัวเมือง"  ก่อนจะหันหลังกลับยินยอมเปิดช่องว่างเพื่อทดสอบ  แต่กระนั้นเคบิอิชิก็ไม่ได้ทำอะไร  กลับกันมันกลับยินยอมหันหลังให้เช่นกันก่อนกระโจนขึ้นที่สูงนำพาร่างตนเองบ่ายหน้าไปยังจุดนัดหมาย

                         ไอฮาเนะที่มองตามไล่หลังหรี่ตา  "ไปกันเถอะพี่หมอ  นิคคาริ  ดูเหมือนว่ารอบนี้คงมีเรื่องน่าสนใจแน่ๆ"

                         "แน่ใจหรือท่าน  ไม่คิดว่าเป็นกับดักหรือ"

                         "ถ้าเป็นกับดักคงเล่นงานฉันเมื่อครู่แล้ว  เห็นได้ชัดว่ามีเจตนามาเจรจราและเมื่อครู่ก็พูดแล้วว่าจงใจ"

                         จงใจปล่อยให้รอด  เพื่อดึงดูดความน่าสนใจแม้จะดูไม่พบพิรุธอะไรแต่การมารอคอยนี่...แสดงว่ามั่นใจว่าตนมาแน่ๆ

                         เด็กสาวยังไม่สามารถปักใจเชื่อว่าเคบิอิชิตนนี้ต้องการเจรจราจริงๆหรอก  ดังนั้นจึงได้ลองทดสอบจากการเปิดช่องว่างอย่างจงใจ  อีกทั้งยังเลือกสถานที่นัดหมายเอง  แต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ทำตามที่บอกอย่างว่าง่ายไม่มีถ้อยคำโต้แย้งใดๆสร้างความประหลาดใจให้เป็นอย่างยิ่ง  และการจะหาคำตอบได้ดีที่สุดก็คือการทำตามสิ่งที่ตัวเองกำหนดเอาไว้  นั่นคือการไปพบ  ไอฮาเนะออกคำสั่งทันทีที่เห็นเปลวไฟเริ่มลุกไหม้หนักมากขึ้น 

                         "ไปกันเถอะ  พวกเราอาจจะได้ทั้งคำตอบและคำถามใหม่ก็ได้ใครจะรู้"




                         ขณะเดียวกัน  ในยุคสมัยที่วากิซาชิได้เลือกจะเดินทางมานั้นเอง 

                         เด็กหนุ่มนัยน์ตาม่วงกำลังกวาดตามอง  เขานำพาตัวเองกลับมายังตระกูลโอโตะโมะที่ซึ่งตนเคยอยู่แต่ที่นี่ยังไม่มีอะไรมาก  ตัวเขาเคยอยู่ที่นี่ก่อนจะถูกมอบไปยังตระกูลอะชิคางะ

                         จากเอกสารที่เคยมีบันทึก  เด็กหนุ่มพยายามอย่างยิ่งในการรื้อฟื้นอดีตความทรงจำขึ้นมา

                         แม้จะดูลำบากยากยิ่งแต่ในช่วงเหตุการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าจดจำ

                         "ถ้างั้นก็ควรไปที่อะชิคางะ..."  โฮเนะบามิรำพึง  มุ่งมั่นในการไล่ตามหาภาพความทรงจำของอดีตอีกสักครั้ง




                         ขณะเดียวกันสามพี่น้องที่แอบเฝ้ามองดูอย่างเงียบเชียบหวนนึกถึงประวัติของเด็กหนุ่มผมเงิน  ก่อนแต่ละคนจะย่นคิ้ว

                         "การกลับมาในช่วงเวลานี้อาจจะดูไม่ดีนัก"

                         เพราะในช่วงเวลาเหล่านี้คือช่วงเวลาที่ทั้งนามาสึโอะและโฮเนะบามิถูกเปลี่ยนจากง้าวมาเป็นวากิซาชิ

                         สำหรับเด็กหนุ่มผมดำเขายินยอมทำใจในเรื่องนี้มาแล้ว  แต่การมามองดูตัวตนที่ถูกเปลี่ยนแปลงทั้งที่ยังไม่มีเศษเสี้ยวความทรงจำนั้นดูจะโหดร้ายไม่น้อยเลยสำหรับโฮเนะบามิ

                         "นั่นสินะ  แต่โฮเนะบามิก็เลือกแล้วนี่นา"  ถ้าเลือกตัดสินใจแล้วจะมาเสียใจภายหลังไม่ได้เด็ดขาดด  นามาสึโอะเข้าใจเรื่องนี้ดีแม้จะปวดใจกับการเห็นแฝดผู้น้องไล่ตามอดีตที่เขาจดจำไม่ได้ก็ตาม

                         "พี่อิจิ  นามาสึโอะดูโน่นสิ"  ยะเก็นกระซิบเสียงเครียดหลังจากสังเกตเห็นบางอย่างกำลังไล่ตามโฮเนะบามิ  ซึ่งเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัว

                         ร่างปริศนาร่างหนึ่งในอาภรณ์สีดำที่กระโดดไล่ไปตามหลังคา  คอยตามคิดร่างของเด็กหนุ่มผมเงินอย่างเงียบเชียบ  ขณะที่มีบางอย่างเคลื่อนไหวในอีกฟากหนึ่ง

                         บางอย่างที่แสนคุ้นตาและน่าสะอิดสะเอียน  ดวงตาสามคู่ถึงกับเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ามันคือโยมิจำนวนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นผ่านห้วงมิติเวลาที่แบ่งแยกออก  จากกำลังพลที่มามีไม่กี่ตนเท่านั้น  ทว่าน่าสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดพวกมันถึงมาปรากฏที่นี่? 

                         "แย่แล้ว  ต้องรีบแจ้งท่านไอ!"

                         "ถ้างั้นส่งคนไปตาม...!"

                         ทั้งสามนึกลังเล  เพราะถ้าเคลื่อนไหวมากตอนนี้นอกจากจะตกเป็นเป้าสายตาของศัตรูแล้วยังเสี่ยงต่อการถูกโฮเนะบามิสังเกตเห็นเสียด้วย

                         "ยะเก็น..."  ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือยะเก็น  ขณะที่พวกตนเริ่มสำรวจหาเส้นทางในการติดตามโฮเนะบามิให้ไวที่สุดอีกทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงต่อการสังเกตเห็นของร่างปริศนานั้น  "พี่คิดว่านั่นอาจจะเป็นดาบที่ถูกกลืนกิน  ตามที่ท่านไอเคยบอกไว้ว่าเขาสามารถเปิดห้วงมิตินำพวกพวกโยมิออกมาโจมตีได้คราวละมากๆ  ดังนั้นการที่โยมิพวกนั้นปรากฏตัวคงเป็นฝีมือเขา"  นอกจากนี้ดาบนั่นยังมีความแค้นต่อน้องชายของเขา  จะทั้งเล่นงานน้องน้อยหรือแม้แต่การสังหารศาสตราบ้านโทชิโร่ไปสามคนก็ตาม  มิหนำซ้ำตัวอิจิโกะก็มีเรื่องบาดหมาง  ดังนั้นการมาของกระเรียนดำในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างเด็ดขาด

                         "แล้วเขาจะไล่ตามโฮเนะบามิทำไม!?"

                         "อาจจะเหมือนกรณีซาโยะก็ได้  ครั้งก่อนท่านไอนำพาซาโยะไปเพราะไม่คิดอะไรแต่คราวนี้ศัตรูอาจเล็งในช่วงเวลาที่ท่านไอไม่ได้มาด้วยก็เป็นได้"  ทันโทวหนุ่มวิเคราะห์พลางคิดถึงความเป็นไปได้มากที่สุด  "บ้าจริง  ครั้งก่อนเล็งซาโยะ  มารอบนี้คิดจะเล่นงานโฮเนะบามิรึ!"

                         น่าประหลาดใจมากที่กระเรียนดำคาดการเคลื่อนไหวได้ล่วงหน้าจึงมาดักซุ่มรอเล่นงาน  ถึงจะไม่แน่ชัดว่าเพราะอะไรยังไงก็ต้องส่งข่าวกลับไปฮงมารุให้เร็วที่สุด!

                         "ยะเก็นกลับไปรอท่านไอ  แล้วแจ้งเรื่องให้คนอื่นๆเพื่อให้คอนโนสุเกะติดต่อท่านไอโดยไวที่สุด!  พี่กับนามาสึโอะจะพยายามหาทางเข้าถึงตัวโฮเนะบามิก่อน"

                         "แต่!"

                         "ไม่มีเวลามาห่วงว่าโฮเนะบามิจะสงสัยว่าทำไมเราติดตามมาอีกแล้วนะ!  ตอนนี้ทสึรุมารุเล่มนั้นกำลังไล่ตามเขาอยู่  ถ้าเรายังรีรอคงเกิดเรื่องร้ายแน่  อย่างน้อยๆพี่จะพยายามสกัดเขาเอาไว้ไม่ให้เข้าถึงตัวโฮเนะบามิให้ได้!"

                         ยะเก็นพยักหน้าเคร่งเครียดเรื่องนั้นไว้อธิบายคราวหลังก็ย่อมได้  ตอนนี้สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยของวากิซาชิหนุ่มต่างหาก  "ข้าเข้าใจแล้ว  ข้าจะรีบกลับไปแจ้งแก่ท่านไอแล้วจะตามมาโดยเร็วที่สุด  จากจุดที่มุ่งไปคงไปยังตระกูลอะชิคางะแน่!"

                         "ฝากด้วยนะยะเก็น!"  อิจิโกะกล่าวทิ้งท้ายขณะนำพานามาสึโอะออกจากจุดที่หลบซ่อนพุ่งตรงไล่ตามไปอย่างระมัดระวัง  ส่วนยะเก็นนั้นแอบหลบสู่ที่ลับตาแล้วทำการเคลื่อนย้ายกลับฮงมารุโดยทันที

                         ขออย่าให้เป็นอะไรเลยเถอะ  โฮเนะบามิ

                         เด็กหนุ่มภาวนาอย่างกังวลใจ




                         ทางด้านของไอฮาเนะนั้น  ในตอนนี้เปลวเพลิงสีสดกำลังลุกไหม้ไปทั่ว  ภาพความวินาศแห่งการทำลายนั้นช่างบาดตาบาดใจ  การเห็นเพลิงกลืนกินทุกอย่างที่เคยเป็นอยู่ไม่ใช่เป็นภาพที่น่าอภิรมย์นัก

                         "ชวนให้นึกถึงไฟไหม้กรุงโรมจริงๆ"  ไอฮาเนะบ่นพึมพำหลังมองดูภาพเปลวเพลิงขนาดยักษ์ที่กำลังกลืนกินเมืองทั้งเมือง  เสียงกรีดร้องและเสียงแห่งความวุ่นวายยังดังกึกก้อง

                         แต่พวกตนเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้อย่างเด็ดขาด

                         ไอฮาเนะยินยอมเบนสายตาหนีภาพนั้นกลับมาเผชิญหน้ากับเคบิอิชิที่ยังยืนรออย่างสงบนิ่ง  พวกตนเร่งฝีเท้าแทบตายเพื่อหลบหนีจากเพลิงมรณะนี่  จวบจนมาถึงที่นัดหมาย  ดาบใหญ่ผู้แก่ชราได้แต่บ่นพึมพำว่ารอบหน้าถ้าต้องวิ่งเช่นนี้โปรดเอาม้ามาเถอะขอรับ  แล้วข้าจะยอมเป็นเวรเลี้ยงม้าให้อาทิตย์หนึ่งเลย

                         แต่บ่นไปก็เท่านั้นแหละ  ตอนเอามาก็แค่อยากให้มาช่วยตรวจสอบไม่คิดว่าต้องวิ่งแบบนี้  ถือว่าออกกำลังกายไปในตัวเถอะพี่หมอ

                         "ก่อนจะเริ่มคุยกันต่อ  ขอถามหน่อยสิว่าพวกแกหายหัวไปไหนมา?  จวบจนถึงตอนนี้นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้เจอหน้ากันจริงๆ"  ถ้านับจากการรับตำแหน่งซานิวะนี่คือครั้งแรกจริงๆที่ได้พบกับเคบิอิชิและเป็นครั้งแรกที่ได้คุยกันดีๆโดยไม่ต้องมีการปะทะกัน

                         "ไม่ใช่ธุระที่ต้องตอบคำถามเจ้าซานิวะ  ข้ามานี่เพื่อต้องการยื่นข้อตกลง"

                         "หืม?"

                         ไม่เคยนึกคิดว่าเคบิอิชิจะมายื่นข้อตกลงต่อหน้า  ทั้งที่พวกมันยึดถือตนเองในฐานะผู้คุมกฏประวัติศาสตร์  มันมองซานิวะและดาบมารคือสิ่งที่เป็นส่วนเกิน  ต้องถูกกำจัดทิ้งไม่มีค่าพอจะมาสนใจด้วยซ้ำ

                         "ข้าต้องการให้เจ้ามาร่วมมือในการกำจัดสิ่งผิดปกติจากโลกเบื้องหลังเหล่านั้น"

                         "ใช่ดาบมารที่อัพเกรดโดยมีไอพิษหุ้มร่างหรือเปล่า  ถ้าใช่ทางนี้เรียกมันว่าโยมิ...และจะดีถ้าแกเรียกมันเพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ"

                         แว่วเสียงพึมพำว่าโยมิ  ก่อนจะเห็นท่าทีคล้ายเห็นด้วย  "สิ่งที่เจ้าเรียกว่าโยมินั้นกำลังรุกรานและทำลายห้วงเวลารวมถึงประวัติศาสตร์  มันร่วมมือกับดาบมาร..ไม่สิ...ต้องบอกว่าได้ใช้ประโยชน์จากดาบมารมากกว่า"

                         ดวงตาสีชาดหรี่ลงหลังได้ยินเรื่องราวที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน  "หมายความว่าไง?  ดาบมารนั่นได้รับพลังจากไอพิษปรโลกไม่ใช่หรือ  ไอพิษพวกนั้นส่งผลให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปจากเดิมไม่ใช่รึ?"

                         "ไอพิษน่าขยะแขยงมอบพลังให้ก็ใช่  แต่การจะทำเช่นนั้นได้เจ้าคิดว่าดาบมารเหล่านั้นมีความสามารถขนาดนั้นเชียวรึ?  หากว่าไม่ใช่มีผู้ที่ปราถนาจะทำลายกฏเกณฑ์ของห้วงเวลาและประวัติศาสตร์ทิ้งไปให้ความช่วยเหลือ  มีหรือที่ดาบมารจะสามารถค้นหาแหล่งพลังเหล่านั้นมาเพื่อให้พวกมันแกร่งได้เพียงนี้"  ในน้ำเสียงที่บอกเล่าแสดงความดูแคลนต่อซานิวะสาวอย่างเห็นได้ชัด  ทว่าใบหน้างามนั้นไม่ได้แสดงความโมโหใดๆตรงกันข้ามมันกำลังสงบนิ่งรับฟังอย่างเงียบเชียบ

                         "จะบอกว่ารู้เหรอว่าเป็นฝีมือของใคร?"

                         "ข้าไม่รู้ว่ามันคือผู้ใดแต่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน  นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกเจ้าซานิวะ...อีกทั้งผู้ลงมือนั้นหาใช่ดาบที่แปดเปื้อนเล่มนั้นไม่"

                         แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แน่ๆเพราะโยมิมีมาก่อนที่เจ้านกตกถังสีจะปรากฏตัวขึ้นเสียอีก  พอมาตอนนี้ไอฮาเนะชักไม่แน่ใจว่าเจ้านกนั่นจะรู้ถึงข้อมูลนี่หรือไม่  หากรู้คงได้เวลาจัดทัพล่าหัวมันแล้วกระมัง

                         "ดาบนั่น...มาหลังโยมิซะอีก  ไม่มีทางใช่อยู่แล้ว  แต่แล้วไงล่ะในเมื่อรู้ขนาดนี้แล้วทำไมไม่จัดการทิ้งล่ะ  ไม่ได้จะเยินยอหรอกนะแต่อย่างพวกแกน่ะเรื่องจัดการดาบมารไม่ใช่ปัญหาใหญ่นี่นา"

                         แว่วเสียงสบถจากอีกฝ่าย  แม้ไม่เห็นใบหน้าแต่ก็สัมผัสได้ถึงเค้าไอแห่งความโกรธแค้นและจิตสังหารที่แผ่ปกคลุม  ร้อนให้พี่หมอต้องเขยิบตัวมาใกล้เจ้านายเพื่อป้องกันการเล่นตุกติกของอีกฝ่ายทันที

                         "ปัญหาก็คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าโยมิ  สิ่งน่ารังเกียจนั้นกลืนกินบริวารของข้า!"

                         นี่...ก็ไม่ได้ต่างกับพวกศาสตราน่ะสิ  

                         "จะบอกว่าเพราะกำจัดโยมิไม่ได้เด็ดขาดเลยต้องการยืมมือฉันล่ะสินะ?"

                         "ถ้าเข้าใจอะไรได้ง่ายก็ดีข้าไม่อยากพูดให้เปลืองแรงไปกว่านี้  หากเจ้ายินยอมร่วมมือ  พวกข้าจะไม่ไล่ล่าพวกเจ้าจวบจนกว่าจะกำจัดสิ่งที่เรียกว่าโยมินี้หมดสิ้นไป  อีกทั้งยังจะมอบข้อมูลที่มีค่ามากพอสำหรับเจ้าเพื่อช่วยเหลืออีกด้วย"

                         "นี่ๆ"  ไอฮาเนะทำเสียงจิ๊จ้ะด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์  "ไร้วาทศิลป์การเจรจราเอาเสียเลย  นายเอาแต่พูดแล้วอยากให้ร่วมมือด้วยข้อเสนอที่ดูยังไงก็ไม่คุ้มค่าเนี่ยนะ  ไม่ได้จะดูถูกหรืออะไรหรอกนะ"  เด็กสาวรีบเอ่ยหลังเห็นจิตสังหารเพิ่มพูนขึ้นแต่เจ้าตัวก็ไม่หวั่นเกรงกลัวหัวเราะอย่างครื้นเครงไร้ความกริ่งเกรงแต่อย่างใด  

                         "แต่ข้อเสนอนายว่ากันตามตรงแล้ว...ตลอดระยะเวลาที่พวกเราไม่ได้เผชิญหน้ากันเลยไม่ใช่ว่าพวกแกรับศึกหนักกับโยมิจนไม่มีเวลามาไล่ล่าพวกฉันหรอกเหรอ?  นี่...จะยืมแรงคนอื่นในการต่อสู้ก็หัดให้ข้อเสนอที่ดูดีกว่านี้หน่อยสิ"

                         "อย่าลำพองตนนักซานิวะ!"

                         "มิกล้าๆ  ใครจะไปกล้าลำพองตนกันล่ะ  เพียงแต่แกก็บอกออกมาโคตรชัดแล้วนี่ว่าต้องการยืมมือฉันนั่นเท่ากับว่าแกที่เสียลูกน้องไปไม่สามารถฆ่าโยมิได้เด็ดขาดอยู่ดี  เห็นไหม?  สถานการณ์ในตอนนี้จะไม่ให้ฉันคิดได้ไงว่าฝั่งฉันเป็นต่ออยู่  แล้วจะให้ฝั่งที่เป็นต่อยอมเสียผลประโยชน์โดยได้ข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่ช่วยอะไรเลยเพื่ออะไรกันล่ะจริงไหม?"

                         ถ้านี่คือการเจรจราค้าขาย  เคบิอิชิสอบตกตั้งแต่เริ่มแรกเลย  ข้อผิดพลาดที่เด่นชัดเป็นต้นว่า  จะเรื่องยื่นข้อเสนอหรือเผยข้อมูลมามากเกินไป  ริคิดจะเจรจรากับแม่ค้าหน้าเลือดถ้าไม่ทำตัวเหนือกว่าหรือมีดีกว่า  อย่าหวังว่าจะทำให้จอมงกอันดับหนึ่งยินยอมได้ง่ายๆเชียว 

                         "แถมข้อมูลที่ให้ใช่เชื่อถือได้ง่ายๆ  ยังไงพวกเราก็ศัตรูซึ่งกันและกันอยู่แล้วนี่นะ  จะให้เชื่อใจในทันทีคงไม่ได้  อ้ะๆแล้วอย่ามาทวงบุญคุณในเรื่องการปล่อยดาบของฉันไปหลังเขามาที่นี่เพื่อธุระบางอย่างเชียวล่ะ  กรณีนั้นฉันมองว่าแกจงใจปล่อยเขาไว้เพื่อล่อให้ฉันมาต่างหากซึ่งถือเป็นการเชื้อเชิญ  หรือจะให้พูดตามตรงดีนะว่าแกที่กำลังยุ่งกับการปะทะโยมิใช่จะมีเวลามายุ่งกับดาบเล่มหนึ่งน่ะหือ?"

                         จงใจปล่อยไว้เพื่อสร้างความน่าสงสัย  แม้จะไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่แต่การมาของเธอก็ทำให้พวกมันโผล่จากที่ซ่อนได้  แสดงว่ารอคอยมาตลอด  มิหนำซ้ำการมาของเคบิอิชิในรอบนี้ไม่ได้มาเพื่อสู้แต่มาต่อรอง  เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของพวกมันไม่ได้สู้ดี  ท้ายสุดจากการที่คิดไล่ล่าก็ต้องยอมหันมาจับมือเพื่อขอความช่วยเหลือ

                         ซึ่งก็ถือว่าคิดถูก...เพราะถ้าต้องเผชิญกับศึกของซานิวะและโยมิ ต่อให้เป็นเคบิอิชิก็คงล้าบ้างล่ะ

                         เมื่อเห็นซานิวะสาวดักเสียทุกทาง  มันใช้ดวงตาที่กราดเกรี้ยวจ้องมองผ่านหน้ากากยักษ์อย่างเงียบเชียบ  เค้าไอที่โอบล้อมนั้นพลุ่งพล่านคล้ายบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เดือดปุดๆ

                         "แล้วก็นะเคบิอิชิเอ๋ย"  ไอฮาเนะเริ่มทำเสียงและแสดงท่าทีล้อเลียนอีกฝ่ายอย่างนึกสนุก  "...ซานิวะไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวหรอกนะ  ข้อเสนอของนายฉันจะต้องเอาไปถามในที่ประชุมด้วย  ดังนั้นจะให้ตอบตกลงในทันทีไม่ได้หรอกดังนั้นนี่คือคำแนะนำด้วยความหวังดี...ลองเสนอตัวเลือกที่จะดึงดูดความสนใจพวกฉันหน่อยสิ"

                         "เพื่ออะไรล่ะ  หากพวกของเจ้าไม่ยินยอมมันจะมีประโยชน์อะไร  แต่ยังไงก็ต้องขอบใจที่เจ้าบอกมาตามตรงข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลา"  ในเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็ป่วยการ  เคบิอิชิไม่ใช่พวกที่จะรีรอการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น  สำหรับพวกมันการร้องขอต่อซานิวะก็ถือเป็นเรื่องเกินทน  ถ้าต้องทนรอต่อไปโดยต้องผ่านความเห็นก็ไม่ต่างกับชีวิตอันมีเกียรติของมันต้องตกอยู่ในการตัดสินใจของศัตรูพวกนี้หรอกหรือ

                         ไอฮาเนะย่นคิ้วเมื่อเห็น เหยื่อกำลังจะหนี  "โว้ะ!  ใจร้อนจริง   ฟังให้จบก่อนแล้วค่อยสะบัดตูดกลับสิ!  จริงอยู่ว่าซานิวะที่เหลืออาจไม่เห็นด้วย  แต่ไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจส่วนบุคคลนี่"

                         คราวนี้ไม่ใช่แค่เคบิอิชิเท่านั้นที่จ้องมองอย่างอึ้งๆ  แต่สายตาของสองศาสตราก็พร้อมใจย้ายจากร่างศัตรูมายังนายสาวที่ยืนยิ้มกริ่มด้วยใบหน้าแสนเจ้าเล่ห์

                         "นี่ท่าน...อย่าบอกนะว่า"  นิคคาริเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อขณะสีหน้าก็เหวอสุดชีวิต

                         "ถ้าข้อเสนอมันดี...ต่อให้พวกนั้นไม่เห็นด้วยแต่ถ้าฉันสนใจ  นายก็ยังสามารถที่จะเจรจราข้อตกลงที่น่าสนได้...คิดว่าไงดีล่ะเคบิอิชิซัง"  คำลงท้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะคล้ายกำลังเชิญชวนให้อีกฝ่ายมาตกลงการค้าทั้งอย่างงั้น  โดยมีอิชิคิริมารุถลึงตามองอย่างเหลืออด

                         นี่ท่านคิดอะไรของท่านเนี่ย!!!  จะญาติดียินยอมแลกเปลี่ยนกับเคบิอิชิเนี่ยนะ!!!  ท่านคิดอะไรของท่านกัน!!

                         "กับเจ้าคนเดียวเนี่ยนะ?"  ร่างสูงที่สวมใส่หน้ากากยักษาร้องถามอย่างไม่เชื่อถือ

                         "ก็ยังไม่แน่นอนนี่  แต่อย่างน้อยซานิวะที่อยู่ตรงนี้ยังสนใจจะฟังข้อเสนอที่น่าสนของแกอยู่  ไอ้เรื่องที่บอกจะไม่มาล่ากันระหว่างนี้เชื่อสิว่าไม่มีใครในพวกเราว่างมาตีกันหรอก  จนกว่าโน่น!โยมิจะตายโหงหมดโน่นแหละค่อยมาตีกันต่อ ! ดังนั้นวกกลับมาที่เรื่องนี้  ถ้าแกหาสิ่งที่น่าสนใจมาเสนอเป็นการแลกเปลี่ยนได้ละก็  จะยอมทำงานให้ก็ได้นะ  ซึ่งของแลกเปลี่ยนจะเป็นข้อมูลก็ได้"

                         "ข้อมูล....งั้นรึ...น่าสนใจหากข้าแลกข้อมูลแล้วข้าจะได้การตอบรับหรือไม่ล่ะซานิวะ  หรือเจ้าจะหลอกล่อให้ข้าเอ่ยข้อมูลแล้วก็หลบหนีไป   เช่นนั้นจะเชื่อได้อย่างไร?"  เคบิอิชิผู้หลงติดกับกำลังคล้อยตาม  มันเริ่มเห็นด้วยในเรื่องนี้  อีกทั้งซานิวะเบื้องหน้าก็เข้าใจทิศทางการเคลื่อนไหวและความต้องการของมันได้ถูกต้อง  

                         ตัวอันตรายเช่นนี้ไม่ควรไปมีเรื่องในระหว่างที่ยังมีศึกติดพันอยู่กับโยมิ

                         ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการคล้อยตามและรอคอยหาจุดอ่อนให้เจอ!

                         "เคบิอิชิซังรู้จักเซลล์แมนไหมล่ะ?  อืม...มันก็เหมือนพวกคนมาโฆษณาขายของนั่นแหละ  แต่กรณีนี้...การจะให้เชื่อมั่นในทันทีคงยาก  การจะเชื่อใจก็ต้องมีการพิสูจน์...ดังนั้นนายก็ต้องให้ข้อมูลที่ทางเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าจริง...ถ้าพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าจริง  ศึกการปะทะกับโยมิทางนี้จะยอมเข้าไปช่วยสู้ด้วยอย่างเต็มที่เลยล่ะ"

                         "เช่นนั้นข้าจะได้รับอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าจะไม่บิดพริ้วเล่า"

                         "แล้วอะไรจะยืนยันว่าแกจะไม่หลอกพวกฉันไปให้โดนฆ่าฟรีล่ะ?  เห็นไหม?  พวกเราต่างก็มีความหวาดระแวงด้วยกันอยู่ดี  กรณีนี้คงไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้นอกจากคำพูด"

                         "...ช่างไม่น่าเชื่อถือ"  ร่างสูงที่โอบล้อมด้วยเพลิงสีฟ้าโคลงศรีษะ

                         "อย่าพูดงั้นสิ  ตอนนี้ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่  ถ้าไม่เชือดโยมิให้จบการจะมาไล่ตีกันต่อคงไม่มีวันได้เกิดขึ้นแน่"

                         "เจ้าอยากให้พวกข้าไล่ล่า?"

                         "ชีวิตคนเรามันต้องมีความสนุกและตื่นเต้นบ้าง  จะให้นั่งรอตีบอสตบดาบมารโดยไม่มีอะไรมาโผล่ให้ระทึกแบบเดิมมันน่าเบื่อ  และจากใจจริง"  ไอฮาเนะยิ้มพราย  "การได้เห็นโจทย์เก่ากลับมาทักทายก็สร้างความคิดถึงอย่างน่าประหลาดไม่น้อยเลยจริงๆ"

                         ถ้าเทียบแล้วเธออยากเจอพวกเคบิอิชิกว่าโยมิ  เพราะอย่างน้อยจะสู้ตบตีไม่ต้องยุ่งยากนัก  ฆ่าได้ก็ฆ่าไม่ต้องใช้เพลิงจัดการ  แถมพวกมันยังดูน่าสนใจที่จะทะเลาะด้วยมากกว่าพวกโยมิซะอีก

                         เคบิอิชินั้นเงียบไปอึดใจ  คล้ายกำลังคิดอย่างถี่ถ้วนจวบจนผ่านไปอีกพักใหญ่จึงเอ่ยปากตอบ  "หากข้าต้องการยืมมือเจ้าในการกวาดล้างโยมิที่กำลังปรากฏตัวที่ยุคสมัยคามาคุระ  เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน?"

                         ชื่อของยุคสมัยทำให้ใบหน้าเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนไป  รอยยิ้มของไอฮาเนะเลือนหายหลังได้ยินชื่อยุคสมัยนั้น  มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่าที่ยุคสมัยนั้นคือจุดหมายของโฮเนะบามิ

                         "แกสามารถตรวจจับโยมิได้ไวขนาดไหนกัน?"

                         "นั่น...นับเป็นคำถามแรกสินะ?"

                         ...

                         "ไม่  ไม่นับ  ถือว่าเมื่อครู่ไม่ได้ถามและแกไม่ต้องตอบ"

                         "เช่นนั้นค่าแลกเปลี่ยนจากการยืมแรงในครั้งนี้คือคำถามกี่ข้อ?"  

                         หลังจากสังเกตการณ์มาได้สักพัก  มันก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าซานิวะเบื้องหน้าฉลาดและเจ้าเล่ห์  ทางเลือกเดียวที่จะไม่ถูกเอาเปรียบก็ต้องหาทางป้องกันอย่างสุดความสามารถ  ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องเสียเปรียบการตั้งเงื่อนไขเป็นค่าตอบแทนก็ต้องมีอยู่อย่างจำกัด

                         ไอฮาเนะหรี่ตาเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้าง  แต่ขอโทษคิดว่าแค่นี้จะหยุดได้เหรอไง

                         "ค่าตอบแทนคือคำถามห้าข้อ  ข้อแรก...แกรู้อะไรเกี่ยวกับโยมิบ้างบอกมาให้หมด"

                         "เจ้าช่างร้ายกาจ.."  แทบทันทีที่ได้ยินคำถาม  เคบิอิชิถึงกับสบถในลำคอ  เล่นถามคำถามแบบกว้างเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าต้องตอบให้หมดเหรอ  แต่นี่คือการแลกเปลี่ยน  มันไม่ได้เท่าเทียมกันแต่อย่างใด  หากไม่ต้องการเสียเปรียบก็ต้องหาทางป้องกันอย่างที่เคยเข้าใจทว่าก็ต้องมีชั้นเชิงมากกว่านี้อีกเช่นกัน  

                         ซึ่งครั้งนี้มันยอมรับว่าพลาดเกินไป  ดังนั้นจึงเอ่ยปากตอบตามตรง

                         "โยมิก็คือดาบมารที่รับพลังจากไอพิษปรโลกโดยมีใครสักคนได้ใช้ประโยชน์จากพลังปรภพ  จะกล่าวว่ามันผู้นั้นคือผู้สร้างโยมิขึ้นมาโดยใช้ดาบมารเป็นวัตถุดิบคงไม่ผิดนัก  ส่วนรายละเอียดอื่นก็คงไม่ต่างกับพวกเจ้ามากนักที่ไอพิษนั้นเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง  แม้แต่ผืนดินหรือต้นไม้  หากพวกมันเดินทางผ่านก็จะสร้างความวินาศเสมอ  ทางเดียวที่จะกำจัดได้คือใช้พลังที่ได้รับประทานจากเทพอินาริร่วมกับศาสตราซึ่งปัจจุบันพลังนั่นอยู่ในมือของซานิวะอย่างพวกเจ้า"

                         เด็กสาวผมดำไม่รีรอหลังรับฟังอย่างสงบ  ยิงคำถามต่อทันใด

                         "คำถามข้อสอง  เงื่อนไขการกลายสภาพของศาสตรายามปกติให้กลายเป็นโยมิคืออะไรกันแน่"

                         "ห้วงอารมณ์ด้านลบ  อดีตที่ดำมืด  จิตมารที่แอบแฝงซึ่งฝังรากลึกในจิตใจจนอาบย้อมทุกอย่างเป็นสีดำ  ก่อนจะแพร่กระจายออกมาโอบล้อมร่างแล้วแปรเปลี่ยนสภาพไป  นั่นคือสิ่งที่ข้าสามารถสรุปได้ในตอนนี้หลังจากเห็นที่มันเกิดจากบริวารข้า"

                         ไอฮาเนะส่งเสียงตอบรับพอเป็นพิธีแล้วเริ่มไล่คำถามต่อไปอย่างรีบเร่ง  เธอต้องรีบจบเรื่องตรงนี้ให้ไวที่สุด  เพราะโฮเนะบามิน่าจะอยู่ในอันตราย

                         "คำถามข้อสาม  ขอเกริ่นก่อนจะตั้งคำถามก็แล้วกัน  เมื่อไม่นานมานี้ฉันสังเกตถึงการเคลื่อนย้ายผ่านห้วงมิติ  จะไม่ขอพูดกรณีของพวกแกหรอกนะ  แต่โยมิที่ฉันเผชิญหน้าคือดาบที่ถูกกลืนกิน  มันมีความสามารถในการเปิดห้วงมิติอย่างอิสระและสามารถนำพาโยมิจำนวนมากให้ก้าวข้ามมาในยุคสมัยหนึ่งๆได้  ดังนั้นจึงตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายมิติ  จะมีความเป็นไปได้ไหมว่าหากพวกมันนำพาโยมิมายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีตัวตนอยู่นานแล้ว  และคอยเปิดห้วงมิติเพื่อดึงโยมิมาจากที่แห่งนั้นตามยุคสมัยต่างๆ  ถ้าเป็นแบบนั้นก็อาจจะลบข้อจำกัดเรื่องการขนย้ายในปริมาณมากได้  ดังนั้นคิดว่าสถานที่แห่งนั้นน่าจะเป็นที่ใด?"

                         แต่เคบิอิชิซังกลับเงียบกริบ  มันกลับจ้องมองเด็กสาวราวกับเห็นของประหลาด

                         "นั่น..คือสิ่งที่เจ้าคาดเดารึ?"

                         "เออ"

                         ...

                         "อะไร?"

                         "เปล่า  ที่ข้าจะบอกก็คือข้อสงสัยนั้นถูกต้อง  พวกมันมีสถานที่แห่งหนึ่งในการสะสมกำลังพลเพื่อใช้ในการส่งผ่านห้วงยุคสมัยในครั้งล่ะมากๆ  สถานที่แห่งนั้นคือเขาโอโซเร...นั่นเป็นจุดที่พวกข้าตรวจพบปริมาณของโยมิจำนวนมากและที่นั่นมีไอพิษจากปรโลกคอยปกคลุมอยู่"

                         แต่จากรายงานเจ้าพวกนั้นไม่พบอะไรเลย...

                         "แน่ใจรึ?"

                         "นั่นจะนับเป็นคำถามข้อที่สาม"

                         "ถ้าจะนับก็ต้องอธิบายเหตุผลที่นอกเหนือจากการตรวจพบ  มีอะไรสามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง"

                         "เจ้าดูไม่เชื่อถือนะ"

                         "แน่สิ  จริงอยู่ว่าโอโซเรจะถูกเล่าขานว่าเป็นดินแดนไปสู่ปรโลก  แต่จะให้เชื่อในทันทีมันก็..."

                         "ข้าบอกแล้วว่าพวกมันใช้ไอพิษ  หากไอพิษรั่วไหลก็จะมีแค่ที่นั่นเท่านั้นที่จะสัมผัสได้แต่เพราะมันคือดินแดนที่เหล่าทวยเทพปิดผนึกทางเข้าออกสู่โลกเบื้องหลัง  ดังนั้นเขตแดนสำหรับคนเป็นคือสถานที่ก่อนจะข้ามสะพานแม่น้ำซันสึ  สิ้นสุดสะพานอีกฟากนั่นคือดินแดนของผู้วายชน...ไอพิษที่หนาแน่ที่สุดคือตรงบริเวณสะพาน  ที่แม่น้ำนั้นไหลพาดผ่าน  ร่างกายมนุษย์ไม่อาจทนทานได้ดังนั้นจึงต้องมีเขตแดนปกป้องคอยสกัดกั้นไอพิษเสมอ  แต่เพราะไอพิษถูกนำมาใช้นั่นหมายความเขตแดนอาจถูกทำให้อ่อนกำลังลงไป"

                         "คำถามข้อที่สี่หากเรื่องที่แกพูดคือความจริง  งั้นเท่ากับไม่มีทางจะหยุดยั้งไอพิษพวกนั้นเลยไม่ใช่รึ"

                         "คงมีบางอย่างคอยสกัดกั้นเขตแดนอยู่กระมัง  ข้าเองเคยได้ยินมาว่าเขตแดนเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนเป็นข้ามสะพานไป  ขณะเดียวกันก็ทำเพื่อป้องกันไม่ให้ไอพิษไหลออกมาเพราะถือว่าเขตแดนก่อนข้ามสะพานนั้นเป็นของผู้ยังมีชีวิต  ไอพิษของปรโลกไม่ควรจะก้าวข้ามเขตแดนออกมา  หากเจ้าสามารถจัดการตัวสกัดกั้นนั้นได้ไอพิษที่ถูกปล่อยจะถูกนำกลับหวนคืนสู่ดินแดนแห่งความตาย  แต่กว่าเจ้าจะเข้าไปถึงที่นั่นคงได้ตายก่อนแน่ซานิวะ"

                         แหงล่ะ  ถ้าจำไม่ผิดไอพิษที่คนรุ่นยุคสมัยเธอตรวจพบน่ะมันก็คือก๊าซกำมะถันที่ถ้าสูดดมไปมากๆก็เป็นอันตราย  แต่จะไม่อธิบายหรอกนะ  เพราะเวลามีจำกัดดันนั้นจึงต้องเร่งสปีดอีกหน่อย

                         "คำถามข้อที่ห้า  ต้องทำยังไงถึงจะเข้าไปได้โดยที่มนุษย์ไม่ได้รับอันตราย"

                         "ข้อนี้ข้าตอบไม่ได้  เพราะข้าไม่รู้"

                         "ตอบไม่ได้ต้องเปลี่ยนคำถาม"

                         "เจ้าไม่เคยบอก!"

                         "แกก็ไม่เคยบอกว่าตอบไม่ได้นี่หว่า  ไม่เอาน่าเจรจราธุรกิจมันต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง"  เด็กสาวเถียงหน้าตายไม่ยินยอมปล่อยผ่านไปอย่างง่ายๆ  เรื่องอะไรจะยอมขาดทุนกันล่ะ! 

                         "คำถามข้อต่อไปพวกแกสามารถตรวจจับโยมิได้อย่างไร"

                         "การบิดเบือนห้วงมิติถือเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับข้า  เมื่อใดที่เกิดขึ้นพวกข้าย่อมรู้สึกถึงดังนั้นจะรับรู้ได้ไม่ใช่เรื่องแปลก"

                         "โม้น่า  ขนาดคอนโนสุเกะที่เป็นถึงข้ารับใช้เทพเจ้ายังตรวจสอบพลาดเลย"  ว่าแล้วก็ทำหน้าไม่เชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง  ไม่รู้หรอกนะว่าเคบิอิชิใหญ่ระดับไหนแต่ถ้าข้ารับใช้เทพเจ้ายังตรวจไม่พบแล้วพวกมันจะเจอได้ไงกัน

                         ราวกับสบประมาท  เคบิอิชิซังก็ประกาศก้องด้วยเสียงกึ่งคำราม

                         ไอฮาเนะยิ้มกว้าง  ช่างยั่วโมโหได้ง่ายดีแท้

                         "อย่าริเอาพวกข้าไปเทียบชั้นกับเจ้าหมานั่นเด็ดขาด!  สิ่งที่พวกมันทำคือการประสานงานกันเป็นเครือข่ายที่ไม่เสถียร  ผิดกับพวกข้าที่ใช้กำลังที่มีมากมายกระจายกันจับตาดูเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ทุกประการ  การคงอยู่ของโยมิแม้จะนอกเหนือกระนั้นสิ่งที่ถูกจัดหมวดหมู่เป็นสิ่งสำคัญย่อมได้รับการตรวจตราโดยพวกข้าอยู่แล้ว  และเป้าหมายของดาบมารและโยมินั่นคือการเปลี่ยนแปลงดังนั้นไม่ว่ายังไงพวกมันต้องเพ่งเล็งสิ่งที่เกี่ยวข้องอันสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์  ดังนั้นพวกข้าที่เฝ้ามองย่อมไม่ผิดพลาดเป็นแน่!"

                         "แต่ครั้งก่อนพวกโยมิกวาดหมู่บ้านจนดับไปหนึ่งหมู่บ้านนะ"

                         "ข้ารับรู้เรื่องนั้นแต่เพราะมีพวกเจ้าอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่พวกข้าต้องไปปรากฏตัว!"

                         จ้ะ  พี่ว่างั้นทางนี้ก็ว่างั้น  แต่เอาเป็นว่าข่าวสารของเจ้านี่ก็ไวดี

                         "เอาเป็นว่าแลกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว  พวกฉันจะขอตัวกลับไปจัดการโยมิตามยุคสมัยที่แกบอกก็แล้วกัน  ส่วนเรื่องข้อตกลง...เอาเป็นถ้าประชุมจะบอกเรื่องนี้ให้ก็แล้วกัน"

                         "แล้วกรณีข้ากับเจ้า?"

                         "ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ครั้งนี้  หากเป็นจริงค่าตอบแทนสำหรับเรื่องนี้คือการซื้อความเชื่อใจ  และมันจะส่งผลหากต้องการยื่นข้อเสนอใหม่ในครั้งหน้า

                         "หากข้าต้องการยืมมือเจ้า....ข้าต้องแปลกเปลี่ยนเช่นนี้ทุกครั้ง?"

                         "แบบนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอ  ใช้งานหนึ่งครั้งแลกเปลี่ยนให้เสร็จสิ้น  ดีกว่าต้องมาประสานงานระหว่างกันในสภาพที่กระอักกระอ่วนใจ  เพราะยังไงการทำแบบนี้ดูจะสมกับการค้าขายกันหน่อยจริงไหมล่ะ?"

                         ค้าขาย  แลกเปลี่ยน  แต่ไม่ได้ผูกเป็นพันธมิตร  เพราะเมื่อใดเรื่องราวจบลงพวกตนก็ต้องเผชิญหน้าในฐานะศัตรูอีกครั้ง

                         "นี่คือข้อเสนอของเจ้ารึ?"

                         "เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด  ตราบที่ข้อมูลยังถูกต้องและไม่มีการหลอกลวง  การเจรจราแลกเปลี่ยนอาจสามารถดำเนินต่อไปจวบจนกว่าจะจบเรื่อง"

                         ...

                         เมื่อไม่มีอะไรอีกแล้วก็ขอเผ่นกลับเสียที  

                         "ขอตัว"  ไอฮาเนะกล่าวอำลาก่อนทำการเคลื่อนย้ายตนเองและศาสตรากลับสู่ฮงมารุ  ไม่รีรอการตอบรับใดๆของเคบิอิชิ  

                         ร่างที่สวมใส่หน้ากากหันมองเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้ทุกอย่างไปทั่ว  ภาพทะเลเพลิงอันตระการตาเปี่ยมไปด้วยความโหดร้าย  ท่ามกลางเสียงกรีดร้องเสียขวัญและหวาดผวา  เคบิอิชิหาได้สนใจแต่อย่างใดไม่

                         นี่คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์  เป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

                         นี่คือหน้าที่...เพื่อการคงอยู่ของประวัติศาสตร์และห้วงกาลเวลาที่ถูกต้อง

                         "ก็แค่การแลกเปลี่ยนเพื่อหน้าที่อันสมบูรณ์"

                         มันก็แค่ตอนนี้เท่านั้นเอง...




**********************************************************************************************


-  ตามประวัติโฮเนะบามิเคยเป็นง้าวมาก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพวกดาบสั้นค่ะ  ซึ่งนี่จะอิงจากในจดหมายตอนไปคิวาเมะฉบับที่สอง

-  และตามประวัติที่น้องกล่าวถึงว่าไปโอโตะโมะก่อนจะไปอะชิคางะในจดหมาย   คือถ้าตามประวัติเหมือนน้องจะอยู่กับโอโตะโมะมาก่อนจะโดนมอบไปให้อะชิคางะค่ะ  ซึ่งก็ตรงกับในจดหมายที่น้องเขียนกลับมาในฉบับที่สอง  เราเลยแต่งให้สอดคล้องกับจดหมายตอนไปคิวาเมะ

-  ออกเดินทางฝึกฝนในตอนนี้ =  ส่งไปคิวาเมะแหละ    แต่พี่น้องยังห่วงเกินไปผลเลยไม่ได้ฝึกตามลำพังง่ายๆ

-  ในที่สุดเคบี้ก็ออกมาสักที  หลังผ่านมาสามสิบกว่าตอน 5555  เราขอโทษนะเคบี้

-  ยังไงเคบี้ก็เป็นตัวละครส่วนหนึ่งในเกมส์  ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้แต่เพราะว่าตอนนี้มีโยมิเป็นศัตรูตัวแสบแล้ว  ดังนั้นเคบี้จึงมีบทบาทในฐานะพันธมิตร?  ไม่ๆสำหรับไอฮาเนะ เคบี้จังคือคู่ค่าขายโดยแลกเปลี่ยนเป็นข้อมูลกับการใช้แรงงานนั่นเอง

-  จะให้เคบี้เป็นศัตรูกับพวกซานิวะอีกคงไม่ไหว  แค่นี้เผชิญหน้ากับโยมิกับพ่อนกตกถังสีหลายคนก็ประสาทรับประทานแล้ว

-  อาจจะดูแปลกๆที่ไอฮาเนะคิดจะทำงานให้เคบี้  ส่วนหนึ่งนางมองว่าการรอคอยข่าวสารจากคนอื่นมันไม่ทันใจบวกกับข้อมูลที่แลกมาจากเคบี้มีบางอย่างดูผิดแปลก  ถ้าอยากรู้ว่าฝั่งไหนถูกผิดก็มีแต่ต้องพิสูจน์  ซึ่งตรงนี้นางมองอย่างหวาดระแวงว่าจะมีเกลือเป็นหนอนภายในหมู่ซานิวะด้วยหรือเปล่าด้วยแหละ  อีกอย่างเคบี้ก็จนมุมแล้ว  นางประเมิณผลจากทั้งหมดทั้งมวลไอฮาเนะเลยให้น้ำหนักกับเคบี้ว่ามันไม่ไหวแล้วเลยมาแลกเปลี่ยนด้วย  อีกทั้งยังได้ข้อมูลใหม่ๆแทนคอนโนสุเกะที่ปิดปากไม่ค่อยโต้ตอบเท่าไหร่เวลาถาม  ดังนั้นถ้ามีตัวเลือกในการได้ข้อมูลเพิ่มนางเลยคว้าไว้  (แต่แน่นอนว่านางไม่คิดผูกมิตรหรอก  อย่างที่บอกท้ายสุดหลังจบเรื่องพวกมันก็ตีกันเองต่ออยู่ดี)






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #609 JustAEcho (@JustAEcho) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 19:30
    ที่ซานิวะคนอื่นไม่เจอเพราะเข้าไปไม่ได้หรือเปล่า เพราะทั้งตัวเองทั้งศาสตราอยู่ในร่างมนุษย์ถึงจะได้รับพลังจากเทพแต่แถวภูเขาคือต้นกำเนิดไอพิษจากปรโลกน่าจะเข้มข้นอยู่นะ...เดาไปเรื่อยเลย555
    #609
    0
  2. #163 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 11:13

    สำหรับเคบี้นี่น่าจะพูดเรื่องจริงนะ แบบมันจนมุมแล้วก็ไม่น่าจะโกหก แต่ถ้าอย่างงั้นก็น่าแปลกที่ซานิวะคนอื่นลงไปตรวจพื้นที่นั้นแล้วไม่พบ หมายความว่าปิดบังด้วยเหตุผลบางอย่างหรอ หรือแค่ตรวจไม่พบเฉยๆเพราะค.สามารถไม่ถึงขั้นเคบี้ ..แต่อย่างเคบี้นี่น่าจะดีลกันในช่วงสั้นๆในเรื่องหนึ่งได้นะโดยให้มันเป็นคนตรวจการเคลื่อนไหวของพวกโยมิกับเจ้านกนั่นให้ ตรวจจับได้ไวปานนั้น

    #163
    0
  3. #162 Halvor (@onepiece-7) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 08:47
    กรี้ดดดดดดด!! เป้าหมายเดียวกันก็ดีใจอยู่หรอก แต่ตอนนี้จิตใจลอยไปอยู่ที่โฮเนะบามิหมดแล้ววว!! น้องง่าาาาาาา!
    #162
    0
  4. #161 p_ice (@p-ice) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 06:06
    เป็นการจับมือเป็นพันธมิตรที่น่าจะแข็งแกร่งอยู่ประมาณนึงเลยทีเดียว โฮเนะหวังว่าจะปลอดภัย อิจิโกะ ยะเก็นก็ด้วยนะ
    #161
    0
  5. #159 akamecenturion87 (@akamecenturion87) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:43

    สุดยอด!!!

    #159
    0
  6. #158 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:30
    เคบี้จังร่วมมือกะไอฮาเนะเฉยเลยไม่นึกไม่ฝันแต่อยากให้ถึงตอนไปเขาโอโซเรจังจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างโยมิขึ้นมา///ไรท์แต่งเก่งจังค่ะแต่งมีเหตุผลมากไม่ทราบว่าไอคิวท่านนั้นมี180รึเปล่าโปรดแบ่งให้เราบ้างสิ
    #158
    0
  7. #157 Run for your life (@ingfhakaewsri) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 22:51
    เคบี้เหมือนคนโดนแย่งงาน
    รู้ตักคำนี้ไหม? ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
    #157
    0
  8. #156 Run for your life (@ingfhakaewsri) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 22:34

    อัพปุบกดปั๊บ
    #156
    0