Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 38 : ช่วงเวลาแห่งความทรมานและบทลงโทษต่อจิตใจที่แสนโหดร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 114 ครั้ง
    4 ม.ค. 62





                         ไอฮาเนะตื่นขึ้นมาก็รู้สึกมึนๆพร้อมกับที่ทั่วร่างหนักอึ้งจนแทบไร้เรี่ยวแรง  ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการคลานไปที่บานประตูแล้วเลื่อนออกอย่างเหนื่อยล้า  ส่งเสียงที่อ่อนระโหยร้องบอกให้ศาสตราที่นอนเฝ้าด้านนอกช่วยหาน้ำให้ดื่มหน่อยเพราะคอแห้งเหลือเกิน

                         ผู้ที่เฝ้ารอบนี้เป็นพวกบ้านตระกูลไร  ตัวขี้เกียจอย่างคุนิยูกิกว่าจะตื่นก็ตอนโดนน้องๆของเขากระโดดถีบใส่จนตกระเบียง  ส่วนไอเซ็นวิ่งโร่ไปหาน้ำแล้วบอกคนอื่นๆให้มาช่วยหน่อยโดยทิ้งโฮตารุมารุให้คอยช่วยประคองร่างของนายสาว

                         แล้วหลังจากนั้นน้ำก็ถูกนำพามาให้ดื่มพร้อมกับร่างของดาบใหญ่ที่ยิ้มอย่างยินดียามเห็นสีหน้าของนายสาวที่ตื่นขึ้นมาเสียที  ช่วงเวลาที่ไอฮาเนะหลับไหลอยู่นั้นชายหนุ่มได้เผชิญหน้ากับเรื่องต่างๆมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาที่ซานิวะคนอื่นอาจจะเอามาโยนใส่ให้  โชคยังดีสำหรับไอฮาเนะและอิชิคิริมารุเพราะผู้ที่ออกหน้าให้ความช่วยเหลือโดยบอกว่ายินดีทำงานประสานร่วมกับฝั่งพวกตนก็คืออิชิคาว่า เซ็น  ในตอนท้ายตอนเลิกประชุมเขาได้เข้ามาพูดกับอิชิคิริมารุแจ้งความต้องการความร่วมมือโดยตรง

                         ดูเหมือนโอยาคิริคงทำอะไรบางอย่าง  มันไม่น่าไว้วางใจนัก  ยังไงถ้าต้องเลือกให้จับมือกันชั่วคราวเจ้านายของนายดูมีภาษีกว่าทางนั้นเยอะ  แต่ไม่ต้องห่วงนะไม่ต้องรีบยืนยันการตอบรับหรอกเพราะเรื่องนี้จนกว่าคานาโมริจะฟื้นตัวดีคงต้องใช้เวลา  ระหว่างนี้เพื่อไม่ให้น่าเกลียดจะขอยืมแรงจากพวกนายสักทัพสองทัพในการกวาดล้างโยมิเป็นบางครั้ง  ขณะที่งานส่วนใหญ่และการปะทะฝีปากกับคนอื่นฉันจะรับหน้าให้ชั่วคราวก็แล้วกัน

                         อิชิคิริมารุคิดว่าตัวซานิวะผู้นั้นคงต้องการให้ทางฝั่งพวกตนติดหนี้บุญคุณเป็นแน่  แต่ยามนี้ทางเลือกที่มีจนกว่าเจ้านายจะฟื้นตัวมีแค่ทางยืมมืออีกฝ่ายชั่วคราวเท่านั้น  ดังนั้นเขาจึงยินยอมตอบรับในการส่งพวกพ้องไปรบเป็นครั้งคราว  ซึ่งอีกฝ่ายแค่ยืมทัพบางส่วนไปโดยไม่ได้เจาะจงพวกดาบที่มีความสามารถในการกำจัดโยมินัก  

                         ทว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน  ยามนี้นายสาวฟื้นแล้ว  เขาต้องใส่ใจทางนี้ก่อนเป็นหลัก

                         "ข้ายินดีนักที่ท่านฟื้นสักที  ท่านหลับไปหนึ่งอาทิตย์เลยทีเดียว"

                         ด้วยระยะเวลาที่ตัวเองนอนไปนานแสนนานทำเอาไอฮาเนะตกใจแทบสำลักน้ำ

                         "หนะ...หนึ่งอาทิตย์!?"  เอาจริงดิที่เทพนั่นบอกว่าหลับไปหนึ่งอาทิตย์นี่เรื่องจริงอ่ะ?

                         "ขอรับ  รอบนี้ท่านเจ็บหนักเลยต้องใช้เวลาฟื้นฟู  อย่างไรก็ดีตอนนี้ท่านน่าจะเพลียพอสมควร  ดังนั้นโปรดดื่มสิ่งนี้สักหน่อยนะขอรับ"  อิชิติริมารุรินเจ้าขวดใส่น้ำใสๆอันไม่น่าไว้วางใจใส่จอกเหล้าแล้วยื่นมาให้  นี่คือสิ่งที่เทพอินาริบอกผ่านความฝันมาสินะว่าต้องให้ดื่มแต่ถามเพื่อให้แน่ใจดีกว่า

                         "อะไรน่ะพี่หมอ?"

                         "เป็นของที่เทพอินาริฝากให้คอนโนสุเกะนำมาให้ขอรับ  ท่านจำเป็นต้องดื่มเพื่อฟื้นฟูร่างกายเพิ่มเติม"

                         ไอฮาเนะย่นคิ้วเล็กน้อยซึ่งอิชิคิริมารุตีความไปว่านางคงไม่ไว้ใจสักเท่าไหร่  ซึ่งก็ควรอยู่

                         "จริงอยู่ว่าท่านได้รับการเยียวยาจากฮงมารุแต่ข้าคิดว่ามันอาจไม่เพียงพอ  อย่างไรก็เป็นสิ่งที่เทพประทานไม่รับคงไม่  ดีน่ะขอรับ  อีกทั้งนี่เป็นความห่วงใยสมควรรับไว้นะขอรับ"  ว่าแล้วก็ยื่นจอกเล็กๆนั้นให้แก่เด็กสาว  ไอฮาเนะมองอย่างชั่งใจขณะพยายามยื่นมือไปรับ  ส่วนหนึ่งในใจหวนนึกถึงคำพูดของเทพจิ้งจอกที่ว่า  เจ็บเจียนตายอย่างเริ่มกังวล

                         "..."

                         แต่มือที่ยื่นไปนั้นก็สั่นระริกอย่างไม่มั่นคง  แม้แต่ไอฮาเนะยังตกใจไม่น้อยเลยว่าเรี่ยวแรงของร่างกายหดหายไปขนาดนี้เชียวหรือ  อิชิคิริมารุเห็นจึงขยับตัวช่วยประคองแล้วยื่นจอกนั้นให้จรดริมฝีปากของเด็กสาวก่อนค่อยๆปล่อยให้ดื่มไปอย่างช้าๆ  เขานึกเจ็บปวดใจที่เห็นเด็กสาวที่ร่าเริงแข็งแรงมีสภาพเช่นนี้ไม่น้อยเลย

                         "อึก..."  ไอฮาเนะเบ้หน้าขณะเจ้าน้ำนี่ไหลลงคอ  ความเย็นวาบแล่นผ่าน  ขณะวูบเดียวก็ร้อนระอุ  เธอขืนตัวออกหลังดื่มจนหมดแล้วยิงสายตาคำถามไปยังคนด้านข้าง  "พี่หมอไม่ได้เอาเหล้าให้ฉันกินใช่ไหมเนี่ย?"  รสสัมผัสนั้นแม้จะเย็นวาบแต่ก็แค่ชั่วครู่เพราะไม่ช้าก็ร้อนวูบไปทั่วร่าง

                         "ไม่นะขอรับ  ข้าจะให้คนป่วยดื่มเหล้าเพื่ออะไรกันล่ะท่าน"  โอดาจิหัวเราะให้กับคำถามที่ชวนขบขัน  ใครจะกล้าเอาเหล้าให้คนป่วยดื่มล่ะท่านไอ

                         "เหรอ  แต่ร้อนชะมัดเลย..."  เธอว่าแล้วลูบๆลำคอก่อนย่นคิ้ว  พลันรู้สึกว่าร่างกายภายในถึงกับปั่นป่วน  เด็กสาวเริ่มย่นคิ้วเมื่อเริ่มมั่นใจว่าร่างกายรู้สึกแปลกไปจริงๆ  "พะพี่หมอ..."  เธอร้องเรียกใบหน้าเริ่มเต็มไปด้วยความกังวล  เพิ่งดื่มเข้าไปมันจะออกฤทธิ์ไวขนาดนี้เชียวเหรอ!?

                         ไม่ใช่แค่ไอฮาเนะที่รับรู้ถึงความผิดปกติแต่ตัวอิชิคิริมารุเองก็เช่นกัน  เขาจึงร้องถามอย่างตื่นตระหนก  "เกิดอะไรขึ้นท่านไอ!?"

                         "เจ็บ!??"  จู่ๆก็รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกและช่วงท้องก็บีบรัดจนทรมาน

                         "อึก...แค่ก!"  และไม่ช้าบางอย่างก็ตีขึ้นจากในท้องพุ่งทะลักออกมาทางปาก  

                         สิ่งที่ออกมาเป็นของเหลวสีดำคล้ายกับเลือดเสีย  ไอฮาเนะยังคงไอสำลักเอาทั้งลิ่มเลือดและเลือดสีดำนั้นออกมาไม่หยุด  เธอโก่งคออาเจียนออกมาอย่างทรมาน  ความแสบร้อนพุ่งจากช่วงท้องผ่านลำคอจนทนไม่ไหวต้องร้องไห้ออกมา  ความรู้สึกเจ็บปวดซึ่งแพร่กระจายไปทั่วร่างก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนทนไม่ไหว  ขณะที่อิชิคิริมารุตะโกนร้องให้คนมาช่วยโดยด่วน

                         เกือบห้านาทีกว่าจะหยุด  กองเลือดสีดำข้นคลั่กกองโตเลอะเปรอะเปื้อนไปทั้งผ้าห่ม  ชุดนอนหรือพื้น  ขณะที่อิชิคิริมารุพยายามประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเจ้านายสาวที่ตอนนี้หายใจอย่างอ่อนแรงเต็มที

                         "ท่านไอ!  ท่านไอ!"  โอดาจิพยายามร้องเรียกอย่างขวัญเสียใบหน้าของเขาซีดเผือดหลังเห็นสภาพของนายสาว  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!  สิ่งที่คอนโนสุเกะพูดเอาไว้คือปฏิกิริยาที่จะเกิดตามมาและบอกว่าไม่ต้องตกใจ!  แต่นี่!  สิ่งที่เกิดขึ้นเกินเลยกว่าขอบเขตที่เรียกว่าปกติแล้วนะ!

                         "ไปตามคอนโนสุเกะมา!  ไปตามเจ้าจิ้งจอกนั่นมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!"  ถ้อยคำโกรธเคืองและคำตวาดที่ดังลั่นไปทั่วเรือนซานิวะสร้างความหวาดผวาให้แก่คนที่มาเฝ้ามากยิ่งขึ้น  ขณะผู้ที่กรูเข้ามาดูเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นได้แต่ร้องอุทานอย่างขวัญเสียหลังเห็นกองเลือดสีดำและสภาพของไอฮาเนะ  ทันโทวบางส่วนถูกดึงร่างให้ออกไปให้พ้นจากเรือน  ขณะที่ยะเก็นผลักร่างคนอื่นออกแล้วรีบเข้าไปดูอาการอย่างเร่งรีบ  พร้อมกับตะโกนสั่งให้เอาผ้าและกะละมังรวมทั้งน้ำมาโดยด่วน  ฟากดาบอื่นๆก็ยิ่งลนลานเพราะทำอะไรไม่ถูกกันอีกต่อไป

                         ขณะที่ยามาโตะโนะคามิยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่นด้านข้างก็มีคะชูที่ยึดไหล่พยายามปลอบประโลมเพื่อนร่วมรบด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างกันนัก  พวกเขากำลังหวนนึกถึงอดีตเจ้านายที่ต้องนอนอย่างทรมานจากโรคที่คร่าชีวิตเขาทีละน้อย  และยิ่งสภาพไอฮาเนะในยามนี้ช่างไม่ต่างกันนักจึงทำให้ชายหนุ่มในชุดฟ้ายืนนึกหวาดหวั่นว่านางจะมีชะตากรรมไม่ต่างกับอดีตเจ้านายตนเอง

                         สถานการณ์เริ่มจะวุ่นวาย  จนท้ายสุดใครสักคนก็วิ่งไปตามและร้องขอให้พวกดาบอาวุโสหลายคนมาจัดการสถานการณ์ที่กำลังจะวุ่นวายหลังข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป  ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างวุ่นวายและตึงเครียดจริงๆ  กว่าจะเข้ามาเคลียร์แล้วจัดแจงคนที่เหลือให้ถอยออกห่างได้ก็ใช้เวลาพอสมควร  อีกทั้งระหว่างนี้กลุ่มดาบที่ยังพอตั้งสติได้ก็รีบเข้าไปเคลียร์พื้นที่  พร้อมกันนั้นอิชิคิริมารุจำต้องใช้ชิคิกามิมาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้านายอย่างเร่งด่วน  

                         ระหว่างจัดการทำความสะอาดพื้นที่และเตรียมจัดแจงปูฟูกนอนกันใหม่ที่เรือนซานิวะ  ทางด้านอิจิโกะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะห้ามปรามน้องๆของเขาไม่ให้ลงมือเล่นงานเจ้าคอนโนสุเกะยามมันถูกเรียกตัวมา

                         เจ้าจิ้งจอกมาตามคำร้องเรียกในทันทีหลังจากทราบเรื่องก็เร่งรีบมาดูอาการ  มันทอดมองสภาพของซานิวะสาวที่นอนหลับตาร้องไห้จากความทรมานด้วยแววตาเวทนา  ส่วนหนึ่งก็นึกไม่ถึงว่าผลกระทบจากการขับเอาไอพิษออกมานั้นจะรุนแรงหนักขนาดนี้

                         "นี่มันหมายความว่าอย่างไร ! เจ้าบอกว่ามีปฏิกิริยาตามมาและบอกว่าไม่ต้องตกใจ!  ในสภาพที่ท่านไอเป็นเช่นนี้เจ้าจะบอกให้ข้าไม่ตกใจได้อย่างไรคอนโนสเุกะ!"  คำถามที่เป็นเสียงตวาดนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าโอดาจิผู้นี้กำลังโกรธขนาดไหน  เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ได้เห็นดาบผู้โอบอ้อมใจดีมีเมตตากลับกลายเป็นคนละคน  ที่ยามนี้ไม่ต่างกับดาบที่เปี่ยมไปด้วยโทสะพร้อมฟาดฟันทำลายทุกอย่างเบื้องหน้าไปแล้ว

                         "ข้า...ไม่นึกว่าจะเป็นขนาดนี้ขอรับ"  มันสารภาพเสียงเบา  สีหน้าหวั่นวิตกจริงๆ  "เทพอินาริบอกว่าผลกระทบค่อนข้างรุนแรงแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดถึงผลที่จะเกิดขึ้น  แต่ท่านย้ำว่านี่เป็นสิ่งที่จะยื้อชีวิตท่านซานิวะได้  แม้จะทรมานแต่ต้องอดทนเท่านั้นขอรับ"

                         มันหวนนึกถึงคำพูดของเทพที่มอบสิ่งนี้แก่มันมา

                         ข้าก็ไม่อยากจะร้ายกาจด้วยแต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถ้ายังหลับหูหลับตาปล่อยไปอีกล่ะก็  เกรงว่านางจะอยู่ไม่รอด...ทางเลือกเดียวที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องทนให้ได้  หากสามารถอดทนได้ในช่วงระยะแรก  ในภายหลังร่างกายจะเบาขึ้นและไม่เจ็บปวดมากอีกต่อไป

                         "ข้าจะกลับไปนำถุงน้ำเกลือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มาให้พวกท่าน  ยะเก็นน่าจะพอทราบวิธีการจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์เหล่านั้น  จากสภาพของท่านซานิวะคงทานอาหารไม่ค่อยได้  แต่ร่างกายของมนุษย์จะขาดน้ำและอาหารไม่ได้อย่างเด็ดขาด  ทางเลือกคงต้องฝืนบีบให้ทานลงไปพร้อมกับให้น้ำเกลือผ่านเส้นเลือดแทน"

                         อิชิคิริมารุที่รับฟังชำเลืองตามองยะเก็นที่นั่งอยู่ด้านนอกซึ่งพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  นอกจากนี้คอนโนสุเกะยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าโอกาสที่จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นในทุกวันหลังจากดื่มน้ำที่เทพอินาริให้มา  ซึ่งน่าเศร้าที่นางต้องดื่มให้หมดและต้องทนให้ได้  เพราะถ้าหยุดลงไปการดำเนินการชำระล้างภายในร่างจะไม่ต่อเนื่อง  เลวร้ายสุดอาจต้องเริ่มใหม่ซึ่งยิ่งสร้างความทรมานให้ซ้ำซากเสียอีก

                         "ระหว่างนี้อาจมีไข้ขึ้นสูงต้องเฝ้าดูอย่างระวังด้วยขอรับ  ส่วนยาต่างๆข้าก็จะนำมาเพิ่มและหากต้องการสิ่งใดโปรดเรียกข้าได้ตลอดเวลาเลยขอรับ"  คอนโนสุเกะเอ่ยลาทันทีที่เสร็จสิ้น  มันแสดงความรับผิดชอบเต็มที่เพราะความเกี่ยวพันของชีวิตซานิวะมันเองก็เป็นผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย

                         เมื่อลับร่างของคอนโนสุเกะ  อิชิคิริมารุที่อดทนมานานได้แต่ถอนหายใจแล้วยกมือปิดใบหน้า  ร่างของเขาสั่นไหวอย่างอดกลั้นถึงที่สุด  สัมผัสของร่างกายที่เคยอบอุ่นจากร่างเจ้านายค่อยๆลดลงกลายเป็นความเย็นยะเยือก  ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดกลับขาวซีด  ริมฝีปากชมพูที่ชอบเจรจราก็แห้งผาก  ภาพร่างของเจ้านายที่สดใสร่าเริงเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาซ้อนทับกับภาพที่นอนหายใจรวยริน

                         นี่คือผลตอบแทนจากการพยายามเลือกนายด้วยตนเองหรือ?  นี่คือบทลงโทษที่ทำลายจิตใจจากการยัดเยียดหน้าที่ให้แก่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งทั้งที่ไม่เคยทำอะไรไม่ดีหรือทำความผิดใดๆให้โกรธเคือง  

                         เธอเป็นแค่มนุษย์ที่มารับเคราะห์เพราะความปราถนาในการเลือกนายของศาสตราเช่นพวกตนเท่านั้นเอง

                         "ข้า...เป็นเพราะข้า...!"  ร่างสูงคร่ำครวญต่อความรู้สึกผิด  ตัวเขาที่ถูกกล่าวขานว่าตัดได้แม้แต่หินผา...แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแค่ดาบที่ถูกสักการะบูชา  ทำหน้าที่เยียวยาและอำนวยพรให้แก่ผู้คน  

                         ทั้งที่มีตัวตนสำหรับการนั้นแต่ท้ายสุดข้าก็เลือกเส้นทางในการบีบบังคับและทำลายชีวิตอีกชีวิตหนึ่งด้วยความเห็นแก่ตัวของตนเองอยู่ดี!

                         "อิชิคิริมารุซัง..."  ใครสักคนร้องเรียก  แต่ร่างสูงของดาบใหญ่ไม่ได้สนใจเลย  คนอื่นได้แต่มองดูแผ่นหลังที่สะท้อนแต่ความเจ็บปวดอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครสามารถพูดอะไรออกไปได้  เพราะไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น  ไม่ว่าใครต่างก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน  ทั้งยี่สิบกว่าชีวิตที่เลือกเจ้านายต่างรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากความปราถนาของพวกตน  ที่ตอนนี้ได้กำลังทำลายชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องมาแบกรับความปราถนาของพวกเขาแทน

                         กาลเวลาผ่านไปไม่กี่วัน...

                         แต่สำหรับศาสตราภายในเรือนราวกับผ่านไปนานแรมปี  ในช่วงเวลาอันยาวนานผ่านการหลับไหลและรอคอยมาไม่รู้กี่จบกลับไม่เคยรู้สึกเลยว่า  การรอคอยให้ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้มันช่างเชื่องช้าจนความทรมานจากการรอคอยเริ่มกัดกินจิตใจของพวกเขาทีละน้อย

                         พวกเขาทราบดีว่ามนุษย์นั้นมีชีวิตแสนสั้นอีกทั้งเปราะบางแตกหักได้ง่ายดาย  ทว่าพวกมนุษย์จะไม่มีวันหวนคืนชีวิตมาเหมือนดาบ  ยามเมื่อพังทลายหรือตายลงก็จะจากลากันไปอย่างถาวร  โอกาสจะได้เจอกันอีกนั้นน้อยนิดหรือแทบไม่มีเลย

                         พอมาคิดดูแล้วมันก็นานแสนนานแล้วที่เด็กสาวผมดำกลายมาเป็นซานิวะ  มาเป็นนาย  นางทำหน้าที่ได้ดีไม่เคยนำพาความขุ่นเคืองหรือริคิดก้าวข้ามความสัมพันธ์ไปมากกว่าเพื่อนพ้องหรือครอบครัว  

                         ภาพเด็กสาวผมดำอันคุ้นตาที่มักยืนเท้าสะเอวเอ็ดด่ายามพวกเขาเมากันหัวทิ่ม  หรือภาพที่นางบ่นอย่างระอายามเมื่อพวกเขาเล่นกันซนเกินเหตุ  ไหนจะเสียงหัวเราะขบขันยามเย้าเเหย่พวกเขาจนเขินอายนั่นอีก

                         ยามนี้ไม่มีอีกแล้ว  ยามนี้พวกเขาเริ่มนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาหลายเดือน  เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีจากการผ่านการรับใช้เจ้านายมาหลายต่อหลายรุ่น  นี่เป็นครั้งแรกที่โหยหาตัวตนของเจ้านายขนาดนี้

                         ทั้งที่ก็รู้สึกรักแต่ที่รักเพราะนั่นคือเจ้านาย  นั่นคือซานิวะที่เลือกให้มาเป็นนาย  ดังนั้นในเมื่อพันธนาการนางแล้วก็ควรจะรักนางเป็นการชดใช้ที่จองจำนางก็แล้วกัน  พวกเขาคิดไว้แบบนั้น...ยามที่รับรู้ว่านางไม่เคยได้รับซึ่งความรัก  ไม่เคยได้รับการเหลียวแล  ดังนั้นจึงคิดว่าในเมื่อนางเป็นฝ่ายให้มาก่อนแล้วดังนั้นจะขอมอบกลับไปให้  จะรักและดูแลเพื่อตอบแทนกลับบ้าง

                         รวมทั้งจะรักและดูแลเพื่อชดใช้ให้กับการพันธนาการนาง

                         ก็คิดแบบนั้น  ไม่สิ  เคยคิดแบบนั้นนั่นแหละ

                         แต่ว่ามันไม่ใช่  ยามนี้มันไม่ใช่  จะในตอนที่ปรับความเข้าใจ  ได้บอกเล่าถึงเหตุผลของนาง  มันไม่ใช่แค่ต้องการชดเชยให้เพียงอย่างเดียวหรือให้เพราะเวทนา  สงสาร  เห็นใจ...

                         ไม่ใช่แค่รักเพราะเป็นเจ้านาย  

                         ไม่ใช่แค่รักเพราะเป็นซานิวะ  

                         แต่รักเพราะรักจากใจไม่เกี่ยวข้องด้านฐานะ  

                         เป็นความรู้สึกของความรักที่เรียกได้ว่าถ้าหากสูญเสียคนๆนี้ไปตัวเองก็จะเจ็บปวดไปไม่ต่างกัน

                         "ถ้าได้บอกหรือแสดงออกมามากกว่านี้ก็คงดี..."

                         อีกสักครั้งถ้าได้โอกาส...ต่อให้แม้จะหวาดกลัวเรื่องราวของอดีต  แต่ว่านางจะไม่มีวันเหมือนซานิวะเหล่านั้น...จะไม่มีวันเหมือน

                         ฉะนั้นต่อให้มันผิดต่อกฏที่คิดก้าวข้ามความสัมพันธ์ของนายบ่าว  ก็เลือกที่จะทำ...ถึงจะไม่ถูกรักตอบก็ไม่เป็นไรแต่อย่างน้อยก็อยากจะมอบให้จากใจจริง

                         ดังนั้น...สักครั้งหนึ่งหากเมื่อนางฟื้นกลับมาเหมือนเดิม

                         สักครั้งหนึ่ง...ที่อยากจะบอกและมอบสิ่งที่ปิดบังเอาไว้เมื่อนานมากแล้วให้แก่นางจริงๆสักที  

                         แม้จะรู้ว่าสิ่งที่มอบให้ไม่อาจชดเชยต่อความผิดที่พวกตนได้ทำเอาไว้ก็ตาม

                         "ช่วยกลับมาแข็งแรงมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังเดิมด้วยเถอะ"

                         ต่อให้ต้องถูกเกลียดหลังจากรับรู้ว่าพวกข้าพันธนาการนางเอาไว้ก็ไม่เป็นไร

                         ขอแค่กลับมาหายดีอีกสักครั้ง

                         "จะให้ชดใช้ยังไงก็ได้"

                         ยินดีแบกรับโทษทัณฑ์และความเกลียดชังทั้งหมดทั้งมวล  เพราะนี่คือโทษที่สมควรได้รับจากการบีบบังคับนาง

                         แต่ต่อให้เกลียดมากแค่ไหนทว่ายังไงก็จะยังคงรักและจะปกป้องเสมอไปไม่มีวันเปลี่ยนอย่างแน่นอน

                         "เพราะงั้นได้โปรดเถอะ...ช่วยหายดีเหมือนเดิมกลับมาแข็งแรงร่าเริงดังเดิมด้วยเถอะ"

                         เสียงหลายเสียงพึมพำด้วยความร้าวราน...




                         และท่ามกลางคำวิงวอน  ดูเหมือนจะสัมฤทธิ์ผล...

                         ไอฮาเนะลืมตาตื่นขึ้นมาสร้างความดีใจให้แก่ศาสตราในทุกวัน  

                         แต่ท้ายสุดราวกับเป็นบทลงโทษที่คาดหวังมากเกินไป  ทุกครั้งจะจบลงด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากวันแรก  ด้วยภาพที่เหมือนดังเดิม  ยิ่งสร้างความเจ็บปวดคอยตอกย้ำฝังจิตใจต่อผู้ที่เฝ้ามองทุกๆวัน

                         ทุกคนในเรือนต่างผลัดเปลี่ยนเวรยาม  ทำตามหน้าที่ตามที่เคยได้ตกลงกัน  ไม่มีใครปริปากบ่นอะไรเพราะทราบดียามนี้ไม่ว่าใครต่างต้องการสิ่งที่เรียกว่ากำลังใจ  และการทำงานทุกครั้งจากที่เคยมีเสียงพูดคุยหรือเสียงหัวเราะบัดนี้กลับเงียบงัน

                         เรือนที่เคยสนุกสนานเงียบเชียบราวกับไร้ผู้คนอาศัยอยู่  ทั้งที่ยังมีผู้อาศัยแต่เรือนก็เหมือนเรือนร้าง  ไม่มีเสียงพูดคุยมากเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน  ไม่มีรอยยิ้ม  ไม่มีเสียงหัวเราะ  แม้แต่ความสนุกสนานที่เคยมีก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป

                         ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์...

                         ร่างของนายสาวยังคงนอนหลับไหลด้วยใบหน้าที่บางครั้งก็แดงระเรื่อด้วยพิษไข้  เธอหอบหายใจอย่างทรมาน  บางครั้งก็เพ้อว่าหนาวทั้งที่ห่มทบผ้าไปถึงสองชั้นและเหงื่อก็ผุดพรายเต็มหน้า  แต่ร่างก็สั่นระริกเพราะหนาวสั่นอย่างหยุดไม่ได้

                         ความรู้สึกของผู้เฝ้ามองอยู่ด้านข้างก็เริ่มไม่ต่างกับคนที่ป่วยอย่างทุกข์ทรมาน

                         เจ็บทรมานเจียนตาย...

                         ในช่วงอาทิตย์ที่สองไอฮาเนะก็เริ่มได้สติในยามช่วงกลางวันหลังจากช่วงอาทิตย์แรก  เธอทำได้แค่นอนติดอยู่กับที่  การจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือชำระล้างร่างกายจะเป็นหน้าที่ของชิคิกามิเท่านั้น  และตลอดช่วงระยะเวลาเธอทานข้าวแค่สามสี่คำต่ออาหารแต่ละมื้อเท่านั้น  หรือบางวันอาหารที่ทานไปก็มีแค่ข้าวต้มห้าช้อน  ช่วงเวลาที่ทานได้มีแค่ช่วงเช้าขณะที่หลังจากนั้นจะหลับอย่างยาวนาน  สิ่งที่ช่วยประคองชีวิตคือน้ำเกลือ...และด้วยสภาพนั้นภายในแค่สองอาทิตย์ร่างที่ผอมบางอยู่แล้วก็ซูบลงไปอย่างเห็นได้ชัด

                         กระนั้นในช่วงอาทิตย์ที่สองสภาพก็ยังไม่ได้แตกต่างจากช่วงแรกนัก  แต่ยังดีที่ทำใจยอมรับกับความเจ็บปวดไว้อยู่แล้ว  ไอฮาเนะทำใจในการฝืนดื่มเจ้าน้ำที่เทพประทานให้ด้วยความเมตตา  ซึ่งเธอได้แต่ก่นด่าในใจว่าเมตตาตรงไหนวะ?  ทรมานชิ-หาย  

                         ทว่า  ความน่าสงสัยคือผู้ที่จะนำเจ้าน้ำบัดซบนี่มาให้ดื่มทุกครั้งคืออิชิคิริมารุ  

                         "ข้าขอโทษนะขอรับ  แต่ได้โปรด...ดื่มเถอะ..."

                         เขาเอาแต่พูดแบบนั้นทุกครั้งและไม่พูดอะไร  หลังจากให้ดื่มก็จะอยู่ดูจวบจนกว่าจะอาเจียนเอาเจ้าเลือดสีดำสกปรกนั่นออกมาหมด  เขาเป็นคนเดียวที่อยู่ในห้อง  ไม่เคยมีใครนอกเหนือจากนั้นราวกับว่าเขาต้องการทำและทนเห็นสภาพเธอที่ย่ำแย่ที่สุดเพียงคนเดียว

                         และจากคำพูด...พี่หมอพูด...ด้วยสีหน้าที่พยายามยิ้มแย้มแต่ขอบตานั้นบวมราวกับร่ำไห้มาอย่างหนัก  และทั้งที่ยิ้มด้วยใบหน้านั้น  ไอฮาเนะกลับรู้สึกทุกครั้งว่าเขา...มีสีหน้าที่เหมือนอยากร้องไห้ตลอดเวลา

                         เด็กสาวจำไม่ค่อยได้ว่าพี่หมอของเธอเคยทำหน้าแบบนั้นด้วยหรือ  เขามักยิ้มแย้มและอารมณ์ดีไม่ก็จะตีหน้ายักษ์เวลาเธอทำอะไรเกินตัวหรือแอบหนีไปทำเรื่องบางอย่างโดยไม่บอกกล่าว

                         เธอคิดมาตลอด  ทุกวันทุกเวลา  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  มีเพียงแค่อิชิคิริมารุเท่านั้นที่จะเป็นผู้ป้อนและคอยดูแลเธอในสภาพนี้เพียงผู้เดียว

                         "นี่..."

                         ท้ายที่สุดในช่วงอาทิตย์ที่สาม  ไอฮาเนะที่มีไข้ต่ำยังคงนอนซมอยู่กับเตียง  มีบ้างที่มีคนช่วยพยุงให้ออกไปนั่งใกล้กับขอบบานประตูแต่ก็แค่ครั้งคราวก่อนจะถูกอุ้มกลับมานอนยังฟูกเหมือนเดิม  เหตุเพราะเด็กสาวนั่งได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ผล๊อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว  

                         แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้รับอนุญาตเพราะลมเริ่มพัดแรงแม้อากาศจะดี  แต่ถ้าร่างกายที่ยังเป็นไข้ถ้าโดนลมมากๆก็อาจจะทรุดลงได้

                         ผู้ที่เฝ้าไข้ตนในยามกลางวันรอบนี้คือนิคคาริ  ขณะที่ด้านนอกคืออุกุยสุมารุและโคเท็ตสึที่นั่งสงบนิ่ง  หากแต่มีแค่พี่ใหญ่บ้านซามอนจิเท่านั้นที่คล้ายสวดมนต์ภาวนาบางอย่างอยู่เเผ่วเบาเพียงลำพัง  

                         ดูเหมือนถ้าหากไอฮาเนะยังมีไข้พวกศาสตราที่เป็นมีดสั้นเว้นแค่ยะเก็น  อัตสึชิ  จะถูกกันไม่ให้เข้าใกล้เจ้านายสาว  ส่วนหนึ่งเพราะศาสตราผู้ใหญ่คิดว่าเด็กพวกนั้นยังคงทนไม่ได้จะเห็นสภาพของไอฮาเนะที่ตอนนี้อ่อนแอลงไปมากจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมที่เคยคุ้นตาเลย

                         นิคคาริขยับตัวหลังได้ยินเสียงเรียก...เขาชะโงกหน้ามองเห็นดวงตาสีชาดเปิดปรือจึงก้มลงถามเเผ่วเบา  "ท่านต้องการสิ่งใดหรือท่านไอ?"  ก่อนเอียงใบหูลงต่ำเพื่อให้ฟังได้ถนัด  เพราะไอฮาเนะนั้นไม่เหลือเรี่ยวแรงมาก  การจะพูดหรือเปล่งเสียงอะไรจึงเบามาก  หากไม่ก้มหูลงไปเงี่ยฟังใกล้ๆอาจจะไม่ได้ยินเลย

                         "...รู้สึกนอนไม่หลับเลย..."

                         "ท่านเจ็บตรงไหนหรือ?"

                         "ไม่...แต่ว่า...ช่วยคุย...เป็นเพื่อนได้ไหม?"

                         นิคคาริเม้มปากก่อนพยักหน้าพยายามยิ้มแย้ม  ขณะที่สองศาสตราด้านนอกเหลือบตามองหลังเห็นการสนทนาอย่างเงียบเชียบของนิคคาริและนายสาว  พวกเขาลอบส่งสายตาเป็นคำถามแต่นิคคาริกลับส่ายหน้าคล้ายจะบอกว่าอย่าเพิ่มถามอะไรทั้งสิ้น

                         "ได้สิ...ท่านอยากคุยเรื่องใดเล่า?"

                         "ทำไม..."  ไอฮาเนะเค้นแรงเพื่อถาม  นี่คือสิ่งที่เธออยากรู้มาตลอดจากสามอาทิตย์ที่ผ่านมา  "...ทำไมมีแค่พี่หมอถึงต้อง...เป็นคนเดียว...ที่ต้องป้อน...ไอ้น้ำระยำนั่น...ให้...ฉันคนเดียว..ด้วยล่ะ"  ขอโทษที่หยาบคายนะแต่น้ำนั่นน่ะมันเหมือนยาล้างท้องยังไงไม่รู้  เรียกว่ากินไปละก็รับรองได้เลยว่าอาเจียนออกจนหมดไส้หมดพุงเลยล่ะ  แน่นอนว่าเธอก่นด่าสาปแช่งทุกครั้งที่ต้องดื่มมันลงไป  ก่นด่าชนิดที่ว่าไม่เคารพต่อคนที่เมตตาให้มันมาช่วยชีวิตเธอเลยทีเดียว

                         ชายหนุ่มผู้ได้ยินคำถามขบฟันแน่น  แม้สติจะเลือนลางแต่ไอฮาเนะก็ยังรับรู้ถึงความผิดปกติ  เขาได้แต่อดคิดไม่ได้ว่าขนาดมีสภาพแบบนี้ยังคิดถึงเรื่องพวกนี้อีกสมเป็นเจ้านายที่ช่างสังเกตเหลือเกิน  และใช่...ยังสมเป็นเจ้านายที่ยังพูดจาหยาบคายได้ไม่สนหัวใครแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นถึงเทพก็ตาม

                         "เพราะว่าอิชิคิริมารุซังเป็นผู้เอ่ยปากขอเป็นผู้ทำด้วยตนเองขอรับ"

                         "ทำไ...ม?"

                         "เพื่อลงโทษตัวเอง...ขอรับ"

                         นิคคาริทราบดีหากอิชิคิริมารุรู้เรื่องที่เขาพูด  ตัวเองคงโดนเล่นงานสถานหนักฐานที่พูดเรื่องนี้ให้นายฟัง  แต่ชายหนุ่มผมเขียวทราบดี...ป่วยการกับการปิดบัง  ไอฮาเนะไม่ใช่เด็กโง่การร้องถามขนาดนี้แสดงว่าเธอเห็นความผิดปกติแล้ว  อีกทั้งสีหน้าของดาบใหญ่ยามที่มาพบก็เต็มไปด้วยความฝืนทน

                         อิชิคิริมารุกำลังรู้สึกผิดและเจ็บปวดจากการตัดสินใจ  เขาแทบทนไม่ได้ที่ตัวเขาเองต้องเป็นผู้ทำให้นายซึ่งเป็นแค่เหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้ายต้องทรมานเจียนตาย

                         "ลง...โทษ?"  ไอฮาเนะพึมพำถามเสียงเบา  รับรู้แล้วว่าตัวเองกำลังเหนื่อยและจะหลับลงไปไม่ช้า  ทว่าเธอต้องการคำตอบก่อนจะหลับลึกอีกครั้ง  เธอต้องการจะรู้

                         "การที่ท่านกลายมาเป็นซานิวะนั้นเพราะถูกพวกข้าเป็นผู้เลือก  ผู้ที่จองจำท่านไม่ให้หลีกหนีหน้าที่คือศาสตราทั้งยี่สิบกว่าชีวิตที่เคยอยู่กับท่านเมื่อเวลาหนึ่งร้อยวันแห่งการคัดเลือก  พวกเขาเลือกท่านและจองจำท่านให้คงอยู่ที่นี่ในฐานะเจ้านาย  ดังนั้นยามที่ท่านมีสภาพเช่นนี้ทำให้อิชิคิริมารุซังและคนอื่นๆเจ็บปวดเป็นอย่างมาก"

                         "เพราะ...ฉันไม่ได้เรื่อง..รึ?"  เพราะบาดเจ็บหนักจนต้องเดือดร้อนแบบนี้ใช่หรือเปล่า

                         "ไม่  ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ"  นิคคาริกัดฟันด้วยความเจ็บปวด  "ไม่ใช่อย่างงั้นเลย  ที่เจ็บปวดเพราะรู้สึกผิดกับความเห็นแก่ตัวในการเลือกท่านขอรับ  ตัวพวกข้าเคยได้รับความเจ็บปวดจากคำสั่งของซานิวะสมัยก่อนมามากมาย  ได้ถูกช่วงใช้ให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ  ถูกฝืนบีบบังคับต่างๆนานา  ดังนั้นจึงได้ร้องขอต่อเทพอินาริเพื่อได้มีสิทธิ์เลือกนายสักครั้งหนึ่ง  ซึ่งหากเลือกผู้ใดเป็นนาย  นายผู้นั้นจะถูกจองจำไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ"

                         และพวกเขาก็เลือกท่าน

                         "แต่ท่านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องต้องมามีสภาพเช่นนี้  หากพวกข้าไม่เลือกท่านเป็นนาย  เป็นซานิวะ  ชีวิตของท่านคงจะสงบและมีความสุขยิ่งกว่านี้  ไม่ต้องเสี่ยงชีวิต  ไม่ต้องเสี่ยงตาย  ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานเพราะการตัดสินใจอันเห็นแก่ตัวของพวกข้า"

                         พวกข้านี่แหละคือตรวนที่ขังท่านเอาไว้!  และใช้ฮงมารุที่ท่านสร้างเป็นกรงขังท่านเอง!

                         "นิคคาริ"  อุกุยสุมารุเอ่ยปรามเสียงขรึม  หลังพบว่าเรื่องที่พูดคุยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสั่งห้ามโดยอิชิคิริมารุ  การบอกเล่าเรื่องนี้ให้แก่นายที่ยังไม่ฟื้นตัวอาจจะยิ่งสร้างความเครียดจนส่งผลต่อร่างกายให้หนักยิ่งขึ้น  "พอได้แล้ว"

                         "ไม่...พูดต่อ..."  แต่ไอฮาเนะต้องการได้ยิน  เธอยังฝืนสติเอาไว้ได้  บอกสิ...เธอต้องการจะรู้ว่าช่วงที่ไม่ได้สติมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง  "พูด...ต่อนะ...นิคคา..ริ"

                         "ท่านไอ!"

                         มือเรียวเล็กที่อ่อนแรงขยับเคลื่อนไปเกาะชายกางเกงวอร์มของอีกฝ่าย  ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มที  ดวงตาสีแดงชาดที่แม้ทอแสงน้อยลงก็ยังจ้องอย่างคาดคั้น

                         บอกมาสิ  บอกมาทั้งหมด  บอกให้เธอได้รู้เรื่อง  อย่าได้ปกปิดเด็ดขาด

                         สายตานั้นร้องบอกอย่างเงียบเชียบโดยไร้เสียงใดๆ  แต่นิคคาริทราบดีนั่นคือสิ่งที่เจ้านายต้องการจะได้ยิน  

                         "เพื่อการนั้น..."  นิคคาริไม่ต้องการขัดความประสงค์นี้  เขาเองก็ต้องการจะบอก  เพราะคนเดียวที่จะหยุดความรู้สึกแบบนั้นได้มีแต่ร่างที่นอนอยู่เบื้องหน้านี้เท่านั้น  "...อิชิคิริมารุซังที่รู้สึกผิดและเสียใจที่สุดที่เขาเป็นผู้ทำร้ายท่านด้วยมือตนเอง  จะทั้งการพันธนาการท่านหรือแม้แต่มอบสิ่งที่ทำให้ท่านต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมาน  เพื่อการนั้น...เพื่อการนั้นจะขอเป็นผู้ทนดูภาพที่เจ็บปวดใจให้ทำลายตัวเองไปด้วย  เพราะถือว่านี่คือสิ่งที่เขาเลือก  เขาต้องแบกรับมัน  ต่อให้ทรมานจนเจ็บปวดใจมากแค่ไหนจะไม่หลบเลี่ยงสายตา  อิชิคิริมารุซังต้องการแบกรับความเจ็บปวดในฐานะผู้ที่ทำร้ายท่านด้วยตัวของเขาเองขอรับ!"

                         เพราะว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เลือกนาย  และเพราะเป็นผู้ที่คอยดูแลรักษาแต่กลับมอบสิ่งที่เสมือนเป็นยาพิษทำร้ายจนเจ้านายอยู่ในสภาพปางตาย  ดังนั้นจึงต้องการแบกรับความเจ็บปวด  ยินยอมทนมองดูภาพที่แสนโหดร้ายนี้ให้ทำลายจิตใจตนเองไปด้วยเป็นการลงโทษ

                         แม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางชดใช้ความผิดที่ก่อได้แม้แต่เล็กน้อยก็ตาม

                         ไอฮาเนะน้ำตาร่วงเผาะ  เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำร้ายตัวเองขนาดนั้น  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้  และเทพจิ้งจอกก็บอกแล้วว่านี่คือสิ่งที่จะยื้อชีวิตให้ยืดยาวออกไปแต่ต้องแลกกับความทรมานแสนสาหัส

                         ถ้าอยากจะรอดมีแต่ต้องทน  ตัวไอฮาเนะเลือกอยากมีชีวิตรอด  ดังนั้นก็ต้องทนให้ได้กับความเจ็บปวดนี้

                         เธอไม่เคยกล่าวโทษต่อสิ่งที่อิชิคิริมารุทำ  ไอฮาเนะยอมรับว่าเคยโกรธเคืองแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันก็ช่างมากมายนัก

                         หยาดน้ำตารินไหลอีกครั้งขณะหลับตาลง  เด็กสาวเกลียดชังสภาพตัวเองแบบนี้  

                         เธออยากพูดอะไรออกไปอีกมากมาย  อยากพูดอยากจะบอกแต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีเรี่ยวแรง

                         อย่างน้อยๆเธออยากจะอ้าปากด่าพวกเขาดังๆว่า  ไอ้พวกบ้าเอ้ย! เลิกคิดแบบนั้นได้แล้วนะ!

                         แต่โชคไม่ดีนักเพราะความเหนื่อยล้านี้ดันเอาชนะความคิดเหล่านั้นเสียได้




                         ช่วงระยะเวลาอันยาวนานในที่สุดสองศาสตราที่ออกไปฝึกฝนคู่แรกอย่างนามาสึโอะและโฮเนะบามิก็ได้เดินทางกลับมาถึงเรือน  หลังจากการพักรักษาตัวเสร็จสิ้นพวกเขาก็เร่งออกเดินทางเพื่อฝึกให้เสร็จสิ้นเสียที  ซึ่งพวกเขาก็ได้ข่าวว่ามีบางส่วนออกเดินทางฝึกเช่นกันดังนั้นจึงเร่งเดินทางกลับเพื่อจะได้ให้คนอื่นออกเดินทางต่อ

                         การกลับมาของพวกเขาสร้างความประหลาดใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะนอกจากเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปแล้ว  ก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งและมุ่งมั่นมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน

                         สองฝาแฝดเมื่อกลับมาถึงพบสภาพความผิดปกติของเรือนจึงนึกหวั่นใจ  แม้จะยินดีที่ได้พบหน้าพี่น้องแต่พวกเขาก็ร้องถามหานายสาวเจ้าของเรือน

                         สีหน้าไม่สู้ดีตอกย้ำความกังวลให้แก่ทั้งคู่ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปเยี่ยมเยือน

                         กระนั้นก็ถูกห้ามไม่ให้พบ

                         "นางยังอาการไม่ดี  พวกเจ้าอย่าเพิ่งพบเลย"

                         "แต่ว่ามันนานมากแล้วนะขอรับ  ท่านไอยังไม่หายดีอีกหรือโฮริคาว่าซัง?"

                         "เรื่องนั้น..."

                         คาเนะซาดะที่ยืนอยู่ใกล้เป็นฝ่ายเอ่ยปากตอบ  "ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟังเอง  เชื่อข้าเถอะถึงจะไม่เห็นในระยะใกล้แต่สภาพของท่านค่อนข้างแย่มากๆ"

                         สีหน้าของทั้งคู่ดูหวาดหวั่นชัดเจน  โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่มผมเงินที่คิดเสมอว่าการบาดเจ็บหนักครั้งนี้คือผลจากการดื้อดึงที่เขาคิดเปลี่ยนประวัติศาสตร์  อีกทั้งยังดึงดันจะออกฝึกฝนทั้งที่ตัวเองได้สร้างความผิดสถานหนักอย่างการคิดจะเปลี่ยนแปลงอดีตของตนเอง  จนบทสรุปสุดท้ายกลับกลายเป็นการทำให้เจ้านายสาวบาดเจ็บหนักจนผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่หายดี

                         สองศาสตราจากชินเซ็นกุมิสังเกตเห็นสีหน้าก็คาดเดาความคิดได้จึงรีบแย้งทันควัน

                         "แต่ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าหรอกนะ  สาบานเลยว่าไม่ได้พูดโกหกหรือคิดปลอบใจแต่เหตุผลที่กลายมาเป็นแบบนี้น่ะมันยาว  เอาเป็นหลบไปคุยกันดีกว่า  ตอนนี้อิชิคิริมารุต้องป้อนยาท่านไอแล้ว"  ว่าแล้วสองคู่หูชินเซ็นกุมิก็ลากร่างสองฝาแฝดให้ถอยไปจากบริเวณนั้น  ขณะที่ปล่อยให้มิคาสึกิและโคกิทสึเนะมารุเป็นฝ่ายคอยคุมเชิงอยู่ด้านนอกประตูเรือน  ป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปด้านใน

                         นี่คือข้อตกลงของพวกเขาและทุกคนที่อยู่ในเรือน  คนที่จะต้องป้อนยาและทนเห็นสภาพของเจ้านายที่ทรมานมีแค่อิชิคิริมารุผู้ซึ่งเป็นฝ่ายก้มหัวร้องขอด้วยตนเอง

                         การแบกรับความรู้สึกผิดนั้นค่อนข้างโหดร้ายแต่สำหรับตัวอิชิคิริมารุนั้นนอกจากจะเป็นคนที่คอยดูแล  เป็นเหมือนพ่อเป็นเหมือนอาจารย์  การทำร้ายเจ้านายจนต้องมีสภาพแบบนี้เขาจึงเจ็บยิ่งกว่าใครทั้งหมด  ดังนั้นเพื่อเป็นการชดใช้เขาต้องการแบกรับการลงโทษนี้ด้วยตัวเอง

                         เขาคิดแบบนั้นขณะเอ่ยปากร้องขอ  แม้ศาสตราร่วมบ้านจะห้ามปรามและบอกว่านี่คือความผิดร่วมกันเพราะได้ร้องขอให้เลือกเจ้านาย  ดังนั้นถือว่าผิดร่วมกันหมดสิ้น  ต่อให้มาก่อนหรือหลังแต่ก็ถือว่ามีความปราถนาเหมือนๆกันฉะนั้นความรู้สึกผิดนี้จะไม่ใช่แค่กับใครคนเดียว  แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด

                         ยามเมื่อนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้นสองศาสตราอาวุโสได้แต่เงียบงันขณะนั่งอย่างสงบหน้าเรือน  สีหน้าไร้อารมณ์ไร้รอยยิ้มหรืออารมณ์อื่นใด  ราบเรียบสงบนิ่งจนน่าหวั่น

                         พวกเขาผ่านห้วงเวลามาแสนยาวนานพบพานเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งดีและไม่ดี

                         พวกเขายอมรับอยู่แล้วว่าช่วงชีวิตของเจ้านายที่เป็นเพียงมนุษย์นั้นแสนสั้น  ช่วงเวลาเพียงหลับไปตื่นหนึ่งของพวกเขาก็ผ่านไปเป็นร้อยๆปี  ตัวตนที่คุ้นเคยจากความทรงจำก็ล้มหายตายจาก  คงเหลือแต่เรื่องราวที่ยังจดจำได้ซึ่งบางครั้งจะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งคราวยามหลับฝัน

                         ทั้งสองศาสตราคิดว่าตัวเองที่พานพบเรื่องราวเหล่านี้มานักต่อนัก  ย่อมเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีไม่แพ้ใครก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับจากใจเลยว่า

                         แม้จะเห็นจนไม่รู้กี่ครั้งหากแต่ก็ไม่เคยชินชา  จะหัวใจหรือภาพที่ผ่านตา  ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากจะเห็นและจดจำมันอีกเลย...




                         ขณะที่ด้านในห้อง...มือแกร่งก็โอบประคองแผ่นหลังเล็กที่เริ่มสัมผัสได้ถึงกระดูก  อิชิคิริมารุฝืนทนไม่คิดอะไรอีกต่อไป  เพราะรู้ดีว่าร่างกายนี้ผ่ายผอมลงไปจนไม่เหลือเค้าเดิมนัก  เขาพยายามหลบเลี่ยงต่อนัยน์ตาสีแดงชาดคู่นั้นที่จ้องมองตนด้วยแววตาคมกริบราวกับจะเชือดเฉือน

                         อุกุยสุมารุและโคเท็ตสึแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบแล้ว  นิคคาริน้อมรับความผิดแต่โดยดีแต่เขาก็แย้งแค่ว่า

                         "ท่านปิดบังนางไม่ได้หรอก  นางไม่ใช่คนโง่ที่จะมองไม่ออกว่าทำไมมีแค่ท่านเพียงคนเดียวที่ต้องอยู่กับนาง..."

                         ใช่  ไอฮาเนะเป็นเด็กฉลาด  แม้จะอ่อนแรงเต็มทีแต่แค่มองและเฝ้าสังเกตเงียบๆมีหรือจะไม่รู้  ตัวอิชิคิริมารุก็ทราบดีว่ายังไงสักวันก็ต้องพูดแต่เขายังเตรียมใจไม่พร้อมที่จะพูดออกไป  เป็นนิคคาริเสียอีกที่มองออกว่านางปราถนาจะรับรู้และต้องการคำตอบตามตรง

                         นางไม่ต้องการการปิดบัง

                         "พี่หมอ..."  เสียงที่เบาระโหยร้องเรียกขณะที่จอกยื่นมาจรดริมฝีปากดังเดิม

                         "ขอรับ?"  ผู้ถูกเรียกว่าพี่หมอยังคงยิ้ม  ยิ้มเช่นเคยแม้ใบหน้าอยากร่ำไห้เต็มทน

                         "...ขอ...อะไรหน่อยนะ"

                         "ขอรับ?"  นางจะด่าเขาสินะ  ต้องด่าแน่ๆ

                         "อาจจะหยาบคายไปหน่อยแต่นี่คือจากใจจริง"

                         ไอฮาเนะสูดลมหายใจเข้าปอด  นึกขอบคุณที่กาลเวลาผ่านมาถึงสามอาทิตย์แล้ว  แม้จะอ่อนแรงแต่อย่างน้อยเธอยังพอตอบโต้ได้บ้าง  ความน่ารังเกียจอย่างหนึ่งที่ทำให้ไอฮาเนะเริ่มชิงชังฮงมารุของตนเองก็คือต่อให้เจ็บเจียนตายขนาดไหน  แต่เมื่อราตรีผ่านพ้นไปร่างกายจะถูกฟื้นฟูมาในระดับหนึ่ง  หมายความว่าในช่วงเช้าก่อนดื่มไอ้น้ำเวรนี่เธอจะมีเรี่ยวแรงพอจะพูดจาอะไรได้บ้าง  ดังนั้นไอฮาเนะฉวยโอกาสก่อนจะดื่มจัดการเทศนาหลังจากที่พลาดจากครั้งก่อนเสียเลย

                         หลังจากเห็นท่าทีตั้งใจรับฟังคำด่านั่นแล้ว เธอก็พูดออกมาด้วยเสียงที่ดังได้ที่สุดในขณะนั้นแบบใส่อารมณ์เต็มที่

                         "ไอ้พวกบ้าเอ๊ย!"

                         นั่นไง

                         ร่างสูงยิ้มค้างพยายามทำหน้าให้สงบนิ่งให้มากที่สุดแม้ร่างในอ้อมแขนจะขยับไหวเล็กน้อย  เด็กสาวไอค่อกแค่กเพราะแสบคอจนมือหยาบกร้านที่ประคองแผ่นหลังต้องลูบปลอบเบาๆ

                         "ข้าน้อมรับคำด่านะขอรับ  แต่ว่าสภาพแบบนี้ถ้ายังฝืนจะตะโกนออกมาดังๆระวังจะหอบเอานะขอรับ"

                         "ถ้ารู้ว่าฉันจะโวยวายงั้นก็อย่าทำตัวให้โวยวายจะได้หรือเปล่า  บอกตามตรงนะว่าแค่พูดขนาดนี้ยังเหนื่อยเลย"

                         ก็ถ้ารู้แล้วว่าเหนื่อยจะฝืนทำอะไรเกินตัวเพื่ออะไร  นางเป็นเด็กที่ดื้อเหลือเกิน

                         ร่างสูงถอนหายใจขณะตำหนิแผ่วเบา  "แล้วท่านจะฝืนเพื่ออะไรกัน  แค่พูดปกติท่านยังไม่มีแรงจะพูดเลย  ฝืนตะโกนเช่นนี้รังแต่จะเจ็บคอเพิ่มเสียเปล่าๆ"

                         "เจ็บแค่นี้ยังไม่เท่ากับตอนคายเอาของพวกนั้นออกมาหรอกนะพี่หมอ..."  ไอฮาเนะเเย้งเสียงเยือกเย็น  ตัวเธอนั้นเหนื่อยและหมดแรงได้ง่ายนั้นใช่  แต่เฉพาะครั้งนี้เท่านั้นที่จะขอพูดออกไป  ถ้าต้องนอนหลับลงไปด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคา  ให้ตายเธอก็นอนพักอย่างไม่สงบแน่

                         "ถ้านี่คือการลงโทษตัวเองอย่างที่นิคคาริพูดละก็...ช่วยหยุดสักทีจะได้ไหม?"

                         "..."

                         "คิดหรือว่าฉันจะไม่สังเกตเห็น?  ต่อให้มีคนอื่นอยู่ด้วยแต่สีหน้าพี่หมอชัดขนาดนี้  คิดว่าฉันโง่ดูไม่ออกหรือ?"

                         "..."

                         "ถ้ามันเจ็บปวดนักก็ไม่ต้องแบกไว้คนเดียวหรอก  ไอ้เรื่องที่ขังฉันไว้น่ะมันก็น่าโมโหอยู่หรอก  แต่ก็นะป่วยการมาคิดเรื่องพวกนั้นแล้ว  เวลาผ่านมาขนาดนี้จะคิดไปถึงอดีตอีกก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา"

                         "ได้ไงกันล่ะขอรับ..."  ร่างสูงสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ  เขาเอ่ยตอบกลับเสียงแข็ง

                         "หือ?"

                         "ท่านกล้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไรกันขอรับ ! พวกข้าคือคนที่ทำให้ท่านต้องอยู่ที่นี่!  มีสภาพเช่นนี้!  เป็นพวกข้า!  หากพวกข้าไม่เลือกท่าน!  ท่านก็จะไม่ต้องทรมานขนาดนี้นะ!"  

                         เพราะความปราถนาของพวกข้าที่ต้องการเจ้านายที่ตัวเองพอใจ  ดังนั้นจึงได้สร้างตรวนจองจำท่านเอาไว้เอง!

                         อิชิคิริมารุอยากจะพูดออกไปทั้งหมด  อยากจะสารภาพทุกอย่าง  อยากจะบอก  อยากจะขอให้ลงโทษ  อยากให้นางโกรธเกลียดอาละวาด  จะกรีดร้องใส่หน้าหรือตบตีอย่างไรก็ได้  อย่างน้อยๆก็จะได้รู้สึกผิดน้อยลง!

                         แต่ว่า...ถ้าเป็นแบบนี้...การที่นางไม่ทำอะไร  ไม่ด่าว่าไปมากกว่าคำด่าเมื่อครู่นี้เลย...มันยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้แก่ข้าชัดๆ!

                         เมื่อเห็นร่างสูงตะโกนสวนกลับมาด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด  ไอฮาเนะกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยสักนิด  กลับกันเธอกลับรู้สึกว่าเขานั่นแหละที่เจ็บปวดหนักกว่าตัวเธอไม่รู้กี่สิบเท่า  

                         ตัวเธอเจ็บที่ร่างกายแต่ตัวอิชิคิริมารุนั้นเจ็บทั้งกายและจิตใจ  

                         ทั้งที่จองจำเธอเอาไว้แต่กลับแบกรับความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดต่อชะตาชีวิตเธอแทนแทบทั้งหมด

                         มันน่าเจ็บปวดจากการพรากจากโลกแห่งความเป็นจริงก็จริง  แต่ว่า...กลับมีคนที่ทรมานและเจ็บปวดยิ่งกว่าตัวเธอเองเสียอีก

                         อาจจะเพราะในโลกแห่งความเป็นจริง  ตัวไอฮาเนะเองก็ใช่มีอิสระอะไรมาก  ชั่วชีวิตของเธอมีชีวิตอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เอาไว้ซุกหัวนอน  โรงเรียน  และที่ทำงาน  สถานที่อื่นไปก็ไม่รู้สึกสนุกสนาน  มีคนรายล้อมรอบด้านแต่ก็ไม่รู้สึกสนิทสนม

                         จะบอกว่าโลกในชีวิตจริงก็ไม่ได้ต่างกับกรงขังหรอก  แม้จะดูมีอิสระแต่ก็ถูกพันธนาการด้วยสังคม  กฏ  และอำนาจ  ขณะที่แห่งนี้มันก็คือกรงขังเช่นกันแต่ก็แค่ขังไม่ให้กลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง  ต้องวนเวียนอยู่กับศึกการต่อสู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ทว่าไม่ได้ห้ามอะไร  กฏก็ไม่มีอะไรมาก  แม้มีเรื่องอำนาจแต่ตัวเองก็ยังสามารถตอบโต้ได้ตราบที่ยังไม่ยอมแพ้

                         ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วสำหรับไอฮาเนะ  ที่แห่งนี้ดูไม่ใช่กรงเลยสักนิด  กลับกันโลกในชีวิตจริงต่างหากล่ะคือกรงขังอิสระภาพอย่างแท้จริง

                         และการที่ร่างสูงตรงหน้ากำลังจ้องมองด้วยใบหน้าที่อยากร่ำไห้เพราะรู้สึกผิดขนาดนั้น  ชั่วชีวิตของไอฮาเนะยังไม่เคยได้รับการมองหรือการแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาเลย

                         มันเหมือนเป็นความรู้สึกที่อีกฝ่ายเจ็บปวดเพราะว่ารักและแคร์เธอมาก  จึงได้รู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอเช่นนี้

                         และเพราะตัวเขาที่แสดงสีหน้าท่าทางออกมาแบบนี้  ไอฮาเนะรู้สึกว่าเธอจะกล้าโกรธแค้นเขาได้ยังไงกัน?

                         "มันก็ใช่นะ...ถ้าไม่ถูกเลือกก็จะไม่ต้องเป็นแบบนี้..แต่ว่านะ...ตัวฉันก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวที่ถูกพันธนาการไว้ไม่ใช่หรือ?"  ไอฮาเนะถามกลับด้วยรอยยิ้มแผ่วบาง  "ถ้าจะขังไว้ละก็  ทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวก็ได้  ไม่เห็นจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเลยนี่นา"

                         "..."

                         "ถ้าไม่ต้องการที่จะถูกทำแบบนั้นทำไมไม่ร้องขออิสระล่ะ?  เป็นอิสระไม่ต้องรับใช้ใครทำไมยังต้องการเจ้านาย?"

                         หากไม่ต้องการทุกข์ทรมานเพราะเจ้านายในอดีต  งั้นทำไมไม่ร้องขอว่าไม่ต้องการนายเสียล่ะ  มีชีวิตอยู่อิสระไม่ต้องขึ้นตรงต่อใคร  สามารถทำตามใจยังไงก็ได้  ไม่ต้องรับใช้ทนฟังคำสั่งที่ไม่ชอบใจต่างๆมากมาย  แต่กลับไม่ร้องขอแบบนั้นเพราะอะไร?

                         "นั่นก็เพราะ.."

                         เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ยังต้องการเจ้านาย  ต่อให้อยากมีอิสระแล้วอย่างไร?  ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้นที่ตัวเองเป็นศาสตรา  มีตัวตนอยู่เพื่อการช่วงใช้

                         หากไม่ถูกช่วงใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เหมือนไม่มีค่า

                         จะความปราถนาที่จะได้ต่อสู้อย่างสมเกียรติในฐานะอาวุธรบอีกสักครั้งก็ดี

                         หรือจะความปราถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในฐานะศาสตรา  ได้ถูกใช้ดั่งอาวุธไม่ใช่ของประดับก็ดี

                         ทั้งหมดทั้งมวล...ความปราถนาเหล่านั้นล้วนยังต้องการผู้ช่วงใช้หรือเจ้านายทั้งสิ้น

                         "ต่อให้พูดว่าศาสตราขาดนายไม่ได้แล้วอย่างไรล่ะ?  ต่อให้มีเจ้านายก็ไม่จำเป็นต้องไยดีก็ได้นี่  ถ้าต้องการเอาคืน...จากความเจ็บแค้น...มันก็ไม่เห็นต้องทำดีด้วยไม่ใช่เหรอ?"

                         ถ้ายังรู้สึกโกรธแค้นเพราะสิ่งที่เคยทำกันในอดีต  งั้นก็ให้เจ้านายมีหน้าที่ออกคำสั่งเหมือนอย่างเคย  แล้วก็ขังไว้ในเรือนทำเหมือนเป็นนักโทษแค่มีอิสระเดินเล่นภายใน  แต่ไม่ให้ออกไปด้านนอกก็เกินพอ  อีกทั้งไม่ต้องใส่ใจทำเหมือนเจ้านายมีค่าแค่คนออกคำสั่ง  การปฏิสัมพันธ์หรือการพูดคุยก็ไม่ต้องทำก็ได้

                         แต่ทั้งอย่างงั้นกลับไม่ทำ

                         "มันน่าตลกนะพี่หมอ...ถึงจะบอกว่าพันธนาการเจ้านายด้วยตัวเอง  แต่ว่า...ขณะเดียวกัน...ไม่ใช่ว่าพวกศาสตราเองก็ยินดีจะพันธนาการตนเองร่วมกับนายด้วยหรอกหรือ?"

                         "ทั้งที่ก็ไม่ต่างกันเลย"

                         "ศาสตรามีตัวตนอยู่ได้เพราะเจ้านาย  เพราะซานิวะ"

                         "และการที่เจ้านายหรือซานิวะจะทำอะไรได้ก็ต้องพึ่งพาศาสตรา"

                         "ไม่ว่าฟากฝั่งไหนก็ขาดหายไม่ได้ทั้งคู่  จะเรียกว่าเป็นคนพันธนาการฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก"  

                         "เพราะยังไงต่างฝ่ายต่างก็ต้องอยู่ร่วมกัน  ขาดจากกันไม่ได้"

                         "เหมือนสายสัมพันธ์ที่ถูกมัดเป็นเกลียวแน่นดุจดังเชือกเส้นเดียวกัน"

                         "เหมือนดั่งโชคชะตาที่จะผูกมัดกันและกันจวบจนกว่าจะหมดสิ้นพันธะจากกันไป"

                         ดวงตาสีชาดจ้องมองดวงตาสีม่วงที่เบิกกว้างขึ้นจากการได้ยินคำพูด  ขณะที่น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมาบนกิโมโนขาวของเด็กสาว  

                         "ถ้าพามาขังเอาไว้อย่างไม่ไยดีก็คงแค้นเหมือนกันแต่ว่า..."  ไอฮาเนะหัวเราะรู้สึกหางตาก็เริ่มร้อนผ่าว  จนสุดท้ายก็ร้องออกมาอย่างทนไม่ไหวเหมือนกัน  กระนั้นเธอก็ยังยิ้มและหัวเราะไปทั้งน้ำตา  "...แต่ว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นนี่นา"

                         "อย่างไม่รู้ตัวเลยล่ะนะ  ที่ได้เรียนรู้ได้ทำอะไรมากมาย  ทั้งเรื่องที่ไม่เคยรู้และไม่เคยทำมาก่อน  ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ  ได้อยู่ร่วมกับคนอื่นทั้งที่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะไม่อยู่ร่วมกับใคร  จะไม่อยากใกล้ชิดใคร  แต่ว่าพอมาอยู่นี่กลับสนุกและได้เข้าใจว่าการอยู่คนเดียวที่ผ่านมามันเจ็บมากขนาดไหน"

                         "ท่านไอ..."

                         "ถึงจะบอกว่าฮงมารุแห่งนี้คือกรงขัง  แต่ว่านะโลกแห่งความเป็นจริงก็ไม่ต่างกันหรอก  สิ่งที่กักขังฉันเอาไว้ก็คือกฏ  สังคม  อำนาจ  และที่สำคัญก็คือจิตใจของฉันเอง  มันไม่ได้ต่างกันเลยจะที่นี่หรือโลกแห่งความจริง..."

                         ไอฮาเนะแตะมือบนฝ่ามือที่ประคองจอกเหล้าเบื้องหน้า  เธอออกแรงบีบเล็กน้อยเสมือนเป็นการย้ำเตือนทุกสิ่งที่พูดออกไป

                         "การมาอยู่ที่นี่ในตอนแรกมันก็เจ็บปวด  การมีสภาพแบบนี้ก็ทรมาน  แต่ว่านะ...พวกพี่หมอกับคนอื่นๆก็ไม่ได้ทิ้งฉันไปไหนนี่"  

                         ด้วยสารรูปแบบนี้ไม่ต่างกับภาระ  จะทอดทิ้งปล่อยไว้อย่างไม่ไยดีก็ได้แต่กลับไม่ทำ

                         "แถมยังบ้าทำเรื่องบ้าๆอย่างการทนดูสภาพฉันแบบนี้อีก  คิดว่าฉันจะซึ้งใจเหรอ?  ไม่หรอกนะ  สภาพตัวเองฉันรู้ดีว่ามันไม่ได้น่ามองนัก...การจะฝืนบีบบังคับตัวเองให้ทรมานทนดูเพื่อเป็นการลงโทษตัวเองซ้ำซากนั่นมันไม่มีประโยชน์หรอก  มันไม่ได้ทำให้ฉันดีใจหรือสะใจ  ตรงกันข้ามมันมีแต่เพิ่มความเจ็บปวดมากกว่า"

                         "รู้ไหม?  ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ฉันได้รับสิ่งต่างๆมามากมาย  จะอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เคยได้รับจากโลกแห่งความจริงฉันก็ได้มันมา  ได้ทั้งเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ  ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน  จะทั้งการเข้าใจจิตใจคนอื่นก็ด้วย  ฉันอยากจะพูดมานานแล้วล่ะนะว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่...  ฉันได้รับอะไรหลายต่อหลายอย่างจากทุกคนมามากมายเหลือเกิน"

                         มือเล็กๆที่ซูบผอมออกแรงบีบย้ำอีกครั้งขณะที่หยดน้ำตาก็ยังคงไหลเปื้อนเต็มใบหน้า

                         "ดังนั้นอย่าทรมานตัวเองได้ไหม  พอแล้ว..บทลงโทษสำหรับตัวเองมันเกินพอแล้ว  อย่าทำร้ายตัวเอง...สำหรับตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้ต่างกันเลย  เพราะงั้นเลิกโทษตัวเองสักที  มันไม่ได้แค่ทำร้ายตัวพี่หมอคนเดียว  มันทำร้ายทั้งฉันและคนอื่นที่เฝ้ามองดู  ไม่มีใครที่ไม่เจ็บหรอก  ทุกคนต่างก็เจ็บปวดเหมือนๆกัน  ฉะนั้นอย่าแบกมันไว้เพียงคนเดียวเข้าใจไหม"

                         ไหล่กว้างนั้นสั่นไหวยามเมื่อผงกหัวตอบรับด้วยเสียงสะอื้นแผ่วเบา

                         ขณะที่เสียงพูดก็ตอบรับด้วยถ้อยคำเบาๆที่แทบจะกลืนไปกับเสียงร่ำไห้...




                         โคกิทสึเนะมารุชำเลืองตาหลังเห็นร่างสูงของโอดาจิก้าวออกมาด้านนอก  เขาเลื่อนปิดบานประตูแผ่วเบาขณะทรุดตัวลงนั่ง  "เรียบร้อยแล้วหรือ?"  เขาถามเหมือนอย่างเคย  ตามปกติจะได้ยินแค่เสียงอืมตอบกลับมา  ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป

                         "ใช่  ตอนนี้อาการดีขึ้นไม่อาเจียนเอาเลือดสีดำออกมาอีกแล้ว"

                         เค้าหน้าของจิ้งจอกหนุ่มมีสีหน้ายินดีขึ้นชั่วครู่  "งั้นหลังจากนี้ร่างกายก็คงจะดีขึ้นเรื่อยๆสินะ"

                         "ข้าก็ขอให้เป็นเช่นนั้น"

                         มิคาสึกิที่นั่งผินหน้าออกไปด้านนอกอยู่ครู่ใหญ่รับฟังเรื่องของสองดาบแล้วคิดใคร่ครวญบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะยอมหันกลับมามองเค้าหน้าดาบใหญ่  

                         "..."

                         ทุกครั้งในช่วงระยะเวลานี้อิชิคิริมารุจะออกมาด้วยใบหน้าที่เจิ่งนองด้วยน้ำตาพร้อมกับสีหน้าที่เจ็บปวด  หากแต่ยามนี้บนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มบางๆมาแทนที่

                         "นางว่าอะไรมารึไม่ล่ะ?"  คล้ายกับพอเดาออก  ร่างสูงใช่ว่าจะไม่ทราบเรื่องที่นิคคาริเป็นผู้เอ่ยปากเล่าเรื่องให้เจ้านายสาวที่หลับพักผ่อนรู้เสียเมื่อไหร่  รายนั้นก็คงทนไม่ไหวที่จะเห็นเพื่อนร่วมบ้านของตนและคนอื่นมีสีหน้าแบบนั้นไปตลอด  เลยตัดสินใจที่จะพูดออกไป

                         และดูเหมือนแม่สาวน้อยคนนั้นแม้จะอ่อนแรงแต่ก็ยังพอมีเรี่ยวแรงเหลือจะเทศนาพวกดาบที่เหลือสินะ

                         "นางว่าข้าและฝากมาว่าพวกเจ้าด้วยว่า  ไอ้พวกบ้าเอ๊ย น่ะ"

                         สองทาจิตาโตก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา   "งั้นรึๆ  โดนว่าจนได้สินะ  เฮ้อ  ในสภาพแบบนั้นยังจะว่าคนอื่นได้นะเจ้านายของพวกเราเนี่ย"

                         อิชิคิริมารุหัวเราะอย่างเห็นด้วยในคำพูดนั้น  สภาพก็เหนื่อยล้าเต็มทีแต่ก็ยังฝืนตัวเองว่าคนอื่นอีก

                         นางก็เป็นแบบนี้...ทั้งดื้อและรั้นไม่ห่วงตัวเองสักเท่าไหร่

                         "งั้นหลังจากนี้เจ้าจะเลิกทำหน้าแบบนั้นและไม่คิดทำอะไรเพียงลำพังแล้วใช่หรือไม่เล่า  อิชิคิริมารุ?"  มิคาสึกิถามพลางแย้มยิ้มอย่างงดงาม 

                         "ก็คงเป็นเช่นนั้น  ไม่อย่างงั้นคงโดนว่าเอาอีกแน่ๆเลย"

                         "ฮะฮะฮะ  ดีแล้วๆ  ถ้ายังทำต่อไปอีกรับรองได้ว่านางต้องโกรธมาก  และหากโกรธมากในยามนี้ข้าว่าเรือนได้พินาศกว่าเดิมเป็นแน่"

                         "นั่นเจ้าก็พูดเกินไปมิคาสึกิ"  โคกิทสึเนะมารุส่ายหน้าอย่างระอา  ท่ามกลางเสียงหัวเราะทว่าท้ายสุดเขาก็ย่นคิ้วแล้วยิ้มเผล่ก่อนยินยอมตอบรับไปอย่างเห็นด้วย  "แต่ข้าก็กลัวเหมือนกันนะ"

                         "ฮะฮะ  ใช่ไหมล่ะ?  นางน่ะหูดีแถมรู้เรื่องภายในเรือนอย่างกับมีตาอยู่ทุกที่เลย"

                         "ครั้งก่อนนางก็รู้ว่าข้าเคยคิดแอบฟังนาง  รึนางมีตาอยู่ทุกที่อย่างเจ้าว่านะมิคาสึกิ?"

                         "อ้าวๆ  นี่พวกเจ้านินทานางหน้าห้องเลยรึ?"

                         จันทร์เสี้ยวหลิ่วตาทำหน้าตาขบขัน  "ทำอย่างกับเจ้าไม่เห็นด้วยงั้นแหละอิชิคิริมารุ  ถ้าเจ้าไม่เลิกทำหน้าเช่นนั้นนางต้องโกรธมากแน่  อาจจะถึงขั้นมาพังเรือนโอดาจิเลยก็เป็นได้  รึเจ้าไม่คิดเช่นนั้น?"

                         ดาบใหญ่อึ้งไปชั่วครู่ก่อนหัวเราะตามออกมาแล้วพยักหน้าอีกหลายครั้งหลายหน

                         "นั่นสินะ  ถ้าไม่เลิกทำหน้าแบบที่เจ้าว่า  สงสัยนางคงลุกมาอาละวาดจนเรือนพินาศกว่าเดิมแน่ๆเลยล่ะ"

                         "ฮะฮะฮะ  ใช่ไหมล่ะ"

                         แล้วเสียงหัวเราะของเหล่าดาบอาวุโสก็ดังสลับกับการพูดคุยเรื่องราวต่างๆ  

                         แต่ท้ายสุดจันทร์เสี้ยวก็ได้เอ่ยปากออกมาอย่างหนึ่งที่ทำเอาเสียงหัวเราะของสองดาบหยุดชะงัก

                         "อิชิคิริมารุ  ในยามนี้ข้าได้ตัดสินใจบางอย่างแล้วล่ะนะ"

                         "หือ?"

                         "เรื่องนั้นน่ะ  ข้าเคยคิดอยากพูดกับเจ้ามานานแล้ว  ไหนๆนางก็อาการดีขึ้น  เช่นนั้นจะไม่อ้อมค้อมละนะ  ข้าขออนุญาตเจ้าในฐานะที่เจ้าเป็นผู้ปกครองของนางหน่อยละกัน"

                         "หา?"

                         "ยังจำปิ่นปักผมนั่นได้หรือไม่?"

                         อ้ะ

                         ดาบใหญ่อ้าปากค้าง  เหมือนกับเจ้าจิ้งจอกที่ตาโตไปด้วย

                         "นี่เจ้า..."

                         "ที่ให้นั่นเพราะข้าเอาจริงนะ  แต่ที่ไม่เคลื่อนไหวสักเท่าไหร่ก็เพราะนางยังไม่รู้เรื่องรู้ราว  ข้าเลยอยากปล่อยเวลาผ่านไปค่อยๆเฝ้าดูแล้วค่อยตัดสินใจอีกสักหน  แต่ครั้งนี้...ข้าว่ามันทำให้ข้าทนรอไม่ไหวอีกแล้ว  ก็เหมือนกับคนอื่น...ช่วงเวลาของมนุษย์นั้นสั้นนักอิชิคิริมารุ  อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งจะเรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ได้นะ...ที่ข้าอยากเป็นฝ่ายเริ่มและจริงจัง"

                         "มิคาสึกิ..."

                         "ข้ารอนางจะเข้าใจความรู้สึกมานานเกินพอแล้ว  ดังนั้น...ข้าจะไม่รออีกต่อไป  ช่วยจำไว้ด้วยล่ะว่าข้าขออนุญาตเจ้าแล้วนะอิชิคิริมารุ"  ว่าแล้วก็หยักยิ้มหัวเราะอย่างเคยท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของดาบทั้งสอง

                         ก่อนเสียงโวยวายจะดังก้องขึ้นโดยผู้ปกครองที่เปลี่ยนมาถลึงตาใส่อย่างดุดัน

                         "ข้าไม่ได้อนุญาตเจ้าสักนิดนะมิคาสึกิ!!!!"




****************************************************************************************************

-  สารภาพว่าตอนแรกถ้ามองแต่รูปโดยไม่สนประวัติหรืออ่านบทแปลคำพูดเนี่ย  เราชอบปู่กับเจ้ากระเรียนแต่แรกเห็น  แต่พอมาได้ยินเสียงถึงกับหลงเสียงของพี่หมอเลยทันที

-  อิชิคิริมารุตามประวัติเนี่ยมีหลากหลายเหมือนกัน  (ประวัติพวกนี้เราลองค้นจากเว็บที่เขาเอามาแปลให้อ่านบ้าง  ก็ดูสับสนเหมือนกันเลยเอาบางส่วนที่หาเจอมาให้อ่านดูนะคะ)  

-  บางแหล่งก็ว่าตีขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงคาบุกิโดยมีชื่อว่า อิชิคิริ คาจิวาระ 

-  บางเว็บก็บอกว่าเป็นดาบที่ตีขึ้นโดยอาริชิเงะที่เป็นลูกศิษย์มุเนจิกะ  ซึ่งมีอีกทฤษฏีว่าอาจจะเป็นพ่อลูกกันโดยอาริชิเงะอาศัยในแคว้นคาวาจิ (โอซาก้า)  ทำหน้าที่ตีดาบให้ตระกูลมินาโมโตะ  ซึ่งว่ากันว่าอิชิคิริมารุเนี่ยเดิมเป็นดาบที่ถูกตีขึ้นเพื่อมอบให้เป็นดาบคู่กายของมินาโมโตะ โนะ โยชิฮิระ  ตามตำนานเฮจิ  (Heiji - monogatari)

-  ขณะที่อีกประวัติจะเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าอิชิคิริสึรุกิยะซึ่งสักการะดาบ อิชิคิริมารุ  ซึ่งประวัติอันนี้เกี่ยวโยงกันตั้งแต่ยุคบรรพกาล  ขอเล่าแบบย่อละกัน  คือเทพที่ปกครองศาลเจ้าองค์นี้...เทพเจ้าอุมะชิมะเดะโนะมิโคโตะ  คือบุตรของเทพเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินยามาโตะก่อนจะเกิดปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นหรือจักรพรรดิจินมุนั่นเอง  

โดยเทพผู้ปกครองศาลนี้เป็นหลานเทพีอามาเทราสึได้รับพลังชีวิตจากองค์เทพีและลงมายังผืนดินให้กำเนิดผืนนาและสอนมนุษย์ให้รู้จักทำนาปลูกข้าว  ระหว่างที่เทพองค์นี้ปกครองแผ่นดินยามาโตะ  จักรพรรดิจินมุก็ยกทหารมาบุก  ขณะเข้าต่อสู้ต่างฝ่ายต่างก็พบว่ามีศรซึ่งมีแหล่งกำเนิดเดียวกันจึงทราบว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นหลานขององค์เทพี  ดังนั้นเทพเจ้าจึงย้ายถิ่นฐานออกจากแผ่นดินยามาโตะทำให้จักรพรรดิจินมุสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้  และเพื่อแสดงความจริงใจ  เทพเจ้าอุมะชิมะเดะโนะมิโคโตะจึงมอบดาบและศรให้เป็นเครื่องสักการะ

ดาบเล่มนั้นถูกยกย่องว่าเป็นดาบขนาดใหญ่สามารถตัดผ่าหินผาของจักพรรดิจินมุได้  จึงตั้งชื่อศาลซึ่งสักการะของวิเศษทั้งสองว่า  ศาลเจ้าอิชิคิริสึรุกิยะค่ะ

-  สำหรับอิชิคิริมารุที่อยู่ในการดูแลของศาลเจ้าเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของศาลเจ้า  เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านที่เข้ามารับพรขอให้โรคภัยหายดี  ซึ่งสอดคล้องตามบทพูดที่เขาแนะนำตัวว่าเป็นดาบที่เชื่อว่าตัดผ่าหินผาได้และปัดเป่าโรคภัยได้ค่ะ

-  แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดนะคะว่าอิชิคิริมารุที่โยชิฮิระครอบครองกับอิชิคิริมารุของศาลเจ้ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่

-  ดังนั้นคาแรคเตอร์ของเขาจึงเป็นดาบสักการะและมีความสุขุมมีความเป็นผู้ใหญ่มาก  เราเลยใช้คาแรคเตอร์ตรงจุดนี้ประกอบกับตามประวัติถ้าอิงตามตำนานเทพที่เคยให้ความรู้สอนสั่งการทำนาแก่มนุษย์  จึงทำให้เขามีบทบาทในฐานะผู้สอนหรือเป็นเสมือนอาจารย์ผู้ให้ความรู้ค่ะ

-  ถามว่าทำไมตอนนี้เน้นว่าพี่หมอแกเจ็บปวดขนาดนั้น  ก็ตามประวัติตัวเองเป็นดาบที่เชื่อว่าใช้เพื่อปัดเป่าโรคภัยและมีไว้สักการะบูชา  แต่การกระทำของเขาทั้งที่เหนี่ยวรั้งเจ้านายเอาไว้จนทำให้เจ้านายมีสภาพแบบนี้  ไหนจะต้องป้อนยาให้จนเจ้านายอยู่ในสภาพปางตายเพราะเจ็บมากๆ  สำหรับดาบที่เชื่อว่าจะปัดเป่าโรคภัยแต่ตอนท้ายกลายเป็นดาบที่ยัดเยียดความเจ็บปวดให้เสียเอง  ดังนั้นสำหรับอิชิคิริมารุน่าจะเจ็บสุด

-  ถามว่าคนที่สนิทๆอย่างคะชูหรือใครอื่นทำแทนไม่ได้เหรอ  คงต้องบอกว่าคะชูหรือยามาโตะเนี่ยจากบุคลิกและนิสัยบวกประวัติ  การจะอยู่ดูแลไอฮาเนะในสภาพนี้มีโอกาสจิตตกเสียเอง  หน้าที่นี้เรามองว่าดาบผู้ใหญ่เหมาะกว่า  ดังนั้นหวยเลยไปออกที่อิชิคิริมารุเพราะตลอดการเดินเรื่องมีเขาเพียงคนเดียวที่ไอฮาเนะเคารพและทำหน้าที่เสมือนผู้ปกครองเป็นเหมือนพ่อเป็นเหมือนอาจารย์  ดังนั้นถ้าเป็นเขาบวกกับประวัติเขาเราว่าน่าจะเดินเรื่องได้ดีกว่า

-  การเลือกเจ้านายของดาบเหมือนจะดีที่ดาบได้นายถูกใจและเริ่มผูกพันธ์จริงๆ  แต่ท้ายสุดก็เจ็บอีกอยู่ดีเพราะต่อให้นายยอมรับเข้าใจเหตุผล(เหมือนไอฮาเนะ)  แต่ว่าสุดท้ายก็ต้องมาทนดูเจ้านายที่ตัวเองยอมรับและรักมากเจ็บเพราะตนเองเลือกเอง  ยังไงก็ปวดใจไม่ต่างกันนัก  ดีไม่ดีเจ็บกว่าอีก  ฉะนั้นนี่น่าจะเป็นเหตุผลมากพอในการลงโทษตัวเองของอิชิคิริมารุที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะยอมเจ็บปวดเพื่อทรมานตัวเองเป็นการชดใช้ให้แทน

-  กรณีที่คุณ §INERZIA§  ทักว่ายังคาดหวังฉากจูบได้หรือไม่?  คำตอบคือ  ได้ค่ะ  ได้แน่ๆ  ถึงจะบอกว่าพวกศาสตราขีดเส้นแบบนี้แต่เพราะสมัยก่อนพวกเขาเจอแต่เรื่องพวกนั้น  พอมาได้นายใหม่ก็ลังเลกันอยู่  ซึ่งตอนก่อนหน้านี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้ากันมากเพราะเราอยากเน้นเรื่องความสัมพันธ์และความรู้สึกจากการเห็นสภาพเจ้านายที่ตัวเองรักมากก่อนน่ะค่ะ

-  คือเดินเรื่องกันมานานก็จริงพวกศาสตราก็รักและผูกพันธ์ไอฮาเนะเเหละแต่ติดเรื่องในอดีต  ประกอบกับบางส่วนยังเฉยๆเพราะคิดว่าถ้าคงสถานะภาพแบบนี้ตลอดไปก็ดีไม่ต้องมีปัญหาอะไรมาก  แถมไอฮาเนะก็ไม่แสดงท่าทีชอบพอหรือส่งสัญญาณว่าตกหลุมรักดาบสักคนเลย  พวกเขาเลยคิดได้แค่อย่างเดียวว่าเจ้านายไม่เคยคิดเรื่องความรักเลย  ดังนั้นจึงยังไม่กล้ารุกมากเพราะกลัวกระทบความสัมพันธ์ (อารมณ์แบบไปรุกจีบมากๆเดี๋ยวเจ้านายระแวงแล้วกลายเป็นความขุ่นเคืองระหว่างกันไปอีก)    ถามว่าไม่รักเหรอ?  ก็รักนะแต่บางคนก็มองว่ารักเพราะว่านี่คือเจ้านาย  ต้องปกป้องดูแล  จนกระทั่งมาตอนนี้ที่ไอฮาเนะอาการทรุดนั่นแหละมันจะเป็นจุดที่เริ่มมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป

-  คนเราจะรู้สึกตัวว่ารักใครจริงก็ตอนที่สายเกินไป  สำหรับในนิยาย  คำว่าสายนี่คือตาย...  ตอนนี้ไอฮาเนะยังไม่ตายแต่ก็ปางตาย...ในสภาพที่ไม่เหลือเค้าเดิมที่คุ้นตา  ตรงนี้น่าจะเริ่มต้นให้ดาบหลายคนเริ่มมีความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมมากขึ้นแล้ว   และหลังจากตอนนี้เป็นต้นไปพวกดาบจะเริ่มมีพัฒนาการด้านการแสดงออกเรื่องความรักมากขึ้นค่ะ  จะทั้งรักในแง่ชายหญิง  หรือรักแบบเพื่อนพ้อง  รักแบบพี่น้อง  หรือรักแบบพ่อแม่ก็ตาม

-  จริงอยู่ว่าเคยขีดเส้นเรื่องนายบ่าวแต่นั่นคือสมัยก่อน  ในยุคสมัยของไอฮาเนะพวกศาสตราหลายคนผ่านเรื่องเหล่านั้นมามาก  ดังนั้นหากจะมีใครคิดอยากก้าวข้ามจึงไม่แปลก  แต่ที่ไม่ทำกันแต่แรกเพราะกลัวจะลงเอยไปจบไม่ดีแบบอดีต  จนกระทั่งไอฮาเนะปางตายพวกเขาจึงเริ่มคิดแล้วว่าเวลามันไม่แน่นอน  แสดงความรู้สึกออกไปนับจากนี้ดีที่สุดเพราะอย่างน้อยก็มั่นใจว่าตัวเจ้านายที่เลือกจะไม่กลายเป็นแบบพวกซานิวะในอดีตที่ไม่สนอะไรอีกหลังจากมีความรักมาข้องเกี่ยว

-  จริงๆมีดาบคนหนึ่งแสดงออกชัดเจนแล้วนะคะว่าคิดจะก้าวข้ามความสัมพันธ์นายบ่าว (ตั้งแต่ช่วงตอนแรกๆ)  ถึงขนาดให้ของแทนใจกันต่อหน้าคนอื่นแต่แม่คุณแค่ไม่เคยคิดถึงเท่านั้นเอง  และถึงแม้จะทำเพราะมองว่าการจีบแบบนั้นกับคนที่ไม่ค่อยสนเรื่องความรักจะเป็นการท้าทาย  แต่ในช่วงตอนเที่ยวงานเทศกาลเจ้าตัวก็กล้าบอกอยู่ในใจแล้วว่า 'ลุ่มหลง'  เหตุผลที่บทเขายังไม่เด่นคงเพราะเหมือนข้อบนๆ  คือส่วนหนึ่งก็กลัวซ้ำรอยในอดีตเลยใช้เวลาศึกษาอยู่ห่างๆและแสดงบทบาทเป็นผู้ใหญ่สอนเด็กไปพลางๆก่อน  แต่พอเห็นคนที่ต้องการอยู่ในสภาวะปางตายเขาเลยไม่อยากรีรออีก  ซึ่งหลังจากนี้ก็เตรียมเถอะค่ะ  คนแก่คงรุกเต็มที่แล้วเหมือนคนอื่น

-  สำหรับทสึรุที่สื่อว่ายังไม่คิดอะไรมากคงเพราะอยากใช้เวลาศึกษากันต่อไปด้วย  ส่วนเรื่องรักและหวงแหนนี่เป็นความรู้สึกจริงๆของเขาค่ะ  แต่เพราะตัวเองยังทำหน้าที่คอยปกปักเฝ้าดูจึงไม่แสดงท่าทีมาก  ส่วนหนึ่งที่เขายังไม่รุกแบบเปิดเผยเหมือนพ่อดาบที่กล้าจะข้ามความสัมพันธ์นั้นคงเพราะตัวเองเคยเจออะไรแบบนี้มาเยอะ  ดังนั้นก็เหมือนกับคนอื่นคือยังไม่ไว้ใจเต็มที่แม้จะเริ่มให้ความสนใจแต่ก็ยังกลัวเหมือนเดิม  แต่สำหรับบทบาทการรุกของทสึรุนั้นจะเริ่มต้นหลังผ่านปีใหม่ค่ะ  ซึ่งในเรื่องหลักเวลายังเดินช้ากว่า  ดังนั้นเราเลยเร่งเวลาในการเดินเรื่องหลักเต็มที่เลย  เพื่อไล่ให้ทันช่วงตอนพิเศษตอนปีใหม่ค่ะ  (ตอนนี้เรื่องหลักมันยังอยู่ในฤดูใบไม้ร่วงก็ช่วงราวๆกันยายน-พฤศจิกายนค่ะ)

-  หลังจากช่วงตอนสองตอนนี้เป็นต้นไป  พวกดาบใหม่ๆที่เคยเกริ่นไว้อย่างสองพี่น้องฮิฮิ  หรือโอเดนตะกับพวกดาบมาใหม่ที่เคยปรากฏใน Zoku hanamaru  จะเริ่มปรากฏและมีบทบาท  ซึ่งพอมีบทตอนพิเศษจะเริ่มทยอยออกค่ะ  (ตอนพิเศษช้าหน่อยเนอะ  ตอนนี้ปั่นเนื้อเรื่องหลักให้ทันกับเหตุการณ์ตอนปีใหม่กันอยู่ค่ะ)







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

716 ความคิดเห็น

  1. #613 JustAEcho (@JustAEcho) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 01:45
    ฮือออ รักเรื่องนี้มากเลยค่ะ สมจริงทั้งการวางแผนและด้านการพัฒนาค.สัมพันธ์ของตัวละคร อ่านแล้วรู้สึกไม่ขัดเลย ขอบคุณนะคะที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ขึ้นมา เป็นกำลังใจให้นะคะ รออ่านสัมเหมอออ
    #613
    0
  2. #214 akamecenturion87 (@akamecenturion87) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 23:27

    รุกเยอะขนาดนี้ สรุปใครพระเอกคะเนี่ย???

    #214
    0
  3. #213 Ame-himesama (@ame-sama) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 23:11
    เป็นการอ่านนิยายที่กลัวจบมากกก

    อ่านไปมองไปว่าใกล้หมดหรือยัง

    สนุกมากค่ะดึงอารมณ์ได้ดีมากตัวละครมีมิติ ดีมากๆๆๆ ถ้าไอจังได้เป็นซานิวะระยะยาวบรรดาๆดาบๆนี่คงจะมีความสุขมากๆเเน่เลย
    #213
    0
  4. #212 Llewellyn (@valkyre) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:51
    ชอบเรื่องนี้มากๆ เลยค่ะ ไม่ค่อยได้เห็นคนแต่งได้ละเอียดแล้วก็ใส่ใจพ้อยท์เล็กๆ ทุกจุดแบบนี้เลย แง

    ชอบที่ชื่อเรื่องคล้องกับเนื้อหาลึกซึ้งขนาดนี้จังเลยค่ะ ประทับใจ ฮือๆๆ

    นอกจากทสึรุ (ทั้งโยมิแล้วก็ของท่านไอ) ก็รักพี่หมอที่สุดแล้ว ความใส่ใจนี้ โฮ ดูแลดีมากๆ พี่่่่หมอออออ
    #212
    0
  5. #211 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:35

    โอยะ~ ปู่จะกลับมาทวงคะแนนคืนแล้วว สมเป็นผู้อาวุโส ตัดสินใจอะไรได้ฉับไวกว่าคนอื่น คนอื่นต้องรีบรู้ตัวแล้วรีบเดินเรือนาจา เดี๋ยวจะตามไม่ทันคนแก่เอา

    ..จริงๆเราชอบที่ค.สัมพันธ์ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแบบนี้มากเลยค่ะ ชอบที่มีค.สัมพันธ์หลากหลายด้วย ไม่ใช่แค่รักแบบคนรัก แต่ค.สัมพันธ์อื่นๆก็ยังให้ความสำคัญ แต่ตอนพิเศษตอนนั้นทำเราแป๋วว่า อ่าวสรุปคือยูจะขีดเส้นไว้แค่นั้นจริงหรอ จะไม่คิดอะไรจริงๆดิ ใจนึงก็ดีนะไม่ดราม่า แต่อีกใจก็.. ตอนนี้ก็โล่งใจว่า เออพวกดาบมันยังคิดจะก้าวข้ามอยู่บ้างนะ ยังคาดหวังได้อยู่555

    #211
    0
  6. #210 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:30
    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกโดนทำลายตับไตไส้พุงมากเลยค่ะสงสารพี่หมอมากแต่ว่าตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าปู่เริ่มรุกแล้วคนอื่นอย่ายอมแพ้ค่ะ///รู้สึกอยากเปลี่ยนบทบาทรักแบบผู้ปกครองของพี่หมอมาเป็นบทบาทรักแบบชายหญิงเลยค่ะอ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าพี่หมอโครตดูแลเอาใจใส่ไอจังมากกกกเลยแอบเชียร์พี่หมอ5555///แล้วก็ขอบคุณที่มาอัพค่ะรีบมาอัพนะคะเพราะเราอยากอ่านมากกกกกเพราะมันสนุกและได้สาระโครตๆเลยค่ะ
    #210
    0
  7. #209 p_ice (@p-ice) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:05
    รายละเอียดดีมากมายค่ะ เมนใครยังตัดสินใจไม่ได้ 5555 แต่ปู่ดูท่าจะรุกหนักแล้วละ 5555
    #209
    0
  8. #208 Marius Yo (@tongue) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:45
    คุณคะคุณ เขาจะเอาจริงแล้ววว
    #208
    0
  9. #207 Kamerin (@kamerin) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:13
    ขอกันแบบนี้เลยนะปู่ววว คนอื่นอย่ายอมค่ะ 55555
    #207
    0
  10. #206 MeowV (@MeowV) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:11
    ปู่เอาจริงแล้ว55//สนุกมากๆค่ะจะรออ่านจนจบแน่นอน
    #206
    0
  11. #205 Run for your life (@ingfhakaewsri) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 20:48

    นิยายเรื่องนี้ดีที่สุดเท่าที่อ่านมาในชีวิตเลยค่ะฮืออ..อ่านนิยายของไรท์แล้วได้ทั้งข้อคิดได้ทั้งความรู้เรื่องต่างๆเป็นมุมมองใหม่ๆที่อธิบายออกมาผ่านตัวละครต่างๆทั้งยังบุคลิกนิสัยที่แสดงออกมาได้ดีมากๆอีก

    ขอบคุณมากๆเลยที่แต่งให้อ่านค่ะ
    #205
    0