Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 58 : Special Story 4 จริงปลอมไม่สำคัญ..จำไว้แค่ว่าเป็นดาบของฉันคนเดียวก็พอ [Yamanbagiri Kunihiro X Saniwa]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,037
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    18 ก.พ. 62





***  เป็นตอนของยามัมบะนะจ้ะ  ไม่รู้จะชอบหรือมึนหรือเปล่า ฮะฮะ
***  จากในเรื่องเราจะเรียก  Yamanbagiri  Chouji  ว่าโชวกินะคะ  คือตามชื่ออาจจะเรียกว่า โชงิก็ได้  หรือโจกิก็ได้แล้วแต่คนอื่น  แต่เราฟังเสียงบทพูดแล้วฟังเป็นโชวกิอ่ะค่ะ  เลยขอเรียกตามนี้ละกัน

______________________________________________________________________________________________________




                         ดาบแต่ละคนนั้นต่างมีบุคลิกที่แสนแตกต่าง  จากการศึกษาประวัติของพวกเขาแต่ละคน  ต่างก็พบเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย...ซึ่งสิ่งเหล่านั้นได้หล่อหลอมตัวตนของเหล่าโทเค็นดันชิให้มีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปนั่นเอง

                         เพียงแต่ประวัติบางอย่างก็ไม่ค่อยน่าจดจำนักทว่ามันคือตัวตนของพวกเขา  จึงไม่สามารถหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ได้

                         ไอฮาเนะศึกษาประวัติของดาบแต่ละคนที่ตัวเองเป็นผู้ถือครองอยู่อย่างละเอียดครบทุกคน  ซึ่งบางคนที่หนักหนาเด็กสาวก็ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับพวกทันโทว

                         ส่วนพวกผู้ใหญ่...หลายคนก็มีอดีตที่น่าเป็นห่วงหากแต่พวกเขาก็มักกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันร่าเริงเพื่อไม่ให้เจ้านายต้องคิดมาก

                         กระนั้นก็มีคนหนึ่งที่ยังแสดงออกอย่างเด็กน้อยมีปัญหา

                         ไม่...ไม่ใช่  อิซูมิโนะคามิ  คาเนะซาดะ  รายนั้นยกไว้เป็นอีกกรณีนึงนะ  อันนั้นก็เป็นเด็กน้อย...ก็เด็กน้อยจริงๆนั่นแหละอายุน้อยกว่าใครอื่นแต่ตัวโต  ทว่านิสัยการแสดงออกนี่ไม่สมกับร่างเนื้อเลยสักนิด  แต่ได้โปรดอย่าไปพูดคำเหล่านี้ให้โฮริคาว่าได้ยินล่ะ...หากไม่อยากเจอสายตาและรังสีดำทะมึนที่ปกคลุมรอบร่างของเขาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะชวนขนลุกนั่นล่ะก็นะ

                         เอาล่ะ...วกกลับมายังประเด็นเด็กน้อยมีปัญหาหน่อย  อันที่จริงดาบที่กำลังชวนให้คิดหนักและปวดหัวนั้นก็ไม่ได้ต่างกับอิซูมิโนะคามิที่ตัวโตแต่มีปัญหาเรื่องการแสดงออกนัก

                         ดาบเล่มนั้น...เป็นพี่น้องของโฮริคาว่า...ใช่...เดาได้ใช่ไหมล่ะ?  

                         ดาบเล่มนั้นคือยามัมบะกิริไง

                         ส่วนยามาบูชิ...รายนั้นไม่มีปัญหากับใคร  แต่เสียงหัวเราะเขาที่หัวเราะว่า คักคักคักคักข่า!นั้น...บัดนี้เป็นเสียงหัวเราะที่หลอนเป็นอันดับสองรองจากตาแก่จันทร์เสี้ยว  ซึ่งเสียงหัวเราะของเขานั้นทำให้ไอฮาเนะหลอนเลยทีเดียว  สืบเนื่องจากตีได้เขามาบ่อยเกินไปจนไม่รู้จะหลอนยังไดีแล้วด้วยแหละ

                         กลับมายังเรื่องยามัมบะกิริเสียหน่อย  จากช่วงแรกๆที่ได้เขามา  เขาก็เป็นเด็กดี...หมายถึงทำงานขยันขันแข็งสั่งไรทำหมดไม่มีบ่นจนเผลอนึกไปว่าได้หุ่นยนต์มาแทนดาบเสียแล้ว  แต่หลังจากอยู่กันอย่างมายาวนาน ...

                         ไอฮาเนะค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอนั้นแสนถูกใจเกี่ยวกับตัวเขา  นั่นก็คือ...

                         หมอนี่...มันน่าแกล้ง...

                         เธอไม่ได้โรคจิตชอบแกล้งใครพร่ำเพรื่อหรอกนะแต่เรื่องบางเรื่องมันอดไม่ได้  เป็นต้นว่าเจ้าผ้าคลุมนั่น...  อันที่จริงเคยบอกกล่าวแต่เขาก็บอกว่าอย่าสนเลย  อย่าสนข้าที่เป็นของเลียนแบบโน่นนี่นั่น  แล้วก็บอกว่าถ้ามันรกตาท่านนักข้าจะไม่โผล่มาให้ท่านเห็นระคายตา

                         จ้ะ...แต่วิธีแก้ของนายนั้นทำเอาฉันปวดกบาลทีเดียว

                         ไม่โผล่มาให้ระคายตาดั่งคำที่เขาบอก  เพราะหลังจากกล่าวคำนั้นเขาก็ไม่โผล่ตัวมา..

                         แต่มาแค่เสียง...

                         จินตนาการภาพดูนะ  เขาเป็นแม่ทัพต้องมารายงานผลการรบแก่เธอที่ห้องทำงานเหมือนอย่างที่ดาบคนอื่นทำ

                         ทว่า...เขาไม่เข้ามาในห้องใช้การพูดผ่านหน้าบานประตูเข้ามาแทน  ครั้นเธอเดินออกไปเปิดประตูจะคุยกันต่อหน้า....

                         พ่อหนุ่มขี้อายกระโดดปีนขึ้นหลังคาทันทีที่บานประตูเปิดออก  ทำให้เธอเห็นแค่ชายผ้าคลุมเขาแว่บๆเท่านั้น  พอเธอเรียกให้เขาลงมาเขาก็ไม่ยอมแล้วร้องห้ามไม่ให้เด็กสาวปีนตามขึ้นมาอย่างเด็ดขาดก่อนจะกล่าวรายงานต่อ...

                         มิหนำซ้ำพอถึงตารางการทำงานโดยที่บางช่วงไอฮาเนะก็อาจจะออกไปเดินเพื่อผ่อนคลายแล้วเจ้าตัวเห็นเธอเข้า...เขาก็แทบจะวิ่งไปมุดสักที่   หรือแม้แต่เดินผ่านแล้วตนเห็นทันเรียกเขาไว้  เจ้าตัวก็ยังวิ่งไปหลบแอบตามมุมของเรือนแล้วใช้แค่เสียงในการสนทนา  ไม่ยอมโผล่หน้าหรือตัวมาให้เห็นดั่งคำพูดทุกประการ

                         หนักสุดเลยคือ...เขาเคยกระโดดลงน้ำในตอนไปซักผ้ากับดาบคนอื่นแล้วเธอเดินผ่านพอดี  ด้วยอารามตกใจล่ะมั้งยามัมบะกิริทำตัวไม่ถูกผลสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกระโดดลงน้ำอย่างไม่คิดทันที  ทำเอาแตกตื่นกันยกใหญ่เลยทีเดียว

                         เรียกว่าช่วงระยะเวลานั้นทำเอาไอฮาเนะกินยาพาราไปหลายเม็ดจนยะเก็นปรามเบาๆว่า  ท่านจะกินมันแทนอาหารไม่ได้นะ  กินเยอะไปแล้ว!

                         ลงท้ายต้องใช้คำสั่งเรียกมาพบแล้วอธิบายแจกแจงพลางสั่งว่า  ห้ามวิ่งหนีอีกเพราะทำแบบนี้เหมือนเขารังเกียจเธอ

                         พอให้เหตุผลนี้ไปเขาก็หยุดยอมไม่ทำอะไรแบบนั้นอีก  แต่ก็ไม่ยอมซักผ้าคลุมอยู่ดี

                         ท้ายสุดก็ต้องจัดการให้ยะเก็นช่วย  ลากเขาไปดูถึงความสกปรกของผ้าคลุมที่เจ้าตัวรักนักหนาแต่ไม่ยอมซักสักหน

                         แล้วหลังจากนั้นผ้าคลุมที่หมองหม่นก็ขาวสะอาดตาวิบวับเป็นประกาย  สร้างความยินดีปนโล่งใจให้กับดาบรบคนอื่นเป็นอย่างยิ่ง

                         แต่นั่นมันปัญหาเรื่องผ้าคลุมนะ  ทว่าปัญหาชวนเครียดอีกอย่างที่ยังแก้ไม่ได้ก็คือ...

                         "ยามัมบะซัง!  ดูสิๆ!!  วันนี้ท้องฟ้าสวยมากเลยนะขอรับ!!"

                         วันนี้เป็นวันที่อากาศดีไร้เมฆทำให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่ดูงดงามจับตาได้อย่างเด่นชัด

                         พวกเด็กๆที่มาช่วยงานซักผ้ากำลังช่วยกันอย่างขะมักขะเม้น  โฮตารุมารุและไอเซ็นต่างก็ช่วยกันส่งหยิบผ้าที่ซักแล้วให้ผู้เป็นพี่ชายจอมขี้เกียจอย่างอาคาชิจับตาก  ขณะที่ผ้าไหนที่หนักเกินไปก็ให้เป็นหน้าที่ของยามัมบะกิริและชิชิโอะ

                         ขอออกตัวก่อนนะว่าเธอไม่ใช่พวกถ้ำมอง  แต่นี่คือช่วงเวลาเดินพักเล่นต่างหากล่ะแล้วบังเอิญมาเจอกลุ่มเวรซักผ้าพอดี  เลยหยุดมองดูว่าจะเป็นยังไงกันบ้าง  เพราะช่วงนี้เคยคุยกันว่าจะแบ่งเวรกันทำงานแต่เพื่อไม่ให้เอาแต่ขลุกอยู่กับครอบครัวบ่อยไปเลยจะจับแยก  ก็มีบ้างที่มีสายตาประท้วงหน่อยๆ  ลงท้ายเลยปรับเป็นให้ทำงานเป็นกลุ่มของแต่ละบ้านได้แต่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นๆด้วย  ผลจึงกลายเป็นพวกบ้านตระกูลไรยกโขยงมาจับกลุ่มทำงานกับคนอื่นๆแทนเพราะถือเป็นบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวไม่เยอะเท่าพวกบ้านโทชิโร่  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยมีปัญหาในการจับกลุ่มทำงานกับใครๆ

                         ใจจริงเธออยากจะจับคู่ยามัมบะกิริกับโฮริคาว่าหรือไม่ก็ยามาบูชิ  เพียงแต่โฮริคาว่านั้นร้องหาแต่คาเนะซังๆอย่างเดียว  ไอฮาเนะไม่อยากโดนสายตากดดันเลยปล่อยเขาไป  ส่วนยามาบูชิ  ดูเหมือนจะสนุกสนานกับการเล่นกล้าม...  อันนี้เพราะตัวเธอนั้นตามใจคุณโค้ชที่ขออุปกรณ์สำหรับฝึกฝนร่างกายมาไว้ในโรงฝึก...ผลเลยกลายเป็นว่าหลวงพี่แกก็โดนชวนไปเล่นกล้ามกับเขาด้วย
เพราะงั้นหวยเลยมาออกที่ชิชิโอะที่โอเคได้ทุกสถานการณ์  แม้เขาจะชอบดูแลคนแก่...แต่การให้เขามาคอยดูแลเด็กๆด้วยเขาก็ไม่บ่นอะไร  แค่บอกว่าเปลี่ยนบรรยากาศแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

                         ลงท้ายมันเลยกลายเป็นกลุ่มการทำงานที่ดู...แปลกตาไปหน่อยแต่คิดว่าน่าจะเข้ากันได้ดี

                         ซึ่งไอฮาเนะคิดว่ามันไม่มีปัญหาอะไร  แต่เธออยากดูว่ายามัมบะกิริจะมีท่าทีอย่างไรบ้าง  เพราะส่วนใหญ่เวลาเขาไปทำงานก็หุบปากเงียบราวกับไม่มีตัวตนอยู่ด้วยเลย

                         ฟากคนโดนเรียกให้แหงนหน้ามองท้องฟ้ายอมละจากงานที่ทำแล้วแหงนมอง  เขาจ้องมองท้องฟ้าที่มีสีตาเดียวกับตนแล้วยิ้มนิดๆ

                         ท้องฟ้าสวยงดงามอย่างที่โฮตารุมารุว่าจริงๆ...

                         หากแต่เค้าอารมณ์ดีๆต้องหายวับไปเมื่อได้ยินเสียงของไอเซ็นที่กล่าวต่อตามมา

                         "นั่นสิๆ!  สวยเหมือนนัยน์ตาเจ้าเลยยามัมบะกิริ!"

                         "อย่ามาชมว่าข้าสวยนะ!"  แทบจะทันทีที่ได้ยินคำว่าสวย  ราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบโต้อัติโนมัติที่ชายหนุ่มจะตะโกนสวนกลับมาทันใด  ทำเอาไอเซ็นที่พูดสะดุ้งโหยงเขารีบแย้งเสียงอ้อมแอ้ม

                         "เฮ้ๆ  ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย"  เด็กชายหน้าเสียไปถนัดตา  เค้าบรรยากาศที่รื่นเริงพังครืนลงทันตาเห็น  มันกลับกลายเป็นบรรยากาศอันแสนอึดอัดมาแทนที่ในพริบตาเดียว

                         "อา...ไอเซ็นก็ไม่ได้ตั้งใจ  เจ้าก็อย่าโมโหนักเลย...มันช่วยไม่ได้นี่นาก็สีตาเจ้าเป็นสีเดียวกับท้องฟ้า..."  อาคาชิเอ่ยแทรกขึ้นหลังเห็นท่าทางลนลานของเด็กชายผมแดง  เขาคร้านจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย  แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตะคอกขึ้นเสียงเสียหน่อย

                         ฟากคนที่ขึ้นเสียงขมวดคิ้วมุ่น  รับรู้ว่าตัวเองผิดจึงเอ่ยขอโทษแผ่วเบาแล้วหันกลับไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบกว่าเดิม  ทิ้งเอาเหล่าดาบที่ทำงานด้วยมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก

                         ซึ่งทุกอย่างอยู่ในสายตาของนายสาวตลอดเวลา

                         ไอ้เรื่องที่ชอบทำตัวมืดมนแถมยังชอบตวาดกลับทั้งที่คนอื่นก็ชมดีๆนี่แก้ไม่ได้จริงๆสินะ

                         "เฮ้อ...นายนี่...ขยันทำให้ฉันเครียดจนปวดกระเพาะอีกแล้วนะเจ้าผ้าห่ม..."




                         "ท่านอยากแต่งหน้าหรือขอรับ???"  คะชูเบิกตากว้างแม้จะแปลกใจแต่ในแววตาทอประกายยินดี  หลังเจ้านายสาวมาหาถึงที่พักซึ่งเขากำลังสาละวนอยู่กับการทาสีเล็บใหม่  โดยมียามาโตะโนะคามิกำลังทำความสะอาดดาบของตนเองอยู่ด้านข้าง  พวกเขาค่อนข้างประหลาดใจในคำถามแรกของนายสาวที่ว่า

                         "คะชู  นายแต่งหน้าเป็นไหม?"

                         เอาจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะตอนไปประชุมแล้วจับแต่งตัว  คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันเห็นนายสาวแต่งหน้าทาปากเป็นแน่แท้

                         ฟากคนโดนถามกลับถลึงตาใส่  "ฉันบอกตอนไหนว่าจะแต่งหน้าคะชู ที่ถามนี่เพราะอยากรู้ต่างหากล่ะ"

                         "จะอยากรู้ไปทำไมหรือขอรับ?  หรือท่านอยากให้ข้าแต่งหน้าให้ใคร"

                         "เอาเป็นว่านายตอบคำถามก่อนดีกว่า"

                         "ข้า...ก็พอได้นะขอรับแต่ว่าถ้าพูดเรื่องการแต่งตัวและทาหน้าทาปากแล้ว  ข้าว่าจิโร่ทาจิน่าจะช่วยได้เยอะกว่า  หรือถ้าอยากได้คำแนะนำด้านการแต่งตัวคะเซ็นก็น่าจะดี..."  พลันเขาก็ขมวดคิ้วหลังเป่าลมใส่เล็บเพื่อให้สีแห้งไวๆ  "แล้ว...ท่านจะบอกได้หรือยังว่าถามไปเพื่ออะไร?"

                         "ฉันจะจับยามัมบะกิริแต่งหน้า"

                         "ห้ะ!!!?"

                         สองดาบร้องอย่างตกใจ  ยามาโตะเกือบเผลอทำอุชิโกะร่วงหล่นจากมือ  ก่อนถามกลับเสียงเครียด  นี่เจ้านายตนว่างงานหรือไงถึงหาเรื่องแกล้งดาบตนเองเนี่ย

                         "ท่านจะแกล้งเขารึ?"   

                         "บ้า ! เห็นฉันเป็นคนขี้แกล้งเหรอ!?"  ไอฮาเนะเเว้ดเสียงหลงหลังได้ยินคำถาม

                         ท่านน่ะตัวดีเลยท่านไอ...แกล้งคนอื่นอย่างไม่รู้ตัวก็เยอะ  ที่สำคัญคนที่ทำให้เจ้านั่นกระโดดลงน้ำหนีหรือวิ่งหลบซ่อนอย่างเอาเป็นเอาตายมันก็คือท่านแท้ๆ

                         เรื่องราวของเจ้าดาบผู้ชอบหมกตัวอยู่ในผ้าคลุมสีหม่นนั้นเป็นที่เลื่องลือ  มันเลื่องลือพอๆกับฉากการวิ่งไล่ตามหลังผู้เป็นนายของจันทร์เสี้ยว  ทว่านั่นก็นานแล้วทำไมนางยังจะสรรหาเรื่องให้เจ้านั่นปวดกบาลอีกล่ะ

                         คล้ายไม่อยากต่อล้อต่อเถียงในเรื่องนี้  พวกเขาเลยยิงคำถามในเรื่องที่เด็กสาวมาถามแทน

                         "อ้าว?  แล้วท่านจะไปแต่งหน้าเจ้านั่นทำไมกัน?  หรือเขาทำอะไรให้ท่านไม่พอใจท่านเลยแกล้งเขากลับเช่นนี้"

                         "เปล่านะ"  ไอฮาเนะตาโตหลังเห็นดาบคนสนิทตีความไปในแง่ร้ายปานนั้น  "ฉันแค่คิดว่ายามัมบะกิริเหมือนเป็นพวกขาดความมั่นใจในตัวเองยังไงก็ไม่รู้  อีกอย่างเขามักจะแย้งว่าอย่าไปชมว่าเขาสวยนะบ้างล่ะ  หรือไม่ก็บ่นว่าตัวเองเป็นแค่ของปลอม...ฉันเลยคิดว่าเขาน่ะต้องเป็นพวกขาดความมั่นใจในตัวเองแน่ๆเลยล่ะ"

                         "แล้วมันเกี่ยวกับการแต่งหน้ายังไงล่ะท่าน?"

                         "ในยุคสมัยฉันน่ะนะ  พวกผู้หญิงนิยมแต่งหน้าทาปาก  ฉันเองก็เคยเห็นเพื่อนร่วมห้องทำนะ  บางครั้งพวกหล่อนก็มาบ่นใส่ฉันที่ไม่ค่อยแต่งหน้าเหมือนพวกหล่อนว่าทำไมไม่ทำอะไรแบบนี้บ้าง  ฉันเลยถามกลับไปว่าทำไมต้องทำล่ะ?  แต่งหน้าทาปากมันเสียเวลาจะตายไป  อีกทั้งพวกแป้งฝุ่นอะไรนั่นฉันไม่ชอบมันทำให้ผิวฉันคัน  แถมถ้าไม่ล้างทำความสะอาดให้ดีจะเป็นสิวอีก...พวกนั้นก็บอกว่ามันเหมือนทำเพื่อให้เกิดความมั่นใจในตัวเองประมาณนั้นน่ะ"

                         จะเรียกว่าไก่งามเพราะขน  คนงามเพราะแต่งก็ว่าได้ 

                         พวกเขาแต่งหน้าตาเพื่อให้ดูสวยสดงดงาม  จะเพื่อดึงดูดสายตาหรือเพื่อทำให้ลุ่มหลงก็แล้วแต่  ทว่าก็มีบ้างที่หลายต่อหลายคนแต่งหน้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง

                         "ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ  แต่พวกหล่อนบอกว่าหน้าตาตัวเองไม่ได้ดีมากนัก  การแต่งหน้าก็เพื่อกลบปิดสิ่งที่ไม่งดงามและเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าตัวเองนั้นดูดีสวยงดงามต่อหน้าคนอื่น  ฉะนั้นยามไปที่ไหนถ้างดงามแล้วก็ย่อมต้องเป็นที่ดึงดูดสายตาแน่ๆ"

                         "แต่ปัญหาของยามัมบะกิริมันไม่ได้ขาดความมั่นใจในเรื่องการแต่งตัวนะท่านไอ  ที่เจ้านั่นเป็นมันเรื่องเกี่ยวกับความคิด  ต่อให้ท่านจับเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่งหน้าแต่งตาให้ดูดีมากขึ้นก็ไม่ได้ช่วยหรอก  ดีไม่ดีคงหลบไปมุดเก็บตัวไม่กล้าออกไปสู้หน้าใครแน่ๆ"

                         "มัน...ก็ใช่...ฉันคิดแค่ว่าถ้าเขาเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวภายนอกบ้าง  บางทีเขาอาจจะมีความกล้าหรืออะไรมากขึ้นประมาณนี้น่ะ  แล้วก็ฉันไม่ได้อยากให้เขายึดติดกับคำว่าของเลียนแบบมากเกินไป  ตัวเขาเป็นผลงานชิ้นเอกของคุนิฮิโระก็ควรจะหันมาสนใจเรื่องนี้บ้างนะ"

                         ไอฮาเนะคิดถึงเรื่องสมัยก่อนตอนมีเพื่อนร่วมห้องขี้อายก็เคยเห็นเจ้าหล่อนแต่งตัวเชยๆทำให้โดนล้อและด้วยบุคลิกขี้อายไม่ต่างกับยามัมบะกิริแล้วด้วย  ทำให้หล่อนดูเป็นคนขี้อายสุดๆ  กระทั่งมีเพื่อนร่วมห้องที่เป็นผู้หญิงไปช่วยแนะนำการเปลี่ยนเสื้อผ้าการแต่งตัว  นับจากนั้นก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว

                         ก็เลยคิดว่าน่าจะเอามาใช้กับยามัมบะกิริได้บ้างน้า  เพราะถ้าหากทำให้เขามั่นใจในความงดงามของตนเองที่เป็นผลงานชิ้นเอกก็อาจจะลืมเลือนคำกล่าวที่ว่าตนเป็นแค่ของเลียนแบบไปได้บ้างก็ได้

                         ระหว่างที่คิดเพลินๆ  ยามาโตะก็ถามต่อ  "แล้วทำไมท่านไม่แต่งบ้างล่ะ?"

                         ไอฮาเนะหัวเราะหึ  "ฉันเกลียดการตกเป็นเป้าสายตา  แล้วฉันจะแต่งหน้าให้เป็นเป้าสายตาทำไมล่ะ?"

                         สองดาบชินเซ็นกุมิหันมามองหน้ากันและกันแล้วถอนหายใจเฮือกโตหลังฟังเหตุผลที่เหมือนจะมีสาระแต่คิดไปคิดมาแล้วมันไม่น่าช่วยแก้ไขอะไรในเรื่องของดาบเล่มนั้นได้สักนิด  "ท่านไอ  เรื่องของยามัมบะกิริมันไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นใจหรอกขอรับ  มันเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาที่เจ้าตัวคิดเสมอว่าตัวเองเป็นแค่ของเลียนแบบ"

                         "แต่เขาแย้งเสมอนะว่าไม่ใช่ของเลียนแบบ"

                         "ใครว่าล่ะขอรับ  เขาก็ชอบบ่นเสมอว่าตัวเองเป็นแค่ของเลียนแบบ  ไม่ใช่ของจริง  ท่านก็น่าจะได้ยินยามเขาถามไม่ใช่หรือ  ว่าแน่แล้วหรือจะใช้เขาที่เป็นแค่ของปลอม  ของเลียนแบบ...  เช่นนั้นต่อให้ท่านจับเขาแต่งหน้าข้าว่ามันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกขอรับ"  ถึงจะมีบุคลิกอายๆเอาแต่หลบซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั่นก็เถอะ  แถมยังชอบพูดจาตะกุกตะกักอีกไม่แปลกใจว่าทำไมนายสาวจึงคิดว่าเขาเป็นพวกขาดความมั่นใจในตัวเองนัก

                         ไอฮาเนะย่นคิ้วหลังได้ยินแล้วยกมือกอดอกมองอย่างถมึงตึง

                         "แล้วพวกนายมีความคิดดีๆจะช่วยเสนอไหมล่ะ?"

                         ...

                         เงียบจ้ะ  เงียบกันหมดทั้งสองคนเลย...

                       หลังกินจุดกันไปพักใหญ่  คะชูตัดสินใจเปิดปากพูดอย่างช้าๆขึ้นมา  เขาเข้าใจความห่วงใยและความคิดที่อยากปรับเปลี่ยนเรื่องนี้ของยามัมบะกิริ  เพียงแต่...มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่ายแม้จะเป็นนายสาวเบื้องหน้าก็ตาม

                         "การปล่อยให้เขาคิดเช่นนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกนะขอรับ  แต่ไหนแต่ไรก็มีซานิวะหลายคนจากในอดีตต่างพยายามแก้ไขเรื่องนี้เช่นกัน  แม้จะพร่ำบอกว่าเขาคือดาบของตนแค่ไหนแต่นานวันเข้าเจ้านั่นก็ไม่เชื่อถือ  เอาแต่เมินต่อคำพูดที่ว่าตัวยามัมบะกิริไม่ใช่ของปลอมแต่เป็นดาบของจริงสำหรับพวกเขาขอรับ"

                         "ซานิวะพวกนั้นก็พูดถูกนี่?"  

                         "ข้าคิดว่า...ต่อให้บอกไปยังไงก็เถอะ  แต่ยามยามัมบะกิริ โชวกิมาเยือน  ตัวยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระก็เสมือนถูกนำไปเปรียบเทียบกับเขา  ดังนั้นต่อให้พร่ำบอกแต่ยามที่ยามัมบะคนนั้นมาถึง  ตัวคุนิฮิโระก็อดจะคิดฝังใจว่าตนคือของเลียนแบบไม่ได้อยู่ดี"

                         "แล้วตอนที่ยามัมบะกิริ  โชวกิมาเนี่ย  ซานิวะพวกนั้นมีท่าทียังไงบ้างต่อยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระล่ะ?"  ไอฮาเนะถามอย่างสนใจเพราะก่อนหน้านี้ก็พูดกันดิบดีแต่พอดาบเล่มนั้นมา  เธอล่ะอยากรู้ว่าพวกเขาจะแก้ปัญหากันยังไง

                         ยามาโตะโนะคามิหลุบตาลงต่ำแล้วตอบเสียงเบา

                         "ไม่มีท่าทีอย่างไรขอรับ  เพราะพยายามแล้วแต่เขาก็ไม่เลิกคิด  ท้ายสุดก็เลือกยามัมบะกิริ  โชวกิในการต่อสู้แทน  และยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังนับแต่นั้นมา  ฉะนั้นในความทรงจำที่ยังคงมีเหลืออยู่  เรื่องเหล่านี้จึงฝังใจมาก  ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะแก้ไขได้ง่ายๆหรอกนะขอรับ"

                         ชายหนุ่มนัยน์ตาฟ้าถอนหายใจหลังเห็นนายสาวตีหน้ายุ่ง

                         เธออดด่าในใจไม่ได้ว่าอะไรวะ  พูดซะดิบดีแต่พอดาบเล่มนั้นมาก็ไปสนใจทันควัน  ถึงจะเพราะพยายามพร่ำบอกแล้วหมอนี่ไม่สนก็เลยจนเบื่อแล้วก็เลยไม่สนอีกเหรอ  โห...ได้ใหม่แล้วลืมเก่าของแท้เลยเนี่ย

                         ไอฮาเนะคิดว่าเพราะแบบนี้ด้วยแหละเลยทำให้ฝังใจมากขึ้นสุดๆ  เฮ้อ...สร้างปัญหาสะสมไว้ตั้งเยอะ  และพอมาถึงคราวที่เธอต้องมาแก้นี่  โคตรไม่ยุติธรรมเลยอ่ะ

                         เด็กสาวยังคงหนักใจในเรื่องนี้  พวกยามาโตะพูดถูกต้อง  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากสุดๆเลยนั่นแหละนะ  "ก็เข้าใจหรอก  แต่ปล่อยไปแบบนี้ก็ไม่ดีนี่นา"  ต่อให้รู้เหตุผลและก็ทราบดีว่าแก้อะไรได้ยากเย็นนัก  แต่จะให้ปล่อยไปก็ไม่ได้ด้วยสิ

                         คะชูมองอย่างอ่อนใจหลังมั่นใจแล้วว่าเด็กสาวไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่  "สรุปคือท่านจะทำให้ได้สินะ?"

                         "ใช่แล้ว!"

                         "โดยจะลองเสี่ยงวิธีแรกอย่างการจับเขาแต่งหน้า?"

                         "แม่นแล้ว!"

                         "แล้วท่านจะแต่งหน้าเขา  ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายเนี่ยนะ!?"

                         "อ้ะ..."

                         นายสาวชะงักค้างตัวแข็งทื่อขณะอ้าปากหวอ  สมองคล้ายประมวลความจริงที่ได้ยินครู่หนึ่งก่อนตอบออกมา

                         "เออว่ะ...จริงด้วย..."

                         สองดาบตาเหลือกแล้วตะโกนดังลั่น  "นี่ท่านลืมไปว่าเจ้านั่นเป็นผู้ชายเหร๊อะ!!!!!?"

                         ได้ยินคำว่าผู้ชายซ้ำสองหน  ไอฮาเนะก็ทำหน้ามุ่ย  จะว่าลืมก็ลืมนั่นแหละ  เพราะลืมไปเลยจริงๆ  ก็ช่วยไม่ได้นี่นา...ยามัมบะกิริหน้าหวานแถมสวยปานนั้น  จะเป็นผู้หญิงก็ไม่แปลกเลยแค่เค้าหน้ากับผิวหยาบกร้านนิดหน่อยก็เถอะ  แต่โดยรวมแล้วก็ถือเป็นผู้ชายที่หน้าหวานมากๆคนหนึ่งเลยทีเดียว

                         "ก็หมอนั่นหน้าหวานแล้วก็งดงามมากด้วย..."

                         คะชูคิ้วกระตุกแล้วถามขึ้นมาโดยยิ้มเย็นๆ  "งดงามกว่าข้าอีกเหรอขอรับ?"  สีหน้าของเจ้าดาบเล่มแรกเริ่มแสดงท่าทีงอนอย่างชัดเจนหลังได้ยินคำชมจากเจ้านายว่าดาบอีกเล่มนั้นสวย...สืบเนื่องจากตัวเขานั้นพยายามแต่งตัวให้ดูดีงดงามและน่ารักเสมอ  เพื่อให้เจ้านายนั้นยังคงรัก  ซึ่งแม้จะไม่แต่งตัวดีอย่างไรคะชูก็รู้ดีว่าเจ้านายเบื้องหน้าก็ยังคงรักเขามากและให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอไม่มีวันเปลี่ยน  ทว่าการมาได้ยินเจ้านายชมดาบอีกเล่มร่วมฮงมารุว่างดงามก็ทำให้ชายหนุ่มอดงอนขึ้นมาเสียไม่ได้  

                         ได้ยินคำถามกับเห็นสีหน้างอนๆนั้นก็ทำเอานายสาวสะดุ้งโหยงลืมไปเลยว่าดาบเล่มแรกก็เป็นพวกรักสวยรักงามเช่นกัน

                         "ไม่ใช่นะ!  คะชูก็สวยและก็งดงามแหละ!  แต่แบบสวยกันคนละแบบน่ะ!"

                         "เหรอขอรับ"

                         "โอ้ย!  ฉันอยากขอความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาจากพวกนายนะ!  และฉันก็แค่ลืมไปว่ายามัมบะกิริมันเป็นผู้ชายนี่นา!!"  เด็กสาวร้องโวยวายขึ้นมา  สีหน้าแลดูอับอายเหลือเกินที่ลืมเลือนเพศของดาบรบตัวเองไปได้

                         เห็นท่าทางอาการหนักของนายสาวแล้วทั้งคะชูและยามาโตะได้แต่มองอย่างอ่อนใจ  ก่อนผู้เป็นศาสตราแรกจะเริ่มจัดการเก็บยาทาเล็บให้เรียบร้อยพร้อมกับเพื่อนพ้องที่เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดดาบเช่นกัน 

                         "ข้าแนะนำท่านอย่างนึงนะท่านไอ  การแต่งหน้าเสริมความมั่นใจอะไรนั่นมันไม่ได้ช่วยหรอก  ปัญหามันเกิดจากความคิดของเจ้าตัว  ต่อให้ท่านอยากทำให้เขามีความมั่นใจอะไรหากเจ้าตัวไม่คิดเชื่อมันก็ไร้ประโยชน์นะขอรับ"

                         และแล้วสองดาบก็อัญเชิญเธอออกจากห้องเพราะพวกเขาอยากเตรียมตัวเพื่อจะไปโรงฝึกดาบ  พวกเขาบอกว่าต้องการจะเปลี่ยนเสื้อผ้านิดหน่อย  

                         "หากท่านอยากดูพวกข้าแก้ผ้าต่อหน้าก็เชิญอยู่ต่อขอรับ"

                         แน่สิพูดแบบนี้มีหรือจะอยู่  ซานิวะคนนี้ก็เผ่นสิคะ!  ถึงจะไม่สนเรื่องกล้ามของพวกเขาก็เถอะ  เพราะยังไงกล้ามที่น่าลูบที่สุดนั้นก็ยังเป็นของทมโบกิริอยู่ดี  แต่ไม่เคยไปขอลูบนะ  เห็นหน้าเขาแล้วสงสาร  แค่ครั้งหนึ่งพี่แกเผลอมาโดนตัวก็ทำท่าคล้ายอยากจะคว้านท้องขอโทษกันเลยทีเดียว

                         หลังจากโดนไล่ออกจากห้องพักของสองดาบชินเซ็นกุมิ  ไอฮาเนะก็เดินเตร่ไปตามทางเดินพลางนึกคิดอย่างหนักอก

                         เอ...เอาไงดีนะ  เด็กสาวหวนคิดถึงงานที่คงเหลือซึ่งก็พบว่าเหลือไม่มากแล้วดังนั้นวันนี้ขอชิ่งไปอีกวันเพื่อสะสางเรื่องของยามัมบะกิริก็แล้วกัน

                         และเหมือนเขาจะอ่านใจได้เพราะขณะคิดถึงเจ้าผ้าห่ม  เจ้าตัวก็เดินมาพอดี  เห็นเช่นนั้นร่างเล็กๆก็ไม่รีรอช้าสาวเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อไปให้ถึงตัว

                         "โย่  ยามัมบะกิริ!"  เด็กสาวร้องทักแต่เจ้าผ้าห่มสะดุ้งสุดตัว  ก่อนจะหันกลับมาแล้วกระชับผ้าคลุมให้ปกปิดหน้า

                         "...ท่าน...มีอะไรหรือท่านไอ?"  ถามเสียงอ้อมแอ้มด้วยท่าทีแสนอาย  อืม...ว่ากันตามตรงนะสาเหตุที่เผลอเข้าใจว่าหมอนี่เป็นผู้หญิงก็เพราะท่าทีเขาด้วยแหละ  ดาบอะไรเจอหน้าเธอแต่ละทีต้องเอาผ้ามาปิดบังหน้าเสียทุกครั้ง  จะอายอะไรนักหนา?

                         "เปล่าๆ  แค่ทักน่ะ  ว่าแต่จะไปไหนน่ะ?"

                         "ข้ากำลังจะกลับไปพัก  ยังไงวันนี้งานที่ข้าต้องทำก็หมดแล้ว  ท่านมีอะไรจะใช้ข้าหรือ?"

                         "ไม่ล่ะ...ไม่มี..."  เธอว่าแล้วใช้สายตาส่องสำรวจ  สังเกตเห็นผ้าคลุมเป็นผืนใหม่แถมยังได้กลิ่นหอมจางๆลอยออกมา  รู้สึกหลังเธอล้มป่วยหนักในตอนนั้นหมอนี่จะขยันซักผ้ามากขึ้นเพราะกลัวว่าจะมี  เจ้าตัวอัปลักษณ์  เกาะติดจนทำให้เกิดโรคขึ้นมานี่นะ

                         "...แค่สงสัยน่ะ"

                         "หือ?"

                         โดยไม่ทันตั้งตัวที่เข้าประชิดใกล้  ยามัมบะกิริเบิกตาอ้าปากร้องห้ามแถมยังถอยหนีแต่ยังช้ากว่ามือเล็กทั้งสองที่จับดึงผ้าคลุมที่เขาใช้เป็นฮู้ดสวมคลุมตลอดนั้นไว้แน่น  ก่อนร่างน้อยๆจะออกแรงให้ผ้าถูกดึงรั้งลงมา  ซึ่งเจ้าผ้าผืนขาวก็โดนรั้งไปตามแรงดึงนั้นพร้อมกับใบหน้าของชายหนุ่มด้วย

                         "!!!!!???"  

                         เจ้าของผ้าคลุมทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นใบหน้านายสาวเข้ามาในระยะประชิด  และเพราะเด็กสาวใช้สองมือดึงรั้งผ้าไว้ด้านหน้าทำให้มันยากต่อการจะดึงผ้ากลับเพื่อหนี  มิหนำซ้ำการเอาหน้ายื่นเข้ามาแล้วเอามือมาปิดคลุมให้พวกตนอยู่ภายในผ้าคลุมนั้นก็ทำเอาเลือดสูบฉีดขึ้นบนใบหน้าของดาบรบหนุ่มทันที

                         ไอฮาเนะที่สงสัยใคร่รู้ว่าการเอาผ้ามาคลุมศรีษะตลอดเพื่อปิดบังไม่ให้ใครมามองเห็นหน้าตรงๆนี้มันดียังไง  จึงได้ตัดสินใจทดลอง  ซึ่งเมื่อลองดูแล้วเธอก็ต้องย่นคิ้วแล้วเริ่มวิจารณ์  

                         "เห....มันก็อึดอัดนะเนี่ย  ไม่เข้าใจเลยว่านายชินกับการอยู่ภายในผ้าคลุมนี้ได้ยังไงนะ?"

                         "อะ...อะ...ท่ะ...ท่าน..."

                         "แถมยังมืดด้วย  เอาจริงนะยามัมบะกิริ  ถ้าหากเป็นเวลากลางคืนนายไม่มีปัญหาในการเดินทางเหรอ  แบบว่าผ้าคลุมมันไม่ทำให้นายรำคาญบ้างเหรอ?  แถมถ้าวิ่งเนี่ย....ถ้าวิ่งเร็วลมมันก็ตีใส่หน้าใช่ไหมล่ะ?  แล้วแบบนี้ผ้าห่มนี่จะไม่ตีหน้านายจนเจ็บบ้างเหรอไง?  แล้วก็..."

                         ไอฮาเนะถามไปเรื่อย  เธอนั้นพิศวงจริงๆนะว่าเขาหมกตัวอยู่ในผ้าคลุมนี่ได้ยังไง  ไม่รำคาญบ้างเหรอ?  ทั้งที่เธอลองทำตามดูก็ไม่เห็นจะชินเลย

                         ขณะที่จะเอ่ยปากถามต่อจู่ๆก็รู้สึกบางอย่างที่ร้อนวูบตรงหน้า  เด็กสาวจ้องมองอย่างสนใจก่อนจะเห็นเค้าหน้าติดหวานของชายหนุ่มกำลังมีควันลอยออกมา  อีกทั้งหน้าก็แดงก่ำจนน่าเป็นห่วง

                         "อ้ะ  ขอโทษที  ฉันมุดเข้ามาแบบนี้คงทำให้ร้อนกับอึดอัดสินะ?"

                         "มะ...ไม่ใช่!"

                         เพราะมันใกล้เกินไปต่างหากล่ะ!!!!  นางจะเข้ามาใกล้แบบนี้เพื่ออะไรกัน!!  แถมหน้าพวกตนก็ห่างกันไม่ถึงคืบ!!  นี่!หากไม่รั้งตัวเอาไว้หน้าก็คงจะแนบชนกันแถมริมฝีปากนั่นก็จะ...!!!

                         ในหัวนั้นก็คิดไปไกลแล้ว!  ยามัมบะกิริกล่าวโทษหัวสมองของตนที่จินตนาการบรรเจิดเหลือเกิน  ที่ทำได้ถึงขนาดสร้างภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตขึ้นมาในหัว  เขาคิดถึงภาพที่หากนายสาวยังดึงรั้งผ้าคลุมไว้อีกต่อไปจนตัวเขาฝืนรั้งไว้ไม่ได้  ซึ่งนั่นหมายความว่าร่างต้องเอนไปตามแรงดึง....ถึงตอนนั้น...ริมฝีปากก็จะแนบ...ชน

                         "ขะ...ข้า!...ข้า!!!"  เขาเหมือนช๊อคจนหายใจไม่ออก  ยิ่งดวงตาเหลือบมองริมฝีปากสีชมพูนั่นกับดวงตาสีชาดที่มองตรงมาในระยะประชิด

                         ไม่ไหว!!  ไม่ไหวแล้ว!!!

                         แล้วก็...

                         บรึ้ม!!!!

                         "เอ้ะ?  ยามัมบะกิริ??"  ไอฮาเนะร้องเรียกหลังเห็นเจ้าของผ้าคลุมคล้ายจะเกิดอาการช๊อคก่อนร่างจะค่อยๆหงายหลังไป  และด้วยอารามตกใจเด็กสาวเผลอคลายมือที่จับผ้าคลุมออกกะทันหัน

                         ส่งผลให้ร่างของเจ้าดาบผู้โชคร้ายหงายหลังล้มโครมลงไปด้วยเสียงอันดังพร้อมกับใบหน้าที่ยังแดงแจ๋  

                         ไอฮาเนะเบิกตากว้างหลังเห็นเขาไม่ลุกขึ้นมา  รีบถลันร่างไปเช็คอาการแล้วพบว่าชีพจรยังเต้นหากแต่สีหน้าท่าทางของเขานั้นทำเอาเธอเหวอไปเลยทีเดียว  ก่อนจะต้องร้องเรียกคนอื่นเสียงดังให้มาช่วยเหลือ  พลางบ่นออกมาอย่างไม่เข้าใจ

                         "ทำไมนายเป็นลมไปเฉยเลยล่ะเฮ้ย!!!?"




                         "รอบนี้ท่านทำอะไรอีกล่ะขอรับ?"

                         "ฉันเปล่าสักหน่อยยะเก็น!"

                         ทันโทวหนุ่มผู้โดนตามตัวมาอย่างเร่งด่วนมองร่างอุจิคาตานะที่นอนแผ่หราตรงทางเดินระเบียงด้วยแววตาอึ้งๆ  โดยด้านข้างมีนายสาวและพวกคะชูกับยามาโตะคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง  เห็นสีหน้าท่าทางคล้ายสำนึกผิดของสาวน้อยเพียงคนเดียวตรงที่แห่งนี้แล้ว  เขาก็ตีความได้อย่างเดียวว่า  การที่ยามัมบะกิริมีสภาพเช่นนี้คงเกิดจากมือของเจ้านายเป็นแน่

                         แม้นางจะให้การปฏิเสธแต่เชื่อว่านางนั่นแหละตัวการที่ทำให้เจ้าดาบนี่สลบในสภาพนี้

                         "เอาล่ะ  ข้าจะถามอีกครั้งนะว่ารอบนี้ท่านแกล้งอะไรเขา"

                         "ก็บอกว่าไม่ได้แกล้งไง!"  และคนร้าย  เอ้ย...เด็กสาวผมดำก็ยังยืนกรานหนักแน่นว่าไม่ได้แกล้งอะไรทั้งสิ้น  ซึ่งในความคิดของเธอนั้นเธอก็ไม่ได้แกล้งเขาสักหน่อย  ที่ทำน่ะคือการทดสอบต่างหากล่ะ  เพราะว่าตนนั้นสงสัยและเมื่อสงสัยก็ควรจะทำการทดสอบสิ!  

                         "ไม่ใช่ว่าท่านไล่จับเขาเพื่อจะแต่งหน้าเขาหรอกหรือท่านไอ?"  คะชูถามอย่างสงสัยเพราะหลังจากออกจากห้องพวกเขาแล้วผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่  ก็ได้ยินเสียงนายสาวร้องให้ช่วยเหลือ  เล่นเอาพวกเขาวิ่งกันตาเหลือกมายังที่นี่ก่อนจะพบกับยามัมบะกิริที่นอนแผ่หมดสติด้วยใบหน้าที่แดงก่ำอยู่บนพื้น

                         "ห้ะ?"  ทันโทวร้องอย่างงงๆเมื่อได้ยินอะไรแปลกๆ  "ข้าหูฝาดไปใช่หรือไม่?  ท่านไอไล่จับยามัมบะกิริเพื่อจะแต่งหน้าให้เขา?  ให้ตายเถอะท่านไอ!  ท่านไม่มีอะไรจะแกล้งเขาหรือ!"

                         "เดี๋ยวสิยะ!!  ฉันไม่ได้บอกสักคำว่าทำอะไร!!  พวกนายปรักปรำฉันทั้งนั้น!"

                         "ก็ก่อนออกจากห้องพวกข้า  ท่านเปรยว่าจะจับยามัมบะกิริแต่งหน้า  จนถูกพวกข้าท้วงว่าเขาเป็นผู้ชายท่านถึงได้หยุดไม่ใช่หรือ"

                         "เรื่องนั้น..."  ไอฮาเนะจนด้วยคำพูดทันที  เพราะที่พูดก็ถูกเนื่องจากตัดสินใจว่าจะแต่งหน้าเขาให้ได้  จนโดนเบรคด้วยคำว่าเขาเป็นผู้ชายเลยต้องล้มเลิกแผนนี้ไปเสีย

                         ยะเก็นฟังบทสนทนาแล้วเริ่มปวดหัวแทน  นี่นางต้องเพี้ยนไปแล้วเป็นแน่  หรือเพราะช่วงนี้เริ่มกลับมาทำงานหนักกัน  เลยทำให้สมองนางถึงกับเพี้ยนไปจากปกติ?

                         "ข้าว่าช่วงนี้ท่านน่าจะพักผ่อนมากๆหน่อยนะท่านไอ  ถ้าถึงขนาดทำให้ท่านจำเพศของยามัมบะกิริสลับได้ละก็  ข้าว่าข้าจะไปคุยกับฮาเซเบะให้เขารับทำงานเอกสารบางส่วนเพิ่มขึ้นเพื่อให้ท่านได้พักผ่อนสมองอย่างเต็มที่ล่ะนะ"

                         ดวงตาสีชาดถึงกับเบิกกว้างร้องห้ามเสียงหลง  "ไม่ต้องเลยนะ!  ฉันยังปกติดีย่ะ!!  ฉันก็แค่ลืมไปหน่อยเองว่าหมอนี่เป็นผู้ชาย!!  ก็ยามัมบะอ่ะหน้าหวานนี่นา!!"

                         "เฮ้อ...."  หนึ่งทันโทวและสองอุจิคาตานะพร้อมใจกันถอนหายใจออกมาอย่างดัง  ก่อนยะเก็นจะจัดการตรวจเช็คอาการของเจ้าดาบอุจิคาตานะที่ยังนอนไม่รู้เรื่องราวอยู่แล้วพบว่าแค่สลบไปเท่านั้น

                         "งั้นสรุปท่านทำอะไรล่ะ?"  ระหว่างรอให้ยะเก็นดูอาการยามัมบะกิริเพิ่มเติม  คะชูยังอยากรู้เลยซักต่อ  เขาไม่เชื่อว่ายามัมบะกิริจะล้มหมดสติลงไปเพราะอากาศร้อนหรอกนะ  ไอ้หน้าแดงๆนั่นน่ะคงมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ!

                         "ฉันก็แค่สงสัยเท่านั้นเอง"

                         "สงสัย?"

                         "ใช่  ฉันสงสัยว่าเขาหมกตัวอยู่แต่ในผ้าคลุมแบบนั้นไม่อึดอัดบ้างเหรอ  แล้วก็มันค่อนข้างจะบังดวงตาฉันเลยสงสัยด้วยว่าเขาจะลำบากมากไหมในการต่อสู้...แล้วก็..."

                         "สรุปคือท่านแค่สงสัยเหรอ?  ไม่ได้ทำอย่างอื่นใช่ไหม?"

                         "ก็เพราะสงสัย  ฉันเลยทดสอบดู"

                         "ห้ะ?"

                         "ฉันแค่ลองเอาหน้ามุดไปอยู่ในผ้าคลุมเขาดูน่ะ  แบบว่าอยากรู้ว่าถ้าอยู่ในผ้าคลุมแบบเดียวกันจะเป็นยังไง  หือ?  ทำไมทำหน้าแบบนั้น???"  ไอฮาเนะที่อธิบายอยู่จำต้องหยุดชะงักหลังเห็นสองอุจิคาตานะมองเธออย่างเหวอๆ  ส่วนทันโทวที่ดูอาการเจ้าดาบที่หมดสตินั้นก็หยุดมือแล้วหันมามองด้วยสีหน้าไม่ต่างกัน

                         "..."

                         สามหนุ่มมองนายสาวที่อธิบายเรื่องราวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ  

                         นางบอกว่านางเอาหน้ามุดไปอยู่ในผ้าคลุมเขาเหรอ!!?  เอาจริงดิ!!!  นางจะใจกล้าไปถึงไหนก๊านน!!!

                         "ผะ...ผ้าคลุมทางด้านหลังเหรอขอรับ?"  ยามาโตะโนะคามิยังคาดหวังในแง่ดีเลยถามเพื่อหวังให้นายสาวพยักหน้าหรือตอบว่าใช่

                         หากแต่...

                         "อ๋อ  ด้านหน้าสิ  แค่ดึงให้ผ้ามันเลื่อนลงมาน่ะ  แต่ก็ทุกลักทุเลนะ ฮะฮะ..." เด็กสาวตอบอย่างสนุกสนานโดยไม่ได้คิดอะไรเลยสักนิดเดียว  แต่สามดาบที่ได้ยินถึงกับอ้าปากค้าง

                         "นี่ท่าน...ดึงรั้งผ้าคลุมด้านหน้าแล้วเอาหน้ามุดเข้าไปด้านใน?"  

                         "อืม"

                         "งั้นหน้าท่านก็ต้องอยู่ใกล้กับเจ้านี่น่ะสิ!!!"  คะชูแทบอยากกรีดร้อง  นายท่านของข้าทำไมหน้าหนาได้เยี่ยงนี้!!!!  ข้าเข้าใจแล้ว!!  ข้าเข้าใจเจ้าแล้วยามัมบะกิริ!!!  เจอเช่นนี้ไม่ช๊อคตายก็ไม่แปลกหร๊อก!!!

                         ทว่าเจ้านายผู้หน้าหนาของคะชูกลับไม่มีสีหน้ากระดากอาย  นางตอบออกมาอย่างเฉยชาคล้ายไม่รู้สึกว่าทำอะไรผิดไปสักนิดเดียว

                         "ก็ใกล้ระดับหนึ่งนะ  แต่พอเข้าไปด้านในแล้วก็อึดอัดจริงๆ  ไม่เข้าใจเลยว่าเขาทนไปได้ยังไง..."

                         "ท่านไอ..."  ยะเก็นยกมือนวดขมับหลังเห็นเจ้าดาบแรกช๊อคอ้าปากพะงาบๆไม่หยุด  "ทำไมท่านไปทำแบบนั้น!  รู้ไหมเพราะท่านทำแบบนั้นยามัมบะกิริเลยมีสภาพเช่นนี้ยังไงล่ะ!"

                         "เอ๋?  แต่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเขานะ"

                         "ท่านทำไปแล้วท่านไอ!  ท่านทำแบบนั้นแถมเอาหน้าไปใกล้ในระยะประชิด!  ท่านลืมเหมือนอย่างที่คะชูบอกรึว่ายามัมบะกิริคือผู้ชาย ! ท่านไปทำแบบนั้นกับผู้ชายมันได้ที่ไหนกันล่ะท่าน!"

                         ไอฮาเนะตาโตคล้ายระลึกขึ้นได้อีกครั้ง

                         "อ้ะ  นั่นสินะ"

                         "ท่านลืมอีกแล้วเหรอ!!!!!!!"

                         สามเสียงร้องประสานดังลั่น  ทำเอาเจ้านายสะดุ้งโหยงแถมยังปลุกร่างของเจ้าดาบที่น๊อคหมดสติไปให้สะดุ้งขึ้นมาด้วยเช่นกัน

                         ยามัมบะกิริที่ได้ยินเสียงดังในระยะประชิดเด้งตัวขึ้นมาอย่างตื่นตกใจ  เขาสอดส่ายสายตาคล้ายนึกคิดว่าโดนศัตรูซุ่มโจมตีแต่ครั้นหันกลับมาเห็นใบหน้าของเด็กสาวผมดำ  ใบหน้าที่กลับมาเป็นปกติแล้วก็เบิกตากว้าง  ก่อนหน้าจะเริ่มเห่อร้อนอีกครั้ง

                         "ยามัมบะกิริ  นายเป็นไงมั่ง?"  เพราะดีใจที่ฟื้นมาได้สักที  จึงร้องถาม  แต่ถามได้เพียงแค่นั้น  เจ้าดาบที่น่าจะไม่มีแรงมากกลับลุกขึ้นแล้วพุ่งพรวดออกจากที่ตรงนั้น  เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  วิ่งชนิดที่ว่าไม่สนเลยว่าจะชนใครหรือไม่  วิ่งแบบว่าขออย่าได้อยู่ตรงนี้อีกต่อไปก็ว่าได้

                         เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นนั้นเจ้านายก็อ้าปากหวอ

                         "เอ้ะ?  เดี๋ยวสิ?  ฉันแค่ถามเขาเองนะ"  เธอหันมองดาบรอบตัวแล้วส่งสายตาเป็นคำถามว่าทำไมเจ้าดาบนั่นวิ่งหนีเธอฟะ?

                         ทุกคนมองอย่างเอือมระอา  แล้วคิดว่าควรเตรียมแยกย้ายกันไปเสียที  หลังเจ้าดาบที่สลบก็ฟื้นดีแล้วแถมแข็งแรงดีถึงขนาดวิ่งหนีได้ด้วยความเร็วอันน่าทึ่งนั่น  ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกต่อไป

                         "ในเมื่อยามัมบะกิริฟื้นแล้ว  ข้าว่าจะกลับไปจัดการงานอื่นต่อ"

                         "อืม  พวกข้าจะไปโรงดาบแล้วเหมือนกัน"

                         "ใช่  วันนี้โดทานุกิซังไม่ได้ซ้อม  เช่นนั้นพวกข้าจะซ้อมดาบกันบ้าง"

                         สามหน่อพูดอย่างไม่สนหัวว่ามีเจ้านายยืนอยู่ด้วยจนไอฮาเนะต้องบ่นออกมาอย่างอดไม่อยู่

                         "ฉันอยากจะขอโทษแท้ๆเลยนะ"  เธอว่าเสียงหงอยๆหลังไม่มีใครตอบอะไรตัวเองเลย  ประกอบกับระลึกแล้วว่าได้ทำอะไรที่ไม่ควรลงไปจนได้  กระนั้นริมฝีปากเล็กๆก็เอ่ยโต้แย้งให้แก่ตนเอง  "แต่ฉันไม่ได้ลืมนะก็แค่ตอนนั้นอยากจะรู้ว่ามันรู้สึกยังไงน่ะ  ก็เขาเอาแต่หลบหน้าหลบตาขนาดคุยด้วยต่อหน้าก็เอาแต่ดึงผ้ามาปิด  ไม่รู้จะปิดอะไรนักหนาอ่ะ  ฉันก็เลย..."

                         เห็นท่าทางหงอยๆของเด็กสาว  เหล่าคนมองทั้งสามก็ได้แต่ใจอ่อนยวบ  เฮ้อ...ก็รู้ว่าไม่ควรโอ๋นักแต่ช่วยไม่ได้เห็นนางซึมไปแบบนี้ก็รู้สึกไม่ดีเลย

                         "รอบหน้าโปรดคิดให้ดีแล้วทำอย่างระมัดระวังเข้าใจไหมขอรับ"  ยามาโตะโนะคามิที่ไม่ค่อยอยากเห็นเจ้านายซึมเศร้าเอ่ยตำหนิพอเป็นพิธี  เขาอบรมสั่งสอนนางนิดหน่อยก็เกินพอ

                         "อืมๆ"  เห็นยามาโตะหันมายิ้มให้อย่างอ่อนใจ  สีหน้าที่หงอยตอนแรกก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา  ผู้เป็นศาสตราเล่มแรกเห็นเช่นนั้นทำเสียงย่นจมูก  เมื่อเพื่อนของตนมักบ่นว่าตนนั้นตามใจเจ้านายเหลือเกินแต่ดูสิ  เขาต่างหากล่ะที่โอ๋และก็ตามใจเจ้านายกว่าตนเสียอีก!

                         "เจ้าจะโอ๋ท่านไอก็ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะยาสุซาดะ"

                         "เอ๋?  เจ้าโกรธอะไรข้าล่ะคิโยมิทสึ  ข้าไม่ได้โอ๋นะก็ท่านไอไม่รู้เรื่องนี่นา...จริงไหมขอรับ?"

                         "ใช่ๆ  ทำไปโดยไม่รู้ถือว่าไม่ผิด  ถึงทำไปแล้วแต่ถ้าสำนึกผิด  นายต้องให้อภัยนะคะชู!!"

                         เห็นความเออออห่อหมกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ  ลงท้ายชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีแดงก็ต้องยอมแพ้แต่ไม่วายบ่นออกมาอีก

                         "เฮ้อ  ท่านนี่ล่ะน้า..เห็นการกระทำของท่านแล้วข้าไม่รู้เลยว่าท่านจะช่วยเขาหรือจะแกล้งเขากันแน่  รู้ไหม?ตอนนี้ข้าล่ะสับสนไปหมดแล้ว"  คะชูคล้ายปวดเศียรเวียนเกล้าเหลือรับ  เจ้านายผู้ปราถนาอยากช่วยเหลือหากแต่กลับเผลอสร้างความผวาให้ดาบที่เจ้าตัวอยากช่วยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  "ข้าว่ากว่าท่านจะได้ช่วย  ท่านคงต้องหาทางจับเขาให้ได้ก่อนกระมัง"

                         "นั่นสินะ..." ก็หนีเตลิดแบบนี้จะขอให้หยุดพูดคุยกันสักนิดคงไม่ได้หรอกเพราะแค่เห็นหน้านิดเดียวก็โกยอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว  แถมดีไม่ดีคงกลับไปเป็นแบบก่อนที่หลบหน้าหลบตา  หรือไม่ก็หนีสุดชีวิตไม่โผล่ตัวมาให้เห็นแล้วมาแต่เสียงแหงเลย

                         "พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันน่ะ?  ช่วยหรือ?  ช่วยอะไร?"  ยะเก็นถามอย่างสงสัย  จนเดือดร้อนให้ต้องอธิบายแบบย่อๆ  ซึ่งเมื่อทันโทวหนุ่มฟังแล้วก็ตาโต

                         "เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากนักนะท่านไอ...อืม...ข้าเองก็ไม่รู้จะเสนอทางช่วยยังไงหรอกนะ  แต่ข้าคิดว่าก่อนจะจัดการปัญหาท่านควรหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน"

                         "ข้อมูลเพิ่มเติม?"

                         ยะเก็นเอ่ยยิ้มๆแล้วอธิบายอย่างใจเย็น  "พวกข้าเป็นคนนอกท่านไอ...คนนอกมองในมุมมองคนนอกจึงไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่  ดังนั้นหากอยากรู้อะไรให้เยอะขึ้นก็ต้องถามจากคนใน  ซึ่งความโชคดีของท่านก็คือในเรือนของท่านก็มีพี่น้องคุนิฮิโระครบแล้วไม่ใช่หรือ?

                         "แต่โฮริคาว่าไปด้านนอกกับคะน้านี่นา"

                         "ก็มีอีกคนนี่ขอรับ  ยามาบูชิไง  ยามัมบะกิริสนิทกับยามาบูชิมากกว่าโฮริคาว่าอีกนะขอรับ"  คะชูว่าอย่างขำๆ  นางลืมว่าเจ้าผ้าห่มนั่นมีพี่น้องแค่โฮริคาว่าเพียงคนเดียวหรือยังไงกัน

                         ไอฮาเนะที่ได้ยินจึงพยักหน้าหงึกหงักพึมพำว่าจริงสินะ

                         "ขอบใจพวกนายมาก  งั้นฉันจะไปหายามาบูชิก่อนละกัน"

                         "ขอร๊าบบ...และถ้าหากเจอยามัมบะกิริอย่าไปแกล้งเขาแบบเมื่อครู่อีกนะขอรับ"

                         "ก็บอกว่าไม่ได้แกล้งไง!!!"




                         "ยามาบูชิ  อยู่รึเปล่าน่ะ?"

                         การมายังโรงฝึกใช้เวลาไม่นานนัก  ไอฮาเนะชะโงกหน้าเข้าไปยังห้องเพาะกายก็พบแต่กล้าม  กล้ามและกล้าม

                         นี่มันสวรรค์ของคนชอบกล้ามชัดๆ!!

                         ระหว่างมองอย่างตะลึง  ก็มีคนสังเกตเห็นตนเสียก่อนเลยทำให้ชวดโอกาสการมองกล้าม  เอ้ย!  ไม่ใช่สิ!ไม่ได้มามองกล้ามสักหน่อย!!

                         "ท่านไอ?"  คนทักคนแรกก็คือทมโบกิริที่เปลือยท่อนบนและกำลังยกดัมเบลขนาดใหญ่ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆขณะหันมามองตนด้วยแววตาสงสัยก่อนจะร้องถามอย่างสุภาพ  "มีอะไรหรือขอรับ?"

                         "ฉันมีธุระจะคุยกับยามาบูชิน่ะ"  ตอบไปโดยเสตาไม่มองกล้ามพลางคิดในใจว่า  ...สมกับที่เป็นกล้ามที่น่าลูบอันดับหนึ่งในใจเธอ...เอ้ะ?เดี๋ยวๆ  ไม่ได้จะมามองกล้ามนี่!

                         พอได้ยินเช่นนั้นยาริหนุ่มจึงหันไปตะโกนเรียกเพื่อนผู้ฝึกซ้อม  ระหว่างนั้นไอฮาเนะรีบเก็บอาการสุดชีวิตพลางก่นด่าตัวเองว่าตนเองมาธุระแต่พอเห็นกล้ามแล้วทำไมสติจึงเตลิดนักเนี่ย!  ไม่นะไอฮาเนะตาเธอดูได้!  แต่ลูบไม่ได้!!  ดังนั้นเพื่อการที่ดีอย่ามอง!!  อย่างมองกล้าม!!!

                         ไม่ช้าร่างของดาบรบก็ปรากฏแก่สายตา  ก่อนเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์จะดังก้อง

                         "คักคักคักคักข่า!  วันนี้นายท่านของข้ามีสิ่งใดจะให้ข้ารับใช้หรือขอรับถึงได้มาเรียกหา?"

                         "เปล่าๆ  แค่มีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วยน่ะ  สะดวกไหม?"

                         ยามาบูชิฉีกยิ้มกว้าง  ความน่าเอ็นดูของเจ้านายคนนี้ก็คือยังให้เกียรติพวกตนตลอด  แม้ว่าจะไม่จำเป็นก็ตาม  "ข้าย่อมว่างตลอดอยู่แล้วหากท่านต้องการตัว  แต่ท่านคงไม่รังเกียจใช่หรือไม่?  ยามนี้ข้าเต็มไปด้วยเหงื่อไคลอาจจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้"

                         ได้ยินคำถามที่ดูกังวลไอฮาเนะจึงโบกมือไปมา  แล้วชี้ออกไปด้านนอกที่แดดเริ่มร่มแล้ว  "ตรงนั้นมีลมพัดโบกตลอด  นายนั่งใต้ลมก็ไม่มีปัญหาแล้ว  อีกอย่างไม่คิดจะคุยนานหรอกท่าทางยังอยากซ้อมต่อใช่ไหมล่ะ"

                         "ใช่แล้วๆ  งั้นไปกันเถอะขอรับ"

                         พวกตนนำพาร่างมานั่งอยู่ตรงบริเวณซึ่งมีลมเย็นๆพัดอยู่เกือบจะตลอดเวลา  ไอฮาเนะปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งลงแล้วพักหอบหายใจสักครู่  เธอนั่งเว้นห่างพอประมาณแต่ไม่มากจนดูน่าเกลียด  ซึ่งอีกฝ่ายยังบอกเองเลยว่าถอยไปห่างๆก็ได้เพราะกลัวเธอจะเหม็นกลิ่นเหงื่อ

                         "แล้ว...เรื่องใดที่ท่านประสงค์จะคุยกับข้าเล่า?  หรือสนใจจะมารับฟังคำสอน..."

                         "พี่หมอกับโคเท็ตสึก็เทศนาฉันหูชาแล้ว  เว้นนายไว้สักคนจะเป็นไรไปยามาบูชิ"

                         "คักคักคักคักข่า!  ข้านึกว่าท่านอยากจะลากข้าและทาโร่ทาจิให้ร่วมวงกับสองคนนั้นในการเทศนาท่านด้วยเสียอีก  เช่นนั้นธุระใดกันเล่า  ข้ามองไม่เห็นเรื่องที่ท่านจะเดือดร้อนจนต้องมาปรึกษาข้าเลย"

                         ไม่ใช่เป็นการพูดอย่างน้อยใจ  แต่ยามาบูชิมองว่ารอบตัวนางก็มีคนให้คำปรึกษาพร้อมอยู่แล้ว  คงไม่จำเป็นต้องมาขอความเห็นจากคนอื่นอีกให้วุ่นวาย

                         "ต้องขอคำปรึกษาจากนายน่ะถูกแล้ว  เพราะเรื่องที่จะปรึกษาเกี่ยวกับยามัมบะกิริน่ะ"

                         "โฮ่...?"  เขาส่งเสียงร้องอย่างประหลาดใจก่อนคลี่ยิ้มเล็กน้อยขณะเบนสายตาหันไปมองด้านหน้าแทนใบหน้าของผู้เป็นนาย  "...ข้าตกใจนักไม่นึกว่าจะมีซานิวะมาขอสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของน้องข้า"

                         "เอ้ะ?"

                         "อย่าเข้าใจผิดว่าข้าจะตำหนิท่านนะท่านไอ  ที่พูดนั่น...ข้าตกใจจริงๆขอรับ  นานมากแล้วที่ซานิวะจะมาสนใจปัญหาของน้องข้า..."  ร่างสูงที่ยังชุ่มไปด้วยเหงื่อถอนหายใจออกมาเฮือกโต  "...ปัญหาของยามัมบะกิรินั้นค่อนข้างน่าปวดหัว  เขามักปฏิเสธการอยู่ใกล้ใครและชมชอบจะอยู่อย่างเงียบๆ  กระนั้นเขาก็ยังทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีแต่เฉพาะปมปัญหาในฐานะของเลียนแบบนั้นก็ทำให้เขาต้องรู้สึกเจ็บปวดอยู่เนืองๆ"

                         "แต่เขาก็แย้งเรื่องนี้นะ  เขาพูดตั้งแต่เจอกันครั้งแรกแล้วว่าแม้จะเป็นดาบเลียนแบบจากยามัมบะกิริแต่ก็ไม่ใช่ของเลียนแบบ  เขายืนยันหนักแน่นในฐานะผลงานชิ้นเอกของคุนิฮิโระนะ"

                         ไอฮาเนะไม่เข้าใจ  ยามัมบะกิริเป็นดาบที่ในความคิดเธอนั้นเป็นดาบที่แสนย้อนแย้ง  เขาแนะนำตัวว่าตนนั้นคือดาบที่คุนิฮิโระตีขึ้นแต่เมื่อนานวันเข้า  คำตอบโต้ของเขาก็เอาแต่พูดย้ำว่าตนเองคือของเลียนแบบ  จริงๆเธอไม่ได้สนว่าเขาจะเป็นดาบเลียนแบบหรือไม่ด้วยซ้ำไป  ในเมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นว่าตัวเขาคือผลงานชิ้นเอก  มันจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาสนว่าเป็นดาบเลียนแบบไม่ใช่หรือ?

                         ยามาบูชิคล้ายนิ่งขึงไปกับคำโต้แย้งก่อนหลับตาแล้วเอ่ยต่อเสียงเรียบ

                         "แม้จะต้องการตอกย้ำว่าตัวเองไม่ใช่ของเลียนแบบ  แต่ขณะเดียวกันใจหนึ่งก็ยังลังเลจากเรื่องเล่าขานหรือตำนานยังไงล่ะท่าน  ฉะนั้นคำพูดของเขาจึงเต็มไปด้วยความย้อนแย้งขอรับ"  

                         ในความคิดของยามาบูชิ....ยามัมบะกิริยังต้องการยืนยันตัวตนในฐานะของผลงานชิ้นเอกแต่ความสับสนของตำนานที่เล่าขานก็สร้างปมปัญหาขึ้นในใจ  ฉะนั้นแม้จะบอกว่าไม่ใช่ของปลอมหรือเลียนแบบ  แต่ในใจก็ยังโต้แย้งตัวเองที่พูดแบบนั้นว่าใช่เหรอ?  แน่แล้วเหรอ?ที่มั่นใจว่าไม่ใช่ของเลียนแบบทั้งที่ก็บอกไปไม่ใช่หรือว่าเป็นดาบที่คุนิฮิโระสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบดาบยามัมบะกิริน่ะ****

                         "ทำไมเขาถึงยึดติดขนาดนั้นล่ะ?"  มันคือตำนาน  แม้ตำนานคือตัวตนหรือประวัติของดาบเหล่านั้นก็เถอะ  แต่สำหรับไอฮาเนะ...ยามัมบะกิริก็ถือเป็นดาบที่ดี  จะเลียนแบบหรือไม่  ไม่สำคัญ  เหมือนกับโซฮายะ...รายนั้นแม้จะเป็นดาบเลียนแบบแต่ก็ไม่ได้หมองหม่นเทียบเท่ากับเจ้าผ้าคลุมนี้เลย

                         "ข้าเองก็ไม่ทราบหรอกขอรับ  ตัวพวกข้าล้วนถูกตีโดยคุนิฮิโระเปรียบเสมือนพี่น้องกันก็จริงแต่ก็ใช่จะเข้าใจกันลึกซึ้งนัก  ตัวตนของยามัมบะกิรินั้นช่างคลุมเคลือ  เขาสงสัยมาตลอดว่าตัวเองคือดาบที่ใช้สังหารยามัมบะหรือไม่?  คงเพราะในความทรงจำของเขาไม่เด่นชัดกระมัง?  เรื่องเหล่านี้หากอยากรู้คงต้องถามเขาโดยตรงแต่ข้าเชื่อว่าเขาคงไม่อยากตอบท่านหรอก"  

                         "แน่สิ  ฉันเผลอทำพลาดจนได้  ตอนนี้หมอนั่นหนีฉันอย่างจะเป็นจะตายไปแล้ว"

                         แล้วเสียงหัวเราะประจำตัวของทาจิด้านข้างก็ดังก้องขึ้น  ยามาบูชิแหงนหน้าหัวเราะอย่างชอบใจ  "คราวที่แล้วท่านทำน้องข้ากระโดดหนีท่านลงน้ำ  ข้ายังจำภาพที่เขาเปียกปอนตอนกลับมายังห้องพักได้ติดตานัก  แล้วรอบนี้ท่านทำอะไรลงไปล่ะ?"

                         ไอฮาเนะสารภาพแก่ผู้เป็นพี่ชายของเจ้าดาบตัวปัญหาอย่างไม่ปิดบังแต่ก็ยังแอบอายที่ตัวเองทำไปโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งตลอดระยะเวลาในการเล่าเสียงหัวเราะ คักคักข่า  ก็ดังไม่หยุดจนโดทานุกิกับทมโบกิริยังชะโงกหน้ามาดูเป็นระยะ  แต่เห็นดาบทาจิหัวเราะอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเพียงคนเดียวโดยเจ้านายหันมายิ้มเจื่อนให้  พวกเขาก็ไม่ว่าอะไรแค่หลบฉากกลับไปซ้อมต่อเช่นเดิม

                         "ท่านไอ...ข้า...ขอน้อมรับกับความใจกล้าของท่านจริงๆ  ข้า...ข้าคิดว่าน้องข้าคงแตกตื่นสุดชีวิตไปแล้ว"  ร่างสูงของเจ้าดาบที่กำลังพยายามหยุดเสียงหัวเราะของตนเองกล่าวอย่างขบขัน  เขาฟังเรื่องที่นางเล่าแล้วก็เชื่อสุดใจว่านางไม่ได้จงใจจะแกล้งแต่นางไม่รู้ตัวจริงๆ  แน่ล่ะหลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมาก็ชัดเจนแล้วว่านางไม่ได้คิดจะสนใจในเรื่องความสัมพันธ์  ซึ่งประกอบกับตัวนางก็มีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายเข้าไปเสียทุกที  ทำให้หลายครั้งพวกดาบอาวุโสหลายคนก็ปวดกบาลกับกิริยามารยาทและการกระทำโดยไม่คิดของนางเสมอ

                         "เรื่องนั้นน่ะรู้แล้ว  นายไม่ต้องย้ำหรอกน่า"  ไอฮาเนะตอบกลับเสียงห้วนด้วยท่าทีอายๆ  หวนนึกแล้วก็ละอายตนเองว่ากล้าทำไปได้ยังไงกันวะเหมือนกัน

                         ยามาบูชิพยายามกลืนเสียงหัวเราะลงคอแต่ก็ทำได้ยากเสียจริง

                         "แล้ว...ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?  ข้าให้คำแนะนำแก่ท่านมากไม่ได้นักหรอกนะ"

                         "แค่บอกเล่าที่นายรู้มาก็พอ  ก่อนหน้านี้ฉันลองถามคนอื่นเขาก็บอกว่าในอดีตก็มีซานิวะหลายคนพยายามแก้ไขเรื่องนี้แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า  ยิ่งหลังจากยามัมบะกิริ  โชวกิมา"

                         ยามาบูชิพยักหน้าเปลี่ยนท่าทีขบขันเมื่อครู่กลายเป็นเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว  "ขอรับ  เป็นเช่นนั้นจริงๆและนั่นเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความผิดหวังลงในใจของน้องข้าเช่นกัน....ท่านไอ...คำพูดนั้นมีพลังที่แสนวิเศษหากแต่ถ้าท่านเผลอผิดในคำพูดเมื่อใดมันจะเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้ฟังยิ่งนัก"

                         ซานิวะพวกนั้นกล่าวว่าไม่เป็นไร  ยังไงสำหรับพวกตนแล้วยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระนั้นคือของจริง  เป็นดาบที่แท้จริงสำหรับพวกเขา  แต่ยามเมื่อยามัมบะกิริ  โชวกิมานั้น  ตัวตนของคุนิฮิโระกลับโดนลืมเลือนเสียเอง

                         "การได้รับกำลังใจมานั้นมันก็ดี...หากแต่เมื่อกำลังใจนั้นมันถูกทำลายลงอย่างย่อยยับก็คงไม่อาจทำใจเชื่อในคำพูดใดๆได้อีกต่อไป  พวกข้าเป็นศาสตราแต่ก็ยังมีความทรงจำมากมายจากช่วงเวลาที่เคยคงอยู่  สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับซานิวะยามเมื่อหมดสิ้นพันธะก็จะลืมเลือนกันไป  ฉะนั้นแล้วนี่อาจเป็นข้อแตกต่างสำหรับซานิวะและพวกข้า  ในเรื่องของเวลาน่ะ  ต่อให้พวกซานิวะเวียนว่ายตายเกิดกี่ภพชาติ  แต่พวกข้านั้นไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากเฝ้ารอและแบกรับเอาความทรงจำที่พวกเขาเหล่านั้นทอดทิ้งไว้ให้"

                         "..."

                         "หากท่านอยากจะทำให้เขาหลุดพ้นความคิดแบบนี้มันคงทำไม่ได้แค่พูดปลอบหรอกขอรับ  มันไม่สามารถทำแบบนั้นได้นอกจากใจของน้องข้าจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง"

                         "นายจะบอกว่าไม่มีหนทางรึไง?"

                         "อย่าหาว่าข้าดูถูกท่านเลย  แต่น้องข้าหัวดื้อนัก  คิดว่าก่อนจะมาถึงยุคสมัยท่านมีซานิวะกี่คนกันที่พยายามเปลี่ยนความคิดของเขา?  ทุกคนล้วนลงเอยในรูปแบบเดิมที่พร่ำพูดว่าเขาคือดาบยามัมบะกิริเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นดาบจริงของคุนิฮิโระ  ซึ่งทุกครั้งก็ลงเอยเช่นเดิม  ดังนั้นหากท่านจะบอกกับเขาเช่นนี้ข้าว่าอย่าดีกว่าขอรับ"

                         ยามาบูชิไม่อยากให้ทุกอย่างซ้ำรอยเดิม  แม้เจ้านายคนปัจจุบันจะรักและดูแลพวกตนดีมากเพียงไร   แต่สำหรับยามัมบะกิริแล้วการได้ยินถ้อยคำที่คล้ายกับซานิวะรุ่นก่อนอีกครั้งมันคงไม่ใช่เรื่องดี  ดังนั้นตัวทาจิจึงตัดสินใจจะเบรคสิ่งที่นายสาวคิดอยากจะทำเพื่อน้องชายตนเสีย  

                         เห็นคำพูดที่ฟังดูแล้วเหมือนห้ามปรามไอฮาเนะแค่ย่นคิ้วอยู่ครู่หนึ่ก่อนระบายยิ้มออกมา  "ฉันไม่ได้คิดจะพูดกับเขาแบบนั้นสักหน่อย  อันที่จริงฉันก็คิดมาตลอดแหละ  จนกระทั่งฉันนึกคิดเรื่องนึงขึ้นมา  ยามาบูชิ...นายพูดถูกต่อให้ใครพร่ำบอกไปแค่ไหนแต่คนตัดสินใจคือตัวเขา  ในเมื่อเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับคำว่าดาบเลียนเเบบ  และยิ่งกังวลเรื่องการโดนเปรียบเทียบกับโชวกิ  ถ้างั้น....ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดตรงนั้นหรือบอกเขาในเรื่องหนึ่งเพื่อให้เขาจดจำเพิ่มก็น่าจะช่วยขึ้นได้บ้างล่ะมั้ง?"

                         "หืม?  หมายความว่าอย่างไรล่ะนั่นขอรับ?"

                         เด็กสาวหันมายิ้มแย้มขณะอ้าปากเอ่ยตอบออกไป  ซึ่งพอดีเหลือเกินที่ลมหอบใหญ่พัดผ่านมาพอดี

                         เสียงกิ่งไม้นั้นสั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงของพวกเศษใบไม้ที่ปลิวว่อน 

                         เสียงเหล่านั้นกลบกลืนเสียงพูดที่ออกจากปากเล็กๆนั้น  แต่สำหรับยามาบูชิที่อยู่ใกล้นั้นกลับอ่านริมฝีปากได้อย่างชัดเจน  ดวงตาของทาจิเบิกกว้างก่อนจะหลุดยิ้มออกมา

                         "มันคงเป็น...เรื่องที่เห็นแก่ตัวไปหน่อยสินะ?"

                         หลังจากลมหอบใหญ่ที่พัดผ่านไปแล้วนั้น  พวกตนก็นั่งนิ่งปล่อยให้ยามาบูชิยิ้มอยู่เพียงคนเดียว  จนไอฮาเนะตัดสินใจเอ่ยอย่างรู้สึกกระดากอายไม่น้อยที่บอกแบบนั้นออกไปแก่พี่ชายของดาบรบคนนั้น

                         "จะว่าเห็นแก่ตัวก็เห็นแก่ตัวจริงๆนั่นแหละขอรับ  แต่ว่า...ถ้าเป็นอย่างที่ท่านพูดและหมายความตามนั้นละก็...ข้าว่ามันอาจจะเปลี่ยนเขาได้สักนิดล่ะนะ"

                         "งั้นเหรอ?"  เด็กสาวตาโตไม่นึกว่าความคิดที่ดูเห็นแก่ตัวนี้มันจะเข้าท่า  

                         "ไม่ลองคงไม่รู้หรอกนะท่านไอ  ทีนี้ปัญหาคือท่านต้องหาตัวเขาให้เจอแล้วล่ะ  น้องข้าเห็นเช่นนั้นก็ว่องไวพอสมควรเลยเชียว"

                         "นั่นสินะ  ปัญหาใหญ่เลยนะเนี่ย  แค่ได้ยินเสียงฉันเขาก็วิ่งหนีไปไกลแล้วด้วยสิ"

                         ให้วิ่งไล่จับหมอนี่คงเป็นเรื่องยากพอๆกับจับเจ้ากระเรียน  ต่อให้ออกปากขอความช่วยเหลือจากใครก็ตามแต่ก็เกรงจะสร้างความวุ่นวายเสียเปล่าๆ

                         ขณะคิดว่าจะจับเจ้าผ้าห่มมานั่งคุยอย่างไรดี  เธอก็เหลือบไปเห็นพี่น้องตระกูลไรสามคนที่เดินตีหน้ายุ่งคล้ายพูดคุยเรื่องซีเรียสกันอยู่

                         เด็กสาวครุ่นคิดแล้วตัดสินใจ  

                         ไหนๆไอเซ็นก็ดูจะมีปัญหาคาใจกับยามัมบะกิริแล้ว  ฉะนั้นแล้วขอความร่วมมือกับเขาน่าจะดีที่สุด

                         ยามาบูชิสังเกตเห็นนายสาวหันไปหาสามพี่น้องตระกูลไรแล้วก็ยิ้มเผล่  เดาได้ไม่ยากว่านางคงมีแผนการไว้แล้ว  

                         คักคัก....ช่างน่าสงสารเสียจริงน้องข้า  ครั้งนี้เจ้าดันมีเจ้านายตัวแสบที่เจ้าแผนการ  การจะหนีจากนางโดยง่ายนั้นคงเป็นเรื่องยากเลยทีเดียว

                         "ท่านคงมีแผนอยู่ในใจแล้วสินะ?  เช่นนั้นท่านก็ไปเถิด...ข้าหวังว่าแผนจับตัวน้องข้าคงสำเร็จตามที่ท่านต้องการนะขอรับ"

                         "อื้อ  ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะยามาบูชิ  แล้วขอโทษด้วยที่มารบกวนเวลาฝึกซ้อม"

                         เด็กสาวกล่าวขอบคุณและขอโทษอีกครั้งก่อนบ่ายหน้านำพาร่างตัวเองไล่ตามสามดาบรบอย่างว่องไว  ทิ้งให้ทาจิผู้นั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วมองตามไล่หลัง

                         "ท่านไอไปแล้วรึ?"  โดทานุกิชะเง้อหน้าออกมามองดูหลังไม่ได้ยินเสียงพูดคุยอีก  

                         "ถูกแล้ว  นางไปเพราะมีธุระต่อน่ะ"

                         "เจ้าดูอารมณ์ดีนะ?"  

                         "คักคักข่า!  เพราะน่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นน่ะสิ!"

                         "หา?"

                         ยามาบูชิหัวเราะฉีกยิ้มกว้างดวงตาหยีลงอย่างยินดี  ซึ่งสีหน้านั้นสร้างความงุนงงให้แก่โดทานุกิยิ่งนัก




                         "เฮ้!"

                         "อ้าว  ท่านไอ?  มีอะไรหรือขอรับ?"

                         "โทษทีๆ  ว่างอยู่หรือเปล่าน่ะมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือหน่อย"  นายสาวที่หยุดยืนหอบหน่อยๆเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแหยๆ

                         อาคาชิย่นคิ้วแล้วอ้าปากหาวหวอด  "แต่ว่ามันถึงเวลานอนกลางวันแล้วนะท่านไอ  ไว้คราวหน้าไม่ได้หรื..."  กล่าวไม่ทันจบน้องน้อยของเขาก็กระทืบส้นเท้าลงเต็มแรง  แน่นอนว่าไม่ใช่ใครแต่เป็นดาบใหญ่ร่างน้อยไงล่ะ

                         "ว่างสิขอรับ  ท่านจะใช้งานอะไรพวกข้าล่ะขอรับ  พวกข้ายินดีช่วยเสมอแหละ"  โฮตารุมารุยิ้มแย้มตอบรับขณะที่อาคาชิทรุดตัวลงไปนั่งกุมเท้า  

                         หวังว่าเท้าคงไม่แตกหักอะไรหรอกนะ?  ว่าแต่เสียงดังฟังชัดแบบนั้น  นายไม่คิดจะถนอมเท้าหมอนี่บ้างเลยเหรอโฮตารุเอ๋ย

                         "ท่านไอ...ท่านต้องการให้พวกข้าทำอะไรหรือขอรับ?"  ไอเซ็นถามย้ำอีกครั้งด้วยความสงสัย

                         "ฉันอยากจะจับตัวยามัมบะกิริน่ะ  ก็เลยอยากขอความช่วยเหลือพวกนายหน่อยแบบว่าฉันไล่จับคนเดียวคงไม่ไหวหรอก"

                         "เขาหนีท่านเหรอขอรับ?"

                         "อา...ฉันเผลอไปทำเรื่องไม่ดีเข้าจนได้น่ะ  ก็เลยอยากขอโทษเขาหน่อยแต่ว่านะตอนนี้หมอนั่นแค่ได้ยินเสียงฉันก็หนีอย่างกับหลอนฉันขึ้นสมองไปแล้วล่ะ"

                         สองเด็กชายหัวเราะเสียงแห้ง  คำว่าทำเรื่องไม่ดีนั้นเขาไม่ค่อยทราบหรอกแต่จากที่อยู่มา  เรื่องไม่ดีของนางมีแค่เรื่องที่เผลอไปทำให้ชาวบ้านใจเต้นอย่างไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง  ฉะนั้นที่ยามัมบะกิริหนีแทบเป็นแทบตายก็คงไม่พ้นเรื่องพวกนี้หรอก

                         "อะไรกัน  ท่านก่อเรื่องอีกแล้วเหรอ  เฮ้อ...ท่านนี่ชอบขยันก่อเรื่องนัก...ทำไมไม่ทำเเบบข้าบ้าง  ใช้เวลาว่างในการพักผ่อนน่ะ"  อาคาชิว่าอย่างเอือมระอาพลางสอนสั่งหลังเท้าที่โดนกระแทกนั้นเริ่มค่อยๆหายชาลงไปบ้างแล้ว

                         ไอฮาเนะยิ้มละไมให้กับเจ้าตัวสล็อตในคราบดาบรบของเธอ

                         "ถึงฉันอยากได้ส่วนสูงเพิ่มแต่ก็ไม่อยากใช้วิธีการนอนให้สันหลังมันยาวหรอกนะ"

                         ดวงตาหลังกรอบแว่นกระพริบปริบๆก่อนหลุดยิ้มขำออกมา

                         "มุขเเย่ไปหน่อยแต่ก็พอผ่านนะท่าน"

                         "ฮะฮะ"  

                         หลังขำกับมุขฝืดๆได้สักพักไอเซ็นที่เพิ่งได้ที่นั่งสักที่แถวนั้นตัดสินใจคุยกับเจ้านายสาว  เพราะการขอความช่วยเหลือจากนางก็ตรงกับที่เขาต้องการพอดี

                         "จริงๆ  ข้าอยากขอโทษยามัมบะกิริอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน  แม้ว่าจะขอโทษไปแล้วด้วยน่ะขอรับ"

                         "งั้นเหรอ"

                         "แต่คุนิโทชิคิดว่าขอโทษปากเปล่าอาจจะยังไม่พอเลยอยากจะหาของไปให้เพื่อขอโทษน่ะขอรับ"

                         "ของเหรอ?"

                         "ข้าจำได้ว่าท่านเคยให้นายช่างช่วยหลอมสร้างของหลายอย่างนอกเหนือจากศาสตรา  ซึ่งครั้งหนึ่งในตอนไปงานเทศกาลข้าได้ปลาทองมาเลี้ยงไว้ในตู้เพื่อจะได้เอาไว้อวดคุนิยูกิกับโฮตารุมารุ  และท่านเห็นว่าตู้มันยังโล่งเลยให้นายช่างช่วยหลอมเอาลูกแก้วเล็กๆหลากสีมาใส่ประดับเอาไว้  คือ...ข้าอยากได้ลูกแก้วแบบนั้นแต่เป็นสีฟ้าลูกขนาดเท่ากำปั้นของข้าน่ะขอรับ"

                         ไอเซ็นจำได้ว่าตอนนั้นตนมองดูลูกแก้วสีสันสดใสต่างๆอย่างเป็นประกาย  หลังจากนายสาวแวะมาเยี่ยมตนที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้  ถึงนางจะรักษาแล้วแต่ก็ต้องใช้เวลาพักผ่อนนางจึงมาเยี่ยมเยือนเสมอเหมือนกับดาบคนอื่นยามบาดเจ็บ  ซึ่งวันที่สองหลังมาเยี่ยมนางก็เอาลูกแก้วเหล่านั้นมาให้และบอกว่าลองเอาไปประดับในตู้กับพวกหินตกแต่งสิและตนก็ทำตามอย่างว่าง่าย  ซึ่งตอนนี้ลูกแก้วเหล่านั้นก็ยังอยู่ในตู้นั่นคอยส่งสีสันชวนให้มองอย่างเพลินตาแก่พวกเขาเสมอ

                         "งั้นก็แค่ไปบอกนายช่างให้ทำก็ได้นะ"

                         "เรื่องนั้นมันก็ใช่หรอกขอรับ  เพียงแต่..."

                         "แต่?"

                         "แต่นายช่างใช่ว่าจะฟังคำขอโดยง่ายไงล่ะท่านไอ  ตามปกติภูติตีดาบที่อยู่ประจำฮงมารุมีอำนาจเป็นรองแค่ซานิวะเท่านั้น  และคนจะสั่งเขาได้มีแต่เจ้าของเรือนหรือไม่ก็ข้ารับใช้เทพอย่างพวกคอนโนสุเกะ  กล่าวคือดาบอย่างพวกข้าพูดคุยกับเขาได้แต่ไปสั่งหรือขออะไรคงไม่ได้หรอกท่าน"  อาคาชิกล่าวเสริม  สีหน้าของน้องๆทำให้เขานึกหนักใจพลางส่งสายตาไปยังเจ้านายสาวว่าช่วยทำอะไรสักอย่างหน่อยสิ  ตัวเขาที่เป็นดาบระดับสูงคนหนึ่งก็ใช่ทำอะไรได้  เหตุเพราะนายช่างเรือนนี้ใช่จะขอให้ทำอะไรให้ได้ง่ายๆซะเมื่อไหร่ล่ะ

                         "อืม..."  ไอฮาเนะที่เห็นสีหน้าของคุณพี่ชายบ้านตระกูลไรได้แต่ลอบถอนหายใจ  เธอร้องตอบอืมในลำคอ  แล้วเริ่มคิดถึงลูกแก้ว  "...เรื่องให้นายช่างทำให้ไม่ใช่ปัญหาหรอก  เพียงแต่ฉันสงสัยน่ะ...ยามัมบะกิริไม่ใช่พวกชอบสะสมของสวยงามยิ่งพวกลูกแก้วนี่คนละเรื่องเลยนะ  ทำไมถึงจะเอาลูกแก้วไปให้เขาล่ะ?"  จำได้ว่าตอนซื้อของรอบก่อนเขาซื้อตุ๊กตาที่เป็นต้นไม้เต้นได้ที่มีผ้าคลุมอยู่บนหัว  ท่าทางเขาจะชอบมันมากเลยทีเดียว  อืม...ว่าไปหมอนี่ก็ชอบของแปลกๆเหมือนเจ้ากระเรียนแหะ  

                         และเพราะจำได้เลยไม่เข้าใจว่าทำไมไอเซ็นถึงอยากให้ของแบบนี้ล่ะ  สู้ไปซื้อตุ๊กตาแบบนั้นมาให้ดีกว่า  ยามัมบะกิริน่าจะชอบกว่าเยอะเลย

                         ไอเซ็นเม้มปากแน่นก่อนตอบเสียงเบา  "คือข้าจำได้น่ะว่าเขาไม่ค่อยชอบมองกระจก  เขามักเกลียดการมองดูตนเอง  บางครั้งก็เอาแต่หมกตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นแทบไม่เคยโผล่หน้าให้ใครเห็นสักเท่าไหร่  แต่ว่านะท่านไอ  ข้าน่ะคิดว่าตาของเขางดงามมากจริงๆ  ดังนั้นเลยเผลอเอ่ยชมไม่รู้ตัวจนโดนโกรธเข้าจนได้  ข้าน่ะแค่อยากให้เขารู้ว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้มีส่วนใดขี้เหร่สักหน่อย  ข้าอยากให้เขามั่นใจตัวเองและอยากยืนยันว่าตาของเขาสวยเหมือนท้องฟ้าจริงๆ  ก็เลยอยากให้นายช่างช่วยหลอมลูกแก้วที่มีสีฟ้าเหมือนกับสีนัยน์ตาเขาออกมาน่ะขอรับ"

                         เพราะว่าไม่ชอบที่จะส่องมองกระจกหรือแม้แต่มองเงาสะท้อนของตนเอง  เช่นนั้นแล้วจึงไม่รู้เลยว่าดวงตาของตนเองงดงามเพียงไร

                         "ถ้าหากไม่อยากมองเงาสะท้อนของตนเองก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าแค่มองเจ้าลูกแก้วนี้  เขาอาจจะคิดขึ้นมาได้ว่าดวงตาเขามีสีเดียวกับมันและหากโชคดีเขาอาจจะคิดว่ามันสวย  ถ้างั้นเขาก็คงเริ่มจะเปิดใจไม่ซ่อนตัวเองอยู่ในผ้าคลุมอีกต่อไปน่ะขอรับ  นั่นคือความคิดของข้าน่ะ"

                         ไอฮาเนะที่ฟังมาแต่ต้นจนจบอดคิดอย่างชื่นชมไม่ได้ว่า  เด็กคนนี้มีหัวคิดดีเหมือนกันนะเนี่ย

                         "ดังนั้นท่านไอช่วยขอให้นายช่างหลอมลูกแก้วให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ  แล้วหลังจากนั้นท่านจะใช้ข้าอย่างไรก็แล้วแต่ท่านเลย"  ไอเซ็นเงยหน้าร้องขอด้วยสีหน้าขอร้องสุดชีวิต  เล่นเอาคนเป็นเจ้านายเหงื่อตก

                         "ใจเย็น  ฉันไม่อยากโดนข้อหาใช้แรงงานเด็กหรอกนะ"  ไอฮาเนะยกมือเบรคหลังเห็นเด็กชายยื่นตัวมาขอร้องใกล้ๆโดยมีโฮตารุมารุคอยจ้องมองอย่างขอร้องด้วยอีกคนหนึ่ง  นายสาวเลยมองอย่างเอ็นดู

                         "อืม...ลูกแก้วเหรอ  ช่างคิดดีจริงนะไอเซ็น"  เธอว่าแล้วยกมือลูบหัวเขาเบาๆที่ยิ้มรับอย่างอายๆ  "วางใจเถอะเดี๋ยวจะบอกนายช่างให้  ยังไงรายนั้นก็ว่างงานเหลือเกินแถมยังกินเหล้าฟรีไปวันๆโดยไม่ได้ทำอะไรอยู่พอดี"

                         ซึ่งก็ตามที่คิดนายช่างผู้ว่างงานนั่นจิบเหล้าคอยดูเตาหลอมที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในที  ร่างของภูติตีดาบหันมามองแล้วกระพริบตาปริบๆหลังเห็นซานิวะเจ้าของเรือนและดาบอีกสามคนเข้ามาด้านใน  "วันนี้ท่านจะใช้อะไรข้าอีกล่ะ?"

                         ราวกับรู้ชะตากรรมตัวเองดี  นายผู้เป็นเจ้าของเรือนมาเยือนหา  หากไม่มาใช้งานคงไม่มีเรื่องอื่นหรอก  

                         ไอฮาเนะหัวเราะเมื่อเห็นนายช่างรู้งานดี  เธอแจกแจงอธิบายพลางขอร้องเขาด้วยน้ำเสียงดีๆไม่ใช่การข่มขู่  ซึ่งก็ได้ผลที่ดีนายช่างไม่อิดออดหันไปหาพวกวัตถุดิบทำโน่นนี่แล้วก็บอกว่าอีกสามสิบนาทีมารับของได้  แต่ไม่วายบ่นทิ้งท้ายก่อนให้พวกตนออกจากที่ทำงานของเขา

                         "ข้าล่ะสงสัยจริงว่านี่ข้ายังเป็นช่างหลอมดาบอีกรึ  ท่านใช้ข้าโน่นนี่จนข้าชักไม่แน่ใจกับหน้าที่ตัวเองเสียแล้ว"

                         "นายช่างก็ว่าไป  รู้ไหมยิ่งนายช่างทำอะไรได้หลายอย่างก็ถือว่าดี...เพราะถือว่ามีความสามารถมาก...สามารถทำอะไรได้หลายอย่างที่อยู่นอกเหนือจากการตีดาบ  ในอนาคตถ้าต้องทำงานกับซานิวะอื่น  นายช่างก็เอาความสามารถที่สร้างของตามที่ฉันสั่งมานำเสนอสิ  ดีไม่ดีอาจเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มได้ด้วยนะ"

                         "งั้นข้าเรียกร้องเงินเดือนเพิ่มในตอนนี้เลย...เอ่อ...ลืมที่ข้าพูดไปเมื่อกี้เถอะนะท่านไอ"

                         คล้ายเห็นรอยยิ้มซาตานและออกร่าสีดำทมิฬปรากฏขึ้นทางด้านหลัง  นายช่างรีบปรับเปลี่ยนคำพูดอย่างเร็วจี๋เลยทีเดียว

                         ไอฮาเนะที่เห็นนายช่างเปลี่ยนคำพูดแล้วหันกลับไปทำงานอย่างรีบเร่งก็หรี่ตาแล้วเดินนำพาดาบที่ตามมาด้วยออกไป  ท่ามกลางรอยยิ้มแหยๆของทันโทวและโอดาจิตัวน้อย

                         "เอาล่ะที่เหลือก็ต้องหาเจ้านั่น..."

                         "เรื่องนั้นให้เป็นหน้าที่ข้าก็ได้นะท่านไอ  ข้าน่ะไวพออยู่แล้ว"

                         "ไม่หรอกฉันน่ะหาเขาได้แต่ถ้าต้องจับเขานั่นล่ะปัญหา  ดังนั้นเลยต้องขอความร่วมมือจากทั้งสามคนหน่อยน่ะ"

                         "ฮ้าวว...แล้วข้าด้วยเหรอ"

                         "เอ๋   คุนิยูกิเองก็ต้องช่วยด้วยสิ..."

                         "แต่ถ้าต้องทำอะไรยุ่งยากมันเหนื่อยนี่นา..."  ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง  แต่อาคาชิรู้สึกว่าอาจจะเปลืองแรงโดยใช่เหตุ

                         "ไม่เป็นไรๆ  ฉันก็ไม่ได้กะจะใช้แรงงานนายให้ช่วยวิ่งไล่จับหรอก  แต่จะขอแรงนายกับโฮตารุมารุช่วยหนึ่งอย่าง"

                         "หือ?"

                         ไอฮาเนะยิ้มเจ้าเล่ห์จนอาคาชิคิ้วกระตุก  พลางอดคิดไม่ได้ว่ายิ้มแบบนี้นางวางแผนบางอย่างไว้เป็นแน่  พลันเขาก็นึกถึงเจ้าดาบที่เป็นเป้าหมาย... แล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ...

                         เฮ้อ...เริ่มนึกสงสารเจ้าดาบเล่มนั้นแล้วสิเนี่ย




                         การตามหายามัมบะกิรินั้นค่อนข้างง่ายดายเพราะแค่แพร่กระจายพลังวิญญาณตรวจจับไม่นานก็เจอตัวเขาแล้ว  ดังนั้นไอฮาเนะเลยวางแผนกับไอเซ็นและโฮตารุมารุทันที  

                         ต้องบอกว่าการจับยามัมบะกิรินั้นไม่ได้ยากเย็นเท่าเจ้ากระเรียน  ส่วนนึงต้องบอกว่าเพราะเขาประมาทคิดว่าเจ้านายคงไม่ได้ไวไปกว่าตนเองดังนั้นจึงไม่ซุกซ่อนตัวให้หายากสักเท่าไหร่นัก  

                         ตัวชายหนุ่มเอง...หลังจากที่หนีมาพอควรจึงหาที่นั่งพักแถวชานระเบียงที่เป็นสวนหย่อม

                         ใบหน้าที่ดูอ่อนหวานของเขานั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า  วันนี้ทั้งวันเขาเอาแต่วิ่ง  วิ่งอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้นเพราะในใจคิดแค่เพียงว่าขอหลบหน้าเจ้านายสาวไปสักระยะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

                         เนื่องจากความจำที่ดีพอประมาณทำให้จดจำภาพเค้าหน้าของนางที่มุดเข้ามาในผ้าคลุมจนหน้าพวกตนเกือบแนบชิดกันได้  ก่อนภาพความทรงจำจะไปโฟกัสที่ริมฝีปากสีชมพู...

                         พลันยามัมบะกิริดึงรั้งผ้าคลุมลงมาปิดหน้าทั้งหมดแล้วส่งเสียงร้องโอดครวญอยู่ในลำคอ

                         เขารู้ว่านางไม่ได้จะแกล้ง...และนางไม่ได้ตั้งใจจะยั่วยวน  สิ่งที่เกิดขึ้นนางทำไปเพราะไม่ได้คิดอะไรให้มากและมองข้ามผ่านเรื่องความเหมาะสมไปเพียงเพราะความอยากรู้

                         ขณะที่ตัวเขาเองต่างหากที่เผลอคิดอะไรไม่ดีเอง  แถมเมื่อคิดมากสติก็ดับวูบเนื่องจากคิดไปจนความร้อนพุ่งสูงจนเป็นลมไปนั่นเอง  ครั้นพอได้สตินางก็ถามด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง  ไม่ได้มีท่าทีเหมือนชอบใจที่เล่นงานตนสำเร็จแล้วเลยแม้แต่นิดเดียว  ยามัมบะกิริก็ทราบโดยทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น  คนที่คิดไม่ดีก็มีแค่เขาเพียงคนเดียวนั่นแหละ

                        ซึ่งในตอนนั้น  ยามเห็นหน้านางอีกครั้งภาพที่หน้าพวกตนแทบแนบชิดก็แล่นเข้ามา...

                         ตนก็เลยวิ่งเตลิด...ไม่สนต่อเสียงร้องเรียกของใครๆ  ตอนนั้นคิดแค่ว่าขอออกห่างไปทำใจสงบสติอารมณ์ชั่วครู่หน่อยเถอะ

                         "ข้านี่มัน..."  ชายหนุ่มกล่าวตำหนิตัวเองที่คิดอะไรไม่ดี  ทั้งที่นางเป็นเจ้านายและนางไม่ได้คิดอะไรกับตนเกินเลยมากกว่าเพื่อนร่วมรบหรือครอบครัว  ใช่...นางไม่ได้มองเขาในแบบที่เขามองนาง

                         ยามัมบะกิริและคนอื่นต่างก็ทราบดีว่าเจ้านายเป็นพวกหัวทึบด้านการเข้าใจความรู้สึก  นางอาจไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกตนเลยด้วยซ้ำ  ทว่าเป็นพวกตนเสียอีกที่ทำปฏิกิริยาต่างๆจนดูแตกต่างไปเหลือเกิน

                         ช่วยไม่ได้นี่นา...

                         มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ห้ามไม่ได้อีกต่อไป  หลังจากที่ตัดสินใจกันในวันนั้นตัวเขาก็พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง  อะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนก็ทำ  ยิ่งเรื่องการซักผ้าคลุมนั้น...ตามปกติก็ไม่เคยมีอยู่ในหัว  แต่เมื่อรู้ว่ามันคือตัวการก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ  ดังนั้นเขาจึงได้ขยันซักทำความสะอาด

                         ถ้าไม่มีตัวอัปลักษณ์พวกนั้นก็จะไม่เกิดโรคภัย  ถ้างั้นนางก็จะไม่ป่วยหนัก

                         ถึงการป่วยครั้งนั้นจะไม่ใช่เกิดจากโรคภัย  แต่ยะเก็นก็เคยพร่ำบอกเสมอว่ามนุษย์นั้นเปราะบาง  แม้มีพรของเทพอินาริแต่หากป่วยหนักก็ต้องใช้เวลาในการเยียวยา  ดังนั้นให้ดีอย่าให้เจ้านายป่วยจะดีกว่า

                         เพื่อการนั้นจึงได้ปรับเปลี่ยนตัวเองขึ้นมาใหม่....เมินเฉยต่อสีหน้าและแววตาประหลาดใจของเพื่อนพ้อง

                         จู่ๆ  ยามัมบะกิริก็กระพริบตาแล้วนึกย้อนถึงเรื่องราวสมัยก่อน

                         จะว่าไปแล้ว...ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่ตนเองเปลี่ยนแปลงไป?

                         ตัวเองที่ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเอาแต่หมกตัวและยึดมั่นต่อคำว่าดาบเลียนแบบ  ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นเสมอหลังผ่านช่วงระยะเวลาอันยาวนาน

                         ตัวของเขาจดจำภาพของยามัมบะกิริ  โชวกิที่เฉิดฉายแทนตัวเขาที่เคยมาก่อน  ตัวของเขาที่เป็นแค่ยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระซึ่งถูกซานิวะทอดทิ้งเอาไว้เพราะเบื่อหน่ายกับการพร่ำบอกว่าเขานั้นคือของจริงอย่ายึดติด  แต่ตัวเขาก็ยังยึดติด

                         ก็ในเมื่อมีดาบยามัมบะกิริอีกเล่มมา  มันผิดหรือที่จะเผลออดเปรียบเทียบตัวเองกับดาบเล่มนั้น

                         และนานวันเข้า  จากการพยายามจะแก้ไขและเข้าถึงจิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป  ความเอือมระอากลับมาแทนที่  ท้ายสุดยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระจึงถูกปล่อยไว้ราวกับปลดระวาง...หลังจากเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับความคิดของคำว่าดาบเลียนแบบ...

                         มันเป็นเช่นนั้นเสมอ  ตลอดช่วงความทรงจำที่ยังคงอยู่ก็เป็นเช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ซานิวะทุกรุ่นก็ปฏิบัติกับเขาไม่แตกต่างจากเดิมนัก  พวกเขาเอือมระอาต่อสิ่งที่เพียรพยายามบอกแก่เขาจนถึงที่สุดแล้ว  และเบื่อหน่ายที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาแต่ไม่เป็นผล  ดังนั้นจึงทิ้งเขาไป

                         ทว่ามาครั้งนี้ที่ตนต่างหากที่เลือกจะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง

                         ตนเลือกเองโดยที่เจ้านายไม่ได้บอก  จะว่าไปแล้วเจ้านายคนปัจจุบันไม่เคยบอกห้ามอะไรเลยยามที่ตัวเขาเอาแต่พร่ำบ่นคำว่าเลียนแบบ  

                         ดวงตาสีฟ้าหมองหม่นลง  เจ้านายคนปัจจุบันแตกต่างไปก็จริงแต่นางก็ไม่ได้เกริ่นถามอะไรมากมายหรือคอยปลอบประโลมอะไรเลยในเรื่องนี้  ราวกับนางยินยอมปล่อยให้เขาพร่ำบ่นเช่นนั้นต่อไปตามแต่ที่ใจเขาต้องการ  สิ่งที่ทักท้วงอย่างมากก็แค่เรื่องผ้าคลุมเท่านั้นเอง  คงเพราะรู้ดีว่าแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้สินะเลยไม่พูดออกมา?  หรือเพราะว่าทำใจไว้แล้วว่าคงแก้ไขอะไรเหมือนอย่างซานิวะรุ่นก่อนๆเคยทำไม่ได้อีกก็เลยปล่อยให้ตนบ่นต่อไปโดยไม่คิดห้ามปราม?

                         ชายหนุ่มเริ่มจมลงสู่ห้วงภวังค์ความคิดอย่างเงียบงัน

                         "โย่  ยามัมบะกิริ!"

                         พลันห้วงความคิดต้องหยุดลง  เมื่อเสียงร้องเรียกของไอเซ็นจะดังขึ้น  เด็กชายผมแดงเดินเข้ามาพร้อมกับโอดาจิร่างน้อย  สีหน้าพวกเขายิ้มแย้มเป็นมิตร

                         ยามัมบะกิริหรี่ตาแล้วกวาดตามองโดยรอบ  ก่อนจะพบว่าไม่มีใครอื่นใดนอกจากเด็กน้อยทั้งสองจึงโล่งใจ

                         ความหวาดระแวงต่อแผนการนายสาวนั้นทำให้ชายหนุ่มตื่นตัวตลอดเวลา  นางมีสารพัดวิธีเล่นงานพวกตนอย่างง่ายดายถ้าเผลอประมาท  และเพราะตนยังวิ่งหนีนางอยู่บางทีนางอาจจะส่งสองคนนี้มาหลอกล่อก็เป็นได้...

                         "เจ้ามองหาใครน่ะ?"  ไอเซ็นแสร้งถามอย่างสงสัย  ขณะที่เริ่มเหงื่อซึมหลังเห็นอาการหวาดระแวง  เหวอ...ท่านไอ...ท่านไปทำแบบไหนให้เจ้านี่ระแวงขนาดนี้เนี่ย!?

                         "พวกเจ้ามากันแค่สองคนเหรอ?"  เพื่อให้เกิดความมั่นใจ  ยามัมบะกิริถามย้ำอีกครั้งแล้วดูปฏิกิริยาของทั้งสอง

                         "ก็ใช่น่ะสิ  ตอนนี้คุนิยูกินอนกลางวันอยู่น่ะ"  โฮตารุมารุชิงตอบแทน  เด็กชายใช้ความเยือกเย็นและรอยยิ้มสุขุมในการตอบโต้แทนพี่น้องอีกคนอย่างลื่นไหล  และเพราะความขี้เกียจของพี่ชายบ้านตระกูลไรนั้นเป็นที่เลื่องลือ  อาคาชิ  คุนิยูกินั้นหาเวลาในการอู้งานเพื่อนอนได้เสมอและบ่อยครั้งก็จะเห็นสองคนนี้มากกว่าตัวชายหนุ่มผู้นั้นเสียอีก  ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ทำให้ความหวาดระแวงของอุจิคาตานะหนุ่มลดลง

                         หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่ใช่กับดัก  ร่างสูงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนถาม  "แล้วพวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?"

                         "อ๋อ  คือข้าอยากมาขอโทษที่พูดจาไม่เข้าหูเจ้าน่ะ"  ไอเซ็นลังเลชั่วครู่แล้วเอ่ยปากตอบตามตรง

                         "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  เจ้าไม่ต้องคิดมากข้าไม่ได้โกรธเจ้าด้วยซ้ำ"  ที่ผิดคือตนตวาดอีกฝ่ายต่างหากล่ะ

                         "แต่เจ้าก็ยังดูเหมือนหงุดหงิดอยู่นี่  แต่ว่านะข้าคิดว่าตาเจ้ามันสีเหมือนท้องฟ้าจริงๆ"

                         "อา..."

                         "เจ้าไม่เคยมองดูดวงตาตนเองรึ?"

                         "ข้าเกลียดการมองดูเงาสะท้อนตนเอง..."  ชายหนุ่มตอบแล้วหลบสายตาพลางพยายามดึงรั้งผ้าให้ต่ำลงมาอีกจนคนมองสองคนได้แต่รู้สึกกังวลใจ  ก่อนโฮตารุมารุจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้ไอเซ็น  เด็กชายผมแดงจึงยื่นลูกแก้วสีฟ้าสดใสที่มีสีเหมือนกับดวงตาของอีกฝ่ายไปตรงหน้า

                         ร่างสูงของอุจิคาตานะชะงักเมื่อมองเห็นลูกแก้วสีฟ้าซึ่งถูกยื่นมาให้

                         "นี่มัน...."

                         "...ข้าให้นี่แทนคำขอโทษนะ"  

                         "เจ้าไม่ต้อง..."

                         "ก็เจ้าบอกเองว่าไม่ชอบจะมองดูเงาสะท้อนของตนเองไม่ใช่รึ  ดังนั้นข้าจึงขอให้นายช่างทำสิ่งนี้ขึ้นมา  ลูกแก้วนี้มีสีเดียวกับดวงตาของเจ้า  ในเมื่อเจ้าไม่อยากมองเงาสะท้อนงั้นเจ้าก็มองลูกแก้วที่มีสีแบบเดียวกับตาเจ้าสิ"

                         "...ของแบบนั้นน่ะ...."  สีหน้าของชายหนุ่มเริ่มอึดอัด  เจ้าลูกแก้วนี้ก็สวยดีหรอกแต่ยามมาคิดว่ากำลังมองดูสีที่เหมือนนัยน์ตาตนเองแล้วก็รู้สึกแปลกๆชอบกลนะ

                         ไอเซ็นไม่สนยังพูดต่อ  เขาคิดสงสัยมาตลอดว่าคนที่มีดวงตาสวยขนาดนี้ทำไมยังต้องซ่อนแอบตนเองจากการให้คนอื่นมองด้วยนะ  "เจ้ามีตาที่สวยจริงๆยามัมบะกิริ!  ต่อให้เจ้าบอกว่าอย่ามาชมว่าเจ้าสวยแต่มันคือความจริง!  ดังนั้นข้าจึงอยากยืนกรานว่าตาเจ้ามันสวย!  และหากเจ้าไม่เชื่อเจ้าก็มองดูลูกแก้วนี่ซะแทนการส่องดูเงาสะท้อนของตนเอง!"

                         "..."

                         "ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะไม่ชอบการถูกกล่าวเช่นนั้น!  ซ้ำยังชอบหลบซ่อนไม่กล้าเข้าใกล้ใคร!  แต่ว่านะข้ารู้ว่าเจ้าน่ะใจดี!  ชอบช่วยเหลือคนอื่น!  แต่ว่าพวกข้าไม่อยากเห็นเจ้าเอาแต่หลบอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป!  อยากให้เจ้าร่าเริงและมาร่วมเล่นสนุกกับพวกข้าเหมือนคนอื่นๆบ้างนะ!"

                         ได้ยินคำพูดที่พรั่งพรูออกมา  ร่างสูงก็ก้มหน้านิ่งแล้วตอบกลับด้วยคำขอโทษแผ่วเบา  "ข้าขอโทษนะ..."

                         "ข้าน่ะ...ไม่อยากให้เจ้าคิดถึงเรื่องในอดีตมากเกินไปนะ!"

                         "..."

                         ยามัมบะกิริมองดูมืออันสั่นเทาของไอเซ็นที่ยื่นลูกแก้วมาให้  เด็กชายกัดฟันพยายามฝืนด้วยใบหน้าที่อดกลั้นจะไม่ร้องออกมา  เห็นสีหน้านั้นแล้วอุจิคาตานะหนุ่มก็รู้สึกผิดไม่น้อยเลย

                         "เข้าใจแล้ว  ขอบคุณมาก...และข้าขอโทษนะ"

                         "อืม...ลูกแก้วนี้..เจ้ารับไว้แทนคำขอโทษได้ไหม?"  ไอเซ็นพยักหน้าตอบรับคำขอโทษนั่นแล้วถามกลับ

                         "อืม  ได้...ข้าจะเก็บมันไว้เป็นอย่างดี"

                         "อืม  ข้าขอโทษนะ"

                         "ข้ายกโทษให้เจ้าแล้วไอเซ็น"

                         "ข้ารู้  แต่ข้าขอโทษจริงๆ"

                         "ทำไมเจ้าต้องขอโทษอีก?  เจ้าขอโทษข้าแล้ว"  ยามัมบะกิริย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจขณะมือเอื้อมไปคว้าเจ้าลูกแก้วออกจากมือของเด็กชาย  หากแต่ไอเซ็นกลับยึดลูกแก้วนั้นไว้แน่นแล้วเงยหน้ามองด้วยแววตาขอโทษพร้อมกับคำพูดเดิมที่ย้ำออกมา

                         "ข้าขอโทษอีกครั้งจริงๆ"

                         แล้วเสียงดังปึกก็เกิดขึ้น  ก่อนสติของอุจิคาตานะจะดับลงพร้อมกับร่างจะโอนเอนล้มลงไปด้านหน้า  ซึ่งทั้งไอเซ็นและโฮตารุมารุก็จัดการรับร่างเขาเอาไว้ได้ทันพอดี

                         ทันโทวผมแดงลอบมองเพื่อนร่วมรบที่สลบเหมือดไปแล้วและหันกลับไปมองอาคาชิที่มือยังค้างอยู่ในท่าเล่นงาน  

                         เมื่อครู่ชายหนุ่มใช้ความว่องไวย่องเข้าประชิดก่อนจะจัดการซัดยามัมบะกิริให้หมอบลงไปในครั้งเดียว

                         จอมขี้เกียจยืดตัวขึ้นสูงแล้วถอนหายใจ  พร้อมกับร่างของนายสาวที่แอบอยู่จะเดินออกจากที่ซ่อน  ไอฮาเนะส่งยิ้มแหยให้พวกเขาทั้งสามด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิดไม่น้อยเลย

                         "ขอบคุณมาก  จริงๆก็ไม่อยากรุนแรงหรอกแต่หมอนี่คงหนีแน่ๆถ้าบอกความจริงไป"

                         "ข้าพอเข้าใจนะ  แต่หวังว่าตอนเขาฟื้นจะไม่มาอาละวาดข้ากับน้องๆนะขอรับท่านไอ"

                         "ไม่หรอกๆ  เดี๋ยวฉันคุยเองถ้าเกิดอะไรขึ้นให้เขามาด่าฉันนี่ล่ะ  ขอบคุณพวกนายมาก  ขอรบกวนอีกอย่างนะ...ช่วยลากเขาไปในห้องที่เตรียมไว้ทีสิ  แล้วที่เหลือฉันจะจัดการเอง"

                         อาคาชิเหลือบตามองเจ้าร่างที่สลบเหมือดครู่หนึ่ง  ก่อนปล่อยหน้าที่ในการใช้แรงงานไปให้โฮตารุมารุที่จัดการขยุ้มผ้าคลุมจากทางด้านหลังแล้วออกแรงลากร่างที่สูงใหญ่กว่าตนไปอย่างสบายๆแล้วถอนหายใจ

                         "ขอร๊าบๆ  เฮ้อ....จบเรื่องนี้ข้าขอดังโงะสักสิบไม้เป็นค่าเหนื่อยด้วยนะท่านไอ"

                         เด็กสาวหัวเราะหลังเห็นจอมขี้เกียจเริ่มทำท่าคล้ายกับหมดพลังงาน

                         "จ้าๆ  เดี๋ยวจัดให้ตามคำขอเลย"




                         ร่างสูงได้สติหลังจากนั้นไม่นาน  ดวงตาสีฟ้าเปิดปรือขึ้นมามองฝ้าเพดานชั่วครู่ก่อนเด้งตัวขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก  พลันเสียงของใครคนหนึ่งจะดังขึ้นใกล้ๆ

                         "ฟื้นสักที  แรงของอาคาชิดีไม่น้อยเลยแหะ"

                         เจ้าของเสียงคือนายสาวผู้ที่ทำให้เขาต้องวิ่งเตลิดหนีนางมาทั้งวัน  ซึ่งตอนนี้นั่งอยู่ใกล้กับเขามากนัก

                         "เหวอ!!!"  ด้วยอารามตกใจ  ชายหนุ่มก็ลุกพรวดเตรียมไปเปิดบานประตูแล้วชิ่งออก

                         หากแต่บานประตูกลับปิดสนิทไม่ขยับเขยื้อน

                         "ฉันร่ายอาคมไว้น่ะ"  ไอฮาเนะเฉลยข้อสงสัยด้วยท่าทีสบายๆ

                         "ท่านจะร่ายไว้ทำไม!!?  ปล่อยข้าออกไปนะขอรับ!!"

                         "มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะสิ  และถ้าปล่อยนายก็หนีฉันอีก  ดังนั้นจนกว่าจะคุยจบฉันไม่เปิดอย่างเด็ดขาด  อ๋อแล้วอย่าคิดว่าฉันจะขังนายไว้เพียงคนเดียวล่ะ  อาคมนี่ก็ผูกมัดฉันด้วยกล่าวคือ...ถ้าพวกเราสองคนคุยกันไม่เคลียร์  วันนี้ทั้งวันคงไม่ได้ออกจากห้องนี้เป็นแน่"

                         !!!!

                         เจ้าผ้าห่มตาเหลือกสีหน้าเริ่มซีดเซียว  

                         ต้องอยู่กับนางสองต่อสองโดยที่ไม่สามารถออกไปได้งั้นเหรอ!?  ให้ตายเถอะ ! นางจะทำให้ข้าหัวใจวายตายไปถึงไหนกัน!!!

                         เห็นสีหน้าจะเป็นจะตายของอีกฝ่าย  ไอฮาเนะเลยย้ำอีกหนให้ชัดเจน  "ยามัมบะกิริ  ถ้าไม่คุยกันให้จบละก็  เย็นนี้พวกเราคงไม่ได้กินข้าวนะ"

                         "ขะ...ข้า!...ข้าจะคุยกับท่าน!  แต่ว่า...ตะ..ต้องนั่งห่างๆนะ!"

                         ได้เห็นและได้ยินการต่อรองแล้วก็เริ่มหวนนึกถึงยามตนเองโดนดาบคนอื่นเล่นงานระยะประชิด  ปฏิกิริยาและท่าทางช่างเหมือนกับยามัมบะกิริตอนนี้เปี๊ยบเลย

                         เฮ้อ  ไม่แปลกใจเลยแหะว่าทำไมเผลอคิดว่าเจ้านี่เป็นผู้หญิง...ดูเอาสิลนลานหนักกว่าเธอตอนสติเตลิดอีกนะ  แถมหน้านั่นก็ดูน่าแกล้ง...เหวอ!  นี่เธอติดนิสัยขี้แกล้งจากเจ้ากระเรียนมาเหรอไงถึงได้คิดอะไรแบบนี้เนี่ย!?

                         ไอฮาเนะกระแอมไอแล้วตั้งสติใหม่อีกครั้ง  หลังพบว่าความคิดอยากแกล้งคนนำพาให้ตนออกห่างจากประเด็นสำคัญ

                         "ตามสบาย  ถ้านั่งห่างแล้วได้ยินก็แล้วไป"

                         "ขอบคุณขอรับ"

                         "เอาล่ะจะคุยล่ะนะ"

                         "..."

                         ไอฮาเนะเผยยิ้มเจื่อนๆหลังเห็นเจ้าดาบรบเบื้องหน้านั่งตัวเกร็งแข็งทื่อ  เธอรอสักพักให้เขาสงบลง  ก่อนจะถามออกไปตามตรงไม่อ้อมค้อม

                         "นายพอใจกับการที่นายเป็นอยู่ตอนนี้ไหมยามัมบะกิริ?"

                         เอ้ะ?

                         เจ้าดาบเผลอกระพริบตา  เขารู้สึกงงในคำถามก่อนจะเอ่ยทวนอีกครั้ง

                         "พอใจกับการเป็นอยู่?"

                         "หมายถึงการอยู่กับฉันเนี่ยทำให้นายพอใจไหม?"

                         "ก็พอใจนะ...หรือเพราะข้าทำอะไรไม่ดีให้ท่านคิดเช่นนั้นหรือ?"

                         เมื่อถามกลับก็ไม่ได้คำตอบ  ไอฮาเนะเพียงแค่ยิ้มอยู่เงียบๆ  ทำให้ยามัมบะกิริย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

                         "คำถามต่อไป"

                         "เอ้ะ?  เดี๋ยวสิ  ท่านยังไม่ตอบ..."  เอ่ยท้วงไปแค่นั้นก็ต้องเงียบหลังสังเกตเห็นแล้วว่าเด็กสาวไม่นำพา  แถมยังถามต่อทันที

                         "ทำไมถึงยึดติดกับคำว่าของปลอมกับของจริงล่ะ?"

                         คำถามนี้ทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง  โดยที่มีดวงตาสีชาดมองดูอยู่เงียบๆ

                         ยามัมบะกิริถึงกับอึ้งเพราะตามปกติ  นายสาวเบื้องหน้าไม่เคยถามอะไรแบบนี้และนางก็ไม่เคยถามเลยนับจากระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมาตลอด  นางไม่เคยจะถามจนเขาก็ลืมคิดไปแล้ว

                         แต่ทำไมถึงมาถามนะ

                         ชายหนุ่มคิดอย่างสงสัยก่อนจะทวนคำถามเพราะคิดว่าเมื่อถามมาแล้วก็ควรตอบกลับไปโดยไว

                         ทำไมยึดติดกับคำว่าของปลอมหรือ?

                         "เพราะจากความทรงจำของข้า  ข้าถูกมองว่าเป็นดาบเลียนแบบแต่ความรู้สึกของข้านั้น...ข้ามั่นใจว่าตนเองคือดาบที่คุนิฮิโระตีซึ่งก็เป็นดาบที่เป็นผลงานชิ้นเอก..."  

                         แม้ว่าจะโดนสร้างเลียนแบบก็เถอะ...

                         "งั้นก็เชื่อตามที่ยึดมั่นก็ไม่น่าจะมีปัญหานี่  แล้วทำไมถึงยังบ่นแต่เรื่องตนเองเป็นดาบเลียนแบบล่ะ  ไม่ใช่ว่าตอนพวกเราเจอกันครั้งแรก...นายก็ยืนยันตัวเองกับฉันแล้วนี่นา?"

                         ข้าคือยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ ข้าถูกตีขึ้นมาโดยคำสั่งของท่านนางาโอะ อะคินางะ แห่งปราสาทอะชิคางะ...เพื่อลอกเลียนดาบยามัมบะกิริ อย่างไรก็ตาม ข้าหาใช่ของปลอมไม่! ข้าคือผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของคุนิฮิโระ…! 

                         ตัวเขาในตอนแรกแม้จะบอกว่าเป็นดาบที่ตีขึ้นเพื่อลอกเลียนแบบยามัมบะกิริแต่กระนั้นก็ยังยืนกรานว่าเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของคุนิฮิโระ

                         "ฉันคิดมาตลอดว่าการที่นายยังยืนกรานว่าเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างเต็มปากเต็มคำนั้น  มันก็ควรภาคภูมิใจในเรื่องนั้นมากกว่าจะมายึดติดกับคำว่าดาบเลียนแบบสิ"

                         ยามัมบะกิริหวนนึกถึงตอนพบกันครั้งแรกและตนได้แนะนำตัวต่อหน้านาง...แม้ตอนนั้นจะไม่เห็นหน้านางจึงไม่อาจรับรู้ว่าตอนเจอกันนางทำสีหน้าอย่างไรก็ตาม  แต่ไม่เคยนึกเลยว่านางจะยังจดจำช่วงตอนที่พวกตนพบกันได้อยู่อีก

                         "เรื่องนั้นมันก็ใช่...แต่ข้าแค่เผลอคิดถึงเรื่องราวแล้ว..."

                         "สับสน?"

                         "อืม..."

                         สับสนว่าแม้จะเป็นผลงานชิ้นเอกแต่ก็ยังเป็นดาบที่ถูกสร้างมาเลียนแบบ

                         แล้วเช่นนั้นจะกล้ายืนยันอย่างเต็มปากว่าตนเป็นดาบเลียนแบบที่เป็นผลงานชิ้นเอกน่ะเหรอ  ฟังดูแล้วช่างย้อนแย้งเหลือเกิน  เพราะถ้าเป็นผลงานชิ้นเอก...มันก็ไม่ควรจะเป็นเพียงแค่ดาบเลียนแบบไม่ใช่หรือ

                         ความสับสนนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอยู่เนืองๆ  ดังนั้นจึงคิดเสมอว่าอยากแกร่งขึ้นเพราะถ้าแกร่งมากพอก็คงจะถูกตีค่าให้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากดาบเลียนแบบ  แต่กระนั้นความจริงที่ว่าตนเป็นดาบเลียนแบบก็ยังตอกย้ำทำให้รู้สึกสับสนที่จะทำอะไรสักอย่างอยู่อย่างบ่อยครั้ง

                         แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบกันไปอีกพักใหญ่  จนไอฮาเนะเปิดปากทำลายความเงียบขึ้น

                         "ฉันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวนายในสมัยก่อน"

                         "..."

                         "นายดูมีปัญหาตอนดาบเล่มนั้นมาสินะ?"

                         ดาบเล่มนั้นคือยามัมบะกิริ  โชวกิ  ผู้ซึ่งยืนกรานว่าเป็นดาบยามัมบะกิริตัวจริง...

                         ดาบที่สร้างความไขว้เขวต่อข้าอย่างถึงที่สุด

                         "ใช่  การเห็นดาบเล่มนั้นทำให้ข้าอดเปรียบเทียบตนเองไม่ได้  และมันยิ่งทำให้ข้าคิดมากจนจมปลักกับคำว่าของเลียนแบบมากยิ่งขึ้น"  เขาตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น  ความรู้สึกที่เป็นของเลียนแบบยามมาเผชิญหน้ากับดาบที่กล้ายืนกรานว่าเขาต่างหากคือดาบเล่มจริง  มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่เป็นได้แค่ของเลียนแบบอย่างชัดเจน

                         ไม่ว่าจะท่าทางหรือคำพูดที่ดูมั่นใจนั่น...ทำให้ข้าเทียบไม่ติดเลย

                         ตัวยามัมบะกิรินั้นทราบดี  บุคลิกของพวกตนช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว  ตัวโชวกิที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าและแสดงท่าทีอย่างภาคภูมิดูเหมาะสมกับฐานะดาบที่สังหารยามัมบะมากกว่าตนเสียอีก

                         "ไม่แปลกหรอก  หากจะเลือกดาบที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมากกว่าดาบที่รวนเรเอาแต่ยึดติดกับคำว่าของเลียนแบบเช่นข้า..."

                         ไอฮาเนะมองด้วยแววตาสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความหนักใจ

                         "ถ้านั่นคือปัญหาที่ทำให้นายยึดติดแบบนั้นก็แย่น่ะสิ"  จากประวัติมันก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นยังไง  ต่อให้พูดว่ายามัมบะกิริตรงหน้าคือยามัมบะกิริที่ใช้สังหารยามัมบะจริงๆ  ตัวชายหนุ่มก็คงไม่เชื่ออยู่ดี  ดีไม่ดีคงหาว่าเป็นแค่คำพูดปลอบโยนแก่เขาเท่านั้น

                         ชายหนุ่มเข้าใจดีถึงความหนักใจนั้น  เพราะที่ผ่านมาก็มีคนพยายามเข้ามาช่วยแก้ไขเรื่องราวให้เขาสบายใจขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล 

                         แม้แต่ตัวเขาเอง...

                         สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วหลับตาลงอย่างเจ็บปวด  ในใจก็ภาวนาอย่าให้นางต้องเสียเวลาเลย  ปล่อยให้ตนได้ทำอะไรเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ต้องยุ่งเถอะ  ตราบที่ตนยังไม่เป็นไรก็จะขอเป็นแค่ยามัมบะกิริเลียนแบบที่จะถูกช่วงใช้ต่อไปโดยนางก็พอ  

                         แน่นอนว่าถ้าดาบเล่มนั้นมาที่เรือนนี้  แล้วตนอาจจะถูกนางทอดทิ้ง  ตัวเขาก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว

                         "ข้าแก้ไขมันไม่ได้หรอกนะ"  เขาย้ำอีกครั้ง  ต้องการสื่อชัดเจนว่าไม่มีใครแก้ไขความคิดบ้าบอที่เขายึดติดนี้ได้แม้แต่ตัวเขาเอง

                         แต่เด็กสาวกลับหัวเราะเสียงแห้งแล้วส่ายหน้าช้าๆ

                         "ฮะฮะ  ใครว่าล่ะเรื่องแบบนี้คนจะแก้ได้ก็มีแค่นายนะยามัมบะกิริ  นี่น่ะ...ฉันก็คิดว่าฉันคงช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกันแต่ว่านะฉันคิดเรื่องนึงขึ้นมาได้"

                         ?

                         "หากว่าการที่ทำให้นายรู้สึกไม่มั่นคงหรือบางครั้งก็คิดสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของตนเอง  ถ้างั้นนายจะลองเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นดูสักนิดได้หรือเปล่า?"

                         "ข้า...ไม่เข้าใจ"

                         เปลี่ยนความคิดหรือ?  เปลี่ยนอะไร?  จะให้เปลี่ยนความคิดโดยหลอกว่าตนเป็นดาบยามัมบะกิริของจริงที่ใช้สังหารน่ะหรือ  ไม่หรอก...มันเป็นไปไม่ได้  จะให้อยู่บนพื้นฐานต่อการหลอกตนเองไม่ได้หรอกนะ

                         "อ่า...ขอโทษที่พูดอ้อมไปนิดแต่ฉันคิดว่าในเมื่อนายยังอยากยึดติดกับเรื่องของตนที่ว่าเป็นดาบเลียนแบบก็แล้วตามใจเถอะ  แต่ฉันอยากขอให้นายช่วยจำสิ่งที่ฉันจะพูดต่อจากนี้หน่อยนะ"

                         "..."

                         "มันอาจจะเป็นคำพูดที่ดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย  แต่ว่านะ  ยามัมบะกิริ...ฉันอยากบอกว่านายคือยามัมบะกิริของฉันคนเดียวนะ"

                         เอ้ะ?

                         ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดและเห็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนนั่น

                         ดาบยามัมบะกิริ...ของนางเพียงคนเดียว?

                         หัวใจที่เต้นอยู่ในอกซ้ายถึงกับเต้นระรัวยามทวนคำพูดนั้นซ้ำไปมา  ขณะเสียงที่ดูอบอุ่นเบื้องหน้าก็เอ่ยอธิบายต่อ

                         "เพราะนายเป็นดาบของฉัน  ดังนั้นสำหรับฉันก็จะมีแค่ยามัมบะกิริเพียงเล่มเดียวเท่านั้น  ไม่ใช่อยากเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่นายถูกตีโดยคุนิฮิโระหรอกนะ  แต่ฉันแค่อยากให้นายจำไว้อย่างนึงว่า  ไม่ว่าจะผ่านไปนานขนาดไหนนายก็ยังคงเป็นยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระที่เป็นดาบของฉันที่ฉันรู้จักเพียงคนเดียวก็เท่านั้น  เป็นยามัมบะกิริของฉันที่จะไม่มีจริงหรือปลอมแต่จะเป็นแค่ตัวตนของนาย   เป็นตัวตนที่นายจะเลือกและตัดสินใจเชื่อมั่นด้วยตัวของตนเองโดยที่ฉันนั้นยังรู้จักและจดจำได้อยู่"

                         ดาบยามัมบะกิริในแบบที่ตัวเองเลือกเอง...เป็นตัวตนที่เลือกตัดสินใจว่าตัวตนจะเป็นแบบไหนก็ได้ด้วยตนเอง

                         "ฉันคงไม่สามารถพูดว่านายคือดาบยามัมบะกิริของจริงสำหรับฉันได้หรอกตราบที่นายยังยึดติดอยู่ว่าตัวนายยังไงก็คือของเลียนแบบอยู่ดี  แต่ถ้าหากนายเป็นดาบของฉัน...มันก็จะเป็นอีกเรื่องนึงใช่ไหมล่ะ?"  

                         ดาบที่รู้จักเพียงคนเดียวเพราะเป็นดาบเพียงเล่มเดียว  เป็นยามัมบะกิริที่อยู่ด้วยกันมายาวนาน  เป็นดาบที่ไม่รู้ว่าจะฟาดฟันยามัมบะจริงหรือไม่แต่ก็มีชื่อว่ายามัมบะกิริ  คุนิฮิโระเพียงเท่านั้น

                         ต่อให้มียามัมบะกิริอีกเล่มมา ก็จะไม่มีวันลบล้างความคิดนี้ออกไปได้อย่างเด็ดขาด  สำหรับดาบเล่มนั้นอาจจะเป็นยามัมบะกิริที่สังหารยามัมบะจริงๆแต่นั่นก็คือตำนานของดาบเล่มนั้น  ไม่เกี่ยวกับยามัมบะกิริของตนแม้แต่นิดเดียว

                         "ซึ่งที่พูดไปเนี่ย...มันก็ดูเป็นอะไรที่เห็นแก่ตัวจริงๆนั่นแหละ  เเต่บอกก่อนนะว่าฉันไม่ได้เห็นนายเป็นแค่สิ่งของหรอกนะ  แต่ฉันนึกไม่ออกแล้วว่าจะทำยังไง  จะปล่อยให้นายเป็นแบบนี้ต่อไปก็รู้สึกไม่ดี  ฉันไม่อยากให้นายต้องคิดมากอยู่กับคำว่าเลียนแบบน่ะ   ดังนั้นฉันคิดว่าฉันอยากบอกความรู้สึกจริงๆให้นายทราบไปเลย  และเหตุผลที่ฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้กับนายมาก่อนก็เพราะอยากจะรอดูว่าเมื่อไหร่ที่นายจะเปิดใจ"

                         "..."

                         "ฉันรู้ว่านายยังยึดติดกับเรื่องราวในอดีตเพราะว่านั่นคือเรื่องราวที่เป็นตัวตนของนาย  แต่ว่าต่อให้ยึดติดไป...แล้วนายได้อะไรขึ้นมาล่ะ?"

                         "..."

                         "มันอาจจะดูไม่ค่อยดีที่ฉันจะแย้งเรื่องเล่าตำนานของนาย...แต่ในความคิดของฉัน...ตำนานคือสิ่งที่เล่าสืบทอดต่อกันมาจากปากของผู้คน  ตำนานเกิดจากการเล่าเรื่องของผู้คนดังนั้นมันจึงอาจบิดเบือนไปตามกาลเวลาก็ได้....ยามัมบะกิริ...นายเคยคิดถึงจุดนี้บ้างหรือเปล่า?  ในเมื่อตำนานคือสิ่งที่ไม่รู้ว่าแน่ชัดหรือไม่  ทำไมไม่เลือกจะตัดสินใจใหม่ล่ะ  ตัดสินใจจะเป็นยามัมบะกิริในแบบของนาย  จะของเลียนแบบหรือไม่ก็ช่าง  แต่นายสามารถเลือกจะเป็นตัวของนายที่ถูกตีโดยคุนิฮิโระได้  เลือกจะเป็นดาบที่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นดาบที่เยี่ยมยอดและเป็นผลงานชิ้นเอกไม่แพ้ดาบเล่มใดๆ  มากกว่าจะเป็นแค่ดาบที่ถูกมองว่าเลียนแบบตามที่นายคิด"

                         เลือกด้วยตนเอง...

                         "ฉันไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของนายได้ต่อให้เป็นเจ้านาย  เรื่องพวกนี้มันคือเรื่องที่นายต้องคิดเอาเอง  ฉันแค่บอกนายเพื่อให้นายคิดตัดสินใจ  การที่นายจะยึดติดตัวตนของเรื่องราวในอดีตมันก็เป็นสิทธิ์ของนาย  แต่นายลองคิดย้อนดูด้วยว่าถ้าต้องยึดติดต่อไปแล้วนายได้อะไรมา  ขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้นะยามัมบะกิริแต่นายมีค่ามากกว่าจะเป็นแค่ดาบเลียนของดาบที่สังหารยามัมบะ...นายมีค่าและมีความโดดเด่นมากกว่านั้นนัก"

                         มีค่าและโดดเด่นมากกว่านั้นน่ะหรือ?

                         ชายหนุ่มกระพริบตาแล้วครุ่นคิดอย่างหนัก...

                         นี่...เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดมาก่อนก็ว่าได้  จากความทรงจำ...ข้าคือดาบที่เลียนแบบมาจากดาบยามัมบะกิริ...แม้จะเป็นผลงานที่ตีโดยคุนิฮิโระแต่ก็เป็นแค่ดาบเลียนแบบ  ข้ายึดติดในเรื่องนี้มาเสมอ...จนกระทั่งนางถามข้าว่ายึดติดต่อไปแล้วได้อะไรขึ้นมา?  ซึ่งนางก็ถามได้ดี  ข้าเองยังมองไม่เห็นเลยเช่นกันว่าจะได้อะไรขึ้นมา

                         ถึงตัวข้าเองที่ยึดติดกับคำว่าเลียนแบบก็เถอะ  กระนั้นข้าก็พยายามอย่างมากมายเพื่อที่จะแกร่งขึ้นและเพื่อโดดเด่นให้มากกว่านี้เพื่อจะได้ถูกตีค่าใหม่ว่าไม่ใช่มีฐานะเพียงแค่ของเลียนแบบ

                         นายมีค่าและมีความโดดเด่นมากกว่านั้นนัก

                         นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดแบบนี้  ไม่ใช่แค่คำปลอบประโลมแต่น้ำเสียงและแววตาแสดงถึงความเชื่อมั่นว่าข้ามีดีมากกว่าเป็นแค่ของเลียนแบบจริงๆ  ข้าถามย้ำไปอีกหนอย่างไม่มั่นใจ

                         "มากกว่า...ในฐานะของเลียนแบบ?"

                         "อืม"

                         "..."

                         ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนางถึงกล้าพูดออกมาแบบนี้  ทำไมจ้องมองข้าแบบนี้ล่ะ?

                         เชื่อมั่นในตัวข้าหรือ?  ตัวข้าที่เป็นดาบเลียนแบบน่ะหรือ?

                         "สำหรับฉัน...ยามัมบะกิริไม่มีจริงหรือปลอมหรอก...ตัวนายที่ฉันรู้จักในตอนนี้คือยามัมบะกิริจริงๆ  และฉันไม่เคยมองนายในฐานะของเลียนแบบ  แต่เป็นในฐานะดาบที่แข็งแกร่งมากที่สุดคนหนึ่งนะ  เป็นยามัมบะกิริที่แข็งแกร่งด้วยตัวของตนเองที่ซึ่งเป็นผลงานของคุนิฮิโระ"

                         อ้ะ...

                         เจ้าเป็นดาบยามัมบะกิริของจริงสำหรับข้าเสมอ

                         นั่นคือถ้อยคำที่ซานิวะทั้งหลายพร่ำบอกกรอกหูเขามาอย่างช้านาน  แรกเริ่มก็ยินดีแต่นานวันเข้ายามโชวกิมา...ตัวเขาก็คือของเลียนแบบอยู่วันยังค่ำ  ไม่มีใครเลยจะมองเขาในฐานะดาบของคุนิฮิโระที่เป็นผลงานชิ้นเอกจริงๆ  หากแต่ย้ำแค่ว่าเป็นยามัมบะกิริของจริงที่อิงจากตำนานที่ฟาดฟันยามัมบะ

                         ดวงตาสีฟ้าที่หลบซ่อนในผ้าคลุมจ้องมองเค้าหน้าหวานอย่างเงียบงัน

                         แต่ในตอนนี้เจ้านายของข้าเบื้องหน้าบอกว่า  ข้าคือดาบที่แข็งแกร่งที่สุดมากคนหนึ่งของนางน่ะหรือ?

                         "แต่ข้าคือยามัมบะกิรินะ..."

                         "ใช่  เป็นยามัมบะกิริที่ฉันรู้จัก...เป็นยามัมบะกิริที่ไม่มีจริงหรือปลอมเพราะยามัมบะกิริที่ฉันรู้จักมีเพียงหนึ่งเดียว"

                         ดวงตาสีฟ้าสั่นระริก....ชายหนุ่มเม้มปากแน่นขณะที่ร่างสั่นเทา

                         ไม่มีจริงหรือปลอมแต่ข้าคือดาบของนางที่นางรู้จักเพียงหนึ่งเดียว  ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่จะไม่มีใครนำไปเปรียบเทียบแม้จะเป็นยามัมบะกิริ  โชวกิก็ตาม...

                         ดาบยามัมบะกิริ...ของนาง...เพียงคนเดียว

                         ร่างสูงทวนคำเหล่านั้นในใจขณะที่รู้สึกหัวใจพองโต  หน้าอกก็ร้อนวูบขึ้นพร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ชักจะดังเหลือเกิน

                         นางชอบพูดอะไรแบบนี้เสมอ....และคำพูดเหล่านี้ไม่ว่ายังไงก็สร้างความหวั่นไหวให้ทุกครั้งที่ได้ยินเหลือเกิน

                         จู่ๆยามัมบะกิริก็หลุดยิ้มออกมาทีละน้อย  กับคำพูดที่เถรตรงแต่สร้างความปั่นป่วนให้แก่เขา  ทว่าความปั่นป่วนนี้ได้ขับไล่ความคิดอันแสนวุ่นวายมานานให้หายไปทีละน้อย

                         "ดาบของท่าน..น่ะหรือ?"  คล้ายอยากย้ำให้มั่นใจจึงเอ่ยทวนถามอีกหน  ดวงตาสีฟ้าที่หลบซ่อนในผ้าคลุมนั้นจ้องมองกลับมาด้วยเค้าอารมณ์มากมายที่ปรากฏออกมามากขึ้น  มันเริ่มสดใสมีชีวิตชีวาและเปล่งประกายมากกว่าดวงตาเดิมที่หมองหม่น  ไอฮาเนะที่เผลอมองดูก็อดคิดถึงท้องฟ้าสีครามอันสดใสไม่ได้

                         ทั้งที่งดงามขนาดนี้....แต่กลับหลบซ่อนตัวเองเอาไว้...

                         "ใช่  นายเป็นดาบของฉัน...มันค่อนข้างเห็นแก่ตัวใช่ไหมล่ะ  มันเหมือนฉันยึดนายเอาไว้เป็นแค่ของตัวเอง  แต่ฉันแค่อยากให้นายคิดไว้ว่าอย่างน้อย...ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน  ยังไงนายก็ยังคือยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระที่ฉันรู้จัก  ฉันอยากบอกให้รู้และอยากให้นายจำเอาไว้น่ะ"

                         "..."

                         ไอฮาเนะรู้สึกเขินหน่อยๆที่ดันพูดออกไปจึงยกมือเกาแก้มแก้เก้อ  "เอ่อ...ไอ้ที่พูดไปนายจะด่าฉันว่าเห็นแก่ตัวก็ได้นะแบบว่า...ฉันก็รู้แหละว่ามันดูเห็นแก่ตัวสุดๆไปเลย  ก็นั่นแหละคือ...จะเมินไปก็ได้นะ"  ว่าอย่างอ้อมแอ้ม  สีหน้าก็เริ่มจะอายๆ  นี่เธอพูดแบบนี้ออกไปโดยไม่ได้ทบทวนให้ดีเหรอวะว่าคำพูดมันดูแหม่งๆชอบกล  แต่ไม่น่าเป็นไรมั้งหมอนี่ไม่ใช่พวกคิดมากเสียหน่อย...

                         หากแต่เด็กสาวกลับไม่ทันสังเกตเห็นประกายบางอย่างในดวงตา  ที่ตอนนี้ทำให้ดวงตาสีเปล่งประกายอย่างงดงามมากยิ่งขึ้น  ยามัมบะกิริอดคิดถึงคำพูดของเพื่อนพ้องไม่ได้

                         นางช่างน่าตีเหมือนอย่างที่คนอื่นๆว่าจริงๆนั่นแหละ  การมาพูดแบบนี้....จะแกล้งข้าไปถึงไหนกัน?  

                         จริงๆแล้ว...นางไม่ต้องมาย้ำหรอก  นางไม่จำเป็นต้องพูดย้ำต่อหน้าข้าเลยด้วยซ้ำ

                         ไม่ว่ายังไง..ข้าก็คือดาบของนางอยู่ดี  ต่อให้นางไม่พูดต่อหน้า  ข้าก็ยังเป็นดาบของนางไม่มีวันเปลี่ยน

                         แม้ข้าจะยังสับสนรวนเรและยึดมั่นอยู่กับคำว่าของเลียนแบบมาโดยตลอดก็เถอะ  ทว่าในเรื่องนี้...ตอนที่เลือกนางเป็นนายในวันนั้น  ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจวบจนจะจากกันไปหรือข้าต้องแตกหัก  ตัวข้าก็จะเป็นดาบยามัมบะกิริของนางอยู่ดี

                         แต่เมื่อมาได้ยินนางพูดเช่นนี้ต่อหน้า  หัวใจของข้ากลับพองโตและเต้นเร็วจนควบคุมไม่ได้

                         ความรู้สึกแบบนี้...บ้าชะมัดเลยนะ...

                         ไอฮาเนะเห็นเงียบมานานประกอบกับเห็นอีกฝ่ายนั่งยิ้มราวกับคนบ้าอยู่คนเดียว  จึงตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นสักทีหลังรู้สึกบรรยากาศชักกระอักกระอ่วนเหลือเกิน  คิดแล้วก็ยื่นลูกแก้วสีฟ้าที่ไอเซ็นไปขอร้องให้นายช่างหลอมออกมายื่นให้

                         "ไอเซ็นฝากมาให้  เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่ยอมให้ฉันใช้เขาหลอกนาย"

                         "...."

                         "อย่าไปว่าพวกเขาล่ะ  ฉันขอให้พวกเขาทำเองเพราะว่านายชอบเอาแต่หนีนี่นา"

                         "..."

                         โอย....เงียบแบบนี้ใจไม่ดีเลย...

                         ไอฮาเนะเริ่มเหงื่อซึมรู้สึกว่าตัวเองพูดมากและบีบบังคับเขามากไปสินะเขาถึงได้โกรธจนไม่พูดตอบโต้

                         แต่จู่ๆเขาก็ตอบกลับมาด้วยเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องก่อนหน้าที่พูดไปเลย

                         "ไอเซ็นพูดว่าสีลูกแก้วนี้เหมือนสีตาของข้า..."

                         "อืม..."

                         "ท่านชอบไหม?"

                         "เอ้ะ?"

                         รู้สึกงุนงงในคำถามจึงมองหน้าอย่างงงๆ  ซึ่งก็พบว่าอีกฝ่ายกลับเลือกถอดผ้าคลุมที่ปิดบังเค้าหน้าตนเองออก  เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าที่สดใสอย่างชัดเจน

                         "ชอบไหม?  กับสีของนัยน์ตาข้า"  เขาถามย้ำแล้วจ้องมองนิ่งๆจนหน้าของเด็กสาวชักร้อนวูบ  ดวงตาสีฟ้าที่งดงามนั้นเต็มไปด้วยเค้าอารมณ์หลายต่อหลายอย่างมากมายที่พอเผลอมองแล้วก็รู้สึกแปลกๆ

                         "อืม..ชอบ"

                         และแล้วแก้มขาวนวลของดาบรบก็มีสีแดงแต่งแต้มตรงหน้า  

                         "ถ้าข้าเป็นยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระของท่าน...จะไม่มีจริงหรือปลอมสินะ?"

                         "อืม..."

                         "แม้ว่ายามัมบะกิริ  โชวกิมา...ข้าจะเป็นดาบของท่านเหมือนเดิมเหรอ?"

                         "นายคือดาบของฉันอยู่แล้วยามัมบะกิริ  ดังนั้นเลิกคิดคำว่าจริงหรือปลอมกับฉันได้เลย  อย่างมากถ้าดาบเล่มนั้นมาสำหรับฉันคงมีปัญหาในการเรียกชื่อหน่อยๆ  ไว้ฉันเรียกเขาว่าโชวกิไปละกันส่วนนายอยากให้เรียกแบบไหนดีล่ะ"

                         ชายหนุ่มเงียบอึ้งก่อนยิ้มกว้างกว่าเดิม

                         "ถ้าข้าคือยามัมบะกิริของท่าน  ก็เรียกข้าว่ายามัมบะกิริ..."

                         "ได้ๆ"

                         เห็นสาวน้อยพยักหน้าอย่างว่าง่ายเขาก็หลับตาลง

                         ในเมื่อนางพูดว่าข้าคือดาบของนาง...เช่นนั้นข้าก็ควรจัดการเรื่องของตนเองให้เรียบร้อย

                         เพื่อจะได้ก้าวต่อไปในฐานะดาบยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระของนาง...ไปพร้อมๆกับนาง...

                         "ท่านไอ...ข้าขออนุญาตไปฝึกฝนได้หรือไม่"

                         "ไม่ใช่ว่าพวกนายตกลงกันแล้วหรอกเหรอ?"  ไอฮาเนะนึกแปลกใจที่จู่ๆเขามาขออนุญาตในทันที  และด้วยสีหน้าจริงจังนี้ท่าทางคงเพิ่งตัดสินใจได้เมื่อครู่นี้สินะ  ประกอบกับไม่อยากรอคอยนานอีกต่อไปจึงเลือกจะออกเดินทางในทันทีล่ะสินะ

                         "อันที่จริง...ข้าต้องรอไปอีกสักระยะแต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วจึงจะขออนุญาตต่อท่านและเพื่อแจ้งให้ทราบ  ก่อนจะไปขอร้องคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนตามตารางคนจะออกไปฝึกน่ะขอรับ"

                         "อืม  เอาสิ...นายจะไปเมื่อไหร่ก็บอกอีกครั้งหลังแลกกับคนอื่นได้แล้วละกัน"

                         "ขอบคุณขอรับ...และก็...."  เขาเอื้อมมืออันเกือบจะสั่นเทานั้นไปรวบเอามือของเด็กสาวที่ถือลูกแก้วนั้น  ก่อนค่อยๆกอบกุมให้นางกำมันไว้แทน

                         "ยามัมบะกิริ?"  ไอฮาเนะสะดุ้งนิดหน่อยที่จู่ๆยามัมบะกิริรวบมือเธอไว้ให้กำลูกแก้วสีฟ้านั้นไว้แน่น  ประกอบกับตกใจที่ยามปกติเจ้าผ้าห่มผู้ขี้อายนี้แทบไม่กล้าแตะต้องเนื้อตัวเธอเลย  มีแค่เธอเท่านั้นที่แกล้งแหย่ยื่นมือไปหา  แต่คราวนี้เขากลับเป็นฝ่ายรวบมือเธอมากุมเหรอเนี่ย

                         "ท่านเก็บมันไว้ได้หรือไม่?"  ได้ยินคำถามก็ทำเอาเด็กสาวร้องเอ้ะพลางทำหน้างงๆ  จนชายหนุ่มต้องอธิบายต่อ  "ไอเซ็นบอกว่ามันเหมือนสีตาของข้า  และเมื่อเขายกให้ข้าแล้วมันจึงเป็นของข้า  ดังนั้นยามที่ข้าไม่อยู่ข้าอยากให้ท่านเก็บมันเอาไว้"

                         เสมือนมีตัวข้าอยู่กับท่าน...

                         "มันก็ใช่ที่ไอเซ็นให้นายไปแล้ว  แต่เอามาฝากที่ฉัน  เด็กคนนั้นจะเสียใจนะ  แล้วก็ถ้านายคิดว่าลูกแก้วนี้สีเหมือนตานายเพียงอย่างเดียวน่ะก็คิดผิดนะ  แค่แหงนหน้ามองท้องฟ้าฉันก็เหมือนเห็นตานายแล้วล่ะ"

                         หัวใจเต้นรัวอีกหนและความร้อนก็แผ่วูบไปทั่วอกแกร่ง  ยามัมบะกิริเม้มปากแน่นพยายามหักห้ามใจยามเห็นรอยยิ้มนั้นก่อนจะบีบมือเล็กที่ตนจับนั้นไว้แน่น

                         "ดังนั้นเก็บเอาไว้ละกัน  ไม่ต้องห่วงหรอกน่า  ฉันรู้ว่านายต้องกลับมาหาฉันแน่  เพราะงั้นฉันจะรออยู่ตลอดนั่นแหละ  เดินทางฝึกฝนโดยไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นและเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว  ฉันจะรอนายเหมือนกับรอคนอื่นๆที่หน้าประตูฮงมารุเหมือนอย่างทุกครั้งนั่นแหละน่า"

                         ราวกับว่านั่นคือคำสัญญา  ร่างสูงก้มลงใช้มือที่ตนเองเกาะกุมไว้ยกขึ้นแนบหน้าผากก่อนพยักหน้าแล้วส่งเสียงตอบสั้นๆว่าอืมแผ่วเบา...




                         หลังจากนั้นข้าก็ไปแจ้งว่าจะออกเดินทางฝึกขอแลกเปลี่ยนตารางกำหนดการที่จะออกไปฝึกหน่อย  น่าแปลกที่ไม่มีใครว่าอะไรสักคน  มีแต่คนทำหน้าประหลาดใจก่อนฉีกยิ้มร่าแล้วก็ยกมือตบหลังข้าแรงๆแล้วบอกว่าเอาสิ  เอาเลย  ทางนี้ยินดีแลกได้ตลอดแหละ!

                         ข้าดีใจนะที่พวกเขาไม่ว่าบ่นอะไรเลย  บ้างก็มีคนมาอวยพรและบอกว่าเดินทางปลอดภัยและขอให้กลับมาไวๆด้วยล่ะ

                         พวกข้าก็คิดถึงเจ้านะแต่ก็เชื่อว่าเจ้าไปไม่นานหรอก  เอาเป็นว่าพวกข้าจะรอเจ้ากลับมาพร้อมท่านไอล่ะ!

                         พวกเขาพูดแบบนั้นแทบทุกคนแล้วยิ้มส่งให้กำลังใจจนทำให้ข้ารู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเลย

                         พูดถึงเจ้านายของข้า...  หลังจากที่พูดคุยกันวันนั้นประตูที่ลงอาคมก็คลายลงหลังจากผ่านเงื่อนไขได้สำเร็จ  ข้าขอตัวไปพบกับไอเซ็นกล่าวขอบคุณเขาและรับฟังคำขอโทษที่ถูกนายสาวขอความช่วยเหลือให้หลอกล่อข้าจนข้าโดนอาคาชิซัดจนสลบ  ซึ่งจอมขี้เกียจก็มาขอโทษข้าและบอกอีกว่า  

                         นางบอกให้ซัดได้เลย  เกิดอะไรขึ้นนางรับผิดชอบให้เองน่ะ

                         สารภาพว่าข้าไม่เคยนึกคิดว่าเจ้านายข้าจะโหดร้ายพอควร  แต่โฮตารุมารุก็แย้งมาว่าเพราะข้านั้นวิ่งหนีนางเหลือเกิน  หากไม่ทำแบบนี้คงไม่ได้คุยกันดีๆหรอก

                         แน่สิ  พวกเจ้าไม่เจออย่างที่ข้าเจอ  พวกเจ้าจึงไม่เข้าใจหรอกว่าข้าหนีนางสุดชีวิตในตอนแรกเพราะอะไร  แต่นั่นแหละข้าเข้าใจเหตุผลดีดังนั้นจึงไม่โกรธอะไรอีก  ซ้ำแผลที่โดนซัดจนสลบนางก็รักษาให้หายดีแล้วด้วย

                         วันนั้นนอกเหนือจากการพูดคุยกับพวกพี่น้องตระกูลไรแล้วข้าก็ไปหาพี่น้องของข้าบ้าง  แล้วบอกเรื่องที่ข้าตัดสินใจจะเดินทางไปฝึกฝนตนเอง

                         พวกเขายิ้มให้และพูดมอบกำลังใจต่างๆ  ไม่มีผู้ใดห้ามปรามเลยบอกแค่ว่าจะรอเช่นเดิม  ตอนนั้นเองข้าจึงได้เข้าใจว่าพวกเขารอคอยข้าเสมอ  รอว่าเมื่อใดที่ข้าจะมาพูดกับพวกเขาบ้าง

                         อา...คิดไปแล้วข้าก็โง่จริง  นี่ข้าปล่อยให้คนรอบด้านเป็นห่วงมาโดยตลอดแล้วเอาแต่จมปลักอยู่กับเรื่องของตนเอง....

                         ข้าขอโทษพวกเขาอีกหนก่อนจะได้อ้อมกอดแห่งความรัก....ยามาบูชิเรียกอ้อมกอดที่แทบป่นกระดูกข้าว่าอย่างงั้นน่ะ

                         และหลังจากนั้นไม่นานข้าก็ต้องออกเดินทาง...

                         ในวันนั้นนางมารอส่งข้าพร้อมคนอื่นๆ  นางยิ้มแล้วก็บอกว่าขอให้โชคดีในการเดินทาง

                         จะรอที่นี่นะ...

                         นั่นคือคำพูดที่ข้าได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกนำพาร่างจากไปโดยแท่นเคลื่อนย้ายกาลเวลา

                         ข้าออกเดินทางเพื่อต้องการให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นและเพื่อขจัดความลังเลทั้งปวง

                         ข้าต้องจัดการทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้งเพื่อจะได้เดินหน้าต่อไป...

                         ในฐานะดาบยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระที่เป็นดาบของนาง

                         ข้าออกเดินทางและเพียรส่งจดหมายบอกเล่าเรื่องราว...ในจดหมายฉบับหนึ่งข้าเขียนบอกไปว่านางพูดถูกต้อง  

                         จากความทรงจำของข้า ข้าคือยามัมบะกิริตัวปลอม ดาบในตำนานที่ตัดผ่านยามัมบะได้  ซึ่งตัวข้าเองก็ไม่ใช่ดาบเล่มที่ใช้ฟันยามัมบะ

                         
อย่างไรก็ตาม ตามที่ผู้คนที่ข้าได้พบ เป็นเพราะข้าฟันยามัมบะลง ดาบโชวกิจึงถูกตั้งชื่อว่ายามัมบะกิริตามข้า

                         
แต่หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวทั้งหมดมันได้กลับตาลปัตร

                         
ราวกับว่าตัวข้า ดาบเลียนแบบ ได้ยึดครองการมีตัวตนของดาบเล่มจริง

     
                    
ในตอนแรกข้าก็สับสน  ทว่าข้าก็ตระหนักได้ว่าหลังจากใช้เวลาหลายปีฟังเรื่องราวจากผู้คนหลายคน...

     
                    
และนั่นล่ะ ตำนานที่ว่าข้าฆ่ายามัมบะและที่ยามัมบะตัวจริงฆ่ายามัมบะลงถึงมีอยู่ได้

                         
นายของข้า...นางกล่าวได้ถูกต้อง...

                         ตำนานที่ถูกเล่าขานโดยผู้คนนั้นคลุมเคลือเสมอ...

                         ข้ารู้สึกว่าตนนั้นโง่เขลาเหลือเกิน  ที่มัวแต่กังวลกับเรื่องที่ตนเป็นของเลียนแบบ  หรือแม้แต่เรื่องตำนานที่ฆ่ายามัมบะ

                         ในตอนที่ทราบเรื่องราวทั้งหมด....ข้าคิดถึงคำพูดของเจ้านายข้าแล้วก็นึกขบขัน  ความจริงต่อให้นางไม่บอกว่าข้าเป็นดาบยามัมบะกิริของนาง  ข้าก็เป็นของๆนางอยู่แล้ว...

                         ข้าไม่รู้ว่าที่นางอยากบอกแก่ข้าส่วนหนึ่งนอกเหนือจากห่วงใยข้าแล้ว  นางคงกลัวว่าข้าจะสับสนยามออกเดินทางฝึกกระมัง?  กลัวว่าข้าที่รับรู้เรื่องราวในอดีตอาจจะทำให้ข้าไขว้เขวจนรวนเรจนคิดตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปหรือเปล่านะ?  และอาจจะคิดมากจนไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับนาง  นางจึงได้บอกกับข้าตามตรงแบบนั้นน่ะ?

                         ถ้านางคิดแบบนั้นข้าคงจะพูดต่อหน้าว่าบ้าน่ะ  อย่าคิดแบบนั้นเชียว  ต่อให้จะเป็นดาบที่ฆ่ายามัมบะหรือไม่ข้าก็จะกลับไปหานางอยู่ดี

                         แต่เมื่อนางบอกกับข้าในวันนั้น...ข้าก็รู้สึกดีใจ  ในตอนนี้ข้าได้มีเป้าหมายไว้แล้วหลังจากทราบเรื่องราว...ข้าจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

                         ทุกอย่างตอนนี้ในมันชัดเจนแล้ว  ข้าในตอนนี้คือผลงานชิ้นเอกที่ถูกตีโดยโฮริคาวะ  คุนิฮิโระ  และตัวของข้าที่อยู่ตอนนี้ก็คือดาบที่มีนางเป็นนายเหนือหัว 

                         ไม่จำเป็นต้องลังเลหรือต้องคิดอะไรให้มากเลย  ข้าไร้ซึ่งความกังขาแล้วและจะมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนเสียที

                         หลังจากตัดสินใจในการส่งจดหมายฉบับที่สาม  ข้าก็นับเวลารอ...เช้าวันรุ่งขึ้นข้าจะกลับไปยังที่แห่งนั้น  ที่ๆเจ้านายคนปัจจุบันและพี่น้องเพื่อนพ้องรอคอยอยู่

                         ข้าหมดข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น  และพร้อมจะเดินไปข้างหน้าในฐานะยามัมบะกิริของนางแล้ว

                         ในเช้าวันถัดมาข้าเร่งรีบในการกลับไปยังฮงมารุที่รอคอยข้า 

                         และเมื่อแสงสว่างทอแสงอ่อนลง  ข้าก็ได้เห็นนัยน์ตาสีชาดกับเค้าหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเหมือนดั่งตอนที่เคยส่งข้าออกเดินทางรอต้อนรับอยู่พร้อมกับพี่น้องและเพื่อนพ้องคนอื่นๆที่ยิ้มอย่างเดียวกัน

                         "ข้ากลับมาแล้วขอรับ"

                         "อืม  ยินดีต้อนรับกลับนะยามัมบะกิริ"  นางกล่าวตอบแล้วยังคงยิ้มก่อนใช้สายตาสำรวจครู่หนึ่ง  "พอไม่มีผ้าคลุมแล้วก็ไม่ชินตาแหะ  แต่นายในตอนนี้ดูองอาจดีนะและก็แบบนี้ก็เห็นนัยน์ตานายได้ชัดเจนแล้วสิ"  ข้าในตอนนี้ไม่มีผ้าคลุมปิดบังเค้าหน้าอีกต่อไป  เพราะข้าคิดว่ามันไม่จำเป็นอีกแล้ว  พอได้ยินนางทักก็รู้สึกถึงความวูบวาบในอก

                         นางยังพูดจาได้หน้าตีเช่นเดิม  เพราะคำพูดคำจาของนางทำให้หน้าข้าร้อนวูบจนได้  แต่ข้าฝึกฝนมาแล้วและข้ามั่นใจว่าข้าแกร่งขึ้นมากดังนั้นข้าจึงบังคับใบหน้าตนเองไม่ให้มันดูอับอายและพยายามซุกซ่อนความร้อนรุ่มที่ชักจะเพิ่มขึ้นทีละนิดบนใบหน้าอย่างสุดความสามารถ  ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยเสียงสงบนิ่ง

                         "เช่นนั้น...ท่านก็มองแต่นัยน์ตาข้าแทนท้องฟ้าได้แล้วสินะ"

                         คล้ายเห็นสีหน้านางดูตกใจเช่นเดียวกับเสียงอุทานอื้ออึงของบรรดาดาบต่างๆ  ก่อนจะมีเสียงผิวปากดังออกมาคล้ายหยอกล้อเพื่อหวังให้ข้าหน้าแดง  ซึ่งพวกเขาเกือบทำสำเร็จนะแต่ข้าพอทนได้  ข้าไม่ยอมมาหน้าแดงให้ดูน่าอับอายตอนนี้หรอก!

                         "ฮะฮะ  ไม่เลวๆ  นายดูแข็งแกร่งขึ้นและต่อปากต่อคำเก่งขึ้นนะ  แต่เอาเถอะถ้านายอยากให้ฉันดูฉันก็จะดูนะ  แต่แน่ใจนะว่าจะทนให้ฉันจ้องมองดูได้เกินห้านาที?"  นางถามแล้วยิ้มอย่างท้าทาย  ข้าเกือบจะตอบรับคำท้าไปแล้วแต่ดวงตาก็เหลือบไปเห็นรอยยิ้มทะมึนจากผู้ปกครองนาง...โอดาจิผู้นั้นยิ้มอย่างน่าสยดสยองอยู่เบื้องหลังของนาง...และรอยยิ้มนั้นสร้างความสยองให้ข้ายิ่งนัก  ไหนจะรอยยิ้มของกระเรียนขาวและจันทร์เสี้ยว  หรือแม้แต่ดาบทั้งน้อยใหญ่นั้นอีก

                         ข้าคิดแล้วขอเปลี่ยนใจ  อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า

                         "ข้าล้อท่านเล่นเท่านั้นท่านไอ..."

                         พอข้าพูดไปแบบนั้นก็มีเสียงหัวเราะเบาๆตอบกลับมาจากร่างตรงหน้า  ได้ยินเสียงหัวเราะกับเห็นรอยยิ้มนั้นมันก็เป็นรางวัลต้อนรับสำหรับการกลับมายังที่แห่งนี้แล้ว

                         "ไม่เป็นไร  ฉันก็ล้อนายเล่นเหมือนกัน  การแข่งจ้องตาไม่ใช่การแข่งที่ฉันถนัดนักหรอก"  ก่อนนางจะเขยิบตัวก้าวเข้ามาใกล้แล้วใช้ดวงตามองสำรวจ

                         ข้าเผลอมองดวงตานางอีกหน

                         จริงอยู่ที่สีแดงคือสีตรงกันข้ามกับสีฟ้า  แต่มันก็ดูงดงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว

                         อืม...หากข้าจะจ้องตาแข่งกับนาง...บางทีการแข่งนี้ข้าอาจจะชนะก็ได้กระมัง

                         ข้าเผลอคิดแล้วนึกถึงคำพูดที่นางเคยบอกกับข้า

                         "ฉันอยากบอกว่านายคือยามัมบะกิริของฉันคนเดียวนะ"

                         ตัวข้าคือดาบของนางอยู่แล้วแต่ในเมื่อนางย้ำหนักหนาข้าก็จะเป็นอย่างที่นางปราถนา

                         ข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ว่าข้าเป็นของเลียนแบบอีกแล้วล่ะ

                         ข้าคือดาบของนาง  เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

                         ไม่ว่าดาบเล่มนั้นจะมาหรือไม่  ข้าก็คือข้า  จะเป็นดาบยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระของนางเท่านั้น  

                         เพื่อการนั้นต่อจากนี้ข้าจะเป็นดาบที่เป็นทั้งโล่และอาวุธแก่นาง

                         ไม่ว่านางจะร้องขอหรือสั่งสิ่งใด  ทุกอย่างล้วนจะเป็นไปตามประสงค์ของนาง

                         นั่นคือสิ่งที่ข้าตัดสินใจไว้แล้ว

                         จนกระทั่ง...

                         "ว่าไป...นายดูสวยขึ้นนะยามัมบะกิริ"

                         "อย่ามาชมข้าว่าสวยนะ!"

                         เฉพาะเรื่องการชมข้าว่าสวยนั้น  ข้าขอล่ะนะ  ยังไงข้าก็ไม่ชอบจริงๆนั่นแหละ!



******************************************************************************************************

-  ในช่วงตอนท้ายที่เป็นยามัมบะกิริบรรยายเอง  บางส่วนเราเอาคำแปลจากเนื้อความในจดหมายมาเขียนด้วยค่ะ

-  ในเนื้อเรื่องของยามัมบะเนี่ยในตอนแรกที่ยังไม่มีการคิวาเมะถ้าอ่านประวัติจะพบว่าเรื่องเล่าของน้องผ้าห่มมีสองแบบค่ะ  คือตามประวัติที่อ่านเจอเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฆ่าแม่มดยามัมบะมีแตกออกเป็นสองแขนงค่ะ  คือ
1.  ดาบที่ตีโดยโชวกิ (หรือโชงิ  แต่ในเรื่องเราเรียกว่าโชวกินะคะเพราะว่ายามัมบะกิริ  โชวกินั้นตั้งตามชื่อของคนตี)  ได้ถูกนำไปใช้ฆ่าแม่มดยามัมบะ  จึงได้ชื่อว่ายามัมบะกิริ  และยามัมบะกิริ  คุนิฮิโระเป็นของเลียนแบบ
2.  ดาบที่ตีโดยโชวกิไม่ได้มีชื่อว่ายามัมบะกิริ  ส่วนดาบเลียนแบบของโชวกิได้นำไปใช้ฆ่าแม่มดยามัมบะจึงได้ชื่อว่ายามัมบะกิริ  คุนิฮิโระ

ซึ่งจากสองข้อบน  ถ้าบทพูดปกติตอนยังไม่คิวาเมะเนี่ย  ประวัติน้องผ้าห่มจะยึดตามข้อ 1  คือ  ตัวเองเป็นดาบที่สร้างเลียนแบบจากดาบจริงที่ใช้ฆ่า  แต่ที่น่าสนใจคือตอนอ่านจดหมายคิวาเมะที่น้องผ้าห่มส่งมาจากบทแปลเหมือนว่าเรื่องที่เกิดจะเป็น ข้อ 2  คือตัวน้องผ้าห่มนั่นแหละที่ถูกใช้ฆ่ายามัมบะเลยได้ชื่อตามนั้นมา  ส่วนโชวกิก็ถูกตั้งเป็นยามัมบะกิริตามทีหลัง  

-  เนื้อเรื่องในนิยายนี้จะให้สอดคล้องตอนน้องผ้าห่มจะไปคิวาเมะ

-  ตัวยามัมบะกิรินั้นตอนแนะนำตัวน่ะบอกเต็มปากว่าไม่ใช่ของเลียนแบบแต่เป็นผลงานชิ้นเอก  แต่นานไปตามบทพูดต่างๆก็ยังตอกย้ำว่าตนเป็นของเลียนแบบอยู่ดี

-  จากในเรื่องเขายึดติดกับมันมาก  และเพราะต่อให้บอกว่าเขาคือดาบยามัมบะกิริที่แท้จริง  เราว่ามันก็คงไม่เพียงพอค่ะ  ซึ่งตรงนี้เราอ่านจดหมายฉบับแรกที่แปลมา  น้องผ้าห่มที่ขอเดินทางฝึกก็เพราะอยากแกร่งขึ้นเพื่อให้ตัวเองได้รับการตีค่าเป็นอย่างอื่นไม่ใช่แค่ตัวปลอมหรือของเลียนแบบ  แต่เป็นตัวเขาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

-  ในตอนแรกไอฮาเนะอยากจับยามัมบะกิริแต่งหน้า  ส่วนหนึ่งนางก็ลืมไปว่ายามัมบะเป็นผู้ชายจริงๆค่ะ   คือไอฮาเนะมองว่ายามัมบะน่ะสวยมากๆ  เค้าหน้าหวาน  ซึ่งที่เคยอ่านเจอในบางเว็บก็บอกว่าดาบยามัมบะกิรินี้น่ะสวยงดงามมาก  ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ว่าไม่ควรเรียกเป็นของเลียนแบบ  แต่ควรเรียกเป็นดาบของแท้ได้แล้ว  เราเลยเอาเรื่องส่วนนี้มาให้ไอฮาเนะแหย่ยามัมบะด้วยค่ะ

-  ไอฮาเนะในตอนแรกคิดในแง่ที่ว่าถ้าปรับเปลี่ยนการแต่งตัวให้ยามัมบะมั่นใจมากขึ้น  ตัวเขาคงลดความเขินอายหรือลดความไม่มั่นใจในตัวเองลงบ้าง  คือเจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าน้องผ้าห่มนั้นยึดติดว่าตนเองเป็นแค่ดาบเลียนแบบซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะเลียนแบบหรือไม่เขาก็ยังสวยงาม  เลยอยากให้เขาลองเปลี่ยนความคิดนี้ดูว่าหากตัวเองออกมาสวยงามดูดี  ตัวเขาอาจจะลดความคิดเกี่ยวกับการเป็นของเลียนแบบแล้วมาสนใจในฐานะงานชิ้นเอกที่งดงามยอดเยี่ยมบ้างก็ได้  ประกอบกับคิดไปถึงเพื่อนร่วมห้องที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวและเริ่มการแต่งหน้า...  ซึ่งอย่างที่คะชูว่า...มันช่วยไม่ได้หรอกและตัวยามัมบะไม่ยอมหรอก

-  ซึ่งต่อมาฟังเรื่องราวต่างๆก็พบว่าต่อให้พูดบอกน้องผ้าห่มว่าเขาคือยามัมบะที่แท้จริงสำหรับตนเองยังไง  แต่พอโชวกิมาเขาก็ยังคิดแค่ว่าตัวเองเป็นของปลอมอยู่ดี   ซึ่งตรงนี้เราอิงไปจากบทพูดตอนแนะนำตัวของโชวกิที่แซะน้องผ้าห่มด้วยแหละค่ะ  ส่วนน้องผ้าห่มเจอโชวกิแซะ(ในตอนไม่คิวาเมะ)  ก็คงเขว  (จนกระทั่งกลับจากคิวาเมะ...แซะมาสิน้องผ้าห่มก็ไม่หวั่นแล้ว)

-  จากในเรื่องน้องผ้าห่มจะยึดติดกับเรื่องนี้เพราะยังไม่ทราบเรื่องราว  (เป็นเรื่องก่อนไปคิวาเมะ  ยึดตามบทพูดปกตินั่นเอง)

-  ทีนี้เพราะน้องผ้าห่มในเรื่องค่อนข้างยึดติดความคิดนี้ระดับหนึ่งจนผ่านมานาน  แล้วก็พวกซานิวะก่อนหน้าไอฮาเนะก็ปลงกับเรื่องน้องผ้าห่มสุดท้ายก็ปล่อย  ไอฮาเนะในตอนท้ายที่ฟังทั้งหมดแล้วเลยคิดว่าถ้าเปลี่ยนความคิดสักนิดก็ยังดี  เลยเลือกจะบอกย้ำกับน้องผ้าห่มไปว่า  ตัวเขาคือดาบยามัมบะกิริของเธอ

-  ความหมายในสิ่งที่ไอฮาเนะพูดคือต้องการให้ยามัมบะกิรินั้นคิดเพิ่มเอาไว้เสมอว่า  ไม่ว่ายังไงสำหรับไอฮาเนะไม่ได้สนหรอกว่าจะเป็นเล่มจริงหรือปลอม  ตัวไอฮาเนะยังคงยึดในตัวยามัมบะกิริที่อยู่ตรงหน้าว่าคือของจริงเสมอเพราะมีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเธอ  เป็นยามัมบะกิริที่รู้จักโดยเธอเพียงคนเดียวโดยไม่สนใจเรื่องตำนาน  ซึ่งแม่คุณก็คิดว่าถึงจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดของยามัมบะไม่ได้แต่ถ้าทำให้เขาคิดระลึกเพิ่มไว้  ไอฮาเนะก็หวังว่าเขาจะคิดและเดินต่อไปได้โดยไม่จมอยู่เรื่องเดิม

-  อีกเรื่องคือไอฮาเนะมองในมุมมองคนสมัยใหม่ว่า  ตำนานคือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา  มันอาจมีการบิดเบือนก็ได้แต่แน่นอนว่าเพราะตำนานเหล่านั้นคือประวัติของดาบดังนั้นยามัมบะเลยยึดติด  แต่ไอฮาเนะก็ชี้ถามไปว่ายึดติดไปแล้วได้อะไร?  ถึงจะเป็นของปลอมแล้วยังไง  ยังไงเขาก็คือผลงานชิ้นเอกของคุนิฮิโระ  ไอฮาเนะเลยอยากให้เขามองในจุดนี้บ้าง  

-  ซึ่งตอนท้ายก็ย้ำว่าไม่ได้มองในฐานะดาบเลียนแบบเพราะน้องผ้าห่มมีค่ามากกว่านั้น  ซึ่งน้องผ้าห่มก็เริ่มเปลี่ยนใจมากขึ้นเพราะ (จากในเรื่องนี้)  ยังไม่มีใครบอกกับเขามาก่อน  ดังนั้นในคำพูดที่ไม่เคยมีใครพูดมาก่อนย่อมสร้างผลกระทบให้คนฟังได้มากกว่าเดิมอยู่แล้ว  ซึ่งไอฮาเนะก็ไม่รู้หรอกว่าตัวน้องผ้าห่มแม้จะหมกมุ่นในเรื่องของตนเองที่เป็นของเลียนแบบแต่เอาจริงเขาก็ยังยึดว่าตัวเองเป็นดาบของเธอมานานแล้ว  ซึ่งพอไอฮาเนะย้ำแบบนี้เขาเลยตัดสินใจไปเลยที่จะฝึกฝนเพื่อเคลียร์ข้อข้องใจทั้งหมด

-  ต่อให้คิวาเมะมาน้องผ้าห่มก็ไม่ชอบให้ชมว่าสวยอยู่ดี 5555  (เลยเอามาล้อตอนท้ายนิดหน่อยค่ะ)

-  ในเนื้อเรื่องนี้  ตัวละครที่ไม่ค่อยโผล่ในเนื้อเรื่องหลักเราเอามาเสริมให้พวกเขามีบทค่ะ  นอกเหนือจะเน้นแค่คู่หลักแล้ว  ตัวละครอื่นก็จะเดินเรื่องเพื่อเสริมในเนื้อเรื่องไปด้วย

-  ถ้าอ่านไปเรื่อยๆจะพบว่าดาบเกือบทุกคนจะบ่นว่าไอฮาเนะน่าตี  

-  ไอฮาเนะที่พูดอะไรแบบนั้นไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปจากนั้นมากนัก  คือสื่อออกมาเพราะอยากบอกให้ทราบแต่ไม่ได้คิดเกินเลยเหมือนพวกดาบคิด  ซึ่งแน่นอนว่าบางครั้งก็พูดออกมาแล้วพวกดาบก็ปวดหัวเหมือนกัน  (แน่นอนอีกว่ารวมถึงการกระทำด้วย)

-  จากนี้ไปจะเป็นตอนพิเศษที่เหลือซึ่งค้างมานานแล้วค่ะ  ก็จะเหลือตอนของปู่กับอิจินี่  เราจะลงตอนพิเศษให้ครบค่ะแล้วหลังจากนั้นก็อัพเรื่องหลักยาวๆเลย

-  รอบหน้าตอนของปู่ค่ะ  จะเป็นยังไงน้า?  แต่เรากำลังคิดว่ารอบที่แล้วเขียนตอนปู่เอาคืนมันจะทำให้ปู่แลดูมือไวไปหน่อยหรือเปล่านะ?  คิดว่าไงกันบ้างคะ?  ควรปรับอะไรดีไหมเอ่ย?  เพราะตอนหน้าที่เป็นตอนพิเศษที่สองคนนี้ไปเที่ยวกัน  กลัวจะแต่งไปแล้วเผลอเร-  อุ้บ  ไม่ใช่ๆแค่ไอฮาเนะอาจเปลืองตัวนิดหน่อยน่ะค่ะ  เลยคิดว่าจะดีหรือเปล่า  บอกความคิดเห็นหน่อยนะคะ  ส่วนตอนนี้ควรแนะนำหรือรู้สึกยังไงก็บอกหน่อยจ้า  จะได้ปรับพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

716 ความคิดเห็น

  1. #387 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 16:27

    น้องงง~ กลับมาแล้วเท่กว่าเดิมมาก หลังคิวาเมะแล้วดูรุกขึ้นทันตา ใจเต้นเลย55
    ..อ่านตรงที่ยามัมบะกิริบรรยายตอนออกเดินทางแล้วงงๆอ่ะค่ะ คือจากส่วนท้ายที่ไรท์เสริม หมายความว่าน้องผ้าห่มเป็นคนฆ่ายามัมบะ เลยถูกตั้งชื่อว่ายามัมบะกิริ คุนิฮิโระ จากนั้นโชงิก็มาใช้ชื่อตามแบบนี่ใช่ไหม แต่ในคำบรรยายตอนน้องออกเดินทาง อาจด้วยใช้คำงงๆ เราอ่านแล้วเลยแบบเอ๊ะ! ยังไงนะ55
      เช่น "แต่หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวทั้งหมดมันได้กลับตาลปัตร" พอบรรยายแบบนี้ไป มันเหมือนกับประโยคก่อนหน้านี้คือเรื่องไม่จริงเลย55 น่าจะเป็น "แต่หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวทั้งหมดคงได้กลับตาลปัตร" อะไรแบบนี้รึเปล่าคะ
    ..หรือแม้กระทั่งประโยค "จากความทรงจำของข้า ข้าคือยามัมบะกิริตัวปลอม ดาบในตำนานที่ตัดผ่านยามัมบะได้ ซึ่งตัวข้าเองก็ไม่ใช่ดาบเล่มที่ใช้ฟันยามัมบะ" อ่านแล้วเหมือนจะหมายความว่านางเป็นดาบของปลอม เป็นดาบที่ใช้ตัดยามัมบะ แต่ก็ไม่ใช่ดาบที่ใช้ฟันยามัมบะเลย ..อ่าวงงไปอีก55

     -เรื่องคำแนะนำ ถ้าในเรื่องพล๊อตนี่ไร้ที่ติมากค่ะ เราชอบตอนนี้นะ เพราะเราเคยคิดบ่อยๆว่าฟิคเรื่องอื่นแก้ไขปัญหาเรื่องยามัมบะกิริ ด้วยคำพูดง่ายๆแค่ว่าสำหรับฉันนายเป็นดาบตัวจริงนะ หรือว่าไม่ต้องสนหรอกว่าเป็นของจริงไม่จริง อะไรบลาๆแค่นั้นแล้วแก้ไขได้มันดูเบาไปหน่อย มันดูเป็นอะไรที่ใครๆก็พูดได้ พอเรื่องนี้มีอะไรที่แตกต่างมา มันเลยดูมีน้ำหนักขึ้นดี
    ..แต่จุดที่อยากแนะคือเรื่องคำบรรยายอ่ะค่ะ แบบไม่ค่อยอยากให้ไรท์ใช้คำบรรยายแบบที่ให้ดาบบรรยายบวกกับที่บรรยายแบบPOV3พร้อมๆกันในฉากเดียวเลย อย่างตอนนี้ตอนที่ไอคุยกับยามัมบะงี้ สลับไปสลับมาเยอะมาก คือถ้าอยากเปลี่ยนมุมมองการบรรยาย น่าจะควรจบฉากนั้นๆไปก่อน



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 มีนาคม 2562 / 16:30
    #387
    0
  2. #364 KazukiRei (@benjarath) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:05
    ยามัมบะน่ารัก น่าแกล้งมากกกกก>///<
    ส่วนเรื่องของปู่เราว่าปู่เป็นตัวกระตุ้นที่ดีนะ แต่เรื่องมือไวนี่บางทีค่อนข้างจะหนักหน่วงสำหรับไอฮาเนะไปหน่อย แต่ถ้าเจ้าตัวยินยอมก็อีกเรื่อง.......
    #364
    0
  3. #363 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:26
    น้องผ้าห่มอย่างน่ารักน่าลากมากค่ะ มีความน้อวที่แท้ทรู น้องไอคืออ่อยมาก เต็มสตรีมสุดไรสุด ขนาดหนูไม่รู้ตัวยังอ่อยเบอร์แรงขนาดนี้ ถ้าสกิลอ่อยอัพเวลแล้วไม่อยากจะคิดเลยค่ะ... เขินตอนที่บอกว่ามองท้องฟ้าก็เหมือนมองตานายมากกก อันนั้นคือเขินแรง เขินจริงจัง เขินแทนยามัมบะกิริไปแล้วว้อยยย ชอบประเด็นเรื่องของจริงของปลอมของแท้จังเลยค่ะ เราต้องตั้งใจอ่านมาก ไม่งั้นมึนตายแน่ๆค่ะ55555 เรื่องน้องไอเปลืองตัวนี่บอกเลยค่ะว่าสนับสนุนนนน (รองเท้าใครลอยมา) เดตฉบับตาแก่มันจะไม่เปลืองเนื้อเปลืองตัวได้ไงกันนน
    #363
    0
  4. #362 Kamerin (@kamerin) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:45

    ดีต่อใจเมนยามัมบะกิริแบบเราเหลือเกินนนน
    #362
    0
  5. #361 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:29
    ยามัมบะน่ารักมากคร่าาาาาาาาา น่าแกล้งด้วย ไอฮาเนะก็พูดได้แบบคิดลึกมากแต่ทำไมยามัมบะตอนนี้มีความรุกตอนบอกว่ามองดวงตาแทนท้องฟ้าเนี่ยฟินมากกกกจนแอบกรี้ดออกหลายตอนเลยที่แอบกรี้ด กรี้ดจนโดนแม่ด่าเลยอะน้องยามัมมีความถอดผ้าคลุมกรี้ดดดดดดไม่ถอดก็หล่อราวเทพบุตรแล้วถ้าถอดจะเป็นยังไงเนี่ยอยากเห็นโว้ยยยยเรื่องไรท์เป็นเรื่องแรกเลยนะที่ยามัมถอดผ้าคลุมอะแถมรุกด้วยชอบตอนท้ายอะที่บอกว่าจะลองจ้องตากันหน่อยมั้ยแล้วอะไรคือการที่ปู่กระเรียนกับพี่-ิ้มแบบมีออร่าทะมึน5555สงสารยามัมบะเลยแล้วไรท์ไปคิดคำพูดที่ไอฮาเนะบอกยามัมบะว่าเป็นดาบของตัวเองได้ยังไงเนี่ยยยยยยเขินและฟินมากค่ะ///ส่วนเรื่องที่ปู่รุกแบบมือไวนี่เราคิดว่าไม่เกินไปค่ะเพราะยังไงในอนาคตน่าจะหนักกว่านี้สร้างภูมิคุ้มกันไว้ก่อนดีกว่า ส่วนเรื่องที่ปู่ไปเที่ยวกับไอฮาเนะแล้วปู่ต้องรุกก็แล้วแต่ไรท์เลยต่ะได้หมดแต่อย่างถึงขั้นจูบเลยดีกว่าค่ะอาจจะแค่จับมือก็ได้ ส่วนตอนนี้ไม่มีไรต้องปรับปรุงค่ะแต่งดีมากดีจนเกินไปด้วยซ้ำแต่งแบบมีเหตุผลอะขอแค่อย่าซับซ้อนเกินนะคะปวดกบาล555//แล้วเจ้านกตกถังสีหายไปไหนเนี่ยหายไปหลายตอนแล้วนะน่าสงสารเขานะคะไรท์(อุก! โดนดาบแทง)
    #361
    0
  6. #360 MeowV (@MeowV) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:08
    น้องน่ารัก น่าแกล้-- เอ้ย! น่าเอ็นดู //น้องตอนคิวาเมะดูสง่ามากทำคิดแบบ โอ้ยยยลูกชั้นในที่สุดก็เป็นผู้เป็นคนสักที😂
    #360
    0
  7. #359 POIÄNGEL (@sommar23) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:18
    ยิ้มมมมม
    #359
    0
  8. #358 Momo1214 (@mo26sasiprapha) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:09

    อยากเห็นตอนยามัมบะกิริถอดผ้าห่มออกจิงวุ๊ย
    #358
    0
  9. #357 tori-chanchan (@tori-chanchan) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:57
    บางทีควาทึ่มนั้นก็สร้างภัยมากเกินไปนะไอฮาเนะ....

    เป็นตอนที่น้องผ้าห่มน่ารักมากค่ะ!!!
    #357
    0