Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 61 : ความเคลื่อนไหวที่เริ่มก่อตัววุ่นวาย และการตัดสินใจที่ช่างฝืนใจซะจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 859
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    28 ก.พ. 62





                         หลังจากผ่านช่วงแห่งความวุ่นวายกับการง้องอนคนแก่ผู้แสนเอาแต่ใจ  

                         ไอฮาเนะเริ่มรู้สึกว่านับวันยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่  เธอชักเริ่มเปลืองตัวมากขึ้นเท่านั้น

                         เพราะหลังจากเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา  ตาแก่สึกิผู้ได้กำไรเกินคุ้มก็โผล่หน้ามาหาในอีกวันหนึ่งหลังอาหารเช้าราวกับรู้ตัวดีว่ามีอะไรที่ต้องจัดการ  

                         "ข้ามาเพื่อคุยเรื่องงานขอรับ ฮะฮะฮะ"  เขาว่าแล้วโน้มตัวใช้สองฝ่ามือมายันค้ำโต้ะแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ  

                         ดูเหมือนหลังจากการเอาคืนเมื่อวาน  ตัวชายหนุ่มผู้นี้เริ่มมีความกล้าในการรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคลมากขึ้น  และเริ่มใจกล้าในการเข้าหาอย่างไม่มีหยุดยั้งจนไอฮาเนะเริ่มสะพรึงในการพัฒนาก้าวกระโดดพลางคิดว่าไม่น่าเลย  ไม่น่าไปแกล้งตอนเขาเป็นจิบิสึกิเลยจริงๆ

                         ทว่าเรื่องราวครั้งก่อนสอนสั่งเด็กสาวเป็นอย่างดีว่าการอยู่กันตามลำพังโอกาสโดนเล่นงานมีอยู่สูง  ดังนั้รอบนี้เธอไม่พลาดในการรีบสั่งตามตัวโฮเนะบามิมาเพื่อเป็นไม้กันตาแก่มือไว  วากิซาชิหนุ่มดูมึนงงไม่น้อยที่ถูกเรียกตัวด่วนให้มาหา  ครั้นเมื่อมาถึงห้องก็เจอบรรยากาศอึมครึมของเจ้านายและจันทร์เสี้ยวเขาก็กระพริบตาปริบๆ

                         "เอ่อ...ท่านเรียกข้ารึท่านไอ?  มีอะไรหรือขอรับ??"

                         "อยากให้ช่วยกัน...เอ้ย...อยากจะให้ตอบคำถามอะไรหน่อยน่ะ  ไหนๆตาแก่นี่ก็ฟื้นแล้วควรจะคุยกันเรื่องงานเสียที"  เกือบจะหลุดปากว่าเรียกมากันคนแก่แต่โชคดีรีบกลับคำแก้ตัวทัน  หลังเห็นดวงตาคมกริบของจันทร์เสี้ยวส่งมาให้  หนอย...เป็นคนแก่แท้ๆจะหูดีไปถึงไหนยะ!

                         โฮเนะบามิเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจังทันทีหลังได้ยินเจ้านายพูดเช่นนั้น

                         ไอฮาเนะเลยกระแอมไอปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นเรื่องงานด้วยเช่นกันเพราะเรื่องหลังจากนี้เธออยากยืนยันให้แน่ชัดก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป  "เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้น...ขอถามย้ำอีกครั้งนะโฮเนะบามิตอนโดนเล็งโจมตี  นายไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ไหม?"

                         "ไม่ขอรับ"

                         "แม้แต่จิตสังหาร?"  เด็กหนุ่มผมเงินนิ่วหน้าก่อนส่ายหน้าช้าๆ  ไม่รู้สึกเลยสักนิดเดียวซึ่งมันน่าประหลาดมาก  "ข้ารู้สึกก็ตอนเห็นมันพุ่งเข้ามาแล้วขอรับ"

                         ได้ยินเช่นนั้นนายสาวก็พยักหน้าตอบรับแล้วหันไปมองตาแก่สึกิที่แม้จะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มในการกลั่นแกล้งเธออีกแล้ว  เขาเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังในเรื่องงาน

                         "งั้นตาแก่....ตอนที่นายป้องกันโฮเนะบามิ...นั่นคือนายเห็นว่ามันเล็งไปที่เขาสินะ"

                         "ขอรับ..."

                         "ขอย้ำนะมิคาสึกิ  ฉันถามว่านายเห็นมันเล็งไปที่โฮเนะบามิจริงๆใช่ไหม?"  ไอฮาเนะต้องการคำยืนยันจากคนที่เข้าไปปกป้อง  "ไม่ใช่ว่าโฮเนะบามิอยู่ในรัศมีการยิงหรอกนะ?"

                         จงใจเล็งกับบังเอิญอยู่ในแนวรัศมีการยิงนั้นมันแตกต่างกันนะ  เพราะการยืนยันในครั้งนี้หมายถึงเจตนาของศัตรูเลยทีเดียว

                         มิคาสึกิหรี่ตายามโดนเรียกด้วยชื่อจริง  รอยยิ้มบนเค้าหน้าเลือนหายแต่เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด  "ใช่ขอรับ  ข้าป้องกันโฮเนะบามิเพราะเห็นลูกธนูเล็งไปที่เขาจริงๆ  แม้ข้าจะไม่เห็นคนยิง...ทว่าข้ามั่นใจว่าศัตรูเล็งโฮเนะบามิแน่ๆ  เพราะแม้จะเคลื่อนย้ายจุดเพื่อหลบหลีกเพียงไรในบรรดาธนูเหล่านั้นจะมีจำนวนหนึ่งที่เล็งมาที่โฮเนะบามิทุกครั้ง   แต่การป้องกันของข้าผิดพลาดเพราะในจังหวะที่ข้าจะปัดการโจมตี...ลูกธนูถูกเร่งความเร็วเพิ่มมากขึ้น  พร้อมกับลมที่กรรโชกแรงจนทำให้ยากต่อการมองเห็นได้ชัด  ดังนั้นทางเลือกของเข้าจึงพยายามใช้ร่างข้าบดบังร่างเขาแทน..."

                         "ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนกันใช่ไหม?"

                         "ไม่  ที่ข้ารู้ตัวเพราะข้าจับเสียงแหวกอากาศที่พุ่งตรงมาและสังเกตเห็นบางอย่างที่พุ่งตรงเข้าหา  ก่อนจะมารู้ตัวก็ตอนที่วัตถุนั้นเข้ามาในระยะการมองเห็นแล้วดังนั้นข้าจึงไปปัดป้องขอรับ"

                         "ในขณะที่ลมพายุปริศนานั่นยังพัด?"  

                         "ขอรับ"

                         "..."

                         ไอฮาเนะหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมตา  "เข้าใจล่ะขอบใจมากทั้งสองคน  โฮเนะบามินายไปได้แล้วล่ะขอบใจที่มาตอบคำถามนะ  ส่วนตาแก่อยู่นี่แปปนึง"  เด็กสาวออกปากไล่เด็กหนุ่มอย่างสุภาพ  ซึ่งเขาก็ตอบรับแล้วออกไปอย่างสำรวม  ไอฮาเนะรอคอยเขาออกไปได้สักครู่  ก่อนเช็คอีกรอบว่าเขาเดินออกห่างไปมากแล้วจึงหันความสนใจกลับมายังชายหนุ่มที่ยังนั่งสงบนิ่งไร้รอยยิ้มเบื้องหน้า

                         "ดูเหมือนว่า...การลอบโจมตีในครั้งนี้น่าจะสร้างปัญหาหนักใจให้ท่านนัก"  มิคาสึกิกล่าวเสียงนุ่มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มเหมือนดั่งเคย  การถามคำถามแสนตึงเครียดนี้เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างปัญหาให้แก่ผู้เป็นนายพอควร

                         "สุดๆเลยล่ะตาแก่  พี่หมอได้บอกนายเกี่ยวกับเรื่องอักขระหรือยัง?"

                         "บอกแล้วขอรับ  ถึงข้าจะไม่เข้าใจแต่ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากนัก  ศัตรูคาดหวังว่าให้ข้าร่วงหล่นลงเหมือนกระเรียนดำตนนั้นสินะ...ไม่สิ"  จู่ๆดวงตาคมกริบก็จ้องมองผู้เป็นนายนิ่งงัน  แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงราบเรียบ  "...ต้องบอกว่าควรจะเป็นโฮเนะบามิมากกว่า  การที่ข้าได้รับผลของอาคมในลูกธนูนั้นแทนเป็นแค่ผลพลอยได้...หากจะพูดแล้ว...มันจะเป็นใครก็ได้ทั้งสิ้นตรงนั้นใช่หรือไม่"

                         สมเป็นมิคาสึกิ  เขาสามารถรวบรวมข้อมูลทุกอย่างได้รวดเร็วและคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่มีผลมากสุดได้อย่างเฉียบขาด

                         เพียงแต่จันทร์เสี้ยวกล่าวถูกต้องเพียงแค่ส่วนเดียว...

                         "อาจจะใช่และอาจจะไม่ใช่"

                         "ท่านไอ..."

                         ไอฮาเนะเลือกจะไม่ให้คำตอบตามตรง  ยามนี้รายละเอียดทางฝั่งตนนั้นเป็นแบบนี้...ไม่สิ...ต้องบอกว่าทางฝั่งตนคิดแบบนี้ต่างหาก  แต่เพราะอยากรู้เหลือเกินว่าจันทร์เสี้ยวจะคิดยังไงจึงเลือกจะตอบด้วยคำถามกลับไปแทน

                         "บอกหน่อยสิตาแก่...อะไรดลใจให้นายไปปกป้องโฮเนะบามิ?"

                         "ข้าปกป้องเพื่อนพ้องมันผิดตรงไหนรึ?"

                         "ไม่ผิดหรอก  แต่จากตำแหน่งที่ได้ยินมาจากพวกพี่หมอ  เห็นได้ชัดเจนเลยว่าฮิสะมารุอยู่ใกล้กว่าแต่เขาแค่ออกตัวช้ากว่านิดหน่อย  จริงๆนายตะโกนบอกให้เขาป้องกันก็ได้ไม่เห็นต้องเอาตัวเข้าแลกเลย..."  จุดที่มิคาสึกิยืนอยู่นั้นก็ถือว่าห่างแต่ตาแก่นี่พุ่งเอาตัวมาป้องกันโฮเนะบามิแทนการจะหาทางสกัดกั้น  แม้ว่าลูกธนูจะเพิ่มความเร็วและการมองเห็นเป็นไปได้ยากก็เถอะ  แต่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องทำถึงขนาดนั้นกัน  ไม่ใช่ว่าเขาไม่ใช่คนไม่รักพวกพ้อง  ทว่าเขาสามารถหาทางป้องกันอย่างอื่นได้โดยที่ไม่ต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บก็ได้ไม่ใช่หรือ?

                         เค้าหน้าคมเปลี่ยนไปเล็กน้อย  เขาจ้องมองเจ้านายเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ  "นี่ท่าน...คิดสงสัยอะไรในตัวข้ากัน?"

                         "เปล่า  แค่ถาม"

                         ไอฮาเนะก็ตอบสั้นๆเพียงแค่นั้นแล้วจ้องมองอย่างสงบนิ่ง

                         มิคาสึกิอ่านไม่ออกเลยจริงๆว่านายสาวนั้นต้องการอะไรถึงได้ถามคำถามแบบนี้กับเขา  "ท่านไอ...เหตุที่ข้าเอาตัวเข้าปกป้องโฮเนะบามินั้นเพราะเขาเป็นสหายร่วมฮงมารุเดียวกับข้า  และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือตัวโฮเนะบามิและนามาสึโอะเป็นสองดาบที่ติดตามไปและมีพลังของเพลิงที่ท่านมอบให้สถิตในร่าง  หากเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเขาสถานการณ์ของทัพที่ไปด้วยจะย่ำแย่  ดังนั้นข้าจึงต้องปกป้องเขาเอาไว้ขอรับ  และนี่...ไม่ใช่ว่าท่านเคยบอกเตือนถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกันหรอกหรือ?"

                         เพราะผู้ได้รับเพลิงมีไม่กี่คน  และคนเหล่านั้นสังหารโยมิได้โดยไม่ต้องพึ่งพาซานิวะ  ดังนั้นจึงถือเป็นกำลังรบหลักสำคัญ  สมาชิกในทัพทุกคนต้องทุ่มความสำคัญและให้การปกป้องดาบเหล่านั้นอย่างเต็มที่เพราะกุญแจที่จะนำพาชัยชนะหรือนำพาให้ทัพรอดทั้งหมดก็อยู่ที่พวกเขาเช่นกัน

                         ดังนั้นมิคาสึกิที่เห็นว่าลูกธนูนั่นเล็งโจมตีโฮเนะบามิจึงได้เลือกจะใช้ตัวเองปกป้องแทน  เพราะหากโฮเนะบามิเป็นอะไรคนที่จะรับศึกหนักก็คือคนที่เหลือ  และการที่เด็กหนุ่มผมเงินบาดเจ็บอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดจนอาจทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา

                         นายสาวรับฟังคำพูดของดาบรบตนเองอย่างสงบนิ่งแล้วเอ่ยตอบสั้นๆด้วยเสียงที่แสนราบเรียบ

                         "นั่นคือ...สิ่งที่นายคิดสินะ"

                         "ใช่...รึสิ่งที่ข้าทำเป็นสิ่งที่ไม่ควรสำหรับท่าน?"

                         เขาย้อนถามเสียงเย็น  แล้วจ้องมองอย่างคาดคั้นหากแต่ครู่เดียวไอฮาเนะกลับยิ้มออกมาพลางหัวเราะหึ

                         "นายคิดแบบนั้น  ฉันก็เคยคิดแบบนั้น  แต่ถ้ามาลองคิดดูดีๆมันก็น่าสงสัยหลายอย่างเลยนะ"

                         เห็นสีหน้าของตาแก่ที่บอกชัดเจนว่าอธิบายมาซิเธอก็หยักยิ้มแล้วชี้เชิญให้เขาไปเอาชามาชงเพราะพวกตนคงได้คุยกันยาวอีกแล้ว  ซึ่งมิคาสึกิทำตามอย่างว่าง่ายไม่อิดออด  คล้ายกับว่าการมานั่งชงชาให้เจ้านายกลายเป็นเรื่องที่เขาทำเป็นประจำไปแล้ว

                         "นายเคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็นโฮเนะบามิ?  จากที่ฟังจากพี่หมอ  มีหลายจุดที่สามารถโจมตีได้แต่กลับเลือกโฮ  เนะบามิแทนนามาสึโอะ  ทั้งที่นามาสึโอะดูมีช่องว่างให้ยิงได้มากกว่าแต่ก็ไม่เล็ง  แถมเพิ่งมาเล็งยิงเอาตอนที่นามาสึโอะกับนากิคิทสึเนะกำลังถอยกลับ  ทำไมไม่เลือกช่วงเวลาก่อนหน้านั้นล่ะ?"  

                         มีช่องว่างให้ยิงแต่มายิงเอาตอนกำลังกลับ...ถึงช่วงเวลานั้นแต่ละคนจะมีโอกาสผิดพลาด  ทว่าด้วยระดับของดาบที่ไปด้วยไม่ใช่ปัญหาหากต้องทำการคุ้มกัน  หากจะอ้างว่าเพราะนามาสึโอะกลับไปก่อนหน้าแล้ว  ศัตรูเลยเล็งไปโฮเนะบามิแทนก็น่าแปลกอยู่ดี

                         แปลกตรงที่ว่าทำไมเพิ่งมาเล่นงาน

                         "นามาสึโอะก็แข็งแกร่งนะ  แต่ถ้าเทียบถึงความรอบคอบแล้วเขายังด้อยกว่าโฮเนะบามิ  ศัตรูเองถ้าเข้าใจดีก็น่าจะเล็งนามาสึโอะที่มักเผยช่องว่างได้ง่ายกว่าแท้ๆเลย...แต่กลับไม่ลงมือ..  น่าสนใจไหมล่ะตาแก่?  โอกาสน่าจะมีเยอะกว่าตอนกำลังจะกลับ เอาจริงๆนะโจมตีเอาตอนที่เริ่มจะกลับเลยยังดีกว่าเยอะ  แต่ทำไมมาเล่นงานช่วงจังหวะของสองคนนั้นพอดีล่ะ"

                         "อาจจะเพื่อบีบให้นามาสึโอะรีบกลับมาก่อนกระมัง  ยังไงเสียกำลังรบตรงนั้นที่เหลืออยู่ก็น้อยพอจะซุ่มเล่นงานอย่างหนักได้แล้ว  และการบีบให้นามาสึโอะกลับไปก็เพื่อให้ง่ายต่อการเล็งโฮเนะบามิไม่ใช่หรือ?"

                         "พูดมาก็มีเหตุผล  ถ้างั้นจะมีคำถามต่อมาว่าทำไมต้องเป็นโฮเนะบามิ?  คนอื่นไม่ได้หรือ?  ยังไงถ้าเทียบลำดับการมาก่อนหลัง  สองพี่น้องฮิฮินั่นระดับยังด้อยกว่าพวกนายอยู่หน่อยนึงนะ  สู้เล่นงานสองดาบนั่นก่อนไม่ดีกว่าหรือ?"

                         "เพราะเพลิงอย่างไรล่ะท่านไอ  เพราะโฮเนะบามิมีเพลิงของท่าน"  มิคาสึกิแย้งแล้วยื่นถ้วยชาไปให้นายสาวที่ยื่นมือมารับ 

                         ไอฮาเนะกล่าวขอบคุณตามมารยาทแล้วซักต่อ

                         "งั้นก็จะวกกลับมายังประเด็นแรก  ถ้าเป็นเพลิง...เล็งนามาสึโอะง่ายกว่าเยอะ  ทำไมศัตรูถึงเลือกน้องชายฝาแฝดของเขาแทน?  ซึ่งถ้ามองในเรื่องมุมมองเพลิงมันก็น่าแปลกอีกเช่นกันจริงไหมล่ะ?  ต่อให้ศัตรูทราบว่าสองคนนี้มีเพลิงแล้วอย่างไร?  การมีเพลิงของซานิวะคุ้มกันใช่ว่าจะทำอันตรายต่อพวกเขาได้เสียเมื่อไหร่ล่ะ?  ดังนั้นถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งแล้ว...มีความเป็นไปได้ไหมว่าศัตรูจงใจทำให้พวกเราคิดแบบนั้นว่ามันจะโจมตีโฮเนะบามิทว่าเป้าหมายนั้นแท้จริงอาจจะเป็นใครก็ได้ที่อยู่ตรงนั้นซึ่งอาจพุ่งเข้ามาปกป้องตัวเขา"

                         ใครก็ได้ที่อยู่ตรงนั้น...

                         "ที่พูดว่าใครก็ได้นั่น...คือไม่ได้เจาะจงหรือ?"  จันทร์เสี้ยวถามอย่างลังเล  เขากำลังไล่ตามความคิดของเด็กสาวและพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างใจเย็น

                         "ลองคิดในแง่มุมของนายสิตาแก่  ในทัพมีสองคนฆ่าโยมิได้ดังนั้นคนในทัพต้องปกป้องสองคนนี้อย่างสุดชีวิต  งั้นหากเล่นงานไปยังหนึ่งในนั้นคนในทัพสักคนต้องออกตัวมาปกป้องพวกเขาและนั่นแหละคือเป้าหมาย  เพื่อปกป้องสองคนนั่นยังไงโอกาสผิดพลาดจนโดนลูกธนูนั่นต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว..."

                         "ศัตรูเล็งโฮเนะบามิจริงทว่าเขาไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง  แต่เป็นคนอื่นที่นอกเหนือจากโฮเนะบามิและนามาสึโอะ  จะเป็นใครก็ได้เพราะตรงนั้นเป็นดาบระดับสูงแทบทั้งหมด"

                         ออกสำรวจโอโซเรที่มีระดับความอันตรายอยู่สูง  ดังนั้นทัพที่ไปต้องเป็นทัพที่มีประสิทธิภาพการต่อสู้ป้องกันตัวสูงระดับหนึ่ง...

                         ก็ในเมื่อไม่แน่ใจว่าอักขระจะส่งผลกระทบต่อดาบที่ได้รับพรแห่งเพลิงหรือไม่  เช่นนั้นทำไมไม่เล่นงานดาบอื่นแทนล่ะ?  ยังไงก็เป็นดาบระดับสูงแถมถ้าซานิวะไม่รู้ว่าผลกระทบที่แท้จริงเป็นอย่างไร  เท่ากับศัตรูได้ดาบไปเป็นพวกฟรีๆเลยทีเดียว

                         "กับดัก...งั้นรึ?"  มิคาสึกิคล้ายประมวลผลได้อย่างรวดเร็วเขากล่าวอย่างอึ้งๆ  

                         "เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผลลัพท์ที่ว่าดาบคนนั้นโดนปิดผนึกพลัง  และแค่รอคอยให้ช่วงเวลาหมดลงจนทำให้ดูเหมือนเป็นการตัดกำลังรบไปชั่วคราว  แต่ถ้าหากฉันไม่รู้วิธีแก้อักขระและปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ  นายจะกลายเป็นแบบดาบเล่มนั้นตาแก่สึกิ"

                         กลายเป็นดาบที่มีมลทิน...

                         "ศัตรูไม่ได้แค่ต้องการตัดทอนกำลังรบแบบชั่วคราวแต่แท้จริงแล้วคือต้องการดาบไปเป็นบริวารด้วยต่างหากล่ะ"

                         ถ้าแก้ไม่ทันเธอก็ต้องเสียดาบไปหนึ่งเล่ม  แถมดาบเล่มนั้นดันเป็นดาบที่หามาได้ยากเย็นมิหนำซ้ำระดับยังสูงพอควร  การเสียดาบระดับนี้ไปเรียกว่าตัดทอนกำลังรบหนักกว่าตอนโดนปิดผนึกพลังเสียอีก

                         "ถ้าการเล็งโฮเนะบามิคือสิ่งที่จงใจเพื่อให้ข้าหรือใครไปคุ้มกัน  เช่นนั้นทำไมไม่เล็งนามาสึโอะ?"  ประเด็นคือทำไมถึงพุ่งไปที่โฮเนะบามิ  ทั้งที่นามาสึโอะง่ายต่อการโจมตีมากกว่า?

                         "นั่นเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเหมือนกัน  แต่มาคิดดูแล้วตัวดาบที่เคยมีปัญหาก่อนจะได้รับเพลิงก็คือโฮเนะบามิ  ส่วนนามาสึโอะนั้นได้รับเพลิงเพราะไปด้วยกันตอนนั้นพอดี  ประกอบกับสองคนนี้เป็นฝาแฝดการเชื่อมโยงถึงกันเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดทำให้พวกเขาได้รับเพลิงในขณะนั้นพอดี...."

                         เด็กสาวพรมนิ้วเคาะกับโต้ะครู่หนึ่งขณะปล่อยความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง

                         "ว่ากันตามตรงที่ศัตรูเล็งโฮเนะบามิเพราะเขาง่ายต่อการสร้างปมปัญหาขึ้นในจิต  และถึงแม้จะไม่รู้ว่าการโดนอักขระเล่นงานในขณะที่มีเพลิงของฉันอยู่ด้วยจะเป็นอย่างไรกันแน่  ศัตรูก็คงจะคิดว่า...สู้สร้างปมเสริมขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งไม่ดีหรือ?"

                         "ปมเสริม?"

                         "นายไงตาแก่..."  ไอฮาเนะชี้นิ้วไปยังชายหนุ่มแล้วถอนหายใจ  "รู้ใช่ไหมว่าโฮเนะบามิเป็นคนที่คิดมาก  ตลอดช่วงที่นายเป็นจิบิสึกิเขาดูกังวลและรู้สึกผิดที่ทำให้นายมีสภาพเเบบนั้น  ขนาดให้คนอื่นคอยปลอบก็แล้วก็ไม่เลิกคิดมาก  ซึ่งตรงนี้ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายฉันว่าต้องมีผลกระทบต่อโฮเนะบามิมากแน่ๆ  ศัตรูก็คงหวังให้จิตใจของเขาสั่นคลอนเช่นกัน"

                         ศัตรูฉลาด...สร้างปัญหาให้กับตัวมิคาสึกิไม่พอยังหวังให้เกิดผลกระทบทางจิตใจต่อดาบที่ถูกใช้เป็นเป้าหมายด้วย

                         "ถึงจะมีเพลิงปกป้อง  แต่ถ้าจิตไขว้เขว้และเริ่มปฏิเสธฉันเสียเองมันก็ไม่ได้ปกป้องอะไรเขาอีกต่อไป  ฉันคิดว่าศัตรูคงเล็งตรงนี้ด้วยแหละ"

                         มิคาสึกิที่รับฟังเรื่องราวถึงกับระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า  ศัตรูหวังผลทุกการกระทำโดยใช้วิธีการที่ไม่ได้ซับซ้อนมากแต่เน้นในเรื่องการสร้างผลกระทบต่อจิตใจเป็นหลัก  ไอฮาเนะเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มเข้าใจเรื่องราวแล้วเลยกล่าวเตือนเขาไปอีกหน

                         "ดังนั้นหลังคุยกับฉันจบก็ไปคุยกับโฮเนะบามิสักครั้งด้วยล่ะ  ยังไงเขาก็อยากขอโทษนายอยู่แล้ว"

                         "อันที่จริงเขาขอโทษข้าไปแล้วขอรับ  แต่ถ้าท่านย้ำแบบนี้หลังคุยกับท่านจบข้าจะไปพบเขาต่อในทันที"

                         "ฉันอยากให้นายคุยเคลียร์กับเขาให้เสร็จเพราะช่วงบ่ายหลังทานข้าวเที่ยงฉันจะเรียกประชุมทั้งหมด  เพราะหลังจากนี้...พวกเราต้องเจอศึกหนักกันหน่อย"

                         "โอยะ?"  มิคาสึกิเลิกคิ้วสูง  ศึกหนักที่ว่านั่น...น่าสนใจว่าเจ้านายคิดจะทำยังไง  "ท่านจะตอบโต้เรื่องนี้หรือ"

                         "ตอบโต้?...มันก็ใช่แต่ไม่ใช่การตอบโต้แบบนั้นเรื่องเดียว  วางใจเถอะตาแก่มันมีหลากหลายเรื่องราวเลยทีเดียวล่ะ  ทว่าตอนนี้ฉันอยากพูดอย่างนึงก่อน"

                         "หืม?  อะไรล่ะท่านไอ?"

                         ไอฮาเนะนิ่งไปแล้วกล่าวตอบเสียงเรียบนิ่ง

                         "ฉันอยากขอโทษนาย"

                         มิคาสึกินิ่งค้างแล้วถามกลับเสียงนุ่ม  "ท่านจะขอโทษข้าเพื่ออะไร?"

                         "ที่ขอโทษ...ก็เพราะหลังจากนี้สิ่งที่ฉันจะทำมันอาจทำให้นายไม่ชอบใจก็ได้"

                         "หืม...หากท่านยังไม่บอกมาก่อนข้าคงไม่รู้หรอกว่าข้าจะชอบหรือไม่ชอบ...อย่างไร...ข้าว่าก่อนจะไปพบโฮเนะบามิท่านควรแจ้งแก่ข้าก่อน  เพราะข้าคงไม่สงบใจนักหากท่านเอ่ยค้างคาเช่นนี้"  เขาทอดสายตามองอย่างนิ่งงันพลางจ้องมองราวกับคาดคั้น

                         "โปรดบอกมาตามตรงท่านไอ  หากข้าไม่เห็นด้วยข้าคงขัดท่านเป็นแน่"

                         และเมื่อโดนคนแก่คาดคั้นด้วยสายตา  น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางขนาดนี้

                         ไอฮาเนะก็เปิดปากบอกเล่า...




                         "ท่านจะปลดมิคาสึกิออกจากทัพทุกทัพและให้เขาทำงานอยู่แต่ภายในฮงมารุไม่ให้ออกไปไหน  พร้อมกับแจ้งเรื่องว่าเขาถูกกำจัดจากผลกระทบบางอย่างของอักขระงั้นรึ?"

                         "ใช่"  ไอฮาเนะตอบเสียงเรียบไม่นำพาอารมณ์ที่ตื่นตกใจของดาบรบของตนเอง

                         หลังจากแจ้งแก่มิคาสึกิไปแล้วเธอจึงเรียกประชุมในช่วงบ่ายหลังทานข้าวเที่ยงโดยปล่อยให้ตาแก่สึกิไปเคลียร์กับโฮเนะบามิให้เรียบร้อย  ครั้นถึงเวลาเด็กสาวก็เปิดปากบอกเรื่องมิคาสึกิเป็นอันดับแรกให้ทราบโดยทั่วกัน

                         "กะ...ก็จริงอยู่นะขอรับว่าผลกระทบของอักขระนั่นร้ายแรง!   แต่ท่านก็แก้ไขได้ไม่ใช่หรือ!?"

                         "ก็แก้ไขได้นั่นแหละ  แต่ฉันจะไม่บอกว่าแก้ไขได้  สิ่งที่ฉันจะบอกคือคาดการณ์ผิด  แท้จริงแล้วอักขระที่ปิดผนึกนั่นไม่ใช่อักขระปิดผนึกแต่เป็นอักขระในการควบคุมความคิด  ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้มิคาสึกิกลายเป็นดาบมารและโดนกำจัดทิ้งไป  แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ  ไว้เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งเขาค่อยออกไปไหนมาไหนได้ตามปกติ  แต่ไปในฐานะดาบใหม่ที่ถูกเรียกมาน่ะนะ"

                         ได้ยินคำอธิบายของนายสาวหลายคนก็มองไปยังจันทร์เสี้ยวที่นั่งจิบชายิ้มๆไม่ว่าอะไร  ก่อนเจ้าตัวจะยินยอมเปิดปากตอบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของพวกพ้อง

                         "ท่านไอบอกแก่ข้าก่อนจะมาคุยกับพวกเจ้าแล้ว  และข้ายินยอม"

                         นึกว่าเรื่องร้ายแรงอะไรสักที่ไหน  ก็แค่กักตัวเขาไว้ชั่วคราวแล้วสร้างข่าวเท็จรายงานก็แค่นั้นเอง  ตัวเขาไม่มีปัญหาหรอกยังไงก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแต่นางกลับรู้สึกผิดและบอกขอโทษ  เพราะว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ตัวเขาไม่มีอิสระในการออกไปไหนสักระยะหนึ่ง...

                         มันเหมือนฉันขังนายเอาไว้  ฉันขอโทษนะ

                         มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมากเพราะเหตุผลที่นางทำเช่นนี้...มันเป็นเหตุผลสำคัญ

                         ตัวมิคาสึกิไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว  แค่นางบอกเหตุผลรองรับที่มีค่ามากพอ  ตัวเขาก็พร้อมทำตามที่นางขอ  และดีเสียอีกอยู่ในฮงมารุบ้างก็ดีเพราะช่วงนี้ตนได้ออกรบบ่อยเสียจนปวดเมื่อยไปหมด

                         "ทำไม...ท่านต้องโกหกด้วยล่ะขอรับ"  มีหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านายผู้ซื่อตรง  ผู้รายงานมันเสียทุกอย่างตั้งแต่แรกจึงเลือกจะมาปิดบังและรายงานข้อมูลเท็จขึ้นมาล่ะ

                         "นั่นเพราะมีบางอย่างที่น่าสงสัยมากมาย  ...แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดดังนั้นฉันจึงออกตัวแรงมากไม่ได้"

                         "คือ  พวกข้างงขอรับ"

                         ไอฮาเนะถอนหายใจพลางเรียบเรียงความคิดและบอกออกไปให้กระชับและเข้าใจได้ง่ายที่สุด

                         "ฉันสงสัยบางอย่างอยู่และข้อสงสัยนี้ยังไม่แน่ชัดนักมันจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและจับตาดู....อย่างไรก็ตามการแสดงตัวโดดเด่นไม่ใช่เรื่องดี...เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเงียบเชียบและไม่เป็นที่ผิดสังเกต...ดังนั้นจำต้องมีใครสักคนออกหน้าเพื่อดึงดูดความสนใจไป..."  

                         เธอเกริ่นค้างแล้วไล่สายตาไปมองดาบของตนเองก่อนจะหยุดที่กระเรียนขาว

                         "ซึ่งคนๆนั้นคือโอยาคิริ..."




                         "ท่านซานิวะขอรับ"

                         โอยาคิริที่เหม่อมองท้องฟ้าอยู่นั้นรับเอาซองจดหมายมาจากเจ้าจิ้งจอกน้อย  ขณะกล่าวขอบคุณหลังเห็นผู้ส่งจดหมายขอตัวกลับทันที  ชายหนุ่มก้มมองตัวอักษรที่จ่าหน้าซองอันคุ้นเคย  นั่นเป็นลายมือของซานิวะสาวผมดำนัยน์ตาชาดที่เดี๋ยวนี้พวกตนส่งจดหมายให้แก่กันเป็นว่าเล่น  แต่ไม่ใช่จดหมายรักหรอกนะ

                         พวกตนแค่แลกเปลี่ยนข้อความสำหรับการนัดแนะในการเคลื่อนไหวที่จะมาถึงเร็วๆนี้ต่างหากล่ะ

                         โอยาคิริไล่สายตาอ่านข้อความภายในแล้วถอนหายใจแผ่วเบา

                         ทุกอย่างดูเรียบง่าย  คานาโมริยินยอมให้ความช่วยเหลือโดยกล่าวอ้างในครั้งแรกว่าดาบของเธอถูกลอบเล่นงาน...ทว่าในจดหมายที่ส่งมานี้มันไม่ได้เป็นจดหมายส่วนตัวเหมือนแต่ก่อน  แต่นี่คือผลการแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งความน่าตกใจคือมิคาสึกิ  มุเนจิกะถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว  ด้วยเหตุเพราะอักขระที่ตอนแรกเข้าใจว่าสะกดพลังนั้นแท้จริงคือยาพิษที่กัดกร่อนจิตวิญญาณดาบและอาบย้อมทำให้ดาบแปดเปื้อนมีมลทิน

                         คานาโมริอธิบายว่าพยายามแล้ว  แต่การกลืนกินสมบูรณ์มากเกินไปอีกทั้งตัวมิคาสึกิของหล่อนเองสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับซานิวะของตนเอง  ผลจึงทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงเพื่อทำการชำระล้างได้  ทางเลือกสุดท้ายคือเธอได้กำจัดเขาทิ้งไปเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง...

                         ในถ้อยคำย่อหน้าสุดท้ายนั้นเด็กสาวผู้นั้นเขียนด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกว่าโกรธเคืองกับเรื่องนี้มาก  และประกาศชัดเจนว่าต้องการจัดการกับกระเรียนดำขั้นเด็ดขาด

                         นั่น...เท่ากับเป็นการประกาศทางอ้อมแล้วว่าหากตัวเขาเคลื่อนไหวยื่นเรื่องการขอความช่วยเหลือในการจัดการที่แห่งนั้น  คานาโมริจะเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่โดยไม่มีปัญหาอะไร  พร้อมกับที่โยชิโนริตอบกลับมาแล้วในเรื่องการให้ความช่วยเหลือที่จะเข้ากวาดล้าง

                         "มันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ..."  

                         แม้จะบอกว่าเหมือนบังเอิญแต่โอยาคิริคิดว่าในโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก  ทุกอย่างเกิดจากเหตุและผล  แต่การที่ทุกอย่างลื่นไหลไปตามที่เขาต้องการอย่างง่ายดายเช่นนี้  ซานิวะหนุ่มรู้สึกแปลกประหลาด

                         ราวกับว่ามีใครบางคนทำให้ทุกอย่างราบรื่นดั่งที่เขาหวัง

                         ชายหนุ่มจมดิ่งอยู่กับความคิดอีกพักหนึ่งก่อนจะพับจดหมายเก็บให้เรียบร้อยแล้วสาวเท้าเดินกลับไปยังห้องทำงาน  หยิบพู่กันมามองครู่หนึ่งแล้วเริ่มเขียนตัวอักษร

                         ในเมื่อคานาโมริเคลื่อนไหวแล้ว  ตัวเขาเองก็จะไม่พลาดโอกาสดีเช่นนี้เหมือนกัน




                         ตัดกลับมายังเรือนของตัวต้นเหตุที่ทำให้ทุกอย่างลื่นไหล...

                         "หา!!!?"

                         เสียงร้องตกใจยังดังกังวาน  เหล่าดาบหลายคนร้องเสียงหลง  พวกเขายังมีความรู้สึกไม่อยากทำงานร่วมกับซานิวะผู้นั้นนัก  แต่ดาบอาวุโสหลายคนพยายามเยือกเย็นแล้วไตร่ตรองในคำพูดของเจ้านายก่อนแสดงสีหน้ากังวลใจ  

                         เจ้านายสาวต้องการเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังดังนั้นจึงเลือกหาใครสักคนมารับหน้าแทนตัวนาง  ซึ่งคนที่นางเลือกคือโอยาคิริ  แต่การทำให้เขาออกมารับหน้านั่นไม่เท่ากับว่า...

                         นางกำลังจะหนุนให้โอยาคิริมีบทบาทขึ้นในหมู่ซานิวะหรอกใช่หรือไม่?

                         พวกเขาเริ่มขบคิดอย่างหนัก...

                         การทำให้โอยาคิริมีบทบาทในหมู่ซานิวะเท่ากับว่ากำลังนางกำลังจะหนุนให้เขามีอำนาจในการต่อรองเพื่อให้มีสิทธิ์ชี้ขาดกับซานิวะคนอื่นๆ

                         สืบเนื่องจากคนกุมอำนาจที่เห็นกันอย่างชัดเจนในตอนนี้มีซานิวะสามคนที่เหลือ  นอกเหนือจากเจ้านายของพวกเขาและซานิวะผมเงิน  ดังนั้นการที่นายสาวหนุนให้โอยาคิริขึ้นมามีอำนาจเพื่อให้สามารถออกหน้าหรือเคลื่อนไหวได้โจ่งแจ้ง  นางคงเล็งให้อีกฝ่ายดึงซานิวะหญิงอีกคนมาร่วมเพื่อให้สิทธิ์การตัดสินในการออกเสียงมีผลเด็ดขาดนั่นเอง

                         ซึ่งพวกเขาคิดไม่ตกว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่  เพราะซานิวะผมเงินผู้นั้นเต็มไปด้วยความน่าสงสัยและการกระทำหลายอย่างที่ผ่านมาก็พยายามลากเจ้านายของตนไปร่วมซวยด้วยเสมอ  ทั้งที่งานที่ต้องทำเป็นของฝั่งโน้นแท้ๆ

                         แต่หากเอามารวมกับเหตุผลที่นางเกริ่นค้างไว้แต่แรกว่าการทำตัวเด่นไม่ใช่เรื่องดี...นั่นเท่ากับว่ายังไงเสียนางก็ต้องการดึงให้ชายผู้นั้นมารับหน้าและรับแรงปะทะทุกอย่างแทนตัวเองอยู่ดี  โดยแลกกับการให้อำนาจเพื่อให้เขาเคลื่อนไหวไปตามที่นางต้องการก็เท่านั้น...

                         แต่การกระทำในครั้งนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงพอควร  พวกเขาไม่ค่อยมั่นใจว่าจะควบคุมซานิวะคนนั้นได้ดีเหมือนอย่างที่เจ้านายต้องการจริงหรือไม่  อีกทั้งการให้เขามามีอำนาจย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นจากในหมู่ซานิวะ  ยิ่งกับผู้ที่เคยยึดอำนาจในการตัดสินใจไว้แต่แรกแล้วคงมีปัญหาไม่น้อย

                         หลายต่อหลายคนคิดวิเคราะห์แล้วเริ่มเครียดหนัก  ยังไงความสัมพันธ์ของซานิวะแต่ละคนใช่สู้ดี  พวกเขามีกัน 5 คน  แต่ก็เลือกจะทำงานกันเพียงลำพังไม่ยุ่งสุงสิงโดยไม่จำเป็น  และถ้าต้องช่วยต้องมีเหตุผลและมีข้อแลกเปลี่ยนที่ดีพอจะทำให้ใครสักคนเคลื่อนไหว 

                         ทว่าการที่นายสาวเลือกเดินเกมส์เช่นนี้ย่อมสร้างความปั่นป่วนให้เป็นอย่างมาก  ดีไม่ดีอาจจะเกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงก็ได้...

                         "ข้า...ขอถามได้หรือไม่ว่าทำไมเป็นชายผู้นั้น?  เป็นคนอื่นไม่ได้หรือ?"  คนที่ออกปากร้องถามเป็นไปตามคาดนั่นก็คือร่างสูงในอาภรณ์สีขาว  กระเรียนขาวของเธอนั่นเอง  สีหน้าคมคายแม้จะรู้เข้าใจว่าผู้เป็นนายต้องการอย่างไร  แต่ส่วนหนึ่งในใจของเขานั้นยอมรับเรื่องนี้ไม่ค่อยได้นัก

                         "ท่านรู้ใช่ไหมว่าเขานั้นไว้ใจไม่ได้  ในครั้งก่อนที่เขาจงใจลากท่านไปต่อสู้เพื่อช่วยเหลือซานิวะอีกคนนั้นเขาก็ได้ใช้ท่านเกินกว่าที่ควร...เขาเหมือนจงใจในการหลอกใช้ท่านนะท่านไอ.."

                         ไอฮาเนะหัวเราะหึแล้วยิ้มเย็นชา

                         "ทสึรุ...นายคิดว่าฉันเป็นคนยอมช่วยคนอื่นง่ายๆโดยไม่หวังผลตอบแทนเหรอ"

                         "อ้ะ..."

                         "ฉันไม่ใช่คนดีอะไรแบบนั้นหรอกนะ...เหตุผลที่ช่วย  เหตุผลที่ทำตัวเหมือนเป็นคนดีกับพวกเขามาตลอดไม่ใช่ว่าเพราะเต็มใจอยากช่วยหรอกนะ"

                         เธอไม่ใช่คนดี

                         ไอฮาเนะรู้ตัวดีและยินดีจะพูดออกจากปากเลยว่าตัวเองก็ไม่ได้ต่างกับคนเลวที่เห็นแก่ตัวคนหนึ่ง

                         ดวงตาสีชาดนั้นทอประกายแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย

                         "ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ได้เป็นคนดีจิตใจเมตตาหรอกนะ  ฉันแค่ต้องการให้พวกเขามองว่าฉันเป็นแบบนั้นต่างหาก  เพราะถ้าให้คิดแบบนั้นการจะทำอะไรลับหลังมันจะได้ไม่สะกิดใจอะไรยังไงล่ะ"

                         มันก็คือการหลอกให้คิดแบบนั้น  หลอกให้คิดว่าฉากหน้าคือคนดีพร้อมช่วยเหลือตลอด  แต่เนื้อแท้แล้วก็แค่หลอกใช้  หลอกให้คิดไปเช่นนั้นขณะที่เบื้องหลังก็ช่วงใช้พวกเขาให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้ดั่งใจ  

                         ทสึรุมารุถามกลับเสียงเครียด  เห็นว่านายสาวจริงจังและคงวางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว  ไม่เช่นนั้นตลอดระยะเวลาทุกการกระทำที่ผ่านมาอันซึ่งพวกตนมองว่า  ไม่ควรเข้าไปยุ่งโดยไม่จำเป็นแต่นางยังรั้นจะไปนั้น  แท้จริงแล้วนางต้องการให้เป็นแบบนี้มาแต่แรกแล้วหรือ?

                         "ท่าน...คิดจะทำอะไรกันแน่ท่านไอ..."

                         "แค่ต้องการใช้งานเขาก็เท่านั้น"

                         "ใช้งานรึ?"

                         "ใช่  อย่างที่บอกไปฉันไม่ต้องการออกหน้าหรือทำตัวโดดเด่นแต่ต้องการให้โอยาคิริทำแทนทั้งหมด  การที่เขามีฉันและโยชิโนริหนุนจะทำให้เขามีสิทธิ์ถึงสามในห้าสำหรับการขอความสนับสนุนให้แก่ตัวเขา"

                         "การทำแบบนั้นมันจะทำให้เขามีอำนาจในการทำอะไรมากเกินไปไม่ใช่รึ"

                         "และจะเป็นการทำให้เขากลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตีได้ง่ายด้วยเช่นกัน..."

                         "..."

                         หนุนให้มีอำนาจก็ใช่จะเป็นเรื่องดี  ยังไงสองคนที่เหลือคงไม่ยอมโดยง่าย  ดีไม่ดีคงหาทางมองดูข้อผิดพลาดและพยายามหาทางแย่งชิงสิทธิ์ในการขอความช่วยเหลือกลับคืน  ซึ่งไอฮาเนะไม่ได้สนใจหรอกคงปล่อยให้โอยาคิริรับมือกับคนเหล่านั้นแทน  ส่วนเธอนั้นซุ่มรอดูการเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบเป็นพอ

                         "ฉันไม่ได้ต้องการความโดดเด่น  ไม่ต้องการให้ถูกจับตามอง...เสมอมาฉันทำตัวเป็นเด็กดีให้พวกเขาคิดตลอดว่าฉันเป็นแค่เด็กที่ทำตามคำสั่งทุกอย่าง  สั่งอะไรมาก็ทำหมด  และมีความเกรงใจในการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ  ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน...ฉันทำเพื่อให้พวกเขาคิดว่าฉันนั้นจะไม่กระด้างกระเดื่องตราบที่พวกเขายังคุมอยู่"

                         "..."

                         ดาบรบแทบทุกคนเงียบกริบพูดไม่ออกเลยสักคำเดียว  ขณะรอยยิ้มบนใบหน้าผู้เป็นนายหดหายคงเหลือแต่เค้าหน้าแห่งความโกรธเคือง

                         "แต่เพราะฉันเป็นเด็กดีมานานเกินไปทำให้ชีวิตฉันหาความสงบสุขไม่ได้เลยจริงๆ    ไอ้เรื่องความซวยเพราะเรื่องดวงนั่นก็เป็นอีกเรื่อง  แต่ฉันไม่คิดหรอกนะว่าฮงมารุฉันจะโดนถล่มเล่นงานเรื่อยๆในขณะที่ฮงมารุอื่นสุขสงบ"

                         ไม่มีหรอก  มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่

                         "การพัฒนาของพวกเรามันไวเกินไป...มันก็ใช่ที่อาจเป็นชนวนเหตุให้ศัตรูไล่เล่นงานพวกเราอย่างหนัก  แต่ว่านะ...ในตอนเกิดเรื่องของโอคุริคาระมันทำให้ฉันประหลาดใจ...ทั้งที่ฉันเคยคิดว่าพวกดาบไม่น่าเชื่อมโยงถึงกันได้แต่ก็เกิดเรื่องกับโอคุริคาระ  คำถามคือในเมื่อโอคุริคาระของโยชิโนริมีปัญหา  ดาบเล่มอื่นที่เหมือนกันย่อมต้องเกิดผลกระทบด้วยแน่ๆ  เห็นได้ชัดว่าโอคุริคาระทางที่นี่ฝันถึงเรื่องบางอย่างที่เป็นอันตรายและเขาได้มาบอกกับฉัน"

                         ...

                         "รู้ไหมที่น่าตลกก็คือ  ฉันรู้เรื่องนี้และยอมเชื่อเพราะโอคุริคาระมาบอก  แต่ถ้าเขาไม่บอกฉันก็ไม่รู้และเรื่องอาจเกิดขึ้น  ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้น...กลับไม่มีจดหมายแจ้งเตือนใดๆจากซานิวะอื่นเลย  มันอาจจะเป็นสิ่งที่ซานิวะจำต้องสังเกตเห็นความผิดปกติของดาบ  หากแต่....ถ้าดาบของตัวเองมีความผิดปกติโดยยังหาสาเหตุไม่ได้...ทำไมไม่คิดแจ้งอะไรหน่อยล่ะจริงไหม?"

                         เธอคิดเสมอ  พวกเขาให้เธอรายงานทุกอย่าง  แต่พวกเขากลับไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้  เอาแต่ปิดบังหลบซ่อนจนเกิดปัญหาขึ้น

                         "พวกเรารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางเราเสมอจนพวกเขาสามารถหาทางป้องกันได้ต่างๆนานา  แต่คิดบ้างไหมว่าทำไมเป็นพวกเราตลอดเลย?  ดวงฉันกุดมันก็ใช่แต่ถ้าคิดย้อนดู  ถ้าหากพวกเราได้ทราบเรื่องมาก่อนล่ะ?  ถ้ารู้เรื่องก่อนก็คงเตรียมการป้องกันได้แน่ๆ  แต่พวกเราไม่เคยรับรู้อะไรผิดปกติเลย  นอกจากมันจะเกิดกับพวกเราก่อนจริงไหม?"

                         ถ้ารู้ยังไงก็ป้องกันได้แน่ๆ  แต่เพราะไม่รู้ก็เลยต้องเสียเวลาเดาสุ่มไม่ก็ต้องเสี่ยงอันตรายกว่าจะหาทางแก้ไขได้เสมอ

                         "ส่วนสาเหตุที่ไม่แจ้งหรือปิดบัง...  ฉันคิดว่ามีไม่กี่อย่างหรอก  ถ้าไม่กำจัดปัญหาที่เกิดขึ้นทิ้งไปก่อนหน้าแล้ว  ก็คงหาทางจัดการด้วยวิธีสักอย่างหลังจากเกิดเรื่องขึ้นแล้วปกปิดไม่ได้แจ้ง...เหมือนอย่างกรณีของโอยาคิริ...ที่เขาเสียดาบไปจากการต่อสู้กับนกตัวนั้นแต่ในคำรายงานทั้งหมดไม่ได้มีแจ้งเรื่องดาบแตกหักซะงั้นน่ะ"

                         ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรู้...แต่ก็ไม่บอกกล่าวราวกับกลัวว่าจะเป็นเหมือนความอัปยศให้ถูกนำไปวิจารณ์

                         ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่อง

                         "ไม่รู้ว่าจงใจส่วนตัวหรือร่วมมือกันเพราะเห็นพ้องว่าไม่มีความจำเป็นต้องบอก  ก็เลยรวมกันปิดบังข้อมูล  แต่ไม่ว่าอย่างไร....ฉันคิดว่า...ฉันให้ซานิวะสามคนนั้นที่อยู่นอกเหนือโอยาคิริยึดอำนาจการตัดสินใจหรือออกคำสั่งมานานแล้ว  เพราะงั้น...มันถึงเวลาเปลี่ยนมือเสียบ้าง"

                         มันก็แค่การโยกย้าย...มันก็แค่การผลัดเปลี่ยนมือคนถืออำนาจ...

                         ไอฮาเนะยิ้มเย็น  "การหนุนโอยาคิรินอกเหนือจากการจะได้อำนาจการตัดสินใจอะไรได้มากขึ้นแล้ว  ฉันยังต้องการจับตาดูการเคลื่อนไหวของสองคนที่เหลือด้วย....ในตอนนี้เรามีปัญหาจากศัตรูที่ใช้อาคมซึ่งอาคมที่ว่าดันเป็นอาคมอักขระที่ซานิวะแทบทุกคนได้รับการสอนสั่ง"

                         "ท่าน...สงสัยว่าหนึ่งในซานิวะจะเป็น..."

                         หนอนบ่อนไส้รึ?

                         "ไม่รู้สิ  ต่อให้สงสัยแต่ไม่มีหลักฐานจะไปกล่าวหาใครก็ไม่ได้...แต่ฉันอยากรู้ว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อถ้าโอยาคิริมีอำนาจในการต่อรองขนาดนี้....ฉะนั้นเลยให้เหตุผลของตาแก่สึกิเป็นข้ออ้างในการให้ความร่วมมือ  เพราะเร็วๆนี้โอยาคิริกำลังจะยื่นเรื่องการขอกำลังสนับสนุนในการบุกสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังพลของศัตรู  ซึ่งที่แห่งนั้นเจ้าดาบเล่มนั้นเป็นผู้คอยควบคุมดูแลอยู่ถือเป็นศึกหนัก..."

                         ใครหลายคนเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง  ศึกหนักที่ซานิวะร้องขอความร่วมมือและเจ้านายคิดตอบรับงั้นรึ  ถ้าเป็นศึกใหญ่เรียกได้ว่านี่เป็นศึกตัดสินครั้งสำคัญเลยทีเดียว

                         ไอฮาเนะหยุดพักแล้วหันไปหาโอดาจิผู้ซึ่งรอคอยอยู่แล้วพยักหน้าให้ครั้งหนึ่งเป็นเชิงขอให้เล่าต่อ  เพราะตอนนี้เด็กสาวชักเหนื่อยจากการอธิบายยืดยาว

                         "ก่อนจะพูดถึงศึกหนักนั้น  พวกเจ้าคงจำเรื่องที่ท่านไอ ข้าและโดทานุกิออกไปด้านนอกกันแค่สามคนพร้อมกับคอนโนสุเกะได้ใช่หรือไม่?"  เมื่อได้ยินการตอบรับกลับมา  โอดาจิก็พูดต่อ  "พวกข้าไปพบกับเคบิอิชิมา"

                         "หา!!!!!"  รอบนี้เสียงร้องตะโกนอย่างตกใจนั้นดังลั่นกว่าเดิมจนเด็กสาวยู่หน้า  อดบ่นในใจไม่ได้ว่าเจ้าพวกนี้จะตกใจอะไรนักหนาเนี่ย

                         "ท่าน...ไปพบกับเคบิอิชิงั้นเหรอ!!?  ทำไมล่ะขอรับ!  ตามปกติแล้วการติดต่อในตอนนี้ถูกยกให้เป็นเรื่องของพวกคอนโนสุเกะไม่ใช่รึ!?"

                         หลังจากได้รับการติดต่อและตกลงเป็นพันธมิตรชั่วคราว  การติดต่อแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเป็นไปตามที่พวกคอนโนสุเกะดูแล  หากมีการติดต่อนอกเหนือจากนี้หรือต้องการติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนกับซานิวะสักคนโดยตรง  พวกคอนโนสุเกะต้องรับทราบพร้อมกับต้องแจ้งเรื่องการแลกเปลี่ยนให้ซานิวะที่เหลือทราบด้วย

                         แต่ฟังจากที่เจ้านายออกไปพบและสิ่งที่เจ้านายตัดสินใจนั้น

                         นาง...คิดจะปกปิดข้อมูลส่วนนี้หรือไม่ก็คงรายงานเท็จกลับไป....

                         ดาบหลายคนเริ่มวิตกหนัก  การกระทำแต่ละอย่างรอบนี้เห็นได้ชัดว่าหลบซ่อนเหลือเกิน  นั่นเท่ากับว่าเจ้านายคิดมั่นใจแล้วว่าคงมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในซานิวะเป็นแน่งั้นสินะ?  ทว่าก็คิดไม่ตกเหมือนกัน  การขอความช่วยเหลือเคบิอิชิที่แม้จับมือเป็นพันธมิตรชั่วคราวก็ใช่จะไว้ใจได้เสียหน่อย

                         "อะไรทำให้ท่านต้องติดต่อกับพวกเคบิอิชิด้วยล่ะขอรับ?"

                         "เพราะว่า....พวกมันมีความสามารถที่ดีกว่าพวกคอนโนสุเกะและการติดต่อกับพวกมันน่าจะเป็นทางที่ดีกว่าการขอความช่วยเหลือจากพวกซานิวะด้วยกันเอง"

                         เพราะเชื่อใจไม่ได้อีกแล้ว  การยืมมือคนด้านนอกโดยแลกเปลี่ยนสิ่งที่ดูคุ้มค่าคงเป็นทางเลือกที่ดี  และข้อแลกเปลี่ยนที่ยื่นเสนอไปนั้นก็ตรงกับสิ่งที่เคบิอิชิต้องการพอดี

                         นั่นคือการกวาดล้างแหล่งสุมกำลังพลของศัตรู

                         การทำลายที่แห่งนั้นจะช่วยชะลอการบุกโจมตีและตัดกำลังของศัตรูไปได้มาก  อาจจะซื้อเวลาให้ได้พักผ่อนหายใจและได้สำรวจโอโซเรอย่างเต็มที่  ประกอบกับที่แห่งนั้นพวกเคบิอิชิก็หวังจะให้มันพังพินาศมานานเหลือเกินแล้ว  แต่พวกมันยังทำอะไรไม่ได้เนื่องจากทั้งด้านปริมาณกำลังพลและประสิทธิภารในการเข้าปะทะ

                         ดังนั้นเมื่อได้ยินข้อเสนอของไอฮาเนะ  เคบิอิชิยินยอมตอบรับอย่างว่าง่ายและตอบคำถามในสิ่งที่เด็กสาวต้องการโดยไม่ได้สนใจอะไร  ส่วนหนึ่งเพราะคำถามที่เด็กสาวไต่ถามนั้นดูไม่ได้น่าสงสัยอะไรนักด้วยนั่นแหละ  ซึ่งพวกมันก็หารู้ไม่ว่าการสอบถามด้วยคำถามเหล่านั้นก็เพื่อยืนยันข้อสงสัยเพียงเท่านั้นเอง  เพราะหลังจากนั้นเธอก็นำพาพี่หมอกลับไปยังจุดที่โดนโจมตีและเริ่มทำการตรวจสอบเองทั้งหมด

                         เลยทำให้พบอะไรน่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว

                         "ฉันยื่นข้อเสนอในการกวาดล้างเพื่อให้ตรงกับที่โอยาคิริกำลังจะเสนอ  เท่านี้ก็เท่ากับทำตามข้อแลกเปลี่ยนแล้ว"

                         "แล้วท่านถามอะไรไปรึขอรับ"

                         "ก็นิดหน่อยน่ะไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากหรอก  แค่อยากรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถของพวกมัน  กับขอข้อมูลช่วงเกิดเหตุนิดหน่อยก็เท่านั้น"

                         คล้ายกับว่าไม่อยากจะเอ่ยอธิบายอะไรนัก  พวกเขาจึงจำต้องหยุดความสงสัยของตนเองเอาไว้

                         นายสาวผู้ร้ายกาจวางแผนมานานแล้วหรือเปล่าไม่มีใครรู้  แต่นางทำทุกอย่างเงียบเชียบและตัดสินใจอย่างรวดเร็วเสมอ...และทุกอย่างที่ทำก็เหมือนเป็นการมัดมือชกพวกเขาไว้นานแล้ว

                         "ก็นั่นแหละ  อย่างที่พี่หมอบอก  ฉันติดต่อกับพวกมันเพื่ออยากได้อะไรนิดหน่อย  และเมื่อได้แล้วก็เลยไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ...ก็เลยเริ่มตัดสินใจจะเดินแผนไปตามนี้"  ไอฮาเนะอธิบายต่อเพิ่มเติมถึงสิ่งที่เธอเดินแผนไปบางส่วนแล้วให้พวกเขาทั้งหมดรับฟัง

                         "ฉันจะเริ่มการส่งรายงานเท็จเรื่องตาแก่ไปและร่วมมือกับโอยาคิริ  ขณะที่โอยาคิริสามารถทวงค่าตอบแทนจากโยชิโนริในการให้มาช่วยในศึกนี้ได้  นั่นจะทำให้เขามีซานิวะอีกสองคนให้ความร่วมมือ  ส่วนสองคนที่เหลือจะสนหรือไม่ก็แล้วแต่...ซึ่งนั่นคือช่วงจังหวะที่ฉันอยากจะดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาด้วย"

                         ยังไงคาคุจิคงไม่อยู่เฉย  ส่วนอิชิคาว่าก็คงรั้งรอดูท่าที  ยังไงก็มีความเป็นไปได้อยู่แล้วว่าสองคนนั้นอาจไม่มาร่วมในศึกครั้งนี้  คงจะมีแค่สามคนนี่แหละที่ลุย

                         "ศึกนี้ค่อนข้างเป็นศึกใหญ่...แต่เพราะพวกนายมีอคติกับเขามากฉะนั้นฉันจะถามความสมัครใจ  ใครไม่ต้องการจะไปหรือร่วมรบก็จงแจ้งชื่อมา  แน่นอนว่าไม่มีคำตำหนิหรือลงโทษใดๆทั้งสิ้น...ขอแค่ตัดสินใจมาเพราะว่าเมื่อตกลงแล้วจะมาบ่นโอดครวญในภายหลังไม่ได้อีกต่อไป  ฉะนั้นจะให้เวลาตัดสินใจ  พรุ่งนี้มาแจ้งฉันก่อนเที่ยงแค่นี้แหละ"

                         ร่างเล็กหย่อนระเบิดเวลาลูกโตใส่พวกดาบของตนเองเสร็จสิ้นก็เตรียมลุกขึ้นเดินออกไป  หลังจากนี้ต้องเตรียมการอีกมากและเธอมีเรื่องที่ต้องทำล้นมือ  จะมานั่งฟังพวกดาบบ่นโอดครวญต่อไม่ได้

                         ทว่า

                         "ช้าก่อนท่านไอ"  

                         "มีอะไรล่ะตาแก่สึกิ?"

                         มิคาสึกิยิ้มเช่นเคยแต่ดวงตาแสดงความขุ่นเคืองในระดับหนึ่ง

                         "หากข้าไม่ปฏิเสธการร่วมรบในครั้งนี้แต่ข้าก็ไม่อาจไปได้อยู่ดีถูกหรือไม่?  เพราะข้าเป็นดาบที่ถูกกำจัดทิ้งไปไม่สามารถร่วมรบหรือออกไปไหนได้  จวบจนกว่าเวลาจะผ่านไปสักระยะแล้วหลังจากนั้นจึงจะได้ออกไปด้านนอกอีกครั้ง  ทว่าศึกที่จะเกิดขึ้นนี้ข้าคงไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมแม้ว่าข้าจะอยากร่วมก็ตามใช่หรือไม่"

                         ปรากฏตัวในฐานะดาบใหม่  ขีดระดับพลังย่อมมีไม่มากคงไม่สามารถพาลงสนามรบใหญ่เช่นนี้ได้...

                         ตัวมิคาสึกิเข้าใจความหมายของคำขอโทษของผู้เป็นนายชัดเจนแล้ว  นางไม่ได้ขอโทษแค่กักขังเขาเอาไว้ที่แห่งนี้เพียงอย่างเดียว  แต่ยังริดรอนการตัดสินใจที่เขาจะเคลื่อนไหวด้วยตัวของตนเองอย่างกรณีนี้ด้วย

                         "ท่านช่างใจร้ายเหลือเกิน....บอกข้าเพื่อให้ข้าตกปากตอบรับยินยอมหากแต่ไม่ได้เอ่ยถึงศึกหนัก..."

                         นางหลอกให้เขารับปากว่าจะยอมเล่นไปตามบทบาทนี้  จนเมื่อนางประกาศว่าเร็ววันจะมีศึกใหญ่  ตัวมิคาสึกิที่หวังจะไปรบด้วยกลับไม่อาจออกไปได้  นางไม่ต้องการให้เขาไปราวกับว่าต้องการบางอย่างจึงขังเขาไว้ที่ฮงมารุแทน

                         "ไม่อย่างงั้นจะขอโทษนายเพื่ออะไรล่ะ"  

                         เด็กสาวตอบกลับเสียงเรียบแต่ยังคงยิ้มละไมคล้ายกับไม่รู้สึกผิดอะไรสำหรับเรื่องนี้  ก่อนจะเดินจากไปทิ้งความเงียบเชียบอันแสนกดดันไว้ให้ดาบตนเอง

                         อิชิคิริมารุเหลือบตามองจันทร์เสี้ยวที่เงียบนิ่งขึงหากแต่เค้าหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มเลือนหายไปแล้ว  สีหน้ายามนี้ดูน่ากลัวยิ่งนัก  ยามเขาไม่ยิ้มนั่นคือเขาโกรธและเมื่อโกรธ  ชายผู้นี้น่ากลัวที่สุดเลยทีเดียว

                         ท่านไอนะท่านไอ...อยากเอาคืนเขาหรือไรจึงได้แกล้งเช่นนี้?

                         ดาบใหญ่คิดแล้วถอนหายใจให้กับความขี้แกล้งของผู้เป็นนาย

                         "พวกเจ้าก็ใช้เวลาคิดต่อไปละกัน  ยังไงวันนี้นางก็ไม่ได้เพิ่มงานอะไรทั้งสิ้นปล่อยพวกเจ้าให้มีเวลาคิดไปจนถึงพรุ่งนี้เที่ยง  จงรีบตัดสินใจเสียเพราะยังไงแผนการนี้ได้ดำเนินไปแล้ว  หากพวกเจ้าไม่ปราถนาจะร่วมงานกับชายผู้นั้นก็แค่บอกออกไป  นางจะได้วางแผนจัดการให้ทำงานอื่นแทน"

                         "เจ้าช่างดูไม่ทุกข์ร้อนเลยอิชิคิริมารุ  รึเจ้ารู้เห็นเรื่องนี้มาแต่แรกแล้ว?"  โคกิทสึเนะมารุย้อนถามกลับเสียงขุ่น  ท่าทีไม่ได้กังวลหรือเคร่งเครียดอะไรย่อมแสดงว่าดาบใหญ่คงทราบเรื่องเหล่านี้มาก่อนหน้านี้เป็นแน่

                         "ข้าพูดได้แค่ว่าข้าทราบก่อนหน้าพวกเจ้าได้ไม่นานแค่นั้น"  ดาบใหญ่กล่าวตอบเสียงเรียบไม่นำพาสายตาของเจ้าจิ้งจอกร่วมบ้านตนเอง  ลุกขึ้นยืนแล้วขอตัว  "ข้าขอตัว  มีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ"  เขากล่าวเพียงแค่นั้นแล้วออกไปเลยไม่ได้สนใจจะหันกลับมามอง  เห็นคนที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุดเผ่นไปแล้ว  ดาบแต่ละคนหันมองหน้ากันอย่างสับสน  ก่อนหนึ่งในดาบที่ร่วมทางไปด้วยครั้งนั้นจะถอนหายใจ

                         "ข้าไม่เข้าใจเลย  พวกเจ้าลืมเลือนว่าตัวเองเป็นดาบไปแล้วรึยังไง"

                         โดทานุกิเปรยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย  "พวกเราเป็นศาสตรา  เมื่อเป็นอาวุธสำหรับฟาดฟัน...พวกเจ้าจะลังเลใจทำไม  หากนายคิดตัดสินใจพวกเจ้าจะขัดขืนรึ?"

                         ....

                         เห็นการไม่ตอบรับของพวกพ้องร่างสูงก็ถอนหายใจ  เขาเอ่ยบอกให้คนอื่นเริ่มคิดเสียบ้าง

                         "ข้าไม่มีอะไรจะบอกเหมือนอิชิคิริมารุ....แต่ข้าพูดได้คำเดียวว่านางไม่เคยตัดสินใจเพียงชั่ววูบ  ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อฮงมารุเท่านั้น....และการที่นางให้ทางเลือกแก่พวกเจ้านั้นก็เพราะให้พวกเจ้าได้เลือกตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย  เพราะการตัดสินใจนี้มีผลระยะยาว  ศึกนี้เป็นศึกใหญ่จะใช้อารมณ์หรือความอคติส่วนตัวมาทำให้เสียงานไม่ได้อย่างเด็ดขาด  หากพวกเจ้ารับปากและมีท่าทีไม่พอใจในภายหลังมันจะกระทบในหลายส่วน  ดังนั้นนางจึงให้พวกเจ้าตัดสินใจเสียแต่เนิ่นๆอย่างไรล่ะ"

                         "แต่การตัดสินใจครั้งนี้มันเร็วเกินไป  ทำไมนางไม่บอกอะไรมาแต่เนิ่นๆล่ะ  จู่ๆมาบอกตอนนี้ทั้งที่เริ่มเดินแผนไปแล้วนั้นมันไม่เกินไปหน่อยรึ?"

                         "เร็วไปนั้นก็ใช่  แต่เวลาไม่เคยรอคอย  หากไม่รีบลงมือก็เท่ากับปล่อยโอกาสให้หลุดรอดมือไป  และนางพูดว่าจับตาดูไม่ใช่รึ?  นางก็แค่ต้องการตามนั้นและการกระทำครั้งนี้...นางเริ่มหมดความอดทนเต็มทีแล้ว  นางเลยตอบโต้กลับก็เท่านั้นเอง"

                         "ตอบโต้กลับ...ด้วยวิธีการนี้น่ะรึ?"

                         "เป้าหมายนางคือการดึงอำนาจที่สามซานิวะนั้นเคยยึดเอาไว้ไปให้อีกคนหนึ่ง  หลังจากที่ทุกข่าวสารถูกปิดกั้นและมีแต่นางและพวกเราที่ต้องเผชิญกับภัยที่จู่ๆเกิดขึ้นไม่รู้จักหยุด  นางเลยเลือกที่จะจัดการ...นางเบื่อหน่ายกับการเฝ้ารอให้เรื่องเกิดขึ้น  เลยเลือกที่จะเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุดก็เท่านั้น  ส่วนเรื่องการให้อำนาจแก่ชายผู้นั้นจะไม่มีปัญหาอะไรตามหลังมาใช่หรือไม่นั้น อย่าห่วงเลย...เจ้านายพวกเราไม่ใช่คนที่จะไม่วางแผนรองรับเอาไว้เสียหน่อย  แต่ที่ไม่บอกก็เพราะมันยังไม่ถึงเวลา"

                         ไอฮาเนะมองผลความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว  และเจ้าตัวก็วางแผนรองรับหากโอยาคิริทำอะไรผิดพลาด  หรือเริ่มจะหันมาเล่นงานเธอกลับไว้เรียบร้อยแล้ว  แต่เพราะยังไม่ถึงเวลา  จึงไม่ต้องการจะบอกอะไรกับใครก็เท่านั้นแหละ

                         โดทานุกิเริ่มผุดลุกขึ้นเพื่อก้าวออกไปเสียทีเหมือนกัน  ตัวเขาเองก็มีเรื่องที่ต้องเตรียมการ 

                         "ข้าเองก็ไม่ชอบซานิวะผู้นั้น  แต่ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ  จะเอาความไม่ชอบมาปนกับงานจนเสียการใหญ่ไม่ได้  แต่นี่คือความเห็นของข้า  ส่วนพวกเจ้าจะเอาไงก็แล้วแต่เถอะ...อ้อแล้วก็มิคาสึกิ..."  ชายหนุ่มปรายตามองไปยังหนึ่งในดาบใต้หล้าครู่หนึ่งยามเอ่ยเรียก  "เจ้าคิดว่าการที่นางปล่อยข่าวเรื่องเจ้าออกไปจนทำให้เจ้าออกไปไหนไม่ได้เพียงเพราะต้องการขังไว้เพื่อเป็นหตุผลสำหรับใช้เป็นข้ออ้างเพียงอย่างเดียวรึ?  ถ้าคิดได้แค่นั้นแสดงว่าเจ้าจะดูถูกเจ้านายตัวเองเกินไปหน่อยนะ"

                         จันทร์เสี้ยวเงียบอึ้งยามโดนด่าว่า  ทว่าโดทานุกิหรี่ตาอย่างไม่ชอบใจแล้วบ่ายหน้าออกไปจากห้อง  ทิ้งความสงสัยให้แก่เหล่าดาบที่เหลือ

                         "โดทานุกิหมายความว่าไงน่ะ?"

                         ทำให้ออกไปไม่ได้เพื่อให้ดูสมเหตุสมผลสำหรับใช้เป็นข้ออ้าง  แต่ที่พูดนั่นหมายความว่าเจ้านายกำลังหวังผลอย่างอื่นรึ?

                         "ข้าก็ไม่เข้าใจ..."

                         หลายคนเริ่มเอ่ยถามอย่างสงสัยแล้วมาร่ายวิเคราะห์กันวุ่นวาย  คงเหลือแต่จันทร์เสี้ยวที่หวนนึกถึงคำพูดและทุกสิ่งทุกอย่างก่อนขมวดคิ้วมุ่น

                         เหตุที่นางต้องขังข้าไว้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับคำรายงานเท็จเพื่อให้นางสามารถร่วมมือกับซานิวะผู้นั้นได้โดยไม่มีปัญหา...นางจงใจหลอกว่านางเสียดาบเพื่อทำให้ตัวเองลดความน่าเชื่อถือลงและเพิ่มความระวังให้ซานิวะคนอื่น

                         แต่จากถ้อยคำที่ว่าอักขระนี้ช่างเหมือนกับที่ซานิวะเคยได้ร่ำเรียน  นั่นแสดงว่านางสงสัยหนึ่งในซานิะที่เหลือทั้งหมด
การอ้างว่าข้าถูกทำลายลงเพราะช่วยไม่ได้  นอกจากจะสร้างความหวั่นวิตกแล้วยังสร้างข้อมูลเท็จเพื่อให้ศัตรูตายใจ...ไม่สิ...นางอ้างข้าส่วนหนึ่งเพราะข้าได้รับผลกระทบ...และเพราะเป็นข้านางจึงใช้เป็นเหตุผล

                         ดวงตาที่มีพระจันทร์สถิตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนคลี่ยิ้มออกมา

                         "มิคาสึกิ?"  โคกิทสึเนะมารุร้องทักหลังเห็นเค้าหน้าตึงเครียดผ่อนคลายลง

                         "นางจงใจให้เป็นข้ามาแต่แรก  เพราะข้าเป็นผู้ที่โดนอักขระเล่นงาน...และเพราะเป็นข้าที่จะสร้างผลกระทบให้เป็นวงกว้างมากกว่าจะเป็นใครอื่น"

                         เจ้าจิ้งจอกกระพริบตาก่อนร้องอุทานแผ่วเบาอย่างเข้าใจ  เขาเองก็เริ่มเข้าใจได้ลางๆแล้ว

                         "เพราะข้าเป็นดาบระดับสูง...การเสียข้าไปเป็นข้ออ้างในการร่วมมือได้โดยไม่ผิดสังเกต  และการกระทำนั้นจะทำให้ศัตรูเข้าใจว่านางเสียข้าไปจริงๆเพื่อให้พวกมันคิดว่าอักขระแสดงผลตามที่ต้องการ  ทำให้กำลังรบหลักจะขาดข้าไปแน่ๆ...ซึ่งนั่นหมายความว่าการที่ข้าจะไม่โผล่ในศึกนี้ย่อมเป็นที่มั่นใจได้อยู่แล้ว"

                         มีบางคนยังไม่เข้าใจเพราะเมื่อครู่ท่าทีของจันทร์เสี้ยวแสดงชัดว่าอยากจะไปรบด้วยแน่ๆแต่ไปไม่ได้เพราะโดนใช้เป็นข้ออ้างไปแล้ว  ดังนั้นเขาจึงขัดใจไม่น้อยเลย 

                         มิคาสึกิยิ้มกว้างหลังเห็นดาบหลายนายยังตามไม่ทัน

                         "นั่นเท่ากับว่า...ข้าสามารถเคลื่อนไหวได้โดยที่ไม่มีใครสนใจจริงไหม?"

                         "อ้ะ..."

                         เพราะต่อให้อ้างว่าสามารถได้รับมาใหม่ได้ก็เถอะ  แต่ประสบการณ์ยังไม่มากพอจะลงสนามรบอยู่ดี  ฉะนั้นตัวมิคาสึกิที่ถูกเข้าใจว่าเรียกมาใหม่นี้ยังอ่อนหัดต้องอยู่เฝ้าฮงมารุแน่ๆอยู่แล้ว  แต่ถ้าหากเขาไปโผล่นอกเหนือจากนั้นล่ะ  ตัวเขาที่อ่อนหัดยังไม่เป็นที่เพ่งเล็งฉะนั้นตัวเขาจึงเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังได้สะดวกที่สุดไม่ใช่หรือ?

                         "นางก็แค่แกล้งข้า..."  ชายหนุ่มกล่าวออกมาในที่สุด  ขณะดวงตาพราวระยับ

                         นางแกล้งเพราะรู้ดีอยู่แล้ว...ศึกนี้เป็นศึกใหญ่  ไปรบแค่หกก็จริง...แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ถูกส่งไปสนับสนุนเสียเมื่อไหร่กัน  

                         และการที่ข้าต้องอยู่ที่นี่  ดั่งที่โดทานุกิกล่าวไว้  นางไม่มีทางขังข้าไว้ที่ฮงมารุเพียงเพื่อใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนข้ออ้างนั้นเพียงอย่างเดียวเป็นแน่

                         นางที่เป็นเจ้านายของข้าเจ้าเล่ห์กว่านั้นเยอะ

                         "หลอกให้ข้าคิดไปเช่นนั้นแต่แท้จริงก็คงอยากจะใช้ข้าทำอย่างอื่น  อย่างไรข้าก็สะดวกในการเคลื่อนไหวอยู่รอบนอกโดยที่ไม่มีใครมาเพ่งเล็งในยามนี้แน่ๆ"

                         นางแกล้ง...เพราะอยากเอาคืนเรื่องเมื่อวานกระมัง  ฮึ....ข้าเป็นหนี้ดาบนั่นอีกแล้วสินะ  หากเขาไม่พูดท้วงขึ้นมาข้าคงคิดไม่ออกหรอกว่านางแกล้ง...

                         ให้ตายสิ  ข้าชักอยากจับเจ้ามาตีเสียเหลือเกิน...

                         "แล้วนางจะแกล้งเจ้าเพื่ออะไรกัน..."

                         "พวกเจ้าไม่รู้รึว่ามีเจ้านายขี้แกล้ง  นางแกล้งพวกเจ้าตลอดแต่พวกเจ้าก็ยังไม่รู้ตัว"

                         มิคาสึกิหัวเราะฮะฮะฮะอย่างชอบใจที่เห็นสีหน้าเหล่าดาบที่ดูเหรอหราเป็นบางส่วน  ก่อนเอ่ยย้ำเสียงหนักแน่น

                         "โดทานุกิกล่าวถูกต้อง  เราคือดาบ  เป็นดาบเป็นศาตราของเจ้านาย  ที่เป็นดั่งทั้งอาวุธและโล่...แล้วมีเหตุผลใดจะลังเลใจในการทำตามการตัดสินใจของนายล่ะ?"

                         เพราะพวกเราคืออาวุธ  เป็นอาวุธที่ต้องให้ผู้เป็นนายใช้ฟาดฟัน

                         "ไม่พอใจแล้วอย่างไร  งานใหญ่สำคัญกว่า  แยกแยะความรู้สึกส่วนตัวออกจากงานและพุ่งเป้าเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้านายประสงค์นั่นคือหน้าที่ของศาสตราไม่ใช่หรือ?"

                         นางรู้อยู่แล้ว...ต่อให้ต้องเผชิญกับอะไร...

                         ท้ายที่สุดศาสตราทุกคนที่อยู่กับนางไม่มีวันปฏิเสธนางที่เป็นนายอย่างเด็ดขาด

                         "ถ้าเข้าใจแล้ว  ก็จงตัดสินใจเสีย...เมื่อแผนการเดินหน้าแล้วเวลาสำหรับเตรียมพร้อมจะยิ่งเหลือน้อย  และเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้านายต้องการ...เวลาคือสิ่งสำคัญ"

                         จันทร์เสี้ยวกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเอ่ยปากให้ดาบทุกนายออกไปจากห้องเพื่อไปใช้เวลาคิดเงียบๆด้วยตัวเอง




                         "เอ...ป่านนี้เครียดกันจนปวดกะเพาะไปรึยังนะ?"  ผู้หย่อนระเบิดความเครียดให้ศาสตราตัวเองหยุดยืนรออิชิคิริมารุที่เดินตามออกมา  โอดาจิที่ได้ยินคำถามถึงกับถอนหายใจเฮือกโต

                         "ท่านกลายเป็นคนขี้แกล้งตั้งแต่เมื่อไหร่กันขอรับ"

                         "เปล่าสักหน่อย  ฉันแค่อยากให้พวกเขารีบตัดสินใจหน่อยน่ะ"  ไอฮาเนะว่าแล้วยิ้มสบายๆ  เธอไม่ได้อยากแกล้งแต่เห็นปฏิกิริยาครั้งก่อนเรื่องที่โกหกว่าไปออกเดทกับโอยาคิริแล้วเห็นแต่ละคนจะเป็นจะตายเหลือเกิน  นั่นทำให้เด็กสาวกังวลว่าหากร่วมงานกันคงได้มีปัญหาแน่ๆ  ดังนั้นเลยบอกไปตามตรงว่าจะร่วมมือนะ  ถ้าไม่พอใจก็บอกมาซะจะได้ไม่เอามาร่วมทีม

                         อิชิคิริมารุถอนหายใจก่อนยิงคำถามต่อ  "แล้วเรื่องมิคาสึกิท่านแกล้งเขาไม่ใช่รึ?"

                         "ก็แกล้งสิ  ตาแก่นั่นเล่นฉันไว้เจ็บเลยนะ"

                         "เขาทำอะไรท่านอีกล่ะ?"

                         "หมอนั่นเอาคืนตอนฉันแกล้งเขาตอนเป็นจิบิสึกิ  แต่ฉันหมั่นไส้นิดหน่อยเลยขอเอาคืนบ้างก็แค่นั้นแหละ  ยังไงตาแก่นั่นไม่นานก็คงเข้าใจอยู่ดีและยิ่งหากเขายืนยันจะร่วมด้วยแม้จะไม่ได้ไปรบด้วยก็คงบอกแหละว่าจะให้เขาทำอะไรกันแน่"  

                         ก็แหม...ถ้าเป็นทสึรุมารุละก็  ขอแค่บีบน้ำตาแล้วทำท่าจะร้องไห้รายนั้นก็ลนลานแล้ว  แต่มิคาสึกินี่อีกเรื่องเลย  ใช้สารพัดไม้ตายก็ทำให้กระเทือนไม่ได้  ดังนั้นขอเอาคืนกลับบ้างด้วยการยัดความเครียดให้ไปนี่แหละ ฮึ...ใครใช้ให้นายมือไวนักล่ะแถมเมื่อคืนอีก  ต่อรองจนได้ของที่ต้องการถึงจะยอมเผ่นกลับเรือนตัวเองได้

                         คิดเหรอว่าเธอจะยอมปล่อยให้เขาได้โอกาสฟรีๆ  ของแบบนี้ต้องเอาคืน!

                         "ถ้าเขารู้แล้วท่านจะโดนแกล้งกลับนะขอรับ"  โอดาจิเตือนด้วยความหวังดี  เพราะทราบดีถึงความร้ายกาจของศาสตราร่วมบ้านตนเอง

                         "ถึงตอนนั้นค่อยหาทางเอาตัวรอดก็ได้  ไม่งั้นก็ต้องตกลงกันใหม่เพราะถ้าเขายังแกล้งอีก  ฉันจะยัดความเครียดให้เขาเป็นไมเกรนไปเลย!"

                         เห็นท่าทีจริงจังเหมือนเด็กน้อยที่ต้องการเอาคืนคู่ปรับแล้ว  อิชิคิริมารุแอบคิดไม่ได้ว่าทั้งที่อยู่ในช่วงความตึงเครียดแต่นางก็ยังขยันจะแกล้งดาบตัวเองอีก  ไม่คิดเลยยามเขาเอาคืนนางอาจจะต้องวิ่งโร่มาฟ้องเขาอีกรอบก็ได้  แต่คร้านจะเทศนาแล้ว  เรื่องนี้ก็ปล่อยพวกเขาแกล้งกันไปนั่นแหละ  อะไรเกินเลยค่อยไปห้ามปรามก็พอ

                         ระหว่างที่กำลังคุยกันเพลิน  โดทานุกิที่เพิ่งเดินออกมาก็สังเกตเห็นสองคนแรกที่ออกมาก่อนแล้วค่อยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

                         "เป็นไงบ้างล่ะคุณโค้ชด้านในเครียดกันอกแตกตายไปรึยัง?"  เห็นท่าทีซุกซนแล้วโดทานุกิเหลือบตามองมองดาบใหญ่ที่ยืนด้านข้างซึ่งกำลังมีสีหน้าปวดกบาล  เขาก็พอรู้แล้วว่าเจ้านายนั้นกำลังสนุกสนานในการแกล้งดาบตัวเองที่อยู่ด้านในอีกแล้ว

                         "ยังขอรับ  แต่ข้าใบ้ให้พวกเขาคิดสักหน่อยแล้วล่ะ"

                         "โธ่  คุณโค้ช....แบบนี้ก็ไม่สนุกสิ"

                         "ข้าว่าข้าช่วยท่านนะ  มิคาสึกิหน้าเครียดแบบนั้นระวังเขามาเล่นงานท่านกลับ  ฐานไปแกล้งให้เขาเครียดหนักล่ะ"  เห็นสีหน้าจันทร์เสี้ยวแล้ว  เขาล่ะนึกสยองแทนนาง  ตาแก่นั่นยามโกรธน่าขนลุกจะตายไป

                         "ไม่ใช่แค่มิคาสึกิหรอกโดทานุกิ...อีกคนก็ทสึรุมารุไงล่ะ  ระวังล่ะท่านไอรายนั้นอคติกว่าใครเลย...เขาใช่จะยอมรับเรื่องนี้โดยง่ายแน่  และหากยอมรับ...ข้าเชื่อว่าเขาคงไม่ยินยอมอยู่ห่างท่านหรอกนะ"

                         ไอฮาเนะที่ได้ยินได้แต่บ่นพึมพำอย่างไม่เข้าใจ  "หมอนั่นจะอคติอะไรปานนั้นนะ"

                         "อะไรที่เคยฝังใจเขา  มันก็ยากจะลบเลือนได้โดยง่าย  ต่อให้โอยาคิริไม่ทำผิดพลาดข้าก็เชื่อว่าเขาก็คงไม่ชอบหน้าอยู่ดี  อย่างไรก็แล้วแต่แผนการที่ท่านเดินกำลังรุดหน้าไปไวมาก  ซึ่งทำให้เวลาของพวกเราเหลือน้อย...ท่านเองก็เร่งเตรียมการส่วนที่เหลือเถอะ  เพราะพวกข้าก็เริ่มดำเนินการเพื่อเตรียมสิ่งที่ท่านต้องการไปบ้างแล้ว  คงเหลือในวันพรุ่งนี้ที่หากมีการตอบรับหมดก็คงจะแจ้งเรื่องทั้งหมดให้ทราบพร้อมกับการดำเนินการที่ต้องเร่งทำ"

                         หนึ่งเจ้านายและสองศาสตรามองหน้ากันเงียบเชียบก่อนเด็กสาวเพียงคนเดียวจะคลี่ยิ้ม

                         "อย่าห่วงเลย....ทุกอย่างกำลังเดินไปได้ด้วยดี  ทีนี้พวกเราก็แค่เตรียมการไปพร้อมกับรอดู...ว่าเหยื่อจะมาติดกับหรือไม่ก็เท่านั้นแหละ"




                         คิ้วหนาขมวดมุ่นหลังเห็นหลังเห็นจดหมายรายงาน  สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม

                         จดหมายแจ้งรายงานเกี่ยวกับการสูญเสียดาบ...และดันเป็นดาบที่หายากที่ไม่ว่าใครก็อยากได้มาครอง  

                         ทว่ามีคนทำพลาดเพราะมองดูว่าอักขระที่แสดงผลนั้นทำได้แค่เพียงปิดผนึกชั่วคราวแต่ท้ายสุดมันกลับกัดกร่อนจิตวิญญาณดาบจนกลายเป็นดาบมาร...

                         "นายท่านขอรับ..."  ร่างของดาบที่รับใช้เอ่ยเรียกแผ่วเบาหลังเห็นสีหน้าคมคายของผู้เป็นนายดูตึงเครียด

                         "น่าเหลือเชื่อที่คานาโมริผิดพลาด"  ร่างสูงเจ้าของเรือนถอนหายใจ  ตามปกติยัยเด็กนั่นไม่ค่อยทำอะไรพลาดแต่รอบนี้ที่พลาดเพราะไม่เฉลียวใจเรื่องอักขระงั้นรึ  แต่นั่นก็พูดได้ยาก  ตัวอักขระมีนับร้อยนับพันต่อให้หัวดีแค่ไหนใช่ว่าจะจำได้ทั้งหมด  อีกทั้งมีข้อเรียกใช้จุกจิกมากมายดังนั้นหากโดนเล่นงานด้วยอักขระถ้ามองไม่ขาดก็มีความเสี่ยงที่จะเสียดาบไปเช่นนี้แหละ

                         ดวงตาสีน้ำเงินปรายตามองดาบรบด้านข้างแล้วกล่าวต่อไม่นำพา  "เธอสูญเสียมิคาสึกิ  มุเนจิกะไป  ดาบเล่มนั้นกลายเป็นดาบร่วงหล่น...คานาโมริเลยกำจัดทิ้งไปแล้ว"

                         "ไม่ใช่ว่าซานิวะคนนั้นสามารถดึงดาบที่กำลังจะร่วงหล่นให้กลับมาได้ไม่ใช่หรือขอรับ?"

                         "ดูเหมือนจะเจอเงื่อนไขที่ทำไม่ได้แล้วล่ะนะ  ถ้าหากว่าในขณะนั้นดาบสูญเสียความทรงจำไร้ตัวตนที่ยึดเหนี่ยวกับนาย  ไร้ความผูกพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับซานิวะ  การจะดึงกลับมาจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป  และมิคาสึกิของคานาโมริตรงกับเงื่อนไขนั้นพอดี  ดังนั้นต่อให้อยากดึงกลับมาก็ยากจะทำได้...หึ...ดูเหมือนว่ารอบนี้จะทำให้ยัยนั่นโกรธเอาการ"

                         ถ้อยคำดูไม่เป็นทางการเหมือนเคย  เห็นได้ชัดว่าการลอบโจมตีรอบนี้ส่งผลให้เธอขาดกำลังรบหลักไปคนหนึ่ง  ซ้ำยังเป็นหนึ่งในดาบใต้หล้าที่หาได้ยากนัก  คานาโมริคงแค้นแทบกระอักเลือด

                         "เธอประกาศแล้วว่าจะจัดการกับดาบที่มีมลทินเล่มนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป  การกระทำของเธอในครั้งนี้คงเร่งให้โอยาคิริทำอะไรสักอย่าง..."

                         "ซานิวะผู้นั้นคงไม่กล้าคัดค้านหรอกมั้งขอรับ"

                         "ใครจะไปกล้าล่ะ  อาจจะยินยอมให้ฆ่าทิ้งได้ด้วยซ้ำ..."

                         การหาเรื่องคานาโมริที่ตอนนี้มีกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดก็คงจบไม่สวย  ถึงยัยเด็กนั่นจะไม่ใช่พวกชอบระรานแต่การไปขวางน้ำที่กำลังเชี่ยวกราดไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดมากนัก

                         "ถ้าคานาโมริประกาศแบบนี้  ความเป็นไปได้ที่โอยาคิริคงชิงลงมือคงเกิดขึ้น  ให้เดาก็คงเป็นการขอความร่วมมือในการจัดการและใช้โอกาสนั้นหาทางทำให้อดีตดาบกลับคืน"

                         "แต่ซานิวะอีกคนจะยอมหรือ"

                         "นั่น...คงเป็นปัญหาที่สองคนนั้นจะเคลียร์กันเอง"

                         ชายทั้งสองเงียบกันไปพักใหญ่  ก่อนดาบที่สนิทที่สุดจะเอ่ยถามอย่างลังเล

                         "นายท่าน...ท่านจะทำอย่างไรต่อไป  การประกาศแบบนี้คล้ายกับกำลังถามเป็นนัยว่าพวกเราจะมีท่าทีอย่างไรเลยนะขอรับ"

                         "เธอแค่บอกมาส่วนใครอื่นจะว่าไงก็แล้วแต่  ยังไงตอนนี้กระเรียนดำยังไม่โผล่มาหลังการปะทะครั้งสุดท้ายที่เล่นงานคานาโมริจนเจ็บหนัก  ถ้าคนร่วมมือ...ก็คงมีสองคนคือโอยาคิริและโยชิโนริที่ติดหนี้ที่สองคนนี้เคยให้ความช่วยเหลือ  เท่ากับว่าถ้าต้องออกล่า...ซานิวะสามคนนี้อาจจะจับมือกันเพื่อกำจัดนกสีดำตัวนั้น...."

                         เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินหลับตาลง  เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า  โยชิโนริปฏิเสธคำขอนี้ไม่ได้ทำให้หล่อนต้องร่วม  ต่อให้อยากแย้งว่าไม่จำเป็นก็ได้เพราะมีซานิวะสายต่อสู้ลงสนามแล้ว  ตัวซานิวะสายสนับสนุนเช่นโยชิโนริคงไม่จำเป็น

                         แต่เพราะหนี้ชีวิต  ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้คืน

                         ตัวเขาทราบดีว่าหญิงสาวอาจจะลำบากใจในการให้ความช่วยเหลือ  เพราะนั่นเท่ากับว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจหากรวมกันจะเป็นสามในห้าซึ่งจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการดำเนินการ  เท่ากับว่าตัวเขาและซานิวะอีกคนหากถูกร้องขออะไรจำต้องยินยอมให้ความช่วยเหลือในบางเรื่อง

                         ซึ่งเขาก็ใช่จะสบอารมณ์ตรงนี้นัก

                         "ถ้าแค่ชั่วคราว..."  ยังไงสามคนนั้นมีสิทธิ์ร่วมมือกันสูง  จะทั้งคนที่ต้องการล้างแค้นที่ทำให้เสียดาบไปก็ดี  หรืออีกคนที่ติดหนี้ชีวิตก็ดี  สองคนนี้ไม่อาจหนีการร้องขอของโอยาคิริไปได้แน่ๆ  และถ้าสองคนนั่นร่วมมือชั่วคราวกับโอยาคิริและมีความเป็นไปได้ว่าผลการจัดการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี...มันน่าจะมีโอกาสที่คานาโมริอาจจะหันเหความสนใจให้การช่วยเหลือโอยาคิริแทนการกลับมาร่วมมือกับฝั่งตน

                         อย่างไรก็ดีคานาโมริวางตัวเป็นกลางมาตลอดและทำตัวเป็นเด็กดี  สืบเนื่องจากอายุน้อยสุดและค่อนข้างให้ความยำเกรงในระบบผู้อาวุโสค่อนข้างมาก  เห็นได้ชัดว่าการออกปากสั่งอะไรไปเธอก็ไม่ได้กระด้างกระเดื่อง  คล้อยตามอย่างว่าง่าย  แม้แต่ตอนแรกเริ่มที่ถูกออกปากขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้มีท่าทีจะช่วยอะไรเลยหลังจากเห็นว่าซานิวะคนอื่นไม่ให้ความช่วยเหลือแก่โอยาคิริ  ซึ่งมันบีบให้เธอต้องคล้อยตามไปอย่างช่วยไม่ได้เพราะถ้าช่วย  ตัวเธอนั้นอาจะมีผลกระทบหากจะโดนพวกตนเล่นงานจับผิด  หรือปฏิเสธการช่วยเหลือในอนาคต  แน่นอนว่าการตัดสินของเด็กสาวผมดำนั้นค่อนข้างทำให้เขาพอใจระดับหนึ่ง

                         แต่การเลือกข้างของคานาโมริมีผลกระทบในปัจจุบันมาก  เพราะยังไงก็ถือเป็นซานิวะสายต่อสู้ที่ทำงานกวาดล้างโยมิในคราวละมากๆได้เป็นอันดับต้นๆ  อีกทั้งกำลังรบที่ถูกฝึกมาสามารถลงสนามและจัดการโยมิได้โดยตัวซานิวะไม่ต้องลงไปร่วมด้วยก็ได้ผลที่ดี  จึงทำให้ตอนนี้สภาพกำลังรบที่พร้อมจะทำการกวาดล้างคราวละมากๆนั้นต้องยกให้เป็นของฮงมารุที่คานาโมริปกครอง

                         ดวงตาสีน้ำเงินหรี่มองดูกระดาษรายงานในมืออย่างหงุดหงิด

                         การที่เธอจะหันไปสนับสนุนโอยาคิริอาจจะทำให้มีปัญหาไม่น้อยเลย...




                         ไอฮาเนะถอนหายใจหลังแช่ตัวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ตัวเอง  วันนี้ทั้งวันหลังหย่อนระเบิดลูกโตใส่ศาสตราตัวเองแล้วเธอก็ชิ่งไปเตรียมตัว  มีหลายเรื่องที่ต้องทำแต่โชคดีที่ตัวเองเคยเตรียมการมาก่อนตั้งแต่ช่วงแรกๆของการเป็นซานิวะแล้ว  แค่หยิบเอาของเก่าเหล่านั้นมาปัดฝุ่นแล้วปรับปรุงใหม่พลางทดสอบหลายต่อหลายอย่างเพลินจนเรียกว่าลืมเวลาเลยทีเดียว

                         เด็กสาวแช่ตัวอีกสักพักจนพอใจแล้วจึงไปจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมเข้านอน  พรุ่งนี้ตอนเช้าเธอยังต้องจัดการงานอีกหลายต่อหลายอย่าง  อีกทั้งอาจต้องคอยรับเอาจดหมายที่คอนโนสุเกะอาจจะต้องเอามาส่งให้ตลอดวันอีก

                         ไอฮาเนะหยิบเอาผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาพาดบนศรีษะแล้วเดินกลับไปยังห้องสำหรับนอนพัก  วันนี้พวกดาบยังไม่โผล่มาหาคล้ายกับว่าพวกเขากำลังจมดิ่งในความคิดกันอย่างเคร่งเครียด

                         ขอโทษด้วยละกันแค่อยากแกล้งให้คิดกันหน่อยล่ะนะ  ถึงจะรู้ว่าการกระทำครั้งนี้ไม่เป็นผลดีเลยก็เถอะ  แต่การปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้สักหน่อยว่าการใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลมันไม่ค่อยดีเลย

                         ต่อให้ไม่ชอบโอยาคิริยังไงแต่ถ้ามองในเรื่องผลประโยชน์  ต่อให้ไม่ชอบก็จำต้องอดทนเอาไว้  การเอาอารมณ์มาเกี่ยวกับงานจะทำให้เสียแผน  

                         แน่นอนว่าถึงจะบอกให้คิดและตัดสินใจเอาเอง  แต่ยังไงพวกดาบก็หนีคำสั่งของซานิวะไม่ได้อยู่ดี  ทว่าการมอบทางเลือกให้แบบนี้ก็เพื่อไม่ให้พวกเขามาโวยวายในภายหลังนั่นเอง

                         เด็กสาวถอนหายใจอีกครั้งหลังหวนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำ  ในใจก็ภาวนาด้วยหวังว่าพวกเขาจะไม่เครียดจนเกินไปล่ะนะ

                         "อ้ะ..."

                         พลันแว่วเสียงไม่คุ้นเคยดังขึ้นจากในห้องนอน  ไอฮาเนะที่กำลังเดินเข้ามาถึงกับชะงักยามเห็นร่างสีขาวคุ้นตานั่งอยู่กลางห้องโดยในมือมีเจ้าโปโปะเกาะอยู่ที่นิ้วกำลังส่งเสียงร้องจิ๊บอยู่

                         เด็กสาวรู้สึกเหมือนเดจาวู  แต่แล้วจู่ๆคิ้วก็กระตุกขณะเจ้าของผิวขาวจ้องมองเธอแล้วหน้าก็เริ่มขึ้นสีแดงจางๆ  จนเมื่อลองก้มมองดูต้องอ้าปากค้าง  เพราะว่าตัวเองนั้นเพิ่งอาบน้ำเสร็จและผมก็ยังเปียกทำให้หยดน้ำที่ยังเกาะอยู่กับผมยาวนั้นทำให้ชุดยูกาตะสำหรับนอนเปียกชื้นไปด้วยส่วนนึง  แต่เพราะมันชื้นจนแนบผิวทำให้เผยให้เห็นเนื้อหนังสัดส่วนได้ค่อนข้างชัดเจน

                         "ออกไปเดี๋ยวนี้นะเจ้ากระเรียนบ้า!!!"  ไอฮาเนะเหวี่ยงเอาผ้าขนหนูที่วางพาดบนศรีษะซัดใส่คนบุกรุกในห้องแล้วรีบหาฮาโอริมาคลุมตัวทันควัน  ที่เผลอเรอไม่ได้สนใจเพราะไม่คิดว่าจะมีใครหน้าไหนบุกมาในห้องนอนน่ะสิ!

                         "เหวอ!!  ใจเย็นก่อนท่านไอ!!  ข้าไม่ได้ตั้งใจ!!"

                         "ไม่ได้ตั้งใจบ้าอะไร!!  นายเข้ามาในห้องฉันอีกแล้วนะ!!"

                         "ก็ข้างนอกมันหนาวแล้วข้าก็อยากเล่นกับโปโปะ...!"

                         "ซ้ำกับครั้งก่อนย่ะ  หาข้อแก้ตัวมาใหม่!!"

                         "ข้าอยากคุยกับท่านขอรับ!!  แต่ท่านแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อยได้ไหมเนี่ย!!"

                         "นายนั่นแหละย่ะ  ปิดตาแล้วหันไปเดี๋ยวนี้นะ!! ไม่งั้นออกไปนอกห้องแล้วคุยผ่านประตูเข้ามาเลย!!"

                         "ไม่เอาขอรับ!!  กลางคืนหนาวนักท่านอย่าใจดำนักสิ!!  เอ้า!  ข้าหันหลังแล้ว!!"  ว่าจบก็หันหลังทันควันแถมยังยกมือปิดหน้าปิดตาอีก

                         ไอฮาเนะรีบใช้พลังทำให้ผมและเสื้อผ้าแห้งอย่างฉับไวก่อนสวมฮาโอริให้เรียบร้อยแล้วเช็คการแต่งตัวอีกครั้งก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายหันกลับมา  

                         เด็กสาวทรุดตัวนั่งลงห่างๆ  เธอในตอนนี้อยู่ในชุดยูกาตะเนื้อบางแถมยังไม่ได้สวมกางเกงฮากามะทำให้ต้องระวังตัว  อีกทั้งคนมาดันเป็นเจ้ากระเรียนที่มือไวไม่ต่างกับตาแก่จันทร์เสี้ยว  ดังนั้นโอกาสโดนจับตัวมีอยู่สูงแน่ๆ

                         ทสึรุมารุที่หันกลับมาสำรวจเด็กสาวที่ระแวดระวังตัวสุดชีวิตแล้วนึกขำ  

                         นางก็รู้นี่นะว่าถ้าข้ามาแล้วนางคงไม่ได้คุยดีๆ  อืม...ข้าทำนางเป็นโรคหวาดระแวงหรือเปล่านะแต่ช่างเถอะวันนี้นางก็แกล้งพวกตนจนหัวหมุนอีกจนได้

                         งั้นก็ถือว่าเป็นการเอาคืน  นั่งคุยแบบระแวงต่อไปนั่นแหละดี

                         "แล้วนายมาคุยเรื่องอะไรเหรอ"  ไอฮาเนะเปิดฉากยิงคำถามทันควันหลังเห็นอีกฝ่ายนั่งเงียบ

                         "เรื่องที่ท่านบอกให้พวกข้าคิดน่ะ"

                         "..."

                         ไอฮาเนะคิดว่าทสึรุมารุต้องมาบอกว่าทำใจไม่ได้และพยายามค้านเธอแน่เพราะเขาเป็นคนเดียวที่อคติกับโอยาคิริชัดเจนที่สุด

                         ทว่า

                         เขากลับยิ้มแล้วพูดออกมาอย่างช้าๆชัดๆ

                         "เรื่องที่ท่านต้องการ...ข้าจะร่วมมือกับชายผู้นั้นหากท่านต้องการท่านไอ..."

                         เป็นคำตอบที่คาดไม่ถึงจริงๆ  คาดไม่ถึงจนคนที่มั่นใจเต็มร้อยว่าเจ้ากระเรียนต้องมาปฏิเสธถึงกับเบิกตากว้างก่อนรีบแย้งไปในทันทีเพราะไม่เชื่อ

                         "แต่นายไม่ชอบเขานี่?"

                         "ใช่  ดังนั้นข้าจึงมาเพื่อบอกท่านตามตรงว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ  ทว่าเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านต้องการ  ความไม่ชอบนั้นจะถูกเก็บเอาไว้และข้าจะเดินร่วมทางไปกับท่าน  ด้วยความรู้สึกของดาบที่จะเดิมพันไปพร้อมกับท่านไม่ใช่ในฐานะดาบที่มีอคติกับซานิวะคนนั้น..."

                         ข้าไม่ชอบ  ยังไงก็ไม่ชอบ  แต่ข้าไม่ยินยอมจะถอยออกมา

                         หากมันจะต้องจบ  หากว่าจะต้องเดินแผนการต่อไป  

                         ต่อให้ไม่ชอบ  ข้าก็ยินดีจะลืมความรู้สึกนั้นเสียเพื่อที่จะได้เดินหน้าต่อไปพร้อมกับนาง

                         "การที่ข้ามาที่นี่นอกเหนือจะบอกท่านว่าข้าไม่มีความคิดจะถอนตัวแล้ว  แต่ข้าต้องการเป็นหนึ่งในดาบที่ต้องการร่วมทัพไปกับท่านและจะขอเป็นดาบที่ติดตามท่านจวบจนกว่าจะจัดการกับดาบเล่มนั้นได้สำเร็จ  ซึ่งหน้าที่นี้ข้าได้ร้องขอต่อดาบทุกคนในฮงมารุแล้วและพวกเขายินยอมขอรับ"

                         "หา...."

                         ทสึรุมารุจับจ้องมองผู้เป็นนายที่นั่งอ้าปากค้างนิ่งงัน

                         "นับจากนี้จวบจนกว่าจะจบเรื่องราว  ไม่ว่าท่านจะทำอะไรข้าจะขอตามติดท่านไป  แม้ว่าท่านอาจจะต้องพบเจอกับชายผู้นั้นข้าก็ยินดีจะไป  และข้าจะไม่แสดงท่าทีเกลียดชังใดๆนอกจากอยู่เฉยเมยข้างกายท่านเท่านั้น"

                         "ทสึรุ..."

                         "ข้าไม่ได้แค่ต้องการเดินหน้าไปกับท่าน  ร่วมแผนไปกับท่านเพียงอย่างเดียว  แต่ข้าอยากเห็นทุกอย่างที่จะจบลงเหมือนกัน  เพราะอย่างไรดาบเล่มนั้นก็คือทสึรุมารุ  คุนินากะเช่นเดียวกับข้า...ข้าอยากเห็นและอยากรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจของชายผู้นั้น"

                         ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้ดาบแปดเปื้อน  และเป็นผู้ที่ดันทุรังจะไขว่คว้าดาบเล่มนั้นกลับมา

                         "เขาคือผู้เริ่มดังนั้นเขาจะต้องเป็นผู้จบ  ตัวข้าในฐานะดาบทสึรุมารุ  คุนินากะเช่นเดียวกันนั้นอยากจะรู้ว่าหนทางของเขาจะเป็นอย่างไร  แต่แน่นอนว่าข้าไม่คิดจะยุ่มย่ามการตัดสินใจของเขา  ข้าสนแค่เพียงนายของข้านั่นก็คือท่านเพียงคนเดียว"

                         "ข้าน้อมรับว่าตัวเองยังหวาดระแวง  และยังคงไม่ไว้ใจเขาอยู่ดี  การที่ข้าอยู่ใกล้ชิดท่านก็เพื่อป้องกันท่าน  ระวังหลังให้ท่าน...ข้าคิดว่าข้าต้องการทำหน้าที่นี้ดังนั้นจึงมาเพื่อบอกกล่าวแก่ท่านและร้องขอให้ท่านอนุญาต"

                         ไอฮาเนะเงียบ  ยอมรับว่าอึ้งไม่น้อยเลยที่เจ้ากระเรียนด้านหน้ายินยอมตอบรับอย่างว่าง่าย  เธอมั่นใจว่าเขาคงมาเพื่อพูดขอให้เธอคิดทบทวนใหม่อีกครั้ง  หรือไม่ก็หาทางเลือกอื่น  แต่การยืนยันซ้ำยังร้องขอแบบนี้มัน...

                         "นายแน่ใจเหรอทสึรุ....ฉันคิดในตอนแรกว่านายต้องค้านฉันและคงไม่ยินยอมมาร่วมด้วยแน่"

                         ถ้อยคำนั้นทำเอาเจ้ากระเรียนหัวเราะหึในลำคอแล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ

                         "ท่านไอ...ข้าคือดาบของท่านนะ  หากท่านว่าอย่างไรข้าและคนอื่นย่อมต้องทำตามอยู่แล้ว  ท่านคงคิดว่านี่คือการฝืนใจพวกข้าใช่หรือไม่  มันก็ใช่นั่นแหละแต่การกระทำของท่านนั้นมีสิ่งที่ต้องการมากมาย  ท่านหวังผลในเรื่องนี้หลากหลายอย่างและหากพวกข้ายังยึดติดเอาแต่ใจ  สิ่งที่ท่านต้องการก็คงไม่ประสบผลสำเร็จ..."

                         "ท่านย้ำเสมอว่าให้เก็บความไม่พอใจเอาไว้แล้วแยกมันให้ออกจากงาน  ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนคนอื่น  พวกข้าไม่ชอบยังไงก็ไม่ชอบ  แต่ข้าก็เลือกจะลืมมันเพื่องานที่พวกเราจะทำ"

                         ดวงตาสีอำพันจ้องมองดวงตาสีชาดสงบนิ่ง  ไร้ซึ่งความลังเลใดๆแม้แต่น้อย  กลับกันเป็นเจ้าของดวงตาสีชาดที่หวั่นไหวเสียเอง

                         "ทสึรุ...ในความเป็นจริงแล้ว...ฉันแทบไม่อยากให้นายร่วมด้วยเลย"

                         "..."

                         เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นทันทีที่ผู้เป็นนายเอ่ยออกมา  ก่อนทสึรุมารุจะย้อนถามกลับเสียงเย็น  คล้ายสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้แล้วเลือกจะถามคำถามออกมาแทน  เพราะเขารู้ดีว่าการตัดสินใจผู้เป็นนายมีเหตุผลรองรับเสมอ

                         "ทำไมล่ะ?  ท่านกลัวว่าข้าจะทำงานเสียรึ?"

                         "เปล่า  ไม่ใช่แบบนั้นหรอก"  

                         จริงๆแล้วเธอแทบไม่ได้วางแผนจะให้ทสึรุมารุมาร่วมทีมที่จะลงสนามรบหลักเลยแม้แต่นิดเดียว  

                         เธอคิดจะกันเจ้ากระเรียนขาวให้ออกห่างการรบครั้งนี้ด้วยซ้ำ  ฉะนั้นการที่เขายินยอมคล้อยตามโดยไม่ขวางนี้ก็ทำเอาเด็กสาวไปไม่ถูกชั่วขณะ

                         "งั้นบอกมาสิขอรับ...ว่าทำไม?...ข้าไม่เชื่อว่าเป็นเพราะข้าไม่ชอบขี้หน้าเจ้านั่นหรอกนะ  ท่านเลยไม่อยากให้ข้าร่วมทัพน่ะ"

                         ถ้อยคำเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้พอควรเลยทีเดียว

                         "นั่นเพราะ....นายคิดว่านายโอเคเหรอหากฉันจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้วฉันอาจจะต้องกำจัดดาบเล่มนั้นที่เป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเหมือนกับนายทิ้งน่ะ?"

                         คล้ายว่าบรรยากาศกลับกลายเป็นความอึดอัดมากกว่าเดิม  ไอฮาเนะเตรียมใจต่อคำพูดที่จะตอกกลับมาจากเจ้านกกระเรียนเต็มที่อยู่แล้ว

                         ทว่าเขาก็ไม่เอ่ยอะไรเอาแต่มองด้วยสายตาว่าอธิบายสิว่าทำไม  จนเด็กสาวกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยไปตามตรง

                         "ฉันคิดเสมอนะ  ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องกับซาโยะฉันคิดเสมอว่าการที่เกิดเรื่องนั้นขึ้น  มันช่างคล้ายคลึงกับกรณีของโอยาิริและดาบเล่มนั้นมาก  ถ้าตอนนั้นฉันเลือกยอมแพ้แล้วปล่อยซาโยะไปเขาจะเป็นแบบนั้น  พอช่วยกลับมาได้ก็ดีใจดังนั้นจึงเข้าใจความรู้สึกของโอยาคิริขึ้นมา  และนับจากนั้นฉันก็ภาวนาให้เขานำดาบเล่มนั้นกลับมาเร็วๆเพราะใจจริงฉันก็ไม่ได้อยากกำจัดมัน"

                         "...แต่มันนานไปใช่หรือไม่..."

                         ชายหนุ่มย้อนถาม  และผู้เป็นนายก็พยักหน้าตอบรับ

                         "ใช่  หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องกับโฮเนะบามิ  ฉันจึงคิดว่าต่อให้อยากช่วยแค่ไหนแต่ถ้าโอยาคิริไม่ลงมือก็ช่วยไม่ได้  และถ้าปล่อยไปพวกนายนั่นแหละที่จะเจ็บหนัก  ดังนั้นตอนปะทะกันครั้งสุดท้ายฉันเลยตัดสินใจจะฆ่าเขาทิ้งซะ  แต่มันก็ดันรอด..."

                         ศัตรูที่ไม่เคยเห็นหน้าตาผู้ที่นกตัวนั้นเรียกว่าเจ้านายให้ความช่วยเหลือจนมันรอดไปได้  นั่นสร้างความแค้นใจให้กับไอฮาเนะเป็นอย่างมาก  เพราะการช่วยเหลือไปครั้งนั้นย่อมทำให้ดาบของเธอเสี่ยงจะโดนนกตัวนั้นเล่นงานอีกหน

                         "ในตอนที่ฉันเจ็บหนักครั้งนั้น  ฉันพบกับเทพอินาริในฝัน....ท่านพูดถึงดาบเล่มนั้น...ท่านพูดคล้ายกับว่าดาบเล่มนั้นยังพอมีหนทางแต่เวลาจวนเจียนเต็มที  และจากระยะเวลาตอนนั้นจนถึงตอนนี้ทำให้ฉันคิดว่าโอกาสจะได้ดาบนั้นกลับคืนมาคงเป็นไปได้ยากแล้วล่ะ  ฉะนั้นในเมื่อโอกาสมีต่ำกว่าครึ่ง  ทางเลือกที่ดีเพื่อตัดปัญหาคือการกำจัดทิ้งซะ  แม้ว่าจะต้องมีปัญหากับโอยาคิริก็ตาม"

                         ทางเลือกที่จะทำให้เขาปลงได้ก็คือทำให้เขาเห็นแล้วว่ามันเกินเยียวยา  เว้นแค่ว่าตัวโอยาคิริมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเข้าสู่ทางจิตใจก็เท่านั้น  ยังไงเสียในตอนนี้พวกเขาก็คงเร่งทำอะไรสักอย่างเหมือนกับตนนั่นแหละ

                         "โอยาคิริยึดติดกับดาบเล่มนั้นมากอาจจะมีความลังเลที่จะฆ่าทิ้งจนทำให้เสียโอกาสไป  ถ้ายังปล่อยให้หนีรอดจากการต่อสู้ครั้งนี้ไปได้  ฉันกลัวว่ามันจะย้อนกลับมาเล่นงานหนึ่งในพวกนายอีก"

                         ทางเลือกที่ดีที่สุด  หากโอยาคิริไม่ลงมือเอง

                         เธอจะฆ่ามันทิ้งเอง...

                         ไอฮาเนะกำมือแน่น  เธอตัดสินใจต่อเรื่องนี้มานานพอแล้ว

                         "ดังนั้นหากฉันเอานายร่วมทัพไปด้วย  นายจะโอเคจริงเหรอหากฉันต้องลงมือฆ่าดาบนั่นต่อหน้านาย  ถึงพวกนายจะแย้งว่าเป็นทสึรุมารุคนละเล่มแต่ฉันไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีผลกระทบอะไรหากเห็นภาพนั้น..."

                         กล่าวไม่ทันจบเจ้ากระเรียนก็เอ่ยแทรกกลับมาเสียงเย็นชา

                         "ท่านไม่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับพวกข้า  มันก็อย่างเดียวกับที่พวกข้าไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีผลกระทบต่อท่านที่ลงมือเช่นกัน"

                         ทสึรุมารุขยับตัวเข้าไปใกล้  เขาใช้สองมือคว้าไหล่บางไว้แน่นแล้วออกแรงบีบจนเด็กสาวนิ่วหน้า  "ท่านกลัวผลกระทบต่อพวกข้าที่เห็นภาพนั้น  แล้วท่านล่ะ...มั่นใจจริงหรือว่าจะไม่เป็นไรทั้งที่ท่านคือคนลงมือ  ถ้าท่านจะจัดการดาบเล่มนั้นท่านคือผู้ลงมือ  ท่านทำใจเห็นภาพตัวข้าตายด้วยมือท่านได้ไหมล่ะ?"

                         แม้จะเป็นคนละเล่ม  แม้จะเป็นดาบแปดเปื้อนมีมลทิน  ทว่าตัวตนแท้จริงก็ยังเป็นทสึรุมารุ  คุนินากะอยู่ดี

                         ตอนเกิดเรื่องเมื่อครั้งนั้นเขาเคยนึกสงสัยมาตลอด  หากวันนั้นไม่มีเหตุผิดพลาดและเด็กสาวลงมือสังหารดาบเล่มนั้นจริงๆ

                         นางยังจะไม่เป็นไรจริงเหรอ  ?

                         การฆ่าอะไรสักสิ่งไม่ใช่ว่าจะสามารถตัดใจแล้วทำได้เลยจริงๆเสียหน่อย  กรณีของโยมินั้นเป็นอีกอย่าง  มันไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์เสียเท่าไหร่นัก  แต่ดาบนั่นต่างออกไป...พวกดาบได้รับกายเนื้อเหมือนมนุษย์ทุกประการ  

                         "ข้าไม่ได้คิดจะสำคัญตัวผิดหรอกนะท่านไอ  แต่การลงมือฆ่านั้นท่านมั่นใจจริงหรือว่าจะไม่เป็นไร?  ท่านสังหารโยมิมานักต่อนักมันก็ใช่แต่นี่ไม่เหมือนกัน  ความรู้สึกการฆ่าบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์นั้นไม่ใช่ว่าจะทำใจกันได้ง่ายๆ  และท่านคิดว่าท่านจะทนได้จริงหรือ?  ต่อให้ท่านสังหารดาบเล่มนั้นแต่ตัวข้าที่อยู่กับท่าน  ท่านจะไม่เป็นไรใช่ไหมยามเห็นหน้าข้า?"

                         มนุษย์นั้นเปราะบาง  ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่เป็นจิตใจด้วยเช่นกัน 

                         การสังหารดาบแม้ไม่ใช่สังหารมนุษย์  แต่สภาวะทางจิตอาจไม่เสถียร  ยิ่งดาบเล่มนั้นมีหน้าตาเหมือนกับดาบที่อยู่กับตนเอง

                         นางจะไม่เป็นไรเหรอ?  เห็นหน้าดาบที่ตัวเองลงมือฆ่าทิ้งไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน?

                         ต่อให้นางแกร่งมากแค่ไหนแต่เนื้อแท้แล้วนางเป็นแค่ผู้หญิง  ทั้งยังเด็ก  ไม่ได้เหมือนพวกตนที่มองว่าการฆ่าฟันเป็นเรื่องธรรมดา

                         นางเด็กเกินกว่าจะมาทนรับความรู้สึกของการฆ่าใครสักคนทิ้ง  แม้ว่าจะไม่ใช่มนุษย์แต่ผลกระทบของการลงมือนั้นไม่ได้ต่างกันเลย

                         นางสังหารดาบมีมลทินแต่ดาบนั้นก็หน้าตาเหมือนกับดาบของตนเอง  

                         ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดแม้จะต่างสี...นางจะยอมรับและไม่ฝันร้ายหรือ...กับการสังหารดาบที่หน้าตาเหมือนดาบตัวเองไป?

                         ทสึรุมารุไม่ได้ไม่เชื่อใจแต่เขาไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเหมือนคนอื่นๆ  ถ้าปล่อยให้นางทำต่อไปและท้ายสุดจิตใจนางทนรับไม่ได้ล่ะ?  จะให้ทำยังไง?  

                         ตัวเขาไม่ต้องการความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น  ในเมื่อความผิดพลาดเกิดจากคนอื่นไม่ว่ายังไงคนๆนั้นก็ต้องรับผิดชอบ!  เขาจะไม่ยอมให้เจ้านายตัวเองต้องมาแบกรับความรู้สึกแย่ๆกับการสังหารดาบคนอื่นอย่างเด็ดขาด!

                         ถ้าต้องสังหาร  เขาเลือกเป็นคนลงมือเสียจะดีกว่า!

                         "ซานิวะผู้นั้นคือผู้ที่ทำให้ดาบเปลี่ยนไป!  ดังนั้นเขาต้องรับผิดชอบไม่ใช่ท่าน!  เขาจะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้!  ถึงมันจะทำใจได้ยากแต่เขาต้องทำ!!  ไม่ใช่ท่าน!!  ได้ยินหรือไม่!"

                         ชายหนุ่มร้องถามด้วยเสียงอันดัง  จนนัยน์ตาสีชาดสั่นไหวชั่วครู่  

                         ทสึรุมารุก้มหน้าลงใช้ดวงตาจ้องมองดวงตาคู่นั้นอย่างไม่วางตาแล้วเอ่ยชัดๆช้าๆ

                         "อย่าแบกรับการกระทำนั้นท่านไอ  มันไม่คุ้มค่าเลย"

                         มันไม่คุ้มค่า  ไม่คุ้มเลยจริงๆ...

                         อย่ามาแบกรับจนทำร้ายจิตใจตัวเอง...

                         ไอฮาเนะกัดฟันถามกลับอย่างไม่ยินยอม  สิ่งทีอีกฝ่ายโต้แย้งนั้นถูกต้องแต่ว่า...

                         "แต่ถ้าหากเขาทำไม่ได้แล้วเราพลาดโอกาสนั้นไปล่ะ!"

                         โอกาสไม่ได้มีมาบ่อยๆ  ถ้าพลาดแล้วพลาดอีกมันไม่ใช่เรื่องที่ดี

                         ถ้าหากมองดูแล้วมีความลังเล...สู้ตัดสินใจทำเองเพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะจบลงโดยไม่ยืดเยื้อไม่ดีกว่าเหรอไง!

                         ดวงตาสีอำพันทอประกายแข็งกร้าวขึ้นยามได้ยินเสียงตอบกลับที่ดูคล้ายหมดแรง

                         "ถึงตอนนั้นข้านี่แหละจะทำทุกอย่างเพื่อสังหารมันทิ้งเอง!!"

                         "ทสึรุ!  นายสังหารดาบเล่มนั้นไม่ได้!  ดาบที่กลายเป็นโยมิมีแต่ต้องให้ซานิวะสังหารเท่านั้น!"

                         "งั้นทำให้ข้าเป็นเหมือนมิทสึโบนหรือคาระโบน!  ข้าไม่ยอมให้ท่านลงมืออย่างเด็ดขาด!!"

                         "ทสึรุ!!"

                         "ฟังข้านะท่านไอ!  ท่านไม่จำเป็นต้องแบกรับเอาไว้ทุกอย่างก็ได้!!  ท่านไม่จำเป็นต้องลงมือเองก็ยังได้!!  ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจท่าน!  แต่ในตอนนี้ถึงท่านจะบอกว่าไม่เป็นอะไร!!  ทว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆแล้วมันจะไม่เป็นอย่างที่ท่านคิดหรอกนะ!!  ท่านคือซานิวะ!!  และข้าคือศาสตรา!!  หน้าที่ในการสังหารให้เป็นของข้าเถอะ!!!  ท่านอย่าได้มาแบกรับเหมือนพวกข้าเลย!!"

                         "..."  ไอฮาเนะเบือนหน้าหนี  เธอรู้และเข้าใจดี

                         นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องเข้ามายุ่งด้วยเลย  ความเป็นจริงคนที่ต้องจัดการคือโอยาคิริ  แต่เพราะเธอไม่เชื่อมั่นว่าตัวชายคนนั้นจะจัดการได้อย่างเด็ดขาดน่ะสิ

                         แววตาของซานิวะคนนั้นชัดเจนว่ายึดติดมาก  เขาย่อมมีความลังเลหากต้องลงมือเอง  ซึ่งเธอกลัวว่าความไขว้เขวของโอยาคิริจะทำทุกอย่างพัง

                         ถ้าไม่กำจัดดาบเล่มนั้นในครั้งนี้คงหาโอกาสในการจัดการยาก  เพราะงั้นเลยคิดเผื่อเอาไว้ว่าถ้าถึงที่สุดแล้วทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด  ตัวเธอก็ต้องลงมือเอง

                         ใช่  อย่างที่ทสึรุมารุพูด  ในตอนนี้เธออาจจะไม่ลังเลหรือไม่รู้สึกอะไร  แต่เวลาผ่านไปตนก็ไม่กล้าพูดได้เต็มปากหรอกว่า  หากตนเองฆ่าดาบเล่มนั้นลงกับมือแล้วยามเห็นหน้าเจ้ากระเรียนที่อยู่กับตน 

                         ตนจะทนได้หรือเปล่า?

                         ถึงจะเป็นคนละเล่มกันแต่ก็เหมือนเธอได้ลงมือฆ่าอีกตัวตนของดาบตัวเองไปด้วย

                         แค่เห็นหน้าทุกวันสลับกับใบหน้าที่ตัวเองฆ่าตายไป...

                         ทนได้หรือเปล่า?  จะทนได้จริงๆไหมนะ?

                         ทสึรุมารุเห็นท่าทางที่อ่อนลงและเริ่มมีความลังเลจึงเอ่ยต่อโดยลดโทนเสียงที่แข็งกร้าวลง  พร้อมกันรั้งร่างของเด็กสาวให้เข้าไปหาในอ้อมกอด

                         "ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน  เหตุผลที่ท่านไม่ต้องการให้ข้าไป  แต่ข้าก็มีเหตุผลของข้าเช่นกันท่านไอ....ข้ารู้ว่าเพราะอะไรท่านจึงได้เลือกตัดสินใจแบบนี้  ข้าเข้าใจดีว่าท่านไม่ชอบความเสี่ยง  แต่มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ...จริงไหมล่ะ"

                         มันก็ใช่อยู่หรอก  เธอเองก็ส่งจดหมายบอกกล่าวโอยาคิริไว้แล้วว่าเธอต้องการให้เขาปิดฉากดาบเล่มนั้นด้วยตนเอง  

                         ถึงจะบอกไปแล้วก็ยังคิดมากจนท้ายสุดก็กลายเป็นความหวาดระแวง

                         "การวางแผนเพื่อป้องกันความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ดี  หากแต่คิดวางแผนมากจนกังวลไปเสียหมด  แล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตนี่ไม่ดีหรอกนะ"

                         "...."

                         "ท่านไอ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในศึกนี้ข้าจะตามท่านไปด้วย  ไม่ว่าท่านจะห้ามอย่างไรข้าก็จะไป...ดังนั้นได้โปรด...ให้ข้าไปกับท่านเถอะนะ"

                         "..."

                         "และถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ท่านคิดและท้ายสุดเขาคนนั้นยังลังเล  หน้าที่ในการลงดาบสังหาร...ให้เป็นของข้าเถอะ..."  ทสึรุมารุย้ำอีกหนสีหน้าฉายชัดว่าเรื่องนี้เท่านั้นที่เขายินยอมไม่ได้

                         "ทสึรุ..."

                         "ขอร้องล่ะ  อย่าได้ลงมือด้วยตนเองเลย..."

                         ใบหน้าคมก้มลงมาขณะกอดกระชับร่างของเด็กสาวไว้แน่น  ขณะหลับตาลงแล้วยังคงรั้งอ้อมกอดนั้นไว้นิ่งๆ  ขณะที่คนซึ่งโดนโอบกอดทำอะไรไม่ค่อยถูกนักแต่ท้ายสุดก็ยอมซุกหน้าเข้าหาอ้อมอกนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

                         พวกตนนั่งกันอยู่เงียบๆแบบนั้นคล้ายกับว่าต่างฝ่ายต่างต้องการความสงบเงียบเพื่อปลอบประโลมจิตใจให้สงบลง  จนท้ายสุดเป็นเด็กสาวที่เลือกจะขยับตัว  เธอดันแขนเพื่อผลักอกของชายหนุ่มผมขาวให้ออกห่าง

                         "...จริงๆ...ฉันย้ำกับโอยาคิริไปแล้วในเรื่องของดาบนั่น  ฉันต้องการให้เขาจัดการเองแต่ก็...นั่นแหละ...ฉันกลัวว่าเขาจะลังเล  กลัวว่าเขาจะทำพลาดจนเราเสียโอกาสไป..."

                         "ท่านนี่ขี้กลัวผิดคาดนะท่านไอ"

                         "ฮะฮะ..."  ไอฮาเนะหัวเราะด้วยสีหน้าสมเพสให้กับความหวาดระแวงไปทุกเรื่องของตนเองแผ่วเบา  ดวงตาหลุบลงไปกล้ามองหน้าดาบรบของตนแม้แต่นิดเดียว  คล้ายละอายใจไม่น้อยในเรื่องที่เขาพูด  ซึ่งมันก็ถูกต้อง  ในตอนนี้เธออาจจะไม่คิดอะไรมากแต่ถ้าผ่านไปเธออาจจะจิตตกก็ได้ใครจะรู้ล่ะ

                         ตอนนั้นเองที่บริเวณหน้าผากจะสัมผัสได้ถึงความร้อนแผ่วเบา 

                         ไอฮาเนะรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนริมฝีปากชมพูอ่อนนั้นเฉียดริมฝีปากของเธอไปอย่างฉิวเฉียด  

                         "อ้ะ..."  ดวงตาต่างสีสองคู่เบิกกว้างขึ้นเมื่อรับรู้ว่าเมื่อครู่ริมฝีปากของพวกตนเกือบจะชนกันแล้ว  ก่อนไอฮาเนะจะรีบผละถอยออกห่างไปอย่างตกใจ  ฟากเจ้ากระเรียนเสียอีกที่อึ้งแต่กลับเลือกไม่ปล่อยอ้อมแขนออก  กลับกันเขาเลือกจะรั้งร่างที่ลนลานเตรียมหนีให้กลับมานั่งบนตักอีกหน  พร้อมกับใช้ฝ่ามือรั้งร่างนางให้เข้ามาแนบชิดใกล้กว่าเดิม  และหากไม่มีมือสองข้างที่เอามาดันขวางระหว่างพวกตนละก็  คิดว่าร่างอันบอบบางตรงหน้าคงแนบชิดเขาไปแล้ว

                         "ทะ...ทสึรุปล่อยนะฉันนั่งไม่ถนัด!"

                         "ท่านก็นั่งดีๆอย่างดิ้นสิ  เกิดยูกาตะเลิกขึ้นมาอวดผิวขาวๆนั่นข้าจะอดใจไม่ไหวนะ"  

                         ชายยูกาตะเลิกขึ้นมาหน่อยและเพราะไม่ได้ใส่ฮากามะเหมือนยามปกติจึงทำให้เห็นผิวขาวของเรียวขาสวยนั้นได้ถนัดตา  

                         "ไอ้นกลามก!!"  ไอฮาเนะร้องตะโกนโวยวายแล้วรีบดึงยูกาตะที่เลิกขึ้นมาเล็กน้อยให้เลื่อนลงอย่างฉับไวด้วยใบหน้าที่แดงแปร๊ด  แต่คนโดนด่าว่าเป็นนกลามกกลับไม่สะทกสะท้านแถมแย้งกลับอย่างขำๆ

                         "ลามกอะไร...ก็ท่านเป็นคนอวดให้ข้าดูเอง  ข้าไม่ได้ไปเลิกผ้าขึ้นเสียหน่อย"

                         "ทสึรุ!!!"

                         "หึ.."  เจ้ากระเรียนหัวเราะเบาๆหลังได้ยินเสียงใสตะโกนเรียกชื่อเขาเสียดังลั่น  ทั้งยังเห็นดวงหน้านั้นแดงก่ำอย่างน่าเอ็นดู  เขารู้สึกพอใจที่เห็นเค้าหน้านั้นไร้ความเคร่งเครียดหรือกังวลอีกแล้วก่อนหัวเราะเบาๆให้กับเด็กสาวที่เริ่มออกอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างคนทำอะไรไม่ได้ยามเมื่อโดนโอบกอดแนบชิดเช่นนี้  ชายหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวอาละวาดครู่หนึ่ง  ก่อนก้มลงถามข้างใบหู  

                         "ค่อยยังชั่วรึยัง?"

                         "อะไร!?"

                         "ไม่เครียดแล้วนะ?"  เขาถามเย้าๆก่อนเอนศรีษะมาพิงกับใบหน้าด้านข้าง  "ข้าไม่ชอบตอนท่านเงียบไม่ตอบโต้เลยจริงๆ  ทั้งไม่ชอบและไม่ชิน  ตัวท่านที่โวยวายและอยู่ไม่สุขยามข้าจับตัวแบบนี้สิข้าชอบมากกว่า"

                         "โรคจิตนะนายเนี่ย..."  ไอฮาเนะหรี่ตามองอย่างอ่อนใจขณะตัดสินใจยอมแพ้  ยอมทิ้งตัวให้ร่างแนบไปกับแผ่นอกอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่าย  ถ้าโดนจับล๊อคแบบนี้แล้วคงยากจะดิ้นหลุดแล้ว  และตัวเธอในสภาพนี้ถ้าดิ้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดี  อย่างที่เจ้านกบ้านี่พูดเกิดดิ้นแล้วชายยูกาตะเลิกขึ้นมา  ตัวเธอย่อมไม่ปลอดภัยแน่ๆ...

                         "อย่าพูดแบบนั้นสิ  ยอมรับมาเถอะว่าท่านชอบให้ข้าอุ้มนั่งตักแล้วกอดแบบนี้เพราะมันทำให้ใจท่านสงบใช่ไหมล่ะ"

                         "ฉันไม่ได้สงบแต่ฉันรู้ว่าดิ้นไปมันก็ไม่คุ้มแถมเหนื่อยเปล่าเลยอยู่นิ่งๆเงียบๆดีกว่าย่ะ"

                         "แต่เมื่อครู่ตอนข้ากอดท่าน  ท่านก็อยู่เฉยได้นานเลยนะ"  ชายหนุ่มว่าด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน  กระเรียนขาวจอมขี้แกล้งกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า  "ยอมรับมาเถอะ  ข้ายินดีให้ท่านนั่งตักหรือกอดฟรีเสมอแหละ"

                         "ถึงจะบอกว่าฟรี  ก็ไม่สนหรอก"

                         "ได้ยินแบบนี้แล้วน้อยใจชะมัดเลยแหะ"  เขาว่าแล้วหัวเราะเบาๆเสียงแห้ง  "แต่ว่าไม่เครียดแล้วใช่ไหมล่ะ"  เขาถามเสียงนุ่มแผ่วเบา  ดวงตาสีอำพันมองด้วยแววตาอ่อนโยนจนทำให้คนที่โดนถามหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกหน  เด็กสาวหลบเลี่ยงสายตาแล้วตอบกลับอ้อมแอ้ม

                         "ก็...ยังเครียดอยู่...นิดหน่อย"

                         "ให้ข้าเล่าเรื่องตลกๆให้ฟังไหม"

                         "ไม่ล่ะ  ไม่ต้องหรอก...นายน่าจะกลับไปพักได้แล้วนะ"

                         "จะกลับได้อย่างไร  ข้ายังไม่ได้รับคำตอบเลย"

                         "..."

                         "ให้ข้าไปเถอะนะท่านไอ...อย่าตัดข้าทิ้งไป...เรื่องครั้งนี้ข้าคงไม่อาจอยู่เฉยได้  ข้าอยากเห็นบทสรุปสุดท้าย....และข้าอยากจะไปเพื่อเห็นบทสรุปนั่นพร้อมกับท่าน..."

                         "..."

                         "อย่าทนรับมันไว้  หากท่านคิดจะสังหารมันละก็...ให้ข้าทำหรือไม่ก็จงใช้ข้าในการสังหาร...ข้าไม่ยอมให้ท่านทำแบบนั้นเพียงคนเดียวอย่างเด็ดขาด"

                         ข้าคือดาบของเจ้า  และเจ้าคือนายของข้า...

                         ข้าไม่ยอมที่จะถูกทิ้งแล้วปล่อยเจ้าไปเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านั้นเพียงคนเดียวอย่างเด็ดขาด

                         "ถ้าจะต้องเผชิญหน้า...เราจะเผชิญหน้ากับมันด้วยกันทั้งคู่"

                         มือหยาบกร้านที่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลนั้นเคลื่อนมาประสานฝ่ามือของเธอก่อนเขาจะเกาะกุมมันไว้แน่นขณะเอ่ยคำพูดแผ่วเบาอ่อนโยนข้างหู

                         "อย่าได้ลืม...ว่าข้าคือกระเรียนของท่าน  อย่าได้ลืมเชียวล่ะ..."

                         กระเรียนขาวเพียงหนึ่งเดียว....

                         กระเรียนที่จะเป็นของนางเพียงคนเดียว

                         ฝ่ามือเล็กๆนั้นเริ่มตอบรับมือที่เกาะกุมไว้ขณะที่เจ้าของมือจะหลับตาลงแล้วเอนศรีษะแนบพิงอีกฝ่ายพร้อมตอบรับกลับมาแผ่วเบา

                         "อืม..."

                         เป็นอีกครั้งแล้วล่ะมั้งที่กระเรียนจอมเกรียนที่มักสร้างความปั่นป่วนเริ่มทำให้ตัวเธอที่เครียดมาทั้งวันสงบลงได้

                         ทั้งที่เป็นกระเรียนขี้แกล้งแท้ๆ...แต่ว่านะ...ชักปฏิเสธไม่ได้แล้วแหะว่าอยู่แบบนี้แล้วใจสงบดีจริงๆนั่นแหละ

                         "ท่านไอ..."  ร่างสูงที่เริ่มเอียงหน้าถูไถเบาๆเอ่ยกระซิบข้างหูอีกครั้ง  "ข้าน่ะ..."  เขากำลังจะเอ่ยบางอย่างออกไปในขณะที่ไอฮาเนะซึ่งเริ่มสะลึมสะลือร้องหืมตอบกลับแผ่วเบา  สติของเธอกำลังจะขาดห้วงแล้วเพราะเริ่มง่วงเหลือทน

                         ทว่า

                         "โฮ่ย!!!  ท่านไอ!!!"

                         คนที่กำลังเคลิ้มจะหลับกับอีกคนที่กำลังจะอ้าปากบอกถ้อยคำบางอย่างสะดุ้งสุดตัว  ต่างคนต่างผละออกจากกันอย่างตื่นตกใจ  ก่อนจะหันมองหน้ากันอย่างตื่นๆว่าใครมันบ้ามาเรียกอะไรตอนนี้เนี่ย!?

                         "ท่านไอออ!!!  ข้ารู้นะว่าท่านยังไม่หลับน่ะ!!"

                         "เอ้ะ?  คะชู??"  ไอฮาเนะที่สะลึมสะลือเตรียมจะหลับไปแล้วถึงกับตื่นเต็มตา  เธอตั้งสติแล้วระลึกได้ว่าคนร้องตะโกนเรียกคือคะชูดาบแรกของเธอนั่นเอง  "ทำไมมาเรียกอะไรตอนนี้ล่ะ??"

                         ตามปกติพอเธอกลับมาพักที่เรือนก็แทบไม่มีใครหน้าไหนมาส่งเสียงเรียกหรือมารบกวนใดๆเลย  แล้วทำไมวันนี้เขาถึงมาร้องตะโกนทั้งที่ก็น่าจะได้เวลาเข้านอนแล้วกันล่ะ?

                         "อ้ะ  เจ้าพวกนั้น..."  คงมีแค่ร่างสูงในอาภรณ์ขาวที่รู้ดีที่สุด  ทสึรุมารุแอบเบ้ปากด้วยสีหน้าเจ็บใจเหลือเกิน  "...มาไวไปแล้วนะ"

                         "หมายความว่าไงทสึรุ?"  ไอฮาเนะที่ได้ยินพอดีหันขวับร้องถาม  พูดแบบนี้แสดงว่าเจ้านี่ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่

                         ร่างสูงเผยยิ้มเจื่อนๆก่อนชี้นิ้วไปที่บานประตู  "แทนจะให้ข้าตอบ  ข้าว่าท่านออกไปดูด้วยตาตนเองเถอะ"

                         เด็กสาวผู้สงสัยผุดลุกขึ้นไปที่บานประตูก่อนเปิดกว้างเพื่อมองดู  พลันดวงตาต้องเบิกกว้างอย่างตกใจเพราะนี่มันเหมือนดาบทั้งเรือนมาก่อม๊อบประท้วงหน้าเรือนพักเธออย่างไรอย่างงั้น

                         "เดี๋ยวสิ!  พวกนายมาประท้วงอะไรฉันเนี่ย!!?"

                         ฟังเจ้านายร้องถามอย่างตกใจ  ต่างคนต่างก็หัวเราะกันขบขัน

                         "เปล่าสักหน่อย  พวกข้าไม่ได้มาประท้วงอะไรท่าน"  คะชูที่ร้องเรียกยิ้มขำให้กับสีหน้าของผู้เป็นนาย  ก่อนเอ่ยตอบแทนทุกคน  "ท่านจำไม่ได้หรือว่าท่านให้ทางเลือกแก่พวกข้าว่าจะเอาอย่างไรต่อไป  จะร่วมมือกับท่านหรือจะถอนตัวเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมามีส่วนรบในครั้งนี้"

                         ไอฮาเนะไม่ได้สมองปลาทอง  แน่นอนว่าเธอให้ทางเลือกแก่พวกเขานั้นใช่

                         "แล้ว?"

                         "พวกข้ามาให้คำตอบแก่ท่านขอรับ"

                         ไอฮาเนะยิ่งทำหน้าเหรอหรา  

                         "เดี๋ยวก่อนสิ!  ตอนนี้เนี่ยนะ?"

                         กลางคืนตอนจะนอน  จะมาให้คำตอบ?  แถมขนกันมาเกือบทั้งเรือน  นี่มันอะไรกัน!!

                         "ก็ท่านบอกเองว่ามาบอกก่อนเที่ยง  เช่นนั้นก็ต้องนับเวลายามราตรีด้วยไม่ถูกต้องรึ?"  จันทร์เสี้ยวเอ่ยถามกลับขบขัน  ตัวเขาและคนอื่นอยู่ในชุดยูกาตะสำหรับใส่นอน  ดวงตาอันแสนเจ้าเล่ห์ยิ่งพราวระยับยามเห็นสีหน้าของผู้เป็นนายคล้ายจะช๊อคไปแล้ว

                         นี่เป็นการเอาคืนของพวกข้าแม่เด็กน้อย...  เจ้าแกล้งพวกข้าไว้เยอะเชียวนะ...

                         "ก่อนเที่ยงแต่ไม่นับตอนกลางคืนสิ!  หรือพวกนายไม่คิดจะนอนกัน!?"

                         "พวกข้าทนได้อยู่แล้วท่านไอ!  เดี๋ยวก็ไล่บอกไปทีละคนเลยละกัน!  ตามที่จับไม้สั้นไม้ยาวกันนะ!  แต่เห็นแก่พวกเด็กๆ  ให้สิทธิ์แก่พวกเขาก่อนแล้วพวกผู้ใหญ่ก็ไปต่อตามคิวที่จับได้ละกันนะ!"  คะชูหันไปป้องปากร้องตะโกนบอกแก่ดาบที่ยืนอยู่ด้านหลังเพราะกลัวไม่ได้ยิน  ทำเอาไอฮาเนะถลึงตามองดาบคู่กายที่รวมหัวเล่นงานเธอด้วยอีกคนอย่างไม่อยากเชื่อ

                         "เดี๋ยวก่อนสิ!  นี่พวกนายรวมหัวกันเล่นงานฉันนี่!!"

                         "ทีท่านยังแกล้งเล่นงานพวกข้าจนเครียดกินข้าวไม่ลงเลยนะขอรับ  ท่านไอ...ท่านน่าตีจริงๆ  รู้ทั้งรู้ว่าพวกข้าไม่มีทางปฏิเสธสิ่งที่ท่านต้องการจะทำอยู่แล้วแต่ดันพูดให้ชวนเครียดอีก  ทั้งที่ศึกใกล้เข้ามาแล้วแท้ๆท่านยังมาแกล้งพวกข้าเล่นอีก!  ไหนว่าท่านกำลังเครียดและไม่ว่างไง?  หากมีเวลามาแกล้งพวกข้าได้งั้นท่านก็ต้องมีเวลามารับฟังคำตอบของพวกข้าทีละคนได้สิขอรับ!"

                         ไอฮาเนะตาโตก่อนรีบแย้งกลับเสียงแข็ง

                         "ก็พวกนายน่ะสิ!  ขนาดยังไม่บอกว่าจะร่วมมือพวกนายก็อคติหมอนั่นสุดๆ!!  เพราะงั้นเลยถามไปน่ะสิว่าจะร่วมมือไหม!  ขืนตกลงแล้วมาหงุดหงิดกันภายหลังมันทำไม่ได้แล้วนะ!!  เพราะงั้นเลยให้โอกาสเลือกซะไงเล่า!"

                         "ถึงจะบอกแบบนั้นแต่พวกข้าจะไปขัดท่านได้ยังไงกันล่ะขอรับ"  คะชูว่าอย่างอ่อนใจ  "ตัวท่านให้เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะช่วยซานิวะผู้นั้น  แม้จะไม่ชอบแต่ท่านช่วยเขาเพื่อหวังผลประโยชน์....และผลประโยชน์นั้นเอื้อให้กับพวกเรามากพอสมควร  อีกทั้งยังมีเรื่องที่ท่านต้องตรวจสอบ  เช่นนั้นพวกข้าก็ไม่มีเหตุผลใดจะขัดขวางท่านแม้แต่น้อย...แน่นอนว่ายังไม่มีใครชอบซานิวะผู้นั้นหรอกขอรับ  แต่งานก็คืองาน...พวกข้าแยกแยะเป็นนะ"

                         "..."

                         ดวงตาสีแดงที่เหมือนกับผู้เป็นนายจ้องมองเจ้าของเรือนนิ่งงัน  ก่อนจะเหลือบตาไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังซึ่งพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าตัวเขานั้นได้บอกกล่าวเรื่องที่ต้องการจะพูดไปแล้ว

                         ปรากฏแววตาวูบไหวในดวงตาของศาสตราแรกแต่ครู่เดียวก็หายวับไปเหมือนกับใครหลายคน

                         พวกเขาคิดถึงเรื่องในตอนนั้นมาตลอด...

                         ในตอนปะทะกันครั้งสุดท้าย  เจ้านายและดาบเล่มนั้นต่างก็เจ็บหนักแต่ตัวเด็กสาวไม่สามารถลงดาบปลิดชีพมันได้  ซึ่งทำให้มันหลุดรอดไป  ในตอนนั้นพวกเขานึกเสียดาย....

                         แต่ขณะเดียวกันก็โล่งใจ...

                         ว่ากันตามตรงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างไปจากทสึรุมารุแม้แต่น้อย

                         หากนางต้องสังหารดาบเล่มนั้นจริงๆละก็  ขอให้พวกตนเป็นผู้ลงมือเองเถอะ

                         ข้าเชื่อว่านาง..คงคิดจะกำจัดดาบเล่มนั้นหากว่าซานิวะผมเงินนั่นทำไม่ได้

                         ข้าไม่อยากให้นางทำ  ข้ารู้ว่านางสามารถทำได้แน่ๆ  แต่สภาวะจิตใจนางจะทนกับภาพการสังหารดาบที่เป็นเหมือนข้าได้โดยไม่รู้สึกอะไรหรือ?  นั่นล่ะที่ข้าหวาดกลัวยิ่งนัก  

                         ทสึรุมารุกังวลใจ  เขาอ่านออกว่าเจ้านายเป็นพวกระแวง  นางต้องทำทุกอย่างเพื่อให้แผนเดินหน้าต่อไป   แม้ว่าอะไรที่ฝืนใจนางก็ยินดีจะทำ

                         เพราะงั้นมอบให้ข้าได้หรือไม่  ข้าจะขอตามติดนางจนกว่าจะจบเรื่องนี้  ในฐานะที่ข้าเองก็เป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเช่นกัน...ข้าอยากจบเรื่องนี้พร้อมกับนาง  ดังนั้นข้าขอร้อง  ให้ข้าติดตามนางจนกว่าจะจบศึกนี้ด้วยเถอะ

                         กระเรียนขาวร้องขอเขาทำถึงขนาดขอต่อหน้าทุกคนอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

                         เจ้ากระเรียนขี้แกล้งนั้นกำลังกังวลใจ  ตัวเขาไม่สามารถปล่อยผ่านได้  

                         เขาอยากเห็นทุกอย่างจบลงด้วยตาตนเองโดยที่ตัวเขาอยากจะมองดูจุดจบนั้นพร้อมกับเจ้านายสาว

                         คะชูอยากพูดอะไรออกไปหลายต่อหลายอย่าง  การตัดสินใจของเจ้านายไม่ถือว่าผิด...เพียงแต่พวกเขานั้นกังวลมากเกินไป

                         นางคือซานิวะ  และพวกตนคือศาสตรา  นางคือนาย...นายที่จะช่วงใช้พวกตนในการกำจัดศัตรู  

                         ทว่า...ในตอนนี้พวกเขาแค่อยากให้นางคอยสั่งการก็พอ  ตัวพวกเขาคืออาวุธสังหารที่จะเคลื่อนไหวไปตามที่เจ้านายต้องการ...และในเมื่อเป็นอาวุธสำหรับสังหาร...หน้าที่สำหรับคร่าชีวิตก็ควรเป็นของพวกเขา....

                         ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ  แต่การฆ่าไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ  นางทำเพราะมองว่าการกำจัดเป็นผลประโยชน์  แต่ผลกระทบจากการลงมือฆ่าครั้งแรกไม่ใช่จะทำใจได้ง่ายเสียเมื่อไหร่  สมัยก่อนมีซานิวะหลายคนแทบทนไม่ได้กับผลกระทบหลังจากนั้น  ซานิวะเหล่านั้นต้องลงมือสังหารด้วยตนเองแต่ท้ายสุดภาพการสังหารกลับหลอกหลอนพวกเขายามหลับฝันจนทำให้สภาพจิตใจตกต่ำลง  ท้ายสุดก็ต้องถูกปลดออกไป  เหล่าศาสตราที่เห็นเช่นนั้นมาเกินพอแล้วจึงไม่อยากให้นายคนปัจจุบันต้องกลายเป็นแบบนั้น

                         พวกข้าทนเห็นสภาพเจ้านายที่สูญเสียจิตใจไปกับฝันร้ายมานักต่อนักแล้ว

                         ดังนั้นแล้ว...อย่าเป็นเหมือนพวกนั้นเลยเถอะ...

                         "ท่านไอ..นี่คือคำตอบของพวกข้า  ท่านเข้าใจหรือไม่?  ไม่ว่าท่านจะไปทางไหน  จะเลือกอย่างไรพวกข้าก็พร้อมไปกับท่านเสมอ  ดังนั้นแล้วรอบหน้าท่านไม่ต้องแกล้งหรือทำอะไรพวกข้าหรอก  ขอแค่ท่านพูดออกมา  บอกเหตุผลกับพวกข้าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วขอรับ"

                         ไอฮาเนะคล้ายจะอึ้งไม่น้อยเลย  เธอใช้สายตาไล่เรียงมองสำรวจไปยังดาบแต่ละคน  ก็เห็นได้ชัดเจนจากทั้งสีหน้าและแววตา

                         มันไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

                         เห็นเช่นนั้นแล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากบางก่อนเอ่ยถามเย้าๆ

                         "แน่นะ?"

                         "แน่นอนขอรับ"

                         "จะไม่มาหงุดหงิดตอนหลังแน่จริงๆนะ"

                         "ก็ข้าบอกแล้วไงขอรับว่า  ยอมรับและแยกแยะเป็นดังนั้นไม่หงุดหงิดหรอก"

                         "งั้น...ถ้าฉันไปตีซี้กับโอยาคิริขึ้นมาพวกนายคงไม่ออกอาการไม่พอใจต่อหน้าใช่ไหม?"  เธอถามขำๆแต่ก็ทำเอาคะชูทำหน้างอนออกมาหน่อยๆก่อนตอบเสียงสะบัด

                         "ไม่รับปากหรอกขอรับ!  ความไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ! ถึงจะบอกให้แยกแยะแต่ถ้าหากท่านไปสนิทชิดเชื้อเกินไปพวกข้าก็ไม่ยอมขอรับ!!  ต่อให้ต้องเสียมารยาทพวกข้าก็จะขวางไม่ให้ท่านไปสนิทกับเขามากเกินไปแน่!!"  

                         "ไหงงั้นล่ะเนี่ย...."

                         เด็กสาวมองอย่างอ่อนใจยังไงพวกเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี  ทว่าพวกเขาก็แยกแยะได้แล้ว  ซึ่งเมื่อเห็นการตัดสินใจแบบนี้แล้วเธอก็สบายใจแล้วล่ะ

                         "งั้นก็แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว...พรุ่งนี้ตอนเช้าพวกเราจะเริ่มเตรียมการทุกอย่าง  แผนจะแจ้งให้ทราบในวันพรุ่งนี้ดังนั้นไปนอนเตรียมแรงไว้ได้เลย"

                         "ไม่ได้สิขอรับ  พวกข้าแจ้งว่าตัดสินใจเช่นนี้ก็จริงแต่มันคงไม่ยุติธรรมที่ทสึรุมารุเข้าไปบอกกับท่านตัวต่อตัว  ดังนั้นแล้ว...พวกข้าเลยมาที่นี่พร้อมจัดคิวแล้วว่าจะบอกความตั้งใจเรียงคน"

                         "..."  ไอฮาเนะยิ้มค้างก่อนตั้งสติแล้วถามกลับเสียงเครียด  "นี่เอาจริงเหร๊อะ!"

                         "แน่สิขอรับ!  คิดว่าพวกข้าขนกันมาหมดเรือนเพื่ออะไรกันล่ะ!"

                         "ก็พวกนายบอกฉันแล้วว่าโอเคนี่!"

                         "พวกข้าบอก!  แต่ไม่ได้บอกทีละคนเหมือนทสึรุมารุนี่ขอรับ!  เพื่อความยุติธรรมและกำหนดเวลาก็ยังไม่ถึงเที่ยงของวันรุ่งขึ้นเช่นนั้นก็มารับฟังเสียดีๆขอรับ!"

                         "ไม่เอา!!  ฉันจะนอนแล้ว!!"

                         "ฮะฮะฮะ  ได้ไงกันล่ะท่านไอ  ท่านกำหนดระยะเวลาเช่นนั้นท่านก็ต้องน้อมรับคำที่ท่านเอ่ยกำหนดมาด้วยสิขอรับ  เห็นไหม?  พวกข้าก็ไม่ได้นอนเหมือนกันนะ  ท่านเองก็อย่าใจร้ายนักเลยฟังสักหน่อยจะเป็นไรไป"

                         ไอฮาเนะหันไปปถลึงตาแล้วร้องเสียงดังลั่น  "ตาแก่!  นายเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ใช่ไหม!!"  อย่างชัดเจนที่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นคล้ายกำลังยิ้มบอกอย่างภาคภูมิใจ

                         "ข้าคิดนั้นใช่  แต่คนพูดไม่ชัดเจนคือท่าน...ดังนั้นรับผิดชอบด้วยขอรับ"

                         "!!"

                         "เอาล่ะพวกทันโทวไปต่อคิว  ส่วนท่านจะนั่งฟังตรงนี้หรือฟังในห้องก็แล้วแต่เลย"

                         "คะชู !! นายก็เป็นไปกับพวกเขาด้วยเหรอ!!"
  
                         เห็นนายสาวมองอย่างตัดพ้อ  แต่ดาบแรกแข็งใจทำเชิดหน้าแล้วตอบกลับอย่างไม่ยินยอม

                         "ท่านแกล้งปั่นหัวพวกข้ารอบสองแล้วนะขอรับ!  มันก็ไม่ผิดที่พวกข้าจะเอาคืนนี่นา! อ้ะ...ทสึรุมารุจับท่านไอไว้!"

                         สิ้นคำ  มือแกร่งของชายหนุ่มด้านหลังก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่แถมยังออกแรงยึดไว้แน่นไม่ปล่อยไปไหน

                         "ทะ...ทสึรุ!"  ไอฮาเนะหันมองไปด้านหลังจนเห็นรอยยิ้มฉีกกว้างของเจ้ากระเรียนกับดวงตาสีอำพันที่แสดงออกว่ากำลังสนุกสนานโคตรๆอยู่เบื้องหลัง  เพียงแค่นั้นเด็กสาวก็รู้ชะตากรรมของตัวเองแล้ว

                         "แย่หน่อยนะท่านไอ  ท่านแกล้งพวกเขาก่อนเช่นนั้นก็ต้องรับผลตอบแทนกลับมา  อย่าห่วงเลยไม่นานหรอกอย่างมากก็เที่ยงคืนเอง"

                         "ไม่เอา!!"

                         "อย่าดื้อสิขอรับ  ชักช้าท่านได้นอนดึกนะเออ"

                         !!!

                         พวกเขาแย้มยิ้มอย่างสนุกสนานไร้ความกังวลเครียดใดๆ  แถมยังมีคนสงเคราะห์เดินไปหยิบฟูกปูนั่งกับผ้าห่มผืนหนาออกมาแถมยังจัดแจงที่นั่งให้ดี  พลางให้ทสึรุมารุนำพาเธอไปนั่งแปะบนฟูกเรียบร้อย  ก่อนเด็กชายตัวน้อยอย่างฮิราโนะจะทรุดแปะลงตรงหน้าแล้วยิ้มแฉ่ง

                         "เอาล่ะข้าจะพูดบอกแล้วนะขอรับท่านไอ..."

                         ผู้เป็นนายนั่งตัวสั่นพับๆด้วยความโกรธเคือง  จะลุกหนีก็ไม่ได้เพราะเจ้ากระเรียนลงทุนนั่งด้านหลังคอยจับบ่าป้องกันการหลบหนี  ขณะด้านข้างพวกศาสตราคนอื่นก็นั่งห้อมล้อมปิดกั้นทางกระโดดหนี  คงเหลือแต่ทางด้านหน้าที่เป็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารักกำลังเริ่มต้นพูดเอ่ย

                         ไอฮาเนะได้แต่กัดฟันกรอดๆก่อนร้องตะโกนลั่น

                         "หนอย!!!  ฝากเอาไว้ก่อนเถอะพวกนาย!!"





********************************************************************************************************

-  กลับมาสู่เนื้อหาหลักหลังจากหนีไปปั่นตอนพิเศษเสียนาน  สารภาพว่าลืมเนื้อเรื่องที่จะเขียนต่อต้องมานั่งจูนอยู่พักใหญ่กว่าจะเขียนออกมาได้ค่ะ 5555

-  ตอนพิเศษจะลงตอนจบเนื้อเรื่องกระเรียนดำนะคะ  คงอีกหลายตอนเลยแหละค่ะ  รอหน่อยนะคะเราคิดจะเดินเรื่องยาวเพื่อไม่ให้มีอะไรมาแทรกค่ะ  

-  ตอนพิเศษตอนถัดไปจะเป็น  
1.  โอคุริคาระ
2. ยะเก็น (เห็นขอก่อนมิทสึทาดะเลยให้เขาก่อน)
3.  มิทสึทาดะ
***  พ่อกระเรียนขาวมีบทเด่นในเนื้อเรื่องหลักแล้ว  และเขาได้ตอนพิเศษช่วงปีใหม่ไปแล้วดังนั้นขอไม่แต่งตอนพิเศษของเขานะคะ


-  เนื้อเรื่องหลักนี่จะวุ่นวายหน่อยๆนะคะ  เพื่อไม่ให้งงจะสรุปแบบย่อคือ

     -ไอฮาเนะสงสัยว่าหนึ่งในซานิวะเป็นไส้ศึก  ประกอบกับยื่นข้อเสนอกับเคบี้และไปตรวจสอบพบอะไรหลายอย่างเลยเริ่มแผน

     -ไอฮาเนะแจ้งบอกว่าตัวเองกำจัดปู่ไปเพื่อให้ปู่อยู่ฮงเงียบๆ  เพื่อตอนทำศึกจะใช้ปู่เคลื่อนไหวในเรื่องอื่นแทน เพราะถ้ากำจัดไป          แล้วต่อให้เรียกมาเลเวลปู่คงไม่สูงพอจะลงสนามรบ  ดังนั้นเอาไปก็กลัวดาบแตกเลยน่าจะอยู่เฝ้าฮงแน่ๆในความคิดคนอื่น  ฉะนั้น        ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหลอกให้ศัตรูไม่ต้องมาสนปู่  แต่ไปสนคนอื่นแทน  จะได้ให้ปู่ลอบเคลื่อนไหวหรือทำอย่างอื่นได้สะดวก
     (แต่ตอนที่ยังไม่เข้าใจ  ปู่แอบเคืองคือเหมือนไอฮาเนะหลอกให้ปู่ยินยอมรับเรื่องนี้พอนางมาบอกจะมีศึกใหญ่  ปู่อยากไปด้วยก็ไป       ไม่ได้เพราะโดนอ้างแบบนี้คือหมดสิทธิ์  เลยเคืองหน่อยๆว่าหลอกให้ยอมว่าตัวเองเป็นดาบแตกหักเพราะไม่ต้องการให้เขาไป แต่       โดนโดทานุกิว่าเลยคิดได้ว่า  ไอฮาเนะน่าจะมีแผนอื่นแต่แกล้งให้ปู่หัวเสียเป็นการเอาคืนก็แค่นั้นเอง)

     -ไอฮาเนะคิดว่าศัตรูไม่ได้กะจะเล็งโฮเนะบามิหลังมาพบว่าอักขระแสดงผลอย่างไรกันแน่  เพราะศัตรูคงไม่น่ามั่นใจว่าเล็ง
     โฮเนะบามิที่มีไฟสีขาวจะได้รับผลกระทบอะไรจากอักขระหรือเปล่า  ดังนั้นถ้าเล็งแล้วให้ดาบอื่นมาคุ้มกันเหมือนที่ปู่เอาตัว          ปกป้องมันน่าจะหวังผลได้มากกว่า  ซึ่งไอฮาเนะตีความว่าเป้าหมายคือใครก็ได้ตรงนั้นที่จะเข้าไปช่วยโฮเนะบามินั่นเอง

     -อักขระทำให้สูญเสียความทรงจำและปิดผนึกพลังไปบางส่วน ซึ่งตอนแรกวิเคราะห์ว่าถ้าอักขระหายหมดปู่น่าจะกลับมา  
       แต่จริงๆคือไม่ใช่

     -ถ้าอักขระหายไปหมดนั่นคือถ้าแก้ไขไม่ได้อย่างไอฮาเนะ  ปู่จะโดนทำลายความทรงจำไปและอาจถูกล่อลวงโดยจิตมารได้ง่าย            พร้อมกับมีโอกาสที่ไอฮาเนะจะเสียปู่ไปฟรีๆ  ซึ่งถ้าเสียปู่ไปนี่ปู่มีสิทธิ์กลายไปเป็นดาบมารหรือเป็นแบบกระเรียนดำได้

     -ถ้าเสียปู่ไป  มีผลกระทบต่อโฮเนะบามิแน่  เพราะไอฮาเนะจำได้ว่าดาบที่มีปัญหาแรกเริ่มคือโฮเนะบามิ  ศัตรูเลยไปเล่นงานเขา          หนักสุด  เพราะถ้ามีคนไปปกป้องแล้วอักขระแสดงผลและไอฮาเนะแก้ไม่ได้จะเสียปู่ไป  ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อโฮเนะบามิ          ระดับหนึ่ง  แม้จะไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นไหมถึงแม้ว่าโฮเนะบามิจะได้รับเพลิงไปแล้วก็ตาม  แต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่ดี

     -ไอฮาเนะไม่ได้อยากให้ศัตรูรู้ว่าฝั่งตัวเองมีความสามารถแก้อักขระได้  และเพราะระบุตัวไม่ได้แน่ชัดเลยรายงานเท็จไปซะ  
     ให้ศัตรูเข้าใจว่าไอฮาเนะฆ่าปู่เพราะช่วยไม่ได้ไปแล้ว  ยอมเสียปู่ดีกว่าให้ฮงตัวเองได้รับผลกระทบ  และเพื่อใช้เป็นข้ออ้าง
     ตอนโอยาคิริขอความร่วมมือจะได้ไม่น่าเกลียด  ยังไงปู่ก็เป็นดาบระดับสูง  เสียปู่ที่หาได้ยากไปยังไงก็ต้องแค้นใจแน่

     -ตลอดการเดินเรื่องคนมีอำนาจที่คอยสั่งการหรือคอยโต้แย้งสกัดกั้นการกระทำต่างๆยามมีซานิวะมาขอความช่วยเหลือ
      คือพวกคาคุจิ  โยชิโนริ  และอิชิคาว่า ส่วนไอฮาเนะวางตัวเป็นกลางไม่ได้ยุ่งและคล้อยตามมาตลอด  จนเห็นว่าปล่อยมานานและ          พวกนี้ไม่ยอมให้ข่าวอะไรเลย  ปล่อยฮงเธอซวยรับเคราะห์เจออะไรแปลกๆให้ปวดหัวตลอด  ทั้งที่ต้องมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น          แต่ทุกฮงปิดเงียบหมด  ไอฮาเนะเลยคิดว่าพวกนี้คงพยายามปิดข่าวไม่แจ้ง  อาจจะแจ้งแค่ภายในกลุ่มของตัวเอง  ส่วนตัวไอฮาเนะ        กับโอยาคิริช่างหัว  นางเลยจะเปลี่ยนคนคุมอำนาจ

     -ไอฮาเนะจะให้โอยาคิริออกหน้าให้เคลื่อนไหวเป็นหลัก  ส่วนตัวเองสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ไม่น่าเกลียด  พร้อมกับคอย          สังเกตการณ์  เพราะเชื่อว่าสองซานิวะที่เหลือคงไม่อยู่เฉยปล่อยให้สิทธิ์การควบคุมไปเป็นของโอยาคิริที่พวกเขาไม่ชอบหน้าแน่          ซึ่งถ้าไอฮาเนะออกหน้าคงโดนรุมยำ  ท้ายสุดนางเลยโบ้ยไปให้โอยาคิริรับเคราะห์เอง (ยังไงเขาก็ต้องออกหน้าขอความช่วยเหลือ        ในการสู้ศึก  ถือเป็นตัวนำดังนั้นความสนใจจะพุ่งไปที่เขาแทนไอฮาเนะ)

-  พวกดาบยังคงมีอคติกับโอยาคิริทำให้ไอฮาเนะตัดสินใจแกล้งต่อ  คือรอบก่อนที่นางแกล้งบอกส่งจดหมายรักนี่ก็วุ่นวายกันแล้ว  พอบอกร่วมมือแต่ละคนแสดงสีหน้าชัดเจนว่าไม่ค่อยเห็นด้วย

-  การทำให้โอยาคิริมาเคลื่อนไหวแทนก็คือให้อำนาจในการตัดสินใจอะไรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  พวกดาบมองว่าเขายังเชื่อถือไม่ได้และการทำแบบนี้เหมือนเป็นดาบสองคมด้วย  เพราะอาจเพิ่มความขัดแย้งให้ซานิวะด้วยกันเอง  แต่ไอฮาเนะมองข้ามจุดนี้ไปเพราะรู้ดีว่ายังไงคงยากเหลือเกินจะดึงทุกคนให้กลับมาร่วมมือกันดีๆเหมือนชาวบ้านเค้าได้  ถ้าให้จับมือคนที่พอไปกันรอดก็โอยาคิริ  ส่วนโยชิโนริถึงจะช่วยจนมีหนี้ต่อกันแต่ก็ยังเชื่อไม่ได้  เพราะโยชิโนริให้การสนับสนุนคาคุจิ  ไอฮาเนะเลยไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่  ดังนั้นถ้าจะแตกหักกันก็ปล่อยไปเลย  ยังไงก็ยากจริงๆจะให้จับมือกันด้วยดี

-  ทสึรุมารุรู้ตั้งแต่ตอนไอฮาเนะพูดเปรยๆตอนบอกว่าจะร่วมมือจัดการฐานตรงนั้น  คือมั่นใจว่าไอฮาเนะตั้งใจจะปิดฉากพ่อนกตกถังสีแน่ๆ  เพราะกลัวโอยาคิริลังเลตอนสุดท้าย  ถ้าลังเลแล้วนกดำนั่นหนีไปได้อีกนี่คือเรื่องวุ่นวายแน่ ดังนั้นนางต้องหาทางกำจัดทิ้งแม้จะต้องลงมือเองก็จะทำ

-  ไอฮาเนะเตรียมใจกรณีสุดท้ายแล้วว่าจะฆ่าพ่อนกตกถังสี  รอบก่อนตอนปะทะครั้งสุดท้ายก็กะฆ่าเต็มที่เนื่องจากปล่อยไปไม่ได้แล้ว  แต่พี่แกหนีไปได้

-  ไอฮาเนะเอาใจช่วยให้โอยาคิริหาทางเอาพ่อนกตกถังสีกลับมาตลอด  แต่เห็นว่าล่าช้าประกอบกับเทพอินาริก็บอกแบบนั้นเเล้วเลยมั่นใจว่าโอกาสให้กลับมาคงยากเต็มที  ก็เลยตั้งใจจะฆ่าเอง  ส่วนนึงเพราะเห็นโอยาคิริยังยึดติดอยู่เลยกลัวจะพลาดตอนท้าย

-  ทสึรุมารุรวมทั้งดาบคนอื่นไม่ได้อยากให้ไอฮาเนะฆ่ากระเรียนดำเองเพราะกลัวผลกระทบด้านจิตใจ  ว่าง่ายๆคือกลัวจิตตก

-  เรามองเรื่องการฆ่าดาบภายในเรื่องที่มีหน้าตาเหมือนคนทุกประการเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากค่ะ  โยมินี่รูปร่างห่างจากความเป็นคนไปแล้วและพวกไอฮาเนะมองว่ามันเหมือนมอนสเตอร์  ฆ่าทิ้งได้ไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว  แต่กับดาบนี่ยิ่งเป็นดาบที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์และเหมือนหนึ่งในดาบตัวเอง  เราเลยมองว่าตัวไอฮาเนะไม่น่าจะทนไหวแน่ๆ  

-  อย่างที่พวกดาบบอกคือ  การฆ่าใช่จะทำใจได้ง่ายๆ  แค่ลงมือฆ่าหนหนึ่งแต่ความรู้สึกแรกที่ฆ่านี่หนักสุด  ก็เหมือนการฆ่าคนๆหนึ่งที่คงทำใจได้ยากและยิ่งต้องมาเห็นหน้าคนที่หน้าตาเหมือนคนที่ตัวเองฆ่า  ในความคิดเรายิ่งไอฮาเนะจำได้ไม่รู้ลืมนี่น่าจะได้ผลกระทบหนักเลย  

-  พ่อนกตกถังสีกลายเป็นดาบร่วงหล่นมีสภาพไม่ต่างกับโยมิ  ดาบธรรมดาที่ไม่มีเพลิงทำอะไรแทบไม่ได้  ต้องให้ซานิวะหรือดาบที่ได้รับเพลิงฆ่าเท่านั้นจึงจะทำได้  พ่อเกรียนขาวเลยขอให้ไอฮาเนะทำให้เขาเป็นเหมือนพวกโอคุริคาระ

-  ตอนท้ายที่ปู่รู้ว่าไอฮาเนะแกล้งเขาแล้ว  เขาเลยหาทางยุให้พวกดาบที่เหลือรู้ตัวว่าจริงๆแล้วโดนไอฮาเนะแกล้งค่ะ  คือไม่ว่าไอฮาเนะจะเลือกแบบไหนขัดใจพวกเขายังไง  ยังไงพวกดาบก็ขัดคำสั่งนางไม่ได้อยู่ดี  คือต่อให้บอกว่าเลือกได้เหมือนให้ทางเลือกแต่เอาจริงก็ไม่มีใครกล้าขัดอย่างที่คะชูว่าตอนท้ายค่ะ  แต่เห็นไอฮาเนะเพิ่มความกดดันไปพวกเขาเลยรู้ว่าโดนแกล้งปั่นหัวอีกรอบแล้ว

-  สิ่งที่ไอฮาเนะทำนั้นไม่ใช่เรื่องดี  ไปแกล้งพวกดาบเพิ่มความกดดันให้ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องดี  ส่วนหนึ่งนางแกล้งจริงแต่อีกส่วนคือต้องการให้พวกดาบคิดให้ดี  ต่อให้ไม่ชอบแต่เอาความรู้สึกมาปนกับงานใหญ่ไม่ได้  ว่าง่ายๆคือนางย้ำให้พวกดาบคิดถึงเรื่องสำคัญอย่างงานมากกว่าอารมณ์ส่วนตัวค่ะ  ไม่ชอบให้ยกเว้นไว้ก่อน  ตอนนี้มีเรื่องสำคัญหลายอย่างและจำเป็นต้องใช้โอยาคิริที่เป็นตัวเลือกเดียว  ให้เก็บความไม่ชอบขี้หน้าไว้ในใจซะ  รอจนจบเรื่องแล้วจะไม่ชอบต่อก็ตามใจขอให้งานจบก่อนแค่นั้นพอ  นั่นคือสิ่งที่ไอฮาเนะต้องการจากพวกดาบค่ะ  แต่ถามว่านางเกลียดขี้หน้าโอยาคิริไหม?  ไม่ค่ะ...พวกนางเข้ากันได้ดีจากตอนก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #403 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 23:38

    ดาบในฮงมารุของไอนี่มีกี่คนเนี่ย 50คนถึงไหม ถ้ามี50คน แล้วบอกเล่าความประสงค์ของตัวเองคนละ3นาที ก็คือเกือบ2ชั่วโมงเชียวนะ5555 ..อดนอนไปนะเธอไปแกล้งเขาดีนัก

    ปล. โอยาคิรินะนี่เหมือนถูกสร้างขึ้นมาเป็นกระโถนให้โยนขี้ใส่ยังไงชอบกล55 เป็นทั้งเป้าหมายให้หลายคนไม่ชอบขี้หน้า เป็นตัวพลีชีพ เป็นด่านรับหน้าให้ แล้วยังเป็นเป้าให้หลายคนหลอกใช้อีก ..เหล่าดาบก็ระแวงเกินไปว่านางจะหักหลังไอ นับจริงๆคนที่ดูไม่ค่อยมีอะไรซ่อนเอาไว้มากที่สุดก็หมอนี่นะ เทียบกับซานิวะคนอื่น กับคาคุจิก็เย็นชาไว้ใจไม่ได้ อย่างเซ็นก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ โยชิโนริก็ฉลาด อย่างไอก็เจ้าเล่ห์ หมอนี่คือโครตเบมาก ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บสุดในบรรดา

    #403
    0
  2. #390 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 19:42
    นี่รู้สึกว่าเรื่องการฆ่าเจ้านกตกถังสีเป็นเรื่องที่น้องไอน่าจะรับไม่ไหวอย่างที่ไรท์กับเกรียนว่าเลยค่ะ การตะลงมือฆ่าอะไรที่มีจิตใจสามารถโต้ตอบ มีอารมณ์มีความรักความเกลียด เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบกับจิตใจจริงๆนั่นแหละค่ะ ให้เป็นหน้าที่ของดาบคนอื่นๆเถอะ น้องไออย่าเสี่ยงเบยยย
    เราจำไม่ได้แล้วพ่อชายตาน้ำเงินนี่คาคุจิรึเปล่า(เดี๋ยวมีไล่อ่านบทเก่าๆแน่นอล) แต่น่าตบน่าหมั่นไส้จริงๆค่ะ น้องไอลูก -อกพวกนี้ให้กระอักตายไปเลยยย พวกคนฉลาดมากๆนี่น่าปวดเฮดสุดไรสุด อย่างที่น้องไอว่าเลยค่ะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงๆ มากงมากั๊กอะไรก็ไม่รู้ พวกนี้เรื่องใหญ่จะตาย ระแวงไประแวงมาจนเหมือนเด็ก3ขวบปัญญาอ่อนเลยค่ะ หญิงเพลียแทน...

    สำหรับเราเรื่องชายจืดเราแบบเฉยๆนะ ถึงจะยังเคืองๆเรื่องที่นางยังโดนเรียกเก็บหนี้ไม่ครบนิดหน่อยก็เถอะค่ะ แต่ชายจืดก็น่ารักดี แอบสงสารที่โดนฮงนี้แบนไปแล้วซะงั้น555555 น้องไอเอาชายจืดเป็นตัวตายตัวแทนงี้ก็ดีมั้งคะ พวกดาบอื่นจะได้เริ่มเห็นใจนางขึ้นมาหน่อย ถถถถถ
    #390
    0
  3. #384 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:59
    ไรท์มาแล้วววววววววเรารอนานมากกกกกกสอบเสร็จวันนี้พอดีโคตรดีเลยเพราะเราปิดเทอมแล้ววววววเพราะฉะนั้นอ่านนิยายไรท์ได้ตลอดเวลาอารมณ์สุดๆแต่ตอนนี้สงสารไอฮาเนะจัง5555คงไม่ได้นอนแน่ก็ไปแกล้งเค้าจนเครียดกินไรไม่ลงก่อนนิ///ส่วนเรื่องตอนพิเศษเราลืมไปว่าเจ้าทสึรุมีตอนพิเศษไปแล้วเลยบอกให้ไรท์แต่งขอโทดค่ะ รอคาระจังอยู่น้ามีความเย็นชาแต่แสนจะน่ารักอร้ายยยยย ต่อไปก็รอยะเก็นน้ยแล้วค่อยรอมิทจัง///ตอนนี้ไรท์เรียนอยู่รึเปล่าคะถ้าเรียนบอกเราหน่อยนะคะอยากรู้ว่าถ้าไรท์เรียนไรท์ปิดเทอมรึยังเพราะเราอยากให้ไรท์มาแต่งให้ทุกวันเลยถึงจะไม่อยากให้เรื่องนี้จบเร็วแต่เราทนความอยากอ่านเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ///แล้วไอฮาเนะจะฆ่า-นกตกถังสีได้รึเปล่าน้อถ้าโอยาคิริไม่ฆ่าแต่เราอยากให้ไอนกดำนั่นตายจริงๆนะเนี่ยหมันไส้///ทสึรุบุกห้องไอฮาเนะอีกแล้ววววววแถมเห็นในสภาพที่แบบ.....ไม่พูดละกัน///รอไรท์อยู่นะจะพยายามพิมพ์คอมเม้นท์เยอะๆนะไรท์จะได้รู้ว่าเราไม่ทิ้งไรท์
    #384
    0
  4. #383 BlancNoir (@PemiWa) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:57

    โอ้ยขำอ่ะตอนสุดท้ายโดนแกล้งคืนนี่คือแบบพีคอ่ะ อะไรคือยัยคะชูเล็บแดงมาเป็นแกนนำห๊ะ!? มันน่าจับฟาดก้นลายคนจริงๆเลยหนิ555
    #383
    0
  5. #382 POIÄNGEL (@sommar23) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:29
    ฮ่าสาขาสาม
    #382
    0
  6. #381 POIÄNGEL (@sommar23) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:29
    ฮ่าาาาาา
    #381
    0
  7. #380 tori-chanchan (@tori-chanchan) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:18
    ไอเอ๊ย55555
    รอตอนพิเศษของโอคุริคาระอยู่นะคะ!
    #380
    0
  8. #379 tori-chanchan (@tori-chanchan) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:18
    ไอเอ๊ย55555
    รอตอนพิเศษของโอคุริคาระอยู่นะคะ!
    #379
    0