Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 62 : การประชุมเพื่อเตรียมพร้อม...และความโหยหาที่ไม่แปรเปลี่ยน...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 711
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    3 มี.ค. 62





                         หลังจากความอลหม่านในยามค่ำคืน

                         ไอฮาเนะแทบอยากกราบกรานโอดาจิที่มาช่วยเหลือยิ่งนัก

                         สืบเนื่องจากการโดนดาบยกเรือนรวมหัวกันเอาคืน  ทำเอานายสาวที่รักยิ่งแทบจะตายเสียให้ได้  ความโชคดีคืออิชิคิริมารุเริ่มทนไม่ไหวประกอบกับมองว่าหากเจ้านายไม่ได้พักผ่อนเพียงพอคงมีปัญหาเลยมาห้ามปรามพร้อมกับไล่พวกดาบคนอื่นให้กลับไปนอนเสียที

                         "รุ่งขึ้นเรามีงานต้องทำกันแต่เช้า  และหากพวกเจ้ายังแกล้งเจ้านายยืดเยื้อเกรงว่าเราจะเสียเวลาไปเปล่าๆอีกหนึ่งวัน..."

                         นั่นแหละจึงมีบางส่วนยอมแพ้ถอยร่นกลับไปหลับนอน  ส่วนเด็กสาวเจ้าของเรือนน่ะหรือเดินเป็นซอมบี้กลับเข้าห้องแถมเอากระดาษมาเขียนปิดหน้าประตูห้องตัวโตๆว่า

ถ้าไม่เช้า  ใครมากวน  แม่จะเชือดให้ตายห่-

                         เล่นเอาพวกดาบที่กะจะแกล้งต่อยอมโบกธงขาว  เนื่องจากมันเลยเวลามาค่อนคืนแล้วหากยังแกล้งต่อแล้วเจ้านายนอนไม่พอ  นางอาจบันดาลโทสะเชือดดาบสักคนจริงก็เป็นได้

                         และนั่นแหละค่ำคืนแห่งความวุ่นวายของดาบและนายสาวก็จบลงด้วยประการฉะนี้....

                         แต่ยามรุ่งเช้าของวันถัดมา  เหล่าดาบเริ่มรู้สึกแล้วว่าเมื่อคืนนั้นพวกตนไม่ควรเลยจริงๆ...

                         ไม่ควรเมตตาปราณีต่อเจ้านายสาวเลยจริงๆ!

                         ทำไมน่ะหรือ??  หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ  นายสาวก็บอกแจ้งแก่เรื่องที่นางวางแผนเตรียมการท่ามกลางความเงียบสงบ

                         มันอึ้งนั้นใช่  แต่ช๊อคมากกว่า  ยิ่งฟังแผนที่นางเล่าพวกตนก็เริ่มเห็นนรกมาแต่รำไร

                         "เอาล่ะทุกคนจ้ะ  เรามีงานต้องเตรียมกันอีกเยอะดังนั้นสู้ๆนะ  ฉันจะเอาใจช่วย"

                         นางพูดด้วยใบหน้าและรอยยิ้มอันแสนเบิกบาน  ขณะวาดมือตบกับกระดานที่ถูกขีดเขียนเป็นตารางการฝึก

                         ใช่...ฝึก

                         เพราะพวกเราต้องเผชิญกับศึกหนักด้วยกำลังรบและความสามารถในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ  นางเลยจัดการเปิดคอร์สเสริมความแข็งแกร่งตามแบบฉบับนาง

                         ฉบับค่ายนรกอ่ะนะ

                         "ขอให้ทำตามอย่างเคร่งครัดนะจ้ะ!"  พูดแล้วฉีกยิ้มเหี้ยมส่งให้ท่ามกลางบรรยากาศรอบห้องที่เย็นเฉียบ  

                         "ไหนๆพวกนายก็มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือขนาดมาก่อกวนยามค่ำคืนได้ขนาดนั้น!  ฝึกแค่นี้สบ๊ายเน๊อะ!"

                         สบาย...กะผีสิวะขอรับ!

                         ดูตารางการฝึกแต่ละอย่าง  นี่นางกะฝึกให้ไปรบหรือกะฝึกให้ตายกันแน่วะเนี่ย!!?

                         แต่ถึงจะบ่นโอดครวญปานไหนเจ้านายก็เอาแต่ยิ้ม  และยิ้ม...ลูกเดียวโดยไม่พูดอะไรออกมาเลย

                         เหล่าศาสตราระลึกแล้วว่านี่คือการเอาคืนของผู้เป็นนายอีกแล้วนั่นแหละ  พวกเขาเริ่มหมายมาดว่ารอบหน้าคงต้องแกล้งเอาคืนให้หนักกว่านี้

                         หากแต่...

                         "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร...โกรธเคืองไปก็ไร้ค่า...สู้ละทิ้งความโกรธเคืองนั้นแล้วทำใจให้สุขสงบเถิด..."

                         อา  ใครก็ได้เอาจูสุมารุไปเก็บสักทีเถอะ!  ไม่ช่วยแล้วยังจะมาเทศน์อีก!!

                         แต่ละคนทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตาย  ยิ่งมาเจอตารางฝึกสุดโหดแล้วยังมาเจอพ่อดาบสายพระผู้ชอบเทศนาร่ายยาวเรื่องการไม่จองเวรอีก  ทำให้ช่วงเช้าของวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญกันระงมเลยทีเดียว

                         ไอฮาเนะลอบยิ้มขำยามเห็นใบหน้าของดาบตนเองแล้วหันเหความสนใจกลับไปยังงานที่ค้างเอาไว้  

                         จริงอยู่ว่าพอใจที่ได้แกล้งเอาคืนทว่าไม่ใช่แค่พวกดาบหรอกนะที่จะต้องส่งเสียงร้องโอดครวญแบบนั้นเพียงพวกเดียว  เธอก็ไม่ต่างกันหรอก

                         หลังจากตัดสินใจกันภายในเรือนเสร็จสิ้นลงพร้อมกับเริ่มต้นการเตรียมความพร้อมในทุกอย่าง  ทางด้านซานิวะที่เหลือก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด  

                         เริ่มจากโอยาคิริที่ร่อนจดหมายไล่ตามติดมาจากที่เธอส่งรายงานแจ้งเตือนไปยังซานิวะทุกคนทันที  เนื้อความก็เป็นไปตามคาด  เขาแจ้งว่าตรวจพบแหล่งกบดานและสถานที่แห่งนั้นยังเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังพลของโยมิที่มีขนาดใหญ่  เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมจึงต้องการจัดการดาบเล่มนั้นไปพร้อมกับสถานที่แห่งนั้นเสีย  แต่เพราะเป็นศึกใหญ่จึงขอความช่วยเหลือจากซานิวะที่เหลือในการกวาดล้างในครั้งนี้

                         แจ้งไปตอนเช้า ยามสายคอนโนสุเกะก็โผล่มาหน้าตื่นๆแล้วยื่นจดหมายหลายฉบับมาให้  

                         เนื้อความโดยรวมแล้วเป็นการตอบโต้เรื่องการขอความร่วมมือ  โดยคาคุจิแย้งว่าต้องการหลักฐานยืนยันว่าในพื้นที่แห่งนั้นมีดาบเล่มนั้นอยู่จริงๆ  และมองว่าการเข้ากวาดล้างยามนี้ด้วยประสิทธิภาพอาจจะมีขีดจำกัด  พลางแนบท้ายว่าไม่ควรรั้งรออีกหน่อยหรือ?  รอจนกว่าจะมีทัพที่สามารถกำจัดโยมิได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพลังของซานิวะในระดับหนึ่งก่อน  เพราะปริมาณโยมิที่รวมอัดแน่นอยู่นั้นก็มีจำนวนเหยียบหลักหมื่น... 

                         ก็เพราะเป็นหลักหมื่นไงล่ะเฟ้ยเลยต้องรีบเคลียร์  เกิดมันส่งหลักหมื่นเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วในแต่ละยุคนี่มันโคตรจะเรือหายเลยนะ

                         ไอฮาเนะคิดอย่างหมั่นไส้  ก็รู้อยู่หรอกว่าปริมาณขนาดนี้เป็นงานหนัก  แต่เธอก็ใช่จะเข้าปะทะกันตรงๆเสียเมื่อไหร่ล่ะ

                         ส่วนฟากอิชิคาว่าตอบกลับมาในแนวเดียวกันว่า  ด้วยสภาพและปริมาณกำลังรบต่อให้รวมกันหมดใช่จะเข้าปะทะกันได้ง่ายๆเลย  แต่หากต้องการขอความร่วมมือจะขอส่งแค่กำลังรบบางส่วนที่พอไหวไปช่วยรบเท่านั้น  ส่วนตัวเขาจะขอรับหน้ากำจัดส่วนอื่นแทนการจะไปต่อสู้ยังที่แห่งนั้น

                         "ก็เป็นไปตามคาดนั่นแหละ"  เด็กสาวเปรยแผ่วเบาตอนอ่านจดหมายที่คอนโนสุเกะนำพามา  ก่อนเริ่มอ่านฉบับที่สาม...ที่เป็นของโยชิโนริ

                         แม่คุณออกตัวว่าเป็นการช่วยเพราะถือว่าติดหนี้  หากโอยาคิริต้องการขอความช่วยเหลือเธอก็ยินดีจะช่วย  เพียงแต่หากศึกนี้ดูเกินกำลังและมีผลทำให้ดาบเกือบจะแตกหักอาจจะขอถอนตัวจากแนวหน้าการรบ...พร้อมกำชับอีกว่าศึกนี้เป็นศึกใหญ่ขอให้เตรียมการให้ดี  เพราะการช่วยเหลือจะช่วยในระดับที่ทางหล่อนพอรับได้เท่านั้นแต่ถ้าต้องถึงที่สุดและมีดาบของหล่อนแตกหักหล่อนจะถอนตัวในทันที

                         นี่เท่ากับว่าหล่อนได้ผลักภาระหนักอันชวนปวดประสาทไปยังโอยาคิริเป็นที่เรียบร้อย  เพราะการออกตัวของเขาที่ขอความร่วมมือเท่ากับเขาเป็นแกนหลักในการนำทัพร่วมเข้าโจมตีนั่นเอง

                         การตอบรับของโยชิโนรินั้นใช้คำอ้างว่าช่วยเพราะถือว่ามีหนี้ชีวิตทำให้ดูไม่น่าเกลียดมากนัก  แต่เนื้อความก็เห็นได้ชัดว่าจำต้องช่วยแต่ไม่ได้เห็นด้วยจะร่วม  ซึ่งก็เป็นไปตามที่ไอฮาเนะคาดคิดคือโยชิโนริยังคงให้การสนับสนุนทางฝั่งคาคุจิ  แต่ติดว่าหล่อนต้องชดใช้หนี้ที่ติดค้างผลก็คือปฏิเสธไม่ได้

                         "แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไปล่ะขอรับ?"

                         "ออกตัวแรงมาขนาดนี้ไม่ตอบรับก็แย่สิ...ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่อย่าห่วงฉันจะใช้ทุกอย่างที่มีรวมทั้งสองคนนั้นด้วย"

                         เธอไปดูมาแล้ว  ก่อนหน้าจะมีการเคลื่อนไหวเช่นนี้ตัวไอฮาเนะได้ถ่อไปดูสถานที่สำหรับจะบุกแล้ว  ซึ่งก็พบว่าทำเลที่ตั้งนี้มันช่างโหดร้ายยิ่งนัก  

                         บริเวณกึ่งกลางของพื้นที่นั้นคือฐานหลักที่มีสภาพไม่ต่างกับปราสาทโอซาก้า  ต้องเรียกว่าถอดแบบมาเลยดีกว่า  ตัวปราสาทมีหอสูงห้าชั้นไม่นับชั้นใต้ดินที่ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่อีกนะ  แถมยังล้อมรอบไปด้วยร่องที่ขุดโอบล้อมรอบตัวปราสาท  ที่ลึกหลายกิโลเมตรพร้อมกับมีสะพานเชือกที่ตั้งอยู่ห้าจุดเชื่อมโยงไปยังใจกลางปราสาท  ดังนั้นเส้นทางเข้าออกก็มีแค่สะพานเหล่านั้นที่จะไปยังปราสาทหลักได้  แต่นั่นแหละคือปัญหาเพราะบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยโยมิที่มีจำนวนหลักหมื่น

                         ความน่ารำคานอีกอย่างคือไอพิษของโยมิที่กัดกร่อนผืนดินและสิ่งมีชีวิตต่างๆให้สูญสลายไปทำให้สภาพโดยรอบกลายเป็นพื้นที่โล่งง่ายต่อการสังเกตเห็น  ฉะนั้นหากบุกโจมตีศัตรูจะมองเห็นในทันทีว่าพวกตนบุกจากตรงไหนและนั่นคือหายนะเพราะศัตรูจะกรูไปรุมเล่นงานได้ง่าย

                         แรกที่เห็นไอฮาเนะยังหวั่นวิตกเลยว่าจะเอาชนะได้อย่างไร....แต่มาคิดดูแล้วใครมันจะบ้าบุกไปตรงๆล่ะวะ

                         "จำนวนน่ะเป็นปัญหาแต่เราก็มีข้อได้เปรียบสำหรับพวกเราที่จำนวนน้อยกว่าเช่นกันนะ..."

                         คอนโนสุเกะเอียงคอจ้องมองอย่างสงสัยหลังเห็นซานิวะสาวเปรยออกมาเบาๆ  ก่อนเอื้อมมือไปหยิบพู่กันแล้วเริ่มบรรจงเขียนตัวอักษร  ใช้ถ้อยคำเป็นทางการและดูสำรวมตอบรับการให้ความช่วยเหลือโดยยื่นเงื่อนไขเด็ดขาดว่าไม่ว่าจะยังไงก็ต้องจัดการดาบเล่มนั้นให้ได้  ส่วนกองกำลังของศัตรูจำต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมการเพื่อกวาดล้าง  อย่างไรก็ดีขอให้มีการประชุมแยกเฉพาะผู้ที่ต้องเข้าร่วมเท่านั้นโดยขอให้เร่งดำเนินการประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน  เพราะศึกนี้เป็นศึกใหญ่จำต้องใช้การเตรียมการอย่างรัดกุม  หากล่าช้าจนศัตรูทำการส่งโยมิที่รวมตัวกันไปยุคสมัยต่างๆอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ได้

                         เขียนแค่นั้นก็มอบให้คอนโนสุเกะนำไปแจ้ง  พร้อมกับแนบจดหมายเฉพาะไปให้โอยาคิริเพียงคนเดียวเสริมไปด้วย
และตอนเย็นในวันนั้นจดหมายแจ้งก็มาอย่างเร่งด่วน  โอยาคิริยินยอมออกตัว...ตอบรับการจะบุกโจมตีโดยมีตัวเธอและโยชิโนริร่วมด้วย  ซึ่งรายละเอียดหรือเงื่อนไขขอให้เข้าร่วมประชุมในวันรุ่งขึ้นช่วงเช้า  โดยสถานที่จะถูกเตรียมโดยพวกคอนโนสุเกะและจะนำพาเฉพาะผู้เข้าร่วมไปเท่านั้น  ส่วนกรณีซานิวะอีกสองคนขอกำลังสนับสนุนเพียงเท่านั้น  แต่จะขอในจำนวนเท่าไหร่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหลังการประชุมเสร็จ

                         นี่...เท่ากับว่าการออกตัวครั้งนี้โอยาคิริได้ยึดการตัดสินใจไปที่เขาไว้แล้ว  และสองซานิวะที่ไม่ร่วมก็จำต้องส่งกำลังสนับสนุนเพียงแค่นั้น  

                         ซึ่งไม่ช้าจดหมายก็ถูกร่อนมาอีก  ไอฮาเนะที่กินข้าวเย็นพร้อมกับดาบรบทั้งหลายที่อิดโรยจำต้องกินไปพลางอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาพลาง  ก่อนจะต้องยอมละทิ้งข้าวเดินดุ่มๆกลับไปห้องทำงานเพื่อเขียนจดหมายตอบกลับอีกหน

                         ก็ตามที่คิดเช่นเดิม  พอโอยาคิริออกตัวมาปานนี้  คาคุจิกับอิชิคาว่าไม่แคล้วยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า  ในเรื่องกำลังรบของพวกเขานั้นจะมอบให้ในปริมาณจำกัดเท่านั้น  และหากมีดาบแตกหักเกิดขึ้นโอยาคิริต้องรับผิดชอบ...

                         "สมเป็นสองคนนั้นชะมัด  หึ...แต่แบบนี้ก็น่าสนุกดี"

                         ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าคนที่เธอดันให้ออกไปรับเท้าเนี่ย  สมองระเบิดไปรึยังน้า

                         ท่ามกลางสถานการณ์ที่แสนตึงเครียด  บางทีคงมีแค่เธอเท่านั้นล่ะมั้งที่กำลังสนุกสนานไปกับสถานการณ์ที่พร้อมแตกหักนี่เหลือเกิน...  

                         ไอฮาเนะยิ้มขณะเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จขณะจัดเก็บให้เรียบร้อยแล้วยื่นให้คอนโนสุเกะที่รอคอยอยู่

                         "ท่านช่างดูสนุกสนานยิ่งนัก"  อดไม่ได้ที่จะเปรย  ยามเห็นเค้าหน้านั้นไร้ความกังวลคอนโนสุเกะยอมรับว่ามันพิศวงต่อความใจเย็นของซานิวะเบื้องหน้าจริงๆ

                         "อย่าพูดอย่างงั้นสิ...ถึงจะบอกว่าสนุกแต่นี่ก็เพิ่งเริ่มเอง  ยังไงก็ตามช่วงเช้ารบกวนให้นายมารับหน่อยนะ"

                         "เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วขอรับ  มันค่อนข้างฉุกละหุกไปหน่อยถ้ามีส่วนใดบกพร่องข้าคงต้องขออภัย"

                         "น่า  คนที่เป็นหนึ่งในตัวการทำให้นายวุ่นวายก็ฉันด้วยนั่นแหละ  เพราะงั้นไม่ต้องคิดมากหรอกยังไงทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเร่งรีบไม่มีใครสนเรื่องความไม่เรียบร้อยอะไรนิดหน่อยหรอก"

                         เห็นท่าทีไม่เครียดอะไรมากมายแล้ว  เจ้าจิ้งจอกก็ลอบถอนหายใจ  ซานิวะเรือนนี้กำลังสนุกสนานจริงๆนั่นแหละ  แต่จะบอกว่าไม่สนุกก็ไม่ได้

                         ก็ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามที่นางต้องการนี่นา...

                         คอนโนสุเกะไม่รู้ถึงความพิเศษของซานิวะแต่ละคน  ทว่าเทพอินาริย้ำเสมอว่าซานิวะทั้งห้ามีความพิเศษ...

                         ไม่รู้ว่าความพิเศษอันแสนน่ากลัวของซานิวะเบื้องหน้าคือการวางแผนทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางต้องการหรือไม่  ทว่าการที่ทุกอย่างเดินไปตามที่นางต้องการมาแต่แรกเริ่ม  ก็คงต้องบอกว่าซานิวะตรงหน้ามันนั้นน่ากลัวที่สุด

                         หากเป็นศัตรู...เกรงว่าพวกมันคงได้เผชิญกับปัญหาใหญ่แน่

                         "เอาล่ะคอนโนสุเกะ  นายเองก็กลับไปพักได้แล้ว  ขอบใจสำหรับการช่วยเหลือ"

                         "ขอรับ  เอ้อ...ข้าขอแจ้งสถานที่จัดประชุมก่อนนะขอรับ  ที่ประชุมเป็นที่เดิมที่เคยจัดในครั้งแรก อนุญาตให้นำพาดาบรบไปแค่คนเดียวขอรับและพลังต่างๆของซานิวะยังคงห้ามใช้เช่นเดิม  ส่วนเวลา..."  คอนโนสุเกะรีบแจ้งเวลานัดหมายให้ชัดเจนก่อนรับเอาจดหมายแล้วบ่ายหน้ากลับไปทำหน้าที่ต่อ  ปล่อยให้นายสาวเดินกลับไปยังห้องทานอาหารที่ตอนนี้เกือบทั้งหมดรับประทานกันเกือบเสร็จสิ้นแล้ว

                         "โทษๆ  เก็บบางส่วนไปก่อนก็ได้เดี๋ยวฉันจะรีบกินเดี๋ยวนี้แหละ"

                         เพราะเป็นธุระด่วนเลยต้องผละจากจานอาหารทั้งที่เพิ่งเริ่มกินไปได้ไม่เท่าไหร่  

                         "แต่มันเย็นชืดไปหมดแล้วนะขอรับ"

                         "ไม่เป็นไรๆ  เย็นไปแต่ยังอร่อยก็กินได้แหละ"  ว่าแล้วก็รีบกินอย่างเร่งด่วน  เพราะคิดได้ว่าต้องรีบกลับไปทำงานส่วนอื่นต่อ  มิทสึทาดะที่รั้งรอมองอย่างเป็นห่วง  จะว่าไปนอกจากพวกตนที่โดนตารางฝึกโหดก็ไม่ค่อยได้เห็นเจ้านายสาวได้พักผ่อนสักเท่าไหร่เลย

                         "จะว่าไป..พรุ่งนี้มีประชุมสำหรับการเตรียมตัวจะรบ  อนุญาตให้มีศาสตราติดตามไปได้หนึ่งคนใครจะไป?"  ถามไปงั้นพลางคิดจะเสนอแนะให้ไปจับไม้สั้นไม้ยาวเลือกกันเอาเอง  แต่แล้วเจ้าคนที่เคยตัดหน้าขอคนอื่นไว้ก่อนแล้วก็เอ่ยถามขึ้น  พร้อมกับที่หลายคนจำต้องหดมือกลับหลังจดจำได้ว่ามีดาบคนหนึ่งที่เอ่ยปากขอในเรื่องนี้ไว้แล้ว

                         "เวลาใดกันล่ะท่านไอ?"  ทสึรุมารุนั่นเองที่เป็นฝ่ายร้องถาม  ไอฮาเนะที่เพิ่งทานข้าวเสร็จกระพริบตาปริบๆแล้วหวนระลึกได้ว่าเจ้ากระเรียนเคยเอ่ยปากขอติดตามเธอตลอดจวบจนกว่าเรื่องจะจบนี่นะ

                         "ช่วงเช้าหลังทานอาหารเสร็จ  คอนโนสุเกะจะมารับ  เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ"

                         แม้จะกังวลใจว่าการนำพาเขาไปพบกับโอยาคิริจะเป็นเรื่องดีหรือเปล่าก็เถอะ  แต่การนำพาเจ้ากระเรียนขาวไปด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ดี  อย่างน้อยก็อยากจะหยั่งท่าทีของโอยาคิริว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรด้วยนั่นแหละ

                         "ทสึรุ  พรุ่งนี้โอยาคิริจะไปด้วย  นายมั่นใจนะว่าจะไม่เป็นไร?"

                         "พูดอะไรน่ะท่านไอ  ข้าบอกไปแล้วนี่ว่าต่อให้ต้องเจอหน้าเขาตรงๆข้าก็จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น  จะยืนอยู่ข้างท่านเงียบๆเว้นแค่เขารนหาที่น่ะนะ"  ว่าแล้วยิ้มเย็นส่งให้จนคนถามเริ่มเหงื่อตก

                         "ถ้านายบอกแบบนั้นก็ดี...ยังไงก็อยากให้ระมัดระวังคำพูดด้วยล่ะ"

                         "ขอร๊าบๆ  มีเรื่องอะไรที่ข้าต้องจำไว้อีกไหม?"

                         ไอฮาเนะคิดครู่หนึ่งขณะหันไปขอบคุณคนที่มาช่วยยกสำรับอาหารไปเก็บให้

                         "ฉันคิดว่านายน่าจะอ่านสายตาหรือท่าทางเขาออก  ในช่วงจังหวะที่ฉันกำลังยุ่งกับเรื่องหัวข้อประชุม  ก็ช่วยจับตาดูท่าทีเขาหน่อยละกัน  ฉันอยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไงยามเห็นหน้านายด้วยแหละ"

                         ทสึรุมารุนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก่อนพยักหน้าตอบรับ 

                         "ท่านยังกังวลเรื่องนั้นสินะ?"

                         "อืม  รอบนี้สถานการณ์กดดันมากและเขาก็ดันทุรังจะเปิดศึกเพื่อกวาดล้าง  ซึ่งฉันก็รู้ดีว่าด้วยกำลังรบของพวกเราการไปกวาดล้างนั้นคงเป็นเรื่องยากอยู่  แต่การจะปล่อยให้พวกมันเพิ่มจำนวนโยมิมากไปกว่านี้นับว่าไม่ใช่เรื่องดี  และถ้าล่าช้าเกิดมันปล่อยทัพร่วมหมื่นตนนี้กระจายไปยังยุคสมัยต่างๆนี่ถือเป็นงานหนักกว่าเดิมอีก  ดังนั้นกวาดล้างไปน่ะแหละดีแล้ว"

                         "แต่ปริมาณเยอะยิ่งนัก  ท่านจะทำอย่างไรล่ะขอรับ?"

                         "เหตุผลที่ฉันเร่งให้ประชุมวางแผนเพราะพวกเรายังไม่ได้บุกในทันที  แต่พวกเราต้องเตรียมการ  ปริมาณรอบนี้เยอะกว่าครั้งใดๆและปริมาณกำลังรบของพวกเรามีจำกัด  ต่อให้มีดาบที่สังหารโยมิเพิ่มอีกหน่อยก็ใช่จะทำอะไรได้มาก  เพราะงั้นเราก็ต้องใช้เครื่องทุ่นแรง"

                         "ท่านคงไม่ทำอะไรแผลงๆใช่ไหมขอรับ?"

                         "แผลงๆสำหรับพวกนาย  แต่มันใช้ประโยชน์สำหรับกวาดล้างได้ดีเชียวนะ"

                         ไอฮาเนะหัวเราะหึหึให้กับดาบของตนที่ทำหน้าสยดสยอง  พวกเขาไม่อยากรับรู้เรื่องของที่เจ้านายสร้างนักหรอก  ดาบที่รู้ดีสุดก็เป็นอิชิคิริมารุนั่นแหละแต่พอไปถามว่านางทำอะไรเอาไว้บ้าง  โอดาจิก็ได้แต่มีสีหน้าคล้ายจะเป็นจะตายและพูดตอบมาว่า  เชื่อเหอะอย่ารู้เลยดีสุด  ให้จดจำภาพลักษณ์หน้าตาน่ารักเช่นนี้ไว้จะดีกว่ามารับรู้อะไรเบื้องหลังนะ

                         ถึงจะน่าพิศวงว่าทำไมโอดาจิถึงพูดแบบนั้น  แต่จะให้ไปค้นหาความจริงพวกเขาก็ใช่จะกล้า  ลงท้ายก็ให้มันกลายเป็นความลับระหว่างสองคนนี้ไปละกัน

                         "อย่าห่วงเลย  ถึงมันจะน่าเป็นห่วงแต่ทุกอย่างจะถูกเตรียมการอย่างรัดกุม  ระหว่างนี้ก็ทุ่มสนใจกับการฝึกไปได้เลย  ส่วนงานอย่างอื่นจะให้ชิคิกามิช่วยทำไปก่อน  และก็ขอโทษอีกครั้งนะสำหรับพวกจะออกเดินทางฝึกฝนฉันขอยืดเวลาของพวกนายออกไปก่อน  จนกว่าจะจบศึกนี้ช่วยทนรอหน่อยนะ"

                         กำหนดการของฮาเซเบะและยามาโตะโนะคามิใกล้เข้ามา  แต่เพราะศึกนี้จะขาดกำลังหลักที่สามารถสังหารโยมิไปไม่ได้  ลงท้ายเลยต้องเลื่อนออกไปก่อน  ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจดี

                         "พวกข้าทราบแล้วท่านไม่ต้องขอโทษหรอกขอรับ  มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี่นา  อีกอย่างหากพวกข้าออกเดินทางในตอนเจอศึกหนัก  ไปฝึกก็ใช่จะสบายใจนักนะขอรับ"

                         ก็จริงนะ...

                         "งั้นเอาเป็นว่ารีบไปพักผ่อนได้แล้ว  ส่วนทสึรุเองก็เตรียมตัวในตอนเช้าด้วยล่ะ"

                         "ขอรับ  ท่านเองก็อย่าหักโหมนักล่ะ  วันนี้ก็ล้ามาทั้งวันแล้วนี่?"

                         "ก็พอกันนั่นแหละ  เอ้าฉันจะไปนั่งอ่านเอกสารอีกสักพักแล้วก็จะนอนแล้วล่ะ  เอาล่ะแยกย้ายๆ"  เด็กสาวจัดการไล่ให้พวกดาบที่ดูอิดโรยทั้งหลายไปพักผ่อนเสียที  เพราะยังไงพวกเขาก็มีตารางฝึกซ้อมอย่างโหดรอคอยอยู่ในวันรุ่งขึ้นอีก  ดังนั้นการนอนดึกคงส่งผลเสียต่อสุขภาพน่าดู




                         ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งนั้นเอง...

                         "ดูเหมือนคานาโมริจะตอบรับจริงๆ"

                         "คิดว่าสองคนนั้นร่วมมือกันเหรอ?"

                         "คานาโมริมีเป้าหมายจะกำจัดดาบนั่นอยู่แล้ว  การที่โอยาคิริใช้ช่วงจังหวะที่เธอประกาศนี้ดึงให้เธอไปร่วมก็ไม่แปลกอะไรหรอก  แต่คานาโมริที่น่าจะคุมกำลังรบหลักได้ดีกลับเลือกโยนคนนำที่เป็นแกนหลักไปให้โอยาคิริ  ไม่รู้ว่าอยากสนับสนุนหรืออยากส่งให้เจ้านั่นออกไปตายแทนก็ไม่รู้"

                         ระดับความสามารถด้านการรบที่ผ่านมา  เห็นได้ชัดว่ายังไงคานาโมริก็ดูถนัดด้านการวางแผนรบมากที่สุด  ซ้ำยังมีกำลังพลที่มีประสิทธิภาพสูงดังนั้นถ้าหากให้เธอเป็นคนกำหนดการเคลื่อนไหวหรือจัดวางแผนทัพ  โอกาสในการเอาชนะศึกนี้ย่อมมีอยู่สูง

                         แต่เธอดันเลือกจะโยนหน้าที่นี้ไปให้โอยาคิริ  ที่ดูยังไงก็น่าเป็นห่วงแถมการทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้คนมาร่วมรู้สึกอยากเชื่อมั่นด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว  ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าสองคนนี้จะไม่ร่วมมือกัน  มันคงบังเอิญไปหน่อยที่พอคานาโมริประกาศอยากจะจัดการกับดาบเล่มนั้นแล้วโอยาคิริรีบรับลูกเสนอให้มีการบุกในทันที  ทว่านั่นแหละที่น่าสงสัยกับการที่เด็กสาวนั่นผลักหน้าที่จะนำทัพไปให้โอยาคิริออกหน้าทั้งหมด  ราวกับต้องการจะยกให้เขาเป็นผู้นำทัพร่วม...

                         ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่คาคุจิยอมรับว่าอ่านไม่ออกจริงๆว่าเด็กสาวผมดำคิดจะทำอะไรกันแน่

                         เพราะการสนับสนุนโอยาคิริรอบนี้...มันคล้ายกับว่าตัวเด็กสาวผู้นั้นกำลังผลักให้ซานิวะนั่นออกมาหาที่ตาย   หากว่ามันควบคุมทัพจนเกิดความผิดพลาดทำให้ดาบของซานิวะอื่นแตกหัก  นั่นเท่ากับว่ายิ่งเป็นการทำลายความเชื่อถือและทำลายตัวเองไปด้วย

                         และหากศึกนี้พ่ายแพ้กลับมา  ผลกระทบหลักจะทำให้ไม่มีใครให้ความร่วมมือกับโอยาคิริอีกต่อไป  ซ้ำยังอาจทำให้เขาถูกบีบให้ถูกถอดถอนจากหน้าที่ซานิวะเสียด้วย

                         "คานาโมริมีแรงจูงใจอะไรถึงทำแบบนี้นะ?"

                         ดวงตาสีน้ำเงินของผู้ที่นั่งฟากตรงข้ามเงยขึ้นมองคู่สนทนาที่เป็นซานิวะเหมือนกันนิ่ง

                         "คงเพราะดาบเล่มนั้นสร้างปัญหาเหลือเกิน  ก็เลยบีบให้โอยาคิริรับผิดชอบล่ะมั้ง  อย่าลืมสิว่าเธอเสียดาบแรร์ไปรับรองว่าตอนนี้คงอยากจะเชือดเจ้านกสีดำตัวนั้นทิ้งแล้วล่ะ"

                         "แต่ระบุได้แน่ชัดแล้วเหรอว่าเป็นฝีมือดาบนั่น?"

                         "คานาโมริบอกว่า  ดาบนั่นมีความสามารถในการฝังจิตมารแบบพิเศษแถมยังเปิดปิดห้วงมิติได้อีก  ฉะนั้นการจะมีความสามารถอื่นนอกเหนือจากที่เคยรู้คงไม่แปลก  อีกทั้งสองฝ่ายมีความแค้นต่อกันด้วย  ครั้งสุดท้ายที่ปะทะกันคานาโมริฆ่ามันไม่สำเร็จก็ไม่แปลกที่ศัตรูจะหันมาถล่มดาบในปกครองของหล่อนเสียยับเยิน  ฉะนั้นถ้ายังปล่อยไปรับรองว่าคานาโมริกับดาบคงเดือดร้อนอีก"

                         เลยเลือกตัดไฟแต่ต้นลมเสีย

                         อิชิคาว่านึกคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามอย่างระมัดระวัง  "ยังไงนายกับฉันก็แสดงตัวว่าคงไม่ไปร่วมศึกด้วยแต่จะอยู่เฉยๆปล่อยสามคนนั้นรับมือมันก็น่าเกลียด  ก็เลยตอบไปว่าจะส่งกำลังรบไปให้แต่ว่าจะส่งไปเท่าไหร่ล่ะ?"

                         "แค่ 6  ก็พอ"

                         "6เหรอ?  ศัตรูมีกำลังพลหลักหมื่นนายจะส่งแค่ 6 เนี่ยนะ?"  

                         "จะให้ขนไปช่วยทั้งหมดก็ไม่ได้หรอก  และกำลังรบของฉันใช่ว่าจะพร้อมเสียเมื่อไหร่  แค่เลือก 6 คนที่ไม่ได้แกร่งอะไรมากไปก็พอและคงไม่ใช่พวกดาบแรร์ด้วย"

                         เกิดพังขึ้นมาได้น้ำตาตกแหง   ส่งพวกทันโทวกับอุจิคาตานะไปเป็นพอ

                         อิชิคาว่าย่นคิ้วแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย  "ถ้านายส่งไปแค่ 6  ฉันก็จะส่งแค่ 6 เหมือนกันแถมไม่ใช่กำลังรบหนักไม่รู้ทางโน้นจะว่าอะไรมาหรือเปล่านะ?"

                         ถ้ารวมสองฮงมารุที่จะส่งคนไปสนับสนุนก็มีแค่ 12 คนเท่านั้น  แต่ศัตรูที่จะปะทะมีมากกว่าหลายเท่าตัว  นี่...ไม่ใช่ว่าจะเป็นการบอกนัยๆให้สามคนนั้นยินยอมชะลอการบุกโจมตีหรอกรึ?  ถึงจะน่าห่วงเรื่องปริมาณแต่ถ้าเข้าไปแลกด้วยตอนนี้มันก็ไม่คุ้มค่าอยู่ดี  ดังนั้นการกดดันโดยตอบไปว่าจะส่งด้วยจำนวนแค่นี้มันก็บีบให้สามคนนั่นต้องคิดใหม่แล้วว่าจะดันทุรังบุกต่อหรือไม่

                         คาคุจิยิ้มเย็นชายามได้ยินคำถาม

                         "จะว่าอะไร  ก็ในเมื่อทางเราคัดค้านแต่ฝั่งโน้นยังดันทุรังจะรบต่อ  ดังนั้นถ้าผลที่ได้กลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายก็ต้องยอมรับล่ะนะ"

                         ก็ตัดสินใจกันเองนี่นา

                         คาคุจิหยักยิ้มดวงตาวาวโรจน์  "ในเมื่ออยากจะไปกันนักก็ปล่อยไป  เราก็ส่งคนไปแค่นี้ก็พอแล้วรอคอยดูซิว่าพวกเขาจะทนได้สักกี่วัน"

                         ยังไงเขาก็ไม่เชื่อหรอก  ด้วยกำลังพลที่รวมดาบทั้งหมดจากสามฮงมารุเข้าด้วยกันก็ยังมีไม่ถึงสองร้อยคน  ฉะนั้นจะไปสู้ศึกที่เกินตัวมันจึงเป็นไปแทบไม่ได้เลย

                         "งั้นรึ?  แต่ว่าในเมื่อจะส่งคนไปแล้ว...ถ้างั้นก็บอกไปด้วยว่าดาบที่ไปต้องร่วมการประชุมด้วยสิ  ไม่อย่างงั้นคงเดินแผนการไม่ได้...ว่ากันตามตรงนะศึกนี้น่ะฉันอยากรู้เหมือนกันว่าพวกนั้นจะทำยังไง  จะรอดได้หรือไม่กับปริมาณศัตรูที่มากกว่าเป็นทวีคูณ"

                         "นายสนใจ?"

                         "แน่สิ  หรือนายไม่สน?  หากว่าชนะขึ้นมานายคงช๊อคแหง"

                         "พูดบ้าๆ  จะชนะได้ยังไง  กำลังพลต่างกันราวฟ้ากับเหว  ทนตั้งรับได้ไม่ถึงชั่วโมงแล้วไม่มีใครแตกหักได้เนี่ยก็นับว่าบุญแล้ว"

                         อิชิคาว่าหัวเราะอย่างเห็นด้วยก่อนยิ้มด้วงแววตาวาวโรจน์

                         "แต่ยังไงฉันก็ยังอยากรู้  การได้เฝ้าตามติดขอบสนามเป็นอะไรที่บันเทิงเหมือนกันนะ"

                         "หึ  ถ้านายต้องการก็แค่ยื่นเรื่องไปสิ  หากว่าพวกนั้นเรื่องมากก็บอกไปว่างั้นขอถอนตัวไม่ร่วมก็สิ้นเรื่อง"

                         สองซานิวะยิ้มให้แก่กันอย่างสนุกสนาน  ดวงตาของทั้งคู่กำลังรอคอยดูการเคลื่อนไหวของสามซานิวะที่เหลืออย่างใจจดใจจ่อ




                         หลังยามเช้าที่ตื่นขึ้นมา

                         จดหมายก็ถูกส่งมาให้แทบจะทันทีก่อนกินข้าว  ไอฮาเนะยิ้มเหี้ยมเกรียมยามเห็นชื่อคนส่ง  พลางอดคิดไม่ได้ว่าคงจะสนุกกันอยู่สินะ  เพราะกะไม่ร่วมเลยส่งจดหมายรัวๆเพื่อกดดันเล่นเนี่ย

                         หลังอ่านเนื้อความจดหมายก่อนไปกินข้าวไอฮาเนะก็ทำได้แค่ถอนหายใจ

                         "รู้วิธีตอบโต้ได้ดีนี่  แสบเหมือนกันนะสองคนนั้น"

                         เพราะรู้ว่าถ้าร่วมมือยังไงก็มีสิทธิ์มากถึงสามในห้า  ดังนั้นถ้ายืนกรานจะบุกสองคนที่เหลือก็คงต้องยอมรับ  แต่เพราะสภาพของโอยาคิรินั้นใช่ว่าจะเชื่อถือได้อีกทั้งยังมีการเรียกร้องให้มีการยืนยันว่าดาบเล่มนั้นอยู่ที่นั่นจริงๆ  ซึ่งตัวเธอก็แย้งไปแล้วว่าต่อให้ไม่มีแต่จะปล่อยให้กำลังพลของศัตรูเพิ่มมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกทั้งถ้าล่าช้าคงเป็นปัญหาใหญ่หากมันจะกระจายโยมิจำนวนขนาดนี้ออกไปคงเป็นปัญหายิ่งกว่านี้อีก  ดังนั้นต่อให้ไม่มีดาบเธอก็ต้องการให้กำจัดฐานแห่งนั้นทิ้งเสีย  อย่างน้อยจะชะลอการโจมตีจากศัตรูไปได้สักพักและจะมีเวลาในการมาเร่งพัฒนาดาบภายใต้การปกครองมากขึ้น

                         ทว่าพวกเขาก็ตอบมาทำนองที่ว่าไปแล้วจะคุ้มค่าหรือเปล่า  หากมีดาบแตกหักจะทำยังไง  มองดูสภาพกำลังรบหน่อยไปตอนนี้ก็เหมือนไปให้ศัตรูบดขยี้  สมควรรอคอยให้พร้อมเสียก่อน  แต่เพราะคงค้านไม่ได้ในเมื่อมีซานิวะสามคนเห็นด้วยดังนั้นพวกเขาจะขอส่งด้วยจำนวนเพียงเท่านี้ส่วนกำลังรบที่เหลือจะรอคอย  หากว่ามีการปะทะแล้วเกิดการสูญเสียมากเกินไป  พวกดาบที่ไม่ได้ลงสนามรบที่เหลือของพวกเขาจะทำหน้าที่ยันการโจมตีของโยมิที่อาจจะเข้าโจมตีในห้วงเวลาอื่นๆระหว่างรอซานิวะที่เหลือฟื้นสภาพจากผลการโจมตี

                         เหตุผลฟังดูดีนั่นแหละ  แต่เอาจริงมันก็ควรจะส่งมาเพิ่มหน่อยนึงนะ

                         อีกทั้งการตอบรับแบบบีบบังคับของพวกเขาค่อนข้าง...แสดงถึงนิสัยเสียๆออกมามากไปหน่อย  กล่าวคือยืนยันส่งกำลังพลมาแค่ฮงมารุละ 6 คนแถมไม่ใช่ทาจิ  แต่ดันเป็นทันโทวและอุจิคาตานะ  ที่ไม่น่าเกลียดก็คงเป็นอิชิคาว่าที่ยินยอมส่งทาจิและวากิซาชิกับอุจิคาตานะลงมาช่วย  แต่ที่เหลือประสิทธิภาพด้านการรบก็ไม่น่าจะไหวเลย  ทั้งที่ศึกแบบนี้ควรเอาพวกโอดาจิกับยาริลงมาช่วยแท้ๆ

                         "แถมยืนกรานจะขอให้ดาบที่ส่งเหล่านี้เข้าร่วมประชุมด้วย....ยุ่งยากแหะ...แต่แบบนี้ก็เข้าทางเหมือนกัน  อืม...งั้นรอแปปคอนโนสุเกะ"

                         ไอฮาเนะยอมล่าช้าเรื่องการทานอาหารเร่งกลับไปเขียนจดหมายตอบกลับสองฉบับโดยหนึ่งฉบับเขียนตอบการแจ้งของสองซานิวะนั่น  และอีกฉบับส่งไปให้โอยาคิริโดยตรงก่อนจะดิ่งไปทานข้าวเช้าโดยไวเพื่อกลับมาเตรียมตัวไปประชุมต่อ

                         ว่าไปตารางการทำงานเธอก็ไม่ได้หยุดพักเหมือนพวกดาบที่โดนจับฝึกโหดเหมือนกันเลยแหะ

                         "ท่านไอ..."

                         ทสึรุมารุร้องเรียกหลังจากที่เห็นผู้เป็นนายมารอคอยตรงลานกลางหลังใกล้เวลานัดหมาย  ตัวชายหนุ่มอยู่ในชุดออกรบเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางเรียบร้อยดีแล้ว  เขาเอียงคอเล็กน้อยที่นายสาวไม่ใส่ชุดเป็นทางการแต่เลือกใช้เป็นชุดสบายๆแล้วสวมฮาโอริไปแทน  

                         "ฉันไม่คิดว่าการแต่งตัวดูดีในเวลานี้จะใช่เรื่อง  อีกทั้งสองคนนั้นอยู่ในสภาวะเครียดคงไม่อยากมาสนเรื่องการแต่งกายหรอก  ยังไงขอให้สุภาพเป็นหลักก็พอ"

                         ใจจริงคือเธอแจ้งคอนโนสุเกะแล้วว่าไปประชุมมันก็เครียดแล้วนะ  ให้ใส่โน่นนี่นั่นให้อึดอัดเล่นอีกคงไม่ไหว  งั้นขอใส่แบบสบายๆไปละกันยังไงการแต่งกายไม่ได้เกี่ยวกับหัวข้อการประชุมนี่  

                         ขอสุภาพไม่น่าเกลียดก็เกินพอ  

                         ซึ่งเจ้าจิ้งจอกก็นำความไปแจ้งแก่คนจะมาประชุมแล้ว  ถ้าหน้าไหนอยากแต่งเต็มยศก็เชิญ  เธอจะไปในสภาพนี้  ถ้ามันทนการแต่งตัวไม่ได้ก็เลิกประชุมไปซะแล้วเธอจะด่ากราดพวกมันไปด้วยอีกยกหนึ่งว่าด้วยเรื่องการแต่งกายของเธอมันจะไปหนักกบาลใครนัก

                         ดวงตาสีอำพันไล่สายตาตรวจเช็คความเรียบร้อยให้นายสาวก่อนไปสะดุดตากับก้อนขนกลมที่บินตรงดิ่งมาหา

                         "ท่านจะเอาโปโปะไปด้วยรึ?"  เจ้านกน้อยโผบินตามไล่หลังมาแม้ผู้เป็นนายจะไม่ร้องเรียก  มันรีบบินมาเกาะไหล่บางแล้วส่งเสียงเจือแจ้วอย่างน่ารัก  ทสึรุมารุเห็นแล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ  เห็นเจ้านายที่ไหนก็ต้องเห็นมันด้วยอยู่ดี

                         "อย่างน้อยก็ให้มันเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  ยังไงให้นายไปยืนอยู่คนเดียวก็น่าสงสารเอามันไปเป็นเพื่อนด้วยนั่นแหละ"  ก็ห้ามแค่ศาตรา  เจ้านี่เป็นภูติไม่ใช่ดาบ  ก็ไม่น่ามีปัญหานี่

                         หลังเอ่ยตอบดวงตาสีชาดก็สำรวจดาบรบที่จะไปด้วยอีกครั้งก่อนลอบถอนหายใจ

                         "ใจจริงฉันไม่ได้อยากให้นายไปด้วยเลย  แต่มาพูดตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์แล้วสินะ"

                         "ถ้าท่านรู้แล้วก็อย่าได้พูดอีกสิ  ยังไงข้าก็จะตามท่านไปอยู่ดี"

                         ไอฮาเนะมองอย่างอ่อนใจก่อนหันไปยังห้วงมิติที่ปรากฏขึ้น  คอนโนสุเกะที่วิ่งวุ่นแต่เช้าโผล่มากล่าวทักทายและเริ่มเชื้อเชิญให้พวกตนไปยังสถานที่จัดประชุมเสียทีโดยมันไม่ได้ทักท้วงการนำเอาภูติรับใช้ไปแม้แต่น้อย 

                         พวกตนกล่าวตอบรับแล้วรีบก้าวเดินเข้าไปยังห้วงมิติที่เปิดรอคอยอยู่ในทันที  

                         จนเมื่อมาถึงผู้ที่รอคอยคือโอยาคิริซึ่งยืนรออย่างสงบนิ่ง  เขาเหลือบตามองยามเห็นห้วงมิติเปิดออกแล้วร่างของซานิวะสาวผมดำจะปรากฏขึ้นพร้อมกระเรียนขาวด้านข้าง

                         โอยาคิริกระพริบตาสองสามครั้ง  ก่อนหยักยิ้มเล็กน้อย

                         ภาพของสองคนนี้ชวนให้นึกถึงอดีตที่แสนเนิ่นนานมาแล้วจริงๆ  

                         ภาพของกระเรียนตัวนั้นที่มักเดินตามไม่ห่างกาย...

                         "รอบนี้ผมมาก่อนคนอื่นนะเนี่ย"  แทนการทักทาย  โอยาคิริเลือกจะใช้ถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการในการกล่าวทักแทน  หลังเห็นเด็กสาวกับดาบรบของเธอเข้ามาใกล้พอจะได้ยินแล้ว

                         "ตอนประชุมครั้งแรก...คุณมาสายสุดนี่นะ  แต่รอบนี้ดันมาเป็นคนแรกสุด..."  ไอฮาเนะคิดถึงครั้งแรกสุดที่เจอกัน  ตอนนั้นเขาคือคนที่มาทีหลังสุดจริงๆด้วย

                         โอยาคิริหัวเราะเสียงแห้งก่อนตอบกลับด้วยท่าทีอายๆ  "รอบนี้ผมป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่มาประชุม  จะให้ผมมาช้ากว่าพวกเธอที่เป็นผู้หญิงก็น่าเกลียดสิ"

                         ไอฮาเนะหัวเราะตอบกลับเบาๆ  ขณะที่พวกตนพูดคุยกันอย่างไร้ความตึงเครียดทั้งที่สถานการณ์มันไม่ใช่เวลามาคุยเล่นแท้ๆ  แต่นี่อาจจะเป็นความเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดของพวกตนล่ะมั้ง

                         ทว่าดาบรบที่นำพามานั้นดูไม่ได้ปลื้มไปด้วย  ฮาจิสึกะยังคงติดตามนายหนุ่มเช่นเคย  เขาจ้องมองทสึรุมารุของเด็กสาวเขม็งพลางอดคิดไม่ได้ว่าการนำพาดาบเล่มนี้มาทั้งที่หัวข้อคือการกำจัดดาบที่เหมือนกัน  ซานิวะเบื้องหน้าคิดอะไรอยู่กันแน่?

                         ฟากทสึรุมารุเสียอีกที่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรนอกจากเรียบนิ่งไม่เหมือนกระเรียนจอมป่วนที่สร้างความเกรียนไปด้วยทุกที่  ไม่มีแม้แต่ถ้อยคำหรือสีหน้าหยอกล้อเหมือนเช่นเคย  ราวกับที่นำพามานี้เป็นแค่ร่างที่ไร้จิตวิญญาณไม่มีผิด  เพราะนอกเหนือจากการยืนนิ่งแล้วก็ไม่มีท่าทีสนใจอะไรเลย

                         โอยาคิริละสายตาไปมองดาบที่แสดงท่าทีผิดวิสัยแล้วยิ้มเล็กน้อย

                         "เห็นดาบเกรียนๆอยู่อย่างสงบนี่มันดูขัดตาจริง"

                         "อย่าให้เขาแสดงนิสัยเสียเลย  เพราะถ้าทำแบบนั้นเราอาจจะไม่ได้ประชุมกันดีๆนะ"

                         "อ่า...ผมเข้าใจล่ะ"  ซานิวะผมเงินพยักหน้าอย่างเข้าใจ  การมาที่นี่สำหรับดาบเล่มนี้ใช่จะพอใจนักแต่ที่ฝืนใจจะมาด้วยคงเพราะหวงเจ้านายล่ะสิ  รอบก่อนตอนที่ไปจับมืออีกหน  เจ้านี่ก็เขม่นแถมเปล่งจิตสังหารออกมาเต็มที่  เรียกว่าการที่เขาเผลอไปคว้าข้อมือเจ้านายของกระเรียนตัวนี้ในครั้งแรกดูจะสร้างความไม่พอใจฝังลึกมาอย่างยาวนานสินะ

                         ดังนั้นการมาที่นี่คือมาเพราะรู้ว่ามาพบตนแหง  และพอรู้เลยตามมาด้วยโดยตั้งใจจะมาจับตาดูอย่างเต็มที่สินะ  คงไม่ผิดหรอก  นิสัยของดาบเล่มนี้ต่อให้เป็นคนละเล่มแต่ก็มีทุกสิ่งที่เหมือนกัน

                         แต่ถ้ายังเอ่ยหัวข้อนี้อยู่  ก็คงไม่ดีนัก  เพื่อการนั้นแล้วเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องเป็นทางการมากขึ้น

                         "แล้ว....เธอมานี่แสดงว่าคอนโนสุเกะคงยังไม่ได้เอาจดหมายมาให้สินะ?"

                         "จดหมายเหรอ?  ใช่เรื่องที่คาคุจิซังกับเซ็นซังส่งจดหมายมารึเปล่า?"

                         "ใช่  แต่ผมตอบกลับไปตามที่เธอบอกแล้วและพวกเขาก็ส่งจดหมายตอบกลับมาแทบจะทันที  ผมเลยคิดว่าไหนๆเธอก็จะมาประชุมแล้วก็เลยกะจะบอกให้ฟังเองส่วนโยชิโนริซังนั้น...ผมว่าเธออาจจะช้าเพราะเจอจดหมายของคาคุจิซังก็ได้นะ"

                         เห...

                         ไอฮาเนะพลันหรี่ตา  ดูเหมือนโอยาคิริจะเข้าใจดีว่าโยชิโนริยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับคาคุจิ  เลยไม่แปลกใจหากอีกฝ่ายจะล่าช้าเพราะยังไงคาคุจิคงต้องการข้อมูลจากโยชิโนริเป็นแน่

                         "แล้ว...ตอบมาว่าอะไรล่ะ"

                         "อย่าเรียกว่าตอบ  เรียกว่าบ่นเหอะ  รู้เรื่องที่เขาจะให้ดาบซึ่งต้องร่วมศึกมาประชุมด้วยใช่ไหม?  เรื่องนั้นผมตอบไปว่า  มาบอกตอนนี้คงปรับไม่ทันรอประชุมรอบหน้านะ  อันนี้แค่สรุปวางแผนและยังไงก็เป็นศึกใหญ่ต้องมีการเตรียมการ  ที่ประชุมนี่คือปรับแผนเตรียมพร้อมคร่าวๆและมองดูว่าต้องเตรียมการอะไรอีกบ้าง  เนื่องจากคงยังไม่บุกในวันรุ่งขึ้นหรอก  ต้องรอก่อน  พวกนั้นก็บอกมาว่าอย่างงั้นก็ได้แต่ถ้าหากจะรีรอไม่บุกเลยงั้นไม่ชะลอไปก่อนเหรอ  จะรีบไปไหน  หากมันส่งกำลังออกไปจริงก็เดี๋ยวช่วยกันกระจายไปกวาดล้างก็ยังได้  ซึ่งเอาตรงๆนะ  ที่พูดมันก็ได้หรอกแต่ถ้ากระจายออกไปแล้วกวาดล้างไม่ทันนี่....ไม่ซวยเหรอ?"

                         โอยาคิริเล่าด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย  จำนวนขนาดนั้นถ้ากระจายออกไปใช่ว่าจะสามารถกำจัดได้ในครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ล่ะ  และถ้ายังปล่อยไว้เกิดมันเพิ่มปริมาณมากกว่านี้ไม่แย่เหรอ

                         "แต่ถ้ามองในมุมมองของคนอื่น  ศึกนี้นับว่าเสี่ยงสุดและมีโอกาสไม่ชนะสูงนะ"  

                         อันที่จริงจะตำหนิคาคุจิทั้งหมดก็ไม่ถูก  จะไปโทษว่าทำไมถึงมาค้านแทนจะช่วย  คงเพราะเขามองแล้วว่าเกินกำลังและโอกาสชนะมีน้อยเหลือเกิน  อีกทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ดาบแตกหักดังนั้นเขาจึงเลือกจะไม่ร่วมด้วย ซ้ำยังหาทางชะลอเรื่องนี้เอาไว้เพื่อความปลอดภัยเป็นหลักนั่นเอง

                         แน่นอนว่าโอยาคิริก็ทราบดีเขาเลยไม่ได้หัวเสียกับการคัดค้านของสองซานิวะนั่น  "มันก็ใช่"

                         "คุณมีแผนแล้วเหรอ?"

                         "ผมคิดได้แค่ว่าเราปะทะกันตรงๆไม่ได้  อย่างมากก็ต้องลอบเข้าไปซึ่งพลังของผมมันเอื้อประโยชน์ในจุดนั้น"

                         ....

                         ไอฮาเนะอยากย้อนถามไปว่าแค่เนี้ยเหรอ?  เอาจริงดิ?  ลอบเข้าไปเนี่ยนะ?  มันก็ไม่ได้แย่หรอก

                         "คุณดูสถานที่จะบุกหรือยัง?"

                         "อา...เป็นเหมือนหอคอยตรงกลางใช่ไหมล่ะ  รอบพื้นที่เป็นเหมือนหลุมลึกที่ห้อมล้อมใจกลางเอาไว้และมีแค่สะพานเชือกที่เป็นทางเข้าห้าทางทว่าโดยรอบมีโยมิคอยเฝ้าคุ้มกันอยู่  มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการบุก  แต่ผมสามารถทำอะไรได้ง่ายกว่านั้นมาก  เอาเป็นว่ารอโยชิโนริมาก่อนแล้วผมจะบอกรายละเอียดให้ฟังก็แล้วกัน"  เขาตัดบท  พลางร้องเรียกภูติรับใช้ที่มีรูปร่างเป็นสุนัขคล้ายพันธุ์ชิบะแต่ตัวของมันเป็นสีขาวทั้งตัวให้มาหาคล้ายกับว่าเป็นการตัดบทจะไม่พูดเรื่องนี้จวบจนกว่าจะเข้าไปที่ประชุม  ซึ่งเด็กสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร  ก่อนจะหันไปมองภูติรับใช้

                         เธอจำได้ว่าอีกฝ่ายเคยบ่นเกี่ยวกับภูติของตนเองว่ามันอ้วนเกินไป  ซึ่งมาเห็นตอนนี้ก็นึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

                         ยิ่งเมื่อมองตรงส่วนบริเวณท้องนั้นก็รู้สึกว่ามันป่องออกมาด้านข้างจนเผลอคิดว่าเจ้าภูติตัวนี้น่าจะกำลังตั้งท้องอยู่  หากแต่ได้ยินชื่อว่า ชิโร่ แล้วไอฮาเนะจึงคิดว่าหมาตัวผู้มันคงท้องไม่ได้แน่ๆ

                         หลังภูติตนนั้นเข้ามาใกล้  ทั้งเธอและทสึรุมารุถึงกับหลุดปากเอ่ยออกมาพร้อมกันเลยว่า  "อ้วนจริงๆ"

                         "อืม  ผมก็ว่าอ้วน  และมันก็อ้วนจริง  ช่วงนี้ผมเลยสั่งให้มันวิ่งบ่อยๆแล้วงดอาหารหรือขนมสำหรับมันอย่างเร่งด่วนเลยล่ะ"  โอยาคิริบ่นอีกนิดว่าน่าหนักใจมากเพราะพวกทันโทวมาทำสายตาอ้อนวอนขอร้องอย่าให้เขานั้นงดขนมของโปรดของชิโร่  แต่เนื่องจากเขารักสุขภาพดังนั้นจึงกลั้นใจปฏิเสธไม่ยินยอมทำตามที่พวกเขาร้องขอ  ท่ามกลางสีหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ของพวกทันโทว

                         ไอฮาเนะพลันหวนนึกถึงเด็กๆที่เรือนแล้วหันไปสั่งเสียงเครียดกับภูติของตนเอง  "แกห้ามเป็นแบบนั้นนะโปโปะ  ถ้าอ้วนจนบินไม่รอดละก็ฉันจะจับแกโยนลงน้ำ"

                         "โหดร้ายชะมัดเลย..."  ฟากโอยาคิริได้ยินหลุดพูดออกมาอย่างตกใจ

                         "ไม่อยากให้มีสภาพเหมือนภูติคุณนี่นา  ถ้าไม่ขู่ก็คงห้ามปากมันไม่ได้หรอก"

                         โปโปะที่เกาะบ่าส่งเสียงร้องประท้วงอย่างน่ารัก  ขณะที่ชิโร่ที่มองดูอยู่ก็เริ่มเห่าเสียงดังราวกับจะทักทาย

                         ไอฮาเนะปล่อยให้พวกภูติไปเล่นด้วยกัน  แต่จะเรียกว่าเล่นก็ดูแปลกๆเพราะมีแต่เจ้าหมาสีขาวนี่ที่ไล่อ้าปากจะงับเจ้าโปโปะเป็นว่าเล่นอยู่ฝ่ายเดียว  ครั้นโปโปะบินหนีมันก็ตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่อย่างไม่ลดละ  จนกระทั่งโอยาคิริและฮาจิสึกะต้องส่งเสียงปรามมันถึงหยุดแล้วนอนหมอบอย่างสงบเสงี่ยมสักที  คล้ายเห็นว่ามันหยุดแล้ว  เจ้านกน้อยก็เริ่มยินยอมร่อนลงไปเกาะบนหัวปล่อยให้เจ้าชิโร่สะบัดหัวไปมาครู่หนึ่งแต่เมื่อเห็นโปโปะไม่บินหนีมันก็กลับไปนอนหมอบยินยอมให้นกน้อยเกาะบนหัวไปอย่างว่าง่าย

                         ซึ่งพอดีกับที่ห้วงมิติเปิดออกเผยให้เห็นผู้ร่วมประชุมคนสุดท้าย

                         โยชิโนริไม่ได้มาในชุดเป็นทางการเหมือนเธอแต่ยังใส่กิโมโนที่ยังดูสง่างาม  และรวบผมอย่างเรียบร้อย  ด้านข้างกันนั้นก็มีคะเซ็นเดินเคียงข้างมาอย่างสำรวม  หญิงสาวจ้องมองสองซานิวะที่รอคอยก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม

                         "ขอโทษที่มาช้าแต่จดหมายด่วนจากคาคุจิและอิชิคาว่านั้นทำให้วุ่นวายอยู่นิดหน่อย"

                         สองซานิวะที่มาก่อนทำหน้าเข้าใจว่ามันคือจดหมายแจ้งอะไรกันแน่อย่างไม่ว่าอะไร

                         ดวงตาสีมรกตหรี่ลงหลังเห็นท่าทีไร้ความสงสัยแต่คิดว่าโอยาคิริน่าจะได้รับแจ้งมาก่อนแล้วเหมือนกับเด็กสาวด้านข้างหล่อนจึงไม่ว่าอะไร  ก่อนหันไปด้านหลังออกคำสั่งแผ่วเบาแต่ดังพอให้ได้ยิน  "ไปสิ..."

                         ตัวพังพอนสีขาวหรือลิซูมะนั้นโผล่มาจากด้านหลังแล้วยืนสองขาจ้องมองดูซานิวะทั้งสองก่อนจะหันเหความสนใจไปยังเจ้าชิโร่ที่นอนหมอบราบกับพื้นโดยมีโปโปะเกาะอยู่บนหัวกำลังทำตัวพองขนเพื่อนอนหลับไปด้วย  มันใช้ดวงตาสีดำจ้องทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งแล้วปรี่ไปหาก่อนกระโดดเข้าใส่

                         เพียงแค่นั้นทั้งหมาและนกต่างก็หนีกระเจิง  โปโปะบินพรึ่บแล้วร้องลั่นเช่นเดียวกับเจ้าหมาน้อยที่สะดุ้งโหยงแล้วตะเกียกตะกายหนีทันที  คงเหลือแต่เจ้าพังพอนสีขาวที่ยืนมองสองภูติรับใช้ที่หนีไปอย่างงุนงง

                         "ไหงวงแตกไวจังล่ะนั่น"

                         "ลิซูมะของโยชิโนริซังนี่ช่างดูเกรี้ยวกราดดีนะคะ"

                         "ภูติของพวกเธอมันขี้ตื่นต่างหากล่ะ  ว่าแต่นั่นหมาหรือหมู?  มันอ้วนเกินกว่าจะวิ่งรอดแล้วนะ"

                         "ผมลดน้ำหนักมันอยู่น่ะ  เรื่องนี้ต้องโทษพวกทันโทว  ขุนมันจนจะเป็นหมูแล้ว"

                         ได้ยินเช่นนั้นโยชิโนริก็ส่ายหน้าอย่างระอาหลังพบว่าพวกตนชักจะเพลินกับการพูดไร้สาระนานไปหน่อย  "เอาเถอะ  ปล่อยพวกภูติให้ทำความรู้จักกันไว้ก็ดี  ดูเหมือนว่ารอบนี้เราอาจจะต้องพึ่งพวกมันมากกว่านี้นัก  แล้วก็ไปประชุมเถอะฉันคิดว่าเรามีเรื่องที่ต้องทำกันอย่างมากมาย"  

                         เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวนำพาเจ้าภูติตนนี้มาด้วย  ส่วนหนึ่งหลังจากที่ทุกอย่างกลับมาสงบแล้ว  ตัวโยชิโนริก็ยินยอมเปิดใจเลือกจะใช้และปล่อยให้เจ้าตัวพังพอนสีขาวนี้เข้าหา  แม้จะไม่ได้คลุกคลีสนิทสนมอะไรมากแต่มันก็พยายามทำตัวอย่างว่าง่ายไม่ก่อความรำคานใจให้แก่หล่อนนัก  

                         และเพราะรู้ดีว่าตัวเองยังไม่ค่อยชอบแต่ก็เริ่มมีความเอ็นดู  ประกอบกับได้ยินจากคอนโนสุเกะว่าสองซานิวะนำพาภูติรับใช้มาด้วยหล่อนจึงนำมันมา  หวังว่ามันจะได้ออกมาเห็นอะไรด้านนอกมากกว่าจะขลุกอยู่แต่ในฮงมารุของเธอ

                         เมื่อถูกทักท้วงเรื่องเป้าหมายที่มา  ซานิวะแต่ละคนก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าท่าทีทันตาเห็น  ก่อนโอยาคิริจะออกปากเชิญสองสาวไปยังศาลาประชุมตรงกลาง

                         "พวกดาบไม่ต้องหรอกนะ  เหมือนกับพวกภูติรับใช้ให้รออยู่ด้านนอกก็พอ"

                         โยชิโนริเอ่ยสั่งอีกหน  ขณะเดินนำเข้าไปด้านในทิ้งความอึ้งให้กับเหล่าดาบที่มาใหม่อีกครั้ง  โดยคะเซ็นของเธอก็รออยู่ที่ด้านนอกตามที่ผู้เป็นนายสั่งอย่างสงบ

                         ไอฮาเนะลอบมองโอยาคิริครู่หนึ่งก่อนคล้อยตาม  ก็ในเมื่อออกปากมาแบบนี้แถมไม่รีรอจะฟังด้วยก็ต้องตามน้ำไปล่ะนะ

                         เด็กสาวสั่งผ่านทางสายตา  แม้ทสึรุมารุจะส่งแววตากลับมาอย่างไม่ยินยอมแต่เพราะทำอะไรไม่ได้ท้ายสุดเขาก็ต้องพยักหน้า  เขาเดินถอยออกห่างจากสองศาสตราที่เหลือราวกับไม่คิดจะเสวนาด้วยแม้แต่น้อยไปหลบหามุมเงียบๆแล้วทรุดตัวลงนั่งพักอย่างรอคอยด้วยความสงบ  เช่นเดียวกับฮาจิสึกะที่หาที่พักไม่ห่างจากคะเซ็นของโยชิโนริมากนัก  รายนั้นก็พิงต้นไม้แล้วหลับตายืนรออย่างสงบเช่นเดียวกัน

                         ครั้นเห็นว่าศาสตราตัวเองปฏิบัติตามที่ต้องการแล้วพวกตนก็เข้าสู่ที่ประชุมตามเดิม  ทั้งหมดเข้านั่งประจำที่นั่งของตนเงอก่อนโอยาคิริจะพูดขึ้นก่อนใครอื่น

                         "เอาล่ะ  ก่อนจะเริ่มการวางแผนผมอยากพูดอะไรหน่อย  ผมคิดว่าพวกคุณที่มาประชุมน่ะคงไม่ได้ไว้ใจในเรื่องการกวาดล้างครั้งนี้ใช่ไหมล่ะครับ"

                         "มันก็สมควรคิดไม่ใช่รึ"  โยชิโนริตอบกลับเสียงเรียบ  เธอปรายตามองอย่างเยือกเย็น  "จำนวนคนของเรามีน้อยเหลือเกินซ้ำศาสตราสำหรับสังหารโยมิก็น้อยนิด  การสู้ครั้งนี้เหมือนน้ำน้อยที่ย่อมแพ้ไฟอยู่ดี  หรือว่าคุณมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้...เพราะจากที่ดูข้อมูลซึ่งส่งมาให้นั้นเห็นได้ชัดว่าการบุกตรงๆไม่ใช่ความคิดที่ดี  ศัตรูฉลาดที่เลือกที่ตั้งฐานแบบนั้นแถมยังรายล้อมไปด้วยโยมิจำนวนมหาศาล....ขอพูดตามตรงนะโอยาคิริซัง...เราแทบไม่มีโอกาสชนะเลย"

                         "ผมรู้  แต่ถ้าผมบอกว่าเราสามารถเลี่ยงการปะทะอันรุนแรงไปได้โดยที่สามารถพุ่งตรงไปยังเป้าหมายหลักคือดาบเล่มนั้นเลย  พวกคุณคิดว่ายังไง?"

                         ชายหนุ่มถามสั้นๆสีหน้าไม่สั่นคลอนราวกับว่ามั่นใจในเรื่องนี้มากนัก  แต่ก็ทำให้สองสาวนิ่งงันไป  ไอฮาเนะหวนนึกถึงในตอนที่ตนแอบส่องมองดูการประชุมร่วมกับเทพอินาริแล้วนึกคิดถึงสีหน้าที่ดูมีเลศนัยของอีกฝ่ายขึ้นมาได้

                         อย่าบอกนะว่าที่ปล่อยไปเพราะมั่นใจในเรื่องนี้  ก็เลยไม่กังวลว่าหากคนอื่นถ้าพบแล้วจะไล่ฆ่าได้น่ะ?

                         "อธิบายมาหน่อยสิ  แต่ก่อนอื่นอะไรทำให้คุณมั่นใจว่าดาบเล่มนั้นอยู่ที่นั่นล่ะ?"  เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอเธอจึงต้องง้างปากเขาให้อธิบายเพิ่มเติม  ซึ่งเขาก็ยินดีตอบด้วยความเต็มใจ

                         "จำที่ผมเคยบอกได้หรือไม่ว่าแม้ดาบนั่นจะกลายเป็นดาบมีมลทินไปแล้วแต่จิตวิญญาณกับสายสัมพันธ์ยังเกี่ยวข้องกับผมอยู่  ซึ่งในตอนประชุมครั้งก่อนที่คานาโมริไม่ได้ร่วมนั้น  ผมได้บอกไปแล้วว่าผมกำลังหาวิธีการเชื่อมโยงเพื่อรับทราบตำแหน่งที่เขาคงอยู่และไม่นานหลังจากนั้นผมก็ทำได้สำเร็จ  ในตอนนี้ผมสามารถรับรู้ที่อยู่และตัวตนของเขาได้แม้จะอยู่กันคนละห้วงมิติเวลาครับ  อีกทั้งช่วงระยะเวลานี้ไม่แปลกหรือว่าทำไมดาบนั่นไม่โผล่มาเลย  นั่นก็เพราะผมพยายามสกัดกั้นเขาเอาไว้ครับ"

                         "สกัดกั้น?"

                         "รบกวนทางจิตใจน่ะ...  การเชื่อมโยงถึงกันนั้นแสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นโยมิแต่ตราบที่จิตยังเชื่อมอยู่มันยังพอมีโอกาส  และผมใช้โอกาสนี้ในการแทรกแซง...พยายามอย่างยิ่งจะเข้าไปถึงในจิตใจของเขาผ่านความฝัน...แต่เนื่องจากระยะห่างรวมทั้งเวลาทำให้ในตอนนี้มันก็เริ่มจะยากเต็มที  แม้ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาผมพยายามจะควบคุมไม่ให้เขาเคลื่อนไหวและดึงความสนใจให้เขามาจดจ่อที่ผมก็ตาม  แต่ก็มีบริวารของเขาบางส่วนหลุดรอดไปก่อปัญหาให้พวกคุณได้"

                         "จะบอกว่าที่ดาบเล่มนั้นไม่โผล่มาสร้างปัญหาก็เป็นฝีมือคุณงั้นเหรอ?"

                         "ครับ  เพราะงั้นผมเลยไม่ได้สนใจว่าหากพวกคุณไปเจอเขาแล้วจะฆ่าทิ้งทันทีไงล่ะ  เพราะยังไงดาบเล่มนั้นคงไปไหนไม่ได้ตราบที่ผมยังมีชีวิตอยู่  การที่ผมยังมีชีวิตอยู่ผมจะดึงรั้งและพยายามสกัดไม่ให้เขาทำอะไรได้ดั่งใจ  ตราบที่ไม่ฆ่าผมทิ้งพันธะที่เชื่อมเขาไว้กับผมจะทำงาน  ทำให้ตัวเขาเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจนึกนัก  แต่ความมืดที่กัดกินทำให้ผมเริ่มจะสกัดเขาไว้ไม่ได้อีกแล้ว  ดังนั้นทางเลือกสุดท้ายคือต้องรีบจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้  หากปล่อยไปแล้วการเชื่อมโยงขาดสะบั้นลงมันคงจะยากในการจัดการครับ"

                         "แล้วเรื่องที่ว่าสามารถพุ่งตรงไปหาเป้าหมายได้นี่?"

                         "จากการเชื่อมโยงมันทำให้ผมสามารถหาช่องว่างในการระบุตำแหน่งของเขาได้  และภูติรับใช้ของผมมีความรวดเร็วและมีพลังในการหลบซ่อน  มันสามารถนำพาตัวเองเข้าไปใกล้เป้าหมายได้โดยไม่สะดุดตา  และเมื่อเข้าไปใกล้มากพอ  มันจะทำให้ผมสามารเรียกอาคมเคลื่อนย้ายนำพาตัวเองสลับกับตัวของภูติได้น่ะครับซึ่งพลังตรงนี้ผมได้นำมาปรับเปลี่ยนและพัฒนาจนทำให้สามารถเคลื่อนย้ายในพื้นที่จำกัดได้โดยไม่เป็นปัญหา  แต่ด้วยขนาดพื้นที่สามารถไปได้แค่สามคนเท่านั้น..."

                         "สาม...?"  ฟังตัวเลขแล้วแต่ละคนก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก  แต่ไอฮาเนะคิดว่าด้วยข้อจำกัดนี้เธอสามารถเล่นตุกติกกับมันได้นิดหน่อยล่ะนะ

                         โยชิโนริฟังข้อมูลใหม่ที่ได้มาแล้วคิดอย่างเคร่งเครียด  "จริงอยู่ว่าเราสามารถทำแบบนั้นได้  สมมติว่ามันเป็นไปได้ด้วยดีแต่คำถามคือมันจะเป็นไปได้หรือที่ศัตรูจำนวนมหาศาลจากด้านนอกจะไม่รู้ตัว  อีกทั้งถ้ามันไหวตัวทันในตอนที่เราบุก  นั่นไม่เท่ากับว่าเราโดนล้อมกรอบหรอกรึ?"

                         มันเหมือนปิดประตูทางหนีเลยทีเดียวเพราะพวกตนอยู่ในวงล้อมของศัตรู  ซึ่งตรงจุดนี้โอยาคิริก็คิดอย่างหนักใจเช่นเดียวกัน

                         "ผมคิดว่าในเรื่องนั้นเราต้องเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรูครับ  คงต้องอาศัยช่วงชุลมุนในการให้ชิโร่ฝ่าเข้าไป"

                         เป็นวิธีการที่บ้าแต่นั่นคงเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้นเอง

                         กระนั้นมันก็ยังเสี่ยงเกินไปอยู่ดี

                         "หากคุณจะบุก  เราต้องมีความพร้อมมากกว่านี้...ด้านกำลังรบของฉันเพิ่งฟื้นตัวกลับมา  ดาบที่สามารถสังหารโยมิได้ในตอนนี้มีแค่สามเท่านั้นเอง  ส่วนคนอื่นนั้นกำลังพยายามอยู่  ดังนั้นนี่คือข้อเสนอ  เราจะประชุมอีกครั้งในหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง  รอให้มีกำลังรบเพิ่มมากกว่านี้และที่สำคัญ  เราต้องหาอะไรที่เป็นจุดสนใจให้ได้ไม่อย่างงั้นโอกาสในการจะทำอย่างที่คุณหวังคงเป็นไปได้ยาก"

                         โอยาคิริพยักหน้าตอบรับไม่โต้แย้ง  เนื่องจากกำลังรบหลักของเขาก็มีจำนวนไม่ถึงสิบด้วยซ้ำก่อนเขาจะหันไปถามคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นด้วยความกังวล  กำลังรบหลักที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในตอนนี้ก็มีแค่ฮงมารุของซานิวะที่นั่งเงียบนี่แหละ

                         "คานาโมริ...เธอคิดว่าไงบ้าง"

                         "ฟังดูไม่เลว  แต่ก่อนจะทำจริงคงต้องมีการทดสอบ  ยังไงก็ตามฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?"

                         "ว่ามาสิ..."

                         "เลเวลต่ำสุดของดาบของพวกคุณคือเท่าไหร่"

                         แม้จะน่าสงสัยว่าถามทำไมแต่เมื่อแต่ละคนเอ่ยตอบ  คนถามก็หยักยิ้มก่อนเอ่ยชัดๆช้าๆ

                         "ฉันมีข้อเสนอ...และหากทำตามที่ฉันบอกได้ละก็...ฉันขอรับรองชัยชนะในศึกครั้งนี้  พวกคุณสนใจจะรับฟังไหมคะ?"




                         ทสึรุมารุนั่งสงบนิ่งรอคอย  บรรยากาศที่นี่ชวนให้ผ่อนคลายไม่น้อยเลย  หากแต่สายตาที่ส่งมาทิ่มแทงนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่สงบเสียแล้ว

                         ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองก็พบกับดวงตาของฮาจิสึกะที่มองมา

                         "เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมา  จ้องข้าขนาดนี้ไม่เอาดาบมาฟันเลยล่ะ?"

                         ถามหยอกเย้าอย่างนึกสนุก  เขายินยอมเผยรอยยิ้มขี้แกล้งให้ปรากฏบนใบหน้า  

                         แม้จะรับปากว่าจะยืนเคียงข้างอย่างเงียบเชียบไม่แสดงท่าทีแต่นั่นก็จะทำต่อหน้าซานิวะผู้นั้นเท่านั้น  แต่กรณีนี้ที่เป็นดาบรบ  ทสึรุมารุก็เลือกจะลดความตึงเครียดลงและเริ่มหยอกล้ออย่างสนุกตามนิสัยของตัวเองสักหน่อย

                         "หึ  ข้าไม่โง่หาเรื่องกับเจ้าหรอกนะ  หากข้าทำคงมีปัญหา"

                         "ฮะฮะ  เจ้าก็ทราบดีแต่ทำไมยังจ้องข้าเขม็งนักล่ะ?  รึที่เรือนของเจ้าไม่ได้เห็นตัวข้ามานานแล้วจึงรู้สึกแปลกตาเลยจ้องเอาเช่นนี้?"

                         ฮาจิสึกะจ้องมองเขม็งก่อนตอบเสียงเย็นเริ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก  "ข้านึกว่าเจ้าจะเก็บปากเก็บคำสำรวมมากกว่านี้เสียอีกนะทสึรุมารุ"

                         "ข้าจะสำรวมยามอยู่กับนายของข้า  แต่นายข้าไม่อยู่และตรงนี้มีแต่พวกดาบ  ข้าก็ไม่ต้องสำรวม..."

                         ดาบรบผมม่วงยังคงมองอย่างไม่ชอบใจ  จนคะเซ็นที่รั้งรอดูท่าทีต้องเอ่ยปราม

                         "พวกเจ้า...รู้ใช่หรือไม่ว่านี่คือการประชุม  มาทะเลาะกันเช่นนี้ไม่เป็นผลดี..."

                         "ข้ารู้/ก็รู้น่ะสิ"  ทั้งสองหันมาตอบอย่างพร้อมเพรียง  ฮาจิสึกะหันขวับไปมองอย่างหงุดหงิดที่อีกฝ่ายตอบพร้อมกับตน  แต่ทสึรุมารุกลับฉีกยิ้มเริงร่า

                         "เจ้าอยากพูดหรือถามอะไรก็ว่ามาฮาจิสึกะ  ข้าน่ะไม่อยากหาเรื่องทะเลาะกับเจ้าหรอกนะแต่เห็นเจ้าจ้องมองข้าเหลือเกินข้าก็เลยอยากรู้"

                         "ผู้ที่ข้าอยากถามคือเจ้านายของเจ้าเสียมากกว่า  นึกคิดอะไรอยู่  ทำไมถึงพาเจ้ามาทั้งที่รู้อยู่แล้วว่านายท่านของข้าจะมาด้วย...!"

                         ทสึรุมารุเริ่มหงุดหงิดขึ้นมายามได้ยินดาบรบเบื้องหน้ากล่าวถึงนายสาวของตนเอง  แต่เขายังไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดให้เห็นอย่างชัดเจน  กลับเลือกตอบกลับไปด้วยท่าทางเฉยๆ

                         "อ๋อ  เรื่องนั้นน่ะเอง  อันนี้ข้าขอนายท่านเพื่อมาด้วยตัวเอง  ไม่ใช่นายท่านอยากพาข้ามาสักหน่อย"  

                         "เจ้าเนี่ยนะอยากจะมา?  เจ้าไม่ชอบนายท่านของข้าไม่ใช่รึ"

                         "อืม  ไม่ชอบ  ตอนนี้ก็ไม่ชอบแต่เพราะข้าอยากรู้น่ะสิ"  ชายหนุ่มผมขาวเอ่ยค้างแล้วมองอย่างราบเรียบ  "ข้าอยากเห็นการตัดสินใจของคนที่ทอดทิ้งตัวข้าอีกคนว่าจะเลือกแบบไหน  มีการเตรียมใจมาพร้อมหรือยัง  เพราะหากเขายังไม่พร้อมและเป็นตัวถ่วงให้นายข้า  ข้าคงหงุดหงิดแย่"

                         "เจ้า!"

                         "ใจเย็นก่อนฮาจิสึกะ...เจ้าก็เงียบไปก่อนทสึรุมารุ"  คะเซ็นปรามอีกหนหลังเห็นชายหนุ่มผมยาวสีม่วงเริ่มมีน้ำโห

                         "ข้าไม่ได้พูดอะไรผิด  ฮาจิสึกะอยากรู้ว่าข้ามาทำไม  ข้าก็ตอบไปตามตรง  ข้าอยากรู้และข้าเชื่อว่าตัวข้าที่เรือนเจ้าก็คงอยากรู้ด้วยเช่นกัน  ยังไงพวกข้าก็เป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเหมือนกัน  แถมเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวเองมีหรือจะไม่อยากรู้?"

                         ถามอย่างมั่นใจซึ่งดาบรบผู้ห้ามปรามก็ปิดปากเงียบก่อนพยักหน้าตอบกลับ  ตอนโดนฮาจิสึกะตวัดสายตาไปมองคล้ายถามเงียบๆอย่างกดดันว่าจริงหรือไม่

                         "ใช่  ทสึรุมารุของทางฝั่งข้าก็เรียกร้องขอนายท่านเพื่อจะมา  แต่นายท่านกังวลว่าการนำพาเขามาจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับซานิวะผู้นั้นจึงไม่อนุญาต  ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่กระตือรือร้นที่จะลงศึกนี้มากพอควร"  เจ้านั่นยังขออีกด้วยว่า  ผลการประชุมเป็นอย่างไรขอให้นายท่านบอกแก่เขาด้วย  เขาอยากรู้การตัดสินใจครั้งนี้เหมือนกัน

                         ดูเหมือนแต่ละฝ่ายต่างก็คิดว่าซานิวะผู้นั้นต้องลังเลในการต่อสู้ครั้งนี้  แม้จะบอกว่ากวาดล้างแต่ยามเผชิญหน้ากลับไม่มีใครเชื่อถือว่าเขาจะเด็ดขาดในการกำจัดได้จริงๆ  ประกอบกับไม่มีใครเชื่อว่าตัวเขาจะสามารถช่วยดาบเล่มนั้นให้กลับมาเป็นดาบสีขาวได้อีกแล้วเช่นกัน

                         ทสึรุมารุที่ได้ยินหัวเราะร่า  เพราะตรงตามที่ตัวเองคิดทุกประการ  "ฮะฮะฮะ  สมเป็นตัวข้า!  ไม่ผิดไปจากที่ข้าคิดเลยจริงๆ!"

                         ฮาจิสึกะจ้องเขม็งก่อนเอ่ยเสียลอดไรฟัน  "ทำไมพวกเจ้าอยากจะรู้อะไรนักเกี่ยวกับการตัดสินใจของนายข้า..."

                         "ก็พวกข้าอยากจะเห็นนี่  อยากจะเห็นการเตรียมใจของเขาด้วย  และการมาของข้าในวันนี้คือตัวทดสอบว่านายเจ้าพร้อมแค่ไหนฮาจิสึกะ  หากเขาเห็นข้าแล้วปรากฏความลังเลนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าอาจจะขอร้องให้นายท่านถอนตัวเพราะนายของเจ้าไร้ความหนักแน่นที่มากพอ"

                         "ทสึรุมารุ!"

                         "หยุด!  พอได้แล้วทั้งคู่เลย!!  นี่เป็นการตัดสินใจของพวกนายท่านพวกเจ้าอย่าได้ริเข้าไปยุ่ง!"  คะเซ็นก้าวมายืนขวางสองดาบที่ต่างคนต่างลุกขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะปะทะ  ดาบรบผู้ห้ามปรามนึกประสาทเสีย  ทั้งที่การทะเลาะเล็กน้อยของพวกเขาจะส่งผลกระทบต่อการประชุม  ทั้งที่น่าจะทราบดีแต่ทำไมยังจะหาเรื่องต่อกันอีกนะ

                         "ฮาจิสึกะ!  สงบสติอารมณ์ของเจ้าซะ!  ข้าไม่เชื่อว่านายท่านของเจ้าจะปลื้มหากมีการปะทะเกิดขึ้น!  ส่วนเจ้า!  ทสึรุมารุ!  เงียบซะไม่ต้องพูดอะไรอีก!"

                         เห็นสองดาบยังจ้องอย่างไม่ลดละ  คะเซ็นก็เอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

                         "พวกเจ้าไม่ใช่เด็กเล็กอีกแล้ว!  หัดทำอะไรคิดถึงผลกระทบเสียบ้าง!  ยามนี้พวกเจ้าเป็นตัวแทนอารักขานายท่านมาร่วมประชุม!  หัดสำรวมและอยู่อย่างสงบโดยไม่ก่อปัญหาซะ!!"

                         สิ้นคำสองดาบที่ยังจ้องกันอยู่ก็ยินยอมละเลิก  ต่างฝ่ายต่างเบือนหน้าหนีกันไปคนละทาง  ท่ามกลางดาบรบที่อยู่ตรงกลางผู้ซึ่งลอบถอนหายใจอย่างปวดหัว

                         ทำไมถึงเอาเจ้าพวกเลือดร้อนมาร่วมประชุมนะ  

                         คะเซ็นนึกปวดหัว  เขาล่ะหวังว่าจะเป็นดาบคนอื่นที่สงบเสงี่ยมมากกว่านี้  แต่รอบนี้ดันเอาดาบอารมณ์ร้อนกับดาบตัวปัญหามาซะงั้น

                         ขณะที่กำลังปวดหัว  สายตาของฮาจิสึกะก็เหลือบไปเห็นร่างอันคุ้นตาของผู้เป็นนายก้าวเดินออกมาจากศาลากลางน้ำเพียงลำพัง

                         "นายท่าน?"  เขาพึมพำแล้วรีบผละจากที่ตรงนั้นแล้วตรงดิ่งไปหาอย่างรีบเร่ง

                         โอยาคิริที่เดินออกมาสังเกตเห็นดาบรบตนเองแล้วยิ้มให้เล็กน้อย  แต่ครั้นเห็นสายตาของเหล่าดาบที่มองอย่างสงสัยหลังเห็นนายหญิงของพวกเขาไม่เดินออกมาจากลานประชุมกลาง  โอยาคิริก็ยิ้มเจื่อนแล้วเปิดปากอธิบาย

                         "สาวๆขอคุยกันส่วนตัวด้วยเรื่องของผู้หญิงน่ะ  ผมเลยโดนไล่ออกมา"  ว่าง่ายๆก็คือตัวผู้ห้ามมายุ่งนั่นแหละ  "คงจะคุยกันอีกพักใหญ่  พวกนายไปหาที่นั่งพักเล่นก็ได้เดี๋ยวพวกคอนโนสุเกะจะเอาชากับขนมมา  จะได้นั่งพักกินของว่างระหว่างรอสาวๆล่ะนะ"  ซานิวะหนุ่มผมเงินบอกแล้วยิ้มน้อยๆสีหน้าไม่ได้ตึงเครียดหรือหนักใจอะไรเท่าไหร่นัก

                         ชายหนุ่มหวนนึกถึงสิ่งที่เด็กสาวผมดำบอกเล่าและเสนอมา  ในตอนแรกมันดูเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้แต่สีหน้ากับท่าทางของผู้บอกกล่าวนั้นไม่ได้ล้อเล่น

                         "หากไม่เชื่อพรุ่งนี้จะไปดูด้วยตาตัวเองก็ได้นะคะ"

                         โอยาคิริยอมรับว่าคานาโมริใช้คำพูดและวิธีการโน้มน้าวดึงดูดใจให้คนฟังนึกสนใจได้ดี  และเรื่องที่เธอบอกมานั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน  ทว่าด้วยเงื่อนไขที่ยื่นมานั้นต้องการให้พวกตนตัดสินใจในวันพรุ่งนี้เสียก่อน  หลังจากเห็นสิ่งที่เธอจะนำเสนอแล้ว  และหากตกลงก็ต้องทำตามเรื่องที่เธอยื่นขอมาให้ได้ภายในสองอาทิตย์ที่ต้องใช้เตรียมการ

                         ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องที่บอกนั้นจะเป็นไปได้จริงหรือ?  แต่ถ้าหากเป็นไปได้นี่เท่ากับว่าเธอกำลังทำให้กำลังรบมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมด้วยกรรมวิธีการที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลยแท้ๆ

                         ขณะจมดิ่งในห้วงความคิดเขาก็เหลือบตามองไปยังร่างในอาภรณ์สีขาวที่โดดเด่นกว่าใครในที่แห่งนี้  ตัวดาบรบนั้นไม่ใช่ของๆเขา  อีกทั้งยังมีท่าทีเย็นชาต่อคนรอบด้านมากเหลือเกิน

                         โอยาคิริเผลอเหม่อมองดูเค้าหน้าอันแสนคุ้นตาพักใหญ่  จนเจ้าของใบหน้าชำเลืองตามามองอย่างหงุดหงิด...

                         จะจ้องอะไรนักหนา

                         นั่นคือสายตาของดาบรบที่ด่ากลับมา  ทำให้คนจ้องหัวเราะในลำคอแผ่วเบา

                         ก็รู้หรอกว่าเป็นคนละคนกัน  แต่ใบหน้าที่เหมือนกันนี้...มันชวนให้คิดถึงอย่างบอกไม่ถูก

                         และเพราะรู้ดีว่าไม่ใช่ดาบของตนเอง  ทว่ามันก็ไม่ผิดที่จะพูดคุยสักนิดไม่ใช่หรือ

                         ก็แค่..อยากได้ยินเสียงอีกสักครั้งแม้จะไม่ใช่น้ำเสียงที่อ่อนโยนก็ตาม

                         "ระหว่างรอเจ้านาย..สนใจมาพูดคุยกับผมหน่อยไหมครับ?"

                         ถามยิ้มๆอย่างรู้คำตอบดี  เขาเตรียมใจไว้แล้วหากจะโดนว่ากลับว่าเพื่ออะไร  หรือไม่ก็มองด้วยแววตารำคาน  

                         โอยาคิริเตรียมใจไว้แล้ว  หลังเห็นร่างสูงตรงหน้าคล้ายจะอึ้งก่อนเขาจะเหลือบตามองไปยังศาลากลางน้ำ  จดจ้องอยู่ครู่หนึ่งราวกับประเมิณว่าผู้เป็นนายอันแท้จริงยังไม่น่าจะเดินมาง่ายๆแน่  ก่อนจะถอนหายใจแล้ววกสายตากลับมาเผชิญหน้า

                         น่าแปลกที่ไม่มีสายตาดั่งที่โอยาคิริคาดคะเนไว้  มันสงบนิ่งราบเรียบไร้อารมณ์

                         "เจ้าอยากจะพูดอะไรก็รีบเข้า  ข้าไม่ต้องการให้นายท่านต้องมารอคอยการพูดคุยของข้ากับเจ้า"  ว่าแล้วก็ผละจากต้นไม้ที่เคยใช้นั่งพัก  ขยับตัวก้าวนำหน้าเพื่อไปให้พ้นจากที่ตรงนั้นราวกับไม่ต้องการให้ใครอื่นมาได้ยินบทสนทนา

                         ซานิวะหนุ่มอึ้งตกใจอย่างบอกไม่ถูก  ฮาจิสึกะที่รอคอยอยู่ไม่ห่างจ้องมองผู้เป็นนายตนอย่างกังวล  การที่เจ้านายยังเลือกจะพูดคุยกับกระเรียนขาวยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเขายังคงยึดติดกับดาบเล่มนั้น  แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนตัวเขากลับไม่เคยลืมเลือนดาบเล่มนั้นเลย

                         ฮาจิสึกะรู้ดีว่าต่อให้มีใครมอบความรักหรือเอาใจใส่ผู้เป็นนายมากแค่ไหน  ทว่าก็ไม่มีใครไปแทนที่ดาบเล่มนั้นได้เลยแม้แต่คนเดียว

                         ไม่ว่าใครก็ตาม...

                         "นายท่าน...."

                         แต่ดาบทสึรุมารุตรงหน้าไม่ใช่ดาบเล่มนั้น  เขาเป็นดาบของซานิวะหญิงผู้นั้นและตัวเขาก็ย้ำหนักแน่นว่าไม่ใช่ดาบของเจ้านายของตน

                         ทว่าการที่เขาซึ่งมีความไม่พึงพอใจจากเหตุการณ์ครั้งโน้นนั้นทำไมจึงยอมพูดคุยกับนายท่านล่ะ?  เขาควรจะเกลียดและแสดงความหงุดหงิดใส่ด้วยซ้ำ  ทำไมจึงยอมพูดคุย?

                         "ช่วย...รอผมสักครู่นะฮาจิสึกะ  และหากพวกคานาโมริหรือโยชิโนริซังออกมาแล้วก็บอกผมด้วยละกัน"

                         "ขอรับ..."  ในเมื่อนายท่านประสงค์จะพูดคุยด้วย  ตัวเขาก็ไม่ควรจะขัด  ชายหนุ่มผมม่วงได้แต่เหม่อมองแผ่นหลังของทั้งสองที่ก้าวออกห่างจากจุดที่ตนอยู่ไปอย่างเงียบเชียบ

                         "อย่าห่วงเลย  ข้าเชื่อว่าทสึรุมารุ  คุนินากะนั้นไม่คิดจะทำอะไรนายท่านของเจ้าหรอก"

                         "..."

                         "นี่คือการประชุมและนี่คือการร่วมมือในการปะทะศึก  แม้จะไม่ชอบหน้าแต่เขาย่อมต้องรู้ว่าการกระทำอะไรที่ผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่องานใหญ่  และทสึรุมารุไม่ใช่ดาบที่มีดีแค่ขี้แกล้ง  อย่างน้อยด้วยประวัติและช่วงอายุอันยาวนาน  เจ้านั่นย่อมทราบดีว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ"

                         ฮาจิสึกะหลุบตาลงต่ำก่อนพึมพำตอบแผ่วเบา

                         "ข้ารู้...ข้ารู้แล้วล่ะ...แต่ที่ข้าห่วงไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย.."

                         ก็แค่ห่วงจิตใจของนายท่านก็แค่นั้นเอง...




                         ยามเมื่อเดินออกมาห่างพอควร  ซานิวะหนุ่มจึงเปิดบทสนทนา

                         "ตกใจนะที่นายยอมมาคุยกับผมทั้งที่น่าจะไม่ชอบขี้หน้าผมแท้ๆ"

                         "ข้าก็ยังไม่ชอบหน้าเจ้า  แต่นายท่านต้องการร่วมมือกับเจ้า  ข้าไม่สามารถเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับงานได้"  ทสึรุมารุตอบเสียงเรียบไร้อารมณ์ดีเท่าไหร่นัก  ชายหนุ่มทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนายสาวที่ว่าจะอยู่ข้างกายนางจนกว่าจะจบศึกนี้  และยามที่ต้องมาเผชิญหน้ากับซานิวะผมเงินตัวเขาจะอยู่อย่างสงบเงียบเชียบไม่แสดงสีหน้าท่าทางรังเกียจหรือไม่ชอบอย่างเด็ดขาด  แม้การมาคุยกันตามลำพังเช่นนี้จะอยู่นอกเหนือไปจากที่คิดไว้ก็เถอะ

                         โอยาคิริหัวเราะหึในลำคอ  ขณะก้าวเดินนำหน้า

                         "ผมรู้...ถึงจะไม่ชินกับภาพที่เห็นนายหน้าบึ้งตึงก็เถอะ แต่พูดยาก...นายไม่ใช่ดาบของผมนี่นะ"

                         "ข้าคือดาบของนายท่านของข้า  ไม่ใช่ดาบของเจ้า...ช่วยจำไว้หน่อยก็ดี"

                         "ผมรู้ๆ  แค่แหย่เล่นน่ะยังไงก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว  อย่ามาเขม่นกันเองเลย"  โอยาคิริว่าไปเรื่อยก่อนจะหยุดเดิน  เขาเหม่อมองท้องน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลอันซึ่งตอนนี้กลีบดอกไม้สีชมพูยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย  "บอกตามตรงนะเห็นนายมาด้วยแบบนี้ทำเอาผมหวั่นไหวไปครู่หนึ่ง...ดาบเล่มนั้นสมัยก่อนก็ชอบติดตามผมไปไหนมาไหนโดยตลอด  เรียกว่าไม่ยอมปล่อยตัวเองให้อยู่ห่างจากผมนัก"

                         ดังนั้นพอเห็นคานาโมริเดินเคียงมากับทสึรุมารุเล่มนี้  มันจึงเหมือนทำให้เห็นภาพสะท้อนของตัวเองในอดีตกับดาบเล่มนั้นจริงๆ

                         "ข้าไม่รู้ว่าดาบของเจ้าคิดหรือตัดสินใจทำอะไรแบบไหน  แต่ข้าติดตามผู้เป็นนายเสมอไม่ว่าจะเมื่อไหร่  เพราะยังไงข้าคือกระเรียนมีหน้าที่คอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองเจ้านายจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต  นั่นคือสิ่งที่ข้าทำมาเสมอไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม"

                         "เฝ้าดูและคุ้มครอง...พวกนายนี่...ไม่ว่าจะเล่มไหนก็พูดเหมือนกันเลยจริงๆนะ"

                         ซานิวะหนุ่มผมเงินถอนหายใจแผ่วเบา  พวกเขาเหมือนกันเพราะเป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเหมือนกัน  ดังนั้นพวกเขาจึงมีลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก  แต่นิสัยหรือการยึดติดผู้เป็นนายคงแตกต่างกันนิดหน่อยตามแต่จะอยู่กับซานิวะแบบไหน

                         ทว่าทสึรุมารุของคานาโมริช่างมีนิสัยคล้ายคลึงกับอดีตดาบของตนยิ่งนัก  จะทั้งการวางตัวหรือการหวงแหนเจ้านาย

                         ทสึรุมารุยังจ้องมองเงียบงัน  เขานิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามออกไปจากความรู้สึกที่อยากจะรู้จริงๆ

                         "เจ้าจะทำอย่างไรกับดาบเล่มนั้นต่อไป?"

                         "เหลือเชื่อที่นายถามผมนะ"

                         "ข้าถาม...เจ้าจะตอบหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า ข้าไม่ชอบการพูดอะไรยืดเยื้อหรือซ้ำซาก"

                         "เย็นชาเสียจริง  ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าคานาโมริจะสั่งให้นายเย็นชากับผมน่ะ"

                         "นายท่านไม่เคยสั่งข้า  ท่านสั่งแค่ว่าให้สำรวมเท่านั้น"

                         "นั่นเป็นคำสั่งที่ขัดกับธรรมชาติของนายแบบสุดๆเลยนะ"

                         "อย่าพูดเหมือนรู้จักข้าดี  ถึงมันจะดูแปลกตาไปบ้างแต่ข้าก็ไม่ได้บ้าบอหรือทำเป็นเล่นในสถานการณ์ตึงเครียดหรอกนะ"  กระเรียนขาวแย้งอย่างหงุดหงิด  ต่อให้ไอฮาเนะสั่งให้เขาสำรวมกิริยาต่อหน้าซานิวะคนนี้ก็เถอะแต่มันก็ยากจริงๆ  เขาไม่ถูกชะตากับเจ้านี่แถมยังไม่รู้สึกอยากฟังเสียงใดๆจากปากเขาเลย  แต่เพราะไม่อยากให้เกิดความบาดหมางก่อนจะสู้ศึก  ทสึรุมารุจำต้องอดทนแล้วพูดตอบโต้อย่างระมัดระวังเต็มที่  อีกทั้งเมื่อครู่เพราะความอยากรู้เลยพลั้งปากถามออกไปก็เท่านั้นแหละ

                         โอยาคิริหัวเราะเล็กน้อยยามได้ยินการตอบแบบนั้น  

                         "นั่นสินะ  ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน  ต่อให้ตัดสินใจไปแล้วว่าถ้าช่วยไม่ได้ต้องกำจัดทิ้ง...ทั้งอย่างงั้น...ผมยอมรับว่าผมยังลังเล"

                         ปรากฏแววตาตึงเครียดในดวงตาสีอำพันครู่หนึ่งแต่ทสึรุมารุเก็บอารมณ์และแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆให้อีกฝ่ายรับรู้

                         "คานาโมริและโยชิโนริซังก็ยังกังวลกับเรื่องนี้  พวกเธอย้ำเตือนกับผมเสมอว่า  จะเกิดอะไรขึ้นผมก็ต้องตัดสินใจให้ดี  และพวกเธอก็บอกตามตรงว่าไม่ต้องการให้ดาบเล่มนี้คงอยู่อีกต่อไป"

                         ในความเป็นจริงสองสาวปราถนาความตายของดาบเล่มนั้นอยู่แล้ว  ว่ากันตามตรงดาบเล่มนั้นก็สร้างปัญหาให้พวกเธอโดยเฉพาะกับซานิวะสาวผมดำไว้อย่างมากที่สุด  ฉะนั้นแล้วก็มีแต่โทษตายสถานเดียวที่จะมอบให้เพียงเท่านั้นแหละ

                         ก็รู้หรอกนะ  รู้อยู่หรอก...

                         "ข้าไม่เข้าใจ...เจ้าทำให้ดาบเล่มนั้นร่วงหล่นด้วยตัวเองแต่ท้ายสุดเจ้าก็ยังดิ้นรนจะเอาดาบเล่มนั้นกลับมา....ทำไมเจ้าไม่เลือกจะปล่อยเขาไป?  หากทำลายทิ้งยังไงเสียดาบแบบเดียวกันก็จะหวนกลับมาเยือนยังฮงมารุเจ้าอยู่ดี"

                         ทำลายไปหนึ่งเล่มก็ใช่ว่าจะไม่สามารถหามาทดแทนได้เสียเมื่อไหร่?  ยังไงทสึรุมารุ  คุนินากะนั้นสามารถปรากฏขึ้นมาได้เรื่อยๆอยู่แล้ว  และแม้ว่าจะกลายเป็นดาบมีมลทินทว่าตัวซานิวะผู้นั้นก็สามารถตีดาบเพื่อควานหาทสึรุมารุเล่มใหม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?

                         โอยาคิรินิ่งเงียบไปครู่ใหญ่  มันเป็นคำถามที่ตัวเขาและดาบในปกครองเคยเฝ้าถาม

                         ทำไมถึงไม่ปล่อยไป?  ทำลายไปยังง่ายเสียกว่า...

                         ทำไม...ยังเลือกจะยึดติดและพยายามไขว่คว้ากลับมา?

                         "อาจจะเพราะนั่นคือทสึรุมารุที่ผมรู้จัก  และเป็นทสึรุมารุที่เข้าใจผมดีที่สุดก็ได้ล่ะมั้ง..."

                         ชายหนุ่มหลับตาลงหวนนึกถึงภาพในอดีต

                         แต่เด็กตัวเขานั้นเป็นที่สองรองจากใครอื่นตลอด  เพราะว่ามีพี่ชายฝาแฝดที่เก่งกาจเฉลียวฉลาดจนเป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่  ทำให้ความสำคัญของน้องชายที่ไม่ต่างกับเงานั้นด้อยค่าลงจนแทบไม่มีใครเหลียวแล  ทว่าเมื่อถูกรับเลือก...ตัวเขากลับเป็นที่หนึ่ง  ไม่ว่าใครต่างก็ยกย่องและให้ความสำคัญ

                         ตัวเขา...ได้รับสิ่งที่ไม่เคยได้มาก่อน  และพร้อมกันนั้นก็ได้ยินแต่คำพูดที่ไม่เคยมีใครได้พูดกับเขาเลย

                         ท่านคือนายท่านของข้านะ  ยืดอกเชิดหน้าให้สง่าผ่าเผยหน่อยสิ!  อ้ะ!  แต่ถ้ากังวลล่ะก็ไม่เป็นไรนะ!  ข้ากับคนอื่นๆอยู่กับท่านเสมอแหละ!

                         "เขาอยู่กับผมเสมอ...ทั้งที่...ผมไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายแต่เขาก็ยังอยู่กับผมไม่มีวันหนีห่าง"

                         นายท่าน...ถ้าหากท่านยังโหมงานมากแบบนั้นระวังหน้าจะแก่นะ!

                         เอ้า  นายท่าน  อยากเก่งมันก็ดีอยู่หรอกแต่การพักผ่อนก็สำคัญนะ!

                         "ผมคิดเสมอว่าผมเป็นแค่ที่สอง  เป็นได้แค่เงาของพี่ชาย...ไม่น่าจะมีค่าอะไรในฐานะซานิวะ  เพราะแม้แต่การถูกเลือกให้มาเป็นซานิวะก็ไม่ได้เลือกมาเพียงเพราะถูกศาสตราเลือกเพียงอย่างเดียว"

                         ก็แค่ถูกเลือกมาเพราะว่าพี่ชายป่วยเกินไป  หากพี่ชายยังแข็งแรงดีไม่มีโรคภัย  

                         ตัวเขาก็คงไม่ถูกเลือก...

                         โอยาคิริยิ้มอย่างขมขื่นในขณะที่ดวงตาสั่นไหว

                         "แต่ดาบเล่มนั้นก็เอาแต่ปลอบว่า  ผมคือซานิวะของเขา  พวกเขาเลือกผมมาด้วยความตั้งใจของตนเอง...เขาย้ำเสมอว่าผมไม่ใช่เงา  ไม่ได้เป็นที่สองเหมือนอย่างที่คิด...เขาย้ำตลอดเลยล่ะ"

                         ชายหนุ่มดีใจมากๆที่ได้ยินคำเหล่านั้น  พวกเขาไม่ได้แค่พูดปลอบเพื่อเอาใจแต่พวกเขาปลอบโยนเพราะห่วงใยจริงๆ  และจากนั้นมาดาบเล่มนั้นก็ไม่เคยหนีห่างจากเขาเลย  เอาแต่คอยอยู่ใกล้  คอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนบางครั้งก็ชอบแย่งงานจากฮาจิสึกะเสมอๆจนดาบเล่มแรกเอาแต่บ่นว่า  ใครเป็นเลขาเจ้านายกันแน่เนี่ย

                         ซานิวะผมเงินหลับตายิ่งนึกถึงภาพในอดีตความรู้สึกเจ็บปวดก็อัดแน่นตรงบริเวณหน้าอก  หลังจากเกิดเรื่องในวันนั้นขึ้นตัวเขาไม่อาจข่มตานอนหลับได้สนิทใจ  วันๆเอาแต่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเอาแต่โทษตัวเองที่โง่เขลากับการตัดสินใจแบบนั้น

                         "ก็นะ...ทั้งที่เขาก็ดีแสนดีแบบนั้น...แต่ผมก็ทำให้เขาผิดหวังจนได้"

                         "..."

                         เห็นการไม่ตอบรับ  โอยาคิริก็หัวเราะเบาๆแล้วหันกลับมาเผชิญหน้า  ดวงตาของทสึรุมารุหรี่ลงเล็กน้อย

                         "ต่อให้เจ้าร้องมาตรงหน้าข้าก็ไม่คิดจะปลอบเจ้าหรอกนะ"

                         ได้ยินถ้อยคำที่แสนเย็นชา  โอยาคิริก็ยิ่งหัวเราะออกมาดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นพูดคุย

                         "ฮะฮะ  เย็นชาชะมัดเลย  นายยังเคืองเรื่องที่ผมไปคว้าข้อมือคานาโมริอีกเหรอ  ช่างหวงแหนเหลือเกินนะ"

                         "มีดาบคนใดบ้างไม่หวงแหนเจ้านาย  หากมีใครอื่นมาแตะตัวนายโดยที่เจ้านายไม่ได้ยินยอม  มีหรือจะทนได้?  ขนาดข้าโจมตีตอบโต้ดาบของเจ้าก็ใช่จะยินดีนัก"

                         "ก็นายเล่นกะจะฆ่าผมนี่"

                         "หากข้าจะฆ่า  ข้าคงฟันคอขาดไปแล้ว"

                         "โอย  โหดจริงนะ  นิสัยตรงนี้เหมือนกันเปี๊ยบเลย"

                         "ข้าไม่ใช่ดาบของเจ้า!"

                         "จ้าๆ"

                         ตอบไปแค่นั้นซานิวะหนุ่มก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจที่เห็นสีหน้าคล้ายโมโหของกระเรียนขาว

                         ทสึรุมารุเริ่มรู้สึกเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง  ตัวเขานั้นบางทีก็หงุดหงิดใจยามเจอหน้าเจ้านกสีดำนั่น  ทว่าถ้าเทียบแล้วเจอหน้าอดีตนายของมันยังน่าหงุดหงิดใจกว่าเยอะเลย

                         ท่านไอ...เมื่อไหร่ท่านจะคุยจบเนี่ย  ข้าเริ่มจะหมดความอดทนกับเจ้านี่แล้วนะ!

                         กระเรียนขาวคิดอย่างโอดครวญ  พลางคิดว่าตัวเองพลาดแล้วที่ตามมาด้วย  ถ้ารู้ว่าจะโดนเจ้าซานิวะบ้านี่ลากมาคุยด้วยละก็  ยอมไม่มาดีกว่าแหะ

                         ขณะที่ดาบรบหนุ่มกำลังนึกคิดอยู่ในใจ โอยาคิริก็เริ่มหยุดหัวเราะแล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วเอ่ยถาม  ราวกับว่าเขาระลึกถึงเรื่องที่ทสึรุมารุได้ถามเขาไปก่อนหน้าที่เขาจะตอบ  

                         "ว่าแต่ก่อนหน้านี้...นายพูดเหมือนอยากให้ผมปล่อยดาบเล่มนั้นไป  นั่น...คือความนึกคิดของนายที่เป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเหมือนกันหรือ?  ตัวนาย...มองในแง่ที่ว่าผมควรปล่อยเขาไปรึ?"

                         เห็นอีกฝ่ายถามกลับมาโดยไม่มีท่าทางหยอกล้อสนุกสนาน  กระเรียนขาวย่นคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบไปตามตรง

                         "ข้าแค่สงสัย...หากเป็นข้าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้หนหนึ่งตัวข้าคงตัดใจไม่หวนกลับคืนอีกแล้ว"

                         หากผู้เป็นนายทอดทิ้งมันมีเหตุผลเดียวนั่นคือไม่ต้องการเขา  และเมื่อไม่ต้องการก็ไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆที่จะต้องหวนกลับคืนสู่มือผู้เป็นนายอีก  สู้ให้เจ้านายทำลายเขาทิ้งแล้วเรียกตัวตนใหม่ที่ไม่รู้จักหรือมีความทรงจำใดๆมาใหม่ยังดีเสียกว่า

                         ตลอดมาก็เป็นคล้ายๆแบบนั้นเสมอ  ยามเบื่อหน่ายก็ทิ้งขว้าง  ครั้นทำประโยชน์ไม่ได้ก็ปล่อยให้แตกหักไปและรอคอยการเรียกมาใหม่ก่อนจะวนลูปแบบเดิม

                         ซานิวะหนุ่มพยักหน้ายามได้ยินคำตอบกลับ

                         "นั่นสินะบางทีแบบที่นายว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายก็ได้  แต่ก็นะ...มันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก...ถามว่าทำไมก็คงเพราะ..."  

                         เขายิ้มอย่างขมขื่นด้วยใบหน้าที่รู้สึกโหยหา

                         "...ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวนี่นะ"




                         ไอฮาเนะนั่งจิบชาระหว่างรอคอยให้โยชิโนริผู้ซึ่งเฉดหัวโอยาคิริออกไปได้กล่าวอะไรสักที  หลังพบว่าหล่อนจงใจเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้แทนการจะปล่อยให้กลับไปง่ายๆ

                         "คุณมีอะไรหรือโยชิโนริซัง?"

                         "อยากขอบคุณเรื่องที่ช่วยน่ะ"

                         "จดหมายก็เขียนแจ้งมาแล้วคุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณอะไรให้มากนี่คะ"

                         ไอฮาเนะเข้าใจว่าคงอยากขอบคุณเรื่องที่ช่วยครั้งก่อน 

                         "นั่นก็ใช่หรอกแต่การขอบคุณครั้งนี้ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอมาช่วยรอบก่อน  แค่อยากขอบคุณที่อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้ฉันกังวลใจต่อไปเรื่อยๆน่ะ"

                         "หือ?"

                         หญิงสาวผมน้ำตาลยิ้มละไม  แม้เค้าหน้าของเธอจะแฝงความเหนื่อยล้าพอควรหากแต่ก็ยังไม่กลบรัศมีความแข็งกร้าวและเย่อหยิ่งในแววตาหรือท่าทางของเธอได้

                         "ศึกนี่  ฉันเคยสงสัยมานานแล้ว  ในตอนที่เธอประกาศว่าจะจัดการกับดาบเล่มนั้นแถมไม่นานโอยาคิริก็แจ้งขอความร่วมมือมา  มันทำให้ฉันสงสัยว่าพวกเธอสองคนวางแผนกันในเรื่องนี้มานานแล้ว  แต่ที่ฉันกังขาคือเธอที่น่าจะรู้มาแต่แรกเรื่องจำนวนของโยมิในศึกนี้น่าจะดูออกว่าโอกาสจะชนะนั้นแทบเป็นศูนย์  แต่เธอยังดันทุรังในการร่วมมือต่อไป..."

                         เค้าหน้าของโยชิโนริยังคงยิ้มแต่ดวงตานั้นไม่ได้ยิ้มอีกแล้ว

                         "มันทำให้ฉันคิดว่าเธอกำลังหาทางทำลายเขา...รู้ใช่ไหมว่าการดันทุรังหนุนให้เขาเลือกตัดสินใจที่จะเข้ากวาดล้างนั้นจะเกิดผลเสียเพราะยังไงก็แทบไม่มีทางเอาชนะได้เลย  และหากมีการสูญเสียดาบรบของใครสักคนไปจะเกิดการปะทะระหว่างกันของซานิวะ  การกระทำของเธอที่หนุนเขานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย...แต่ว่า..."

                         "จนถึงเมื่อครู่....ฟังสิ่งที่เธอบอกพวกเราแล้วมันทำให้ฉันต้องเปลี่ยนความคิด  เธอไม่ได้คิดทำลายโอยาคิริแต่เธอกำลังจะทำลายคาคุจิต่างหาก"

                         พลันไอฮาเนะหยักยิ้มขบขัน  "ทำลาย...เหรอคะ?  พูดจาได้รุนแรงจริง  ฉันจะทำลายคาคุจิซังทำไมกัน?  หากทำลายเขาแล้วฉันก็ต้องเหนื่อยกว่าเดิม...โยชิโนริซังอย่าได้คิดมากนักสิคะเหตุที่ฉันสนับสนุนโอยาคิริซังก็คงเพราะว่าฉันต้องการให้เขารับผิดชอบ...."

                         "อย่าได้ลืมสิคะว่าดาบของฉันแตกหักไปเพราะอดีตดาบของเขา  และเรื่องของเขาก็ผ่านมายาวนานแต่ไม่จบเสียที  มันทำให้ฉันหมดความอดทน  ฉันต้องการให้เขารับผิดชอบในเรื่องนี้และขณะเดียวกันการทำลายดาบนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ...ส่วนความเป็นไปได้ว่าจะเจอดาบนั่นจริงอย่างที่เขากล่าวอ้างนั้นมันก็เชื่อได้ครึ่งไม่ได้ครึ่ง  ยังไงก็ตามต่อให้ไม่เจอแต่การกวาดล้างโยมิขนาดนั้นถือเป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี"

                         สองซานิวะจ้องมองกันอย่างนิ่งงัน  ไม่มีใครลดละสายตาต่อกันแม้แต่น้อย

                         "รู้ไหม?  ถ้าหากโอยาคิริชนะในศึกนี้ที่เขาเป็นคนเอ่ยปากขอความร่วมมือ  ความน่าเชื่อถือของเขาจะเพิ่มมากขึ้นและคาคุจิคงไม่สบอารมณ์"

                         "ฟังคุณพูดแบบนี้แล้วทำให้ฉันนึกสงสัยจังค่ะว่าความไม่สบอารมณ์ของคนๆหนึ่งจะมีผลอะไรนักหนากับส่วนรวม  หรือว่าควรเปลี่ยนคำพูดใหม่ดีคะ?  ยังไง...ก็คงไม่ได้สนใจส่วมรวมอยู่แล้วนี่นา"  ถามกลับด้วยรอยยิ้มแต่น้ำคำก็แดกดันเต็มที่  เธอล่ะสงสัยนักว่าแม่คุณจะสวมหน้ากากคุณหนูลูกผู้ดีไปได้เท่าไหร่กัน  ยังไงการจะให้ถอยเพราะคาคุจิไม่สบอารมณ์นี่สำหรับเธอคงไม่ใช่เรื่องล่ะนะ

                         "เมื่อครู่คุณนึกสงสัยท่าทีของฉันสินะคะ?  มาตอนนี้ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม....คุณที่มองเห็นว่าไม่มีทางชนะจึงกระโดดลงมาร่วมด้วย  ต่อให้ติดเรื่องหนี้แต่เรื่องเหล่านี้ถ้ามีเหตุผลมากพอจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ยังทำได้  ซึ่งโอยาคิริซังก็ไม่น่าจะขัดอะไรแต่คุณก็ยังจะลงมา..."

                         "อีกทั้งยังส่งผลให้คุณขัดแย้งกับคาคุจิซังอีก...ทำไมยังจะลงมาล่ะคะรึข้ออ้างเรื่องหนี้ได้ผลดีเขาเลยไม่ว่าอะไรคุณล่ะ?"

                         ตอนนั้นเองที่ใบหน้าอันงดงามจะเผยรอยยิ้ม  มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แลดูอันตรายหากแต่เป็นรอยยิ้มเล็กน้อยที่ดูแล้วค่อนข้างเป็นมิตร?  หือ?  น่าสนใจนะที่หล่อนยังยิ้มทั้งที่กวนโมโหไปขนาดนี้แล้วนะเนี่ย

                         "เหมือนว่าเธอจะเข้าใจความสัมพันธ์ของฉันกับคาคุจิผิดไปหน่อยนะ"

                         "โอ้ะ?  ผิดไปเหรอคะ?  แต่เท่าที่ดูพวกคุณก็มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนี่"

                         "ก็แค่เรื่องของธุรกิจน่ะ  ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรอย่างที่คิด...แต่ก็นั่นแหละ...ที่บอก...แสดงว่าเธอกำลังวางแผนอะไรสักอย่างเลยไม่ได้สนหัวเขาอีกสินะ"  ถามกลับด้วยแววตาที่พราวระยับอย่างรู้ดี  ถ้าหนุนคนอื่นทั้งที่เห็นรูปการว่าไม่น่าจะชนะได้นี่คงไม่ใช่เรื่องแล้ว  แต่ที่ยังสนับสนุนอย่างต่อเนื่องประกอบกับมีแผนรองรับอะไรหลายอย่าง  ทำให้เข้าใจได้เลยว่าเด็กสาวเบื้องหน้าคิดจะดันให้โอยาคิริมีความน่าเชื่อถือในหมู่ซานิวะเพื่อหวังผลบางอย่างเป็นแน่  ซึ่งผลที่ว่ามันทำให้เธอไม่สนหัวคาคุจิอีกต่อไปแล้วนั่นเอง

                         ไอฮาเนะอยากปรบมือดังๆให้แก่หญิงเบื้องหน้า  สมเป็นโยชิโนริชะมัดแปปเดียวเดาเจตนาเธอถูกเกือบหมดเลยแหะ

                         "เธอถามว่าทำไมกระโดดลงมาร่วมด้วยสินะ?  นั่นสิ  หากมีแค่โอยาคิริคงไม่เอาด้วยหรอก  แต่ไหนๆเธอก็มาร่วมด้วยแถมออกตัวแข็งขันซึ่งฉันคิดว่าคนอย่างเธอไม่ได้โง่จะดูไม่ออกแต่ที่ยังหนุนให้ทำต่อไปนั่นคงเตรียมบางอย่างไว้แล้ว  ประกอบกับเรื่องที่พูดเมื่อครู่  มันก็ชัดเจนแล้วว่าเธอเตรียมทุกอย่างเพื่อให้ชนะแน่ๆ  ซึ่งการเอาชนะในครั้งนี้จะส่งผลกระทบทำให้ความน่าเชื่อถือของสองคนที่เหลือน้อยลงและโอยาคิริจะกลับมามีบทบาทสำคัญมากกว่าคาคุจิ...ดังนั้นในเมื่อเธอเลือกจะเดิมพันกับฝั่งนี้  ตัวฉันก็แค่ลงมาร่วมในฝั่งที่จะชนะการเดิมพันก็แค่นั้น"

                         "นี่ฉัน...ควรดีใจไหมเนี่ย"  เด็กสาวผมดำพึมพำแผ่วเบา  รู้สึกเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย  

                         ลงมาร่วมเพราะเธอลงเหรอ  อะไรทำให้แม่คุณคิดจะเดิมพันขนาดนี้ล่ะเนี่ย

                         โยชิโนริหัวเราะหึขณะจิบชาและเริ่มหันมาทานขนม

                         "ฉันร่วมมือกับคาคุจิเพราะเหตุผลทางธุรกิจ  จะทั้งในโลกจริงหรือโลกแห่งนี้เราร่วมมือกันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ"

                         "สิ่งที่ต้องการ?"

                         "ข้อมูล  ฐานอำนาจ...เสมอมาฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่ยึดสิทธิ์การควบคุมการทำงานต่างๆ  ก็ใช่จะไม่รู้เห็นอะไรเลยเสียหน่อย  ยังไงการร่วมมือกับคาคุจิจะทำให้อิชิคาว่ามาสนับสนุนแน่ๆและนั่นทำให้พวกฉันมีสิทธิ์ในการลงความเห็นขาดในเรื่องต่างๆแทนพวกเธอ  แต่ถ้าถามว่ายังอยากร่วมต่อไปไหม?  คำตอบคือไม่"

                         ไอฮาเนะจ้องมองผู้พูดที่กัดขนมเข้าปากแล้วเริ่มละเลียดรสชาตอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง  ก่อนจะเริ่มกินขนมตามบ้าง

                         "จากเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันมันทำให้ฉันขาดความน่าเชื่อถือและคาคุจิไม่ได้ไยดีอะไรมากนัก  อย่างมากก็แค่ส่งจดหมายถามมาว่าไม่เป็นไรใช่หรือไม่  หวังว่ารอบหน้าน่าจะระวังตนมากกว่านี้  ...เธอคิดว่าคนเป็นหุ้นส่วนควรใช้คำพูดแบบไหนรึ?"

                         การปฏิบัติตนของคาคุจิก็มองว่าหญิงสาวผมน้ำตาลไม่ต่างกับเบี้ยตัวหนึ่ง  แม้จะเป็นเสมือนพันธมิตรหรือหุ้นส่วนทางธุรกิจแต่ยามที่หล่อนเดือดร้อนคำถามไถ่มีมาแค่นั้นก่อนจะเหน็บแนมกลับมาด้วยถ้อยคำว่าให้ระวังตัว  มิหนำซ้ำยังถามแต่ข้อมูลจากการปะทะมากกว่าจะสนใจอะไรอื่น

                         มันทำให้โยชิโนริรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ต่างกับข้อมูลที่เขาอยากได้สักเท่าไหร่  จะเป็นตายอย่างไรตอนแรกก็ไม่ใส่ใจ  แต่ยามรอดกลับมาก็ทำดีและหวังอยากได้เรื่องราวที่หล่อนเผชิญหน้ามาเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับตนเอง

                         "มันไม่สบอารมณ์น่ะ  ดังนั้นตอนที่โอยาคิริร้องขอฉันที่คิดไตร่ตรองแล้วจึงกระโดดร่วมด้วย  แม้จะรู้ว่ากำลังรบตอนนี้อ่อนแอที่สุดก็เถอะแต่ฉันก็หวังผลจากศึกใหญ่ครั้งนี้เพราะหากชนะ...มันคงสะใจพิลึกเหมือนกัน"

                         นี่....ไม่เท่ากับว่าแม่คุณร่วมเพราะอารมณ์ล้วนๆหรอกเหรอ?

                         ไอฮาเนะซดน้ำชาไปอีกอึกแล้วคิดว่า  นี่มันน่าปวดหัวชะมัด  เริ่มเดาความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงไม่ค่อยออกแล้วแหะ

                         "แต่เห็นเขียนแบบนั้น..."

                         "ถ้าหากเกลียดขี้หน้าใครสักคนแต่ยังต้องอยู่เจอหน้าทุกวัน  คำตอบคือเธอจะบอกออกไปตรงๆเหรอว่าเกลียดขี้หน้ามันน่ะ?"

                         ก็จริง...

                         อยู่เงียบๆดีกว่าไปเปิดศึกให้เปลืองแรง  สู้รอดูแล้วให้คนอื่นทำแทนดีกว่าแต่เดี๋ยวก่อนนะ...ทำไมมันคุ้นจังวะ?

                         พลันไอฮาเนะร้องถามอย่างตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าทำไมมันถึงได้คุ้นนัก

                         "นี่  คุณคงไม่ได้คิดจะใช้โอยาคิริซังเป็น..."

                         ยังไม่ทันจะกล่าวจบเด็กสาวก็ได้คำตอบเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันชวนน่าขนลุกแทน  




                         คนเห็นแก่ตัว...

                         ถ้อยคำที่บ่งบอกตัวเองในยามนี้ได้ดีไม่ได้ทำให้ดาบรบที่ยืนฟังรู้สึกดีกับซานิวะตรงหน้าแม้แต่น้อยนิด  แต่ถ้ามองในแง่มุมของผู้ที่ผ่านโลกมานาน  มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แหละ

                         เห็นแก่ตัว...

                         ทว่า  ตัวเขาที่เป็นดาบรบก็เริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกับมนุษย์เช่นกัน...หลังผ่านห้วงเวลาอันยาวนานเจอแต่เรื่องต่างๆมามากมาย  ตัวพวกเขาเรียนรู้และเริ่มจะมีลักษณะนิสัยเหมือนดั่งมนุษย์ที่สร้างพวกเขาขึ้นมามากขึ้น  

                         จนท้ายสุดเค้าอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายก็เติมเต็มให้จิตวิญญาณดาบที่ได้รับกายเนื้อมาให้กลายเป็นมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ

                         "หากเจ้าบอกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว  ข้าและคนอื่นก็เห็นแก่ตัวเช่นกัน....โลกใบนี้ไม่มีใครที่ไม่เห็นแก่ตัว  แต่เจ้าเลือกจะเห็นแก่ตัวในแบบของเจ้าส่วนข้าก็จะเลือกในแบบของข้า  เจ้าอยากได้ดาบเล่มนั้นกลับมามันก็เรื่องของเจ้า  แต่ถ้าหากทุกอย่างผิดพลาดต่อให้ข้าต้องขัดคำสั่งผู้เป็นนาย...ข้าก็จะฆ่าดาบเล่มนั้นทิ้งเพื่อตัดปัญหา"

                         เขาเองก็เห็นแก่ตัวในแบบของเขา  จะด้วยเพราะไม่ต้องการให้ดาบนั่นมาทำร้ายเจ้านายและเพื่อนพ้องอีกต่อไป  ดังนั้นแล้วเขาจะทำ...ทำตามความคิดที่เห็นแก่ตัวของตนเองนี่แหละ

                         "ตัดปัญหา...ที่จะมาเกิดกับคานาโมริสินะ?"

                         "ทั้งต่อนายท่านและเพื่อนพ้องของข้า  อย่าได้ลืม...ดาบเล่มนั้นได้พรากเอาชีวิตเพื่อนร่วมรบข้าไปหนึ่งนั่นทำให้พวกข้าปวดใจยิ่งนัก"

                         โอยาคิริหลับตาลงคล้ายเหนื่อยล้า  การเสียมิคาสึกิ  มุเนจิกะไปนั้นสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับฮงมารุของคานาโมริ  ว่ากันตามตรงเสียดาบไหนไปคงไม่น่าปวดใจเท่ากับหนึ่งในดาบใต้หล้า...และเพราะมิคาสึกิใช่จะได้มาโดยง่าย  การเสียดาบแรร์เช่นนี้ไป  ต่อให้บอกว่ามันช่วยไม่ได้ก็เถอะทว่าคนลงมือคงปวดใจมากเป็นแน่

                         แต่ว่านะ...ถึงอย่างงั้นก็เถอะ

                         "นี่...ช่วยตอบผมหน่อยสิ"

                         "ทำไมข้าต้องตอบอะไรเจ้าด้วย?"

                         "ทีนายยังถามผมได้เลย  ผมก็ต้องมีสิทธิ์ถามกลับสิจริงไหม?"

                         "..."

                         "หึหึ  ไม่ได้อยากถามอะไรที่ยากแก่การตอบหรอก  มันก็แค่...อยากให้บอกหน่อยน่ะว่าหากนายเป็นดาบเล่มนั้น  นายจะไม่กลับมาหาผมแล้วเหรอ?"

                         ทสึรุมารุเป็นฝ่ายเงียบงันเสียเอง  เขากระพริบตาคล้ายอึ้งที่โดนถามเช่นนี้ก่อนส่ายหน้า

                         "ข้าจะไม่กลับไปอีกแล้ว"

                         "ทำไม?"

                         "ปล่อยมือจากข้าหนหนึ่งก็เหมือนกับบอกว่าไม่ต้องการอีกต่อไป  ฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกลับไป"

                         "แม้ว่า...ผมเคยตัดสินใจผิดพลาดน่ะหรือ?  แม้ว่าความพยายามของผมที่หาทางจะพากลับมา...มันก็ไม่มีค่าหรือ?"

                         "..."  

                         ดวงตาสีอำพันมองดูเค้าหน้าของซานิวะหนุ่มที่ช่างคล้ายกับว่ากำลังจะร้องไห้  แม้ไร้น้ำตาแต่เขาก็เหมือนจะร้องออกมาจริงๆ  ทสึรุมารุรับรู้ได้ดี...มันคือใบหน้าของคนที่อดทนอดกลั้นมาตลอด  

                         แม้จะน่าเห็นใจ...

                         แต่เขาไม่ใช่ดาบของอีกฝ่าย....

                         ตัวเขาเป็นดาบของนางเพียงคนเดียว  เพียงคนเดียวเท่านั้น...

                         "เจ้า...มองในมุมมองของเจ้า  แต่ข้าที่เป็นดาบ...ยามเมื่อถูกละทิ้งหัวใจก็จะมืดบอด...ยามถูกทิ้งก็จะโศกเศร้า..ตัวตนทุกอย่างจะถูกปิดกั้นขณะที่ในหัวจะเอาแต่ถามคำถามเสมอว่าเพราะอะไร?  ตัวเองทำอะไรผิด?  เจ้านายจึงไม่ไยดี?  นั่นคือสิ่งที่จะวนเวียนในหัวยามเมื่อถูกทอดทิ้ง...พวกข้าไม่คิดจะสนใจต่อการพยายามของผู้เป็นนายที่ไล่ตามมาเพื่อดึงตัวข้ากลับ  เหตุผลก็เพราะ..."

                         "มันสายไปแล้ว....มนุษย์มักมาเห็นค่ายามสูญเสียสิ่งสำคัญของตัวเองไป  ข้าไม่อาจสำคัญตัวว่าเป็นของมีค่าสำหรับใคร  เพียงแต่ถ้าหากไม่อยากจะต้องมาไล่ตามเช่นนี้...ทำไม..ถึงไม่คิดให้ดี  ตัดสินใจให้ดี  เพราะทุกอย่างมีผลกระทบหมดสิ้น  ตัวเจ้าที่ลงมือทำลงไปนั้นไม่อาจย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้อีกต่อไป  เช่นนั้นแล้วก็ต้องยอมรับผลของการกระทำเท่านั้น"

                         ทางเลือกมีมากมายแต่ท้ายสุดก็ผลักไสไม่ไยดี  ซ้ำยังกล่าววาจาโหดร้ายทำร้ายจิตใจกันอยู่เรื่อยไป

                         ทั้งที่ทุกอย่าง...ก็เพื่อผู้เป็นนายทั้งสิ้น...

                         "ทางเลือกที่ดีที่สุดคือปล่อยเจ้านั่นไปซะแล้วหาทสึรุมารุเล่มใหม่มา  แล้วจงจดจำว่าอย่าได้ทำแบบเดิมอีก  นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว"

                         "..."

                         "เจ้าคือคนเริ่ม...ดังนั้นเจ้าก็ควรทำให้มันจบ...อย่าได้คิดจะหลีกหนีหรือผลักภาระนี้ไปให้ใคร"

                         ร่างสูงสีขาวย้ำเสียงแข็งหนักแน่น  เขาย้ำเพื่อให้อีกฝ่ายจดจำเอาไว้ให้ดี

                         นี่คือเรื่องของเขา  และเขาคือผู้เริ่ม  เขาก็ต้องจบมันด้วยตัวเองห้ามให้ใครอื่นมาทำแทน

                         "เรื่องนั้นน่ะ...ผมทราบดีแล้ว  วางใจเถอะผมไม่หนีและไม่ผลักภาระนี้ให้ใครหรอก"

                         ทสึรุมารุมองอย่างนิ่งงันขณะปล่อยให้อีกฝ่ายเบือนหน้าหนีไปจากตน  ก่อนจะทอดมองดูเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ด้วยความรู้สึกที่ร้าวราน




                         ไอฮาเนะกรอกน้ำชาลงคอไปอีกหลายอึก  คล้ายกับว่าเสียงหัวเราะนั้นทำเอาเธอคอแห้งผาก  ไม่เคยนึกคิดว่าเสียงหัวเราะของหญิงสาวผู้งามสง่าจะชวนให้ขนหัวลุกได้ขนาดนี้

                         ว่าไปภาพจากความทรงจำครั้งก่อนยังติดตาดีนักเชียว  เล่นเอาหลอนไปหลายวันเลยแหะ

                         "โยชิโนริซัง  เหตุผลที่คุณร่วมฉันเข้าใจแล้วแต่ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยหรอกนะ  อยากทำอะไรก็เรื่องคุณละกันขอแค่อย่าให้งานหลักเราเสีย  ฉันไม่สนหรอกว่าคุณอยากทำอะไร"

                         "ฉันไม่ได้บอกเลยว่าจะทำอะไรคานาโมริ  สีหน้านั่นมันอะไรกลัวฉันรึ?"

                         เออดิ...

                         แต่แน่นอนว่าคิดในใจใครจะไปตอบว่ากลัวฟะ  เกิดตอบไปตามตรงหล่อนก็ยิ่งได้ใจน่ะสิ

                         "ว่ากันตามตรงฉันล่ะเริ่มจะตามคุณไม่ทันแล้วนะเนี่ย  ขอล่ะค่ะอยากพูดอะไรก็ขออย่าอ้อมโลกเลย  คิดแปลไปมาก็ปวดหัวแล้ว"

                         "คิก...เธอเป็นเด็กฉลาดแท้ๆแต่เอาเถอะอยากได้คำตอบตรงๆมันก็แค่ฉันอยากได้ความสะใจและมองเห็นแล้วว่าผลประโยชน์ที่หากชนะคงได้มากกว่า  ถึงจะทำเพราะอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆก็เถอะ  แต่เพราะมันติดเรื่องในอดีตที่มีความเกี่ยวข้องเลยแสดงความเกลียดชังไปอย่างเด่นชัดไม่ได้ก็เลยต้องมอบให้คนอื่นออกหน้าแทนไงล่ะ"

                         เออ  ถึงหล่อนจะทำตามอารมณ์แต่เห็นได้ชัดว่ากำลังจะสนับสนุนโอยาคิริเต็มที่หากว่าศึกนี้ชนะแน่ๆ  แถมยังมีเป้าหมายในการใช้หมอนั่นเหมือนเธอเสียด้วย  

                         ทว่า...ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าจริงหรือไม่...

                         โยชิโนริเห็นเด็กสาวเงียบไปเลยเอ่ยต่อเสียงหนักแน่น

                         "ขอย้ำนะคานาโมริ  ฉันต้องการให้ศึกนี้ชนะส่วนจะใช้ฉันทำอะไรถ้าเป็นเรื่องที่พอรับได้ฉันก็จะทำ  แต่แน่นอนว่าชีวิตของฉันและดาบจะต้องไม่เป็นอันตราย"

                         "โห...ฟังดูยากจังยังไงศึกนี้ไม่ว่าใครคนไหนก็เจอแต่เรื่องอันตราย  ยังไงก็ตาม...เรามาแลกเปลี่ยนกันไหม?"

                         "แลกเปลี่ยน?"

                         "ถ้าบอกให้เชื่อใจหรือจับมือกันคงไม่ได้หรอกจริงไหมล่ะ?  ความหวาดระแวงของพวกเรามันเหมือนเป็นนิสัยไปแล้ว  ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ละก็คงน่าสนใจกว่าจริงไหมคะ?"  ถามยิ้มๆอย่างรู้ดี  ไปขอความร่วมมือกับคนแบบนี้มันใช้ไม่ได้หรอก  ต้องว่าด้วยผลประโยชน์สิ  ถ้าผลประโยชน์ดีมีหรือจะไม่สน

                         ซึ่งไอฮาเนะคาดเดาได้ถูกต้องเพราะดวงตาสีมรกตเต็มไปด้วยความชอบใจ  ยามมองดูเด็กสาวเบื้องหน้าก่อนเอ่ยถามพร้อมกับยิ้มที่ดูราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ

                         "หึ...ว่ามาสิ"




                         เวลาผ่านไปสักพักแล้ว  โอยาคิริตัดสินใจเดินกลับมาเสียที  เขาคิดว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายน่าจะสนทนากันเสร็จสิ้นได้แล้ว  ซึ่งก็คิดถูกเพราะยามเมื่อเดินกลับมาพร้อมดาบรบชุดขาวเขาก็เจอกับโยชิโนริที่เดินออกมาหาคะเซ็นของเธอ  ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อยแล้วหันมาบอกกับเขาว่าขอตัวล่ะนะแล้วก็กลับไปในทันที  คงเหลือแค่คานาโมริที่เดินออกมาพร้อมกับที่ชายหนุ่มในชุดขาวจะปรี่ไปหาอย่างเป็นห่วง

                         เขายิ้มเล็กน้อย  ก่อนกระแอมไอหลังเห็นสีหน้าห่วงใยของเจ้ากระเรียน

                         พอมาคุยกับตนล่ะเย็นชานัก  ครั้นพอนายมาสีหน้าเปลี่ยนเชียวนะ

                         "เพิ่งเห็นโยชิโนริคุยกับเธอได้ยาวๆนะเนี่ย"

                         "ผู้หญิงคุยกันก็จะใช้เวลายาวนานซึ่งเป็นเรื่องธรรมดานี่นา  คุณคงเบื่อสินะ?  อันที่จริงกลับไปก่อนก็ไม่มีใครว่าหรอก"  ต้องมารอพวกเธอที่คุยกันยาวนานคงเซ็งน่าดู

                         "เรียกพวกเธอมาประชุมแล้วชิ่งกลับก่อนก็น่าเกลียดสิ  ยังไงก็ต้องรักษามารยาทหน่อยนะ"  ร่างสูงตอบกลับแล้วหัวเราะแผ่วเบา  ก่อนหันไปมองดาบรบของตนเอง  "ผมเองก็กะจะกลับสักทีเหมือนกัน  ตอนนี้ต้องมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก  ส่วนพรุ่งนี้เวลานัดหมายเดิมสินะ?"

                         "ใช่  ฉันจะติดต่อคอนโนสุเกะให้จัดการเป็นธุระนำพาพวกคุณไปยังที่หมาย  แต่ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ"

                         "อืม  ขอบใจสำหรับการประชุมครั้งนี้"

                         "ขอบใจฉันน่ะมันยังเร็วไป  เอาไว้จบเรื่องแล้วค่อยว่าเรื่องขอบใจอะไรใหม่เถอะ"

                         นั่นคือการพูดครั้งสุดท้ายก่อนต่างคนต่างแยกย้ายกันไป  ไอฮาเนะและทสึรุมารุยืนรอส่งให้พวกโอยาคิริกลับออกไปเสียก่อน  ส่วนพวกเธอนั้นน่ะหรือ...

                         "ขออยู่ที่นี่อีกพักหนึ่งละกัน  ไว้อยากกลับจะร้องเรียก  หรือที่นี่เรียกเก็บค่าใช้?"

                         ถามขบขันแต่เจ้าจิ้งจอกส่ายหน้าหวือ  มันบอกแค่ว่าอยากจะกลับเมื่อไหร่ก็บอกละกัน  ก่อนจะผละไปปล่อยเด็กสาวให้อยู่กับดาบรบของตัวเอง

                         และยามเมื่ออยู่กันตามลำพังไอฮาเนะก็ถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจคนด้านข้าง  ทำเอาทสึรุมารุที่ตีหน้าเครียดหลุดพรืดหัวเราะกับท่าทางของผู้เป็นนาย

                         "ท่านดูเหนื่อยล้าจริงๆนะเนี่ย"

                         "ก็เหนื่อยสิ  ปั้นหน้ายิ้มแย้มนี่เหนื่อยนะ"

                         "งั้นอยู่กับข้าก็ไม่ต้องปั้นหน้า  ผ่อนคลายตามสบายเถอะนะ"  ไม่ว่าเปล่ายังใช้มือมาหยิกยืดแก้มแผ่วเบาจนโดนมือบางตีเพียะไปหนึ่งครั้งก่อนจะหัวเราะร่า

                         "ว่าแต่ฉัน  นายเองก็ผ่อนคลายได้แล้วนะ  เอาจริงๆนะทสึรุนายในโหมดเครียดนี่ไม่ชินตาเลย" ไอฮาเนะว่าขณะยกสองมือมาถูแก้มเบาๆ  เธอรู้สึกชาไม่น้อยที่โดนหยิกแก้ม

                         ร่างสูงหัวเราะหึในลำคอขณะขยับตัวเดินถอยออกห่าง  เขาเดินตรงไปยังบริเวณสะพานทางเดินที่ทอดยาวไปถึงศาลากลางน้ำ  ใช้ดวงตาสีอำพันจับจ้องมองท้องน้ำที่ใสสะอาดนิ่งงัน  

                         ไอฮาเนะที่เห็นปฏิกิริยานั้นย่นคิ้วอย่างไม่สบายใจขณะขยับเดินไปใกล้  

                         "ทสึรุ...เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ?"  เธอร้องถามอย่างกังวล  หรือเรื่องที่เธอไหว้วานเขาจะสร้างความหนักใจให้เกินไปนะ

                         แต่แล้ว

                         "แบร่!!  ฮะฮะฮะ!!  ตกใจใช่ไหมล่า!!  ข้าหลอกท่านได้สำเร็จจนได้น-! อุ้บ!!"  ว่าไม่ทันจบฝ่ามือบางก็คว้าหมับเข้าที่ปากก่อนจะออกแรงบีบจนต้องส่งเสียงร้องอู้อี้

                         "แกล้งฉันนี่สนุกนักนะเจ้ากระเรียน  นายคงอยากลงไปนอนแช่อิ่มในน้ำสินะ??  คงใช่สินะ??  ดี....เดี๋ยวสงเคราะห์จับโยนลงไปให้เอง"  ว่าแล้วก็เริ่มออกแรงเตรียมจะผลักให้เขาตกน้ำไปเสียจริงๆจนร่างสูงลนลานรีบแงะมือออกจากปากเขาเองแล้วรีบรวบมือของนายสาวเอาไว้พลางรีบร้องบอกอย่างตื่นตกใจ

                         "ข้าล้อเล่นน่าท่านไอ!!  ท่านจะฆ่าข้าเลยเหรอ!!"  

                         "ก็มันน่าไหมล่ะ!!  ฉันไม่น่าเป็นห่วงนายเลยนะเนี่ย!!"

                         คำว่าเป็นห่วงเผลอทำให้ร่างสูงที่กำลังลนลานเพราะเจ้านายกำลังดิ้นจะแงะมือออกมาเพื่อทุบเขานั้นชะงักก่อนทวนคำกลับอย่างตกใจ

                         "หะ...ห่วง.?..ท่านห่วงข้าเหรอ?"

                         "เออสิ!!  เห็นทำหน้าแบบนั้น!  แถมนายยังเดินตามหลังโอยาคิริอีก!  ฉันก็นึกว่าคงมีอะไรเกิดขึ้นแล้วนายไม่สบายใจแท้ๆเลยเจ้าบ้า!!"

                         ตอนเห็นเขาเดินตามหลังโอยาคิริมาหัวใจไอฮาเนะร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยทีเดียว  เธอไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่แต่การที่พวกเขาสองคนพูดคุยกัน  เด็กสาวคาดเดาว่าคงไม่พ้นเรื่องดาบเล่มนั้นเป็นแน่  เพียงแต่ที่เธอตกใจมากๆคือทสึรุมารุของเธอยอมคุยกับเขาได้ด้วยดีเนี่ยสิ

                         เด็กสาวหน้ามุ่ยนึกหงุดหงิดที่ตัวเองเป็นห่วงแต่เจ้านกเกรียนนี่ยังมาทำเป็นเล่นได้อีก

                         "เอาความเป็นห่วงฉันคืนมาเลยนะเจ้าบ้า...."

                         ทสึรุมารุได้ยินเช่นนั้นยิ่งฉีกยิ้มร่า  เขาหัวเราะด้วยใบหน้ามีความสุขก่อนจะเอื้อมแขนไปดึงร่างเด็กสาวที่ชักทำตัวน่ารักขึ้นในสายตาเขามาโอบกอดท่ามกลางเสียงร้องอย่างตกใจของเด็กสาวที่ไม่ทันตั้งตัว  มารู้อีกทีหน้าก็แนบกับแผงอกที่ซุกซ่อนในชุดออกรบเสียแล้ว

                         "ทสึรุ!  ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!"

                         "ไม่เอาขอรับ  ไหนๆท่านก็เริ่มทำตัวน่ารักแล้วมาให้ข้ากอดหน่อยจะเป็นไร"

                         "ไม่เกี่ยวย่ะ ! จะน่ารักหรือเปล่านายก็อย่ามากอดฉันพร่ำเพรื่อเซ่!!"

                         "พร่ำเพรื่อตรงไหน?  ข้ากอดเพราะท่านน่ารัก  ข้าก็เลยกอดก็แค่นั้นท่านจะอายทำไมกัน?  ตรงนี้มีแค่ข้ากับท่านไม่มีใครเสียหน่อย"

                         "มันไม่เกี่ยวกับว่าไม่มีใคร!  แต่มันหมายถึงความเหมาะสม!!"

                         ร่างสูงหัวเราะที่เห็นเด็กสาวยังโต้แย้งไม่เลิกรา  เธอกำลังขืนตัวเพื่อหนีให้พ้นอ้อมกอดของเขาอย่างสุดความสามารถ

                         "ท่านก็โดนข้ากอดมาหลายครั้งจะเขินอายอะไรอีก  มาให้ข้ากอดนิ่งๆสงบใจไว้สักเดี๋ยวไม่ได้เชียวหรือ"

                         "กอดสงบใจบ้าอะไร!!!  นายก็สงบใจเอาเองสิ!!  ทำไมฉันต้องมาเดือดร้อนด้วย!!"

                         "ไม่ได้สิ  ท่านต้องรับผิดชอบนะ  ท่านเป็นคนทำตัวน่ารักดังนั้นข้าก็อดใจไม่ไหวน่ะสิ"

                         !!!

                         ฟังคำอ้างที่ทำเอามึนตึ้บ  ไอฮาเนะที่อยากจะเถียงก็เริ่มปวดหัว  เธอส่ายหน้าช้าๆอย่างเหนื่อยล้า  ขืนเค้นสมองมาปะทะคารมต่อเธอคงหมดแรงกว่านี้แหง

                         "อ้าวๆ  หมดแรงแล้วหรือขอรับ?  ข้ากำลังสนุกกับการต่อล้อต่อเถียงกับท่านอยู่เชียวนะ"

                         "พอแล้วทสึรุ  นี่เหนื่อยจะแย่แล้วอย่ากวนฉันนักเลยน่า"

                         "งั้นไปหาที่นั่งคุยเล่นไหม  ตอนนั้นข้าเดินไปตรงโน้นก็เห็นว่าพอมีที่สำหรับนั่งใต้ต้นซากุระอยู่พอดี  ข้าว่าท่านน่าจะชอบนะ"

                         "เอ้ะ  เหวอ!"  ยังไม่ทันจะตอบตกลงร่างก็โดนช้อนขึ้นอุ้มเสียแล้วและด้วยอารามตกใจก็เผลอยึดไหล่กว้างนั้นไว้แน่นเพราะกลัวตก  ทำเอาคนอุ้มหัวเราะร่าอย่างชอบใจขณะสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปหาที่นั่งดั่งที่เขาว่า  แม้จะโดนรัวหมัดใส่ก็ไม่หวั่น

                         ท้ายสุดทสึรุมารุก็นำพาไปยังสถานที่ซึ่งเขาเล็งเห็นไว้ได้สำเร็จ  เขาหย่อนร่างของนายสาวลงสู่พื้นโดยที่ยังคล้องแขนอยู่รอบเอวบาง  ก่อนจะเช็คว่าที่ตรงนั้นสะอาดมากแล้วจึงค่อยๆดึงรั้งร่างบอบบางนั้นให้ลงมานั่งด้านข้าง

                         ไอฮาเนะที่ยอมคล้อยตามนั่งอย่างว่าง่ายมองดูทิวทัศน์ที่เป็นต้นซากุระจำนวนมากมายถูกปลูกอยู่ด้านฟากตรงข้าม  ซึ่งยามเมื่อสายลมพัดอ่อนๆก็จะเห็นภาพดอกไม้สีชมพูละลานตาโบกสะบัดล้อไปตามสายลม  มีบ้างที่ปลิดปลิว  ยิ่งเมื่อมันร่วงหล่นลงสู่น้ำครั้งละมากๆก็ชวนให้รู้สึกเป็นภาพที่ผ่อนคลายดีไม่น้อย

                         "สวยใช่ไหมล่ะ?"

                         "อืม  นายตาดีจริงๆ"  เด็กสาวเอ่ยชมก่อนเงียบนิ่งไปครู่หนึ่งขณะเหม่อมองภาพตรงหน้า  เธอรอคอยหวังให้เขาพูดอะไรออกมาแต่เขาก็ไม่พูด  ลงท้ายเป็นเธอเสียเองที่ทนรอไม่ไหวตัดสินใจพูดโพล่งออกไปทำลายความเงียบนี้ลงเสีย

                         "ฉันหย่อนระเบิดใส่โยชิโนริไปแล้วล่ะ"

                         ทสึรุมารุส่งเสียงร้องหืมในลำคอแต่ไม่ได้เอ่ยซักถามอะไรราวกับรอคอยให้ผู้เป็นนายเอ่ยปากเล่าเอง

                         "ฉันยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกับหล่อนไป  และก็เพราะยังไม่อยากเชื่อใจใครก็เลยพูดไปแบบนั้นน่ะ...."




                         "คุณได้ข้อสรุปเรื่องที่คุณถูกจิตมารครอบงำหรือยังคะ?"

                         "ข้อสรุปนั่นน่ะฉันยังหาไม่ได้หรอก  ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันนั่นแหละ"

                         "กรณีของคุณมันคล้ายกับซาโยะ  ซามอนจิของฉัน....แต่จากรายงาน...คุณไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับดาบเล่มนั้นมาก่อนและจากที่ทราบมาทัพของคุณโดยส่วนใหญ่แค่โดนลูกหลงไม่ได้เข้าเผชิญหน้าโดยตรงแม้แต่น้อย  ดังนั้นคุณไม่น่าจะได้รับจิตมารจากดาบเล่มนั้นหรอกค่ะ"

                         ...

                         โยชิโนรินิ่งขึงไปกับคำพูดของเด็กสาวเบื้องหน้า  หล่อนคิดทบทวนมาโดยตลอดในเรื่องนี้แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

                         "รึเธอคิดว่า...ฉันได้รับผลกระทบมาจากที่อื่น  แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเองไม่ใช่รึ?"

                         "ประเด็นคือลักษณะของคุณเหมือนกับซาโยะของฉันค่ะ  คือเริ่มต้นจากฝันร้ายและบุคลิกก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย  ก่อนจะเริ่มต้นถูกกลืนกิน"

                         "แต่นั่นคือเขาโดนสัมผัสตัวไม่ใช่รึ?"  จากคำรายงานถูกแจ้งมาเช่นนั้นนี่

                         "ใช่  เขาโดนชนและดาบนั้นสัมผัสตัวเขา  แต่กรณีคุณที่ไม่ได้เจอและไม่ได้โดนเขาแตะตัวฉันคิดไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้ยังไง  และหากเกิดจากจิตใจของคุณเอง...ทำไมเพิ่งมาเกิดผลล่ะคะ?"

                         โยชิโนริย่นคิ้ว  เธอคิดตามคำพูดที่อีกฝ่ายพยายามชี้นำแล้วเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ

                         "เธอคิดว่า...ฉันโดนอย่างอื่นลอบเล่นงานก่อนจะถูกจิตมารครอบงำรึ?"

                         "แค่สมมติฐานค่ะเพราะฉันไม่เชื่อว่าตัวคุณที่อยู่มานานจะเพิ่งโดนจิตมารครอบงำด้วยตัวเอง  ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นมีปัญหาจากเรื่องอดีตหรือไม่แต่อย่างน้อยฉันเชื่อว่าคนเราต่างก็มีเรื่องที่อยากจะลืมเหมือนกัน  ฉะนั้นโอกาสเกิดจิตมารมันก็มีอยู่สูงแต่ถ้ายังมีสติและแยกแยะได้ยังไงก็ไม่มีทางจะโดนครอบงำหรอกค่ะ...เว้นแค่ว่ามีบางอย่างไปกระตุ้น"

                         "ซึ่งสำหรับฉันมันไม่มี....จู่ๆฉันก็ฝัน..."  หญิงสาวผู้งดงามยังพยายามนึกคิดก่อนจ้องมองคนเอ่ยตรงๆ  "อย่าอ้อมค้อมคานาโมริ  เธออยากจะพูดอะไรกันแน่?  รึเธอรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับฉันโดยฝีมือใครบางคน?"

                         "ฉันแค่สงสัย  ไม่ได้รู้อะไรหรอกค่ะ  เพราะต่อให้สงสัยแต่ยังทำอะไรมากไม่ได้เรามีศึกติดพันแต่ที่พูดนี่เพราะฉันอยากให้คุณลองทบทวนว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง  เพื่อที่ในอนาคตคุณอาจจะไม่โดนเล่นงานอีก  บอกตามตรงรับมือกับคุณนี่โคตรเหนื่อยเลยค่ะ"

                         ...

                         "หากคุณยังไม่มั่นใจ  คุณลองคิดดูว่าในช่วงที่คุณยังมีสติครบถ้วนก่อนจะโดนครอบงำใครใกล้ชิดคุณบ้าง  อาจจะตรวจสอบรอบกายคุณก่อนอย่างพวกดาบ..."

                         "พวกเขาไม่ได้โดนครอบงำหรือโดนจิตมารควบคุมหรอก  คนที่ทำให้พวกเขามีสภาพแบบนั้นคือฉันต่างหาก..."

                         โยชิโนริแทรกขึ้นมาในทันที  หล่อนแย้งด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างดวงตาวาวโรจน์ขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะสงบลง  "ฉันมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำและไม่ได้รับผลกระทบจนเกิดการครอบงำด้วยตัวเอง  ที่เกิดเรื่องเหล่านั้นขึ้นกับโอคุริคาระเป็นฝีมือฉันทั้งสิ้น"

                         "งั้นถ้าตัดศาสตราไป  คุณก็ต้องคิดแล้วล่ะค่ะว่าจะมีใครได้อีกที่คุณอยู่ใกล้ชิด..."

                         "นี่เธอ..."

                         หากมองข้ามเรื่องของพวกศาสตราไป  คนอื่นนอกเหนือจากนี้ถ้าไม่ใช่พวกจิ้งจอกคอนโนสุเกะก็คงจะเป็น....

                         "เธอสงสัย..."

                         "เป็นฉัน...ฉันจะไม่พูดออกมาในตอนนี้นะคะ  แต่ความเป็นไปได้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นใครนี่นา....ฉันก็แค่เดาไปเรื่อย  แต่ถ้าจะเป็นคนที่คุณสงสัยก็แปลกนะคะยังไงก็เป็นคนของเทพอินาริจะโดนครอบงำคงเป็นไปได้ยาก"

                         นอกจากจะทรยศด้วยความตั้งใจของตัวเอง...

                         ไอฮาเนะหยักยิ้มและมองด้วยแววตาพราวระยับ  "นี่เป็นแค่ข้อสงสัยส่วนจะจริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะค้นหาความจริงได้มากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง  และคุณจะทำยังไงต่อก็แล้วแต่ค่ะ  สำหรับในวันนี้ฉันหมดธุระแล้ว  การแลกเปลี่ยนของพวกเราจะถูกตัดสินในวันพรุ่งนี้หลังจากที่เห็นสิ่งที่ฉันจะนำเสนอแล้วก็หวังว่าเราจะร่วมมือกันไปได้ด้วยดีนะคะ"

                         "...."




                         "ท่านจงใจให้นางคิดหวาดระแวงสองคนนั้นรึ?"

                         "ก็ยังเชื่อไม่ได้นี่ว่าหล่อนมาร่วมมือกับทางนี้เพราะเริ่มหงุดหงิดคาคุจิจริงๆ  ยังไงก็เป็นการวางระเบิดให้พวกเขาหวาดระแวงด้วยกันเองไปในตัว  แถมยังเป็นการดูด้วยว่าตัวโยชิโนรินั้นจะทำยังไงต่อ  จะเอาเรื่องที่ฉันชี้นำให้หล่อนหวาดระแวงสองคนนั้นไปบอกไหม?  หรือจะเก็บเอาไปคิดแล้วเริ่มจับตาดูพวกเขาต่อไป  มันก็น่าสนใจใช่ไหมล่ะ"

                         "ท่านนี่น้า..."  ทสึรุมารุหัวเราะหึอย่างอ่อนใจ  ใครจะไปคิดว่านางวางแผนโน่นนี่นั่นให้วุ่นวายเพื่อสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นในยามที่ต้องมาเครียดกับศึกนี้กันล่ะ  การกระทำของนางทำให้โยชิโนริผู้นั้นอาจจะเริ่มต้นหวาดระแวงและจับตาดูการเคลื่อนไหวของสองซานิวะ  และเป็นการทำให้นางเริ่มลังเลในการจะมอบข้อมูลใดๆให้กับคนเหล่านั้นเป็นแน่

                         แม้จะยังไม่รู้ว่ามีหนอนบ่อนไส้หรือไม่  แต่การทำให้พวกเขาหวาดระแวงก็ยิ่งชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูลงได้  

                         จริงอยู่ว่ามีผลเสี่ยงที่หากตัวซานิวะหญิงคนนั้นนำความไปบอกกล่าวว่านายสาวของตนมีท่าทางหวาดระแวงต่อพวกเขาคงเป็นปัญหา  แต่ทสึรุมารุคิดว่าผู้เป็นนายของตนน่าจะเดาท่าทีของหญิงผู้นั้นออกจึงเลือกใช้วิธีการนี้นั่นเอง

                         "ท่านไม่กลัวว่านางจะนำความสงสัยของท่านไปบอกสองคนนั้นรึ"

                         "โยชิโนริเป็นพวกแค้นแล้วจดจำ  เรื่องที่เกิดขึ้นกับหล่อนเป็นเรื่องที่เจ้าตัวคงไม่มีวันลืม  และการลองถามเกริ่นนำไปก็ทำให้หล่อนเริ่มฉุกคิด  ในเมื่อหล่อนกล้ายืนยันว่าศาสตราของหล่อนไม่มีใครโดนครอบงำแน่ๆ  ที่เหลือก็ต้องสงสัยคนอื่น..ซึ่งถ้าให้เดาก็ต้องเป็นสองซานิวะนั่น"

                         คนนอกที่จะใกล้ชิดโยชิโนริได้ก็มีแต่พวกคาคุจิ

                         "ไม่เป็นไรหรอก  ต่อให้หล่อนนำความสงสัยนี้ไปบอกก็ไม่เป็นไร"  หากโยชิโนริทำจริงเธอก็คงจะรอคอยให้ศึกนี้จบแล้วค่อยคิดบัญชี  อีกอย่างการที่หล่อนนำความไปบอกแบบนั้นถึงจะผิดแผนที่จะอยู่อย่างเงียบๆไปหน่อยก็ไม่เป็นไร...เอาไปบอกก็ดี...มันจะได้เข้าทางเธอพอดีอีกเหมือนกัน

                         เห็นสีหน้าไม่ได้เครียดอะไรมากมายของผู้เป็นนายแล้วร่างสูงก็ถอนหายใจแล้วหลับตาลง  ในเมื่อนางเตรียมการทุกอย่างและสิ่งที่เตรียมไว้ดำเนินไปได้ด้วยดีเขาก็พอใจแล้ว

                         ระหว่างที่พวกตนนั่งพักอย่างเงียบๆนั้นเอง  ไอฮาเนะกลับเป็นฝ่ายที่ไม่อยากอยู่อย่างสงบอีกครั้ง

                         "ทสึรุ"

                         "หืม?"

                         "นาย...บอกได้รึเปล่าว่าไปคุยอะไรกับโอยาคิริมา"

                         ไอฮาเนะรู้สึกลำบากใจกับการง้างปากเจ้ากระเรียนขาว  แต่เธอไม่สบายใจนักกับเรื่องนี้จริงๆ  

                         ฟากดาบรบหัวเราะแผ่วเบา  เขารู้อยู่แล้วว่านายสายต้องถามเพื่อต้องการจะรู้ให้ได้  แต่เพราะเขาแค่อยากแกล้งนางอีกนิดหน่อยเลยถ่วงเวลาไว้สักนิด  แต่เห็นนางอยากรู้เหลือเกินเขาเลยตัดสินใจบอกไปตามตรง

                         "ใช่  ข้าได้ไปคุยมา  ว่ากันตามตรงที่น่าโอโดโร่ยก็คือเขาเป็นคนมาชวนข้าคุยก่อน"

                         "อันนี้โอโดโร่ยของจริง!"  ไอฮาเนะที่ได้ยินถึงกับหันขวับแล้วเอ่ยออกมาอย่างเห็นด้วยทันที  ความเหลือเชื่อคือโอยาคิริมาชวนเนี่ยแหละ  "แต่โอโดโร่ยกว่าคือนายยอมไปคุยด้วยเนี่ยแหละย่ะ!"

                         "อา  ก็ท่านบอกให้ข้าสำรวมและข้ามองว่าดีเสียอีกได้คุยกันต่อหน้าเพียงลำพัง  ข้าจะได้จับสังเกตเขาได้ง่ายๆ  ไม่อย่างงั้นข้าคงโดนฮาจิสึกะของทางนั้นจ้องเอาเป็นเอาตายแน่"

                         ชายหนุ่มหวนนึกถึงดาบรบคนนั้นแล้วยิ้มแหย  ความห่วงหาเจ้านายนั้นไม่ว่าจะเป็นดาบเล่มใดก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

                         "แต่บทสรุปที่ข้าได้มาจากการสังเกต...ความกังวลของท่านเป็นจริง  ชายผู้นั้นยังคงโหยหาและยึดติดกับดาบเล่มนั้นมากๆ  เขาถามข้า...ถามว่าหากข้าเป็นดาบเล่มนั้นจะกลับมาหาเขาอีกไหม..."

                         เพราะเป็นทสึรุมารุ  คุนินากะเหมือนกันแม้จะคนละเล่มแต่จิตวิญญาณหรือลักษณะนิสัยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก  ฉะนั้นโอยาคิริเลยอยากจะรู้ว่าเขาที่พยายามมากมายขนาดนี้  ดาบเล่มนั้นจะยังเล็งเห็นความพยายามนี้แล้วคิดหวนกลับหรือไม่

                         "แต่ข้าตอบเขาไปว่า...หากข้าเป็นดาบเล่มนั้น....ก็คงไม่กลับไปหาอีก"

                         ราวกับถ้อยคำนั้นช่างเย็นชา  ไอฮาเนะที่นิ่งฟังเงียบกริบอย่างพูดไม่ออก

                         "ท่านสงสัยว่าทำไมใช่ไหม?  อาจจะเพราะข้านั้นเคยบอบช้ำมานานแสนนาน  การพบพานนายใหม่แต่ละครั้งข้าเอาแต่ภาวนาขอให้ได้รับความรัก  ความเอาใจใส่  ไม่โดนทิ้งขว้างและข้าปราถนาอยากทำหน้าที่ในฐานะศาสตราอย่างสมภาคภูมิอีกสักครั้ง...แต่ก็นะผ่านมาเนิ่นนาน...นานแสนนานเหลือเกินที่ข้าก็ไม่เคยสมหวัง...จนกระทั่งได้มีสิทธิ์เลือกนาย  ตัวข้าก็ยินดีที่จะได้เลือกนายที่ตัวเองปราถนาสักครั้งหนึ่งและเมื่อได้เลือกแล้วก็ตั้งใจว่าจะปฏิบัติตนให้ดี  จะดูแลรักษานายที่ตัวเองเลือกให้ดีที่สุด"

                         "ทว่า...หากนายผู้นั้นที่ตัวข้าเลือกยังทำซ้ำรอยเดิมกับซานิวะในอดีต  เลือกทอดทิ้งขับไล่ไม่ไยดีข้า....ดังนั้นข้าก็คงไม่มีเหตุผลในการหวนกลับคืน..."

                         "ข้าน่ะเป็นศาสตราท่านไอ...ศาสตราที่ไร้สิทธิ์เลือกนาย  ข้าเฝ้ารอคอยโอกาสนี้มานานแต่ครั้นเมื่อเลือกแล้วผิดพลาด  ตัวเองกลับต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนดั่งอดีต...มันทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวด...เจ็บยิ่งกว่าครั้งใดๆเพราะนายที่ตัวเองเลือกมากลับทำร้ายตัวเองที่เป็นผู้เลือก....มันเจ็บ...เจ็บจริงๆ"

                         เลือกนายที่ตัวเองรักและปราถนา  หากแต่ก็โดนนายที่รักนั้นทอดทิ้งอีกครา

                         "ฉะนั้นความรู้สึกของดาบเล่มนั้นมันคงเจ็บปวดมากเหลือเกินแล้ว  ตัวเขาที่ถูกทอดทิ้งยินยอมละทิ้งสีขาวไปแล้วจมดิ่งทิ้งตัวเองลงสู่สีดำนั้นคงสิ้นหวังและปวดร้าวเกินทน  ฉะนั้นหากมองในมุมมองของข้าที่เป็นทสึรุมารุ  คุนินากะ...ข้าก็ขอดับสูญไปไม่หวนกลับคืน"

                         "แม้ว่า...จะพยายามเพื่อชดใช้น่ะเหรอ?"  เสียงใสร้องถามขึ้นมา  หากว่าพยายามจะชดใช้ล่ะ?  จะไม่สนหน่อยหรือ?

                         แต่กระเรียนขาวกลับส่ายหน้า

                         "ข้าไม่อยากได้การชดใช้  แต่ข้าอยากได้สติและความคิดที่ไตร่ตรองก่อนจะพูดหรือกระทำ  หากไม่ต้องการเป็นเช่นนี้ทำไมไม่คิดให้ดีก่อนจะทำ...พอทำแล้วนึกคิดมาได้ว่าทำผิดจึงพยายามจะไล่ตามเพื่อขอโทษหรือ?  ไม่ได้หรอกนะ  สิ่งที่ทำมันฝังลึกเกินไปแล้ว  ข้าคงไม่อาจทำใจลืมเลือนแล้วกลับไปหาได้หรอก  เหมือนดั่งคำที่ว่าสำนึกได้เมื่อสายไป  มนุษย์สำนึกได้เมื่อสายไปเสมอ  ตัวของชายผู้นั้นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน"  

                         "แต่ทสึรุ...มนุษย์อย่างพวกฉันน่ะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างหรอกนะ  พวกเราไม่ได้เลิศเลอ  พวกเราทำผิดได้ตลอดนั่นแหละและเมื่อรู้ตัวว่าผิดพวกเราก็พร้อมจะขอโทษและชดใช้ให้คืน  ....ทสึรุ...นายไม่คิดจะให้สิ่งที่เรียกว่าโอกาสเหรอ?"

                         โอกาส...?

                         ดวงตาสีอำพันหลุบลงหลังเห็นดวงหน้าหวานหันมามอง  ดวงตาสีชาดมองเขาคล้ายอยากจะร้องไห้

                         "ท่านไอ...สมัยก่อนข้าเคยร้องขอโอกาสอันมากมายแต่ไม่มีซานิวะไม่สิ...ไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่จะให้โอกาสแก่ข้า  ดังนั้นเมื่อถึงคราวของข้า...ข้าก็ขอทำแบบเดียวกัน"

                         นั่นคือไม่ให้

                         "งั้นเหรอ..."  เด็กสาวเม้มปากแล้วเบือนหน้าไปอีกทาง  ความเจ็บปวดที่กัดกินนกตัวนี้มันมีมาอย่างยาวนานเหลือเกิน  แต่หากมองในมุมมองของแต่ละฝ่ายมันก็เหมือนเส้นขนาน

                         ฝั่งหนึ่งไม่ให้โอกาส  ขณะที่อีกฝั่งยังร้องขอโอกาสและยังคงยึดติดไม่ปล่อยวาง

                         บทสรุปสุดท้ายที่จะลงเอย...มันก็มีแค่ต้องมีฝ่ายหนึ่งจากลากันไปนั่นแหละ...

                         "ทำไมท่านถึงอยากให้ดาบเล่มนั้นหวนกลับไปหาชายผู้นั้นอีกล่ะ" ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย  นายสาวดูใส่ใจกับมันเหลือเกินทั้งที่ไม่ใช่ดาบของตัวเองแท้ๆ

                         "คงเพราะฉันมองว่าโอยาคิริก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว  และเขาเพิ่งผิดพลาดล่ะมั้ง  ไม่รู้สิมันอาจจะเป็นมุมมองของมนุษย์ที่มองว่าอยากขอโอกาสแก้ตัวล่ะมั้ง  แต่ถ้ามองในมุมมองของนาย...สิ่งที่ฝั่งมนุษย์คาดหวังจะไม่มีวันเป็นจริงอยู่ดี"

                         เพราะพวกนายไม่ให้โอกาส

                         "อีกอย่างตอนที่ต่อสู้ฉันเห็นแววตาของดาบเล่มนั้น  มันเต็มไปด้วยความรู้สึกอยากรู้และเปี่ยมไปด้วยคำถามว่าทำไม...ทำไมตัวเขาถึงไม่ได้เป็นแบบนั้น  ทำไมจึงมีแต่ตัวเองที่ต้องมีสภาพแบบนี้"

                         เขาช่างเจ็บปวดและบอบช้ำมามาก  การได้หวนกลับไปยังคนที่สำนึกผิดบางทีคงพอเยียวยาได้ล่ะมั้ง?

                         ทสึรุมารุส่ายหน้าให้กับความใจดีของนายสาว

                         "ท่านดูเหมือนเป็นพวกที่ชอบตอนจบแบบมีความสุขนะ"

                         ไม่รู้ว่ามันคือคำประชดหรือไม่  แต่ไอฮาเนะก็อยากให้มันจบด้วยดีมากกว่าจะจบด้วยการสูญเสีย

                         "รึนายอยากได้บทสรุปที่ต่างฝ่ายต่างต้องเจ็บล่ะ?  ฉันไม่เข้าใจทสึรุ  ถ้าหากว่าไม่คิดหวนกลับ...งั้นทำไมยังลังเลปล่อยเป้าหมายไว้ล่ะ?  ฉันคิดเสมอว่าในเมื่อแค้นโอยาคิรินักเป้าหมายหลักก็ควรพุ่งเป้าไปเพื่อฆ่าอีกฝ่ายให้ตายสิ  แต่นี่อะไรไม่มีท่าทีจะทำอันตรายอะไรนอกจากทำลายดาบพวกนั้น  ส่วนอย่างอื่นไม่ทำอะไรเลย"

                         ถ้าอยากจะฆ่า  ลำพังดาบที่อยู่กับโอยาคิริคงไม่ครณามือ  หากแต่ก็ไม่ฆ่าปล่อยซานิวะคนนั้นให้อยู่รอดมาถึงตอนนี้

                         "ถ้าไม่เหลือเยื่อใยไม่คิดหวนกลับก็ควรทำลายให้จบสิ้นไปสิ"

                         แต่ที่ยังปล่อยมาจนถึงตอนนี้...ไม่ใช่ว่ายังมีเหลืออยู่อีกเหรอ  ไอ้ความผูกพันธ์เหล่านั้นน่ะ?

                         เมื่อรับฟังชายหนุ่มถอนหายใจให้กับคำถามของเด็กสาวที่ถามไม่หยุดยั้ง  ตัวเขาก็คงตอบไม่ได้หรอกว่าทำไมก็เขาไม่ใช่ดาบเล่มนั้น  ต่อให้แทนตัวเป็นดาบเล่มนั้นก็ใช่จะเข้าใจได้ดีนัก  ดังนั้นก็ตอบคำถามที่อยากรู้เหล่านี้ไม่ได้หรอก

                         "พวกเราช่างต่างคิดต่างมุมมอง  ข้าตอบเเบบนั้นเพราะเจ้านั่นถามว่าหากข้าเป็นดาบเล่มนั้น  ข้าก็จะตอบแบบนั้น  ทว่าข้าไม่ใช่ดาบเล่มนั้นนะท่านไอ...ถึงพวกข้าจะเป็นทสึรุมารุเช่นเดียวกันแต่ยามอยู่กับซานิวะแต่ละคนก็จะแตกต่าง  ตัวเจ้านั่นเองอาจจะมีบางอย่างยึดติดอยู่กับซานิวะนั่นก็ได้  ก็นะ...ของแบบนี้มันอยู่ที่สองคนนั้น  ตัวข้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย  แต่การที่ข้าบอกเช่นนั้นเพื่อให้เขาตัดขาดความลังเลน่ะ..."

                         ดาบรบในอาภรณ์ขาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าอีกครั้ง  ก่อนจะโน้มตัวลงพลางรั้งร่างที่อยู่ด้านข้างมากกกอดอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ  เขาล่ะเริ่มจะเสพติดเสียแล้ว  ยามได้โอบกอดร่างนี้ก็ทำให้รู้สึกสบายใจ  อีกทั้งยังรู้สึกไม่เปล่าเปลี่ยวอีก  ดังนั้นบ่อยครั้งที่เหนื่อยล้าหรือเบื่อหน่ายเขาก็เลือกจะพุ่งมาหานายสาวและเลือกจะดึงร่างนางมานั่งตักบ้าง  หรือโอบกอดบ้าง

                         มันเป็นความรู้สึกที่เรียกว่าชอบ  และเมื่อได้ลองไปครั้งหนึ่งแล้วก็เสพติดจนพลั้งเผลอทำต่อไปจนเริ่มชิน  ประกอบกับนางในอ้อมแขนก็เริ่มชินชากับสภาพตัวเอง  นานครั้งอย่างรอบนี้นางก็ปล่อยให้กอดไปโดยไม่ขัดขืนอะไรเสียด้วย

                         คล้ายกับจำได้ว่าตัวเองเกริ่นค้างไว้และคนฟังในอ้อมอกยังรอคอยอยู่  ทสึรุมารุหยักยิ้มแล้วเอ่ยตอบข้างใบหูเบาๆ

                         "ข้าอยากให้เขาตัดทิ้งซึ่งความลังเล...เพราะหากเขายังหวั่นไหวต่อไปตัวท่านจะเป็นอันตราย  ทางเลือกที่ข้าจะทำได้คือต้องทำให้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"

                         "แต่การบอกของนาย...มันเหมือนจะบอกให้เขาตัดใจแล้วลงมือฆ่า..."

                         "ข้าบอกเช่นนั้นเพื่อให้เขาเตรียมใจ  อะไรหลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่หวังและกาลเวลาก็ผ่านมายาวนานเกินไปแล้ว  โอกาสที่จะไม่ได้ดั่งที่ปราถนาก็มีอยู่สูง  ข้าจึงบอกให้เขาเตรียมใจเอาไว้ซะไม่อย่างงั้นถ้าหวังมากเกินไปอาจจะผิดหวังในตอนท้ายก็ได้นะ"

                         "..."

                         "ข้ายังย้ำคำเดิมท่านไอ...หากเขาผู้นั้นลังเล  ข้าจะทำเอง"

                         จะฆ่ามันทิ้งให้ได้

                         "ฉันไม่อยากให้นายทำแบบนั้นเลย"

                         "ข้ารู้แต่ข้าจะเลือกแบบนี้  หากมันเกิดขึ้นจริงๆละก็นะ"

                         "..."

                         ไอฮาเนะยังคงมีสีหน้าไม่เห็นด้วยแต่ไม่อยากพูดอะไรอีกจึงปล่อยให้อีกฝ่ายกอดไปเงียบๆ

                         "ท่านคิดมากรึเปล่าที่ข้าพูดแบบนั้นออกไป?  ข้าน่ะ...ตัดสินใจแบบนั้นมานานแล้วมันคงทำให้ท่านอึดอัดใจใช่ไหม"

                         หากทอดทิ้งก็จะไม่หวนกลับ  ก็คิดแบบนั้นและตัดสินใจแบบนั้นมาแต่แรกแล้ว  ทว่า...

                         "การที่นายพูดแบบนั้นมันก็เหมือนเป็นการบอกไม่ให้ฉันทำแบบนั้นอยู่แล้วนี่"

                         ถ้าไม่อยากเสียไปก็อย่าได้คิดปล่อยมือ  อย่าได้ทอดทิ้ง  อย่าได้ทำเหมือนอย่างที่เขาผู้นั้นเคยทำ

                         "ก็ใช่นะ  แต่อย่าห่วงเลยต่อให้ท่านสะบัดข้าทิ้ง  ข้าก็ไม่ปล่อยท่านไปง่ายๆหรอกนะ"

                         ไอฮาเนะกระพริบตาปริบๆแล้วเงยหน้าขึ้นมามองก็เห็นดวงตาสีอำพันนั้นมองตอบกลับมาด้วยแววตารักใคร่...

                         ไม่ปล่อยไปหรอก

                         "ก็สัญญาไว้แล้วนี่ท่านจำไม่ได้หรือ?"

                         จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะหมดสิ้นหน้าที่กันไป  อย่าจากลากันด้วยความตายหรือจากกันไปโดยที่ไม่ได้บอกลา

                         ข้าสัญญา  จะอยู่กับท่านจนเบื่อหน้ากันไปข้างหนึ่งเลย

                         "ท่านบอกว่าจะอยู่จนหมดสิ้นหน้าที่  ดังนั้นแล้วข้าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะหมดพันธะหน้าที่เช่นกัน...ท่านได้ยินไหม?"

                         ต่อให้ไล่แค่ไหนก็จะไม่ไปหรอก  ไม่ยอมไปอย่างเด็ดขาด

                         ไอฮาเนะเบิกตากว้างหลังได้ยินคำพูดนั้นแล้วพยักหน้าเล็กน้อยก่อนยิ้มออกมา

                         "อืม  นั่นสินะสัญญากันไว้แล้วนี่นา..."

                         เธอกล่าวตอบแผ่วเบาแล้วหลับตาลง

                         แต่ต่อให้ไม่สัญญา....

                         เธอก็ไม่คิดจะปล่อยมือจากเขาไปเหมือนกันแหละน่า....



*******************************************************************************************************

-  ช่วงนี้กระเรียนกำลังมาแรงนะคะ  คงยังไม่เบื่อหรอกนะ  ช่วงนี้เขาจะหวานกับไอฮาเนะเป็นพิเศษ  แต่เขาเป็นพระเอกหรือไม่นะ?  นั่นสินะคะ  เป็นพระเอกหรือเปล่าน้าาา...

-  ตอนนี้แต่ละคนก็เดินกันไปตามทางของตัวเองค่ะ  เห็นคาคุจิเหมือนเห็นแก่ตัวไม่ช่วยแล้วยังดูจะขวางอีก  อันนี้ถ้ามองในมุมมองคนนอก  ที่ไม่รู้ว่าไอฮาเนะมันทำอะไรได้บ้าง  เอาคนไม่กี่คนไปรบกับศัตรูจำนวนหลักหมื่นนี่คือเหมือนไปฆ่าตัวตาย  เขาก็เลยต้องขวางค่ะ  แถมโอกาสชนะแทบไม่มีเลยด้วยเขาก็เลยมองแล้วว่าขืนปล่อยไปจะวุ่นวายเพราะถ้าซานิวะคนอื่นเสียดาบรบไปงานจะไปหนักที่เขากับอิชิคาว่า

-  รอบหน้าจะอยู่ช่วงเริ่มการเตรียมพร้อมรบค่ะ  ก่อนจะรบต้องพร้อมก่อนนะคะส่วนข้อเสนอรอติดตามกันไปค่ะ

-  เราเขียนในมุมมองของทสึรุกับไอฮาเนะที่แตกต่างกันค่ะ  คือมองในมุมไอฮาเนะแล้วก็แบบว่าตูก็คนนะ  คนไม่ได้เลิศเลอทำผิดได้ตลอดแหละ  แต่ทำผิดแล้วขอโทษก็น่าจะให้โอกาสหน่อยนะ  แต่สำหรับทสึรุนี่คือผิดหวังมามากแล้ว  พอเลือกเจ้านายแล้วเจ้านายที่เลือกทำให้ผิดหวังอีกก็ปวดใจ  เพราะขนาดเลือกนายที่ตัวเองคิดว่าดีแต่ต้องมาผิดหวังมันก็ทนไม่ไหวอีกแล้วดังนั้นก็เลยคิดว่าไม่หวนกลับไปหาดีกว่า  ขอดับสูญไปเลยดีสุด  ต่างคนต่างมุมมองนั่นแหละค่ะ  แต่ทสึรุของไอฮาเนะก็บอกชัดแล้วว่าไล่ให้ตายก็ไม่ไปเขาไม่ยอมไปและไม่ยอมหนีไปจากไอฮาเนะอยู่ดี  

-  ตอนของยามัมบะจะแก้ไขอีกครั้งค่ะ  ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ  เราขอสารภาพว่าตอนแต่งเนื้อเรื่องน้องผ้าห่มเป็นช่วงมึนๆ  (กินยาแก้ไข้พอดีค่ะ)  คำบรรยายเลยดูวกวนไปมา  และก็ช่วงนั้นลองปรับวิธีการเล่าเรื่องโดยผสมมุมมองไปแบบนั้นไม่รู้ว่าจะดีหรือเปล่า  ดีใจที่บอกมานะคะไว้หลังจากแต่งเนื้อเรื่องหลักไปสักพักกับเคลียร์ตอนพิเศษแล้วจะกลับไปแก้ไขค่ะ

-  เราเรียนจบแล้วค่ะทำงานแล้ว  เลยไม่มีการปิดเทอมแต่ถ้าหยุดก็กินแกลบค่ะ (หัวเราะเสียงแห้ง)  ที่แต่งแต่ละตอนช้าลงเพราะเคลียร์งานค่ะ  ในช่วงแรกเป็นช่วงที่ว่างเพราะต้องย้ายสถานที่ทำงานพอลงตัวก็เริ่มทำยาวๆ  อีกอย่างคือการแต่งนิยายเราแต่งวันละตอนแบบร่างโครงร่างไว้ก่อน  หลังจากนั้นคิดอะไรออกก็แต่งเสริมไปแล้วค่อยมาปรับเนื้อหาแบบยาวอีกทีหนึ่ง  หลังจากนั้นก็ก๊อปมาลงแล้วจัดวางหน้าให้เรียบร้อยและก็อ่านทวนอีกครั้งเสริมเนื้อเรื่องหรือคำพูดและแก้คำผิดบางส่วนก่อนอัพค่ะ  มันเลยนานหน่อยขอโทษด้วยค่า

-  ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ  ดีใจที่มีคนเม้นท์เพราะอยากได้คำแนะนำเพื่อเอาไปปรับปรุงการเขียนค่ะ









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #404 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 02:45

    เข้าใจทั้งสองฝั่งนะ ทั้งในมุมมองทสึรุที่เจ็บช้ำมานาน การจะบอกว่าควรจะไตร่ตรองให้ดีก่อนจะทำอะไร ไม่ใช่เสียไปแล้วค่อยมาสำนึก มันก็ถูกของเขา มนุษย์เราจะรู้ค่าของสิ่งๆหนึ่งเมื่อเสียสิ่งนั้นไปแล้ว ประโยคนี้ใช้ได้ตลอดนั่นแหละ แล้วโอยาคิริก็เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นการที่ทสึรุจะมีปฎิกิริยาโต้ตอบอย่างนั้นย่อมไม่แปลก

    ..แต่ในอีกมุมมอง มนุษย์เรามันก็ผิดพลาดกันได้อ่ะ ใครบ้างเกิดมาไม่เคยผิดพลาด ..แต่เราก็พยายามเรียนรู้และแก้ไขมัน ขอแค่ได้รับโอกาส นั่นคือสิ่งปกติที่เป็น

    การจะมาสั่งห้ามว่า เฮ้ย!ก็ต้องห้ามผิดพลาดตั้งแต่แรกสิ ..คือต่อให้พยายามยังไงบางทีมันก็เป็นไปค่อนข้างยากที่จะไม่พลาดเลย ..อย่างของหมอนั่นเอง ถึงจะสายไปสักหน่อยก็เถอะ แต่ก็เห็นแหละว่าพยายามแก้มันแล้ว เพียงแค่ว่าผลสรุปมันคงออกมาแฮปปี้ได้ค่อนข้างยาก เพราะเวลาน่าจะไม่เหลือแล้ว

    #404
    0
  2. #396 AssHunter (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 08:36

    ขอโทษนะคะ มีความรู้สึกอยากตื้บคาคุจิซัง55555

    #396
    0
  3. #393 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 12:03
    เราก็รู้สึกเหมือนน้องไอนะคะว่าอยากให้เรื่องจบด้วยดี อยากให้นกตกถังสีกลับมาหาชายจืด ส่วนเรื่องคาคุจิ เราไม่ได้เข้าข้างน้องไอนะคะ แต่การจะส่งดาบมาแค่6แถมแต่ละดาบก็น่าจะดูพึ่งไม่ค่อยได้งี้มากดดัน เราว่ามันแย่งะ

    การซ่องสุมโยมิเยอะขนาดนี้การจะกวาดให้เรียบหรือจัดการมันยากก็จริงค่ะ แต่ถ้าช่วยๆกันหรือเสนอทางดีๆ ช่วยกันกวาดๆให้มันเเ-้ยนไปเลยหรือลดๆจำนวนก็น่าดีกว่ารึเปล่าคะ เพราะถ้ายิ่งปล่อยไว้นานเข้า มันจะไม่เพิ่มจากหมื่นเป็นครึ่งแสนเหรอวะคะ แถมซานิวะส่วนใหญ่ก็เป็นสาย(ที่ชอบอ้างแต่ว่า)สนับสนุนด้วย เราเลยเห็นด้วยกับน้องไอว่าควรกวาดไปเลย
    สำหรับเราปัญหาหลักก็คือคาคุจิไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของน้องไอ บวกกับคิดว่าน้องไอหัวอ่อนว่าง่ายสอนง่ายอีก... จ้า แผนน้องแกทั้งหมดเลยจ้าา พอมีความอคติเล็กๆผสมกับความแบบcontemptในความสามารถของคนอื่น นางเลยคิดจะเบรคมมากกว่าจะสนับสนุน เพราะมองว่ามันไม่คุ้มรึเปล่า

    แต่ถ้าเอาจากฟิลลิ่งที่เราสัมผัสแบบไม่พยายามคิดในแง่ว่าคาคุจิโตแล้ว แถมยังฉลาดเจ้าวางแผนอีก เราคงรู้สึกว่านางแค่ไม่พอใจที่ชายจืดกำลังจะมีอำนาจเหนือนางเด้อค่า บวกกับนางไม่ค่อยชอบทัศนคติของชายจืดด้วย(ใช่มั้ยนะ?) แต่ชายจืดก็ดูกากด๋อยในสายตาคนนอกอย่างเราอยู่เหมือนกันนั่นแหละค่ะ เรื่องแผนนางที่ดูไม่เฉียบไม่มีการวางผงวางแผนสำรองในสำรองในสำรอง จนดูเหมือทีมพระเอกพาไปตายมากกว่าแผนรบใหญ่นี่ก็น่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน แต่เอาตรงๆน้องไอก็กะจะmanipulateชายจืดอ้อมๆอยู่แล้วปะคะ555555 เราเลยไม่อยากด่าชายจืดมาก เพราะนางเหมือนจะโดนเล็งให้เป็นเบี้ย(กันชน)ของน้องไอกับหญิงโยแบบสุดๆ โชคดีย์นะจ๊ะ (โบกผ้าเช็ดหน้าให้)

    ปล.เราชอบความหญิงโยแสยะยิ้มมากค่ะ นางดูดิบๆดิสต์ๆดี เเอาเงินกรอกปากงี้ แจ่มมากค่ะคุณหญิง5555555
    #393
    0
  4. #392 p_ice (@p-ice) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 20:11
    ง๊อออ รอตอนต่อไปนะค่ะ
    #392
    0
  5. #391 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 20:05
    กรี้ดดดดดกระเรียนเกรียนมาแรงอีกแล้ววววว นี่ก็ใกล้จะเจอศึกหนักแล้วยังอุตส่าห์หวานกันได้อีกเนอะ-_-ศึกนี้ถ้าจะยาวแน่โยมิตั้งหมื่นกว่าแหนะไอฮาเยะตายก่อนดีกว่ามั้ย? 5555 ///ขอบคุณสำหรับที่ตอบคำถามนะคะแต่ตอนไรท์บอกว่าบางทีหยุดเพราะนั่งกินกลับแกล้มนี่คือคิ้วกระตุกเลยค่ะ555ล้อเล่นค่ะ ขนาดไรท์มีงานทำก็ยังอุตส่าห์ขยันอัพนะขอบคุณมากค่าาาแต่ตอนที่เราบอกว่าอัพช้ากว่าแต่ก่อนนี่ไม่ต้องซีเรียสหรอกค่ะเราพูดไปเพราะอยากอ่านมากทนรอไม่ไหว///ส่วนเรื่องการบรรยายอะเอาเป็นแบบไหนก็ได้ค่ะจะเป็นแบบบุคคลที่สามก็ได้ค่ะไรท์แต่งแล้วไม่งง แต่ถ้าจะแต่งก็อย่าลืมเว้นบรรทัดจากการบรรยายแบบบุคคลที่หนึ่งไว้หน่อยก็ดีนะคะจะได้ไม่งงว่าใครพูดเพราะเราไปอ่านเนี่ยบางเรื่องไม่เว้นเลยค่ะเรานั่งอ่านแบบเอ๋อแดกเลยแต่ไรท์เว้นไว้ทำให้เราอ่านง่ายดีค่ะแต่งดีแล้วไม่ต้องแก้อะไรหรอกค่ะแต่ถ้าตรงไหนที่เราเห็นว่าไม่โอเคจะมาบอกไรท์นะคะแต่ถ้าจะเขียนบรรยายอะขอเป็นบุคคลที่หนึ่งดีกว่านะคะเราชินมันอ่านง่ายกว่า5555แต่ถ้าไรท์จะแต่งแบบบุคคลที่สามก็ไม่เป็นไรค่ะเราจะได้ลองอ่านให้ชิน
    #391
    0