Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 68 : เส้นทางที่ถูกบีบคั้น และปาฏิหารย์ที่ไม่มีอยู่จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 613
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    4 เม.ย. 62



คำเตือน  ไม่แน่ใจว่าอ่านแล้วตับท่านจะยังอยู่กันดีหรือไม่  ส่วนตัวคิดว่าทุกท่านน่าจะรักษาตับกันได้อยู่นะ  เพราะในความคิดของไรท์  ยังคิดว่าตอนนี้น่าจะยังไม่หนักเท่าไหร่  (ล่ะมั้ง?)  พูดยากจริงๆไม่ได้แต่งแนวแบบนี้มานานไม่รู้จะชอบกันหรือไม่  ลองอ่านกันดูนะคะ

_______________________________________________________________________________________________________




                         ความรักคืออะไรมันเองก็ไม่มั่นใจสักเท่าไหร่นัก

                         แต่ที่แน่ๆ  บ่อยครั้งมนุษย์ก็มักใช้คำว่ารักมาบังหน้าคำว่าใคร่...


                         ตัวมันนั้นแม้จะถูกกล่าวขานว่างดงามแต่ก็ไม่อาจงามได้เท่าจันทร์เสี้ยว  แต่กระนั้นก็ยังถือว่างดงามพอสมควร  เพราะอะไรน่ะหรือ?  หากไม่งดงามเหตุใดตัวมันจึงถูกนำตัวออกมาจากที่พำนักอันมืดมิดนั้นเล่า?

                         มนุษย์นั้นสร้างพวกมันขึ้นมาแต่ขณะเดียวกันก็ลุ่มหลงความงามของสิ่งที่ตัวเองสร้าง  จนสุดท้ายก็เกิดการแย่งชิง

                         มันเองก็จำไม่ค่อยได้นัก  รู้ว่าโยกย้ายไปมาเหลือเกิน....แต่ที่แน่ๆ....เพราะมันนั้นคือศาสตรา  ศาสตราที่ไม่อาจเลือกนาย  แม้จะแค้นใจที่ต้องถูกพรากจากนายคนแรกเพื่อไปอยู่กับนายใหม่ผู้นั้นก็ตาม

                         แต่ทำอะไรได้ล่ะ  ก็ในเมื่อไม่มีสิทธิ์เลือกหรือขัดขืนนี่จริงไหม?

                         มันเอง...เพราะต้องอยู่ต่อไปอย่างยาวนานเลยเลือกจะยอมรับและเฝ้ามองดู  ทั้งจากความเป็นความตาย  การเติบโต  วัฏจักรการเปลี่ยนผันของมนุษย์อันแสนยาวนาน  ตัวมันนั้นได้แต่มองดูคอยอยู่รับใช้แล้วแต่นายคนใดจะนำพาไป

                         จนท้ายสุดตัวมันได้กลายมาเป็นศาสตราของซานิวะ

                         เทพอินาริมีบัญชาให้เหล่าจิตวิญญาณได้กลับมารับใช้และต่อสู้ในสนามรบอีกครั้งโดยในฐานะของนักรบ...

                         แรกเริ่มก็ดีหรอก  ได้มีกายเนื้ออย่างมนุษย์  ได้ใช้ชีวิตที่เหมือนกับมนุษย์  มันก็สนุกดีอยู่หรอกแต่นานวันเข้า  ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...

                         มนุษย์นั้นยามแรกพบเจอก็เกือบจะเหมือนทารก  ไม่สิ  ต้องเปรียบว่าพวกมันต่างหากคือทารกแรกเกิดที่ไม่เคยรับรู้อะไรมากมายเลยในฐานะมนุษย์  จริงอยู่ว่าความทรงจำของห้วงอดีตจะทำให้ตัวมันและคนอื่นรับรู้ว่ามนุษย์นั้นแท้จริงก็ไม่ได้งดงามหรือสูงส่งอะไรนัก  แม้พวกเขาจะอ้างสิทธิ์ในฐานะที่สร้างพวกมันขึ้นมา  แต่เนื้อแท้ของมนุษ์นั้น...

                         มันช่างโสโครก...

                         ท้ายสุดจากศาสตราผู้ต่อสู้กลับกลายมาเป็นเครื่องมือที่ใช้งานดุจดั่งทาส  

                         หรือไม่ก็เครื่องปรนเปรอความสุข

                         พวกมันทนทุกข์กับเรื่องราวเช่นนั้นมานานแสนนาน  

                         นานจนเผลอคิดกลับไปว่า  ขอกลับไปเป็นแค่ร่างจิตยังจะดีเสียกว่า...

                         ท้ายสุดความอดทนก็เริ่มสิ้นสุดลง  

                         หนึ่งในพวกมันได้ร้องขอต่อเทพอินาริให้มีสิทธิ์เลือกนาย  ก่อนคนที่เหลือจะทำตาม

                         พวกมันทนไม่ไหวอีกต่อไป  พวกมันคือดาบ  คืออาวุธ  ไม่ใช่สิ่งของสำหรับพวกนั้น!

                         และท้ายสุดเทพ...ก็เมตตามอบความประสงค์นั้นให้  

                         แต่มันก็เลือกได้แค่เพียงครั้งเดียวพร้อมกับเงื่อนไขต่างๆมากมาย....

                         ตอนแรกมันก็คิดว่าไม่ยุติธรรม  คล้ายกับว่าสิ่งที่เทพมอบให้ก็ไม่ต่างกับการวัดดวง  ดวงดีโดนเรียกไปก่อนก็จะเป็นคนแรกๆที่มีสิทธิ์ได้เลือก  ตรงกันข้ามหากไม่ได้โดนเรียกไปในช่วงเวลานั้นก็ต้องยอมรับอย่างไร้ข้อโต้แย้ง  หากโดนเรียกไปตอนหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวพวกมันก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขืนอีกต่อไปแล้ว  ต้องก้มหน้ายอมรับใช้ไปอย่างจำยอม...

                         แต่ว่า....โชคของมันยังดีที่ได้เป็นพวกที่มาแรกๆและได้สิทธิ์ในการเลือก...มันและเพื่อนพ้องตัดสินใจเลือกนายที่ไม่เห็นแม้แต่หน้าตาหรือรูปร่าง  เพราะทุกอย่างที่ผ่านมาในช่วงเวลา 100 วันเป็นไปได้ด้วยดี  ที่สำคัญยังไม่ได้กระทำอะไรที่แย่เหมือนซานิวะในอดีต  ฉะนั้นจึงคาดหวังเป็นอย่างสูง

                         แต่เพราะอะไรที่คาดหวัง  ก็มักไม่ได้อย่างที่หวังเสมอ

                         มันได้นายคนใหม่ที่แตกต่างจากเดิมและเป็นเจ้านายที่พวกมันเป็นผู้เลือกเอง  

                         ทว่า...นายคนใหม่ก็ช่างอ่อนแอและเปราะบาง...

                         แว่บแรกที่เห็นร่าง...หลังผ่านการคัดเลือก  คำพูดเดียวดังก้องในหัวของมัน

                         จะไหวเหรอ...ดูปวกเปียกดีแท้...

                         จะรูปร่างหรือนิสัยขาดในสิ่งที่เรียกว่าความองอาจ  แถมอายุก็เกินกว่าจะเป็นแค่เด็กวัยแรกรุ่นทว่าความสุขุมอย่างคนที่เติบโตในช่วงอายุยี่สิบต้นๆนั้นแทบไม่มีเลย  แต่ก็นะคนในยุคสมัยปัจจุบันไม่ต้องกังวลอะไรเกี่ยวกับศึกและสงครามแล้วนี่นา

                         มันอดคิดไม่ได้ว่าสบายดีจริงนะ  ช่างสุขสบายดีเหลือเกิน  มนุษย์ในยุคสมัยหลังๆนั้นนับว่าโชคดียิ่งนักที่ไม่ได้เกิดมาในยุคสมัยของสงครามและความโหดร้าย

                         ก็นั่นแหละ  เพราะคิดแบบนั้นแรกเริ่มเลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย  เจ้านายที่มันเลือกมาเองก็สุภาพอ่อนน้อม  จนนานวันเข้าก็เห็นว่าไม่ได้แตกต่างจากช่วงเวลา 100 วัน  นั่นจึงทำให้มันเริ่มคิดตัดสินใจใหม่

                         ซึ่งพอดีกับการได้เห็นแววตานั่นเข้า

                         ตัวมันนั้นบ่อยครั้งที่เผลอมองไปยังแววตา  เจ้านายที่แสนอ่อนน้อมยิ้มง่ายและสุภาพบ่อยครั้งมักสะท้อนแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหงาหงอยและดูเหมือนเศร้าโศก...

                         บางครั้งที่เผลอทำอะไรพลาดอย่างการเขียนเอกสารผิดนิดหน่อยจนโดนคอนโนสุเกะตำหนิเล็กน้อย  เขาก็ยิ้มหงอยๆแล้วก้มหัวขอโทษอย่างว่าง่าย

                         แรกเริ่มทุกคนก็ห้ามปราม  แต่ภายหลังมันเริ่มรู้สึกว่าเจ้านายที่เลือกมานั้นแปลกประหลาด...

                         จนกระทั่งได้ถามและได้ยินคำตอบ...

                         เพราะเจ้านายคนนี้คิดเสมอว่าตัวเองเป็นแค่เงา  ตัวเขานั้นเป็นแค่เงาที่ไม่อาจเฉิดฉาย  และการได้มาที่นี่ได้นั้นก็เพราะคนที่แข็งแกร่งกว่าผู้ซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดกำลังป่วยหนัก  ตัวเขาที่เป็นตัวสำรองจึงโดนเลือกมาแทน

                         แว่บแรก  มันหงุดหงิดใจ....จริงอยู่ว่าเป็นตัวแทน  แต่ช่วยมองในแง่ที่ว่าพวกมันเลือกเขามาหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?  แถมเอาแต่พูดว่าเงาอยู่นั่น

                         มันน่ารำคานเฟ้ย!

                         มันคิดตัดสินใจ  พูดเสียงแข็งใส่  บ่นบอกสารพัดว่าอย่างน้อยพวกมันก็คือคนที่เลือกเขามานะ เลิกคิดว่าตัวเองเป็นแค่ตัวสำรองได้แล้ว!

                         เจ้านายคนนั้นก็อึ้งก่อนกระพริบตาปริบๆ  และแปปเดียวก็ร้องไห้โฮเหมือนเด็กๆ  เล่นเอามันตกใจเลยเชียวล่ะ...

                         แต่ว่านะ  หลังจากวันนั้น  ตัวมันก็เปรียบเสมือนดาบคู่กายและทำหน้าที่เสมือนเลขาแย่งหน้าที่จากทั้งเจ้าทาสเบอร์หนึ่งและดาบเล่มแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                         ขอสารภาพนะว่าแรกเริ่มทำเพราะสงสารและอีกฝ่ายเป็นเจ้านาย  ถึงจะโตแล้วก็เถอะแต่ก็ยังเด็กกว่ามันอยู่ดี....

                         ซึ่งหลังจากนั้นความรู้สึกสงสารมันเปลี่ยนไป...มันไม่ได้มองว่าเป็นแค่เจ้านาย  กลับกันมันรู้สึกเจ้านายก็คือเด็กน้อยที่โหยหาความรักความอบอุ่นเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ขาด  ท่าทีและแววตานั้นชวนให้นึกถึงอดีตเจ้านายคนแรกที่จากไปตั้งแต่วัยเยาว์นัก

                         จริงอยู่ว่าด้านอายุแตกต่างกันมากโขแต่มีอะไรหลายอย่างช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน....

                         และนับจากนั้นมา  ตัวมันก็มองและปฏิบัติรวมทั้งเรียกเจ้านายเป็นเพียงแค่เด็กน้อยเท่านั้น  เพราะไม่ว่ายังไงมันกลับให้ความรู้สึกว่าถึงจะเป็นเจ้านายแต่อีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็ก....และเป็นเด็กที่ไม่ว่ายังไงก็มีความสำคัญต่อมันเป็นอย่างมาก

                         ตัวมันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดและตัดสินใจอย่างนี้ แต่รู้แค่ว่ามันจะดีกว่านี้ถ้าเด็กคนนี้ยิ้มได้อย่างร่าเริง...และได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดีเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เขาอาจจะไม่เคยได้รับหรือขาดหายไป

                         แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง  

                         ....ความรู้สึกอันหวงแหนแรงกล้านั้นก็รุนแรงมากขึ้น  นานวันเข้าความรู้สึกในเริ่มแรกก็ทวีความรุนแรงจนท้ายสุดในหัวสมองก็มีแต่เรื่องของเด็กคนนั้นเพียงอย่างเดียว  ทุกอย่าง  ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเด็กนั่น...

                         คงเพราะมันหวนนึกถึง ซาดายาสึ  กระมัง....เพราะนึกถึงเจ้านายคนแรก  ดังนั้นมันจึงคิดอยากถนุถนอมและปกป้องเด็กคนนี้ให้มากเพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าซาดายาสึ...

                         จะยังไงก็ได้  ขอแค่เด็กคนนี้ยังยิ้มและมีชีวิตอยู่รอดต่อไป...ขอแค่นั้นก็พอ

                         นั่นคือความคิดของมัน  พื่อการนั้นอะไรที่น่าจะเป็นอันตรายหรือเป็นจุดบอดที่อาจเป็นภัยจำต้องถูกกำจัด...

                         แม้ว่านั่นจะเป็นเพื่อนพ้องร่วมฮงมารุก็ตาม....

                         มันทำทุกอย่างเพื่อเด็กคนนั้น  เด็กหนุ่มในคราบชายหนุ่มที่อายุยี่สิบต้นๆ  ที่แม้จะตัวโตแต่หัวใจยังเป็นแค่เด็กน้อยที่ต้องการความรักความเอาใจใส่

                         ใช่...ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อเด็กคนนั้น...

                         แต่ท้ายสุดความเพียรพยายามมันได้สูญเปล่า...

                         ท้ายที่สุดเด็กที่มันรักยิ่งกลับกล่าวถ้อยคำโหดร้ายและดุด่าว่ากล่าวในสิ่งที่มันทำ

                         ไม่เห็นหรือไร!?  สิ่งที่ทำก็เพื่อเจ้าตัวแทบทั้งสิ้น!

                         มันโต้เถียงอย่างไม่เข้าใจและไม่ยินยอม  จนท้ายสุดก็ถูกเอ่ยปากไล่

                         ไม่ต้องการจะเห็นหน้าและไม่อยากจะพูดจาด้วยอีก...

                         แต่ในท้ายสุด  พวกตนก็ยังได้เห็นหน้ากันและกันอีกครั้ง  หากแต่ไร้คำพูดจานอกเหนือไปจากคำสั่ง

                         จวบจนวินาทีสุดท้าย....

                         ....ก่อนมันจะยินยอมอาบย้อมไปด้วยความมืดมิดหลังจากความโกรธแค้นชิงชังปะทุขึ้นในใจ

                         ในตอนนั้นมันแค่ร่วงหล่นลงมา  จากอาการบาดเจ็บหนักยามเมื่อร่วงลงมากระแทกทำให้บาดแผลสาหัสมากกว่าเดิม  มันขยับไปไหนไม่ได้  จำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ใต้รากไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่ปกคลุมเหนือพื้นดิน  แต่ยังพอมีช่องว่างมากพอจะให้มันคลานไปหาที่หลบพัก

                         มันรอคอย  รอว่าเพื่อนพ้องร่วมฮงมารุต้องรีบตามหาแน่ๆ  อย่างน้อยถ้ามีดาบตกหล่นและยังไม่มีการยืนยันว่าแตกหัก  ทัพสำรองจะติดตามค้นหาอย่างสุดชีวิตเพื่อหาทางยืนยันให้ได้

                         แต่มันรอแล้วรอเล่า...ทว่าไม่พบแม้แต่เงา  แม้แต่เสียงร้องเรียกก็ไม่ได้ยิน

                         มันเจ็บหนักก็ใช่  สติก็เลือนลางแต่มันมั่นใจว่ามันฝืนรั้งสติไว้ได้แน่ๆ  และร่องรอยจากเลือดก็เด่นชัด  ไม่มีทางที่จะหามันไม่เจอหรอก!

                         มันเชื่ออย่างสุดใจว่าเพื่อนพ้องรวมทั้งเด็กคนนั้นต้องกำลังตามหาแน่  แต่เพราะว่าอาจจะโดนศัตรูลอบเล่นงานอยู่กระมัง

                         ทว่ารอแล้ว  รอเล่า....ก็ไม่มา

                         ผ่านไปหลายวันก็ไม่มี  เรี่ยวแรงที่ฝืนรั้งไว้กำลังหมดลง  บาดแผลที่เจ็บปวดแสนสาหัสก็เริ่มไม่รู้สึกอีกแล้ว  ไม่ใช่เพราะว่าแค่ชาหรอกแต่จากการเสียเลือดมากเกินไปทำให้ตอนนี้ตัวมันกำลังจะกลายเป็นดาบแตกหักแล้วจริงๆ...

                         หากโยมิหรือดาบมารมาสะกิดนิดเดียว  มันก็คงแตกหักในทันทีนั่นแหละนะ

                         พอมาคิดย้อนดูแล้วก็น่าสมเพสยิ่งนัก...น่าสมเพสจนต้องหัวเราะออกมาอย่างขบขันกับความคิดของตนเอง

                         ก็มันเป็นแค่ดาบนี่นะ  ถ้าแตกหักไปเดี๋ยวก็คงหามาทดแทนใหม่ได้อยู่ดี

                         อีกทั้ง....เด็กคนนั้นไม่ต้องการเห็นหน้ามันอีกแล้วนี่นะ

                         พอมานึกย้อนถึงถ้อยคำเอ่ยไล่นั้น  ความรู้สึกขมขื่นก็ประดังขึ้นในอกพร้อมกับความรู้สึกหลากหลายที่จู่ๆก็ผุดขึ้นมา

                         ความโศกเศร้า  ผิดหวัง  ความโหยหา  ความเจ็บปวด  ...

                         ทุกสิ่งอัดแน่นอยู่ในอกและระเบิดออกมา   มันแหงนหน้ากู่ร้องคำรามทั้งจากความสิ้นหวังและเจ็บปวด  มันได้แต่ร่ำร้องด้วยคำถามว่าทำไม  ทำไมมันจึงเป็นฝ่ายที่ถูกทอดทิ้ง

                         ทั้งที่ทุกอย่างมันทำเพื่อผู้เป็นนายแทบทั้งสิ้น!!!!

                         มันเอาแต่ถามและร้องคำราม!  พร้อมกันนั้นก็ได้แต่ก่นด่าสาปแช่ง ! 

                         มันไม่ได้ต้องการจะเป็นแบบนี้!  

                         ไม่ได้ต้องการจะเป็นฝ่ายที่ถูกทอดทิ้ง!

                         ตอนนั้นเอง  เสียงจากความมืดมิดก็ร้องถาม

                         "งั้นรึ?  ช่างน่าสงสาร...เช่นนั้นมากับข้าสิ...ข้าไม่ทิ้งเจ้าหรอก..."

                         ถ้อยคำนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหว่านล้อมอะไร  มันก็แค่คำเชื้อเชิญอย่างง่ายดาย  หากแต่ในยามนั้นมันกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว  มันไม่ต้องการจะให้เรื่องจบลงเช่นนี้ดังนั้นมันจะไม่ยอมตายอย่างเด็ดขาด!

                         "มากับข้า...แล้วความเจ็บปวดนี้จะหายไป  แต่สีขาวนี้จะหายไปนะ?  ทว่าเจ้าไม่สนอยู่แล้วนี่จริงไหมล่ะ?  ในเมื่อเป็นสีขาวแล้วกลับได้การตอบรับเช่นนี้  งั้นก็อย่าได้สนอีกเลย  กลับกลายเป็นสีแห่งราตรีกาลเสียเถอะ  ข้าสัญญา...เจ้าจะเป็นวิหคสีดำที่มากล้นด้วยพลังกว่าเดิม...."

                         วิหคสีดำ....สีดำที่ตรงข้ามกับสีขาว....

                         "การเป็นกระเรียนขาวที่ต้องแบกรับและเฝ้าดูมันเจ็บปวดใช่ไหมเล่า?  เช่นนั้นเจ้าก็จงเป็นวิหคดำที่จะนำพาความตายไปสู่ผู้ที่เจ้าเคียดแค้นเถอะ  ในเมื่อการเป็นตัวตนสีขาวมันทำให้เจ้าเจ็บปวดงั้นก็อย่าได้เป็นมันอีก  นับจากนี้เป็นสีดำทมิฬเสีย  ต่อให้เจ้าต้องอาบย้อมด้วยโลหิตสีแดงไปอย่างไรเจ้าก็จะไม่มีวันโดนย้อมให้เป็นสีแดงหมดสิ้นทั้งตัว  ตรงกันข้ามสีดำจะเป็นสีแห่งความนิรันดร์สำหรับเจ้า....เจ้าจะไม่โดดเดี่ยวและเจ็บปวด...อีกทั้งเจ้าจะไม่ต้องก้มหัวให้ใครอื่นใดนอกจากข้า  พร้อมกันนั้นเจ้าจะมีซึ่งบริวารอีกมากมายที่พร้อมจะรับใช้คำสั่งเจ้าอยู่ตลอดเวลา..."

                         แค่คำว่าจะไม่โดดเดี่ยวและเจ็บปวด....มันก็มีค่ามากพอจะอ้าปากตอบรับแล้ว

                         มันยอมรับว่ามันไม่ลังเล  ความเคียดแค้นที่เป็นดั่งเชื้อเพลิงผลักดันให้มันกล่าวตอบไปโดยไม่มีความลังเลเลย

                         และกระเรียนสีดำก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในที่สุด...

                         มันเรียกขานและก้มหัวรับใช้นายท่านคนใหม่อย่างยินยอม  และนายท่านคนใหม่ก็ทำตามสัญญา  ส่งมอบพลังอำนาจและบริวารให้ตามที่เอ่ยปากไว้

                         เมื่อได้รับ  มันจึงหวนกลับไปเพื่อการล้างแค้น...

                         ความรู้สึกที่ได้เอาคืนมันเป็นเช่นนี้เองสินะ?

                         ความสะใจกับการเห็นความพ่ายแพ้  และสีหน้าทรมานก่อนตายของพวกมัน...

                         ช่างน่ารื่นรมย์เหลือเกิน

                         จริงๆทุกอย่างมันเยี่ยมยอด  หากรู้ว่าการร่วงหล่นมันให้ความรู้สึกที่ดีในการแก้แค้น...ป่านนี้มันควรตอบรับไปนานแล้ว!

                         แต่นั่นแหละทุกอย่างดีเยี่ยมยอดทั้งหมด  หากแต่เพียงสิ่งเดียวที่สร้างความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นในใจ

                         ก็คือน้ำตา...

                         หยดน้ำตาใสๆที่เจิ่งนองเต็มสองดวงตาที่ครั้งหนึ่งจับจ้องมาที่มันโดยตลอด

                         นั่นคือสิ่งที่มันไม่ชอบใจ...  

                         ราวกับมีบางอย่างทิ่มแทงในอก  ความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยทำให้มันเริ่มรู้สึกแปลกๆ

                         มันที่ร่วงหล่นกำเนิดเป็นนกสีดำนั้นไม่ควรอาลัยอาวรณ์อดีตนาย  และดาบที่ร่วงหล่นนั้นไม่ถือเป็นดาบของซานิวะอีกต่อไป  หลักฐานที่ยืนยันก็คือพลังที่ซานิวะซึ่งเคยมอบให้ดาบนั้นได้หายไปหมดสิ้นแล้ว

                         ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกตนไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีก  หากแต่เมื่อมันจ้องมอง....

                         ริมฝีปากเล็กๆนั้นกัดแน่นจนห้อเลือดขณะเปล่งเสียงถามด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด...

                         ถามคำถามที่ขึ้นต้นว่าทำไม....เพราะอะไร....ซ้ำซาก

                         เด็กนั่นพร่ำถาม  ขณะที่มันยืนมองนิ่งๆอย่างไม่สื่ออารมณ์  ใช้แค่แววตาสีดำจ้องมองเพียงอย่างเดียวพลางนึกคิดอย่างสังเวช

                         อ่อนแอจริงๆ....ถ้าฆ่าทิ้งตอนนี้เรื่องราวก็จะจบสิ้นลง  และมันจะได้รับใช้นายใหม่ที่มอบชีวิตนี้ให้ได้อย่างภาคภูมิ

                         หากแต่ยิ่งเห็นน้ำตานั้นก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ

                         อ่อนแอ....อ่อนแอเกินไป...

                         ถ้าต้องฆ่าสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอไร้ทางสู้มันช่างเสื่อมเสียเกียรติ!

                         ไม่ได้คิดอยากไว้ชีวิตของเด็กนี่เพราะความสงสารหรือผูกพันธ์สักหน่อย!  ก็แค่ทุเรศเกินไปที่จะฆ่าในตอนนี้ก็เท่านั้นแหละ!

                         มันร่ำร้องกับตัวเองโดยขุดเอาสารพัดเหตุผลในการหันหลังกลับจากมา

                         และแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับอยู่แล้ว  ดังนั้นยามเมื่อกลับมานายท่านคนใหม่ก็ได้เอ่ยถามและมันก็ยืนยันคำตอบไปแค่ว่า

                         "อ่อนแอจนรู้สึกหมดสนุกที่จะฆ่า  ให้มันเติบโตกว่านี้  สร้างความหวังให้มากแล้วค่อยทำลายบดขยี้ทิ้งในคราวเดียวแบบนั้นมันน่าสะใจยิ่งกว่าน่ะ"

                         ยิ่งปล่อยให้บ่มเพาะความแค้นจากการสังหารอดีตเพื่อนพ้องให้ไปปานนั้น  เด็กนั่นต้องมุ่งหวังไล่ตามมาเพื่อล้างแค้นอย่างแน่นอน  ซึ่งก่อนจะได้ล้างแค้น...เด็กนั่นจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและตอนนั้นแหละมันจะบดขยี้ความแข็งแกร่งที่เด็กนั่นกับดาบที่เหลือซึ่งพยายามฝึกฝนเพื่อมาเอาชนะมันลงให้หมดสิ้น!

                         เมื่อนั้นแหละจึงจะสาสมแก่ใจ!

                         นายใหม่เองหลังได้ยินคำตอบก็นิ่งไปแล้วก็ยินยอมอนุญาตยืดเวลาชีวิตของเด็กนั่นออกไปอย่างว่าง่าย...

                         ตอนได้ยินคำอนุญาตให้มันปล่อยเด็กนั่นให้รอดเพื่อจะได้มาปิดบัญชีในภายหลังนั้น  มันกลับรู้สึก...

                         โล่งใจ?

                         ไม่เข้าใจว่าทำไม?  แต่ช่างเถอะ  ตอนนี้มันรอดก็ช่างปะไร  สำคัญคือมันต้องทำงานชดใช้บุญคุณต่อนายใหม่
และนั่นนำไปสู่ภารกิจลอบเล่นงานดาบของซานิวะคนอื่น

                         มันได้พบกับซานิวะคนหนึ่งในงานเทศกาล  ใจจริงมันกะหาเหยื่อนั่นแหละแต่ไม่คิดว่าจะโชคดีที่ได้เจอทั้งเหยื่อและซานิวะ....

                         นั่นคือการพบเจอกันตัวต่อตัวครั้งแรกแบบไม่เป็นทางการ  มันได้ฝากจิตมารไว้ในกายของหนึ่งในศาสตรา  คอยปล่อยให้จิตมารบ่มเพาะจนเติบโตเต็มที่

                         และมันจะใช้ดาบที่โดนจิตมารกลืนกินสังหารเจ้านายของดาบเล่มนั้นเอง

                         ใช่แล้ว  ซานิวะที่เหลือกับดาบพวกนั้นจะต้องได้เผชิญกับความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังทอดทิ้งเหมือนมัน  ต้องผิดหวังและตายจากไปทั้งจากความกังขาและความทุกข์ทรมานที่โดนพวกเดียวกันหักหลัง

                         หากแต่...ทุกอย่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย

                         ใครจะไปคิดว่ามันพลิกกลับมาได้  ตัวมันไม่ได้ดาบนั่นเป็นบริวาร...ซ้ำยังโดนเล่นงานกลับอย่างน่าตกใจ  

                         ที่สำคัญมันเคียดแค้นและเจ็บปวดใจยามได้เห็นความพยายามอย่างยิ่งที่ซานิวะนั่นพยายามในการดึงเอาดาบของตัวเองกลับคืนไป  พยายามแม้จะโดนเล่นงานจนบาดเจ็บหากแต่ก็ไม่ยินยอมปล่อยมือ

                         มันที่เห็นแบบนั้นได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง

                         ทำไมไม่เป็นตัวมัน?  ทำไมตัวมัน....ถึงไม่ได้เป็นแบบดาบนั่นบ้าง?

                         ทำไมไม่มีใครคิดเหนี่ยวรั้งหรือพยายามอย่างสุดชีวิต  ยอมแม้จะกระทั่งเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อดึงตัวกลับมา

                         ทำไม!?

                         มันถามคำถามเหล่านั้นซ้ำไปมา  ขณะได้แต่ทนมองดูศัตรูและซานิวะหลบหนีไปพร้อมกับดาบทั้งหมด

                         หลังจากกลับมานายท่านคนใหม่กล่าวว่า  มันโชคร้ายที่ไปเจอกับซานิวะตัวปัญหา  นั่นเป็นซานิวะที่ครองกำลังรบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและเป็นซานิวะสายต่อสู้ที่มีความสามารถสูงกว่าคนอื่น

                         "แค่เหนือกว่าด้านพละกำลังน่ะเอาชนะนางไม่ได้หรอก...."

                         เพราะงั้นเลยวางแผนใหม่และโชคดีที่ซากิวาชิตัวปัญหาโผล่มาติดกับ  ทุกอย่างน่าจะเป็นไปได้ด้วยดี  แต่นังนั่นก็โผล่มาขวางและเล่นงานมันจนบอบช้ำอีกหน

                         ท้ายสุดนายท่านคนใหม่ตัดสินใจปล่อยให้มันมาอยู่ยังที่แห่งนี้  คอยควบคุมดูแลกำลังรบไปพลางๆเพื่อให้คอยช่วยส่งพวกโยมิเหล่านี้ไปยังยุคสมัยต่างๆ  

                         ตัวมันก็ทราบดีว่านายท่านกำลังปลดระวางไม่ให้มันโผล่ไปทำอะไรอีก  ส่วนหนึ่งจากการพ่ายแพ้มาซ้ำซากนี้ได้สร้างความรู้สึกอัปยศให้แก่มันเป็นอย่างยิ่ง

                         มันยอมรับว่ามันหวาดกลัว  มันทำผิดซ้ำซาก  นายใหม่ย่อมไม่ยินดี

                         ทั้งที่ต้องตอบแทน  แต่มันยังทำงานผิดพลาด  ซ้ำร้าย...ในตอนท้ายสุดกลับโดนเล่นงานจนไม่อาจจะเปิดห้วงมิติในการส่งโยมิไปยังยุคสมัยต่างๆอีก...นั่นยิ่งทำให้มันหวาดหวั่น

                         บางทีการตัดสินใจไว้ชีวิตเด็กนั่นคงเป็นสิ่งที่มันตัดสินใจผิดพลาด

                         ใครจะไปคิดว่าจากเด็กที่อ่อนแอน่าสังเวชในวันนั้นจะเติบใหญ่ขึ้นมาได้ปานนี้  เขาทำในสิ่งที่ซานิวะคนอื่นยังทำได้ยากยิ่งสำเร็จ  ยิ่งมันเป็นโยมิไปแล้วนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมันกับเด็กคนนั้นแทบไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย

                         เพราะความยึดติดอันแรงกล้า  มันได้พันธนาการเด็กคนนั้นไว้กับตัวมัน

                         ไม่ว่าจะห่างไกลมากแค่ไหนแต่ทุกค่ำคืนยามหลับตาลง  ภาพของเด็กคนนั้นที่อยู่อีกฟากฝั่งซึ่งมีแม่น้ำขวางกั้นจะปรากฏขึ้น  

                         เด็กนั่นข้ามมาไม่ได้จึงได้แต่ส่งเสียงร้องเรียก  เอาแต่ยกมือป้องปากร้องตะโกนด้วยถ้อยคำเดิมๆ

                         กลับมาเถอะ  ได้โปรดกลับมาหาผมด้วยเถอะ

                         เขาร่ำร้องด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา  เขาร้องจนท้ายสุดตัวเขาก็ค่อยๆเลือนหายไป  พร้อมกับสติที่ตื่นมาเต็มที่ในเช้าวันรุ่งขึ้นของมัน

                         นั่นคือฝัน....แต่เป็นฝันที่ช่างเหมือนจริง

                         มันคิดเสมอ....มันละทิ้งทุกอย่างกลายเป็นดาบมีมลทิน  ทั้งนี้ก็เพื่อแก้แค้น

                         แต่ท้ายที่สุดมันกลับเลือกปล่อยเด็กนั่นไว้ไม่ไปแตะต้องจวบจนกว่าจะถึงเวลา  ซึ่งเวลาก็ผ่านไปยาวนานทว่าเด็กนั่นก็ยังคงร้องเรียกแล้วเอาแต่ร่ำไห้ไม่มีหยุด

                         มันไม่เข้าใจเลยจริงๆนั่นแหละ  ตัวเด็กนั่นคือผู้ที่ผลักไสและทอดทิ้งมัน  หากแต่ตอนนี้นั้นกลับร้องเรียกราวกับจะขาดใจ

                         มนุษย์นั้นโลเล  เอาแน่เอานอนไม่ได้ดั่งที่มีคนเคยบอก...แถมสมองปลาทอง  เพราะเพิ่งมาระลึกได้ว่าตัวเองได้สูญเสียสิ่งสำคัญไปแล้วยามเมื่อมันสายเกินไป

                         แต่เพราะท่าทีในฝันนั้นเผลอทำให้อกด้านซ้ายที่เคยเย็นยะเยือกมาตลอดรู้สึกอุ่นวาบ

                         ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน  ปลุกให้มันครุ่นคิดมาตลอด

                         หากในคำพูดที่กล่าวว่า  มนุษย์เพิ่งมาระลึกได้ว่าตัวเองได้เสียสิ่งสำคัญไปยามเมื่อมันสายเกินไปนั้น....

                         ถ้าเปรียบแล้วตัวมันคือสิ่งสำคัญของเด็กคนนั้นใช่หรือเปล่านะ?

                         มันไม่เข้าใจ  ความยินดีและโหยหานี้กำลังกลับมาเติมเต็มความรู้สึกที่ว่างเปล่าและเย็นเฉียบภายในใจมานานแสนนาน

                         ทว่า  ยามเมื่อดวงตาของมันทอดมองดูกระจก  ภาพสะท้อนร่างตัวเองที่เป็นสีดำก็ทำให้ตระหนักได้

                         ตัวมันคือวิหคราตรี  

                         วิหครัตติกาลแห่งความตาย...

                         ไม่ใช่กระเรียนขาวที่จะนำพาโชคลาภ...และความยั่งยืนอีกต่อไป

                         อา....นั่นสินะ....

                         มันตระหนักได้ยามจ้องภาพสะท้อนของตนเองในขณะนี้  และเข้าใจเป็นอย่างดี

                         ทุกอย่าง....มันสายเกินกว่าจะหวนกลับไปได้อีกแล้ว....




                         เสียงสะอื้นไห้กับความอบอุ่นที่โอบล้อมตัวมันได้ดึงสติสัมปัญชัญญะอันแสนเลือนลางให้ได้สติกลับมาทีละน้อย  ก่อนจะรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ตรึงร่างเอาไว้ตรงช่วงท้อง

                         อา...จริงสินะ

                         มันจำได้แล้วว่าทำไม  ทำไมถึงรับรู้สึกถึงรสสนิมที่แผ่กระจายอยู่เต็มปากขณะนี้

                         ดวงตาสีดำขลับหลุบมองดูผลงานของนายท่านที่ช่างแสนแม่นยำ  ผู้ซึ่งปาคมหอกนี้มาอย่างไม่คิดพลาดเป้า  แต่นายท่านคนใหม่ก็พลาดเพราะเป้าที่เล็งไว้คือเด็กนั่น 

                         ท่านคงไม่คิดว่าดาบโง่ๆที่ท่านเก็บมาได้จะทำอะไรบ้าๆอย่างการผลักร่างอดีตผู้เป็นนายให้พ้นรัศมีแล้วตัวดาบนั่นจะยินยอมเอาร่างรับศาสตรานั้นเอาไว้เอง

                         แต่เหมือนนายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าบทสรุปจะต้องลงเอยแบบนี้

                         ท่านคงรู้อยู่แล้วว่า...ตัวมันจะต้องผลักเด็กคนนี้ให้หลบไปแล้วยินยอมรับคมหอกสังหารนี้ด้วยตัวเอง

                         "ท่าน...ช่างแม่นยำยิ่งนัก..."

                         มันกล่าวชมด้วยเสียงแหบแห้ง  ยิ่งก้มมองก็ได้เห็นอย่างชัดเจน...

                         ตรงบริเวณช่วงท้องของลำตัวนั้นถูกคมหอกเสียบทะลุ  ตัวหอกที่ถูกซัดมานั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินกว่าจะดึงออกได้ด้วยตัวคนเดียวอีกทั้งเพราะถูกซัดมาอย่างแรงทำให้คมหอกเสียบติดแน่นกับพื้นจนยากที่จะฝืนดึงออกไปได้  

                         หากเป็นมนุษย์ก็คงตายในทันที  แต่เพราะมันคือดาบ  และเป็นดาบที่ร่วงหล่นจนกลายเป็นโยมิ

                         ความน่าสะพรึงของพลังโยมิคือไม่มีวันตายตราบที่ไม่ถูกสังหารด้วยพลังของซานิวะและศาสตรา  ฉะนั้นต่อให้เจ็บปวดเจียนตายมากขนาดไหนมันก็จะไม่ตาย  กระนั้นก็ต้องทนแบกรับความเจ็บปวดทรมานนี้ต่อไปจวบจนกว่าจะดึงคมหอกนี้ออกไปได้และได้รับการรักษา

                         แต่เหมือนนายท่านคงทราบดีดังนั้นแล้วจึงริดรอนเอาพลังในการฟื้นฟูกลับไป  อีกทั้งยังจงใจปล่อยให้ตัวมันฟื้นฟูสภาพอย่างเชื่องช้า  จงใจ...จะให้ทุกข์ทรมานกับการกระทำอันโง่เขลานี้

                         ก่อนบางอย่างที่โอบกอดร่างดาบรบหนุ่มจะขยับไหว  ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของโอยาคิริผู้ซึ่งโอบกอดร่างของปักษาสีดำอยู่ด้านข้างเงยขึ้นมามอง  หลังพบว่าตัวเขาถูกผลักให้พ้นรัศมีและตัวเขานั้นรอดจากคมหอกที่หมายจะปลิดชีพไปได้โดยแลกกับการที่ดาบผู้ซึ่งน่าจะเคียดแค้นตัวเขาเป็นผู้แบกรับเอาไว้เอง

                         ทั้งที่ตัวชายหนุ่มเตรียมใจจะรับการโจมตีนั้นไว้แท้ๆ!

                         "ทำไม!  คุณคิดจะฆ่าผมไม่ใช่เหรอไง!!"

                         ทสึรุมารุสีดำเบื้องหน้ามีเป้าหมายในการสังหารเขาแน่ๆ  เขาลงมืออย่างเหี้ยมโหดและเด็ดขาด  ทว่าในท้ายสุดเขากลับเลือกจะปัดร่างของตนออกไปเพื่อรับการโจมตีแทน

                         ในเมื่อแค้นจนอยากฆ่า  งั้นทำไมถึงช่วยเอาไว้ล่ะ

                         "อดีตนายของเจ้านั้นโง่เขลายิ่งนัก  แม้แต่ตอนนี้ก็ยังปักใจเชื่อมั่นว่าเจ้านั้นคิดฆ่ามันจริงๆ..."

                         นายคนใหม่เปรยอย่างเบื่อหน่าย  เจ้านายที่ไม่ปรากฏรูปลักษณ์ใดๆนั้นเปล่งคำพูดที่ชวนน่ากังขา  หากแต่โอยาคิรินั้นเบิกตากว้างยามได้ยิน

                         โง่หรือ?  เจ้านายใหม่ของดาบเบื้องหน้าด่าว่าเขานั้นโง่เขลาหรือ?

                         จะบอกว่าเสมอมาที่คิดว่าดาบเล่มนี้ทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นเขานั้นเป็นสิ่งที่เขาคิดผิดหรือ? 

                         จะบอกว่าเสมอมา...ดาบเล่มนี้ไม่ได้มีความคิดจะฆ่าเขาเลยแม้แต่นิดเดียวงั้นเหรอ??

                         ทุกอย่างเต็มไปด้วยปริศนา  แต่ทั้งอย่างงั้นโอยาคิริก็ยังคิดไม่ออก

                         ถ้าหากว่าเป็นจริง  ถ้าหากว่าเขายังไม่คิดจะฆ่า  

                         มันก็เท่ากับว่าเขาก็ยังอยากจะกลับมาหาตนใช่หรือไม่?

                         ชายหนุ่มผมเงินจ้องมองดาบสีดำที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา  นอกจากมองกลับมาอย่างสงบนิ่ง

                         ในแววตานั้นไม่มีความสั่นไหว  และเมื่อไม่มีคำพูดใดๆตอบโต้นั่น....

                         เท่ากับว่าศัตรูที่เป็นนายใหม่...ไม่ได้โกหก...?

                         ฟากผู้เปรยบ่น  ผู้ไม่ยอมปรากฏร่างในครั้งนี้ยังคงกล่าวต่อ  ถ้อยคำรวมทั้งน้ำเสียงเริ่มจะแสดงออกอย่างเย้ยหยัน  และขณะเดียวกัน...มันได้ไขข้อข้องใจของโอยาคิริจนหมดสิ้น

                         "เจ้าก็ช่าง...โง่นัก...ทสึรุมารุ  คิดว่าข้าไม่รู้อะไรหรืออย่างไร?  นับจากที่เจ้าตอบตกลงกลายเป็นดาบของข้า...ตัวเจ้าก็คือของๆข้า  และความคิดของเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ข้าย่อมรับรู้อยู่แล้ว"

                         ทสึรุมารุในอาภรณ์สีดำซึ่งบัดนี้กำลังชุ่มไปด้วยโลหิตของตัวเองกระตุกยิ้มแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

                         อย่างที่คิดจริงๆ  ในวันนั้นนายท่านคนใหม่คงจะรู้อยู่แล้ว

                         ในวันที่มันเข้าใจดีว่าทุกอย่างมันนานเกินกว่าจะหวนกลับไป  และทุกอย่างมันเกินเลยกว่าจะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว  ความรู้สึกโหยหาที่ไม่เคยมีมาก่อนกลับปรากฏขึ้น

                         แล้วนายท่านคนใหม่คงจะทราบ....

                         ช่วยไม่ได้  มันเป็นความผิดของเด็กคนนี้นะ  ที่ทำให้มันกลับมามีความรู้สึกแบบดังเดิม  ความรู้สึกที่ไม่ควรจะหลงเหลืออยู่อีกแล้วได้สร้างพันธะอันไร้รูปลักษณ์ขึ้นเป็นตรวนพันธนาการตัวมันกับเด็กนี่เอาไว้

                         ต่อให้อยู่ไกลกันปานไหนพันธะนี้จะเชื่อมโยงระหว่างกันเสมอ  จวบจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งตายจากไปหรือฝ่ายที่เริ่มพันธะอันแน่นแฟ้นนี้ยินยอมตัดพันธะลงด้วยตัวเอง....

                         ซึ่งมันรู้ดีว่าอย่างหลังนั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่ๆ  ก็เด็กนี่ยึดติดกับมันเหลือเกินนี่นา

                         ดังนั้นแล้วนายท่านคนใหม่จึงบัญชา  ให้มันสังหารเด็กคนนี้เสีย

                         "เจ้ายังยึดติดเหมือนเคยทสึรุมารุ  ยึดติดและก่อความผิดพลาดอันใหญ่หลวง  ในวันนั้นที่เจ้าให้เหตุผลกับข้า....มันไม่ใช่เหตุผลจริงๆของเจ้าใช่หรือไม่?  เจ้าแค่อาศัยความโกรธแค้นนั้นเป็นเชื้อเพลิงให้มันผู้นั้นเติบโตจากความเคียดแค้นเพื่อจะได้เผชิญหน้ากับเจ้าอย่างสูสี"

                         เพราะอ่อนแอ  และใสซื่อเกินไป  ทางเลือกที่จะอยู่รอดบนโลกอันแสนโหดร้ายนี้ได้ก็ต้องเหี้ยมให้เหมือนคนอื่น

                         แต่มนุษย์นั้นไม่เหมือนกันจะล้างสมองให้เด็กคนนั้นโกรธแค้นคงเป็นเรื่องยาก

                         ดังนั้นแล้ว  ความเคียดแค้นจากการสังหารดาบเหล่านั้นคงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี....

                         ตราบที่ทำให้สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้....การจะให้เคียดแค้นต่อไปก็ถือว่าคุ้มค่า

                         ดาบผู้ถูกตรึงร่างนั้นขยับยิ้มไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเยินยอยกย่องนายใหม่ที่รู้ดีเสียจริงๆ

                         แท้จริงแล้วมันก็แค่คาดหวังให้เด็กคนนี้เติบโตขึ้นจนแข็งแกร่งร่วมกับดาบอื่นๆ  เพื่อที่สักวันจะได้มาจัดการมันได้เสียที

                         หากแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ก็ไม่ต้องห่วงอะไร  หากแข็งแกร่งจนเอาชนะดาบที่ร่วงหล่นได้ละก็....ไม่ต้องห่วงอีกแล้ว  เด็กคนนี้จะเอาตัวรอดได้ยามเมื่ออยู่ร่วมกับซานิวะคนอื่นอย่างแน่นอน

                         ถึงเสมอมาจะเป็นการแสดงละครที่...ไม่ค่อยเนียนก็เถอะ  แต่อย่างน้อยมันก็ได้สร้างปัญหาไว้อย่างมากมาย  อีกทั้งจิตมารที่ก่อตัวภายในนั้นก็เริ่มกลืนกินความรู้สึกที่เพิ่งเกิดมาใหม่อีกครั้ง  ราวกับว่านายท่านคนใหม่ที่ทราบดีไม่ต้องการจะให้มันเก็บงำความรู้สึกนี้เอาไว้  ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการอาบย้อมและกลืนกินสิ่งดีๆที่คงเหลืออยู่นี่ไป  เพื่อที่มันจะได้กลายเป็นดาบที่มีมลทินอย่างเต็มตัว

                         แต่นั่นแหละสายใยเส้นสุดท้ายได้ยื้อเอาไว้  แม้มันจะเริ่มควบคุมตัวเองจนลงมือไปทั่วแล้วก็ตาม  ทว่ามีแค่เด็กคนนี้ที่ไม่ว่ายังไงมันก็จะไม่แตะต้องอย่างเด็ดขาด

                         ยังไม่ถึงเวลา....

                         รอ....มันรอมาตลอดจวบจนถึงวันนี้  วันที่เด็กนี่จะร่วมมือกับซานิวะคนอื่นเพื่อบุกมายังที่ซึ่งมันกบดานอยู่  

                         รอให้มาจบสิ้นทุกอย่าง...

                         "ในท้ายที่สุดแม้ตัวเจ้าจะรับใช้ข้า....แต่ใจเจ้าก็ยังโหยหาอยู่กับอดีตนาย  ดาบเช่นเจ้าเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์นัก...ทั้งที่เมื่อครู่หากเจ้าหลบปล่อยให้มันผู้นั้นตาย  ข้าคงปราณีปลดคมศาสตรานั่นแล้วดึงเอาพลังของเจ้าในฐานะโยมิกลับคืนเพื่อที่เจ้าจะได้กลายเป็นแค่ดาบธรรมดาและค่อยๆแตกหักไปอย่างไม่ต้องทรมาน...ช่างน่าเสียดาย....น่าเสียดายที่เจ้าเลือกเส้นทางนี้เองจริงๆ"

                         ดวงตาของโอยาคิริวูบไหวยามได้ยินถ้อยคำนั้นเปล่งออกมา

                         นายคนใหม่นั้นไม่ได้คิดจะไว้ชีวิตแต่แรกอยู่แล้ว  ต่อให้ตัวเขาทนรับอาวุธนั้นจนชีวิตดับไปจริงๆ  มันก็ไม่คิดจะรักษาทสึรุมารุแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามคิดจะริบพลังกลับคืนแล้วปล่อยให้เขาคงสภาพต่อไปในฐานะศาสตราธรรมดาและค่อยๆแตกหักไปเพราะพิษบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือเขานั่นเอง

                         "เขาเป็นศาสตราของคุณไม่ใช่เหรอ!  เขาทิ้งผมและกลายเป็นศาสตราของคุณ...!ทำไมคุณถึง...ทิ้งเขา!"

                         "มันเป็นเรื่องปกติจะทิ้งของที่ใช้การไม่ได้ไปไม่ใช่หรือ?  มันผิดอะไร?  หากของที่ใช้ไร้คุณภาพและไร้ประโยชน์เพราะทำแต่เรื่องผิดพลาด  จะเสียเวลาไปทำไมล่ะจริงไหม?"

                         ของ....

                         ถ้อยคำนั้นดังกังวานยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกขมขื่น

                         รอยยิ้มอันบิดเบี้ยวคล้ายเย้ยหยันตนเองนั้นปรากฏบนใบหน้าของดาบผู้ร่วงหล่น

                         ท้ายที่สุด  แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตัวมันก็เป็นได้แค่สิ่งของ...

                         ก็เป็นดาบนี่นะ  ดาบนี่...ไม่ว่ายังไงก็ไม่ต่างกับสิ่งของจริงๆนั่นแหละนะ

                         แล้วแบบนั้น....ตัวมันจะคาดหวังอะไรดีๆไปทำไมกัน?

                         ในเมื่อท้ายสุดตัวเองก็มีค่าเป็นแค่สิ่งของน่ะ...

                         "ไม่ใช่นะ!!!  ทสึรุมารุไม่ได้เป็นสิ่งของสักหน่อย!!  อย่ามาพูดแบบนั้นนะ!"

                         คำตะโกนกู่ร้องสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้ดวงตาของผู้ถูกกล่าวถึงต้องจ้องมอง

                         "เขาไม่ใช่สิ่งของ!!  และไม่เคยเป็น!!"  โอยาคิริโต้เถียงอย่างโกรธเคืองแต่นายคนใหม่กลับหัวเราะก้องแล้วถามกลับอย่างเย้ยหยัน

                         "แต่เจ้าก็ปฏิบัติกับมันไม่ต่างกับของ?  อย่าให้ขำหน่อยเลย  เจ้าจะมาพูดอะไรอีก  ไม่ใช่เพราะเจ้าหรือที่ทิ้งมันไว้ให้ข้า  ข้าถึงได้เก็บมันมา"  นายคนใหม่ย้อนถามแล้วหัวเราะคิกคักแต่นั่นทำเอาหนึ่งคนฟังกับดาบอีกสองเล่มนิ่งงัน

                         "เก็บ...?"

                         "ใช่  ข้าเก็บเจ้ามาเพราะข้ารอคอยให้เจ้านี่ทอดทิ้งเจ้าอยู่แล้ว  ข้ารึอุตส่าห์ใช้อาคมในการพรางตาเพื่อไม่ให้พวกมันหาเจ้าเจอ  เจ้าควรขอบใจข้านะ...หากไม่ใช่เพราะข้า  ตัวเจ้ากับซานิวะนี่คงไม่มีวันมาพบกันอีกครั้งหนึ่งเป็นแน่! ฮะฮะ!"

                         "...."

                         ที่หาไม่เจอไม่ใช่ว่าไม่พยายามจะหา  แต่เพราะหาไม่เจอเนื่องจากอาคมงั้นหรือ?

                         ราวกับทุกอย่างปะติดปะต่อ  ....

                         ในวันนั้นที่ตัวมันถูกทอดทิ้ง  ตัวมันที่หลบซ่อนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่อันเย็นเฉียบและมืดมิดนั่น

                         ทุกอย่าง...ถูกจัดฉากเอาไว้หมดแล้ว....

                         ทุกอย่างถูกสร้างให้เป็นเช่นนี้  เพื่อให้มันกลายเป็นดาบร่วงหล่น  เพื่อให้มันกลายเป็นศาสตราที่ชั่วร้าย

                         แต่ว่า....นั่นเท่ากับว่าทุกอย่างจะกลับตาลปัตร  

                         เด็กนั่นไม่ได้คิดทอดทิ้งแต่เพราะหาไม่เจอ  ทำยังไงก็หาไม่เจอแต่ไม่เคยคิดจะทิ้งกันไป  

                         ทว่าเป็นมันที่ผูกใจเจ็บแค้นยินยอมขายวิญญาณกลายเป็นดาบแห่งความมืดเพื่อล่าล้างแค้นเอง

                         "ข้าทำให้เจ้าตกใจไหมทสึรุมารุ?"

                         เสียงหัวเราะกึกก้องของนายคนใหม่นั้นดังก้องหลังเอ่ยถาม  ขณะที่ห้วงอากาศบิดเบี้ยวอีกครั้ง  และครั้งนี้คมหอกสีดำก็ผุดขึ้นมานับสิบๆเล่ม 

                         "แต่ว่านี่น่ะจะทำให้เจ้าตกใจยิ่งกว่านะ  มันน่าลุ้นระทึกนะ....ว่านายเก่าเจ้าจะมีปัญญาป้องกันคมหอกของข้าได้หรือไม่?  รึมันจะดับดิ้นต่อหน้าเจ้าโดยไม่อาจต้านทานได้แม้สักเล่มเดียวกัน?  เอ้า...มาพนันกันไหมทสึรุมารุ?  ฮะฮะ!"

                         เพราะร่างของมันโดนตรึงเอาไว้  ต่อให้อยากขยับไปช่วยก็ยากจะทำ  อีกทั้งฮาจิสึกะก็สะบักสะบอมเหลือเกิน  เจ้านั่นก็คงปกป้องเด็กคนนั้นไม่ได้เป็นแน่!

                         "หนี..ไปซะ!"  มันร่ำร้องตะโกนบอกเด็กตรงหน้า  แต่เด็กนั่นก็ดื้อแสนดื้อ  เขาไม่ยินยอมขณะร่ายอาคมขึ้นเพื่อปกป้องทั้งตัวเขา  มันและฮาจิสึกะ

                         โง่!  โง่เหลือเกิน!!  

                         มันกรีดร้องก่นด่าอย่างทนไม่ไหว  ตัวมันไม่ได้ต้องการบทสรุปเช่นนี้!  มันไม่ได้ต้องการแบบนี้!

                         ดาบรบผู้ร่วงหล่นยิ่งลนลานหลังเห็นคมศาสตราถูกซัดตรงมาและร่างของเด็กนี่ก็ไม่ยอมหลบหลีก  ดวงตาสีดำเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่นขณะในใจเริ่มร่ำร้อง

                         ใครก็ได้  จะหน้าไหนหรือใครก็ได้!  นี่!  ถ้าได้ยินก็โผล่มาทีเถอะ!

                         โผล่มาช่วยเด็กนี่ไป!!  

                         ใครก็ได้!!  มาช่วยหน่อยเซ่!!

                         ราวกับเสียงร่ำร้องในใจจะได้รับการตอบรับ  ยามที่คมหอกถูกซัดใส่  เสียงฝีเท้าที่พุ่งตรงมาก็ดังก้องอย่างเด่นชัดก่อนเพลิงสีขาวจะเปล่งประกายพร้อมกับคลื่นดาบจะฟาดฟันสะบั้นคมศาสตราของศัตรูทั้งหมดในคราวเดียว

                         ผู้ที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้  มันคิดออกอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นเอง

                         น่าตกใจจริงนะ  ทั้งที่ร่ำร้องเรียกอยู่ในใจแต่ดันตอบรับแล้วโผล่มาทันทีซะงั้นน่ะ

                         มันเผลอหลุดยิ้ม  ยามเห็นร่างที่ร่อนลงตรงหน้า  ร่างในอาภรณ์สีแดงฉานอันเป็นสีประจำตัวช่างดูโดดเด่นกว่าใคร.....

                         "เจ้า...ช้าชะมัด...ไปมุดหัวที่ใดมา...ข้า...จำไม่ได้ว่าส่งเจ้า...ลงไปลึกนัก"

                         "หนวกหูน่า!  ถ้าอยากให้เร็วก็สร้างลิฟต์สิยะ!  ปราสาทก็ออกจะโอ่อ่ากะอีแค่ลิฟต์น่ะไม่มีปัญญาสร้างเหรอไงกัน!"

                         ไอฮาเนะที่วิ่งมาราธอนขึ้นมานั้นให้เหตุผลว่าเพราะอยากถนอมพลังเอาไว้ให้เยอะกว่านี้ก็เลยเลือกจะออกกำลังกายอย่างการวิ่งขึ้นบันไดมาแทน  โดยมีดาบรบของตัวเองทำหน้าเอือมระอาใส่

                         ซึ่งเหตุผลจริงๆที่ไม่ติดไอพ่นบินขึ้นมานั่นก็เพราะกลัวมาขัดจังหวะ  ประกอบกับว่าไม่รู้ว่าพวกนั้นกำลังซัดกันอีท่าไหนขืนบินโผล่ไปทะลุตรงกลางระหว่างจะซัดพลังใส่กัน  มันจะกลายเป็นว่าเธอโผล่ไปเป็นเป้านิ่งให้น่ะสิ

                         ลงท้ายก็เลยวิ่งขึ้นบันไดมาสลับกับให้ทสึรุมารุวอร์มร่างกายในการเชือดโยมิที่มาเกะกะรายทางไปเรื่อย  สุดท้ายก็โผล่มาชั้นบนสุด  ซึ่งก็พอดีมาเห็นช๊อตเด็ด  

                         โดยไม่คิดให้มากความเรียกทสึรุมารุกลับมาเป็นดาบแล้วใช้พลังในทันที

                         "ข้า...จะไปรู้จักอะไรแบบนั้น...ได้ไงกันเล่า"

                         มันแย้งเสียงอ่อน  ไม่เข้าใจว่านี่เป็นบทสนทนาอะไรในสถานการณ์แบบนี้กันเนี่ย  นังคนนี้เป็นซานิวะที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่มันเคยเจอแล้วล่ะนะ

                         ฟากผู้มาใหม่แหงนหน้าสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกโต  หลังวิ่งมาราธอนมาก็ไม่ได้หยุดพักเลย  

                         นี่ดีนะฝึกความอึดกับคุณโค้ชมาบ่อย  แต่ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้หยุดหายใจสักแปปคงลมจับจริงแหละ

                         ระหว่างกำลังโกยอากาศเข้าปอด  เสียงทุ้มของผู้ไม่ปรากฏร่างก็เอ่ยราวกับทักทาย

                         "โอ....ซานิวะอีกคนรึ?  เจ้าเสียเวลาอยู่นาน  อะไรดลใจให้เร่งรีบขึ้นมาล่ะ"

                         ไอฮาเนะย่นคิ้วแล้วตอบกลับเสียงขุ่น  "เสียงแกมันดังเกินไปน่ะสิ"

                         แค่รับรู้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติเลยเร่งฝีเท้าต่างหากล่ะ  เพราะจิตด้านลบและห้วงบรรยากาศชั้นบนทำให้ไอฮาเนะที่กำลังควบคุมการรบอยู่ยอมวางมือแล้วเรียกให้ทสึรุมารุออกวิ่งเพื่อไปยังชั้นบน  ด้วยเหตุผลข้างต้นว่าไม่อยากเปลืองพลังและไม่อยากเสี่ยงโผล่ไปกลางดงตีน

                         ไอฮาเนะปรายตามองสภาพเจ้านกตกถังสีแล้วหรี่ตา  เริ่มรู้สึกตำหนิตัวเองที่ชักช้าจนเกิดเรื่องขึ้นมาจนได้ก่อนจะวกสายตาไปยังเบื้องบน...

                         ว่าแต่อะไรดลใจมันให้โผล่มาตอนกำลังเคลียร์ปัญหาเสียล่ะ  รึมันคิดจะควบคุมการรบเองเพราะตุ๊กตาที่ชักใยโดนส่งเดลิเวอร์รี่ไปให้ท่านเทพ  และดาบร่วงหล่นกำลังพลาดท่าพ่ายแพ้

                         "ว่าแต่โผล่มาแค่เสียงจะไม่ขี้ขลาดไปหน่อยเหรอไง?  ซานิวะมาเยือนถึงถิ่นทั้งทีไม่ออกมารับหน้ามันเสียมารยาทนะ"

                         หลังจากตอบโต้กลับไปก็มีแค่เสียงหัวเราะที่ตอบกลับมา  พร้อมกับเสียงคล้ายกำลังครุ่นคิด  

                         ใจเย็นผิดคาด  แม้สถานการณ์จะเสียเปรียบแต่เหมือนไม่มีความกดดันใดๆเลย

                         ไอฮาเนะหวั่นใจว่าศัตรูคงเก็บงำแผนอะไรหลบซ่อนเอาไว้เป็นแน่

                         หากแต่...

                         "ขอโทษเจ้าด้วยละกันที่ไม่โผล่หน้าไป  มันช่วยไม่ได้นี่นะเพราะศึกนี้มันดูเล็กเกินไปที่ข้าจะต้องลงไปจัดการปัญหาเอง  จากใจจริงก็อยากจะเล่นสนุกด้วยหรอกนะ  แต่เห็นสภาพศึกหลังจากเริ่มมาได้สักพักแล้วชักรู้สึกว่าเสียเปรียบไปเยอะ  ทั้งเสียตุ๊กตาและเสียดาบไม่ได้ความ...เฮ้อ....นี่ต้องเรียกว่าขาดทุนรึเปล่านะ?"

                         ถึงจะพูดเหมือนตัวเองขาดทุนแต่น้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนเอาเสียเลย  ซึ่งนั่นทำให้ไอฮาเนะหวาดระแวง

                         "แถมที่นี่...ก็เละเทะเกินกว่าจะใช้การอะไรได้อีก  เฮ้อ....รอบนี้ข้าประเมิณอะไรผิดไปเยอะเลยทีเดียว..."

                         ผู้ฟังทั้งหลายยังคงตั้งท่าป้องกันอย่างระมัดระวัง  ไม่แน่ใจเลยว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในโหมดอารมณ์ไหนเพราะที่พูดมามันคล้ายกับการรำพึงเสียมากกว่า

                         "แถมกำลังรบด้านนอกก็โดนเล่นงานอย่างหนัก  เฮ้อ....ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ"

                         เสียงที่ไร้ร่างยังบ่นอย่างนั้นต่อไป  แต่น้ำเสียงไม่ได้มีความหงุดหงิดเลย  ถึงจะถอนหายใจบ่อยก็เถอะ  ทว่ายังไงก็ไม่รู้สึกถึงความหงุดหงิดอะไรทั้งสิ้น

                         "แล้วยังไงล่ะ  ดูเหมือนศึกนี้ฝั่งฉันจะชนะสินะ"

                         เพราะเดาไม่ได้และไอฮาเนะยังไม่แน่ใจเลยเลือกใช้คำพูดในการยั่วโทสะแทน  อย่างน้อยเธอก็ยังอยากดูว่ามันจะมีปฏิกิริยาแบบไหนด้วยนั่นแหละ

                         จะเดือดดาลอาละวาดแล้วเริ่มเดินแผนตอบโต้  หรือจะไม่ว่าอะไรเลยนอกจากหัวเราะอย่างไม่ถือสา  ซึ่งไอ้อย่างหลังนี่ไม่ชอบเลยแหะ  เพราะมันทำให้เดาลักษณะนิสัยไม่ออกเลยสักนิด

                         ซึ่งโชคร้ายที่เป็นอย่างหลัง  และที่น่าตกใจก็คือคำพูดของศัตรู

                         "ศึกนี้ฝั่งเจ้าดูจะชนะจริงด้วยนั่นแหละนะ  ช่วยไม่ได้ครั้งนี้ข้าจะยอมแพ้ไปก่อนละกัน"

                         "หา!?"  

                         ไอฮาเนะหลุดร้องหาออกมาดังๆ  ราวกับว่าเจ้าตัวหูฝาด

                         เฮ้ยๆ  เอาจริงดิ  ถอยง่ายๆเลยเหรอ?  ถึงจะฆ่าโยมิไปได้เยอะแต่ด้วยเรื่องจำนวนก็ยังเป็นต่อนี่หว่า

                         "ถ้าปล่อยให้อยู่ต่อไปก็คงไม่พ้นเป็นเหยื่อให้พวกเจ้าฆ่าฟัน  สู้เก็บพวกที่ยังพอใช้ได้กลับไปจะดีกว่า  ยังไงข้าก็ไม่ได้อยากเก็บที่นี่ไว้อยู่แล้ว  ดังนั้นหกพันกว่าชีวิตที่โดนเจ้าจับราดลงหลุมนั่น...ข้าจะขอกลับไปละกัน  ส่วนที่เหลือ  ถ้าบริวารเจ้ายังแรงดีก็คงมีปัญญาเก็บกวาดได้กระมัง?"

                         ถามกลับอย่างหยอกเย้า  จนทำเอาคนฟังชัดไม่แน่ใจว่าศัตรูมันอยู่ในโหมดอารมณ์ไหนวะ  บทจะถอยก็ถอยอย่างง่ายๆ  ทั้งที่ถ้าเปิดวาร์ปมาตีตลบหลังสักทัพหนึ่ง  กลุ่มทัพแถบนั้นอาจแตกพ่ายได้ง่ายเลยแท้ๆ  แต่เลือกจะถอยแล้วเก็บกลับไปยังส่วนที่ใช้การได้

                         วิธีการนี้ก็ไม่ผิดหรอก  เลือกรักษากำลังพลไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี  มันก็แค่น่าสงสัยนี่หว่า  ทั้งที่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้แต่ก็เลือกจะไม่ทำ  กลับถอยอย่างว่าง่ายเสียงั้น

                         ราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่มีความสำคัญกับมันเลยจริงๆ  และจากคำพูดนั้นมันก็บอกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้อยากเก็บที่นี่เอาไว้  ฉะนั้นก็ตีความได้แค่ว่าหากสังหารโอยาคิริได้ก็คงจะให้เจ้านกตกถังสีเปิดวาร์ปเพื่อนำพาทัพไปที่ยังที่อื่น  ส่วนที่นี่ก็คงปล่อยทิ้งเอาไว้จริงๆ

                         แต่เดี๋ยวก่อนนะในส่วนที่เหลือถึงปริมาณจะลดลงแต่ก็ถือเป็นงานหนัก  ทว่าคงเหลือไว้ให้จำนวนขนาดนี้มันไม่ใช่น้อยๆเลยนะ  มันสามารถเลือกเอาบางส่วนที่ใช้การได้เอากลับไปเหมือนอย่างที่มันบอก  แต่นี่มันเลือกเอาแค่ส่วนที่โดนกวาดต้อนลงหลุมกลับไปเท่านั้น

                         มันคล้ายกับว่าศัตรูไม่ได้สนใจเรื่องจำนวนพลที่จะเสียไปเลยสักนิดเดียว

                         "แกนี่....ใจดีเหลือเกินนะ"  ว่าอย่างหมั่นไส้  ความรู้สึกหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดอย่างบอกไม่ถูก  ราวกับว่าที่มันถอยกลับนี่เพราะมันเมตตาพวกตนก็ว่าได้

                         ซึ่งเสียงที่ตอบมาคือเสียงหัวเราะก่อนจะตอบคำตอบที่ชวนฉงน

                         "ถือว่าเป็นรางวัลไงล่ะ  เป็นรางวัลกับความบ้าระห่ำที่นำทัพเพียงหยิบมือมาท้าสู้ด้วย  อีกทั้งในครั้งนี้...ข้าได้สิ่งที่พึงพอใจเป็นรางวัลแล้วล่ะนะ"

                         "รางวัลงั้นเหรอ?  พูดบ้าอะไรน่ะ!?  รางวัลอะไร!  แกไม่ได้ชนะพวกฉันอย่างเด็ดขาดสักหน่อย!"

                         แม้จะไม่เห็นใบหน้า  และได้ยินแค่เสียงแต่เหมือนรับรู้ได้เลยว่ามันกำลังยิ้มเยาะ  ขณะกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้พร้อมกับบรรยากาศอันแสนอึดอัดจะเริ่มจางหายไป

                         กระนั้นคำพูดที่ทิ้งไว้นั้นกลับสร้างความปั่นป่วนไว้ในใจให้ไม่น้อยเลยทีเดียว

                         "ข้าริบคืนเอาพลังบางส่วนของทสึรุมารุกลับคืน  หากแต่....เพราะมันกลายเป็นโยมิไปแล้วดังนั้นข่าวดีคือมันจะไม่ตายเเต่ความเจ็บปวดในระหว่างฟื้นคืนนั้นจะทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น  คงรู้ใช่รึไม่?  ว่าทางเลือกเดียวที่จะปลดปล่อยโยมิที่กำลังเจ็บปวดทรมานให้ไปสบายนั้นทำเช่นไร? หืม?... แม่เด็กน้อยผู้ที่ไม่มีใครต้องการให้กำเนิดขึ้นมา..."

                         ในถ้อยคำสุดท้ายก่อนเสียงนั้นจะหายไปนั้นทำให้ไอฮาเนะนิ่งค้าง

                         มือที่กำด้ามดาบนั้นแน่นมากขึ้นยามเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น

                         ท่านไอ....

                         ทสึรุมารุของเธอนั้นร้องเรียกแผ่วเบา

                         ทำไมล่ะ

                         ทำไมถึงได้....รู้?

                         ท่านไอ!

                         ไอฮาเนะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของดาบตนเอง  เธอที่นิ่งงันนั้นรีบตวัดสายตาจ้องมองดูในช่วงจังหวะที่เผลอ  ซึ่งก็พบว่าศัตรูตัวอันตรายได้หายไปแล้ว

                         เมื่อกี้นี้  มันเรียกเธอว่า  แม่เด็กน้อยผู้ที่ไม่มีใครต้องการให้กำเนิดขึ้นมางั้นรึ?  ทำไมล่ะ?  เรื่องนี้น่ะมัน...

                         ท่านไอ  ตั้งสติหน่อย!

                         เสียงทสึรุมารุดึงสติเด็กสาวอีกหนจนทำให้เธอสะดุ้งอีกรอบก่อนตอบกลับไปเสียงอ่อย

                         "รู้แล้ว  ทสึรุ"

                         เพราะคำพูดนั้นทำให้เธอสติหลุด  เธอแทบไม่ได้คิดอย่างอื่นเลยยามที่ได้ยินถ้อยคำที่เรียกแทนตัวเธอเช่นนั้น  แต่ตอนนี้จะมาสนก่อนไม่ได้!

                         เด็กสาวสะบัดศรีษะเพื่อดึงสติ  ศัตรูมันก็แค่พูดเพื่อให้เธอเขว  ซึ่งก็ทำให้เธอเขวไปเลยจริงๆนั่นแหละ  ทว่าเรื่องที่น่าสงสัยนั่นจะต้องพักไว้ก่อน  ตอนนี้สิ่งสำคัญคือเรื่องที่คงเหลืออยู่ต่างหากล่ะ  คิดได้ดังนั้นจึงรีบย้ายสายตาหันกลับไปมองยังใบหน้าของเพื่อนร่วมอาชีพที่ซีดเผือดขณะที่แต่ละคนเริ่มย้ายสายตากลับไปยังร่างที่ถูกตรึงเอาไว้ด้วยคมหอก

                         จากคำพูดเมื่อครู่นี้...การสังหารโยมินั้นมีเงื่อนไขแค่ว่าต้องใช้พลังของซานิวะและคมดาบของศาสตราในการสังหาร  
นั่นเท่ากับว่าพวกตนต้องเป็นผู้ลงมือในการปลิดชีพของเจ้านกตกถังสีนี่เพื่อไม่ให้มันต้องเจ็บปวดทรมานต่อไป  เพราะว่าเป็นโยมิยังไงก็ไม่ตาย  หากแต่การฟื้นฟูสภาพร่างกายนั้นก็แสนยากเย็น  ซึ่งการจะฟื้นฟูให้กลับคืนก็มีแต่ต้องใช้เวลาและระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นเจ้านี่คงทนไม่ไหวแน่  ต่อให้ไม่ตายแต่สภาพจิตใจก็เหมือนตายไปแล้วนั่นแหละ

                         อีกทั้งต่อให้หาทางช่วยให้มันกลับเป็นดาบของซานิวะ  แต่จากบาดแผลก็สาหัสทำให้ต่อให้ดึงกลับมาเป็นดาบภายใต้ปกครองก็ต้องแตกหักเพราะพิษบาดแผลอยู่ดี....

                         เรียกว่าไม่มีทางไหนที่ดีเลยสักทาง!  หากอยากให้รอดก็มีแต่ต้องปล่อยให้มันทุกข์ทรมานกับพิษบาดแผลต่อไป  รึไม่ก็ต้องเลือกจะเสี่ยงที่จะทำให้กลับมาเป็นดาบของซานิวะแต่ก็มีโอกาสแตกหักสูงอยู่ดี

                         ศัตรูร้ายกาจที่ทิ้งทางเลือกที่แสนโหดร้ายนี่เอาไว้ยิ่งนัก  

                         รางวัลที่มันปราถนาก็คือจิตใจที่แตกสลายของคนที่ต้องตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างโอยาคิริเป็นแน่

                         "ฮะ....ฮะ...ดูเหมือน...จะไม่เหลือทางเลือกใดๆเอาไว้เลยใช่ไหมล่ะ..."

                         "ทสึรุมารุซัง..."  โอยาคิริร้องเรียก  หยดน้ำตาเริ่มไหลริน  เขาคงไม่แคร์อีกแล้วว่าได้มาร้องไห้ต่อหน้าเด็กสาวที่อายุน้อยกว่า  เพราะยามนี้เขาสนใจแต่ร่างตรงหน้าที่หัวเราะออกมาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด

                         ขณะที่ยกมือขึ้นประคองแตะข้างแก้มแผ่วเบา  แล้วใช้ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาจ้องมอง

                         ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จะได้กลับมา...

                         มันเหมือนโชคชะตาช่างกลั่นแกล้ง  ทุกอย่างอยู่เพียงแค่เอื้อมมือแต่เพียงพริบตาเดียวมันก็หายไป  

                         ทุกอย่าง  ทั้งความหวัง  ความปราถนา....

                         ทุกอย่างถูกทำลายให้หายไปในพริบตาเดียว....

                         "ขอโทษนะ....ถ้าหากว่าผมไม่ทำแบบนั้น..."

                         ถ้าไม่ทำร้ายจนเจ็บหนักก็คงเคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้  ไม่สิ  เขาอาจจะไม่ต้องโดนโทษทัณฑ์แบบนี้ก็ได้

                         ร่างสูงที่เหนื่อยล้าและเจ็บปวดกลับส่ายหน้าช้าๆ  จริงอยู่ว่ามันช่างโหดร้ายแต่ท้ายสุด  บทสรุปมันก็ต้องจบลงเช่นนี้อยู่ดี

                         การมาเยือนของนายใหม่ผู้นั้นก็แค่เร่งให้เวลาเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมก็เท่านั้นเอง

                         นายคนใหม่ทราบสิ่งที่มันทำ  และทราบถึงพันธะระหว่างมันกับเด็กคนนี้แต่ที่ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้ในการเอาคืนนั่นเอง

                         มันคงไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการให้เด็กที่มันรักยิ่งเป็นผู้ลงมือสังหาร  และได้ฝากรอยแผลอันน่าเจ็บปวดไว้ในใจของเด็กคนนั้นอีกแล้ว

                         ช่างโหดร้ายและเลือดเย็นสิ้นดี

                         ตัวมันยิ้มบิดเบี้ยวอีกครั้งแล้วเอ่ยอย่างกล้ำกลืน

                         "ฆ่าข้าซะ...."

                         "ไม่!  ผมไม่ได้มาเพื่อฆ่าคุณนะ!!!  ผมมาเพื่อพาคุณกลับไปยังฮงมารุของพวกเราต่างหากล่ะ!!"

                         "อย่าโง่หน่อยเลย....ข้ากลับไม่ได้...เจ้าก็รู้"

                         จะตอนนี้หรือก่อนหน้านี้ก็กลับไปไม่ได้อีกแล้ว

                         "ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีทาง!!!  ผมไม่คิดจะยอมแพ้สักหน่อย!"

                         "ต่อให้เจ้าทำได้....แต่ข้าก็ต้องตายอยู่ดี  เจ้ายื้อชีวิตข้าไว้ไม่ได้อยู่แล้ว..."

                         ทุกคนรู้ดี  เพราะไม่ว่าจะทางไหนก็ล้วนเจ็บปวด  สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำตามที่เจ้าตัวร้องขอจะดีกว่า

                         "ไม่เอานะ!!  ผมไม่ยอมเด็ดขาด!!  ทั้งที่ทุกอย่างเพิ่งกระจ่าง!  ทั้งที่ทุกอย่าง....มันไม่ใช่....อย่างที่คุณคิด!  ทั้งที่...พวกเราควรจะได้แก้ไขความผิดพลาดจากความเข้าใจผิดนั่น!!"

                         ทั้งที่อีกนิดเดียวก็คงทำได้สำเร็จ!

                         ดาบรบนั้นมองอย่างเหนื่อยล้าแล้วเอ่ยสั่งสอน

                         "เวลาคือสิ่งที่ผ่านไปไม่ย้อนกลับ....เจ้าก็รู้ดีนี่นา"

                         ต่อให้รู้แล้วยังไง  ทุกอย่างมันเลยเถิดเกินกว่าจะให้อภัยได้แค่คำว่าขอโทษ

                         "ข้ากลับไปได้ก็ไร้ประโยชน์....ความแคลงใจที่เปี่ยมล้น...เจ้าจะจัดการยังไง?"

                         เขากำลังหมายถึงเรื่องที่เขาก่อปัญหาเอาไว้  เขาทำร้ายเพื่อนพ้องร่วงฮงมารุ  ดังนั้นต่อให้รอดกลับไปความแคลงใจของคนที่เหลือย่อมต้องมีอยู่  โอยาคิริรู้ดีว่าเรื่องมันจะไม่จบแค่คำว่าขอโทษหรอก  เขารู้ดี  แต่ว่า...!

                         "เรื่องนั้นน่ะมันต้องมีวิธีสิ!"

                         "เจ้านี่โง่เหลือเกิน....เจ้าจะยึดติดข้าก็ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ....เจ้าไม่ได้มีข้าเป็นแค่ดาบเล่มเดียวในฮงมารุเสียหน่อย"

                         "....!"

                         "เจ้าคือซานิวะ....เจ้าคือนายของเหล่าศาสตรา....ตัวของเจ้า....คือคนสำคัญของทุกคน....เจ้าเป็นเสมือนหัวใจของทุกคน....และเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าจะมอบทุกอย่างให้ใครสักคนไม่ได้หรอกนะ....มัน...ไม่ยุติธรรม"

                         มันดีใจที่เด็กคนนี้ยังติดตามมันมา  ติดตามอย่างไม่ย่อท้อจนแข็งแกร่งขึ้นถึงขนาดเล่นงานมันจนหมดท่า

                         แค่นี้ก็พอแล้ว  มันไม่มีห่วงอีกแล้ว

                         "เจ้าโตแล้ว  ไม่ใช่เด็ก  หัดมองความเป็นจริงเสียบ้าง"

                         "แล้วคุณจะให้ผมยอมรับความเป็นจริงที่ต้องเสียคุณไปงั้นเหรอ!!  คุณคิดว่าผมจะทำได้เหรอ!!  ไอ้เรื่องที่ต้องฆ่าคุณน่ะ!!"

                         "เจ้าต้องทำ"

                         !

                         "ต้องทำให้ได้...."

                         "ไม่... !  ไม่ได้!  ผมทำไม่ได้!!"

                         "มันไม่ใช่การร้องขอ  แต่ข้า...ต้องการอิสระ...ข้าเหนื่อยมาพอแล้ว  ท้ายที่สุดก็ต้องเจ็บช้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ข้าเหนื่อย  ข้าล้า...และตอนนี้ข้าต้องการปลดพันธะที่เจ้าผูกมัดข้าไว้  ปล่อยให้ข้าได้กลายเป็นกระเรียนเพื่อโผบินเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถอะ"

                         โอยาคิริยังคงหลับตาแล้วส่ายหน้ายามได้ยินถ้อยคำที่เหมือนกับการอ้อนวอน  ขณะที่ฮาจิสึกะสบตามองอดีตเพื่อนร่วมรบที่ผันตัวกลายเป็นศัตรู  แต่ครั้งนี้แววตาที่เคยมองดาบเบื้องหน้าเปลี่ยนไป  ความรู้สึกหลากหลายที่สับสนหลังจากได้รับรู้ความจริงทำให้ฮาจิสึกะพูดอะไรไม่ออก  ทำได้แค่เพียงยื่นมือจับบ่านายท่านของตัวเองไว้แน่นแล้วดึงรั้งร่างของชายหนุ่มให้ถอยออกห่าง  แม้เจ้าตัวจะพยายามขัดขืนก็ตาม

                         "นายท่าน"

                         "ปล่อยผมนะฮาจิสึกะ!"

                         "นายท่าน!  เปิดตาแล้วดูให้ดีด้วยขอรับ!  ทสึรุมารุนั้นไม่ไหวอีกแล้ว!  ท่านจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้เพื่อทรมานเขาให้ตายทั้งเป็นหรือขอรับ!"

                         น้ำเสียงนั้นดังตะคอกและดุดัน  ฝืนให้โอยาคิริที่ทำตัวเหมือนเด็กต้องเปิดตาขึ้นมามองอย่างตกใจ

                         และภาพที่สะท้อนตรงหน้าก็ทำให้เขากัดริมฝีปากแน่น

                         เขารู้ดี  ทสึรุมารุนั้นไม่ไหวอีกแล้ว  เขากำลังทรมานแต่ที่ไม่ร้องเพราะฝืนอดทนเอาไว้

                         ถ้ายังเหนี่ยวรั้งเอาไว้ก็จะยิ่งทรมาน

                         "ตัดพันธะของข้าและเจ้า  เพื่อที่ข้าจะได้โบยบินเป็นครั้งสุดท้ายและตัดพันธะเพื่อที่เจ้าจะได้ก้าวต่อไปด้วย...เถอะนะ..."

                         มันนานเกินไปแล้ว  พอได้แล้ว  ไม่ต้องยึดติดอีกแล้ว

                         ถึงจะไม่ได้ไปด้วยกันก็เถอะ  แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป....จะมาหยุดอยู่แค่ตรงนี้ไม่ได้นะ....

                         โอยาคิริยังคงกัดริมฝีปากเขาส่ายหน้าอย่างไม่ยอมรับ  

                         มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ  เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน...




                         ไอฮาเนะจ้องมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง  เธอไม่มีสิทธิ์เขาไปขัดขวาง  อีกทั้งด้วยพลังของเธอคงยื้อชีวิตเจ้าดาบนี่ไม่ได้เหมือนกัน

                         ฟากดาบรบที่เจ็บหนักคล้ายรับรู้ถึงสายตาจากซานิวะอีกหนึ่งคนซึ่งเงียบมาตลอดหลังนายคนใหม่จากไป  มันแหงนหน้ามองดูแล้วเอ่ยแผ่วเบา

                         "น่าเสียดายนะซานิวะ...ว่ากันตามตรงข้ายังมีหนี้...ที่ต้องเคลียร์กับเจ้าอีกเยอะเลยเชียว"

                         "นั่นสิ  น่าเสียดายแต่ว่า..."  จู่ๆไอฮาเนะที่ชอบกวนประสาทมันก็พูดต่อไม่ถูก  ความรู้สึกจุกแน่นที่อกทำให้เด็กสาวต้องกัดปากแล้วเบือนหน้าหนี  "...บ้าเอ้ย!  ฉันไม่ได้อยากให้พวกนายมาจบแบบนี้สักหน่อย!"

                         เด็กสาวหัวเสีย  รู้สึกตำหนิที่ตัวเองชักช้าเกินไป  แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเหตุสุดวิสัยก็เถอะ  ใครจะไปคิดว่าบอสใหญ่จะโผล่มากลางวงตอนคนกำลังเคลียร์กันล่ะ!

                         "หึ...ถ้าชีวิต...เป็นไปตามที่คิดเอาไว้...มันก็...น่าเบื่อแย่สิ"

                         ถ้อยคำที่เหมือนกับดาบรบในมือตนเองที่ซึ่งชอบพูดหยอกเย้ายามเห็นเธอเอาแต่นั่งคิดใช้สมองในการจัดการเรื่องแผนการรบ  ทำให้ไอฮาเนะยิ่งรู้สึกจุกจนพูดไม่ออกกว่าเดิม

                         เห็นท่าทีของศัตรูที่ตัวเองเล่นงานเขาไว้เจ็บแสบทำท่าเหมือนจะร้องอยู่แล้วก็กระตุกยิ้ม....

                         "หากเจ้าเสียน้ำตาให้ข้า...ดาบในมือเจ้าคงไม่พอใจ...เป็นแน่"

                         "เงียบน่า!  เก็บแรงไว้เถอะย่ะ!"

                         ไอฮาเนะเเว้ดกลับขณะที่หางตาร้อนผ่าว  ยิ่งเห็นสภาพของมันแล้วเธอก็รู้สึกเจ็บปวดแทน

                         ทั้งที่อีกนิดเดียว  ถ้าหากว่าเธอมาเร็วกว่านี้แล้วขวางเจ้าบอสใหญ่นั่นเอาไว้...

                         เด็กสาวยิ่งนึกคิดตำหนิความใจเย็นของตัวเองที่ไม่ได้คิดเผลอระวังตัวสอดที่อาจจะเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างเจ้าพวกนี้เสียได้

                         เห็นสีหน้าที่กำลังตำหนิตัวเองของเด็กสาว  มันจึงคิดได้ว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่ต่างกับเด็กคนนี้  ยังไม่อยากยอมรับบทสรุปเช่นนี้  ดังนั้นแล้วนางคงอยากหาทางเข้ามายุ่งเพื่อช่วยเหลือ

                         ก็ดีใจหรอกนะ  รู้สึกซึ้งใจกับความใจดีทั้งที่ตัวมันทำกับนางเอาไว้อย่างเจ็บแสบแต่นางก็ยังจะช่วยเหลืออยู่อีก

                         แต่พอแล้วล่ะ  ไม่ต้องแล้ว  ตัวมันขอขอบคุณกับความใจดีนั่น

                         ได้โปรด...อย่าขวางเลย

                         มันยิ้มก่อนเอ่ยออกไป  ตัดสินใจเอ่ยตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อม

                         "จำที่ข้าบอกได้รึไม่..."

                         "..."

                         "นี่คือเรื่องของพวกข้า...เจ้าอย่ายุ่งเลย..."

                         ถ้อยคำกล่าวไล่กลายๆนั้นบ่งบอกชัดเจนว่านี่คือเรื่องที่ต้องเคลียร์กันระหว่างมันกับโอยาคิริ  ตัวไอฮาเนะที่แม้อยากจะหาทางช่วยก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง

                         ก็รู้หรอกนะ

                         เด็กสาวยิ่งกัดริมฝีปากแน่นกว่าเดิม  เธอรู้ว่าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายแม้ใจจะไม่ปราถนาตอนจบแบบนี้ก็ตาม

                         กระนั้นเธอก็เอ่ยถามไปอย่างแผ่วเบา

                         "แบบนี้....ดีแล้วจริงเหรอ?"

                         ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม

                         "ใช่....ดีที่สุดแล้ว..."

                         ดีที่สุดแล้ว...บ้านแกสิ!

                         ไอฮาเนะอยากกรีดร้องตะโกนใส่หน้าเจ้าดาบที่บาดเจ็บหนักเหลือเกิน  แต่เห็นสีหน้าที่มันยิ้มอย่างยอมรับชะตากรรมนี้แล้วความรู้สึกหลากหลายก็ยิ่งก่อตัวจนทำให้เด็กสาวทนไม่ไหวอีกต่อไป

                         เธอหันหลังให้แล้วรวบเอาทสึรุมารุในมือเธอมาโอบกอดไว้แน่นขณะร้องเรียกโอยาคิริเสียงติดสั่น  เธอไม่ไหวอีกแล้ว  ถ้าต้องอยู่ตรงนี้ต่อรับรองว่าได้ปล่อยโฮออกมาแน่ๆ  

                         ถึงจะพูดว่าการร้องไห้ไม่ผิดแต่ไอฮาเนะไม่ต้องการอยากจะร้องออกมาต่อหน้าคนอื่น  ที่สำคัญเธอแค่รู้สึกว่าการหลีกให้พ้นตรงนี้มันคงจะดีกว่า  เพราะตอนนี้ในอกเธอนั้นเจ็บปวดจนพูดอะไรออกมาไม่ได้อีกแล้ว

                         "ฉันจะรอคุณอยู่ตรงทางขึ้นบันได...โอยาคิริ....ฉัน...ฉันขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้..."  

                         ไอฮาเนะกัดฟันแน่นขณะเอ่ยคำว่าขอโทษ  เธอรู้สึกเสียใจและผิดหวังที่ตัวเองช่วยไม่ได้  ทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าอาจจะไม่เกิดขึ้นหากเธอมาเร็วกว่านี้...

                         ฟากโอยาคิริไม่ได้เอ่ยตอบอะไร  แต่เขาทราบดี  ต่อให้เป็นไอฮาเนะก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว  และเจ้าตัวก็คงรู้สึกแค้นใจที่ช่วยเหลือไม่ได้เช่นกัน

                         อย่างน้อยสีหน้ากับแววตานั่นก็ไม่ได้หลอกลวง...

                         ชายหนุ่มผมเงินทราบดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการให้เรื่องจบลงแบบนี้  แต่วินาทีนี้ตัวเขาเองก็พูดอะไรไม่ออกเช่นเดียวกัน  ทำได้แค่พยักหน้าแล้วส่งเสียงอืมตอบรับเท่านั้น

                         ได้ยินช่นนั้นแล้วไอฮาเนะก็รีบก้าวยาวๆเพื่อหลีกไปให้ห่างที่สุด  เธอไม่ได้อยากได้ยินเสียงหรือเห็นภาพอะไรอีกแล้ว

                         ทสึรุมารุและดาบคนอื่นกล่าวได้ถูกต้อง  แม้เธอจะไม่ได้ลงมือแต่การมาเห็นสภาพเจ้านกตัวนั้นกับทางเลือกที่ถูกเหลือเอาไว้  เพียงแค่นี้เธอก็คิดอะไรไม่ออกไปแล้ว

                         ท่านไอ....ปลดข้ากลับสู่กายเนื้อหน่อยเถอะ

                         ไอฮาเนะนิ่งงัน  มือเธอยังโอบกอดดาบสีขาวไว้แน่น

                         ชั่วขณะนั้นเธอนึกลังเลแต่ท้ายที่สุดก็ยอมทำตาม  หลังก้าวออกมาได้ไกลพอควรแล้ว

                         ซึ่งทันทีที่กลับสู่กายเนื้อ  มือแกร่งก็ดึงรั้งต้นแขนนายสาวให้เข้าสู่อ้อมอกของเขาก่อนจะอุ้มพาร่างไปหาที่หลบนั่งพักสักที่ซึ่งปลอดภัย

                         ทสึรุมารุก้มมองดูเด็กสาวของเขาที่ใช้มือขยุ้มยูกาตะสีขาวเขาไว้แน่นแล้วยิ้มแผ่วบางเบา  ขณะปรายตามองไปยังทิศทางที่จากมาแล้วกระชับอ้อมแขนให้โอบกอดแน่นมากขึ้น

                         "ตรงนี้อยู่ห่างมากแล้ว  ท่านจะร้องออกมาดังๆก็ได้นะ..."

                         แต่เด็กดื้อในอ้อมแขนส่ายหัวไปมาอย่างไม่ยินยอม  ดวงตาสีอำพันเห็นริมฝีปากนั้นเม้มสนิทคล้ายพยายามอดกลั้นเสียงสะอื้น

                         เห็นความดื้อรั้นแล้วจึงนึกระอาขณะยังคงลูบแผ่นหลังเล็กๆนั้นปลอบประโลมต่อ

                         "ข้าดีใจที่ท่านยอมเดินออกมา  ข้าไม่อยากให้ท่านต้องทนอยู่ตรงนั้นต่อไปเลยจริงๆ...."

                         ดาบนั่นรู้ดี  ทางเลือกที่เหลือสำหรับซานิวะนั่นคือต้องสังหาร  อีกทั้งมันคือสิ่งที่เจ้านั่นปราถนา

                         นั่นคือต้องการตายด้วยน้ำมือของอดีตนายที่มันยังคง...รัก

                         แม้จะไม่ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งแต่ตัวทสึรุมารุกลับรับรู้ได้ถึงความปราถนาของตัวดาบนั่น  และดาบนั่นก็ทราบดีถึงความปราถนาของตัวเขา  ดังนั้นมันจึงได้เอ่ยปากขับไล่นายสาวของเขาออกมา

                         เรื่องของพวกเขา  ไม่สมควรให้เด็กสาวมาเกี่ยวข้อง  และเรื่องการสังหารมันคงโหดร้ายเกินไป...

                         ถึงจะร้ายกาจในการบีบให้อดีตเจ้านายต้องลงมือ  ทว่านั่นคือสิ่งที่ตัวดาบนั่นต้องการ

                         แว่วเสียงสะอื้นหลุดออกมานิดหน่อย  ทสึรุมารุขยับตัวแล้วดึงรั้งให้ศรีษะเล็กนั้นแนบใบหูเข้ากับอกด้านซ้าย  ตัวเขานั้นไม่รู้จะหาวิธีดึงดูดอะไรเพื่อปลอบใจนายได้  ยังไงแม่เด็กดื้อของเขาก็คงรอคอยฟังเสียงเรื่องราวอยู่ดี  ฉะนั้นชายหนุ่มที่คิดอะไรไม่ออกอีกแล้วเลือกจะใช้เสียงเต้นของหัวใจในการดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายแทน

                         "ท่านไอ....ข้าเริ่มน้อยใจที่ท่านเสียน้ำตาให้ดาบนั่น  ทั้งที่...ข้ายังอยู่กับท่านตรงนี้นะ"  เขากล่าวเย้าๆแต่น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความน้อยใจ  ก็ดูสิไม่ใช่ดาบตัวเองยังร้องปานนี้  ทั้งที่ตัวของเขายังอยู่ด้วยแท้ๆ

                         ซึ่งคำพูดเย้าแหย่นี่ได้ผล  มันเรียกให้เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมามองอย่างบึ้งๆ

                         "รู้แล้ว  แต่ว่า....แค่เห็นมันก็..."

                         "เจ็บปวดสินะ?"

                         "อืม..."

                         ทสึรุมารุมองอย่างอ่อนใจ  ขณะยกนิ้วเช็ดน้ำตาให้อย่างถนุถนอม  เขามองดูใบหน้าที่เศร้าโศกเสียใจ   เริ่มรู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย

                         "...ฟังนะท่านไอ...ข้ารู้ว่าท่านปราถนาให้ทุกอย่างจบไปได้ด้วยดี  แต่ท่านอย่าได้ลืมเลือน....ในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นจริง..."

                         ....

                         "รู้อยู่เต็มอกไม่ใช่รึ?  ว่ามันหมดหนทาง  รั้นกันต่อไปก็ยิ่งทรมานต่อให้หาวิธีได้แต่ก็เกินกว่าจะเสี่ยงไปต่อ  อีกทั้งยังบีบคั้นให้เจ้านั่นยิ่งเจ็บปวด....ท่านคิดดูหน่อยเถิดการไปขวางความตั้งใจของคนที่เต็มใจจะตายมันบาปนะรู้ไหม?"

                         "ทสึรุ...นายพูดง่ายนี่  นายพูดมาได้ว่าการไปขวางทางเจ้านั่นมันบาป  แต่อย่าได้ลืมนะว่าตัวคนที่เหลืออยู่หลังจากเรื่องนี้จบลงต้องแบกรับความเจ็บปวดและความทรงจำทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้....แบบนั้นมันไม่เจ็บปวดยิ่งกว่าเหรอ?"

                         "แล้วท่านไม่รู้หรือ....ว่าบางครั้งความจริงก็คือสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุด  และเพราะมันเจ็บปวดจึงได้พยายามสร้างเรื่องราวหลอกๆขึ้นมาเพื่อปิดบังความเจ็บปวดเหล่านั้นเอาไว้  ทั้งท่านและซานิวะผู้นั้นก็ไม่ต่างกัน  หลอกตัวเองโดยใช้คำว่าปาฏิหารย์...เพื่อปลอบใจตัวเองว่ายังมีหวัง...."

                         ดวงตาสีอำพันจ้องมองอย่างสงบนิ่ง  ตัวเขาที่อยู่มานานย่อมเข้าใจดีถึงความยึดติดที่ไม่ต้องการแยกจากของมนุษย์เป็นอย่างดี  ต่อให้อีกฝ่ายปราถนาจะเป็นอิสระมากแค่ไหนแต่ถ้าต้องแยกจากกันไปก็คงไม่ยินยอม

                         จริงอยู่ว่าการยื้อเอาไว้อาจจะมีหนทางรอดแต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็หนีความจริงในเรื่องของความผิดที่ดาบเล่มนั้นก่อเอาไว้ไม่ได้

                         ที่สำคัญหากดาบนั่นรอดกลับไปลเสียมากมายจะตามมา  มิหนำซ้ำการนำพาดาบนั่นกลับไปยังฮงมารุ  ต่อให้ตัวเองสุขใจที่ได้ดาบอันเป็นที่รักกลับคืน  แต่คำถามคือแล้วดาบที่เหลือล่ะ?  จะรู้สึกอย่างไร

                         "ดาบนั่นต่อให้รอดหรือท่านมีหนทางช่วยเหลือ  แต่เขาจะกล้ากลับไปสู้หน้าดาบที่เรือนได้หรือ  ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเจ้านั่นก่อเรื่องเอาไว้มากมายเพียงไร"

                         กลับไปก็ได้รับแต่สายตาหวาดระแวง  ต่อให้กล่าวอ้างว่าเพราะจิตมาร  แต่เหตุผลนั้นกับความรู้สึกมันเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไป  ต่อให้รู้เหตุผลแต่ถ้าใจไม่ยอมรับมันก็ไม่มีประโยชน์

                         ท้ายที่สุดก็จะก่อความหวาดระแวงขึ้นในฮงมารุจนอาจจะเกิดปัญหาเรื่องอื่นติดตามมา...

                         ดาบนั่นรู้ดีจึงเลือกความตายของตัวเองเป็นทางออก

                         ไอฮาเนะที่ได้ยินจนด้วยคำพูด  เธอเถียงเขาไม่ได้ในเรื่องนี้แม้แต่น้อย

                         ก็รู้อยู่หรอกแต่ว่านะ...เธอก็แค่หวัง...

                         คล้ายทสึรุมารุจะอ่านความคิดเธอออก  เขาเอ่ยดักขึ้นมาอย่างรู้ดี

                         "ท่านไอ....ท่านยังหวังในสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหารย์อยู่อีกรึ?"

                         คำเรียกในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง  อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวังให้เกิดขึ้นมาจากความปราถนาอันแรงกล้า

                         ทว่า...ทั้งนางและซานิวะนั่นต่างก็ลืมเลือนถึงความเป็นจริงไป

                         "แต่ท่านก็น่าจะทราบดีนี่ว่าปาฏิหารย์....มันไม่มีอยู่จริง..."

                         ไม่มี  ไม่ว่ายังไงก็ไม่มี  ต่อให้มี  ปาฏิหารย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่จู่ๆจะเกิดขึ้นเองได้  หากหวังอยากให้มีปาฏิหารย์ก็ต้องลงมือทำให้เกิดขึ้นมาเท่านั้น....

                         "ข้ารู้ว่าท่านอยากจะช่วยพวกนั้น  แต่ท่านไม่เห็นหรือว่าแววตาที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของเจ้านั่นคืออะไร"

                         อยากเป็นอิสระ...ปลดปล่อยข้าทีเถอะ...

                         "พันธะหรือตรวนที่พันธนาการทั้งสองคนนั่นไว้มันจะไม่สิ้นสุดหากใครสักคนไม่เป็นผู้ตัดขาด  พันธะนั่นรั้งเจ้านั่นเอาไว้รวมทั้งตัวของซานิวะนั่นเอาไว้ด้วย...ซึ่งมันก็นานเกินพอแล้ว  พวกเขาไม่สามารถก้าวต่อไปยังเบื้องหน้าได้  ได้แต่ต้องจมปลักอยู่กับที่เพราะโดนพันธนาการซึ่งกันและกันเอาไว้  ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือสะบั้นมันลงซะ"

                         เขาลูบแก้มนวลที่ตอนนี้เริ่มอาบชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง

                         ทสึรุมารุยอมรับว่าน้ำตาไม่เหมาะกับไอฮาเนะ  แต่การที่เห็นเด็กสาวผู้ทำตัวแข็งกร้าวมาตลอดร้องออกมาบ้างมันก็ยังดีกว่าให้เจ้าตัวต้องคอยอดกลั้น  

                         เขาเริ่มโอบกอดรอบตัวอีกครั้งใช้กิโมโนสีขาวโอบคลุมร่างราวกับจะปกปิดไม่ให้ร่างในอ้อมแขนต้องมองเห็นสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากสีขาวตรงหน้า

                         นางรู้....รู้ดีอยู่แล้ว  แค่เลือกจะไม่ยอมรับเหมือนกับซานิวะนั่น

                         ทว่าความจริงก็คือความจริง...ต่อให้ไม่อยากยอมรับก็จะไม่มีวันหลีกหนีในเรื่องนี้ไปได้....

                         ถึงมันจะโหดร้ายก็มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น....

                         "อยู่ในอ้อมแขนข้าไปสักพักเถิด  และจงคิดแค่ว่าข้าคือดาบของท่าน  ยังเป็นกระเรียนของท่าน....ข้ายังอยู่กับท่านไม่ได้หายไปไหน  และตัวท่านยังอยู่ในปีกของข้าที่โอบกอดนี้อยู่..."  เขากดศรีษะเล็กให้แนบใบหูกับอกด้านซ้ายอีกครั้ง  ให้ฟังเสียงเต้นของหัวใจที่ยังคงดังกังวานขณะมือก็ยังไม่หยุดลูบเรือนผมสีดำขลับและแผ่นหลังเล็กๆนั่น

                         ขณะที่มือบางขยุ้มยูกาตะสีขาวของดาบรบตัวเองแน่นแล้วซุกหน้าเข้ากับอกกว้างพร้อมกับเม้มปากไม่ยอมส่งเสียงสะอื้น

                         เธอไม่ได้เป็นคนอ่อนไหวอะไรง่ายดายปานนั้น  แต่เธอยอมรับว่าเธอคาดหวัง  หวังอยากให้พวกเขาได้กลับไปเป็นแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง

                         เธอหวัง  จนยอมเมินต่อความจริงที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่หวัง  ไม่ว่ายังไงบทสรุปสุดท้ายดาบเล่มนี้ต้องหายไปอยู่ดี...

                         เด็กสาวแค่รู้สึกแค้นใจว่า  ทั้งที่เธอทำทุกอย่างออกมาราบรื่นดีหมดแต่ทำไมในเรื่องสุดท้ายที่ทั้งตัวเธอและโอยาคิริคาดหวังรวมทั้งปรานามาตลอดกลับไม่อาจทำได้สำเร็จ

                         จริงอยู่ว่าทสึรุมารุยังอยู่กับเธอ  ไม่ใช่เขาที่ต้องหายไป  เพียงแต่ว่าการต้องมาทนเห็นคนที่พยายามไขว่คว้าเพื่อนำพาสิ่งสำคัญของตัวเองกลับมาโดยพยายามแทบตายแต่ท้ายที่สุดก็เสียเปล่า...

                         มันทำให้ไอฮาเนะรู้สึกโลกช่างโหดร้ายเหลือเกิน  

                         ทางเลือกที่เจ้าตัวการใหญ่นั่นเหลือทิ้งไว้ให้ก็แสนโหดร้ายสิ้นดี

                         ไอฮาเนะที่เข้าใจดีว่าการเสียคนสำคัญของตัวเองไปเป็นอย่างไรจึงรู้ดีว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร  เธอก็แค่ไม่อยากให้มีคนต้องมามีสภาพแบบเดียวกันก็เท่านั้น  และการได้เห็นสิ่งที่เขาพยายามมาจนถึงจุดนี้...แต่กลับคว้าน้ำเหลวซ้ำยังต้องถูกบีบให้ลงมือมันทำให้เด็กสาวรู้สึกเจ็บปวด....

                         "ข้ารู้ว่าคงไม่มีอะไรดึงดูดใจเพื่อไม่ให้ท่านต้องคิดมาก  แต่ช่วย...ฟังเสียงหัวใจข้าแทนเสียงเหล่านั้น  และหยุดคิดสิ่งอื่นใดสักครู่จะได้ไหม?"  หลังเห็นนายสาวยังจมปลักอยู่กับความคิด  กระเรียนขาวก็เอ่ยอย่างร้องขอ  เขาไม่อยากให้เจ้านายต้องมามีสภาพแบบนี้สักหน่อย  เขาไม่ต้องการเลยสักนิดเดียว

                         แต่แทนคำตอบ  เด็กสาวกลับยกแขนขึ้นโอบคล้องคอเขาเอาไว้แล้วขยับตัวนั่งให้ถนัด  ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้ร่างสูงชะงักไป  เพราะจำได้ว่าไอฮาเนะไม่ค่อยยินยอมแตะต้องร่างกายพวกเขานัก  ขนาดเอ่ยปากอนุญาตให้แตะต้องได้ตามใจชอบก็ไม่ยอมเอาแต่หน้าแดงและเถิบตัวหนี  แม้ยามจับมานั่งตักก็ไม่เคยยกมือเกาะแขนหรืออะไรเลยนอกจากนั่งนิ่งๆหรือไม่ก็ดิ้นหนีเท่านั้นเอง
ฉะนั้นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำเอาเจ้ากระเรียนอดประหลาดใจเสียไม่ได้

                         "แค่เสียงหัวใจคงไม่พอ....นายฮัมเพลงไม่ได้เหรอไง"  เด็กสาวเปล่งเสียงตอบอย่างอู้อี้แม้จะเอาหูแนบกับอกซ้ายเพื่อฟังเสียจังหวะแล้วก็ตาม  ไอฮาเนะกลับรู้สึกว่ามันยังไม่พอ  เธอไม่อยากได้ยินเสียงอะไรอีกจากภายในที่แห่งนั้น  ดังนั้นจะเป็นเสียงอะไรก็ได้ช่วยดึงดูดความสนใจเธอไปให้หมดก็พอ  

                         ดึงดูดไปจนกว่าจะจบสิ้นเรื่องของเจ้าพวกนั้น...

                         ฟากทสึรุมารุอึ้งไปอีกรอบหลังโดนขอให้ฮัมเพลง  เขาหัวเราะจนร่างสั่นเล็กน้อย

                         "ท่านนี่เริ่มทำตัวเป็นเด็กเสียจริง...แต่เอาเถอะข้าก็พอจะฮัมเพลงได้อยู่นะ อืม...เอาเป็นแบบนี้ก็แล้วกัน...."

                         เขาพูดจบ....ก็เริ่มต้นในการฮัมเพลง  

                         ขณะไอฮาเนะยอมหลับตาแล้วซุกหน้าเพ่งสมาธิฟังแต่เสียงทั้งสองที่ได้ยินอย่างตั้งใจ

                         แม้เสียงจะไม่ได้เพราะอะไรนักหนาแต่อย่างน้อยมันก็คือเสียงของทสึรุมารุ  คุนินากะ  เจ้ากระเรียนของเธอ....

                         กระเรียนขาวของเธอ  ที่ยังมีชีวิต  มีลมหายใจอยู่กับเธอ

                         แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว....




                         เมื่อไร้ร่างคนนอก  ความสนใจก็หวนกลับคืน 

                         ทสึรุมารุสีดำย้ายสายตากลับมามองอดีตเจ้านายที่อยู่ในอาการเหม่อลอย  เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขายังดูสับสนและลังเล

                         "ข้าเจ็บมากพอแล้ว...อย่า...ทรมานข้า..."  เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้  มันจึงเอ่ยเร่ง  

                         ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งอ่อนแรงได้ดึงสติของซานิวะหนุ่มที่ใจลอยไปไกลแล้วอีกหน

                         "ผมรู้แล้ว..."

                         "งั้นก็ลงมือสิ...."

                         "คุณก็รู้....ว่าผมจะกล้าได้ยังไง"

                         "ในเมื่อเจ้าเป็นคนพันธนาการข้า  เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรับผิดชอบ  เจ้ากล้าเสี่ยงเดิมพันมาถึงตรงนี้  เจ้าก็ต้องกล้าที่จะปิดฉาก..."  น้ำคำและเสียงช่างดุดันสมเป็นทสึรุมารุที่ครั้งหนึ่งเคยเอ่ยเช่นนี้เพื่อสอนสั่งแก่เขา

                         แต่นั่นก็นานมากเหลือเกินแล้ว

                         เห็นเด็กน้อยยังลังเล  มันจึงกล่าวย้ำเสียงเข้มอีกหน

                         "ปล่อยข้าไป  ยูโตะ..."

                         ชื่อที่ไม่ได้ยินมานานแสนนานทำให้เจ้าของนามตกตะลึง  หางตาร้อนผ่าวอีกหน

                         ทสึรุมารุคือคนเพียงคนเดียวที่เขาบอกชื่อที่แท้จริงให้ทราบ  และบอกให้เขาเรียกได้ยามอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง  แต่เขาไม่ได้ยินชื่อนี้มานานแสนนานแล้วหลังจากที่สูญเสียเขาไป  แต่การที่เขามาเรียกชื่อแบบนี้ในเวลานี้นั้น...!

                         "คุณ...มันใจร้ายที่สุด...!.คุณไม่รู้รึว่าผมจะอยู่ได้ยังไงหลังจากที่ผมลงมือกับคุณน่ะ!"

                         คนที่เหลืออยู่ต้องจดจำทุกอย่าง  ต่อให้อยากลืมก็ลืมไม่ได้  ต้องทนจำภาพที่ต้องสังหารคนที่คิดว่าสำคัญที่สุดไปกับมือ....

                         "มันอาจจะเจ็บปวดแต่เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว  เจ้ามาถึงขนาดนี้แล้วเจ้าอย่าได้ลืมเลือนผู้ที่ช่วยเหลือเจ้ามาโดยตลอด  หากไม่มีพวกเขาก็ไม่มีเจ้าที่จะมาเผชิญหน้ากับข้าในวันนี้..."

                         มันรู้ดี  ความเจ็บปวดนั้นคงตามหลอกหลอน  ทว่ามันคือความจริงที่หนีไม่พ้น  เด็กคนนี้จำต้องใช้เวลาในการยอมรับ

                         "ปล่อยข้าไปซะ  ยูโตะ  ปล่อยข้าและตัวเจ้าให้เป็นอิสระเสียที"

                         "ตัว...ผม?"

                         "เจ้ายึดติดกับข้า  ผูกพันธะกับข้า  เหนี่ยวรั้งข้า  พร้อมกับที่เจ้าก็ได้กระทำแบบเดียวกันนั้นกับตัวเจ้าเอง....เราทั้งคู่ก้าวไปไหนไม่ได้  พวกเราพันธนาการกันและกันเอาไว้  ตราบที่เจ้ายึดติดอยู่กับข้าเจ้าจะเดินหน้าต่อไปข้างหน้าไม่ได้  เช่นเดียวกับข้าที่อาจจะต้องหลงวนเวียนอยู่ในสีดำอันเป็นนิรันดร์ต่อไป...ปล่อยข้าให้ข้าได้กลายเป็นกระเรียนอีกครั้งหนึ่งเถิด"

                         แต่โอยาคิริที่ได้ยินฟังแล้วเอ่ยอย่างตัดพ้อ

                         "พันธนาการงั้นเหรอ ! คุณรู้ดีใช่ไหมว่าผมรู้สึกยังไงน่ะ!  คุณคิดว่าผมจะตัดความรู้สึกแบบนั้นทิ้งไปได้ง่ายๆงั้นเหรอ!  ผมทำไม่ได้หรอกนะ!"

                         กระนั้นก็ไม่มีการตอบกลับใดๆ  ดวงตาสีดำยังคงจ้องมองเค้าหน้าของเด็กน้อยในวันวานอย่างยาวนานราวกับจะจดจำทุกอย่างเอาไว้ให้แม่นยำ ก่อนท้ายสุดจะหลับตาลงแล้วเปล่งเสียงเอ่ยคำถามสุดท้าย...

                         "ความรักของเจ้าคือสิ่งใดล่ะยูโตะ?  รักเพื่อครอบครอง  หรือรักเพื่อปราถนาในความสุขของผู้เป็นที่รักกันแน่?....หากเป็นอย่างแรก...ข้าไม่คิดว่านั่นคือความรัก...แต่มันคือความปราถนา  ความใคร่ที่อยากยึดครองเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว....เจ้าคิดว่าอย่างไร?  และเจ้าอยากเป็นอย่างไหนล่ะ?"

                         เมื่อได้ยินคำถาม  ซานิวะหนุ่มถึงกับกัดริมฝีปากแน่น

                         โหดร้ายเหลือเกินนะ....

                         โอยาคิริเอ่ยต่อว่าอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด  ถามแบบนี้....มันก็เหมือนเป็นการบีบให้ตอบคำตอบนั้นอยู่แล้วนี่นา...

                         หากรักใครก็จงคำนึงถึงความสุขของคนๆนั้นเป็นหลักเข้าใจไหมขอรับ?

                         แม้ว่าความสุขของคนๆนั้นจะไม่ได้ทำให้เราสุขไปด้วยก็ตามงั้นเหรอ?

                         ข้าเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความรักนักหรอก  แต่ข้าคิดว่ารักที่แท้จริงคือการให้นะขอรับ  จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ทำให้ตัวเราสุขใจ  แต่ความสุขของคนที่รัก...มันก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่หรือ?

                         นั่นคือถ้อยคำสอนสั่งของดาบตรงหน้าที่บอกกล่าวเขาเรื่องความรัก  และการที่เขาเอามาย้อนถามแบบนี้...มันช่างน่าเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

                         "นายท่าน....ข้ารู้ว่ามันอาจจะเจ็บปวดแต่..ท่านอย่าได้ลืมว่าด้านนอกยังมีศาสตราอื่นรอท่านอยู่....นายท่าน....พวกข้าคงไม่อาจมีค่าเทียบเท่าทสึรุมารุของท่าน  หากแต่ท่านก็ไม่ได้เป็นฝ่ายสูญเสียไปเพียงผู้เดียว  พวกข้า...ก็ถือว่าสูญเสียเพื่อนพ้องคนหนึ่งไปเช่นกัน..."

                         ฮาจิสึกะไม่ได้อยากเข้ามาสอดบทสนทนา  หากแต่ยิ่งเห็นสภาพที่หนักหนาเขาก็นึกสังเวช  การเห็นคนที่เจ็บเจียนตายกำลังทรมานเบื้องหน้านั้นมันทำให้เขาเองก็ทนไม่ได้

                         หากยังปล่อยให้พูดคุยต่อไป  นายท่านคงไม่ยอมตัดสินใจเสียที  อีกทั้งศึกด้านนอกก็ยังไม่อาจรู้ผล  การยืดเยื้อต่อไปไม่เป็นผลดีเลยแม้แต่น้อย

                         ได้ยินการเร่งรัด  โอยาคิริก็รู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นให้ตัดสินใจโดยไวที่สุด

                         เขาจ้องมองใบหน้าที่แม้จะเจ็บปวดแต่ก็พยายามสงบนิ่งเอาไว้อีกครั้งก่อนตัดสินใจเด็ดขาด

                         หากว่าความรักคือการให้  อย่างนั้นเขาก็จะให้  ให้ในสิ่งที่คนที่ตัวเองรักต้องการ

                         "ผม....เข้าใจแล้ว"

                         "เช่นนั้นโปรดหลบไปเถอะขอรับ  ข้าจะ..."

                         "ไม่...ให้ผม...ลงมือเถอะ"

                         "เอ้ะ!?  แต่ท่าน!"  ฮาจิสึกะตกตะลึงที่นายเหนือหัวเป็นผู้เอ่ยปากร้องขอที่จะลงมือ

                         "ได้โปรด  ฮาจิสึกะ  มอบดาบของนายให้ผมยืมสักครู่ได้หรือไม่?"

                         สีหน้าของฮาจิสึกะซีดเผือดยามเห็นฝ่ามือของเจ้านายยื่นมาหาราวกับร้องขอดาบของเขา  และยิ่งพูดต่อไม่ออกเมื่อได้ยินคำถามจากสีหน้าที่แสนเจ็บปวด

                         "นาย...จะร่วมแบกรับความรู้สึกเหล่านี้ไปพร้อมกับผมไหมฮาจิสึกะ?"

                         แทบจะไม่ต้องลังเล  การแบกรับความรู้สึกนี้ถ้ามอบให้เจ้านายเพียงคนเดียวมันจะหนักหนาเกินไป  และฮาจิสึกะคิดสภาพไม่ออกเลยว่าเจ้านายจะต้องทุกข์ทรมานกับการตัดสินใจครั้งนี้มากแค่ไหน

                         ร่างสูงค้อมศรีษะหยิบยื่นศาสตราส่งมอบให้ด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างกันนัก  นั่นคือทั้งเจ็บปวดและเสียใจ...

                         "ขอรับ  ข้าผู้นี้ยินดีจะร่วมแบกรับไปกับท่าน  ยินดีที่จะทำทุกอย่าง....เพื่อท่านขอรับ..."

                         โอยาคิริยิ้มขณะรับดาบไปแล้วพึมพำขอบคุณ  เขาจ้องมองดาบที่มีรอยร้าวขึ้นมานิดหน่อยก่อนจะมอบพลังไปสถิตในดาบ  ดวงตาเขามองคมดาบที่กำลังส่องแสงสีขาวเลือนรางขึ้นมาก่อนจะสบตากับดาบที่รอคอยอยู่

                         ทสึรุมารุหยักยิ้มแล้วพยักหน้าหลังเห็นแววตาที่ตัดสินใจได้แล้ว

                         "ตรงนี้นะ"  เขาชี้ที่ตำแหน่งตรงอกซ้าย  "แทงลงมาอย่างสุดแรง  อย่าได้หยุดมือ  จงเสียบแทงให้ทะลุ..."  เขากล่าวสั้นๆ  ช้าๆ  อย่างจงใจให้อีกฝ่ายจดจำ  ซึ่งโอยาคิริได้แต่ผงกศรีษะรับขณะกระชับดาบแน่น

                         ทั้งสองมองตากันและกันเป็นครั้งสุดท้าย...ก่อนที่จะ...

                         ฉึก...

                         เสียงนั้นดังก้องในความเงียบสงัด  เสียงของคมดาบที่เสียบแทงทะลุตรงช่วงอกซ้าย

                         ทสึรุมารุกระอักเลือดออกมาอีกครั้งแต่มันก็ยังคงยิ้ม  และยิ่งยิ้มมากขึ้นหลังเห็นหยดน้ำตาไหลรินเต็มใบหน้าอีกหนพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่พยายามอดกลั้น  กระนั้นคมดาบก็ยังไม่ขยับไหว  มันไม่ได้เสียบแทงต่อเข้ามา

                         "ข้า...บะ..บอก...ว่าอย่าง...ไ...ร?"

                         เมื่อได้ยิน  ซานิวะหนุ่มยิ่งกัดฟัน  ก่อนออกแรงให้คมดาบถูกดันเข้าไปอีกจนมันทะลุไปยังทางด้านหลัง  ร่างในอาภรณ์สีดำกระตุกก่อนเริ่มเปล่งเสียงหัวเราะพร้อมกับยกมือโอบกอดร่างของเด็กน้อยของมันที่เป็นผู้ลงมือสังหารเป็นครั้งสุดท้าย

                         "ผมรักคุณ..."

                         ในพร้อมกันนั้นเองเสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ดังกังวานจนได้ยินชัดเจนนั้นดังขึ้นตรงหน้า

                         เค้าหน้าของเด็กน้อยนั้นมองด้วยแววตาที่สื่อความหมายจากคำพูดนั้นชัดเจน

                         "รัก...ที่สุด...."

                         ทสึรุมารุยิ่งหัวเราะหนักมากขึ้น  ในท้ายที่สุดเขาก็ได้ยินคำพูดที่อยากได้ยินจากปากของเด็กคนนี้มาตลอด  ขณะที่ร่างเริ่มพังทลายลงทีละเล็กละน้อย  พร้อมกับสติที่กำลังเลือนลางลง

                         มันโน้มริมฝีปากไปใกล้แล้วเอ่ยคำกระซิบตอบกลับเป็นครั้งสุดท้ายก่อนร่างจะหายไปพร้อมๆกับที่เสียงกรีดร้องอันแสนทรมานจะดังก้องขึ้นหลังได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน

                         ข้าก็รัก...รักเจ้าเช่นกัน...เด็กน้อยของข้า....




*****************************************************************************************************

-  จริงๆ  เรื่องแนวคิดของเราต่อดาบในเรื่องคือ  พวกเขาเหมือนคนน่ะค่ะ  ตอนแรกก็แบบเป็นแค่จิตวิญญาณมีกายเนื้อ  แรกเริ่มก็คิดในแง่ที่ว่ายังไงก็ไม่ใช่คนแหละ  แต่พอไปดูอนิเมคือแบบพวกเขาใช้ชีวิตแบบคนน่ะค่ะ  กินนอน  ไปรบ  บาดเจ็บมีเลือด  โน่นนี่นั่น  ให้อารมณ์แบบมันไม่ใช่แค่ดาบอ่ะ  มันก็คือเหมือนคนแล้วล่ะ  ดังนั้นในนิยายพวกเขาจะมีสภาพเหมือนมนุษย์มากที่สุดค่ะ  แค่พิเศษตรงที่อาจจะแข็งแรงกว่าหรือถึกกว่า  แต่ถ้าโดนพวกพิษนี่น่าจะทนทานกว่าคนปกติกว่าในระดับหนึ่ง  แต่ถ้าโดนไปนานๆก็ม่อง

-  ใช่ค่ะ  ตั้งใจจะวางบทไว้ว่ายังไงพวกดาบก็ฝ่าเข้าสู่โซนด้านในโอโซเรไม่ได้ถ้าไม่ได้พลังคุ้มครองจากไอฮาเนะ  ซึ่งไอฮาเนะต้องอัพเกรดพลังเพื่อการนี้ด้วย  จะได้ให้ดาบฝ่าเข้าไปได้เพราะได้รับพลังการปกป้องขั้นอัพเกรดมาใหม่

-  เคบี้นี่...รูปลักษณ์ต่างจากพวกหนุ่มดาบ  เราเลยยกว่าเฮียแกนี่เหนือกว่าพวกดาบในระดับหนึ่งอ่ะค่ะ  คือน่าจะทนทานพวกพิษได้  พละกำลังก็เหนือกว่าในระดับหนึ่ง  แต่แบบเรื่องนี้เคบี้นี่มีบทมาเสริมหน่อยๆ  ไว้ช่วงหลังๆโน่นแหละค่ะ  กะคิดไว้ว่าพวกเขาจะโผล่มาร่วมหลักๆก็ตอนที่เห็นผลงานพวกไอฮาเนะแล้วว่ามันทำอะไรกันไปถึงไหนแล้วนั่นแหละ  เคบี้คุงคงจะโผล่มาร่วมทัพและได้บทไปด้วย  ส่วนระหว่างนี้ก็รอไปก่อนนะ  (ส่วนหนึ่งคือให้สอดคล้องด้วยระดับหนึ่งว่าพวกเคบี้ก็โดนโยมิเล่นจนแตกกระเจิง  เสียกำลังพลไปเยอะ  พวกมันเองก็ต้องการรอคอยการฟื้นฟูกำลังรบมาใหม่ด้วยค่ะ  เพราะงั้นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมมาผูกมิตรด้วย  ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกซานิวะจัดการปัญหาส่วนตัวพวกมันสนับสนุนข่าวพร้อมกับสร้างกองกำลังให้กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมด้วยนั่นเอง)

-  เพิ่มเติมหน่อยนะคะ  เกรียนดำจัดประเภทเป็นดาบร่วงหล่นที่มีสภาพเป็นโยมิ  จริงอยู่ว่าโดนไอปรอทถ้าเป็นคนหรือพวกดาบปกตินี่ตายหองแน่ๆ  แต่เพราะโยมิจะตายด้วยเงื่อนไขคือพลังซานิวะ+ดาบ  ดังนั้นเกรียนดำจึงทรมานแต่ไม่ตายค่ะ  เรียกว่าชายจืดก็โหดเอาการเพราะเกรียนดำคงฟื้นฟูร่างกายมาตอบโต้ไม่ไหวแน่ๆในตอนนั้น  ประกอบกับตัวเองไม่ตายก็เรียกว่าเหมือนตายทั้งเป็นค่ะคือต้องทนทรมานต่อไปหากไม่ตอบตกลงกับชายจืดดีๆ

-  แล้ว...เป็นไงกันบ้างคะ  ตับท่านยังอยู่กันดีหรือไม่รีดเดอร์ทั้งหลาย  (ไม่ได้แต่งแนวแบบนี้มานานไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้างล่ะนะ  ช่วยเม้นต์บอกหน่อยละกันค่ะ)

-  สรุปสุดท้าย  ปาฏิหารย์ก็ไม่มีอยู่จริงนั่นแหละค่ะ  อาจจะทำให้หลายคนที่หวังปาฏิหารย์สำหรับคู่นี้ไม่สมหวังก็ขอโทษด้วยนะคะ  แต่เรามีเหตุผลที่ไม่สามารถเขียนให้ออกมาแฮปปี้ได้จริงๆนั่นแหละค่ะ

-  ส่วนหนึ่งคือเกรียนดำเลยเถิดเกินกว่าจะเรียกกลับมาแล้ว  ในที่นี้คือวีรกรรมที่เกรียนดำก่อเอาไว้นี่แค่นับจากเรื่องในฮงมารุของชายจืดก็ถือว่าหนักนะคะ  ตอนยังไม่เป็นโยมิเต็มตัวก็เล่นงานเด็ก  พอเป็นโยมิก็มาเชือดเพื่อนร่วมฮงจนแตกหักกันไปอีก  ดังนั้นถ้ารอดกลับไปได้  ชายจืดอาจจะแฮปปี้แต่พวกดาบในเรือนพี่แกคงไม่แฮปปี้แน่ค่ะ

-  ถ้าอ้างว่าก็เจ้าตัวเป็นดาบมาร  ความคิดชั่วร้ายครอบงำ บลาๆ  คือเรื่องนี้ทุกคนทราบว่าพี่แกเป็นดาบร่วงหล่นแต่ต่อให้ทราบ  ทว่าในเรื่องการยอมรับนี่มันอีกเรื่องเลยค่ะ  คือรู้ว่าเพราะอะไรแต่ทำใจยอมรับที่เกรียนดำทำไม่ได้แน่ๆ  หลักๆคืออิจินี่แหละเขารับไม่ได้หรอก  เล่นงานน้องเขาไว้ขนาดนั้น  แถมชายจืดออกปากออกหน้าขอโทษแทน  เขาก็หงุดหงิดพอควร  เหมือนที่รีดเดอร์บางท่านเอ่ยไว้แหละค่ะ  เป็นฮงมารุที่น่าหวาดเสียวที่จะเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ

-  อันดับต่อมาคือต่อให้เอาเกรียนดำกลับไปได้  นอกเหนือจากความหวาดระแวงจากพวกดาบในเรือนแล้ว  ตัวชายจืดอาจมีปัญหากับซานิวะอื่นด้วยแน่  คือถึงเป็นคนละฮงแต่การเสี่ยงเอากลับไปทั้งที่เกรียนดำก็เล่นงานพวกซานิวะไว้เยอะเนี่ย  พวกเขาก็แคลงใจอยู่ดี

-  จากเหตุผลข้อด้านบน  หากให้เกรียนดำรอดกลับไปเขาต้องเผชิญกับคำถามและความหวาดระแวง  ต่อให้เขามีความสุขกับชายจืดแต่เชื่อว่าเขาคงไม่สุขนักที่ต้องอยู่ในดงสายตาท่ามกลางเพื่อนพ้องที่ไม่อยากเชื่อใจเขาอีกแล้วล่ะค่ะ  แบบนั้นน่าสงสารกว่าเยอะเลย

-  อีกเหตุผลที่ทำให้เกรียนดำกลับไปไม่ได้คือ  ความตายของเกรียนดำจะเป็นตัวทำให้โอยาคิริเติบโตมากขึ้น  อย่างในเรื่องที่หลายตัวละครพูดถึงเกี่ยวกับสองคนนี้คือพวกเขาพันธนาการกันและกันเอาไว้  ไม่มีใครเดินหน้าไม่ได้  ดังนั้นเกรียนดำเลยเลือกให้ชายจืดจัดการฆ่าเขาซะตัดทุกอย่างทิ้งไปเพื่อที่แต่ละคนควรไปตามทางเสียที  ทั้งนี้เกรียนดำอยากให้ชายจืดเลิกยึดติดกับเขาและสนใจดาบที่อยู่รอบตัวตัวเองบ้าง

-  อีกเหตุผลจากข้อด้านบนคือ  เราอยากให้ความตายของเกรียนดำตอกย้ำในเรื่องคำสอนของคุณพี่ชายจืดค่ะว่า  หากไม่เล่นจนเกรียนดำหมดสภาพ  บางทีบทสรุปอาจจะไม่ลงเอยแบบนี้ เพราะถ้าเกรียนไม่เจ็บหนัก  บอสใหญคงไม่โผล่มาเล่นงาน  ตรงกันข้ามเขาอาจหาวิธีอื่นในการเล่นงานเกรียนดำแต่ยังทำให้เกรียนดำเคลื่อนไหวหลบหลีกและไม่ต้องมารับอาวุธจนเจ็บหนักแบบนี้  
จากเหตุผลด้านบนเพราะถ้าปล่อยให้รอด  มันจะทำให้ดูเหมือนว่าตัวชายจืดอาจจะยึดติดคำสอนของคุณพี่ว่าใช้กำลังเพื่อให้ได้มาเสีย  ดังนั้นถ้าเกรียนตายคำสอนนี้ก็ใช้ไม่ได้  ป้องกันไม่ให้ชายจืดเข้าด้านมืดเต็มตัว

-  เอาจริงๆต่อให้ไม่เป็นการจัดฉากของบอสใหญ่  เกรียนดำก็ไม่ได้คิดอยากฆ่าชายจืดอยู่แล้ว  ถ้าอ่านช่วงที่เป็นเรื่องของเกรียนดำจะเข้าใจดีใช่ไหมล่ะคะว่าจริงๆแล้วเขายังรู้สึกยังไงแต่ก็ยังซึนๆ  ซึ่งตอนนี้อยากให้สอดคล้องกับที่ไอฮาเนะบ่นว่า  ถ้าแค้นโอยาคิริทำไมไม่ไปฆ่า  ไหงมาเล่นงานพวกเธอ  เพราะถ้าแค้นที่โดนทิ้งยังไงก็ไม่ควรจะปล่อยเอาไว้นานๆ  แต่นี่นับจากที่เกิดเรื่องกันมา  ชายจืดโดนเกรียนดำหาเรื่องน้อยสุดแล้ว

-  ถ้าหากให้เขียนบทที่จะทำให้เกรียนดำรอด  ทางเลือกที่เหลือคือให้ไอฮาเนะช่วย ทำให้เกรียนดำกลายเป็นดาบของไอฮาเนะแล้วใช้เพลิงเร่งรักษา  ซึ่งโอกาสก็ครึ่งๆ  คือชำระล้างได้แต่บาดแผลหนักถ้าทนไม่ได้ก็แตกหักตายไปก่อนจะรักษาเสร็จ  แต่เพราะเกรียนดำออกปากปานนั้น  ไอฮาเนะเลยยอมแพ้ไม่ยุ่งแล้วเดินไปหาที่นั่งกอดกับเกรียนขาวของตัวเองจบ....  อีกอย่างคือเกรียนดำคงไม่ยินยอมหรอกค่ะ  เขายังยึดติดกับชายจืดไม่แพ้กันดังนั้นถ้าต้องเป็นดาบของซานิวะอื่น  เขาก็ไม่เอาอยู่ดีดังนั้นเขาเลยตัดบทไล่ไอฮาเนะซะ

-  จริงๆ  เรื่องนี้ก็มีปาฏิหารย์ระหว่างสองคนนี้นะคะ  ตรงที่ยังสร้างพันธะเชื่อมโยงกันได้อยู่และตัวเกรียนดำยังคงมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่กับโอยาคิริ  เพราะในเคสที่กลายเป็นโยมิ  ส่วนใหญ่ในเรื่องคือควรจะจบไปเป็นแบบซาโยะคือคลั่งและสนใจแต่การฆ่า  ไม่มีความรู้สึกอื่นเหลืออีกแล้ว  แต่เกรียนดำยังมี  ดังนั้นเกรียนดำจึงพิเศษและเพราะแบบนั้นเขาจึงได้เลือกที่จะทำอะไรหลายอย่างจากตอนที่ผ่านๆมา

-  จากข้อต่างๆด้านบน  เราเอามาเขียนโดยอิงจากคำถามจากตอนก่อนว่าจะเลือกทางไหน  ซึ่งจริงๆแล้วบทสรุปก็มีแต่ปวดใจทั้งนั้น  ต่อให้เลือกเสี่ยงดวง  ถ้ารอดก็แฮปปี้  แต่ถ้าไม่รอดล่ะ  มันเหมือนเป็นการสร้างความหวังให้เกิดขึ้นแล้วก็ถูกทำลายทิ้งอย่างย่อยยับซึ่งเราคิดว่ามันเจ็บปวดมากกว่า  ขณะที่ยอมลงมือปล่อยไปให้เขามีตัวตนอยู่ในความทรงจำและยึดถือในเรื่องที่ว่านั่นคือความสุขของคนที่รักมันน่าจะดีกว่า  จริงอยู่ว่าหลังจากนี้ชายจืดคงบอบช้ำหนักแต่เขาก็ต้องเริ่มที่จะเติบโตและเรียนรู้แล้วว่า  ในเรือนของเขานั้นไม่ได้มีแค่เกรียนดำเพียงคนเดียวสักหน่อยที่รักและห่วงใยเขาน่ะ

-  อย่าหงุดหงิดกับชายจืดที่เขางอแงเอาแต่ร้อง  ไม่ยอมลงมือสักทีนะคะ  เราแค่เขียนในแง่ของคนที่ยึดติด  ยังไงกับคนที่เขายึดติดมากๆเขาก็ใช่จะทำใจแล้วปล่อยมือจากคนที่เขารักมากที่สุดไปง่ายๆน่ะค่ะ  ดังนั้นชายจืดเลยงอแงมากในตอนนี้

-  ตอนนี้ไอฮาเนะก็งอแงพอกันแต่ไม่หนักเท่า  เธอก็เหมือนชายจืดที่หวังผลแฮปปี้แต่เห็นบทสรุปจบแบบไม่ดีเธอก็เสียใจ  แถมช่วยอะไรไม่ได้อีก  ผลเลยไปอ้อนเกรียนขาวตัวเองซะ  หลังจากนี้นายก็เตรียมใจหน่อยล่ะ  ไอฮาเนะคงอ้อนนายหนักในช่วงนี้นะเกรียนขาว หึหึ...

-  ตอนนี้เรื่องเกี่ยวกับไอฮาเนะโผล่มานิดหนึ่งแล้ว  ซึ่งถ้าอ่านและยังจำกันได้ว่าตั้งแต่ช่วงตอนแรกๆเลยจนถึงตอนนี้  คนสำคัญของไอฮาเนะที่เกริ่นถึงมาเป็นช่วงมาตลอดยังมีแค่คนเดียว  ยังขาดอีกคนที่เป็นคนสำคัญเช่นกัน  และคนๆนั้นคือสาเหตุที่บอสใหญ่เรียกไอฮาเนะแบบนั้นค่ะ

-  หลังจากนี้ใกล้จะจบเนื้อเรื่องช่วงนี้แล้ว  จะพยายามเสริมน้ำตาลให้รีดเดอร์ทั้งหลายนะคะแต่จะค่อยๆใส่ไป  

-  เอ้า  รอบหน้า.....เกรียนขาวของเราจะได้มีบทหวานๆกับไอฮาเนะบ้างล่ะนะคะ  หลังให้ปู่ทำคะแนนนำมานานแสนนาน  เอาล่ะตานายแล้วนะแต่คงไม่ได้หวานออกหน้าออกตาเพราะเรื่องยังคงหนีไม่พ้นจากผลกระทบในตอนนี้นะคะ  ตอนหน้าคงเป็นเรื่องระหว่างสองฮงสลับกันไปล่ะค่ะ  ทั้งฮงของชายจืดและไอฮาเนะ  มาดูว่าหลังเรื่องนี้จบ...พวกเขาจะเป็นยังไงกันต่อไป






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #572 fate2209 (@fate2209) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 23:07

    อ่านไปน้ำตาก็ร่วงไป สงสารชายจืด

    แต่เพื่อความต้องการของเกรียนดำแล้วก็เพื่อทำให้ชายจืดเติบโตขึ้นเนอะ
    #572
    0
  2. #452 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 18:15
    เราชอบที่จบแบบนี้นะคะ เรามองว่าถึงจะยึดติดยังไงแต่ถ้ามองในแง่ความเป็นจริงและผลกระทบส่วนรวม สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น การที่เกรียนดำตายก็เป็นสิ่งที่ให้ผลดีมากกว่าการที่นางรอดเลย ตอนนี้อารมณ์เศร้ามันดูเป็นความเศร้าที่ละมุนสำหรับเราทากๆเลยค่ะ ชอบอารมณ์ฟิลนี้นะคะ เป็นความรักไม่สมหวังที่ไม่ได้ฟูมฟายแต่เรียบง่ายแล้วก็กินใจ เราหวังจริงๆนะคะว่าเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนราคาแพงของชายจืดที่จะทำให้นางพัฒนาต่อไป อย่าเอาแต่จมกับเรื่องเกรียนดำอย่างเดียว เอาใจใส่ดาบอื่นในฮงให้มากกว่านี้นะจ๊ะหนูจืด ชื่อยูโตะน่ารักจังเลยค่ะ แต่เราจะไม่เรียกนายว่ายูโตะนะ จะเรียกชายจืดต่อไป555555
    เรามีสาระ(?)กันไปแล้ว หลังจากนี้จะเข้าช่วงคิดวิเคราะห์อีกแล้วนะคะ (ฮา) เราเดาไว้ว่าการเคลียร์ปมเรื่องที่บ้านน้องไอน่าจะเป็นปมหลักต่อไป เพราะการจะทำให้น้องไอบูสพลังของตัวเองขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับบททดสอบซัมติงจากท่านเทพ ไม่รวมข้อแลกเปลี่ยนเรื่องขังอิชิคาว่าไว้นะคะ อันนั้นยังไม่ลืมเด้อ55555 ส่วนเรื่องอิชิคาว่าจะเป็นไงต่อนี้ก็ลุ้นๆรอๆอยู่นะคะ นายใหญ่นี่เป็นลาสบอสที่ให้อารมณ์อาเสี่ยดุหรือเล่นกับเด็กในปกครองจริงๆนะคะ (นี่มันการเปรียบเทียบอะไรกัน...) แบบนี้จะขอเรียกอาเสี่ยดีมั้ยคะ55555 (โดนโบก)

    หลังจากนี้ก็คงเรียกว่าเก็บกวาดทุกอย่างในปราสาทผีสิงและอาณาบริเวณให้มันเรียบร้อยสินะคะ ฝั่งคาคุจิคงมีหงายเงิบปนเจ็บใจแน่ๆเลย เอาตรงๆเรากลัวท่านชายอิจิของฮงชายจืดก่อเรื่องจริงๆเลยค่ะ... ขุ่นพี่ผู้พร้อมจะเป็นสายเอสเมื่อเป็นเรื่องของน้องๆ อือหือ ลองคิดไปคิดมา นี่มันมีช่องที่น้องไอจะไม่สุขสงบ(ซึ่งก็ไม่เคยสงบอยู่แล้ว) อยู่เหมือนกันนะคะเนี่ย5555555 ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าความซวยไม่มาหวยลงที่น้องไอก็ดีสิคะ... รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อค่ะ!
    ปล.แอบรู้สึกว่าตอนนี้มันสั้นแปลกๆหรือว่าเราอ่านเพลิดเพลินลื่นไหนเกินไป...55555ไรท์ไม่ต้องสนใจการบ่นไปทั่วของเราหรอกนะคะ อินี่มันเปงบ้าข่าาา
    #452
    0
  3. #451 NakiSora (@NakiSora) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 20:19

    รู้สึกห่างเหินกับการร้องไห้มานาน แต่พอมาเจอบทนี้เท่านั้นแหละ บ่อน้ำตาแตกเลยค่ะ แต่งได้อรรถรสมากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ...

    ไรท์แต่งได้ดีมากๆเลยค่ะ...
    #451
    0
  4. #450 Ning Nong (@ningnong321) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 15:37

    ร้องไห้อีกแล้ววว ยังดีที่จบไม่แน่อย่างที่คิด
    #450
    0
  5. #449 โฮคาบากิ (@141221) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 12:29

    ร้องไห้ก็จริงแต่ตับไมพัง!! น้ำตาแตกตรงคำว่ารักเนี้ยแหละ ToT รออ่านต่อนะคะ

    #ความจริงมักโหดร้ายเสมอ แต่เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

    #449
    0
  6. #448 Llewellyn (@valkyre) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 10:59
    ไม่ได้ร้องไห้มานานแล้วค่ะ ฮือ ปวดใจ ฮือออออออ

    แต่ก็รู้สึกว่าจบแบบนี้มันก็สมเหตุสมผลดีแล้ว แต่มันก็ แง้
    #448
    0
  7. #447 Pencill CaSe (@ingfhakaewsri) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 10:24

    จบดีแล้วล่ะค่ะ จบแบบนี้ดีแล้ว ;-;

    ในความเป็นจริงปาฏิหาริย์มันไม่ใช่สิ่งที่พอต้องการก็จะมีขึ้นมาเสียดื้อๆ บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่าโลกมันไม่ได้สวยงามแค่อย่างเดียว แต่บางครั้งมันก็โหดร้าย

    ไรท์แต่งดีมาก ขอบคุณค่ะ ถือซะว่าอัพเลเวลตับ-
    #447
    0
  8. #446 Nana =W= (@nana13579) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 10:11
    อ่านจบคือน้ำตาไหลเลยค่ะ เหมือนว่าเข้าใจอารมณ์ของโอยาคิริกับทสึรุ ไรท์บรรยายออกมาได้กินใจมากๆเลยค่ะ แต่ถ้าปวดตับมั้ยเราว่าไม่ค่อยนะ มันออกไปทางปวดใจมากกว่า คือตอนนี้ใครเมนทสึรุคือตายไปเลยค่ะ;_;
    #446
    0
  9. วันที่ 5 เมษายน 2562 / 07:31

    ตับยังอยู่เเต่น้ำตากลั้นไม่อยู่ค่ะ
    #445
    0
  10. #444 tori-chanchan (@tori-chanchan) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 07:10
    ก็คาดไว้อยู่แล้วว่าปาฏิหาริย์คงไม่มีจริง ถึงรอดไปได้โทษของกระเรียนดำก็คงทำให้หายไปได้ยากจากเพื่อนร่วมฮงอยู่ดี
    สารภาพว่าตอนนี้อ่านแล้วน้ำตาไหลจริงๆค่ะ สะเทือนอารมณ์เข้าถึงมาก
    #444
    0
  11. #443 KazukiRei (@benjarath) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 05:12
    จะมีใครว่าเราแปลกไหม
    เรากลับชอบตอนจบแบบนี้มมกกว่า คือมันดูสมเหตุสมผมที่สุดแล้ว

    ถามว่าตับพังไหม?///แค่เกือบๆนะ เพราะมันก็ยังมีความอบอุ่นของสายสัมพันธ์ทั้งสองคนมาแทรกความเศร้าอยู่บ้าง จะว่าไงดีชวนให้ร้องไห้แต่ก็ทำให้ยิ้มได้เหมือนกัน
    เอาเป็นว่าไรท์แต่งออกมาได้ดีมากๆเลย อ่านแล้วไม่รู้สึกติดขัดอะไร
    ยังตอนต่อไปขอเร็วๆได้ไหม พลีส~~~
    รู้สึกค้างคา และต้องการความหวานด่วนๆ
    #443
    0
  12. #442 POIÄNGEL (@sommar23) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 03:32
    เม้นก่อนอ่าน กำลังนั่งคิดถึงอยู่พอดี กำลังอยากหาเรื่องหนุกๆ อ่าน แต่ดูจากคอมเม้น....ตับน่าจะโอเค???
    #442
    0
  13. #441 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 02:34

    แบบที่คิดจริงๆด้วย เพราะอย่างที่ว่าว่ามันเกินเยียวยาแล้ว

    ความผิดที่ทำไว้มันคงหายไปไม่ได้ง่ายๆแค่คำว่าขอโทษ ต่อให้กลับไปได้ก็คงไม่เหมือนเดิม

    ..ถ้าเอาในความคิดเรา ถ้าหลังจากนี้อยากให้แฮปปี้ อย่างดีที่สุดคงได้แค่ว่าพอทสึรุมารุคนใหม่มาถึงแล้วจะพอจะมีความรู้สึกตกค้างบางอย่างมาจากทสึรุคนเก่าบ้าง แค่นั้น

    ..แต่คิดว่าน่าจะยาก อาจกลายเป็นว่ายิ่งทสึรุคนใหม่มาถึงโอยาคิริอาจจะเฮิร์ทหนักกว่าเดิม เพราะยิ่งมองยิ่งนึกถึงคนเก่าก็เป็นได้ ..โอยาคิรินางน่าสงสารนะ เพียรพยายามทำบางอย่างแทบตาย สุดท้ายกลับพังทลายไปต่อหน้า เพราะฉะนั้นการที่นางแทบเสียศูนย์ไม่ยอมปล่อยมือจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

    ปล. เราชอบภาษาและบรรยากาศครึ่งแรกของตอนนี้มากเลยค่ะ มันดึงอารมณ์มากจริงๆ ทำให้ได้เห็นในมุมมองของเจ้ากระเรียนนั่นด้วยว่าคิดเห็นอย่างไร ..แต่พอไอโผล่มาฉะกับกระเรียนดำทีเหมือนอารมณ์โดนเบรก จากซึ้งๆเมื่อกี้คือฮาา ยังคงเถียงกันสนุกเหมือนเดิม-w- แต่แค่หลังจากซีนนั้นผ่านไป ถึงคราวต้องดึงอารมณ์กลับมามันเลยดึงกลับมายากนิดนึง55 แบบดึงกลับมาได้ไม่เท่าช่วงแรก



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 เมษายน 2562 / 02:48
    #441
    0
  14. #440 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 01:25
    ไรท์ทำไมถึงทำร้ายกันได้ขนาดนี้ตับเราไปหมดแล้วววววววฮรือออเศร้ามากอะอะไรคือการที่ชายจืดมาบอกรักเกรียนดำตอนต้องฆ่าด้วยแล้วอะไรคือการที่เกรียนดำบอกว่าข้าก็รักเจ้าเด็กน้อยของข้าฮรือออไม่ไหวแล้วตอนนี้นี่คือนั่งน้ำตาไหลเงียบๆ///คนสำคัญที่กล่าวถึงบ่อยๆนี่ไม่ใช่แค่พ่อแม่หรอกรึหรือยังมีใครอีกงงหนักมากแล้วบอสลับนั่นรู้เรื่องของไอฮาเนะได้ยังไงมันเป็นใครรรเลวทรามต่ำช้ามากพูดแบนั้นไม่พอมาฆ่าเกรียนดำอี้กปวดใจยิ่งนัก///ตอนหน้าเกรียนขาวก็สุขใจไปนานๆแน่ๆเลยเพราะช่วงนี้โดนไอฮาเนะอ้อนไปเพราะเกรียนดำตายแอบอยากให้มีฉากไอฮาเนะติดเกรียนขาวมากๆตอนอยู่ฮงมารุนะจะได้เห็นคนอื่นหึง5555แล้วก็อยากให้ตอนหน้าแอบมีเฉลยปมของไอฮาเนะบ้างก็ได้นะต่อมเผือกเรามันทำงานอะ///เขียนเกี่ยวกับตอนที่ไอให้เพลิงกับพวกศาสตาด้วยได้มั้ยอะอยากรู้ว่าให้ตอนไหนทำยังไงแล้วใครได้บ้างถ้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องแต่งก็ได้ค่ะแค่บอกมานิดๆหน่อยก็ได้///ส่วนเรื่องบททดสอบนี่ก่อนโอโซเรป้ะคะเราไม่แน่ใจเพราะไรท์บอกว่าไอต้องอัพเกรดพลังด้วย//ตอนหน้าขอฉากต่อสู้ด้วยก็ดีนะคะเราต้องการบู๊มากเลยตอนนี้ขอมาม่า(ดราม่า)กับน้ำตาลด้วยนะคะช่วงนี้ขาดสารอาหารคริคริ///รอนะคะรีบมาต่อไวๆน้าเอาแบบไวที่สุดเลยอะเราทนอ่านตอนหน้าไม่ไหวแล้ว
    #440
    0
  15. #439 Marius Yo (@tongue) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 00:09
    บีบรัดหัวใจมากอะ ได้แต่หวังสักวันว่าอย่าให้มีเหตุการณ์อย่างนี้ในชีวิตจริงหรือคล้ายคลึง คงทนไม่ไหวเป็นเหมือนชายจืด
    #439
    0
  16. #438 MeowV (@MeowV) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 00:02

    ก็คิดไว้บ้างแล้วว่าต้องจบไม่สวยแต่ก็นะความสูญเสียนี่ล่ะ ตัวผลักดันให้ผู้คนก้าวต่อไป^^
    #438
    0
  17. #437 Baiboun (@Baiboun) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 23:43
    ปวดตับมากๆเลยค่ะ;-;
    #437
    0