Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 75 : Special Story 11 เกี่ยวก้อยสัญญาของเราสามคน [Kashuu Kiyomitsu X Saniwa X Yamatonokami Yasusada]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 645
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    18 มิ.ย. 62





                         เขาคิดเสมอเลย  ...

                         ว่าการมัวแต่หันกลับมามองข้างหลังมันดีหรือเปล่านะ?

                         การหวนกกลับมามองย้อนไปยังอดีตในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเจ้านายคนเก่าเนี่ย  มันเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือ?

                         เขาน่ะคิดเสมอแหละ  คิดถึงกระทั่งการนำเจ้านายคนเก่ามาเปรียบเทียบเจ้านายคนใหม่  แน่นอนว่ามันไม่สมควร  

                         จะด้วยอะไรก็แล้วแต่มันไม่สมควรเลยจริงๆ  

                         แต่เขาก็ยังทำ...ทำในทุกครั้งที่ได้รับกายเนื้อครั้งใหม่

                         จนทำให้ตัวเขานั้นถูกคิโยมิทสึตำหนิบ่อยครั้ง

                         ก็นะ  คิโยมิทสึไม่ได้ผูกพันธ์กับเขาคนนั้นนี่นา  แถมยังมีอดีตที่ไม่ดีเพราะตัวเองเคยบิ่นไปครั้งหนึ่งจึงถูกทอดทิ้ง

                         ดังนั้นจะโกรธเกลียด  ไม่ชอบก็คงไม่แปลก

                         ฉะนั้นแล้วเขาจึงไม่รังเกียจที่จะเปิดใจรับใช้เจ้านายคนใหม่เรื่อยๆ  จวบจนมาถึงนายท่านคนปัจจุบันที่อีกฝ่ายยินยอมทำทุกอย่างด้วยใบหน้าสุขใจ

                         อิจฉาไหม?  ขอตอบตามความจริงว่าครั้งหนึ่งเคยอิจฉาแต่ความอิจฉานั้นได้หายไปแล้ว

                         เพราะตัวเขาไม่ใช่ที่สอง  ถึงจะดูเหมือนคิโยมิทสึมาเป็นที่หนึ่งเสมอก็ตาม  

                         แต่เขาก็ไม่เคยถูกละเลยหรือโดนทิ้งขว้าง  ยังคงดูแลดีอาจจะไม่สนิทใจด้วย  แต่หลังจากวันนั้นพวกเราได้คุยกันมากขึ้น  ได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น

                         จนเขาเผลอหวนนึกไปถึงช่วงเวลาของเจ้านายคนเก่า  โอคิตะคุง....

                         ความคล้ายคลึงของสองเจ้านายนั้นชวนให้เขาโหยหา  ในเรื่องไหนน่ะหรือ?  ก็คงความเป็นมิตรยามอยู่กับเพื่อนพ้องแต่ความเป็นมิตรจะกลายเป็นความโหดเหี้ยมยามทำหน้าที่

                         ทั้งสองคล้ายกันตรงเนี้ยนั่นแหละ

                         แต่ว่านะ  ถึงจะคล้ายกันแต่ตัวเขาอยู่ตรงนี้นี่นา  ดังนั้นแล้วเพื่อที่จะก้าวต่อไปจะหยุดอยู่กับที่แล้วเอาแต่หวนนึกถึงอดีตต่อไปไม่ได้แล้ว

                         ฉะนั้น...ก็จะลืมเขาคนนั้น

                         เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ  

                         และเมื่อลืมได้แล้วตัวตนนี้ก็จะกลายเป็นดาบเพียงคนเดียวของนางเท่านั้น...

                         ใช่แล้ว...แบบนี้แหละดีแล้ว  ลืมโอคิตะคุงซะเพราะยามนี้เจ้านายคนสำคัญไม่ใช่โอคิตะคุงแต่เป็นนาง

                         นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วสำหรับความคิดของยามาโตะโนะคามิ

                         ทว่า

                         ในส่วนลึกของจิตใจ

                         เขากลับรู้สึกเจ็บปวด...  เขาไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรในเมื่อตัวเองก็ทำตามที่โอคิตะได้ร้องขอไว้แล้ว  

                         ทำไมเขายังเจ็บปวดอีกนะ

                         ขณะคิดอยู่ในภวังค์เสียงร้องเรียกยานคางก็ดังขึ้นไม่ห่างไกลนัก

                         "โฮ่ยยย...."

                         ร่างในชุดออกรบสีแดงของสหายร่วมรบอันคุ้นตาเดินเข้ามาใกล้  

                         ไม่ใช่ใครอื่นใด  นอกจากคะชู  คิโยมิทสึนั่นเอง

                         "เจ้าจะมาเหม่อในสนามรบไม่ได้นะ  นี่ถ้านางมาเห็นต้องเทศนาเจ้าหูชาแน่โทษฐานทำตัวประมาทกลางสนามรบ"  
ชายหนุ่มผมดำผู้มีดวงตาสีเดียวกับนายหญิงคนปัจจุบันยิ้ม  ดวงตาคู่งามยังทอประกายระริกอย่างสนุกสนาน

                         เมื่อเห็นร่องรอยความสนุกเพราะอีกฝ่ายคงไม่พ้นเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเด็กสาวผู้นั้น  ยามาโมโตะก็ถอนหายใจแล้วยิ้มอย่างปลงๆ

                         "ทำไมช่วงนี้เจ้าหาเรื่องให้นางเทศน์ข้านักล่ะคิโยมิทสึ"

                         "เพราะเจ้าเหม่อยังไงล่ะ  ถ้าไม่อยากให้ข้าไปฟ้องนางละก็  เจ้าก็อย่าเหม่อสิ!"  คะชูหยักยิ้มกวนๆ  โดยซุกซ่อนความเป็นห่วงเอาไว้ในใจ

                         ช่วงนี้อีกฝ่ายชอบเหม่อลอยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ  แต่นั่นก็แค่ตอนอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น  ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้หลุดรอดสายตาจากเจ้าของเรือนไปได้เลย  เด็กสาวผู้นั้นมาปรึกษาและเปรยถึงเรื่องเนื้อความในจดหมายฉบับสุดท้ายว่านางเป็นห่วง

                         "การลืมน่ะมันก็ไม่ผิดหรอก  แต่การลืมเลือนคนสำคัญน่ะฉันไม่ค่อยเห็นด้วยหรอกนะ  ต่อให้อยากก้าวเดินต่อ...แค่จดจำเขาเอาไว้ก็ได้นี่นา...แบบนั้นก็สามารถเดินต่อไปได้เหมือนกันนะ"

                         มันเป็นเรื่องที่พูดได้ยากลำบาก  สำหรับคนที่ยึดติดกับโอคิตะ  โซจิอย่างอีกฝ่ายแล้วนั้น  การลืมอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาก็ได้  นั่นก็เพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อโดยสามารถรับใช้เจ้านายคนปัจจุบันได้อย่างหมดหัวใจ

                         ดังนั้นการลืมก็คงเป็นทางเลือกเดียวสำหรับยามาโมโตะ  ยาสุซาดะล่ะนะ

                         คะชูนึกคิดแล้วปวดหัว  สำหรับเขาการได้พบเจอนายเก่าก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไร  อาจจะเพราะการอยู่กับนายคนปัจจุบันทำให้เขารู้สึกยินดีและมีคุณค่าอย่างมากก็ว่าได้  ดังนั้นแล้วการได้หวนกลับไปเจอกันกับนายเก่าเลยไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรมากมายนัก

                         ฟังถ้อยคำต่อว่า  ยามาโมโตะก็หัวเราะร่าอย่างไม่ถือสาอะไรก่อนจะสะบัดคมดาบที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดเล็กน้อยก่อนจะเก็บเข้าฝัก

                         "ข้าจำได้ดีล่ะน่า  แต่ว่านะไม่มีอะไรเหลือแล้วนี่  พวกเราได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด  ไร้คนบาดเจ็บ  ไร้การสูญเสีย"

                         ผลการรบครั้งนี้ออกมาดีเป็นอย่างมาก แทบไม่มีใครได้รับรอยขีดข่วนด้วยซ้ำ  กระนั้นคะชูก็มองอย่างหงุดหงิดขณะแย้งเสียงเรียบ

                         "แล้วเจ้าก็ได้  MVP..."

                         ได้ยินน้ำเสียงหงุดหงิดนั่น  ยามาโตะโนะคามิก็เริ่มนึกสนุกอยากแหย่กลับไปบ้าง

                         "เน่...คิโยมิทสึคงไม่ได้อิจฉาที่ข้าได้ MVP หรอกนะ?"  ชายหนุ่มผมดำนัยน์ตาสีฟ้าทอประกายหยอกล้อ  และรอยยิ้มชอบใจก็ประดับบนใบหน้ามากขึ้นหลังเห็นเค้าหน้าของอีกฝ่ายขึ้นสี

                         "บะบ้าเหรอ!  ข้าจะอิจฉาเจ้าทำไม!  ข้าก็ได้ MVP  ออกจะบ่อย!"

                         "ก็จริงน้า  ดังนั้นถ้ารอบต่อๆไปข้าได้ MVP ต่อเนื่องก็ไม่มีปัญหาเนอะ?"

                         "น้อยๆหน่อยเฟ้ย!  ถึงเจ้าจะกลับจากการฝึกฝนจนเก่งขึ้นก็จริง!  แต่ก็ใช่ว่าข้าจะยอมให้เจ้าแย่งตำแหน่งผู้ที่ครองสถิติ MVP มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งไปหรอกนะ!"

                         "จ้าๆ..."  ยามาโมโตะหัวเราะร่วนพลางเหลือบตาไปมองเพื่อนพ้องที่เพิ่งจัดการศัตรูเสร็จสิ้นแล้วอมยิ้มเล็กน้อย  ตอนนี้หลังจากได้อาละวาดจนได้เหงื่อชุ่มหลังเขาก็รู้สึกสบายอารมณ์มากขึ้นแล้ว

                         "งั้นกลับกันดีกว่าไหม?  ข้าอยากจะอวดนางจังว่าข้าได้ MVP น่ะ"

                         "น้อยๆหน่อย!  เจ้าก็ได้  MVP  บ่อยแล้ว!  นางไม่ดีใจหรอกน่า!"

                         "อ๋าาา~....คิโยมิทสึไม่อิจฉาข้าสิ~..."

                         "ไม่!  ข้าไม่ได้อิจฉา!"

                         "แต่หน้าแดงแล้วน้า~"

                         เมื่อโดนหยอกล้อหนักมากขึ้น  ท้ายสุดคะชูผู้หน้าแดงเหลือเกินก็ตะโกนก้องอย่างโมโห

                         "ก็บอกไม่ได้อิจฉาไงล่ะเฟ้ย!!"




                         แม้ทางสนามรบยังมีความครื้นเครง  

                         แต่พวกเขายังไม่ทราบเรื่องราวของภายในเรือน ณ ขณะนี้ที่บรรยากาศกำลังอึมครึม

                         ทำไมน่ะเหรอ?

                         สาเหตุก็เพราะนายท่านคนสำคัญของเรือน

                         ป่วย (อีกแล้ว) ยังไงล่ะ

                         ไอฮาเนะนั้นเกลียดการที่ตัวเองล้มป่วย...ไม่ว่าจะหวัดหรืออะไรเธอก็ไม่ชอบ  มันก็เป็นเรื่อปกติของคนทั่วไปที่ไม่ต้องการเจ็บไข้ได้ป่วยถูกไหมล่ะ?

                         ดังนั้นแล้วเด็กสาวจึงพยายามรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด  คอยระมัดระวังสิ่งที่อาจทำให้ตัวเองเจ็บและล้มป่วยอยู่เสมอ  จวบจนได้มาเป็นซานิวะ  การเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เคยเกิดขึ้นเพราะพรจากเทพอินาริที่คอยปกปักรักษาฮงมารุนั่นเอง

                         กระนั้นก็มีบางสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงการล้มหมอนนอนเสื่อไม่ได้เหมือนกัน

                         เหมือนเช่นตอนนี้ไงล่ะ

                         เด็กสาวที่ล้มตัวลงนอนได้แต่นอนเหม่อมองเพดาน  ด้านข้างก็มียะเก็นและพี่หมอของเธอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ  ก่อนรอยยิ้มเจื่อนๆจะปรากฏบนใบหน้าของร่างบางยามนึกถึงเรื่องราวเก่าๆขึ้นมาได้

                         "หวนให้นึกถึงเมื่อก่อนเลยนะ"

                         "ยังจะมาพูดเล่นอีกหรือขอรับ  ทั้งที่ไม่น่ามีอาการใดๆอีกแล้วทำไมจึงได้นอนหมดสภาพเช่นนี้กันเล่า?"

                         ได้ยินน้ำเสียงดุๆที่ปะปนไปด้วยความกังวล  ไอฮาเนะได้แต่ถอนหายใจแล้วอธิบายเสียงราบเรียบ

                         "ในศึกนั้นน่ะเต็มไปด้วยไอพิษเชียวนะ  ต่อให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือปกป้องตัวเองยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดีนั่นแหละพี่หมอ"  ว่าแล้วก็ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย  

                         เพราะไม่ต้องการตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เหมือนเมื่อครั้งก่อนอีก  ทำให้ไอฮาเนะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการขจัดไอพิษออกจากร่างอยู่บ่อยครั้ง  สืบเนื่องจากการที่ตัวเองลงศึกในการปะทะโยมิติดต่อกันมาอย่างยาวนานและเป็นซานิวะเพียงคนเดียวก็ว่าได้ที่สัมผัสกับไอพิษมากกว่าคนอื่น  ฉะนั้นแล้วตัวเด็กสาวจึงได้รับผลกระทบจากไอพิษมากที่สุด  

                         ดังนั้นแล้วการขจัดไอพิษออกไปจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เลวร้ายต่อร่างกายได้

                         นี่ก็เป็นอีกครั้งเช่นกัน  แต่ด้วยครั้งนี้เป็นการรบที่หนักหน่วงประกอบกับสัมผัสไอพิษกันติดต่อเป็นเวลานาน

                         ยามเมื่อดื่มน้ำที่เทพอินาริมอบให้  ผลจึงทำให้หมดสภาพอย่างที่เห็น  แม้ไม่หนักหนาเทียบเท่าครั้งแรกแต่ก็ทำเอาคนที่ไม่ค่อยป่วยถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียว

                         "ให้ตายสิ  เหมือนโดนล้างท้องชอบกล"

                         ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนก็ยังดีๆ  กะว่าจะเคลียร์งานแล้วพักให้เต็มที่สักวันสองวันแล้วค่อยจัดการขจัดไอพิษเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดการอะไรต่อไปแท้ๆ

                         แต่ไหงพอดื่มปุ๊บก็ร่วงปั๊บก็ไม่รู้

                         เด็กสาวคิดอย่างละเหี่ยใจ  ทั้งที่เธอยังแข็งแรงออกไปเดินตลาดเล่นได้อยู่เลย...

                         เฮ้อ  รู้งี้เผื่อเวลานอนซมแบบนี้สักหน่อยก็น่าจะดี  ให้ตายสิแบบนี้เหมือนอู้งานเลยแหะ

                         ไอฮาเนะรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม  แต่ดูเหมือนจะมีใครบางคนหงุดหงิดเสียมากกว่า

                         "ยังจะพูดเล่นอีกนะขอรับ"

                         เจอเสียงดุของผู้ปกครองหมายเลขหนึ่ง  ไอ้ความหงุดหงิดที่มีในใจพลันต้องหดหาย  ไอฮาเนะไม่อยากเสี่ยงกับโทสะของดาบใหญ่ให้มากไปกว่านี้นัก  เพราะแค่ตอนนี้หน้าตาของดาบใหญ่ผู้ใจดีก็มึดครึ้มจนน่าสยอง  ก่อนตัดสินใจเอ่ยปลอบประโลมเสียเอง

                         "โธ่....อยู่สภาพนี้แล้วขอให้บรรยากาศมันผ่อนคลายหน่อยได้ไหม  รู้ไหม?  แค่หันไปเห็นหน้าพี่หมอกับยะเก็นฉันก็เครียดแล้ว"

                         ไม่ใช่แค่เพราะเกรงต่อน้ำเสียงเพียงอย่างเดียว  แต่แค่สีหน้าของทั้งสองก็นึกปวดหัวแล้ว  ทั้งที่ไม่ใช่คนเจ็บแท้ๆ  แต่ทำหน้าราวกับเจ็บปวดหนักหนากว่าเธอเสียอีก  

                         "อย่าห่วงเลย  อีกสักวันสองวันก็น่าจะฟื้นตัวดี  พวกพี่หมอก็อย่าทำหน้าเครียดนักเดี๋ยวคนอื่นในเรือนจะเครียดตาม  มันไม่ค่อยดีนัก"  เธอคิดถึงใบหน้าของคนมาเฝ้าไข้ในช่วงเวลานั้นแล้วอดคิดหนักไม่ได้  ตัวเธอไม่ได้อยากให้มีคนมาเฝ้าแต่พวกเขาก็ไม่ยินยอมเอาแต่บอกว่าถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะมีใครรู้ได้ยังไง  ทำถึงขนาดจะนอนเฝ้าด้านนอกเรือนเผื่อมีไข้ขึ้นตอนกลางคืนจะได้มีคนไปเรียกพวกยะเก็นหรืออิชิคิริมารุทัน  เล่นเอาช่วงนั้นไอฮาเนะเริ่มคล้ายกลับไปเป็นเด็กน้อยที่ต้องมีคนคอยประคบประหงมเลยทีเดียวเชียวล่ะ

                         "ข้าก็ไม่ได้อยากให้คนอื่นเครียด  แต่..."  พูดไปสักพักพี่หมอก็ถอนหายใจเฮือกโต  ซึ่งเด็กหนุ่มด้านข้างก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกันนักขณะเอื้อมไปหยิบผ้ามาบิดให้หมาดแล้ววางแปะบนหน้าผาก

                         "อากาศร้อนพอควรก็จริงแต่ก็ต้องระวัง  ท่านยังมีไข้อยู่อย่าฝืนลุกไปไหนนัก  เดี๋ยวข้าจะแง้มบานประตูออกไว้และเปิดหน้าต่างระบายสักหน่อย  น่าจะไม่ทำให้อึดอัดหรอกนะ?"  ยะเก็นหันมาถามซึ่งไอฮาเนะก็พยักหน้า  การต้องหมกตัวในผ้าห่มทั้งที่อากาศกำลังร้อนมากขึ้นไม่ใช่เรื่องดี  ถามว่าทำไมไม่ใช่ลูกแก้วทำความเย็นน่ะเหรอ?

                         คำตอบก็เพราะใช้ไปได้แปปเดียวเธอก็หนาวยะเยือก  ท้ายสุดยะเก็นต้องสั่งห้าม  เขาบอกว่ารอให้ไข้ลดอีกสักนิดดีกว่า  ตอนนี้ใช้ระบบการทำความเย็นแบบธรรมชาติไปแทนละกัน

                         เด็กสาวคิดอย่างละเหี่ยใจ  ก่อนพยักหน้าอย่างจำยอมพลันนึกขึ้นได้

                         "จริงสิ  อีกไม่นานพวกที่ออกไปด้านนอกคงจะกลับมาแล้ว"  แค่คิดถึงรายชื่อคนที่ออกไปก็หน้ามุ่ยลง  

                         "อา  ใช่แล้วล่ะใกล้ได้เวลาแล้วนี่นะ  แต่ข้าไม่อนุญาตให้ท่านออกไปรอพบพวกเขาหรอกนะ"

                         "แต่พี่หมอ...."

                         "ไม่ได้ขอรับ  หากท่านฝืนร่างกายจนทรุดหนักถึงตอนนั้นจะให้พวกข้าทำยังไงกัน  อย่างไรก็ตามข้าอยากให้ท่านพักฟื้นให้แข็งแรงมากกว่านี้  ดังนั้นอย่าดื้อนะขอรับ"  โดนสายตาดุๆของผู้ปกครองนายสาวผู้ดื้อรั้นก็จำต้องยอมแพ้  

                         ว่าแต่พี่หมอจ๋าอย่ายิ้มน่าขนลุกแบบนั้นสิ  พี่หมอโหมดนี้ข้าพเจ้าไม่ชินเล้ย!

                         เห็นเจ้านายจอมดื้อยอมพ่ายแพ้ดาบใหญ่ก็ยิ้มแย้มอย่างสว่างสดใสในทันที  อาจเพราะเป็นหนแรกกระมังที่เอาชนะนางได้แบบเด็ดขาดเช่นนี้ดังนั้นจึงยินดีมากเป็นพิเศษ  โอดาจิหันมาสั่งความเพิ่มเติมกับทันโทวอีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวออกไปรอต้อนรับพร้อมแจ้งข่าวเรื่องเจ้านายป่วยให้ทราบด้วยตัวเอง

                         ปล่อยทิ้งยะเก็นที่ก้มมองแล้วยิ้มเจื่อนให้เจ้านายผู้นอนสิ้นฤทธิ์อย่างขำขัน

                         "เห็นท่านสภาพนี้แล้วไม่เคยชินตา  แต่อย่างที่อิชิคิริมารุว่าอย่าดื้อรั้นนัก  เพราะนอกเหนือจากต้องเผชิญกับโทสะของเขาแล้ว  ท่านอาจเจออีกหลายคนมานั่งด้านข้างแล้วเทศนาหากท่านยังริจะดื้อต่อน่ะนะ"

                         "ไม่ต้องขู่หรอกน่า  คิดว่าไม่รู้เหรอ  ไม่งั้นจะยอมแพ้  ไม่ดื้อแบบนี้ทำไมกันล่ะ?"

                         เธอรู้ดี  แค่ตอนนี้ล้มป่วยลงพวกดาบยิ่งระมัดระวังมากกว่าเดิม  กล่าวคือจากเดิมที่ประคบประหงมเธอสุดๆแล้วมายามนี้อาจจะยิ่งระวังกว่าเดิมหลายเท่าตัว

                         "ป่วยแบบนี้ไม่ดีเลยน้า...."

                         "มีใครอยากป่วยกันบ้างล่ะท่านไอ  เฮ้อ  หากไอพิษไม่มีผลกระทบกับท่านละก็นั่นคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ  ว่าแต่ไม่มีวิธีในการป้องกันหรือทำอะไรสักอย่างหรือไรกันนะ  ถ้าต้องให้ท่านต้องมีสภาพแบบนี้ไปตลอดข้าว่ามันคงไม่ดีเท่าไหร่  เอาไว้ข้าจะถามคอนโนสุเกะอีกหนละกัน"

                         "เอ่อ  ไม่ต้องก็ได้มั้ง"

                         ยะเก็นหรี่ตาทำหน้าสงสัย  "ทำไมล่ะ?  นี่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของท่านนะ  ข้าในฐานะหมอประจำเรือนคนนึงข้าย่อมต้องหาวิธีการรักษาและป้องกันท่านนะ"

                         "ก็รู้อยู่หรอก"

                         "รึท่านสนุกกับการเป็นเช่นนี้"

                         "จะบ้าเหรอยะเก็น!  โดนล้างท้องแบบนี้มันสนุกตรงไหนกันเล่า!"  เพราะเถียงกลับด้วยเสียงอันดังจนรู้สึกแสบคอ  เด็กสาวถึงกับเบ้หน้าแล้วเริ่มไอค่อกแค่ก  เดือดร้อนทันโทวที่ต้องหันไปรินน้ำอุ่นมาแล้วช่วยประคองให้ดื่ม

                         "สภาพเช่นนี้แล้วยังจะใช้เสียงดังอีก  เอาเป็นค่อยมาคุยกันดีกว่า  ให้ท่านค่อยยังชั่วกว่านี้แล้วเราค่อยมาคุยกันในเรื่องนี้ดีหรือไม่?"  เพราะการพูดคุยเมื่อครู่คงทำให้เด็กสาวหงุดหงิด  ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ขึ้นเสียงอันดังเช่นนั้นแน่  ยะเก็นครุ่นคิดว่าเขาไม่ควรสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้เป็นนาย   อย่างไรเสียสิ่งสำคัญคือการให้นายสาวได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อที่ร่างกายจะฟื้นสภาพโดยเร็วเท่านั้นก็พอ

                         "เอาล่ะ  ข้าจะไม่ถามหรือบ่นอะไรท่านแล้ว  ท่านนอนพักเถอะนะ"

                         เด็กหนุ่มใช้น้ำเสียงที่อผ่อนปรนลง  ยิ่งเห็นนางหอบหายใจเพราะเหนื่อยจากการไอแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด  

                         ยะเก็นค่อยๆเอนร่างให้ไอฮาเนะล้มตัวลงไปนอนอย่างเบามือที่สุดแล้วเลื่อนผ้าห่มมาปิดคลุมร่าง  ก่อนขยับไปนั่งด้านข้างมือหยิบหนังสือสมุนไพรมาถือไว้เตรียมอ่าน  เขายิ้มละไมยามเห็นเด็กสาวเอียงศรีษะมาจ้องมองเขาตาแป๋ว

                         "นอนเถอะท่านไอ"

                         "แต่ถ้าพวกนั้นกลับมา  นอนไปก็เหมือนไม่ได้นอน"

                         ยะเก็นหัวเราะแผ่วเบาเพราะนึกเห็นด้วย  ลองสองคนนั้นทราบเรื่องคงดิ่งมาที่เรือนนี้แน่ๆ  และด้วยเสียงฝีเท้าที่เกิดจากความร้อนรนคงปลุกให้คนป่วยตื่นจากการพักผ่อนอยู่ดี  

                         มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร  เพราะยังไงทุกคนก็ทราบดี  แต่เขาเป็นหมอ  และนางเป็นคนไข้ที่เขาต้องดูแล  ต่อให้ห่วงหาเพียงไรเขาก็ไม่ยินยอมให้พวกนั้นมารบกวนเวลาพักผ่อนของคนป่วยหรอกนะ

                         "อย่ากังวล  ข้าไม่ให้เจ้าพวกนั้นรบกวนท่านแน่ๆ"

                         ยะเก็นย้ำหนักแน่น  แต่นายสาวยังลังเล  เธอร้องถามเสียงเบา

                         "แน่นะ?"

                         "อืม  สัญญาเลย"  

                         เขายิ้มให้อีกหนเพื่อยืนยันคำพูด

                         และนั่นทำให้ไอฮาเนะยินยอมหลับตาลงในที่สุด




                         คะชูผู้กลับมาถึงยังฮงมารุร้องเรียกนายสาวเสียงเจือเเจ้ว  หากแต่คนอื่นที่มารอมีสีหน้าไม่ค่อยดีจากรอยยิ้มที่เริงร่าเหมือนกับเพื่อนพ้องที่ไปรบก็ค่อยๆเลือนหาย  คำถามแรกที่ถามต่อคือเกิดอะไรขึ้น  ก่อนจะมีคำถามอื่นๆทยอยถามออกมาอย่าง  นางไปไหน?  เกิดอะไรกับนางหรือยังไง?  ทำไมทำหน้าแบบนั้น  อย่าเงียบสิโว้ย!  ตอบมาเซ่!  อะไรทำนองนี้

                         เห็นได้ชัดว่าจากอารมณ์ยินดีกลับกลายเป็นความหงุดหงิดและโกรธา  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคู่หูด้านข้างที่จ้องเขม็งราวกับต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้ยิ่งสร้างความสยดสยองแก่ผู้ที่มารับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

                         จวบจนโอดาจิปรากฏร่างแล้วประกาศแจ้งนั่นแหละ  ทุกอย่างก็เงียบไปอย่างฉับพลัน  ก่อนคะชูคนเดิมเพิ่มเติมคือเสียงร้องถามที่ดังสนั่นจะดังขึ้น

                         "นางป่วย!?  ได้ไง!?  วันก่อนนางยังออกไปเดินตลาดแล้วกลับมาสบายดีแท้ๆ!  เกิดอะไรขึ้นกันแน่อิชิคิริมารุ!"

                         "ก็เรื่องเดิม  การขับไอพิษนั่นแหละ"

                         ดาบใหญ่อธิบายอย่างใจเย็นเตรียมสรุปเรื่องราวแบบย่อทั้งหมด  แต่ไม่ทันไรสองดาบลำดับที่หนึ่งและสองก็พุ่งพรวดผ่านร่างเขาบ่ายหน้าไปยังเรือนของซานิวะ

                         อิชิคิริมารุทำหน้าสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจโดยมีสายตารอบข้างมองอย่างเห็นใจ

                         "เจ้าพวกนั้น...ไม่ฟังกันเลย"

                         "ก็ไม่แปลกหรอก  ถ้าเป็นเรื่องของนายท่านเจ้าพวกนั้นอยู่ไม่สุขหรอก"  นิฮงโกเอ่ยอย่างขำๆ  ความหวงแหนเจ้านายนั้นสองดาบนั่นคงครองเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี  "พูดยาก  สองคนนั้นรักและหวงนางอย่างกับอะไรดี  นางป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมาแม้นิดหน่อยพวกนั้นก็แทบจะเป็นจะตายกันแล้ว..."

                         "ข้ารู้  แต่อย่างน้อยฟังให้จบ...."

                         ไม่ได้เหรอไงวะ!

                         ถ้อยคำหลังนั้นดาบใหญ่ไม่ได้เอ่ยออกไปแต่อย่างใด  เพราะดูไม่เหมาะสมสำหรับเด็กน้อยที่ยืนรอฟังคำอธิบายของเขาอยู่  อิชิคิริมารุถอนหายใจอีกหนแล้วอธิบายต่อเสียงเรียบ  พร้อมกำชับไม่ให้ใครไปทำเสียงดังรบกวนเพื่อให้เจ้านายได้พักผ่อนเต็มที่

                         "รวมทั้งพวกเจ้าเองก็อย่าไปกวนมากนัก  ข้ารู้ว่าห่วงแต่นางคงไม่ยินดีหากเจ้าจะไปเยี่ยมนางทุกเวลา  อย่างไรก็ดี...ช่วงนี้เจ้าอย่าก่อเรื่องนักล่ะทสึรุมารุ...รวมทั้งเจ้าด้วยมิคาสึกิ"

                         "ข้ารู้แล้วน่า"  กระเรียนขาวตอบรับเสียงอ่อย  เขานั้นก็อยากจะไล่ตามสองดาบไปบ้างแต่เมื่อเจอสายตากดดันของท่านผู้ปกครองบวกกับตัวเองก็มีชนักติดหลัง  ลงท้ายก็ไม่อาจหาญจะวิ่งฝ่าไปเหมือนสองดาบแรก

                         ฟากมิคาสึกิก็ไม่ต่างกัน  เขาที่รับฟังทำแค่เปล่งเสียงหัวเราะฮะฮะ  กระนั้นก็ไม่กระดิกตัว  

                         ตัวชายหนุ่มก็ทราบดีว่าถ้าผลีผลามเดินไปเยี่ยมตอนนี้คงมีปัญหากับสองดาบนั่นและโอดาจิเบื้องหน้าเป็นแน่

                         ก็นะ  ถ้าต้องรับมือกับเจ้าพวกนี้ในสภาพที่หงุดหงิดละก็  เขาก็ไม่อาจหาญเหมือนเจ้ากระเรียนเช่นกัน

                         พูดยาก  พวกตนต่างมีชนักติดหลังกันถ้วนหน้า  นี่ยังไม่นับเรื่องยุงกัดครั้งก่อนอีกนะ  ตัวมิคาสึกิที่ต้องคดีความเรื่องนั้นอยู่จึงจำต้องอดทนอยู่อย่างสงบและรับฟังไปโดยไม่อาจเคลื่อนไหวอะไรได้นัก  เหตุผลน่ะเหรอ  ต่อให้เป็นดาบที่ยอดเยี่ยมเพียงไรแต่ถ้าโดนรุมสกรัมจากดาบนับสิบ...เขาก็คงไม่รอดเช่นเดียวกันนั่นแหละ

                         "แล้วอาการล่ะเป็นยังไงบ้าง?  หนักหนาเหมือนครั้งก่อนหรือไม่"

                         โชคยังดีที่เจ้าจิ้งจอกซังโจวเอ่ยปากถามแทนคนอื่นๆที่ยังเงียบกันอยู่

                         "อาการไม่ต่างกับไข้หวัดทั่วไป  แต่ไม่ต้องห่วง  ไม่ได้หนักหนาเท่าครั้งนั้น  ตอนนี้แค่อ่อนเพลียคิดว่าแค่พักผ่อนสักวันสองวันก็คงฟื้นตัวดีแล้วล่ะ"

                         โคกิทสึเนะมารุถอนหายใจเฮือกโตรู้สึกโล่งอกเป็นอย่างยิ่ง  หากไม่มีอาการหนักหนาเท่าครั้งนั้นก็เป็นเรื่องดีแล้ว

                         "เช่นนั้นก็ดีแล้ว"

                         "อืม  ดีที่สุดแล้ว  ข้าก็กลัวว่าจะกลับไปเป็นแบบครั้งนั้นแต่ในเมื่อไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ"  ไม่มีใครที่อยากเห็นภาพแบบนั้นอีกดังนั้นการที่อาการไม่หนักหนาก็คือเรื่องน่ายินดีอย่างหนึ่ง  "งั้นพวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้วล่ะ  ไว้เสร็จงานแล้วและยะเก็นอนุญาตให้ไปเยี่ยมได้ก็ค่อยไปละกัน"

                         หลายเสียงตอบรับแล้วแยกย้ายกันไปทำงาน  แม้จะมีทันโทวหลายคนส่งสายตาอ้อนวอนพี่ชายคนโตให้ขออนุญาตไปเยี่ยมนายสาวก็ตาม  แต่อิจิโกะก็ไม่อาจทำอะไรได้  แม้คนที่เป็นคุณหมออย่างยะเก็นจะเป็นน้องของเขาก็เถอะ

                         งานก็คืองาน  แม้จะเห็นใจแต่สุขภาพของนายท่านก็เป็นสิ่งสำคัญนะพี่อิจิ

                         ก็เคยโดนพูดแบบนั้นนี่นะ

                         ชายหนุ่มผมสีน้ำทะเลนึกเครียดหนักขณะพยายามห้ามปรามน้องๆเพราะไม่อยากให้พวกเขาโดนดุฐานเอาแต่ใจ  ท้ายสุดก็ปลอบกันอีกสักพักจนพวกเขายอมแพ้กันไปเอง

                         ก็เหมือนกับคนอื่นๆที่ยินยอมอดทนรอ  

                         อิจิโกะถอนหายใจอีกหนขณะไล่ต้อนน้องๆให้กลับไปที่ห้องพัก  พลางคิดในใจว่าถ้ายะเก็นมาอธิบายและห้ามปรามน้องๆเองก็น่าจะดีสิน้า  

                         แต่คิดไปก็เท่านั้นเพราะยังไงตอนนี้น้องน้อยของเขาก็ไม่ว่างนี่นะ




                         ยะเก็นผู้นั่งเฝ้าไข้อย่างสงบละสายตาจากหนังสือในมือ  เขาเหลือบตามองไปยังบานประตูหลังได้ยินเสียงย่ำฝีเท้าหนักๆมาแต่ไกล  เดาได้ไม่ยากเลยว่าจะเป็นใครที่ส่งเสียงดังรบกวนเช่นนี้  เฮ้อทั้งที่อิชิคิริมารุน่าจะบอกไปแล้วแท้ๆ  แต่เจ้าพวกนั้นคงไม่ฟังสินะ

                         ครั้นจะให้โผล่พรวดมาในห้องหลังนายสาวหลับไปได้สักพักก็ใช่ที่  ท้ายสุดเขาก็ยอมถอดแว่นแล้ววางหนังสือที่อ่านค้างไว้ก่อนผุดลุกเดินออกไปนอกห้องเพื่อหยุดเจ้าดาบขี้เป็นห่วงเสียก่อน

                         เด็กหนุ่มนึกขำที่ตัวเองนั้นคาดคะเนเหตุการณ์ได้แม่นยำยิ่งนัก  เพราะทันทีที่บานประตูปิดลง  สองร่างที่คุ้นตาก็ดิ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว  เรียกได้ว่าตอนแรกเห็นอยู่ห่างกันมากแต่กระพริบตาเพียงครั้งเดียวร่างพวกเขาก็เข้ามาใกล้ราวกับกระโจนเข้าหาด้วยการเร่งสปีดฝีเท้าเต็มที่  

                         "ท่าน...!"  คะชูที่วิ่งนำมาก่อนอ้าปากค้างเอาไว้หลังเจอสัญญาณมือเป็นเชิงสั่งให้เงียบเสียง  ร่างสูงชะลอฝีเท้าก่อนมาหยุดอยู่เบื้องหน้า  เช่นเดียวกับยามาโตะที่สังเกตเห็นสัญญาณมือจากทันโทว  เขาชะลอฝีเท้ามายืนใกล้คนที่วิ่งนำมาก่อน

                         พวกเขาหยุดหอบหายใจเล็กน้อยก่อนส่งสายตาเคร่งเครียด

                         "นางเป็นยังไงมั่ง?"

                         "นอนหลับไปแล้ว  ดังนั้นข้าจึงไม่ปล่อยให้เจ้าส่งเสียงดังเพื่อไปรบกวนนางอย่างไรล่ะ"

                         สองหนุ่มมีสีหน้าโล่งอก  พวกเขาพร้อมใจกับถอนหายใจหมดปอด  ช่างเป็นภาพที่น่าขำสำหรับทันโทวหนุ่มเสียจริง

                         "งั้นข้าขอเข้าไป.."

                         "ไม่ได้..."

                         "อ้าว?"

                         "เข้าไปพวกเจ้าก็รบกวนนางอยู่ดี  ปล่อยให้นางนอนพักเงียบๆไม่ดีกว่าหรือ"

                         "พวกข้าไม่ได้ส่งเสียงดังสักหน่อย!"

                         "นี่ก็ดังพอแล้ว..."  ยะเก็นว่าแล้วหัวเราะหึในลำคอ  "...ไอ้ความเป็นห่วงน่ะทุกคนก็มีนั่นแหละ  แต่อย่างน้อยก็ควรจะให้คนป่วยได้พักผ่อนอย่างสงบบ้าง  คิดดูสิเกิดนางลืมตาตื่นมาเจอพวกเจ้านั่งจ้องเขม็งด้วยสีหน้าตึงเครียดนั่น  นางจะรู้สึกอย่างไร?  ฟังให้ดี...สภาพจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญ  คนป่วยจะฟื้นตัวได้ดีถ้าสภาพจิตใจดีไม่รู้หรือ?"

                         คะชูทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย  "ข้าจะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ  แต่พวกข้าก็ไม่ได้ทำหน้าตึงเครียดใส่เสียหน่อย"

                         "งั้นไว้พวกเจ้ามาเยี่ยมไข้นาง  พวกเจ้าก็ลองหยิบกระจกมาส่องดูเอาละกันว่าสีหน้ายามที่พวกเจ้าเฝ้าไข้นางเป็นอย่างไร  ว่ากันตามตรงนะเป็นข้าตื่นมาเจอหน้าพวกเจ้า  ข้าคงหดหู่กว่าเดิม"

                         "นี่เจ้า...!  มันผิดเหรอไงก็ข้าเป็นห่วงนางนะ  อีกทั้งเพราะข้าเองก็อยู่มานานกว่าใครๆดังนั้นมันจะผิดตรงไหนที่ข้า...!"

                         "ก็รู้หรอกว่าเจ้าน่ะห่วงรวมทั้งอยากดูแลนางอย่างใกล้ชิด  และเพราะเจ้าที่อยู่มานานรวมทั้งเป็นดาบเล่มแรกและเป็นดาบที่นางใช้บ่อยรวมทั้งรักมากที่สุดเสมอมา...จึงมีความผูกพันธ์กันมากรวมทั้งห่วงมาก...  นั่นก็ใช่หรอกนะคะชู  เพียงแต่เจ้าอย่าได้ลืมว่าไม่ใช่แค่พวกเจ้าสองคนที่เป็นศาสตราของนาง  พวกข้าก็เป็นศาสตราของนางเช่นเดียวกัน  ความห่วงใยนั้นก็มีไม่แพ้พวกเจ้า...เจ้าคิดว่าพวกข้าไม่อยากคอยดูแลเจ้านายเหมือนพวกเจ้าบ้างหรือ?"

                         ยะเก็นถามกลับเสียงเย็นลงกว่าเดิม  เค้าอารมณ์ดีๆหายวับเพราะเดาได้เลยว่าคำอ้างที่เจ้าพวกนี้จะขุดเอามาใช้เพื่อจะได้ไปเฝ้าไข้เจ้านายนั้นคืออะไร   อันที่จริงก็ไม่ผิดหรอกนะ  มันเป็นสิทธิ์ของดาบแรกอยู่แล้ว  เพียงแต่ถ้าจะอ้างใช้สิทธินี้บ่อยๆสำหรับยะเก็นเขามองว่ามันไม่ยุติธรรม

                         ต่อให้เป็นดาบแรกหรือดาบที่รักมากที่สุดเสมอมาแล้วอย่างไร?  พวกตนก็รักเจ้านายเหมือนกันถึงจะมาทีหลังแต่ก็ยังรักและรักมากๆด้วย

                         โดนเด็กหนุ่มย้อนกลับเสียงเย็น  ดาบแรกที่โวยวายก็ชะงักกึกหุบปากทันควัน  ก่อนฝ่ามือของยามาโตะจะเอื้อมมาบีบไหล่เป็นเชิงปลอบโยนเพื่อนร่วมรบของตนเอง

                         "ข้าเข้าใจที่เจ้าอยากบอกนะ  แต่ว่าพวกข้าอยากเห็นกับตาว่านางไม่เป็นไรจริงๆ"

                         "ข้าเป็นหมอประจำเรือนนี้เชียวนะ  เจ้าไม่เชื่อคำพูดหมอรึยามาโตะโนะคามิ?  ถึงได้อยากดึงดันจะเข้าไปรบกวนนางนัก?"  ยะเก็นถามกลับพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย  หากไม่เชื่อคำพูดของหมอแล้วจะให้ไปเชื่อคำพูดของใคร 

                         "เอ่อ...เปล่านะ ข้าก็แค่..."  ชายหนุ่มพยายามหาคำแก้ตัว  แต่ทันโทวไม่ยินยอม  ไม่ได้อยากกีดกันหรอกนะแต่ให้เจ้าพวกนี้ที่เพิ่งรบเสร็จไปพักสักหน่อยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า  เพราะถ้าเด็กสาวตื่นมาเจอเจ้าพวกนี้ยังอยู่ในชุดออกรบละก็คงโมโหเสียเปล่าๆ

                         อย่างไรนางก็ไม่ชอบให้ใครมากังวลใจเรื่องที่นางล้มป่วยเสมอ  ตัวเขาและดาบใหญ่ต่างทราบดีจึงพยายามอย่างมากที่จะกันไม่ให้คนที่เพิ่งกลับจากสนามรบเข้าไปเฝ้าเพราะกลัวว่าจะสร้างความกังวลเพิ่มไปมากกว่านี้

                         "เอาอย่างงี้ดีไหม  ช่วงกลางวันให้ดาบคนอื่นคอยเฝ้าไข้นาง...ยามกลางคืนก็ผลัดหมุนเวียนเหมือนเมื่อครั้งนั้นดีหรือไม่?"

                         "งั้นคืนนี้พวกข้าเฝ้านะ"  เมื่อเห็นช่องสบโอกาส  สองศาสตราไม่ยินยอมปล่อยให้หลุดมือ

                         ยะเก็นได้แต่ยิ้มแหยเพราะคิดแล้วว่าต้องพูดแบบนี้มาแต่แรก

                         "ก็ได้  ข้าจะพูดเรื่องนี้กับคนอื่นในตอนพักทานข้าว  แต่เมื่อพวกเจ้าออกปากจะเฝ้ายามกลางคืนเช่นนั้นยามกลางวันก็ไปพักให้เต็มที่"

                         "แต่...."

                         "หากร่างกายพวกเจ้าพักไม่เต็มที่  แล้วนางตื่นมาเห็นพวกเจ้าอิดโรยมันจะทำให้นางกังวลเพิ่มกว่าเดิม  ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการพักฟื้น  พวกเจ้าไม่เข้าใจหรือ?"  เขาถามเสียงต่ำลง  ดวงตาหลังกรอบแว่นฉายประกายวาววับ  "พวกเจ้าที่อยู่มานานย่อมทราบดีไม่ต่างกับข้า  นางไม่ค่อยพูดแต่นางก็คอยสังเกต  และเมื่อสังเกตจนเห็นอะไรผิดปกตินางก็จะคิดมากโดยไม่ยอมปริปากคุยกับใคร  พวกเจ้าอยากเห็นนางคิดมากงั้นหรือ?"

                         เจอไม้นี้เข้าไป  สองดาบผู้ดื้อรั้นก็โบกธงขาว

                         "ข้า...ไม่ต้องการ"

                         "เช่นนั้นก็ทำอย่างที่ข้าบอกเสีย  พวกเจ้ากลับมาจากการรบก็เหนื่อยพอแล้ว  ดังนั้นการเข้าไปพบช่วงบ่ายอาจทำให้นางที่ตื่นขึ้นมาเห็นว่าพวกเจ้ายังไม่ยอมไปพักก็อาจจะคิดมากเสียอีก  เฮ้อ  ข้าไม่ได้อยากกลั่นแกล้งหรือกีดกันหรอกนะแต่นี่คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวนาง  และพวกข้ารวมถึงพวกเจ้าด้วย...เพราะงั้นไปพักซะ"

                         นั่นคือการทิ้งท้ายของทันโทว  ก่อนจะไล่พวกเขาออกจากบริเวณเรือนของซานิวะ  สองดาบจึงได้แต่จำใจเดินคอตกกลับไปยังเรือนพักตัวเองด้วยความผิดหวัง

                         และหลังจากนั้นไม่นานก็มีการประกาศรายชื่อคนเฝ้าไข้จากการคัดเลือกโดยการ...

                         จับสลาก...

                         รายชื่อจะถูกแบ่งเป็นสามช่วงเวลานั่นคือเช้าถึงเที่ยงจะเป็นกลุ่มหนึ่ง  หลังจากนั้นบ่ายถึงเย็นตอนทานอาหารก็เป็นอีกกลุ่ม  ส่วนกลุ่มเฝ้ากลางคืนจะรับช่วงยาวนานที่สุดนั่นคือช่วงหัวค่ำไปจนถึงรุ่งเช้าในทีเดียว

                         ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเจ้านายที่นอนพักเพราะป่วยอยู่  กลุ่มที่อยู่เฝ้าจะมีไม่เกินแค่สามคนเท่านั้น  ส่วนพวกเด็กๆที่อยากอยู่เฝ้าจำต้องแบ่งกันไปนอนเฝ้าร่วมกับกลุ่มดาบผู้ใหญ่  ส่วนหนึ่งเพราะกังวลว่าหากผู้เป็นนายเกิดอาการทรุดหนักในยามกลางคืนหรือช่วงเวลาใด  พวกเด็กๆคงทำอะไรต่อไม่ถูกนัก  ดังนั้นแล้วการแบ่งให้ไปรวมกลุ่มกับศาสตราที่อาวุโสกว่าจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

                         เนื่องจากเห็นด้วยและเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด  แม้จะตะหงิดใจที่ยอมให้คนเฝ้าไข้กะกลางคืนได้ช่วงเวลาเฝ้ามากกว่าก็เถอะแต่เจอเหตุผลง่ายๆว่า  แค่นอนเฝ้าไม่ต้องทำอะไรมาก  ถ้านายท่านไม่ป่วยหนักจนน่าวิตกมันก็ไม่ต่างกับไปนอนเป็นเพื่อนนั่นแหละ

                         ลงท้ายพวกเขาก็ยอมรับและตารางเวรเฝ้าไข้เจ้านายก็ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว

                         กระนั้นพวกดาบที่ไปออกรบก็หน้ามุ่ยกันเป็นแถบๆเพราะเกือบทั้งหมดยกเว้นแค่กลุ่มของคะชูและยามาโตะโนะคามิเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการเฝ้าไข้ช่วงกลางคืน  หากแต่คนอื่นนั้นได้ในวันถัดไปแทน  แต่ไม่มีใครทักท้วงอะไร

                         เพราะนั่นคือสิทธิ์ของดาบแรก  และดาบที่ไม่ว่ายังไงก็ได้รับความรักมาอย่างตลอดช่วงเวลายาวนานและเป็นดาบที่เจ้านายใช้บ่อยที่สุด  ซึ่งย่อมผูกพันธ์กับนายท่านมากที่สุด  ดังนั้นแล้วศาสตราที่เหลือจึงยินยอมปล่อยให้สองดาบได้สิทธิ์พิเศษก่อนคนอื่นแบบลัดคิวกันอย่างว่าง่ายหลังได้ยินคำบอกเล่าจากยะเก็น

                         "งั้นกลุ่มที่ต้องไปเฝ้าก่อนกลุ่มแรก  พวกข้าฝากด้วยนะ"

                         "ขอรับ!/อืม..."

                         ได้ยินเสียงตอบรับแบบสื่ออารมณ์ไปคนละทาง  ดาบที่ได้ยินพลันยิ้มแหยขณะยืนส่งให้กลุ่มเฝ้าไข้กลุ่มแรกไปทำหน้าที่  

                         พลางอดคิดในใจเสียไม่ได้ว่า  เด็กสาวผู้นอนหลับพักผ่อนคงไม่สะดุ้งตกใจตื่นยามเห็นหน้าคนเฝ้าหรอกนะ?




                         ไอฮาเนะรู้สึกอึดอัด  ความอ่อนล้าที่กัดกินร่างฉุดรั้งสติเธอให้ดับวูบลงอย่างรวดเร็ว  แต่ผ่านไปได้พักใหญ่ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เธอหลับได้สนิทตา  

                         เธอยอมรับว่าการนอนในห้องเงียบๆโดยไร้คนมารบกวนนี้เป็นสิ่งที่ดี  แต่มันก็มีส่วนที่แย่ยามที่ได้ยินเสียงพวกดาบคุยกันอยู่ด้านนอกห้อง  แม้พวกเขาจะเพียรพยายามทำเสียงให้เบาเพียงไร  ทว่าไอฮาเนะก็ยังได้ยินอยู่ดี  ต้องขอบคุณที่ว่าการป่วยรอบนี้ไม่ได้ทำให้หูอื้อก็ว่าได้

                         และเพราะการหูดีนั่นเองที่ทำให้เธอนอนไม่หลับ

                         ทำไมน่ะเหรอ  ง่ายๆเลย  ก็เรื่องที่พวกเขาคุยกันนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ

                         ในเรื่องที่อยากหาวิธีการป้องกันไอพิษเพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องขับไอพิษจนทำให้ร่างกายอ่อนแอลงแบบนี้นั่นแหละ

                         "มันไม่มีวิธีอื่นใดเลยหรือที่จะหาทางป้องกันไอพิษได้มากกว่านี้  สารภาพตามตรงว่าต่อให้การขับไอพิษเป็นเรื่องจำเป็นแต่ด้วยพลังของนางที่ชำระล้างได้  ทำไมจึงไม่อาจชำระล้างไอพิษที่สะสมในร่างได้ล่ะ?"

                         "นั่นคงเพราะพลังของนางคือเพลิง...ข้าคิดว่าเพลิงนั้นมีไว้เพื่อชำระล้างนั้นก็ใช่แต่คงไม่เหมาะจะใช้กับมนุษย์  เหมือนกรณีของซาโยะแม้จะมีกายเนื้อเป็นมนุษย์แต่เนื้อแท้แล้วกายจริงคือศาสตรา  ผลที่ได้อาจจะแตกต่างกัน...จะว่าไปนางเองก็ไม่เคยใช้เพลิงชำระล้างกายตัวเองเลย"

                         "ข้าคิดว่านางก็คงกังวลเลยไม่กล้าเสี่ยงกระมัง  อีกทั้งเทพอินาริส่งมอบสิ่งนี้มาให้ในการขับไอพิษเองด้วยแล้ว  จึงอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าเพลิงคงจะใช้ไม่ได้ผลกับกายที่เป็นมนุษย์นั่นแหละนะ"

                         เพราะหากทำได้ละก็ทำไมจึงต้องมอบของสิ่งนี้มาให้อีกล่ะ  สู้ให้ซานิวะในปกครองหาทางใช้ประโยชน์จากพลังในการจัดการไอพิษที่สะสมในร่างกายตัวเองไม่ดีกว่าหรือ

                         หลังจากฟังบทสนทนาของดาบในปกครอง  ไอฮาเนะเผลอถอนหายใจออกมาแผ่วเบาในขณะที่ยังหลับตา

                         เหตุผลที่ส่งมอบของสิ่งนี้มาก็เพื่อให้คิดว่าไม่มีวิธีการใดอีกแล้ว  แต่แท้จริงแล้วมันมีต่างหากล่ะทว่ามันจะถูกปิดเอาไว้เพื่อรอคอยเวลาอันเหมาะสม  ซึ่งการจะรับวิธีป้องกันเหล่านั้นต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญเสียก่อน

                         นั่นก็คือการเข้าร่วมบททดสอบนั่นเอง...

                         ย้อนกลับไปยังครั้งก่อนกระโน้นก่อนจะล้มป่วยหนักจากการล้างท้องครั้งใหญ่  เธอได้ยินเรื่องบททดสอบนี้จากเทพที่อุตส่าห์ถ่อมาหาเพื่อบอกแจ้ง

                         แล้วครั้งหน้าหากรอดไปได้  ก็จะกลับมามีสภาพเช่นนี้อยู่ดีสินะ?

                         ก็ไม่เสมอไป  หากเจ้าสามารถใช้พลังจริงๆของเพลิงแห่งนิรันดร์ได้ละก็นะ...

                         หากใช้พลังจริงๆของเพลิงนี้ได้  ข้อจำกัดด้านไอพิษต่างๆจะหมดสิ้นไปและร่างกายเธอจะไม่เป็นอันตรายใดๆอีกต่อไป

                         เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรับการทดสอบ  แต่ค่าตอบแทนหากเกิดความผิดพลาดคือสิ่งที่ไอฮาเนะไม่อยากได้รับ

                         ถ้าเป็นคนอื่น  ยามเมื่อทราบถึงบทลงโทษก็ควรเมินเฉยและเลือกรับการทดสอบในทันทีเป็นแน่แท้  

                         เพราะได้กำไรทั้งขึ้นทั้งล่องนี่นา

                         คิดดูสิ  พวกตนไม่ได้เป็นซานิวะด้วยความเต็มใจ  โดนเลือกมาจากความต้องการของพวกดาบและโดนผูกมัดให้อยู่กับพวกเขาไว้จนกว่าจะหมดสิ้นหน้าที่หรือตายจากกันไปเท่านั้น  ซึ่งมันเป็นการบีบให้พวกตนไร้ทางเลือก  ทำได้แค่ก้มหน้าทำหน้าที่ต่อไป

                         ทว่าการตอบรับการทดสอบนั้นไม่ต่างกับการเห็นเชือกที่หย่อนลงมาช่วยฉุดรั้งตัวเองให้หลุดพ้นไปจากหน้าที่ไม่จำยอมนี้  

                         แล้วมีใครจะไม่อยากคว้าเอาไว้ล่ะจริงไหม?

                         แน่นอนว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนไอฮาเนะคงไม่รีรอที่จะตอบรับในทันที  ไม่มีทางจะปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อจนตัวเองต้องมานอนซมเช่นนี้อย่างแน่นอน

                         แต่นั่นแหละ...ใครจะไปคิดว่าคนที่ไม่เคยสนใจใครจะเริ่มผูกพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องหรือญาติมิตรได้ขนาดนี้

                         ไอฮาเนะนั้นไม่ได้กลัวหากต้องรับการทดสอบ  แต่ที่เธอกลัวคือ..

                         เธอกลัวตัวเองทำผิดพลาดและไม่ผ่านต่างหากล่ะ

                         ถ้าต้องเป็นฝ่ายเดียวที่ลืม  และอีกฝ่ายกลับต้องจดจำเอาไว้

                         เด็กสาวรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม  และบทสรุปที่เทพอินาริกล่าวไว้  สำหรับไอฮาเนะแล้วมันเหมือนเป็นการทำร้ายจิตใจพวกดาบมากกว่าสิ่งใด

                         ให้จดจำถึงความผิดพลาดจากการเลือกเจ้านายอ่อนแอจนส่งผลให้ทดสอบไม่ผ่าน  ก่อนจะชิ่งหนีไปโดยจดจำอะไรไม่ได้เลย

                         เธอไม่อยากให้เป็นแบบนั้นจึงเพียรพยายามชะลอเวลาออกไป  อย่างน้อยก็อยากคิดให้ถี่ถ้วน

                         แต่ตอนนี้มันหมดโอกาสแล้ว  

                         มันหมดโอกาส...นับจากวันที่เอ่ยปากแลกเปลี่ยนกับเทพ...

                         เทพอินารินั้นฉลาดเฉลียวและเจ้าเล่ห์  หนทางที่เทพต้องการไม่ว่ายังไงก็หนีไม่พ้น

                         ดังนั้นแล้ว  ทางที่พยายามหลีกหนีมาตลอดจึงถูกปิดผนึกลงเพราะข้อแลกเปลี่ยน

                         เด็กสาวย่นคิ้วเพิ่มมากขึ้นสติกลับมาตื่นเต็มที่แต่ยังไม่ลืมตา  พอมาคิดถึงจุดนี้ก็พาลทำให้นอนไม่หลับจนได้  แต่จะลืมตาหลังจากเพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมงก็คงไม่ดี  ลงท้ายก็ฝืนนอนหลับตาต่อไปอย่างเงียบเชียบจนบานประตูเปิดออกพร้อมกับได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่ง

                         คงเป็นพวกดาบที่มาเฝ้าไข้ล่ะสินะ?

                         ใจจริงไม่ได้อยากให้มีคนมานั่งเฝ้า  เพราะรู้สึกอึดอัดแต่เมื่อทราบถึงความห่วงใย  ไอฮาเนะจำต้องอดทนต่อไป

                         แต่จนแล้วจนรอดเธอก็นอนไม่หลับอยู่ดี....

                         แย่แหะ  แบบนี้ท่าจะแย่...

                         ขณะคิดว่าถ้าขืนฝืนทำเป็นนอนต่อเธอคงอดทนไม่ได้เป็นแน่  งั้นควรทำยังไงดี?  นอนหลับตานับแกะไปเรื่อยๆเผื่อเบื่อแล้วผล็อยหลับไปดีไหมนะ  หรือว่าทำเป็นลืมตาตื่นแล้วชวนคนอื่นคุยจนเบื่อแล้วค่อยล้มตัวลงไปนอนต่อดี

                         ขณะคิดว่าจะเอายังไงต่อดีนะ  จู่ๆก็มีบางอย่างมาแตะตรงหน้าผาก...

                         ซึ่งนั่นทำเอาคนที่แสร้งหลับตาสะดุ้งโหยงแล้วลืมตาพรึ่บ  ครั้นเจอดวงตาสีเดียวกับตนก็เกือบหลุดร้องกรี๊ดออกมาทว่าโชคยังดีที่ตั้งสติได้ทัน  ไอฮาเนะสงบสติอารมณ์ครู่ใหญ่แล้วเอ่ยเรียกนามเจ้าดาบที่ทำให้หัวใจเธอแทบวาย

                         "โอ...เดนตะ?"

                         "เป็นข้า....เห็นหน้าข้าแล้วนึกว่าภูติผีหรือไร?"  แค่เห็นเค้าหน้าตื่นตกใจ  โอเดนตะก็หรี่ตาแล้วเอ่ยถามเหมือนเหน็บแนม  ไอฮาเนะค้างทันที  จะว่าไปความสัมพันธ์ของพวกตนนั้นไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรมากดังนั้นตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันเธอจึงระมัดระวังเสมอในการพูดจาอะไรกับเขา  เพราะยังไงก็เป็นถึงหนึ่งในดาบใต้หล้าประกอบกับตัวเธอก็ไม่ได้อยากให้เขารู้สึกอึดอัดมากนัก  ดังนั้นยามโดนย้อนถามกลับเธอจึงนิ่งไปแล้วเอ่ยขอโทษออกมาแผ่วเบา

                         ฟากดาบที่ถามกลับกระพริบตาปริบๆและเริ่มมีสีหน้ากระอักกระอ่วน  หนึ่งในดาบใต้หล้าย้อนทวนคำพูดตัวเองแล้วคิดได้ว่ามันเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีจึงรีบอธิบายออกไปอย่างรวดเร็ว  

                         "ข้าแค่ถามแบบนั้นเพราะเห็นหน้าเจ้าเคร่งเครียดแลดูอึดอัด  ข้าคิดว่าเจ้าฝันร้าย  หรือไม่ก็...." 

                         "เอ่อ  เปล่าแค่นอนไม่หลับน่ะ  แล้วก็ตกใจที่มีอะไรมาแปะหน้าผากก็เลยสะดุ้ง  ไม่ได้คิดว่านายเป็นภูติผีอะไรนะ"

                         "ข้ารู้  ข้าก็แค่...พูดล้อเล่น..."

                         "ห้ะ...?"

                         ไอฮาเนะกระพริบตาปริบๆ  เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหูฝาด

                         โอเดนตะเนี่ยนะ?  พูดล้อเล่น?  เท่าที่จำได้เขามักตีหน้าเครียดและดูดุดันเสมอ  ทำให้ยากต่อการเข้าใกล้  ประกอบกับเขาไม่ค่อยสนิทกับใครจึงเป็นเรื่องยากมากที่เขาจะพูดหยอกล้อเหมือนที่ดาบคนอื่นทำ

                         "ลืมที่ข้าพูดไปซะซานิวะ"  ท้ายสุด  ด้วยความอับอาย  โอเดนตะตัดสินใจบอกเสียงเฉียบเป็นเชิงสั่งให้อีกฝ่ายลืมสิ่งที่เขาพูดเล่นไปให้หมด  

                         "..."  แต่เหมือนคนป่วยยังมึนๆทำให้สมองประมวลผลไม่ทัน  ร่างสูงเลยย้ำอีกหนด้วยเสียงที่เข้มขึ้นนิดหน่อย

                         "ลืม-ที่-ข้า-พูด-ไป-ซะ"

                         "เอ่อ  อืม..."  เมื่อโดนกดดัน  ท้ายสุดก็รับปากไปอย่างมึนๆงงๆ  นี่เขาเขินสินะ?  เขินอายจริงๆใช่ไหม?  อันที่จริงดีใจนะไม่เห็นต้องอายอะไรเลยนี่นา

                         ขณะยังมึนและสงสัยอยู่นั้น  ฟากดาบที่เป็นหนึ่งในเวรเฝ้าไข้ก็กระแอมไอขึ้น

                         "อะแฮ่ม  พูดด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นต่อคนป่วยนั้นไม่ดีเลยนะขอรับโอเดนตะซัง"  เสียงกวนๆของนิคคาริดังขึ้นจากทางบานประตูโดยด้านข้างมีฟุโดนั่งสงบเสงี่ยมอยู่อย่างผิดปกติ แถมสีหน้าเขาดูหงุดหงิดเหลือเกิน  อาจจะคงเพราะไม่ได้ดื่มเหล้าเป็นแน่

                         "ข้าแค่ย้ำเพราะนางดูเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้"

                         "เป็นเช่นนั้นรึขอรับ?"  นิคคาริยังเอียงคอแล้วถามกลับยิ้มๆ  ฟากโอเดนตะเริ่มเหงื่อซึมยามเห็นรอยยิ้มของวากิซาชิ  เขารู้สึกขนลุกแปลกๆแต่นั่นคงเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเองล่ะมั้ง

                         ไอฮาเนะเฝ้ามองดูและรับฟังบทสนทนาของพวกเขาแล้วยิ้มเจื่อน  เริ่มรู้สึกแล้วว่าหนึ่งในห้าดาบใต้หล้ากำลังจนมุมประกอบกับบรรยากาศก็ช่างดูอึดอัดยิ่งนัก  จึงเริ่มเป็นฝ่ายเปิดปากพูด

                         "นิคคาริกับฟุโดก็มาเยี่ยมรึ?"

                         "เปล่าเลยท่านไอ  พวกข้าเป็นเวรเฝ้าไข้ท่านน่ะ"

                         และนิคคาริที่โดนดึงความสนใจก็หันมาตอบแล้วเล่าเรื่องอธิบาย

                         ไอฮาเนะที่รับฟังหัวเราะเสียงแห้ง  "จับสลากเหรอ"

                         "เป็นอะไรที่ยุติธรรมดีใช่ไหมล่ะขอรับ!"

                         "อ่า  นั่นสินะ  ยุติธรรมดีจริงๆ"  ยุติธรรมและบ่งบอกถึงความดวงตกด้วย  ก็นึกประหลาดใจแต่แรกที่เห็นโอเดนตะมานั่งจุมปุกอยู่ข้างฟูกนอน  อีกทั้งยังมีนิคคาริและฟุโดอยู่ด้วยอีก  เรียกได้ว่าสามคนนี้มารวมกลุ่มด้วยกันเนี่ยเป็นอะไรที่ดูไม่เข้าพวกสุดๆไปเลยล่ะ

                         ยิ่งเห็นสีหน้าฟุโด  ไอฮาเนะก็นึกสงสาร  แต่เดิมเขาเป็นพวกที่ขาดเหล้าแทบไม่ได้  ครั้นต้องมาเฝ้าคนป่วยเหล้าจึงถูกสั่งงด  แถมนี่ยังนั่งสงบเสงี่ยมโดยมีสายตาหวาดระแวงเหลือบมองไปยังนิคคาริเป็นระยะอีก  เดาได้เลยว่าคงโดนดีอะไรสักอย่างมาเป็นแน่  ไม่งั้นตานี่ไม่เรียบร้อยแบบนี้หรอก

                         ซึ่งก็ถูกต้องแล้วเพราะหลังจากจับสลากเสร็จสิ้น  สองชายหนุ่มก็โดนวากิซาชิจับนั่งพูดคุยเพื่อให้ทราบถึงกฏการเฝ้าไข้อย่างละเอียด  เนื่องจากมีใครหลายคนไม่ได้มาในช่วงเวลาแรกเริ่มทำให้ไม่ทราบว่าควรทำตัวอย่างไรบ้างนั่นเอง  ส่งผลให้นิคคาริจำต้องอบรมพวกเขาอย่างเข้มงวด  จนได้ผลสรุปออกมาเป็นแบบนี้

                         นั่นก็คือฟุโดโดนสั่งให้ไปอาบน้ำล้างกลิ่นเหล้าทั้งหมดและสั่งงดเหล้าในระหว่างเป็นเวรเฝ้าไข้  แม้เขาจะมีท่าทีกระฟัดกระเฟียดแต่เจอสายตาคมกริบของบรรดาดาบรุ่นเดอะเขาก็ตัวลีบและยอมแพ้ไปในที่สุด  ทำให้ตอนนี้เขาจึงทำได้แค่อดทนนั่งเงียบๆและภาวนาให้เวลาในการเฝ้านี่หมดไวๆนั่นเอง

                         ไอฮาเนะนึกสงสารพลางคิดว่าจะคุยเรื่องนี้กับพี่หมอไม่ก็ยะเก็นเสียที  เธออยากให้มีคนมาเยี่ยมหรือเฝ้าไข้อย่างสมัครใจไม่ใช่บังคับนะ

                         จู่ๆนิคคาริที่ยิ้มแย้มก็เริ่มเปิดประเด็นคำถามซีเรียสขึ้นมาหลังจับจ้องมองใบหน้าผู้เป็นนายอยู่พักใหญ่

                         "ท่านไอ  ท่านฝันร้ายใช่หรือไม่"

                         "เอ้ะ?"

                         "ตอนโอเดนตะซังใช้มืออังหน้าผากเห็นท่านสะดุ้งตื่นด้วยสีหน้าตระหนกนัก  รึท่านฝันร้ายอะไรกัน?"

                         "เปล่าหรอก ก็แค่ตกใจไงล่ะ  แบบว่าจู่ๆมีอะไรมาแตะหน้าก็ต้องตกใจสิ"

                         "งั้นรึขอรับ  แล้วนี่ท่านหิวหรืออยากทานอะไรหรือไม่  ข้าจะได้บอกให้คนอื่นเตรียมอาหารมา"

                         เห็นนายสาวไม่ได้มีพิรุธอะไร  นิคคาริจึงปล่อยผ่านแล้วถามต่อด้วยความเป็นห่วงแต่ไอฮาเนะปฏิเสธเนื่องจากไม่หิวเลยสักนิดเดียว

                         เนื่องจากไม่อยากบีบบังคับผู้เป็นนาย  ลงท้ายพวกเขาก็จำใจตามใจนางแต่ยังคะยั้นคะยอให้ดื่มน้ำอุ่น  พลางชวนพูดคุยไม่ก็หาอะไรมาให้เล่นเพื่อฆ่าเวลาหลังพบว่าเจ้านายดูไม่มีท่าทีง่วงนอนแต่อย่างใด

                         กระนั้นท้ายสุดหลังผ่านไปหลายชั่วโมง...ไอฮาเนะก็หลับลงไปในที่สุด  

                         โดยมีสายตาของเหล่าดาบผู้รับหน้าที่เฝ้าไข้คอยจับจ้องมองด้วยความรู้สึกอย่างไม่สบายใจนัก  

                         "นางยังปากแข็งเหมือนเคย"  เมื่อมั่นใจว่าเจ้านายหลับไปแล้วชัวร์  ฟุโดที่ปิดปากเงียบมานานก็โพล่งขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังนักแต่ก็ไม่เบาเกินกว่าจะให้คู่สนทนาได้ยิน

                         "ก็นางเป็นเด็กดื้อนี่ขอรับ  เด็กดื้อที่ปากแข็งเสมอต้นเสมอปลาย"  ถ้อยคำระอาของวากิซาชิเรียกรอยยิ้มขบขันจากดาบขี้เหล้าได้เป็นอย่างดี  แม้เขาจะไม่ได้อยู่มานานแต่เขาก็พอเดานิสัยนางได้ไม่ยาก  นางดื้อจริงๆนั่นแหละ  เป็นเด็กดื้อที่รั้นจะฝืนตัวเองตลอด  ต้องมีคนคอยห้ามปรามเสมอ

                         "พวกเจ้า...คงคิดเหมือนกันใช่หรือไม่ว่ามีบางอย่างกวนใจนาง"

                         "อืม/ขอรับ"

                         บางอย่างนั้นรบกวนจนนางนอนไม่หลับ  โอเดนตะทราบตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในห้องแล้วว่าเจ้าของห้องนั้นได้สติอยู่  แต่เห็นนางพยายามจะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาพวกตนจึงปิดปากเงียบแล้วปล่อยให้นางนอนไปทั้งแบบนั้นเพื่อหวังว่านางจะหลับไปเอง

                         แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมหลับง่าย  แถมยังหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างกับคนคิดมากในยามหลับอีก  ลงท้ายเป็นโอเดนตะที่ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วเอามือไปอังหน้าผากเพื่อวัดไข้  เพราะคิดว่าเหตุที่ทำให้เด็กสาวนอนไม่หลับและมีสีหน้าแบบนี้คงเพราะพิษไข้เป็นแน่

                         แต่มันไม่ใช่  มันไม่เกี่ยวกับเรื่องพิษไข้  มันคล้ายกับว่ามีบางอย่างรบกวนจิตใจนางจนทำให้นางข่มตานอนไม่หลับ

                         ซึ่งโอเดนตะไม่รู้หรอกว่าคืออะไร  และจากใจจริงเขานั้นก็อยากทราบ...กระนั้นก็ทราบดีอีกเช่นกันว่านางเป็นเด็กดื้อ  คงไม่มีทางเปิดปากเล่าโดยง่ายหากถามไปเป็นแน่  นอกเสียจาก...

                         "อย่าได้คิดจะไปง้างปากนางเชียวล่ะขอรับ"  นิคคาริเอ่ยหลังเป็นปฏิกิริยาของร่างสูงใหญ่ขณะฉีกยิ้มละไม  "มันคือข้อตกลงว่าพวกเราจะไม่บีบบังคับนางขอรับ"

                         "แล้วจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปรึ?"  ทาจิย้อนถามเสียงขรึม  การไม่บีบบังคับเป็นเรื่องที่ดี  ไม่มีใครชอบการบีบบังคับให้ทำอะไรแม้แต่การจะบีบให้พูดในเรื่องที่ไม่เต็มใจก็เช่นเดียวกัน  ทว่าถ้ายังปล่อยตามใจมันก็คงไม่ดี  ยิ่งกับนางที่คิดมากแล้วด้วยการทำแบบนี้ยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่ไปเสียเปล่า

                         นิคคาริก็มีความคิดไม่ต่างกับชายเบื้องหน้า  แต่เรื่องเหล่านี้เขาปลงแล้วล่ะ  "ข้าก็ไม่อยาก ขอรับ แต่ก็ไม่อยากผิดคำพูดเช่นกัน  อย่างไรหากนางทนไม่ไหวประเดี๋ยวก็มีคนไปง้างปากนางเองนั่นแหละขอรับ"

                         แล้วมันจะต่างอะไรหากตนคิดจะทำกันล่ะ?

                         โอเดนตะคิดแย้งในใจอย่างเงียบเชียบ  กระนั้นนิคคาริก็ยังยิ้ม

                         "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสองคนนั้นเถอะขอรับ  ใจจริงข้าก็อิจฉานะแต่ข้าคิดว่าคนที่จะทำให้นางเปิดปากพูดได้ง่ายที่สุด....ข้าคิดว่าคือสองคนนั้นแหละ"

                         สองคนที่ว่าก็คือเวรเฝ้าไข้กะกลางคืนนั่นเอง

                         โอเดนตะนิ่วหน้าแต่ไม่โต้แย้งอะไร  เขาเองก็เข้าใจดีและยอมรับในเรื่องนี้

                         อย่างไรคนมาก่อนย่อมต้องสนิทสนมมากกว่าและนางยังให้ความสำคัญกับสองคนนั้นเสมอมาไม่เปลี่ยนแปลง  ฉะนั้นแล้วคนที่จะทำให้นางเปิดปากพูดเรื่องที่ไม่สบายใจได้ง่ายที่สุดก็คือสองดาบนั่น

                         ร่างสูงถอนหายใจแล้วเบือนหน้ากลับมานั่งมองคนป่วยที่หลับสนิทไปแล้วก่อนทอดสายตาอ่อนลง




                         หลังจากนั้นก็คือช่วงเวลาการหลับพักผ่อนที่ยาวนาน  มันกินเวลาไปหลายชั่วโมงจนหลายคนกังวล  เพราะผู้เป็นนายยังไม่ตื่นมาทานอาหารสักนิด  พวกเขาร้อนใจจึงไปถามกับยะเก็นแต่ก็ได้คำตอบมาว่าเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้  นี่ยังดีที่กินได้มาก  แถมไม่ได้นอนยาวนานจนน่าวิตกเกินไป

                         ทันโทวไม่อยากพูดว่าตอนนั้นนางนอนหลับและตื่นมาทานแค่อาหารเช้าเองก็ว่าได้  นอกเหนือจากนั้นคือนอนหลับยาวอย่างเดียว  ซึ่งสิ่งที่พยุงชีวิตนางเอาไว้ในตอนนั้นคือน้ำเกลือเท่านั้น

                         "ไม่เป็นไร  เท่าที่ข้าดูอาการไม่ได้หนักหนา  อีกสักพักก็คงตื่น  ตอนนั้นก็พยายามบอกให้นางทานอะไรลงไปให้มากแล้วปล่อยให้นั่งพักจนอาหารย่อยก่อนจะปล่อยให้นางนอนต่อนะ"

                         คุณหมอสั่งเสียงเฉียบ 

                         และไม่ช้าก็เป็นไปตามที่เขาบอก  ไอฮาเนะตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ  เหล่าเวรเฝ้าไข้ช่วงนั้นรีบกุลีกุจอหาอาหารให้ทานพลางถามไถ่อาการกันอย่างกังวล  จนเด็กสาวต้องปลอบพวกเขาเสียเอง

                         พวกเขายังมีสีหน้าโล่งอกหลังเห็นปฏิกิริยาของนายสาวดูมีชีวิตชีวาไม่เซื่องซึมสักเท่าไหร่นัก  แถมยังทานอาหารเยอะพอควรด้วย

                         และหลังจากนั้นพวกตนก็ได้มีเวลาพูดเล่นกันอย่างสนุกสนาน  ทั้งที่ยามปกติแทบไม่ได้ทำเพราะต่างฝ่ายต่างมีงานที่ต้องทำกันมากมาย  ดังนั้นแล้วหลังทานอาหารเสร็จการได้เพื่อนคุยเล่นก็ทำให้ไอฮาเนะไม่รู้สึกเหงาอะไรนัก

                         จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

                         พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว  ถึงเวลาที่ราตรีกาลจะมาเยือน

                         และนั่นทำให้เด็กสาวผู้เป็นนายของเรือนพบกับปัญหาหนักอก...

                         แม้การป่วยเป็นไข้จะทำให้ร่างกายอ่อนล้า  ชนิดที่เรียกได้ว่าถ้าเผลอหลับตาไปครู่เดียว  แปปเดียวก็คงหลับยาวนานไม่ตื่นจนกว่าจะเช้าเป็นแน่  แต่มันใช้ไม่ได้ผลสำหรับตอนนี้...

                         ที่มีคนมานอนขนาบข้าง...

                         ไอฮาเนะสารภาพว่าเธอหลับตานอนพักไม่ลงจริงๆ...

                         แค่เหลือบซ้ายมองขวาหรือจะพลิกตัวเพื่อนอนตะแคงก็ต้องหันไปเจอะกับดวงตาต่างสีกันคนละด้าน

                         โอ้ย!  พ่อคุณเอ๊ย!  พวกนายไม่คิดจะนอนกันบ้างเหรอ  เอาแต่นอนมองแบบนี้ไม่เห็นใจคนป่วยเลยนะ!

                         เด็กสาวอยากบอกพวกเขาแต่ก็ติดคำว่าเกรงใจ  ส่วนหนึ่งคือเพราะพวกเขามานอนเฝ้าไข้ด้วยความเป็นห่วง  ถ้าพูดไปแบบนั้นก็เหมือนไม่รักษาน้ำใจของพวกเขา  ยิ่งเป็นดาบที่สนิทกันเพราะอยู่กันมานานแล้วด้วยเนี่ย...

                         จู่ๆก็ลำบากใจขึ้นมาเฉยเลยแหะ...

                         ตอนที่ทราบว่าสองดาบมาเป็นเวรเฝ้ากะกลางคืน  ไอฮาเนะก็กระวนกระวายอยู่ในที  เพราะไม่อยากเจอคำบ่นของคะชูและยามาโตะโนะคามิพร้อมกันในคราวเดียว  แต่จนแล้วจนรอดยามพวกเขาโผล่หน้ามา  พวกเขาก็ยิ้มแย้มและถามไถ่อาการป่วยเสียมากกว่าจะบ่นอะไรเหมือนอย่างปกติ  อีกทั้งตั้งท่าจะผละไปนอนเฝ้าด้านนอกเรือนตรงระเบียงทางเดิน  ร้อนให้เด็กสาวต้องเอ่ยปากชวนให้พวกเขานอนเป็นเพื่อน

                         ตอนแรกพวกเขาก็อึกอักคล้ายเกรงใจระคนกังวลว่ามันดูไม่ดี  แต่เพราะปากเจ้ากรรมของเธอเองที่ดันบอกไปว่าถ้าไม่คิดอกุศลก็ไม่เห็นเป็นไร  อีกทั้งตอนนี้เธอป่วยนะ  รึพวกเขาจะคิดไม่ดีกับคนป่วยล่ะ?

                         พอได้ยินแบบนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจจัดแจงหาฟูกมาปูนอนด้านข้างก่อนล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย

                         และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เธอนอนไม่หลับนั่นเอง

                         ไอฮาเนะนึกคิดแล้วอยากหัวเราะให้กับตัวเอง  เธอไม่ได้คิดอะไรมากมายจนกระทั่งเจอกับสถานการ์จริงๆแบบนี้จึงได้เข้าใจว่าความรู้สึกที่ยากจะหลับตานอนหลับไปเพราะมีผู้ชายสองคนนอนขนาบซ้ายขวาเนี่ย  มันเป็นอย่างงี้นี่เอง

                         ดังนั้นแล้วสาวน้อยเลยต้องมานอนคิดหากรรมวิธีการนอนให้หลับกันอย่างหนักอก  

                         นอนนับแกะไปดีไหมหว่า?  รึบอกออกไปดี  แต่ถ้าบอกไปก็คงดูไม่ดีอีกสินะ?  เอ  นึกถึงเพลงกล่อมเด็กดีไหมน้า?

                         สารพัดสารเพ  ขณะคิดว่าจะเอาวิธีการใดมากล่อมให้ตัวเองหลับได้นั้นเอง

                         จู่ๆก็ดูเหมือนพวกเขาอ่านใจเธอได้  จึงเป็นดาบเล่มแรกที่เปิดปากถามหลังมองดูอยู่สักพัก

                         "ท่านนอนไม่หลับหรือ?"

                         เจอถามมาตรงๆแบบนี้  ไอฮาเนะก็ตอบไปตามตรงเช่นเดียวกัน  "อืม..."

                         "มีไข้เหรอขอรับ?"  อีกฟากเองก็เขยิบตัวเอาฝ่ามือมาอังหน้าผาก  เล่นเอาคนป่วยถึงหน้าเห่อร้อน

                         "โอ้ะ  มีไข้จริงด้วย..."

                         "ปะ...เปล่าหรอก  แค่อากาศน่าจะอบไปหน่อย  ฉันว่าใช้ลูกแก้วทำความเย็นก็ได้นะ"

                         ยามาโตะมองอย่างไม่ไว้ใจนัก  เนื่องจากครั้งก่อนนางเป็นคนบ่นว่าหนาวมากแท้ๆ

                         "จะดีหรือ?  ครั้งก่อนท่านก็หนาวตัวสั่นนัก"

                         "น่า  ฉันคิดว่าโอเคขึ้นเยอะแล้วดังนั้นไม่น่าจะสั่นแบบนั้นอีกหรอก"  อีกอย่างไอ้ที่จู่ๆตัวก็ร้อนขึ้นมาน่ะ  ไม่ใช่เพราะพิษไข้หรอกนะ

                         ได้ยินเด็กสาวว่าแบบนั้นเขาจึงยินยอมคล้อยตามในที่สุด  ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นไปจัดการตามที่เจ้านายสาวร้องขอ  ขณะที่คนสั่งก็มุดหน้าเข้ากับผ้าห่ม  เริ่มรู้สึกคิดผิดกับการปล่อยให้คนสนิทมานอนเฝ้าไข้อย่างใกล้ชิดแบบนี้

                         นี่ขนาดไม่ใช่ตาแก่กับเจ้านกนั่นนะ  ถึงจะไม่ได้เจตนาแบบนั้นแต่ก็ทำอันตรายต่อหัวใจดีแท้

                         ไอฮาเนะชักเริ่มประหลาดใจกับตัวเองแล้ว  ในเมื่อสมัยก่อนไม่เคยหัวใจเต้นระรัวปานนี้  แต่พอมาเป็นซานิวะนับวันอะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนไปเหลือเกิน  หลักๆเลยก็คือไอ้หัวใจของตัวเองที่เต้นรัวยามมีผู้ชายมาเข้าใกล้เนี่ย  

                         ก็รู้หรอกนะว่าพวกเขามีความรู้สึก  แต่ว่าจะมีความรู้สึกแบบเดียวกันทีละหลายคนไม่ได้ว้อย!!!

                         จริงอยู่ว่าอัตราส่วนที่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิงก็เถอะ!  แต่ขอล่ะ!  แค่นี้ก็ปวดประสาทจะแย่อยู่แล้ว!!

                         สาวน้อยคิดคร่ำครวญอยู่เงียบๆโดยไม่ทันสังเกตว่ายามาโตะกลับเข้ามานอนประจำที่สักพักหนึ่งแล้ว

                         "ท่านไอ....สีหน้าท่านดูคิดมาก  รึเพราะพวกข้ามานอนใกล้ท่านเลยนอนไม่หลับ"

                         ประมาณนั้น...

                         ใจก็อยากตอบไปตามที่คิด  แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงไปยามเห็นสีหน้ากังวลของทั้งสอง

                         แค่คะชูคนเดียวเธอก็คิดหนักแล้ว  นี่พ่วงยามาโตะมาด้วยอีกคน  เธอจะบ้าตาย!

                         ทำสายตาแบบนั้น!   ขอล่ะเฟ้ย!  แค่คนเดียวก็รับมือยากแล้ว!  ทำไมพวกนายต้องมาแบบแพ๊คคู่!!  รู้ไหมมันรับมือยาก!!

                         "ปะ....เปล่าหรอก  สงสัยคงเพราะ...นอนมาทั้งวันแล้วพอตกกลางคืนก็เลยไม่ง่วงมากนักน่ะ"

                         ได้ยินคำอธิบายสีหน้าของดาบแรกพลันแจ่มชื้น  สีหน้าเขาดูยินดีมากกว่าเดิมหลังพบว่าไม่ใช่เหตุผลที่เขากังวล

                         คะชูเองก็กังวลใจ  การใกล้ชิดนายขนาดนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน  ในแง่ที่ว่ามานอนชิดใกล้  แต่นางอนุญาตเองนี่นะ  ซึ่งแน่นอนว่านางไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเลยในการอนุญาตเช่นนี้

                         ทั้งที่ชายหญิงไม่ควรมานอนห้องเดียวกันแท้ๆ  แต่นางก็สมเป็นนางนั่นแหละ  น่าตีเพราะไม่คิดอะไรทำนองนี้ให้ลึกซึ้ง...

                         ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีเดียวกับเจ้านายได้แต่ลอบถอนหายใจแล้วยิ้มอย่างระอา  

                         แต่ก็สมเป็นนางดีนั่นแหละนะ....

                         "รู้ไหม?  ข้าน่ะนึกว่าท่านจะรำคานพวกข้าและอึดอัดจนนอนไม่หลับเสียอีก"

                         เจอคะชูพูดดักคอ  ไอฮาเนะแทบอยากกัดลิ้นตาย  ทำไมดาบแรกของเธอถึงรู้ดีปานนี้  แถมร้ายกาจเหลือเกินเพราะถ้าพูดดักแบบนี้ละก็ต่อให้อยากบอกไปว่าอึดอัดจริงๆก็คงทำไม่ได้อีกแล้วน่ะสิ

                         แถมพอเหลือบตาจ้องมองเขาก็ยิ้มกริ่มเหมือนคนที่รู้ดี  นั่นยิ่งทำให้ไอฮาเนะจำต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงไปอีกครั้งก่อนพยายามยิ้มแล้วตอบไปว่า

                         "จะบ้าเหรอ  ไม่ได้อึดอัดสักหน่อย!"

                         "ได้ยินท่านพูดแบบนี้แล้วก็ดีนัก  งั้นมาคุยเล่นกันจนกว่าท่านจะง่วงดีหรือไม่"

                         คะชูผู้เห็นดวงตาและสีหน้าเจ้านายเกือบหลุดหัวเราะ

                         โถ่  ก็อึดอัดนี่นา  แต่ไม่กล้าพูดเพราะอยากถนอมน้ำใจพวกตนสินะ  ช่างน่ารักเสียจริง

                         เขาคิดแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม  หากแต่คู่หูของเขานั้นกลับไม่เห็นด้วย

                         "แต่คิโยมิทสึ....ท่านไอต้องพักผ่อนเยอะๆไม่ใช่เหรอ  เจ้าเอาแต่ชวนนางคุยแล้วเกิดนางนอนไม่หลับจนพักผ่อนไม่เพียงพอล่ะ"  

                         "เอ...แต่ท่านไอก็นอนทั้งวันแล้วนะ  ดังนั้นมันก็ไม่แปลกหรอกที่จะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ  หากไม่ชวนคุยแล้วปล่อยให้ท่านไอนอนไปแบบนี้เรื่อยๆก็คงเบื่อแย่  แต่ถ้าเจ้ากังวล..งั้นเอาแบบนี้ไหม  หากข้าเห็นท่านไอเริ่มง่วงแล้วข้าก็จะหยุดเล่าทันที  ตกลงไหม?"

                         ขืนให้นางนอนเบื่ออยู่กับที่ในสถานการณ์ที่อึดอัด  เกรงว่าค่ำคืนนี้นางคงนอนไม่หลับเป็นแน่

                         ครั้นยังเห็นสีหน้ากังวลของเพื่อนร่วมรบคะชูจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเพื่อเกลี้ยกล่อมดาบขี้เป็นห่วง

                         "ข้ารู้ขอบเขตดียาสุซาดะ  หากท่านไออ่อนล้าจนใกล้หลับแล้วข้าก็จะหยุดพูดคุยอย่างแน่นอน  แต่ถ้าหากเจ้าไม่เห็นด้วยและปล่อยให้ท่านนอนไปทั้งอย่างงี้ข้าว่าท่านคงนอนไม่หลับแน่ๆ"

                         ยามาโตะเหลือบตามองดูเจ้านายสาวที่รีบเบือนสายตาหนีอย่างลุกลี้ลุกลนแล้วย่นคิ้ว

                         รึนางจะหงุดหงิดที่ตนเอาแต่ขัดขวางคิโยมิทสึกัน?

                         "เอาแบบนั้นก็ได้..."  เพื่อไม่ให้เจ้านายต้องขัดใจ  เขาจึงยอมแพ้ในที่สุด

                         เห็นดาบแสนดื้อยอมแพ้แล้ว  คะชูก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างก่อนหันความสนใจกลับมายังเด็กสาว  "แล้วท่านอยากคุยเล่นเรื่องอะไรดีล่ะขอรับ?  รึอยากให้ข้าเล่าเรื่อง?"

                         ไอฮาเนะครุ่นคิดก่อนตอบออกไป  "ฉันไม่มีอะไรจะเล่าหรือคุยเลยเพราะเอาแต่นอนน่ะ  ดังนั้นฉันคิดว่าพวกนายน่าจะมีเรื่องคุยหรือเล่าให้ฉันฟังมากกว่านะ"

                         "งั้น...ฟังเรื่องแบบไหนดี?  เอ...เอาเรื่องที่พวกข้าไปรบวันนี้ดีไหม?"

                         "อืม  ก็ได้..."

                         และหลังจากนั้นก็เหมือนการเล่านิทานก่อนนอน...

                         ไอฮาเนะค้นพบว่าคะชูเป็นดาบที่เล่าเรื่องได้สนุกไม่แพ้คนอื่น  ขณะที่ยามาโตะนั้นเป็นดาบที่ชอบขัด...

                         อันที่จริงมันก็แค่การแหย่เล่นกันเล็กน้อยทำให้ในระหว่างเล่าก็จะมีเสียงโต้เถียงกันระหว่างทั้งสองเป็นระยะ  ซึ่งส่งผลให้เรื่องที่น่าจะจบในเวลาสั้นๆกลับยืดยาวเกือบชั่วโมง

                         กระนั้นจนแล้วจนรอด....

                         ไอฮาเนะก็ยังไม่ง่วงสักนิด

                         ทั้งที่คิดว่ามันน่าจะทำให้ง่วงได้แท้ๆ

                         เด็กสาวนึกละเหี่ยใจ  ใจหนึ่งก็สงสารดาบทั้งสองเพราะตั้งแต่เล่ามาก็ไม่ได้หยุดพัก  เรียกว่าตอนนี้พวกเขาคงคอแห้งเป็นผงแล้วล่ะมั้ง

                         "พอดีกว่ามั้ง  ฉันยังไม่ง่วงเสียเท่าไหร่และพวกนายก็ควรหยุดพักไปหาน้ำดื่มนะ..."

                         สองดาบที่ได้ยินยิ้มแหย  ก่อนคะชูจะบ่นออกมาในที่สุด

                         "ท่านไอ  ข้ากับยาสุซาดะเล่ามาตั้งนานท่านยังไม่ง่วงอีกรึ?"

                         "ไม่อ่ะ"

                         "เฮ้อ...."  เห็นดวงตาสีชาดยังใสกระจ่างไร้อาการคนง่วงนอนแต่อย่างใดก็ทำเอาพวกดาบท้อแท้  รึพวกตนควรปล่อยให้นางนอนเล่นไปแบบนี้เผื่อตกดึกนางอาจหลับไปเองดีนะ?

                         ระหว่างกำลังคิดหนักว่าจะเอายังไงดี  ชายหนุ่มทั้งสองก็หันมองหน้ากันราวกับถามความคิดเห็น  แต่นี่ก็ดึกมากแล้วพวกเขาก็เริ่มง่วงรวมทั้งสมองก็ไม่ค่อยจะแล่น  ทำให้คิดไม่ออกจริงๆว่าจะทำอย่างไรให้เจ้านายที่เหมือนเด็กดื้อหลับเสียที

                         "พวกนายไม่ต้องคิดมากหรอก  นอนเถอะเดี๋ยวพอเงียบๆไปฉันก็นอนนับแกะไปเรื่อยๆแปปเดียวเดี๋ยวก็หลับ"

                         "ข้าว่าท่านอาจจะได้นอนนับแกะนั่นถึงเช้าก็ได้  ก็ดูสิ  ตาท่านยังใสแจ๋วไม่มีท่าทางง่วงงุนเลยสักนิดเดียว"

                         ชายหนุ่มกล่าวถูกต้อง  เธอไม่มีอาการง่วงแต่อย่างใด  ซึ่วทำให้เด็กสาวทุกข์ใจอยู่หน่อยๆที่ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นคนหลับยากหลับเย็นขึ้นมาเสียงั้น

                         "งั้น  รึฉันควรออกไปเดินเล่นให้เหนื่อยเผื่อจะได้กลับมาหลับเลยดี?"  เสนอความคิดเห็นที่ดีที่สุดออกไปแต่ก็เจอคำตอบเด็ดขาดตอกกลับมาแทบทันที

                         "ไม่ได้ขอรับ!"  สองหนุ่มค้านเสียงแข็งอย่างไม่ยินยอม

                         "ถึงอากาศจะไม่หนาวเหน็บแต่ลมกลางคืนก็เย็น  และตัวท่านก็ยังมีไข้อยู่เดี๋ยวก็ได้ป่วยหนักกว่าเดิมอีกนะขอรับ"

                         "แต่..."

                         "ไม่ได้ก็คือไม่ได้ขอรับ  ข้าไม่ยอมให้ท่านออกไปเดินในยามนี้แน่ท่านไอ" 

                         ฟังสองหนุ่มคัดค้านเหลือทน  ไอฮาเนะก็จำต้องยอมแพ้

                         "ก็ได้ๆ  แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ"

                         "นอนนับแกะอย่างที่ท่านบอกก็ได้ขอรับ  พวกข้าจะรอจนกว่าท่านจะหลับก็ยังได้"

                         "จะบ้าเหรอ!  ไม่ต้องมานอนมองเลยนะ!  แบบนั้นก็หลับไม่ได้กันพอดีน่ะสิ!"

                         เสียงใสแว้ดทันควันหลังฟังคำพูดของคะชู  ซึ่งคนพูดก็หัวเราะร่วนนั่นทำให้เด็กสาวเข้าใจทันทีว่าตัวเองโดนแกล้งเสียแล้ว

                         "พวกข้าไม่นอนมองท่านทั้งคืนหรอกขอรับ  ข้าทราบดีว่ามันเสียมารยาท..."  ยามาโตะโนะคามิเอ่ยพลางยิ้มเจื่อน  จะให้นอนมองหน้าทั้งคืนก็ไม่มีปัญหาหรอก  แต่นางคงนอนไม่หลับแน่ๆแต่เพื่อไม่ให้ต้องคิดมากเลยเอ่ยปากพูดปลอบให้นางสบายใจไปก่อนละกัน

                         ได้ยินคำพูดปลอบไอฮาเนะก็ถอนหายใจออกมาดังๆแล้วเริ่มทำหน้าหงุดหงิดอีกครั้ง

                         "ฉันล่ะเกลียดเวลาตัวเองเป็นแบบนี้จริงๆเลยน้า"

                         "ไม่มีใครอยากป่วยและก็ชอบที่จะป่วยหรอกขอรับ  ขนาดพวกข้าเป็นดาบแม้ไม่เคยป่วยแต่ไอ้ตอนบาดเจ็บหนักจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ถนัดนั่นก็หงุดหงิดและรู้สึกลำบากเช่นกัน"

                         "พูดถึงสภาพของท่านที่เป็นเช่นนี้  เพราะการขับไอพิษใช่ไหมท่านไอ"  จู่ๆยามาโตะโนะคามิก็ร้องถามขึ้นอย่างสงสัย  "ข้าน่ะสงสัยมาตลอดเลยนะ  ด้วยพลังของท่านนั้นก็สามารถขจัดไอพิษและสามารถสังหารโยมิที่มีไอพิษอยู่ภายในร่างได้แท้ๆกระนั้นร่างก็ยังได้รับผลกระทบ  นั่นทำให้ข้านึกสงสัยเหลือเกินว่ามันน่าจะมีวิธีการป้องกันได้อย่างเด็ดขาดอยู่นะ"

                         ก็พลังของนางสามารถจัดการไอพิษได้  แต่ร่างกายนางทนไม่ไหวและไอพิษยังซึมเข้าร่างได้อยู่อีก  งั้นมันก็ควรหาทางแก้ไขและยามาโตะโนะคามิเชื่อว่ามันต้องมีวิธี

                         "ข้าคิดว่าเราควรหาวิธีป้องกันไอพิษแก่ท่านเสียที  ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะต้องมีสภาพแบบนี้เรื่อยไป  แน่นอนว่าข้าไม่ได้รังเกียจที่จะอยู่คอยดูแลตัวท่านหรอกนะ  แต่การเห็นท่านนอนซมหมดเรี่ยวแรงเช่นนี้มันทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีนัก"  ยะเก็นนึกสงสัยเหมือนพวกตน  ไม่สิ  ทุกคนก็สงสัยไม่ต่างกัน  แต่จนแล้วจนรอดเจ้านายก็ไม่เคยปริปากบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา  พวกเขาจึงอดทนรอเพราะคิดได้ว่าบางทีนางคงลองแล้วแต่ไม่เป็นผลก็เป็นได้

                         ไอฮาเนะเริ่มนิ่งขึง  เธอหวนนึกถึงบทสนทนาช่วงกลางวันที่พวกดาบพูดคุยกันอยู่ด้านนอกห้อง  ก่อนนึกตำหนิตัวเอง

                         เธอนี่น่าตีเหลือเกินทั้งที่กังวลว่าสักวันพวกดาบคงต้องถามแน่ๆ  แต่เพราะร่างกายที่อ่อนล้าบวกกับฤทธิ์ยาทำให้หลับไม่ได้สติยาวนาน  ซึ่งในขณะนั้นพวกดาบขี้สงสัยคงฉวยโอกาสไปพูดคุยปรึกษากันเป็นแน่  และคงมาพูดกระตุ้นให้สองดาบนี่มาคุยกับเธอเรื่องนี้โดยตรงอย่างแน่นอน

                         ยังไงพวกเขาก็ฉลาด... พวกเขาทราบดี  

                         ไม่ว่าจะยังไงตัวเธอย่อมต้องเกรงใจและคำนึงถึงสองดาบนี้ก่อนใครอื่นเสมอ  ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักหรือเลือกปฏิบัติกับพวกดาบหรอกนะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสองดาบนี่ที่อยู่มาอย่างยาวนาน  ไอฮาเนะนั้นผูกพันธ์และสนิทกับพวกเขามากที่สุดกว่าใครอื่น  ดังนั้นแล้วอะไรที่สามารถผ่อนปรนหรือคุยกันแบบเปิดเผยได้  สองดาบนี้จะรู้เป็นอันดับแรกๆ

                         เด็กสาวเริ่มมีสีหน้าลำบากใจขณะขยับตัวลุกขึ้นมานั่งโดยมีสองดาบที่นอนคุยเล่นก็ลุกมานั่งด้วยเช่นกัน  สีหน้าพวกเขาดูเคร่งเครียด

                         ทั้งสองดาบทราบดีแล้วว่าเรื่องนี้ได้ไปกระตุ้นต่อมเครียดเจ้านายให้ทำงานขึ้นมาเป็นแน่  แค่เห็นสีหน้ากับท่าทางก็ชัดเจนแล้วว่านางคงรู้แต่ไม่คิดบอกใครนั่นเอง  

                         กระนั้นเขาก็จำต้องง้างปากนางสักนิด  แม้ใจจริงจะรู้สึกผิดกับคำสัญญาที่ว่าจะไม่บีบบังคับแต่เรื่องบางเรื่องพวกเขาจำเป็นต้องรู้เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของนาง

                         "อย่างที่ยาสุซาดะว่านั่นแหละขอรับ  เรื่องนี้พวกข้าก็คิดอยู่เสมอ  พอเห็นท่านเป็นเช่นนี้แล้ว...ข้าว่าพรุ่งนี้จะลองเลียบเคียงถามคอนโนสุเกะดูเสียหน่อย  ข้าเชื่อว่าเจ้าจิ้งจอกคงหาคำตอบให้พวกเราได้แน่ขอรับ"

                         คะชูผู้อยู่มานานอ่านปฏิกิริยาออก  การง้างปากนางถ้าไม่บีบคั้นให้ถึงที่สุดนางจะไม่ปริปากอย่างเด็ดขาด  ประกอบกับความขัดแย้งในใจในเรื่องสัญญา  ลงท้ายเขาก็เลือกตัวช่วยอีกตัวที่สามารถนำมากล่าวอ้างในตอนนี้ได้ดี  นั่นก็คือเจ้าจิ้งจอกน้อยนั่นเอง

                         ดวงตาของดาบแรกจ้องมองเจ้านายที่ก้มหน้าหลบหลีกไม่ยอมสบตา  เขารู้สึกหนักใจระคนปวดใจกับความปากแข็งของนาง

                         จะรู้ไหมว่าคนอื่นเขาห่วงปานไหน  ทำไมต้องปากแข็งปานนี้  

                         ชายหนุ่มคิดว่าหากคืนนี้นางไม่บอกเล่า  เขาก็คงต้องไปง้างปากเจ้าหมาจิ้งจอกตัวนั้นเสียเอง  อาจจะดูโหดร้ายเกินไปหน่อยแต่ว่า

                         พวกเขามีเจ้านายเพียงคนเดียวนี่นา  

                         ดังนั้นถ้าเกี่ยวพันชีวิตของเจ้านายที่รักยิ่งแล้ว  ต่อให้ชั่วร้ายหรือไม่ดีเพียงไร...

                         พวกเขาก็ยินดีที่จะทำทุกอย่าง...เพื่อไม่ให้เจ้านายคนสำคัญต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้อีก

                         "เอ่อ  ฉันว่าพวกนายไม่ต้องไปกวนคอนโนสุเกะหรอก"  ไอฮาเนะที่ได้ยินว่าจะมีตัวซวยมาร่วมชะตากรรมนี้ด้วยรีบเบรคทันควัน

                         "ได้ไงล่ะขอรับ  นี่เกี่ยวกับตัวท่านเชียวนะ  เจ้าพวกนั้นต้องทำทุกวิถีทางในการดูแลท่านนะขอรับ  และนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  แค่ขอให้ค้นหาหรือไม่ก็ตอบคำถามมาว่ามีหรือไม่ก็เท่านั้นเอง  ข้าไม่ได้ไปร้องขอให้เจ้าพวกนั้นทำอะไรสักอย่างที่เกินเลยเสียหน่อย"

                         ไอฮาเนะเม้มปากทันที  ไอ้เรื่องวิธีการนั้นเธอทราบดีว่าต้องทำอย่างไร  เพียงแต่เธอคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะบอก

                         "ศึกเพิ่งจบไปได้สักพัก  คอนโนสุเกะเองก็งานล้นมือ  อย่าเพิ่มภาระให้กับคนที่มาทำงานแทนพวกเราในยามนี้จะดีกว่านะ"  เธอกล่าวอ้างถึงการทำงานของพวกคอนโนสุเกะที่พยายามค้นหาแหล่งกบดานโยมิที่อื่น  รวมทั้งค้นหาตัวการหลักที่ปรากฏตัวมาเล่นงานพวกตนในใจกลางปราสาทนั่นอีก  

                         แค่มองดูงานที่เจ้าจิ้งจอกพวกนั้นต้องทำ  ไอฮาเนะยังนึกเหนื่อยแทนเลย

                         แต่สีหน้าคะชูและยามาโตะโนะคามินั้นไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน

                         "ท่านไอ....สิ่งที่พวกคอนโนสุเกะทำนั้นเป็นหน้าที่ของพวกมันอยู่แล้ว  ระหว่างนี้คือช่วงเวลาพักและสำหรับพวกมันที่ทำได้แค่คอยประสานงานแทบไม่ได้ลงแรงอะไรนักหนา  นี่ยังถือเป็นงานสบายเสียด้วยซ้ำ  และการถามพวกมันเพียงแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยนะท่านไอ"

                         "...เอ่อ..."

                         "รึท่านทราบ...ถึงวิธีการในการป้องกันตัวเองจากไอพิษนี่?"

                         เจอสายตาคมกริบของดาบแรกที่มองอย่างทิ่มแทง  ไอฮาเนะก็รู้สึกอยากกัดลิ้นฆ่าตัวตายเสียจริง

                         "ก็...ไม่เชิง"

                         "นั่นไง!"  คะชูตะโกนก้องทันทีเมื่อเจ้านายสารภาพออกมา  ผิดกับยามาโตะโนะคามิตาโตแล้วจ้องมองอย่างเคร่งเครียด

                         "งั้นท่านรีรอสิ่งใดอยู่ท่านไอ!  รึวิธีการมันยุ่งยากเกินไป!  รึมีของที่ต้องค้นหา!?  ทำไมท่านไม่เกริ่นเรื่องเหล่านี้ออกมาเลยเล่า!?  นี่น่ะเป็นเรื่องสำคัญที่จะคอยป้องกันตัวท่านเชียวนะ!"

                         สำหรับเด็กสาวที่อยู่ไม่สุข  และชอบสรรหาสร้างสิ่งของแปลกใหม่  มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่นางยังรีรอการสร้างหรือค้นหาวิธีการป้องกันตัวเองจากไอพิษนรกนั่น  คนอย่างนาง...ไม่ใช่คนที่จะอยู่เฉยเพื่อชะลอเวลาออกไปเสียหน่อย  !

                         ยามาโตะโนะคามิรู้สึกไม่ดี  เขามองว่าคนอย่างผู้เป็นนายไม่น่าจะปล่อยผ่านหรือชะลอเวลาเกี่ยวกับเรื่องสำคัญแบบนี้ออกไปโดยไร้สาเหตุอย่างแน่นอน

                         "ท่านไอ  บอกมาเลยนะขอรับว่าต้องทำยังไงน่ะ!"

                         "เอ่อ  ค่อยคุยเรื่องนี้ไม่ได้เหรอแบบว่าถ้าเล่าละก็...มันจะย๊าวยาวน่ะ"  

                         "ท่านเล่าแบบย่อได้  ดังนั้นเล่ามาซะขอรับ!"

                         "ไม่อ่ะ  เริ่มง่วงแล้ว"

                         "มุสาไม่ดีนะท่านไอ"

                         "โธ่  คะชู...ยามะตัน"

                         "ยะยามะตัน!?"  ยามาโตะโนะคามิเกิดอาการเหวอไปเล็กน้อย  แต่พริบตาเดียวเขาก็กลับมาสงบแล้วจ้องมองอย่างรู้ดี  

                         "ท่านคิดจะเบี่ยงเบนความสนใจพวกข้าโดยการเรียกชื่อข้าแปลกๆสินะท่านไอ  ข้าไม่หลงกลหรอกนะ"  ชายหนุ่มว่าอย่างเด็ดขาดและมีท่าทีภูมิใจที่ตัวเองไม่หลงติดกับ  ซึ่งอันที่จริงไอฮาเนะแค่เรียกไปแบบนั้น  แบบว่าเผลอเรียกน่ะ  ไม่ได้มีความคิดจะดึงความสนใจเลยนะ

                         คะชูมองทั้งสองอย่างเอือมๆ  ก่อนเหล่ตามองเจ้านายสาวที่ยังนั่งไม่รู้ไม่ชี้แล้วถอนหายใจเฮือกโต

                         "เอาเถอะ  ถ้าท่านไม่อยากจะบอกก็ไม่เป็นไร"

                         "แต่คิโยมิทสึ..."  เห็นเพื่อนสนิทถอยร่นอย่างยอมแพ้  ยามาโตะโนะคามิก็ร้องแย้งทันที

                         "ตกลงกันแล้วนี่ยาสุซาดะ"

                         ข้อตกลงเรื่องการไม่บีบบังคับ...

                         สายตาของคะชูสื่อคำพูดนั้นชัดเจนผ่านสายตา

                         เมื่อโดนท้วงเรื่องข้อตกลง  ชายหนุ่มดวงตาสีฟ้าก็ยอมแพ้ไปด้วยอีกคน  เล่นเอาคนที่ปากหนักรู้สึกผิดเลยทีเดียว  

                         "ไว้ท่านไอพร้อมค่อยบอกก็ได้  ตอนนี้คงอยากจะคิดหนักอยู่คนเดียว  ไม่อยากแบ่งปันความเครียดให้ใครอื่นทราบ  เอาแต่แบกรับจนไม่สนใจต่อสุขภาพตัวเอง  แล้วก็...."  

                         ทั้งที่เผลอคิดว่าคะชูจะยอมแพ้เหมือนที่เขาพูดก่อนหน้านี้  แต่ทั้งไอฮาเนะและยามาโตะคิดผิดถนัด  นอกจากจะหลอกให้คิดว่ายอมแพ้เขายังพูดพล่ามตัดพ้อกดดันเจ้านายตรงๆอย่างไม่สนหัวเจ้านายที่นั่งมองตาปริบๆเลยสักนิด

                         "คะ...คะชู..."

                         "หือ?  อะไรหรือท่านไอ?  ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ"

                         "..."

                         "ข้าพูดถูกมิใช่หรือขอรับ?"

                         "..."

                         "เห็นไหมขอรับ  เพราะข้าอยู่มายาวนานข้าเลยทราบนิสัยของท่านดี"

                         "เฮ้อ  ยอมแพ้แล้วคะชู"  เจอไม้นี้ไอฮาเนะก็ยอมแพ้  นี่ดาบแรกของเธอปากคอเราะร้ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ 
 
                         เห็นเจ้านายยอมแพ้ในที่สุด  ดาบผู้มีชัยก็ยิ้มกริ่มอย่างเริงร่า  

                         คะชูยังยิ้มและมองอย่างอ่อนโยน  เขาไม่ได้เปิดปากพูดอะไรอีกนอกเหนือจากการรอคอย

                         ฟากยามาโตะก็ทำแบบเดียวกันนั่งฟังอย่างสงบไม่ส่งสายตามามองอย่างกดดันอีกต่อไป

                         เห็นท่าทีพวกเขาไอฮาเนะจึงเปิดปากพูดในที่สุด

                         "มันมีวิธีการป้องกันโดยการรับการทดสอบ"

                         "การทดสอบ?"

                         "เทพอินาริเคยบอกเอาไว้ว่าพลังของเพลิงที่แท้จริงจะปกป้องไอพิษและทำให้พวกเราสามารถก้าวเข้าไปยังดินแดนของคนตายได้โดยไม่ได้รับผลกระทบอะไร"

                         "นั่นก็ดีสิขอรับ!"

                         "อืม...แต่มันมีบทลงโทษถ้าหากไม่ผ่าน  ซึ่งท่านก็ไม่ได้บอกน่ะว่าจะเป็นยังไงรู้แค่ว่ามันน่ากลัวและอันตรายมากๆ"

                         "..."

                         สองหนุ่มเหลือบตามอง  พลางคิดว่านี่ก็สมเหตุสมผลอยู่นะ  หากมีหนทางที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องล้มป่วย  ไม่มีทางที่เด็กสาวจะเมินเฉยหรอก  แต่ที่ไม่เลือกรับการทดสอบคงมองแล้วว่ามันเสี่ยงเกินไป

                         ก็ความไม่รู้มันทำให้เกิดความกลัวขึ้นในจิตใจได้โดยง่ายนี่นะ

                         "ท่านไอ  ท่านยังมีพวกข้าอยู่นะ  มีพวกข้าอยู่ด้วยท่านจะกลัวสิ่งใด?"

                         ถ้านี่คือการทดสอบ  พวกตนในฐานะศาสตราก็คงมีส่วนด้วยอยู่ดี  ดังนั้นแล้วนางไม่ต้องกลัวเลยว่าจะต้องสู้เพียงคนเดียว  อีกทั้งแค่คำขู่ว่าอันตรายและน่ากลัวไม่น่าจำให้นางหวาดหวั่นได้หรอก

                         เว้นแค่มีอะไรเบื้องลึกกว่านี้และนาง  ไม่ยอมพูด

                         "ท่านไม่ได้สู้หรือรับการทดสอบเพียงลำพังเสียเมื่อไหร่  มีพวกข้าอยู่ด้วยเสมอ  ท่านไม่ต้องกลัวเลย"

                         "แต่บทลงโทษ...นายไม่กลัวเหรอ"

                         "อย่ากลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้สิท่านไอ  เทพท่านบอกแค่ว่ามันน่ากลัวและอันตรายแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดแล้วท่านจะกลัวไปทำไม  ไม่คิดหรือว่าท่านเทพอาจหลอกให้ท่านกลัวก็เป็นได้  รึไม่เช่นนั้นเทพอินาริอาจจะบอกมาแล้วว่าบทลงโทษเป็นอย่างไร  เพียงแต่ท่านยังไม่ยอมบอกพวกข้า..."  

                         คะชูจ้องมองอีกหนรอบนี้จ้องเขม็งกว่าเดิม  คล้ายค้นหาว่าเจ้านายนั้นปิดงำอะไรอีกหรือไม่  แต่ไอฮาเนะรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว

                         เธอยังไม่พร้อมจะบอกเรื่องเหล่านั้นนัก  ไม่สิ  ต้องบอกว่าอยากหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ในเวลานี้ต่างหากล่ะ

                         "เช่นนั้นก็อย่าได้หวาดกลัว  ท่านจะกลัวสิ่งที่จะเกิดในอนาคตไม่ได้หรอกนะ"  คะชูว่าแล้วทอดเสียงอ่อนลงคล้ายเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ  ความกังวลอยู่เต็มสองดวงตา  เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยผมที่ปรกหน้าออกแผ่วเบา

                         "อนาคตคือสิ่งที่ทั้งท่านและข้าไม่อาจรับรู้  การหวาดกลัวกับมันจะทำให้ท่านทำอะไรต่อไปไม่ได้  อย่าได้กลัว  ต่อให้กลัวก็จงอย่าได้ลืมว่ามีพวกข้าอยู่กับท่านนะ"

                         "อืม..."

                         เห็นสีหน้าเจ้านายผ่อนคลายลง  ชายหนุ่มก็เอ่ยปากถามไปตามตรง

                         "เพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่จึงทำให้ท่านคิดมากจนนอนไม่หลับ?"

                         ราวกับเด็กน้อยที่โดนจับผิดได้  ไอฮาเนะพยักหน้าแล้วตอบตามตรง  เพราะส่วนหนึ่งใจเธอยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง

                         กังวลว่าสักวันเธอจะบอกอธิบายพวกเขาอย่างไรดีนะนั่นเอง

                         "ก็นะ  ฉันเผลอคิดว่าถ้าหากตัวเองจะไม่ต้องป่วยแบบนี้อีกก็คงมีแค่ทางนี้เท่านั้น  แต่ว่าพอมาคิดถึงบทลงโทษหากผิดพลาดมันก็เครียดน่ะ"

                         "เฮ้อ  ท่านนี่น้า"

                         "โธ่  คะชู  นายไม่เข้าใจหรอก  ถ้าหากว่าตัวเองทำผิดพลาดขึ้นมาแล้วทำให้ทุกอย่างพังลง  นายจะไม่รู้สึกแย่จนเกลียดตัวเองหรือ"

                         ถ้าทำผิด  พวกตนต้องลาจาก  และเป็นเธอที่ลืมเลือนพวกเขา  ขณะที่พวกเขากลับต้องจดจำความผิดพลาดที่เกิดจากเธอไว้เพียงฝ่ายเดียว

                         เธอไม่ต้องการแบบนั้น!

                         "ท่านไอ..."

                         "ฉันน่ะกลัว  กลัวว่าผลที่เกิดขึ้นจะเลวร้าย  ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่งพวกเรา..."

                         จะต้องจากกันโดยที่ไม่อาจจะได้ร่ำลา  เพราะความผิดพลาดจากเธอเอง!

                         "ท่านไอ...เฮ้อออ..."  คะชูถอนหายใจเฮือกโตแล้วยกแขนโอบกอดรอบตัวร่างบางไว้หลวมๆ  เล่นเอาเด็กสาวสะดุ้ง  แต่แล้วก็มีอีกวงแขนหนึ่งโอบกอดซ้ำอีกรอบซึ่งมาจากอีกด้านหนึ่ง  แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งดาบที่เงียบฟังมานานนั่นเอง

                         "ท่านจะคิดมากเกินไปแล้วนะ"

                         "ก็มัน...!"

                         "ฟังข้านะท่านไอ"  ยามาโตะโนะคามิเอ่ยเสียงเฉียบ  ตัดการโต้แย้งจากเด็กสาวที่ตอนนี้กำลังดิ้นหนีได้ทันที

                         "ข้าไม่สนว่ามันจะเป็นอย่างไร  ข้าไม่สนว่ามันจะเป็นวิธีเดียวกับการป้องกันไม่ให้ท่านต้องมีสภาพเช่นนี้จริงหรือไม่  ตอนนี้ที่ข้าสนคือการทำให้ท่านไม่ต้องคิดมาก"

                         "ยามาโตะ..."

                         "หากการทดสอบมันทำให้ท่านต้องคิดมากเช่นนี้ก็ช่างมันเถิด  ข้าไม่คิดว่ามันจะหนักหนาอะไรสำหรับการดูแลท่าน  ต่อให้ท่านป่วยหนักปานไหนพวกข้าก็ยินดีจะดูแลอยู่แล้วท่านไม่ต้องกังวลหรือคิดมากหรอก"

                         ...ยินดีจะดูแลไปตลอดชีวิตเลยด้วยซ้ำ...

                         "แต่ว่า...พวกนายก็บอกเองว่าไม่ต้องการให้ฉันอยู่ในสภาพแบบนี้นี่!"  ที่พูดนั่นหมายความว่าอยากให้เธอชั่งหัวการทดสอบใช่ไหม?  แล้วก่อนหน้านั้นที่อยากให้เธอหาวิธีป้องกันตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องมาล้างท้องแบบนี้อีกล่ะหมายความว่าไง!

                         "การดูแลท่านไม่ใช่แค่คำว่าเพราะหน้าที่  แต่ที่ทำคือทำด้วยใจ...มันไม่ใช่เพราะมองว่าท่านเป็นภาระหรือสิ่งใด  แต่พวกข้าอยากดูแลท่านเหมือนอย่างที่ท่านเคยดูแลพวกข้าเป็นอย่างดีมาตลอด"

                         ยามาโตะหลับตาลงหวนนึกถึงเรื่องสมัยก่อนที่นางตอนแข็งแรงดีคอยดูแล  คอยช่วยเหลือพวกตนแม้ทั้งจะในยามรบหรือการทำงานภายในเรือน  ก่อนท้ายสุดจะเอนศรีษะลงไปซบกับไหล่บางแผ่วเบาก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ดังราวกับเสียงกระซิบ

                         "ดังนั้นอย่าคิดมากเลยนะ..."

                         ทว่า  สาวน้อยที่ยังทำตัวเป็นเด็กดื้อส่ายหน้าแม้จะตกใจกับการกระทำของอีกฝ่ายแต่เธอนั้นสนใจในคำพูด  จึงได้แต่ส่ายหน้าเพื่อโต้แย้ง

                         ประเด็นสำคัญคือพวกเขาไม่รู้เท่าที่เธอรู้  และตัวเธอก็ไม่อยากจะพูดถึงบทลงโทษนั้นให้ชัดเจน

                         ถ้าบอกไปพวกเขาคงคัดค้านการเข้ารับการทดสอบแน่ๆ  

                         แต่ว่ามันไม่มีทางหลีกหนีได้อีกแล้ว  ฉะนั้นพวกเขาเองก็คงเครียดหนักกว่าเดิม

                         เพราะพวกดาบเริ่มผูกพันธ์กับเธอมากดังนั้นพวกเขาจะทำทุกอย่างในการขัดขวางหรือวันๆอาจจะไม่ได้ร่าเริง  มัวแต่จมปลักหาวิธีการหยุดยั้งการรับการทดสอบเป็นแน่

                         ซึ่งมันไม่เป็นผลดีเพราะยังไงเทพอินาริคงไม่ยินยอม  

                         และถ้าขัดขวาง  พวกเขาคงเจอบทลงโทษที่หนักเป็นแน่...

                         "ยามาโตะ....ถึงจะบอกว่าไม่อยากให้คิดอะไรให้มากไปกว่านี้  แต่วันหนึ่งในอนาคตเรื่องนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้งอยู่ดี  นายจะเลี่ยงไปได้ก็แค่ครั้งนี้  เพราะยังไงการทดสอบก็ต้องเกิดขึ้น...เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะช่วยเติมเต็มหน้าที่ของพวกเรา"

                         ต่อให้อยากหลีกเลี่ยงไปให้นานเพียงไร  แต่ถ้าอยากจะจบเรื่องราวโดยดี  ทางเลือกของซานิวะทุกคนก็มีแต่ต้องรับการทดสอบและเดิมพันกับผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

                         ไอฮาเนะก็เป็นคนที่ต้องการอยากให้เรื่องราวจบลงด้วยดี  

                         เธอไม่อยากหนีหน้าที่ของตัวเอง  

                         เธอไม่อยากทิ้งภาระและเลือกจะมอบความทรงจำที่น่าผิดหวังไว้ให้คนเบื้องหลังคอยจดจำเอาไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว

                         "งั้นก็ไม่ต้องสนต่อหน้าที่"

                         "ยามาโตะ..!"

                         อ้อมกอดที่โอบร่างนั้นรัดแน่นขึ้นเล็กน้อย  

                         "ข้าไม่สนเรื่องหน้าที่หรอกนะ ! ข้าน่ะอยากให้ท่านมีชีวิตที่มีความสุขเสียมากกว่าจะเป็นทุกข์ ! ได้มีชีวิตอย่างที่ใจต้องการเสียมากกว่าจะมีสภาพเช่นนี้!"

                         "ข้ารู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรจะพูดออกไป!  ในฐานะศาสตราแล้วสิ่งที่พูดเมื่อครู่คือสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ! แต่ท่านคือเจ้านายของข้า!  เป็นเจ้านายเพียงคนเดียวของข้าในตอนนี้และเป็นคนสำคัญสำหรับข้า!  หากเพราะคำว่าหน้าที่เป็นตัวกดดันทำให้ท่านต้องวิตกหรือเพราะบทลงโทษที่ทำให้ท่านต้องเครียดหนัก ! เช่นนั้นก็ไม่ต้องสนใจ ! อยู่แบบนี้ต่อไปก็ได้...!"

                         เป็นดาบก็ควรทำหน้าที่ของดาบ  แต่ใจของดาบที่มีชีวิตจิตใจนั้น...

                         พวกเขา..ไม่สิ  ตัวเขา...ปราถนาแค่ความสุขของเจ้านาย

                         โอคิตะคุงเองก็จากไปด้วยอายุที่ยังน้อย  เขาคงมีหลายอย่างที่อยากทำแต่เขาก็ฝืนรั้งร่างกายตัวเองมาตลอดเพราะว่าต้องการต่อสู้  ต้องการทำหน้าที่ให้สมภาคภูมิ

                         แต่ท้ายสุดอาการก็ทรุดหนักจนได้แต่นอนอยู่กับที่...

                         ดังนั้นแล้วยามาโตะ...เขาแค่ปราถนาอยากให้เจ้านายคนปัจจุบันเบื้องหน้ามีชีวิตที่ยืนยาวนาน  อยากให้นางได้ใช้ชีวิตสมวัย  ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่ต้องสนใจกับคำว่าหน้าที่ของซานิวะ...

                         "ซานิวะก็มีอีกตั้งสี่คน  สี่คนนั้นก็สามารถทำได้  ขอแค่ท่านไม่ต้องฝืนและอยู่นิ่งๆไปก็ไม่เป็นไรหรอก"

                         มีคนตั้งมากมาย  ดังนั้นแล้วก็ให้พวกเขารับไปสิ  ไม่เห็นต้องแบกรับ  ไม่เห็นต้องไปรับการทดสอบเพื่อจบเรื่องราว

                         เพราะถ้าทุกอย่างจบสิ้นลง

                         เมื่อนั้นพวกตนก็ลาจาก...

                         ยามาโตะโนะคามิตระหนักได้แล้วว่าเขาไม่อยากให้ผู้เป็นนายเบื้องหน้าจากไป  เขาอยากใช้ชีวิตอยู่กับนางไปให้นานมากกว่านี้

                         เขาอยากให้ช่วงเวลาที่พวกตนอยู่ด้วยกันแบบนี้เป็นช่วงเวลานิรันดร์เหลือเกิน...

                         ฟากไอฮาเนะย่นคิ้วเมื่อเจอคำพูดของอีกฝ่าย  ก่อนตอบกลับไปเสียงเบา

                         "แบบนั้นมันไม่ได้ไม่ใช่เหรอไงยามาโตะ...."  เธอแย้งคำพูดแสนเอาแต่ใจของเขาแผ่วเบา  มันเป็นความเอาแต่ใจที่ไร้เหตุผล  พวกตนหลีกหนีพันธะหน้าที่ไม่ได้ดังนั้นสิ่งที่พูดออกมาก็คือความเอาแต่ใจที่ไม่มีวันเป็นจริงได้อยู่ดี...

                         "อย่างที่บอกไป  ข้าไม่สนหรอก...จะว่าข้าเห็นแก่ตัวก็ได้นะแต่ข้าคิดอย่างที่พูดออกไปจริ-..ผัวะ!"  กล่าวไม่ทันจบ  เสียงดังผัวะก็ดังขึ้นในระยะประชิดพร้อมกับคมหน้าที่กดฝังอยู่กับไหล่บางจะถูกกดลงจากแรงกระแทกทำเอาทั้งคนโดนเล่นงานกับคนโดนโอบกอดร้องอุทานกันอย่างตกใจ

                         ยามาโตะโนะคามิรีบผละจากเด็กสาวหันมามองดูคนที่เล่นงานซึ่งกำลังตีหน้ายักษ์ใส่เบื้องหน้า

                         "คิโยมิทสึ !  เจ้าตบหัวข้าทำไม!"

                         "ก็เจ้าพูดอะไรออกมากันล่ะ!"

                         "ก็ข้าพูดออกไปตามตรงนี่นา!"

                         "นั่นแหละประเด็น!"  คะชูมองจ้องเขม็งอย่างโกรธเคือง

                         "ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้านะ!  แต่อย่าได้ลืมว่าการที่ท่านไอมาที่นี่เพราะเหตุผลอะไร ! แล้วเจ้าคิดหรือว่าเทพอินาริจะยินยอมปล่อยผ่านไปโดยง่าย!  ช้าเร็วก็คงหาทางบีบให้พวกเราร่วมบททดสอบอยู่ดี...!"

                         ไอฮาเนะเหลือบตามองศาสตราคู่กายที่อยู่กับตนเป็นคนแรกก่อนยิ้มอย่างขอบใจ  

                         คะชูถอนหายใจหลังเห็นท่าทีของชายหนุ่มและเหลือบมองดูรอยยิ้มที่เจ้านายสาวส่งมอบให้  ดาบเล่มแรกเริ่มรู้สึกหนักอก  

                         ตัวเขานั้นเข้าใจเหตุผลของทั้งสองฝ่าย  จริงอยู่ว่าในใจเขาปราถนาในสิ่งเดียวกันกับยามาโตะโนะคามิ  แต่ในใจอีกส่วนหนึ่งนั้นก็เข้าใจผู้เป็นนาย

                         ช้าหรือเร็วก็หนีไม่พ้น  ต่อให้อยากหนีก็หนีไม่ได้  ความอึดอัดที่ใจนั้นรู้ดีว่าอีกไม่นานพวกตนจะถูกบีบให้ทำบางอย่างที่ไม่เต็มใจนั้นมันทรมานเพียงไร

                         เขาทราบเป็นอย่างดี...

                         และเพราะเจ้านายสาวรับทราบแล้วว่าในอนาคตที่จะถึง  ตัวเธอต้องรับการทดสอบที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรย่อมต้องเครียด  อีกทั้งมีบทลงโทษที่โดนขู่ว่ามันรุนแรงนั่นอีก

                         มีใครบ้างจะไม่เครียด

                         แต่จะให้โยนเรื่องเหล่านี้ทิ้งไปแล้วทำเป็นไม่สนก็คงไม่ได้

                         จะให้หลอกตัวเองว่าไม่รู้  ไม่สน  ไม่เคยรับทราบกับเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้อีกอยู่ดี

                         "เจ้าจะให้ท่านไอทำเป็นเฉยเมยหรือลืมไปมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกนะยาสุซาดะ  มันทำไม่ได้หรอก"

                         "เหรอ  แต่ว่าถ้าลืมเรื่องเหล่านี้ไปโดยทำเป็นไม่สนใจ...มันก็ไม่น่าจะยากไม่ใช่หรือ"

                         เหมือนกับเขาไงล่ะ  เหมือนกับเขาที่ลืมโอคิตะคุงไป  

                         เพื่อที่จะได้กลายเป็นดาบของนายท่านคนปัจจุบันอย่างสมภาคภูมิ...

                         เขาเลือก...ที่จะลืม

                         คะชูพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งนึกสงสัยเสียจริงว่าค่ำคืนนี้ตนถอนหายใจไปกี่ครั้งแล้วนะ

                         ไม่ต่างกับไอฮาเนะเช่นเดียวกัน  เธอตอบแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงไม่สื่ออารมณ์คล้ายกับคนที่ปลงในเรื่องเหล่านี้แล้ว

                         "ลืมไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกยามาโตะ...ลืมไปแล้วก็จริงแต่ถ้านึกขึ้นมาได้ก็ไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ"

                         ลืมก็แค่ชั่วครู่  แต่ถ้าหวนนึกขึ้นได้หรือมีบางสิ่งไปสะกิดเรื่องเหล่านั้นก็จะจำได้อยู่ดี

                         "ใช่แล้ว  การลืมมันก็ไม่ต่างกับตัวช่วยที่จะลบความรู้สึกแย่ๆในช่วงเวลานั้นออกไปเท่านั้นเอง  แต่ไอ้เรื่องแย่ๆหรือเรื่องเครียดๆน่ะมันไม่ได้หายไปด้วยหรอกนะ  มันยังคงอยู่  แค่รอเวลาที่เรานึกจดจำได้อีกหนมันก็จะทำให้เรากลับไปแย่อีกเช่นเดิม  การแนะนำให้ลืมหรือเมินเฉยต่อเรื่องราวต่างๆ  ข้าไม่เห็นด้วยหรอกนะยาสุซาดะ"

                         เจอทั้งสองตอบแย้งกลับ  ร่างสูงก็นิ่งอึ้งก่อนจะแย้งกลับมาเสียงเบากว่าเดิมพร้อมกับหลบเลี่ยงสายตา

                         "ข้าก็แค่...ไม่อยากให้ต้องคิดมาก...ข้าก็แค่...คิดว่าการไม่สนใจหรือลืมเรื่องเครียดๆออกไปน่าจะดีกว่าการเก็บมาเครียดเช่นนี้น่ะ..."

                         "ข้าเข้าใจเจ้านะยาสุซาดะ  ความคิดของเจ้ามันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะ  เพียงแต่ข้าแค่เห็นต่างออกไป....ก็เท่านั้น"

                         "..."

                         สองดาบที่สนิทกันเริ่มเห็นต่าง  ไอฮาเนะจึงเริ่มกังวลว่าพวกเขาอาจจะทะเลาะอะไรกันหรือไม่  เพราะอย่างไรคนที่สนิทด้วยกันมากแบบนี้มาคิดอะไรเห็นต่างอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาแย่ลงก็เป็นได้

                         ทว่า

                         "งั้นรึ  ข้า...เข้าใจแล้ว  หากคิโยมิทสึพูดแบบนั้นก็ไม่เป็นไร  แต่ข้ายังอยากยึดมั่นกับความคิดของข้าเหมือนเดิม  แบบนั้นเจ้าจะว่าอะไรไหม"

                         "ไม่หรอก  ต่างคนต่างคิด  เราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันเสียทุกเรื่องหรอกนะ  เจ้ามีแนวคิดอีกอย่าง  ข้าก็มีแนวคิดอีกอย่าง  ต่อให้ต่างกันก็ไม่เป็นไรหรอกยังไงมันก็ไม่ได้ทำให้พวกเราต้องโต้เถียงจนถึงขั้นทะเลาะกันเสียหน่อย"

                         สำหรับพวกเขาแล้วแม้คนอื่นจะมองว่าสนิทและอยู่ด้วยกันเสมอ  แต่ก็มีบางเรื่องที่พวกตนคิดเห็นต่างกันบ่อยครั้ง  ทว่าเมื่อเห็นต่างพวกเขาจะมานั่งคุยและเมื่อได้บทสรุปว่ายังไงก็ทำให้อีกฝ่ายคล้อยตามความคิดของตัวเองไม่ได้ก็จะหยุดลง  พร้อมเปลี่ยนบทสนทนาทันที  และเมื่อถึงคราวหน้าพวกเขาจะหลีกเลี่ยงการสนทนาในจุดที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง

                         "อืมๆ  ใช่แล้ว  ต่อให้คิดไม่เหมือนกันแต่ข้าก็เคารพความคิดของคิโยมิทสึเหมือนกับที่คิโยมิทสึก็เคารพความคิดของข้านะ"

                         "อืม  แล้วก็นะท่านไอ..."  หลังจัดการทำให้เจ้าดาบหัวดื้อที่พยายามอยากให้เจ้านายทำเมินต่อหน้าที่และไม่ต้องไปสนบททดสอบสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จแล้ว  คะชูจึงหันหน้ามายังเป้าหมายหลักของหัวข้อสนทนา  

                         "...พวกข้าน่ะไม่คิดจะตัดสินใจอะไรแทนท่านหรอกนะ  หากท่านคิดว่าจะรับการทดสอบก็จงทำเถิด  พวกข้าขอแค่ให้ท่านบอก  บอกพวกข้าออกมาตามตรงว่าต้องการอะไร  ต้องทำยังไงก็เท่านั้นเอง  และได้โปรดต่อจากนี้ไป....ท่านอย่าคิดมากจนทำให้นอนไม่หลับหรือเอาแต่จมปลักอยู่กับความคิดเพียงคนเดียว  จำไว้ด้วยขอรับพวกข้าอยู่กับท่านเสมอ  ขอแค่เอ่ยถาม  ออกปากบอกว่าต้องการอะไร  พวกข้าก็ยินดีทำให้ทุกอย่าง  ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะยากเย็นเพียงไร  พวกข้าก็พร้อมจะทำ...เพื่อท่านเสมอ"

                         "ดังนั้น...ร่าเริงและทำใจให้ฮึกเหิมเพื่อให้พร้อมสำหรับสิ่งที่ท่านจะต้องเผชิญในอนาคตเถิด"

                         "คะชู..."

                         "ข้าคงไม่เก่งด้านการพูดจาให้ดูดี  แต่นี่คือใจจริงของข้านะ"

                         "อืม  ข้าก็เหมือนกัน  จริงอยู่ที่ข้าไม่อยากให้ท่านต้องสนใจอะไรกับพวกนี้  แต่หากท่านต้องการ  ข้าก็พร้อมจะเป็นดาบให้ท่านได้ช่วงใช้อย่างเต็มที่  ขอแค่บอกออกมาก็พอ"

                         เด็กสาวอึ้งไปก่อนจะยิ้มนิดๆด้วยสีหน้าอ่อนใจ

                         ถึงจะดูขัดแย้งกันแต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยอมรับอย่างว่าง่าย  ก็สมเป็นดาบคู่หูที่อยู่กันยืดยาวดีจริงๆนั่นแหละนะ  น้อยครั้งเลยล่ะที่จะเห็นพวกเขาทะเลาะกัน  ไม่สิ  นี่คงเป็นครั้งแรกล่ะมั้งที่พวกเขาโต้แย้งกันต่อหน้าเธอ  กระนั้นบทสรุปสุดท้ายแม้จะเห็นต่าง

                         แต่ไม่ว่ายังไงก็พร้อมจะสนับสนุนโดยยึดถือการตัดสินใจจากตัวเธอเป็นหลักอยู่ดี

                         "....ขอบใจนะ"  ไอฮาเนะไม่มีอะไรจะพูดออกไปได้นอกจากคำขอบคุณ  เธออยากขอบคุณที่พวกเขาทำตามที่เคยพูดไว้เมื่อก่อน  ในเรื่องจะไม่บีบบังคับ  แม้ใจของพวกเขาจะไม่ต้องการให้เธอรับการทดสอบก็เถอะ  

                         แต่ท้ายสุด  พวกเขาก็ยังเลือกให้เธอตัดสินใจเองทุกอย่าง....

                         ยามาโตะโนะคามิที่เห็นเด็กสาวสงบลงไปแล้วเริ่มมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากได้แล้วนั้น  จึงเผลอขยับตัวแล้วเริ่มเกาะแกะอย่างการโอบกอดอีกหน  ซึ่งนั่นเองที่ทำให้คนที่โดนกอดสะดุ้งอีกหนจนได้

                         "ยะยามาโตะ...เลิกมากอดได้แล้วน่า!"

                         "ทีคิโยมิทสึยังทำได้เลย"

                         น้ำเสียงทุ้มแย้งอย่างงอนๆแต่เพราะมันอยู่ใกล้นัก  แถมไม่พอเขายังซบไหล่อีกพลางกระชับอ้อมแขนให้แน่นกว่าเดิม  ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเริ่มทำให้หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวอีกหน  พร้อมกับหน้าที่เริ่มเห่อแดงขึ้นทีละน้อยจนได้

                         ทำไมนายเริ่มกลับมาใจกล้าอีกแล้วล่ะยามาโตะ...  อึก  หลังจากกลับมาเนี่ยนายชักจะเริ่มรุกเกินไปแล้วนะตาบ้า!

                         "โฮ่ยๆ  ยาสุซาดะ  อย่าตีเนียนสิ"  มือแกร่งของคะชูผลักไหล่อีกด้านเบาๆไม่ได้แรงมากนัก  หมอนี่มันอะไรได้โอกาสเมื่อไหร่ก็เริ่มถึงเนื้อถึงตัวกว่าแต่ก่อน  นี่จะเป็นเจ้าจันทร์เสี้ยวเบอร์สองหรือไร  

                         คะชูเข้าใจดีถึงความรู้สึก  แม้จะหงุดหงิดฉุนเฉียวอยู่บ้างแต่เขาก็เริ่มยิ้มกริ่มอย่างล้อเลียนยามเห็นเพื่อนสนิทเงยหน้าขึ้นมามองอย่างบึ้งๆ

                         "ไม่ได้ตีเนียนสักหน่อยคิโยมิทสึ"

                         "อย่างนี้เรียกว่าเนียน  เจ้าจะกอดเพื่อปลอบประโลมข้าไม่ว่าแต่ซบไหล่เนี่ยถึงเนื้อถึงตัวไปหน่อยนะ"

                         "แต่ตะกี้คิโยมิทสึยังเกลี่ยผมเลย"

                         "ก็แค่เกลี่ยผม!"

                         "ทำไมล่ะ  ข้าจะทำแบบเดียวกับคิโยมิทสึยามอ้อนเจ้านายบ้างไม่ได้หรือ?"

                         เจอคำนี้เข้าไปคะชูถึงกับสำลักก่อนจะถลึงตาอย่างหงุดหงิด

                         "เฮ้ยๆ  ข้าไม่ได้อ้อนนะ!  ข้าแค่อยากให้ท่านไอสนใจข้าบ้างน่ะ!"

                         "นั่นแหละที่เค้าเรียกกันว่าอ้อนคิโยมิทสึ"

                         ยามาโตะเถียงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ขณะยังกอดผู้เป็นนายไว้แน่นราวกับตุ๊กตาพลางจ้องมองเพื่อนสนิทที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่อย่างขบขัน  จนสุดท้ายก็โผมากอดด้วยอีกคนพลางส่งเสียงร้องเรียกอย่างต้องการความสนใจ

                         ตัวคนที่ไม่ต่างกับตุ๊กตาได้แต่อยู่เฉยๆเพราะทั้งเหนื่อยและหมดแรงอยากจะโต้แย้งแล้ว  ที่สำคัญมันก็แค่การกอดเฉยๆไม่ได้มีอะไรเกินเลย  อีกทั้งมือของพวกเขาก็ไม่ได้ซุกซนอะไรยังอยู่เฉยไม่ได้แตะต้องอะไรสักนิด

                         เอาเถอะถึงจะโดนผู้ชายสองคนกอดพร้อมกันจนหัวใจเต้นรัวแต่ยังไม่เป็นลมไปเนี่ย  ถือว่าเธอพัฒนาขึ้นหรือเปล่านะ?

                         ไอฮาเนะคิดอย่างขำๆ  ก่อนยกมือตบแปะๆเข้าที่ขาพวกเขาเพื่อดึงความสนใจ

                         "นี่  ฉันไม่ใช่ตุ๊กตานะแล้วคลายอ้อมแขนหน่อยเถอะ  จะหายใจไม่ออกแล้วนะ"

                         แทบทันทีที่ได้ยินจากที่บอกว่าให้คลาย  กลับกลายเป็นผละออกกันคนละทาง  สีหน้าของสองดาบตื่นตระหนกระคนกังวลก่อนต่างฝ่ายจะก้มหัวขอโทษอย่างรวดเร็ว

                         "ข้าขอโทษท่านไอ!  ท่านไม่ได้เจ็บอะไรใช่หรือไม่!"

                         เพราะรู้ดีว่าแรงพวกเขาย่อมมากกว่าเด็กสาวแถมยังกอดนางไว้แน่นอีก  แบบนี้นางจะเป็นไรหรือเปล่านะ

                         ไอฮาเนะเริ่มหัวเราะคิกคักยามเห็นใบหน้าลนลานของพวกเขา

                         "ไม่เป็นไรสักหน่อย  นี่ยังดีนะที่ไม่ได้รัดแน่นมากเกินไปไม่งั้นคงขาดอากาศหายใจกันพอดี"

                         เธอหยอกเย้าเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย  ก่อนหันไปจัดหมอนให้เข้าที่แล้วล้มตัวลงนอน

                         "ท่านจะนอนแล้วหรือ?"  ยามาโตะร้องถามหลังเห็นเด็กสาวดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงลำคอ

                         "อืม..."  สาวน้อยก็ตอบรับเบาๆ  พร้อมกับที่สองดาบจะเริ่มขยับตัวลงตัวลงนอนด้านข้างบ้าง  

                         พวกเขายังนอนชิดใกล้  แต่เพราะเริ่มคุ้นชินไอฮาเนะจึงไม่รู้สึกติดขัดอะไรอีก  พลางเหลือบมองสองดาบด้านข้างที่นอนตะแครงจ้องมองเธออยู่

                         "ทำไมต้องจ้องด้วยล่ะ"

                         "ท่านไม่ได้ปิดป้ายห้ามมองนี่ขอรับ  ข้าแค่อยากให้มั่นใจว่าท่านจะหลับไปจริงๆ"

                         "..."

                         นี่พวกเขากลัวว่าเธอจะแกล้งทำเป็นหลับหรือไง  

                         ไอฮาเนะคิดอยากขบขัน  แต่เมื่อมองดูแววตาก็เห็นความกังวลและห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม

                         เด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่านี่มันนานเท่าไหร่แล้วนะที่มีคนเป็นห่วงเป็นใยเธอขนาดนี้  นานปานไหนแล้วนะที่ตัวเองได้รับการดูแลเอาใจใส่เพียงนี้?

                         ทั้งที่ผ่านไปไม่นานแต่ก็รู้สึกผูกพันธ์กับพวกเขาอย่างแน่นแฟ้น  ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่อยากจะลืมพวกเขา
เธอไม่อยากลืม  ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากลืม  

                         ด้วยคิดได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญ  เป็นคนที่แสนสำคัญ

                         ดังนั้นแล้ว...

                         "นี่คะชู  ยามาโตะโนะคามิ..."

                         "หืม?"

                         "มีอะไรเหรอท่านไอ?"

                         "มีเรื่องจะขอร้องน่ะ"

                         "ขอร้อง?"  ทั้งสองทวนคำอย่างพร้อมเพรียงนึกฉงนใจ  เพราะเสมอมานายสาวไม่เคยร้องขอสิ่งใดจากใครเลย  แล้วทำไมตอนนี้จึงได้เอ่ยปากขอร้องล่ะ

                         "ไม่มีอะไรมากหรอกแค่อยากขอร้องให้ช่วยสัญญาอะไรสักย่างหน่อยน่ะ"

                         "แค่การสัญญา...ท่านไม่จำเป็นต้องขอร้องเลยด้วยซ้ำนะขอรับ  ว่าแต่ท่านจะให้สัญญาอะไรล่ะขอรับ?"

                         แทนคำตอบเด็กสาวชูนิ้วก้อยขึ้นมากลางอากาศ

                         "สัญญาที่ว่าก็คือการเกี่ยวก้อยสัญญา"

                         "เกี่ยวก้อยสัญญา?  ใช่ที่ว่าถ้าผิดสัญญาต้องกลืนเข็มพันเล่มรึเปล่าท่านไอ?"  คะชูถามอย่างสยดสยอง  สีหน้าเขาดูหวาดหวั่นเหลือเกิน  ตรงกันข้ามกับยามาโตะโนะคามิที่รับฟังอย่างสนใจ

                         แต่ด้วยสีหน้าของศาสตราแรกทำให้ไอฮาเนะเผลอหลุดหัวเราะออกมาจนได้

                         "ใช่ๆ  เกี่ยวก้อยสัญญาถ้าผิดสัญญาต้องกลืนเข็มพันเล่มนั่นแหละ"

                         "เอ...ไหงท่านอยากเกี่ยวก้อยสัญญาขึ้นมาล่ะ"

                         "ก็แค่คำสัญญา  แต่ไม่เกี่ยวก้อยก็ได้ถ้าไม่อยากทำ..."  ว่าไม่ทันจบ  ยามาโตะโนะคามิก็ชิงตัดหน้าใช้นิ้วก้อยตัวเองเกี่ยวกระหวัดกับนิ้วก้อยเล็กทันควัน  ชายหนุ่มทำหน้าซื่อแล้วหันไปยิ้มๆให้เพื่อนร่วมรบที่อ้าปากค้าง  ก่อนคะชูจะรีบตวัดนิ้วก้อยเกี่ยวตามอย่างไม่รีรอ

                         "ตะกี้เห็นเหมือนไม่อยากเกี่ยวก้อยไงคิโยมิทสึ"

                         "นั่นเพราะข้ามัวแต่ถามไม่ได้บอกสักคำว่าจะไม่เกี่ยวก้อยสัญญา!"  ชายหนุ่มดวงตาสีแดงกล่าวอย่างกระฟัดกระเฟียดหลังเจอคนตัดหน้าไปก่อนตัวเอง

                         ไอฮาเนะยิ่งยิ้มขำก่อนเขย่ามือเล็กน้อยเพื่อดึงความสนใจจากทั้งสองให้กลับมายังตัวเอง

                         "นี่คือการสัญญานะ  ฉันขอสัญญากับตัวเองและพวกนายว่าจะไม่ยอมจากไปไหนตราบที่หน้าที่ในฐานะซานิวะยังไม่จบสิ้น  จะยังคงอยู่จวบจนกว่าพันธะหน้าที่จะสิ้นสุดกันไป  จะไม่ละทิ้งหรือหลบหนีอย่างเด็ดขาด  ดังนั้นแล้วจึงอยากขอคำสัญญาจากทั้งสองคน..."

                         เด็กสาวพูดช้าๆชัดๆเพื่อให้ทั้งสองจดจำคำสัญญาของตัวเธอไว้ไม่ให้ลืมเลือน

                         "...ว่าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือฉันหายไปละก็  โปรดตามหาฉันให้เจอแล้วพากลับมา  ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ต้องพากลับมา  ต่อให้ตัวฉันเกิดเรื่องร้ายจนลืมเลือนตัวเองในฐานะซานิวะไปก็ต้องพากลับมา  จงฟื้นคืนความจำของฉันและพาฉันกลับมาที่นี่  เพราะฉันยังคงยืนยันคำเดิม  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็จะไม่ไป  จะไม่ไปอย่างเด็ดขาด  เพราะฉะนั้นได้โปรด  สัญญานะว่าอย่าได้ลืมฉันและอย่าปล่อยให้ฉันลืมตัวตนพวกนาย  ได้โปรดหากฉันหายไปก็ต้องหาและพาฉันกลับมา..."

                         "ฉันไม่อยากจะจากที่นี่ไป....โดยที่ไม่ได้บอกลาพวกนาย..."

                         "สัญญานะ..."

                         ในเมื่อเธอรู้ดีว่าหนีการทดสอบไม่ได้อีกต่อไป  งั้นทางเลือกเดียวคือการเผชิญหน้า

                         หากผิดพลาดเธอก็ยังอยากจดจำเอาไว้  ต่อให้เทพอินาริลบความทรงจำแล้วอย่างไร  เธอยังอยากจะจดจำพวกเขาเอาไว้

                         แต่ถ้าจำไม่ได้

                         ก็ให้พวกเขาพยายามทำให้เธอจำให้ได้สิ!

                         มันอาจเห็นแก่ตัวไปหน่อย  แต่เธอไม่อยากลืมพวกเขา

                         เหล่าคนสำคัญของเธอ

                         ไอฮาเนะที่ไม่เคยเชื่อถือเรื่องความสัมพันธ์หรือเคยมีความรู้สึกรักใคร่ผูกพันธ์กับใคร  ในยามนี้เลือกตัดสินใจดีแล้ว

                         หากนี่คือบททดสอบของจิตใจและสายสัมพันธ์

                         เธอก็ขอเดิมพันทุกอย่าง

                         หากเธอคือคนสำคัญของพวกเขาจริงๆ  เธอก็ต้องการให้พวกเขาทำตามสัญญานี้  นำพาเธอกลับมา

                         ต่อให้จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  เธออยากเลือกจะเชื่อในความสัมพันธ์ของตนกับเหล่าศาสตรา

                         เทพอินาริให้ศาสตราเป็นฝ่ายจดจำ  แต่ไม่ได้ห้ามปรามไม่ให้พวกเขาบอกเล่าให้เธอที่จดจำไม่ได้เสียเมื่อไหร่

                         หากจำไม่ได้แต่ถ้าหากยังผูกพันธ์กันจริง

                         ก็ได้โปรดสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยกัน  

                         สายสัมพันธ์และความผูกพันธ์เหล่านั้นน่ะ

                         หากผิดพลาดไม่อาจผ่านบททดสอบ  ก็จงนำพาเธอที่จดจำไม่ได้กลับมา

                         หากยังผูกพันธ์และยังต้องการอยู่ร่วมกันอีกครั้ง  ก็มาเริ่มต้นกันใหม่

                         หากความทรงจำหวนกลับมาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  ขอแค่ได้เริ่มใหม่  ผูกสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกันอีกครั้ง

                         เธอก็ยินดีที่จะเดิมพันทุกอย่างกับการทดสอบนี้อย่างหมดใจ...

                         เมื่อได้ยินคำขอสัญญา  ใจของสองดาบนั้นเต้นระรัว

                         ถ้อยคำบางอย่างบอกกล่าวไว้ในการคำสัญญานี้  ในอนาคตคงมีบางอย่างเกิดขึ้น  นางคงทราบดี

                         และสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้พวกตนต้องพลัดพรากและนางจดจำไม่ได้  นางจึงได้เลือกขอสัญญาจากพวกตน

                         ทั้งสองอยากถามทุกอย่างว่าทำไมนางพูดแบบนั้น  ทำไมถึงพูดอะไรที่น่ากลัวแบบนั้นออกมา

                         แต่เพราะเห็นแววตาที่จ้องมองนิ้วก้อยของพวกตนซึ่งเกี่ยวกระหวัดกับนิ้วก้อยของนางแล้ว  

                         ทั้งสองก็พูดไม่ออก  นอกเหนือจากคำสั้นๆ

                         "พวกข้าสัญญา"

                         ไม่จำเป็นต้องถาม  ในเมื่อนางขอแค่คำสัญญาในตอนนี้  พวกตนก็ยินดีจะมอบให้

                         "พวกข้าสัญญา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะทำตามสัญญานี้ที่ให้ไว้กับท่านอย่างแน่นอน"

                         คำสัญญาสำหรับพวกเขาเปรียบดั่งคำสาบาน  เมื่อเอ่ยแล้วจะไม่คืนคำ

                         ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  พวกเขาจะไม่มีวันผิดคำสัญญานี้อย่างแน่นอน

                         ได้ยินคำสัญญาแล้วรอยยิ้มสุขใจก็ปรากฏบนริมฝีปากบางก่อนจะพูดออกมาแค่ถ้อยคำสั้นๆว่าดีสองสามครั้งก่อนหลับตาลง  

                         สองศาสตราที่เห็นเช่นนั้นจึงคลายนิ้วออก  เด็กสาวจึงเลื่อนมือให้กลับลงมาซุกในผ้าห่ม

                         เธอถอนหายใจอีกครั้ง

                         "ขอบคุณนะ  แล้วก็...นอนกันได้แล้วล่ะ"

                         นั่นคือการพูดครั้งสุดท้ายในค่ำคืนนี้  ก่อนเจ้านายสาวจะหลับไหลลงไปในที่สุด

                         คงมีแค่สองศาสตราที่ยังนอนจ้องมองอย่างเงียบเชียบ  จนมั่นใจหลังได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั่นแล้วพวกเขาจึงขยับตัวมาใกล้กว่าเดิมพลางเคลื่อนหมอนให้เข้าใกล้มากขึ้นก่อนคะชูจะยกวงแขนโอบกอด  เช่นเดียวกับยามาโตะโนะคามิ

                         เหตุที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะกังวลว่าเจ้านายจะหนาวสั่นในค่ำคืนอันดึกดื่นเพียงอย่างเดียว  หากแต่ต้องการให้วงแขนนี้รับรู้ถึงร่างที่หลับไหลว่ายังคงอยู่กับพวกตน

                         ถ้อยคำนั้นบอกถึงอนาคตนัยๆจนทำให้พวกเขาหวาดหวั่น  ดังนั้นแล้วการได้สัมผัสหรือรู้สึกว่านางยังอยู่กับพวกตนนั้นจึงเป็นสิ่งเดียวที่สองดาบคิดออก

                         ถึงแม้จะเสี่ยงกับการโดนนางอาละวาดใส่พวกตนหลังพบว่าโดนนอนกอดจนถึงเช้าก็เถอะ  ถ้าหากเป็นแบบนั้นพวกเขาก็ยินดีจะรับฟังคำบ่นนั่น

                         ทว่า

                         ขอแค่ตอนนี้...เท่านั้น

                         ขอให้มั่นใจว่านางยังอยู่กับพวกตนก็พอ...




                         ยามเช้ามาเยือนแล้ว  แต่เรือนซานิวะยังเงียบกริบ

                         เวรยามเช้าผู้กระตือรือร้นย่ำฝีเท้าให้เบาลงกว่าเดิมขณะถือถาดอาหารในมือ  สีหน้าของผู้นำขบวนนั้นเบิกบานสำราญใจแต่ยังแฝงไปด้วยความระวังในที

                         ฮาเซเบะ  นายทาสเบอร์หนึ่งผู้แสนซื่อสัตย์ประจำเรือนนั้นคือเวรในยามเช้านั่นเอง  เขาตื่นแต่เช้าตรู่ชิงตัดหน้าทำอาหารเช้าแทนพ่อครัวประจำฮงมารุ  ก่อนจะนำอาหารที่ตั้งใจทำมายังเรือนซานิวะด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมโดยมีโซวสะและมุทสึโนะคามิเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าง่วงๆ

                         เนื่องจากเจ้านายยามปกติเป็นคนที่ตื่นเช้ามาก  หากมายามนี้บานประตูเรือนคงเปิดกว้างออก  เพราะตามปกติประตูจะถูกเปิดระบายอากาศในทุกเช้าหลังผู้เป็นนายตื่นนอนแล้วเสมอ

                         แต่ยามนี้มันยังปิดสนิทอีกทั้งเรือนก็เงียบกริบ  แสดงว่าผู้เป็นนายยังไม่ตื่นนอน

                         ไม่แปลกเลยนางป่วยนี่นา  คนป่วยจำต้องพักผ่อนเยอะๆ  แต่เนื่องจากสายแล้ว  ฮาเซเบะจึงตั้งใจจะนำอาหารไปให้พร้อมปลุกเจ้านายผู้ขี้เซาให้ตื่นด้วยตัวเอง

                         ทว่า

                         "นายท่านขอรับ!  ฮาเซเบะผู้นี้..!"  เขาเอ่ยค้างถึงตอนเรียกชื่อตัวเองก่อนจะเงียบไป  ไม่สิต้องบอกว่าอ้าปากค้างเสียมากกว่า

                         เพราะเบื้องหน้าคือภาพบาดตาบาดใจ  เอ้ย!  มันคือภาพของสองดาบที่นอนเกาะก่ายร่างของผู้เป็นนายที่ยังหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว  แถมยังนอนแนบชิดจนแทบจะรวบร่างเล็กๆนั้นไปกอดอยู่ในอ้อมแขนเสียแล้ว

                         มุทสึโนะคามิที่ยังมึนๆเพราะง่วงอยู่นึกสงสัยหลังเห็นเจ้าดาบผู้เทิดทูนนายอ้าปากค้างอยู่หลายวินาที  ร่างสูงชะโงกเข้าไปดูก่อนตาโต

                         และทันใดนั้นเขาก็ล้วงหยิบเอากล้องถ่ายรูปที่เด็กสาวเคยซื้อไว้ให้ออกมากดรัวชัตเตอร์ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง  

                         "ดีนะที่ปิดแฟลชไว้"

                         แม้จะรัวชัตเตอร์จนได้ยินเสียงดังแต่สามร่างก็ยังนอนนิ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย

                         "มุทสึโนะคามิขอรับ"

                         เป็นอีกคนที่มาด้วยเสียอีกที่ชักทนไม่ไหว

                         "หือ?"

                         "เจ้าถ่ายรูปจนพอใจหรือยัง"  โซวสะถามเสียงเย็นโดยปราศจากคำสุภาพที่เคยใช้เป็นปกติ  เล่นเอาชายหนุ่มที่ยังถ่ายภาพชะงัก

                         "เอ่อ  พอใจแล้ว (ก็ได้)"  อันที่จริงคืออยากจะเก็บภาพมุมน่ารักแบบนี้อีกสักหน่อย  แต่ด้วยไอสีดำที่แผ่ออกจากร่างดาบทั้งสอง  มุทสึโนะคามิจำต้องกล้ำกลืนความเสียดายนั้นลง  แล้วหันไปรับสำรับอาหารมาจากฮาเซเบะ

                         "เจ้าจองคนไหน?"  ฮาเซเบะเอ่ยถามโดยไม่มองหน้า

                         "ข้าให้ท่านเลือกก่อนเลยขอรับ"

                         "ข้าขอซ้าย"

                         "งั้นข้าคือคนขวาสินะขอรับ"

                         ซ้ายคือยามาโตะโนะคามิ  ด้านขวาคือคะชู

                         เมื่อตกลงกันได้เสร็จสรรพ  สองร่างก็ก้าวเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบ

                         "ปิดปากให้สนิทอย่าให้นางตื่นตกใจ  ส่วนเจ้ามุทสึโนะคามิ  เปิดประตูให้กว้างกว่านี้แล้วหลีกไปให้ไกล"

                         ช่วงแรกเขาสั่งโซวสะ  ส่วนตอนหลังคืออีกคนที่ทำหน้าที่อย่างฉับไวโดยไม่โต้แย้ง

                         "ข้าทราบดีขอรับ  วางใจเถอะจะไม่ให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาเลยล่ะขอรับ"  ชายหนุ่มผมสีชมพูตอบรับเสียงเบาด้วยแววตาเยือกเย็น

                         ทั้งสองเริ่มฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมยามเมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย  โดยมีมุทสึโนะคามิที่มีสีหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้งเพราะอยากเก็บภาพวิดีโอเอาไว้  จริงอยู่ว่าวางสำรับลงก็ได้แต่เขาก็ไม่อยากเก็บหลักฐานอันตรายนี้ไว้กับตัว  ดังนั้นขอบันทึกเป็นภาพความทรงจำใส่สมองเอาไว้ดีกว่า

                         เมื่อฮาเซเบะและโซวสะก้าวย่างถึงเป้าหมายที่เล็งไว้แล้ว  พวกเขาก็ลงมืออย่างรวดเร็วโดยการเอามือปิดปากสองดาบ (ชะตาขาด)  พร้อมกับใช้มืออีกด้านดึงรั้งร่างของพวกเขาให้ออกห่างจากฟูก

                         เนื่องจากทุกอย่างเกิดขึ้นเร็ว  อีกทั้งด้วยแรงของทั้งฮาเซเบะและโซวสะนั้นก็มากเหลือ  ทำให้สองดาบชินเซ็นกุมิที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องตื่นตกใจแต่ไม่ทันการ  ร่างพวกเขาโดนดึงออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะโดนลากออกไปตามทางสู่ด้านนอกห้อง

                         ไอฮาเนะย่นคิ้วหลังสัมผัสได้ว่าของบางอย่างหนักๆได้หลุดไปจากตัวแล้ว  พร้อมกับที่ร่างเหมือนโดนดึงเล็กน้อยทำให้เริ่มได้สติ

                         เด็กสาวขยับตัวมากขึ้นหลังได้ยินเสียงร้องอู้อี้จากที่ไกลๆ

                         เสียงอะไร?  เหมือนอะไรโดนปิดปาก?

                         เธอคิดอย่างงุนงงก่อนชันตัวลุกขึ้นอย่างงัวเงีย

                         "โอ้  ท่านไอตื่นแล้วรึ!  ตอนนี้ข้ายกสำรับมาให้ท่านแล้วไปล้างหน้าล้างตาเถอะ...อ้ะ  ท่านลุกไหวหรือไม่  รึให้ข้าไปเตรียมอุปกรณ์มาให้ท่านล้างหน้าตาดี?"  มุทสึโนะคามิทำเนียนไม่รู้ไม่ชี้หลังเห็นภาพสองดาบที่โดนลากออกไปอย่างน่าอนาถ  เขาคิดว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า  ทั้งเพื่อความปลอดภัยของตนเองและไม่อยากให้เจ้านายกังวลอะไรมากมาย

                         "อืม...ไม่ล่ะฉันพอมีแรงมากแล้ว  ว่าแต่..."  ไอฮาเนะตอบไปตามตรงเพราะเริ่มมีแรงมากขึ้นกว่าเมื่อวาน  ก่อนจะหันมองสำรวจฟูกด้านข้างแล้วเอ่ยถามถึงคนที่หายไป  "คะชูกับยามาโตะโนะคามิล่ะ?"

                         "พวกนั้นตื่นแล้ว  ป่านนี้คงไปทำธุระส่วนตัวอยู่น่ะขอรับ"

                         "งั้นเหรอ..."

                         "เอาล่ะๆ  ตอนนี้มาสนใจเรื่องท่านดีกว่า  โปรดลุกขึ้นแล้วไปจัดการตัวท่านเถิด  ข้าจะจัดเก็บฟูกให้แล้วประเดี๋ยวมาทานข้าวเช้ากันนะขอรับ"

                         มุทสึโนะคามิผู้ร่าเริงฉีกยิ้มแล้วพูดอย่างเริงร่า  ดึงรั้งความนึกคิดผู้เป็นนายให้กลับมายังปัจจุบัน

                         ฟากเจ้านายสาวได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแล้วเดินไปยังห้องน้ำของตัวเองอย่างว่าง่าย

                         ปล่อยทิ้งชายหนุ่มที่นั่งยิ้มเพียงลำพัง  

                         โดยหารู้ไม่ว่า  สองดาบผู้นอนเคียงข้างเมื่อคืน...ตอนนี้กำลังโดนลากไปลานประหาร...

                         มุทสึโนะคามินึกคิดอย่างกังวลแต่ก็เลือกจะไม่สนใจ

                         ก็นะ....ดันใจกล้าเองนี่นา  หวังว่าคนที่เหลือคงไม่ฆาตกรรมสองคนนั้นหรอก  (มั้ง?)



********************************************************************************************************


-  เนื้อเรื่องตอนนี้ก็เป็นตอนหลังจากไอฮาเนะไปเดทกับปู่  ไปเที่ยวกับกระเรียนแล้วนะคะ  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สองตัวพ่อมือไวจะไม่ได้มีบทอะไรมาก  เพราะชนักติดหลังอย่างเยอะ  (ปู่ก็คราวยุงกัด  ส่วนเกรียนขาวเนี่ยก็คือตอนไปปลอบแล้วจะเนียนไปจูบน้องไงล่ะ)

-  ทั้งคะชูและยามาโตะมีคาแรคเตอร์ที่ดูแตกต่างกันมากระดับหนึ่งในความคิดเรานะคะ  คือตอนแรกเริ่มที่เคยอ่านผ่านๆจะมีซานิวะหลายคนบอกเสมอว่าคะชูเป็นดาบที่โหยหาความรัก  พอไปอ่านบทแปลก็เออจริง  ยิ่งมาดูในฉากอนิเมเนี่ยมีหลายอย่างเลยล่ะค่ะว่า  เบื้องหน้าเขาแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่คอยดูและให้คำชี้แนะกับดาบที่มาใหม่ในฐานะดาบที่อยู่มาแต่เริ่มแรก  แต่พอนานเข้าก็เริ่มน้อยใจและกลัวเจ้านายไม่รัก(อย่างตอนปู่มา  เขาก็ฟันธงไปแล้วว่าซานิวะคงไม่ต้องการเขาอีกแล้วเพราะได้ปู่มาแล้วนั่นเอง  ว่าง่ายๆก็น้อยใจนั่นแหละ)  ขณะที่ยามาโตะเนี่ยเด่นชัดมากในเรื่องการยึดติด  เพราะอะไรๆก็โอคิตะคุงเสมอ  ขนาดในอนิเมเขาก็ยังฝันถึงเจ้านายคนเก่าเสมอ  ซึ่งตรงข้ามกับคะชูเลย  แน่นอนว่าเขาก็กล่าวถึงนายท่านคนปัจจุบันเหมือนกันแต่เรื่องเหมือนดำเนินให้เขายังยึดติดกับโอคิตะมากอยู่ดี

-  ดังนั้นในเนื้อเรื่องตอนนี้เราจึงเขียนในแง่ของคะชูที่ว่า  หากเขามั่นใจแล้วว่าตัวเขาคือดาบที่เจ้านายยังรักที่สุดและไม่เคยทอดทิ้ง  มีความสำคัญลำดับหนึ่งเสมอแม้จะมีดาบอื่นมากมายมีค่าแค่ไหนมาเพิ่มก็ตาม  แต่เขาก็ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ดีจะเป็นยังไง  คำตอบคือเมื่อมั่นใจเขาก็พร้อมจะเคียงข้างให้ข้อคิดและคำปรึกษาเสมือนเพื่อนคนหนึ่งแก่ไอฮาเนะค่ะ  ขณะที่ยามาโตะแม้จะรู้ว่าไม่โดนมองเป็นที่สองอีกแล้วแต่ด้วยนิสัยยึดติดดังนั้นเขาก็ยังจะเลือกทางที่จะปกป้องเจ้านายแม้จะเป็นการฝืนใจเจ้านายก็เถอะ  แต่ถ้าทำให้เจ้านายมีชีวิตที่ยืนยาวมีความสุข  เขาก็เลือกจะทำทุกอย่าง  เพราะเขายังฝังใจเกี่ยวกับเรื่องของโอคิตะนั่นเอง

-  ในจดหมายคิวาเมะฉบับที่สาม  เขากล่าวถึงการลืมโอคิตะเพราะนั่นคือสิ่งที่โอคิตะต้องการ  รวมทั้งเมื่อลืมแล้วก็เสมือนเขาเป็นดาบของนายท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น

-  ซึ่งตรงจุดนี้จึงกลายเป็นการเกริ่นหัวเรื่องและใช้ในตอนท้ายเรื่องค่ะ  คือต่อให้บอกว่าลืมแต่ตัวเองก็ยังติดตากับภาพที่เจ้านายนอนป่วยหมดสภาพ  สำหรับยามะตันแล้วนั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดสำหรับเขา  ดังนั้นแม้ปากบอกว่าลืมเรื่องโอคิตะแต่เฉพาะกับเรื่องตอนที่เขาตายนั้นไม่ว่ายังไงก็ลืมไม่ได้อยู่ดี

-  ซึ่งเราเขียนให้เขาดูย้อนแย้งค่ะ  เพราะในจดหมายเขาเลือกจะลืม...และตอนต้นเรื่องเขาที่ยึดมั่นกับไอฮาเนะแล้วจึงตัดสินใจลืมนายเก่าเพื่อจะได้รับใช้และยึดมั่นกับนายคนปัจจุบันแทน  ซึ่งไอ้ตรงนี้ที่เขาเขียนในจดหมายเนี่ยเราเห็นต่างมากเลย  คือจะเดินหน้าต่อหรือจะรับใช้ใครก็ไม่เห็นต้องลืมเลยนี่นา  เพราะยังไงโอคิตะคือเจ้านายที่ยามะตันรักนี่นา  จะลืมไปง่ายๆเหรอ?  เราคิดตรงนี้มาตลอดสุดท้ายก็เขียนมาในตอนท้ายที่เขาบอกให้ไอฮาเนะลืมเรื่องบททดสอบ  เพราะสำหรับเขาการลืมโอคิตะนอกเหนือจากจะเป็นสิ่งที่เจ้านายเก่าเขาต้องการแล้ว  เขาก็อยากจะลืมช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดตอนเขาคนนั้นป่วยตายด้วยนั่นเอง  ดังนั้นหากลืมไปก็ไม่ต้องทุกข์  เมื่อไม่ทุกข์ก็เดินหน้าต่อไปได้  ฉะนั้นยามะตันจึงบอกให้ไอฮาเนะลืมไปซะ  ซึ่งก็อย่างที่ทั้งสองคนแย้งในตอนหลังนั่นแหละค่ะ  ลืมได้แต่ถ้านึกได้ก็ทุกข์อีกอยู่ดี  ดังนั้นการลืมไม่ใช่หนทางแก้ที่ดีที่สุดเสมอไป

-  สำหรับเราบ่อยครั้งในอนิเม  คะชูอาจจะดูมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่ายามะตัน  ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงเหมือนพี่ชายที่คอยอบรมยามะตันยามที่เขาเอาแต่ใจค่ะ  

-  ยามะตันในตอนนี้มีคาแรคเตอร์แบบเอาแต่ใจระดับหนึ่ง  คือในแง่ของการยึดติด  เรามองว่าเขาที่ยึดติดกับโอคิตะอย่างรุนแรงแล้ว  ยามเมื่อเปลี่ยนจากนายเก่ามาเป็นไอฮาเนะ  ความยึดติดอย่างรุนแรงนั้นก็ทำให้เขาทำอะไรที่ดูเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ใจไปบ้าง  (อย่างตอนบอกว่าไม่สนหรอก  หรือบอกให้ไอฮาเนะเมินเรื่องการทดสอบแล้วอยู่เฉยๆปล่อยให้ซานิวะที่เหลือทำไปแทน)  เพราะสำหรับเขาในตอนนี้ไอฮาเนะคือคนสำคัญ  คนที่เขาไม่อยากให้ตายไว  และจากที่กล่าวคือบทลงโทษรุนแรงดังนั้นถ้ารู้ว่ามันรุนแรงงั้นก็อย่าไปรับการทดสอบสิ  (นั่นแหละคือความคิดยามะตัน  แต่ไอฮาเนะก็บอกใบ้ให้รีดเดอร์ทั้งหลายทราบแล้วนี่นะ  ว่าหนีไม่ได้แล้วน่ะ)

-  สำหรับพวกดาบแล้วการขัดคำสั่งเทพก็ไม่ต่างกับฆ่าตัวตาย  ระดับของดาบกับเทพ  ก็เห็นความแตกต่างกันอยู่แล้วเนอะ

-  เหตุผลที่ไอฮาเนะไม่อยากบอก  เพราะมั่นใจเต็มร้อยว่าถ้าบอกบทลงโทษไปรับรองมีคนห้ามแน่นอน  แถมถ้าบอกไปพวกเขาต้องตั้งแง่และมีความคิดที่อคติต่อเทพซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงาน  ทำให้ไอฮาเนะไม่กล้าจะบอกออกไปค่ะ  รวมทั้งน้องก็บอกแล้วว่าไม่มีทางหนีคือสรุปสุดท้ายก็ต้องโดนทดสอบซึ่งหากพวกดาบต่อต้านในตอนนั้นก็ต้องเจอการลงโทษนอกเหนือไปอีก  น้องเลยกลัวว่ามันอาจจะแย่กว่าเดิม

-  สำหรับการใช้ไฟชำระล้าง  จริงๆมันควรทำได้ใช่ไหมล่ะคะ?  แต่ที่ทำไม่ได้เพราะเทพไม่ยอมให้ทำ  อย่างว่าค่ะเทพต้องการทดสอบเลยปิดล๊อคพลังนั้นไว้เพื่อบีบให้ซานิวะรับการทดสอบ  เมื่อรับการทดสอบถ้าผ่านก็ได้คนทำงานแบบจริงจัง  ฉะนั้นเทพท่านเลยมอบเป็นน้ำให้ขับไอพิษแทนการปลดล๊อคพลังให้นั่นเอง  (ถ้าปลดล๊อคพลังเลย  มันจะทำให้พวกซานิวะไม่รู้จักพยายามนี่นา  ดังนั้นอยากได้พลังก็ต้องดิ้นรนกันหน่อย  <<  นี่แหละความคิดของเทพล่ะค่ะ  เปรียบเสมือนของฟรีไม่มีในโลก  อยากได้ก็ต้องไขว่คว้าเอานั่นเอง)




โซนบ่นเรื่องเกมส์

-  ตอนนี้  Touken  โดนพับเก็บเข้ากรุค่ะ  ไปปั่น FGO  ที่มีอีเว้นท์อยู่เพื่อเอาของ...+  ปั่นองเมียวจิ  หลังสงสารคนรับเป็นลูกศิษย์แล้วพบว่าลูกศิษย์ขี้เกียจเหลือเกิน  (เวล 15 มาสองเดือนแล้ว)  สุดท้ายปั่นหนึ่งอาทิตย์เวล 27  อาจารย์ทักมา (คนต่างชาติค่ะ)  นึกว่าจะ lazy สมชื่อซะแล้ว  พร้อมให้ยืมชิกิไปผ่านด่าน  แถมตบท้ายด้วยว่าดีใจที่กลับมา  นึกว่าจะโดนลูกศิษย์ทิ้ง  (โถ  น่าสงสารเราขอโทษน้าา)
-  เดี๋ยวปั่นอีกนิดให้ครบเควสศิษย์-อาจารย์ก็จะดององเมียวมาปั่น  touken  ต่อค่ะ  (ดังนั้นไรต์หายไปเนี่ยไม่ต้องสงสัย  ///โดนตบ)

-  สูตรเก่าๆที่มีคนพิมพ์ไว้หลายสูตรใช้ได้นะคะ  แต่ถ้าใช้ไม่ได้เนี่ย  ให้โทษดวงค่ะ!  ไม่ก็โทษนายช่างค่ะ!

-  คอมเฟิร์มสูตร 900 all  อีกหน  ได้เกรียนกับปู่มาอีกรอบเพราะสูตรนี้นั่นแหละ



ปล.  ตอนหน้าเข้าเนื้อเรื่องหลักนะจ้ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #554 lamb_san (@lamb20) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 15:51
    แฮ่ มาแล้วค่าา น้องไอป่วยตั้งแต่ต้นตอนเลย ไปรับการทดสอบแล้วก็ผ่านให้ได้นะหนูว ตอนแรกคิดว่าน้องไอน่าจะผ่านฉิวๆ แต่พอเจอน้องย้ำคิดย้ำทำเบอร์นี้ก็เริ่มหวั่นๆแล้วค่ะ555555
    #554
    0
  2. #528 §INERZIA§ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 01:24

    พูดมางี้ก็สังหรณ์ใจว่าจะทดสอบไม่ผ่านเลยนะ แบบ..เทพอินาริอาจจงใจสร้างบททดสอบปลอมๆแล้วบีบให้พวกเขาไม่ผ่านเพื่อที่จะให้พวกดาบไปตามตัวไอฮาเนะกลับมางี้

    ถ้าพวกดาบเลือกจะไปตาม แล้วตามกลับมา+ฟื้นความจำได้ ก็จะจัดว่าผ่านการทดสอบสายสัมพันธ์ แบบนี้ปะ

    ปล. เริ่มต้นเรื่องเหมือนไรท์จะเขียนชื่อยามาโตะผิด เขียนเป็นยามาโมโตะ

    #528
    3
    • #528-2 f4v6xt (@f4v6xt) (จากตอนที่ 75)
      23 มิถุนายน 2562 / 19:52
      การวิเคราะห์นี้
      #528-2
    • #528-3 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 21:00
      เอ....จะเป็นแบบนั้นรึเปล่าน้าาาาา รออ่านนะคะว่าจะตรงตามที่คิดไหม ^ ^
      #528-3
  3. #527 AsunaLike (@AsunaLike) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 10:24
    รีบกลับมาอัพต่อเร็วๆนะไรท์
    #527
    1
    • #527-1 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 20:59
      จะรีบปั่นเนื้อเรื่องนะคะ แต่ตอนนี้เราก็ขอปั่นงานและปั่นเกมส์?ก่อนน้า
      #527-1
  4. #526 TanareeSrirabai (@TanareeSrirabai) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 07:09
    ไรท์อย่าพึ่งหนีไปปั่นเกมส์สิค้าาาาามาปั่นเรื่องนี้ก่อนเราอยากอ่านนนนนนน////ตอนนี้มีโอเดนตะมาด้วยนางน่ารักจริงๆเลยอะไรคือการเอามือไปอังหน้าผากครุคริชอบๆ////ยามะตันกะคะชูมาวินๆจริงไปนอนกอดกันในห้องนี่คือแบบฟินๆๆๆๆหวังว่าคงจะไม่โดนฆ่าตายก่อนนะจ๊ะ///อยากให้มุทสึโนะคามิเอารูปไปให้ทุกคนดูอะอยากรู้จะเป็นยังไงน่าจะสนุกแน่ๆ////ตอนต่อไปจะเข้าเนื้อเรื่องหลักแล้วใช่มั้ยคะ?อยากอ่านตอนทดสอบแล้วววว///อย่าลืมยำนายช่างด้วยนะคะไรท์ขอหนักๆนะคะ*_*////รอตอนต่อไปอยู่นะคะถ้าเป็นไปได้ขอสปอยล์หน่อยได้มั้ยคะทนไม่ไหวแล้วจะเรื่องการทดสอบหรือปมของไอเราอยากรู้ไปหมดเลยอะ///ให้ไอเรียกยามาโตะว่ายามะตันเลยก็ดีนะคะเราชอบ////ตอนเนื่อเรื่องขอให้มิทจัง คาระจัง โคกิ โอเดนจัง ยะเก็น อิจินี่ โผล่มาด้วยนะคะเราคิดถึง(ไม่พูด ปู่กะเกรียนเพราะเรารู้ว่ายังไงสองคนนี้ต้องมาแน่ๆมั้ง)

    โซนเกมส์
    ไรท์คะใช่สูตร900allได้เกรียนจริงด้วยค่ะดีใจสุดๆแต่ปู่ยังไม่มาเลยเศร้าฮือออออแล้วใช้สูตรอะไรก็ได้แต่1.30แล้วซ้ำอี้กกกกเฮ้ออออยากยำนายช่างจัง ถ้าไรท์มีสูตรอะไรดีๆขอหน่อยนะค้าช่วยเราหน่อยเราไม่ไหวแล้ว

    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะสู้ๆ
    #526
    1
    • #526-1 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 20:59
      ดีใจที่ได้เกรียนค่ะ แต่ระวังนะคะได้เกรียนแล้วหลังจากนั้นเกรียนจะมาหาติดๆค่ะ (เราโดนมากับตัวอีกแล้วล่ะ 900 นายก็มาหาบ่อยจังทสึรุ!)
      รออีกหน่อยนะคะ ยังไงก็จะยำนายช่างให้เละแน่ๆ ไม่ต้องห่วงค่ะ เราก็เคืองนายช่างอยู่เหมือนกัน 900 all 1.30 โผล่มารัวเลยนายช่าง (ฮึ่ม)
      #526-1
  5. #525 POIÄNGEL (@sommar23) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 23:12
    ขอบคุณ​ค่ะ​ที่มา​อมยิ้มมม
    #525
    1
    • #525-1 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 20:57
      ค่า ขอโทษที่อัพช้าน้า
      #525-1
  6. #524 f4v6xt (@f4v6xt) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 22:33
    กะว่าจะนอนแล้ว พอไรท์อัพปุ๊ป ไม่นอนแล้วค่ะ
    #524
    2
    • #524-1 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 20:56
      ขอโทษที่อัพดึกนะคะ ^ ^''' แหะๆ
      #524-1
    • #524-2 Crisis (@Ramena) (จากตอนที่ 75)
      1 กรกฎาคม 2562 / 20:57
      ขอโทษที่อัพดึกนะคะ ^ ^''' แหะๆ
      #524-2