Fic Touken Ranbu : แด่โชคชะตาที่ถูกผูกมัด

ตอนที่ 8 : ความห่วงใยหรือตรวนพันธนาการกันแน่?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 178 ครั้ง
    27 พ.ย. 61





                         อันความเป็นจริงไม่เหมือนอย่างที่คิดเสมอไป  ไอฮาเนะพึงสังวรณ์ได้บัดเดี๋ยวนี้

                         การฝึกฝนนั้นถ้าเทียบแล้วยุ่งยากน่ารำคาญกว่าที่คิดไว้เยอะ  ไม่ใช่วิธีฝึกยุ่งยากหรอกนะแต่เป็นคนแก่ขี้เป็นห่วงทั้งหลายต่างหากที่ห่วงเกินไป

                         เมื่อมองดูตารางการเรียนแต่ละอย่าง  หากเป็นคนอื่นมาดูคงอยากจะเป็นลมขึ้นมาเสียทันทีทันใด  เนื่องจากช่วงเวลาในการพักผ่อนมันช่างดูน้อยนิดนัก  เริ่มแรกตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกายวอร์มร่างให้พร้อมแต่เช้าตรู่ก่อนไปทำธุระส่วนตัว  เสร็จปั้บก็กินข้าวเช้าร่วมกัน  ผ่านไปสักพักก็เริ่มบทเรียนการฝึกฝนเชิงดาบจวบจนถึงเที่ยง  หลังจากทานข้าวเที่ยงล่วงเลยไปถึงบ่ายคือการทำความเข้าใจด้านศาสตร์ซานิวะและการควบคุมเพลิงหรืออาจมีการคั่นเวลาในการไปอัญเชิญดาบเป็นระยะ  จวบจนเย็นทานอาหารเสร็จได้พักผ่อนขั้นต่ำหนึ่งชั่วโมงซึ่งในช่วงเวลานั้นก็เดินไปตามเอาดาบที่สั่งกับนายช่าง  หลังจากนั้นคือการฝึกฝนการเพิ่มพลังวิญญาณอย่างลับๆ

                         แต่ความลับไม่อาจมีในโลก  สุดท้ายผ่านพ้นไปได้สามวันกลับเป็นพี่หมอที่ทนไม่ไหวคุกเข่าก้มหัวขอร้องขอนายท่านของเรือนให้เลิกฝึกทรมานตนเองเสียที  แม้ตัวนายสาวจะไม่บ่นโอดครวญแต่คนมองดูทนแทบไม่ไหว

                         "พี่หมอ  ทรมานตอนนี้แต่สบายตอนหลังนะแล้วก็ตกลงกันแล้วด้วย"  ไอฮาเนะพยายามเกลี้ยกล่อมคนฝึกสอนอย่างใจเย็น  เธอลองทดสอบแล้วก็พบว่าไม่มีผลกระทบอะไรยามเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาอาจจะสายกว่าตามปกติที่ตื่นแต่โดยรวมก็ไม่มีปัญหา  

                         แต่อิชิคิริมารุไม่ยอมท่าเดียวทำถึงขนาดร้องตะโกนเรียกเหล่าดาบให้มามุงกันวุ่นวาย  ครั้นพอจับใจความสิ่งที่เกิดขึ้นได้คราวนี้จากคนเพียงคนเดียวที่คัดค้านก็กลายมาเป็นศาสตราเกือบยกเรือนมาคุกเข่าก้มหัวขอร้องให้นายท่านเลิกบ้าสักที

                         เด็กสาวแทบสบถว่าอะไรของพวกนายกันเนี่ย!  สมัยก่อนตอนที่เรียนหนังสือน่ะเธอตื่นเช้าไปออกกำลังกาย  กลับไปอาบน้ำหาอะไรกินแล้วไปเรียนกลางวันจากนั้นทำงานตอนเย็นจนดึกดื่นยังไม่เป็นอะไรเลย!  กะอีแค่นี้มันยังจิ๊บๆนะเฮ้ย!

                         "ท่านจะทำแบบนั้นก็ได้แต่ต้องลดบางอย่างลงไม่เช่นนั้นพวกข้าคงยอมมิได้"  คะเซ็นและมิทสึทาดะก็ประท้วงไม่ยินยอม  ทำถึงขนาดที่ว่าถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องวันนี้พวกเขาจะไม่ยอมเข้าไปทำอาหารเที่ยง  เรียกได้ว่าประท้วงยอมอดข้าวทั้งเรือนก็ว่าได้

                         "งั้นสลับวันเป็นไง?  สมมติวันนี้เรียนศาสตร์ของซานิวะก็พักการฝึกการควบคุมเพลิง  วันรุ่งขึ้นก็ฝึกการควบคุมเพลิงแทนการเรียนศาสตร์ซานิวะ..."  แต่ดาบใหญ่ที่เป็นผู้ฝึกสอนยกมือเบรคด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                         "อันที่จริงถ้าไม่คิดจะฝึกการเพิ่มพลังวิญญาณ  ข้าคงไม่ขัดท่านหรอกแต่ได้โปรดเห็นใจข้าหน่อยเถอะ  ต้องมาเห็นท่านทรุดลงไปกองกับพื้นหน้าซีดเผือดทุกค่ำคืน  คนแก่เช่นข้าก็ทนไม่ไหวเหมือนกันแม้ฮงมารุแห่งนี้จะมีความสามารถในการเยียวยารักษาท่านแต่ก็ไม่รู้ว่าระยะยาวจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่  หากเป็นไปได้อยากให้ท่านค่อยๆฝึกในด้านนี้ได้ไหมขอรับ"  จากตอนแรกที่เห็นดีเห็นงาม  อิชิคิริมารุคิดว่าตนใจเเข็งพอกว่าใครแล้ว  ครั้นมาเจอเข้าจริงๆก็ชักทนไม่ได้  หากนายท่านของตนเป็นอะไรพวกเขาจะทำอย่างไรต่อเล่า

                         มีศาสตราหลายคนฟังวิธีการเพิ่มพลังวิญญาณอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าซีดเผือด  ถึงกับสบถออกมาว่าจะไปถลกหนังคอนโนสุเกะ  ร้อนให้ต้องรีบร้องห้ามกันยกใหญ่

                         "ก็ได้ฉันจะพักเรื่องการฝึกเพิ่มพลังวิญญาณไปก่อน..." สุดท้ายไอฮาเนะก็ยกมือยอมแพ้ด้วยสีหน้ายินยอม  หากแต่ในใจคิดไว้แล้วว่าค่อยไปถามวิธีอื่นกับคอนโนสุเกะเอาก็ได้

                         "นายท่าน  หากข้าทราบว่าท่านแอบฝึกเพียงคนเดียวข้าคงต้องลงโทษท่านนะ"  แต่ศาสตราที่สนิทกันดีไม่ไว้วางใจ  นายท่านตนเจ้าเล่ห์จะตายไป

                         "เฮ้ย  พี่หมอฉันรับปากแล้วว่าจะไม่ฝึกแบบนั้นก็ไม่ฝึกสิ  ก็ดีเหมือนกันจะได้ไปอ่านตำราที่พวกพี่หมอโยนมาให้ตอนกลางคืนแทน"  เธอเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นเสีย  เอาเถอะฝึกแบบนั้นไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฝึกอย่างอื่นไม่ได้นี่
อิชิคิริมารุยังจ้องอย่างจับผิดแต่นายท่านตัวแสบก็ยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  "งั้นข้าจะเชื่อท่านก็แล้วกันขอรับ  ทว่าหากจะอ่านตำราที่ข้าให้ไปก็ขออย่าได้ดึกดื่นได้ไหมขอรับ"

                         "จ้าๆ"  ลงท้ายเมื่อได้รับการยืนยันจากปากของนาย  ศาสตราที่เหลือก็ยอมวางใจแต่ไม่วายสั่งใครสักคนสองคนที่ว่างงานตามประกบด้วย...เฮ้อ....




                         หูเจ้าจิ้งจอกขยับไหวขณะที่ปากของมันฉีกยิ้ม  คอนโนสุเกะผู้โดนเรียกมาอย่างลับๆขยับรอยยิ้มกว้างพลางหลุดหัวเราะอย่างขบขันหลังฟังเรื่องราวทั้งหมด  ความเป็นห่วงของศาสตราต่อเจ้านายนั้นเป็นอย่างไรตัวมันที่อยู่มานานย่อมทราบดี  แต่การเห็นใบหน้าบูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยโดนขัดใจนี้ก็สร้างความบันเทิงให้มันไม่น้อย

                         อืม...ปกติซานิวะทั่วไปคร้านจะฝึกฝนเสี่ยงตาย  แต่ซานิวะคนนี้กลับบ้าอยากฝึกสุดชีวิต

                         "ข้าถามหน่อยสิท่านซานิวะ  ท่านไม่กลัวบ้างรึว่าการที่ข้าเสนอแนะการฝึกเช่นนี้อาจเกิดผลเสียต่อชีวิตท่านได้  หรือท่านเชื่อทุกข้อเสนอแนะของข้าหมดโดยไม่คิดหวาดระแวง?"

                         ดวงตาสีชาดหันมองอย่างไร้อารมณ์  คล้ายกับว่าคำถามนี้จะถามเพื่ออะไร

                         "เปล่า  ก็คิดแหละ...แน่นอนว่าไม่ได้เชื่อเต็มร้อยหรอก  ถ้าไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด  ก็นะ...จะพิสูจน์อะไรได้ถ้าไม่ลองกับตัวเอง"  

                         ไม่ใช่ว่าเธอจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำแนะนำไปตลอดเสียเมื่อไหร่ล่ะ  ไอ้วิธีที่ดูเสี่ยงตายแถมทรมานตนเองแบบนั้นใครจะไปทำโดยไม่คิดให้ดีก่อนล่ะ  เธอไม่ใช่พวกชอบรักการทรมานตนเองเสียหน่อย  ดังนั้นแล้วในวันแรกจึงได้ทดลอง  เรียกเพลิงออกมาก่อตัวเป็นรูปร่างธนูเพื่อผลาญพลังวิญญาณไปเรื่อยๆขณะเดียวกันก็นับเลขในใจไว้พลางๆแล้วก็จดจำไว้ว่าเลขใดเป็นเลขสุดท้ายก่อนสติจะดับ

                         เธอทำแบบนั้นจนถึงวันที่สามเป็นอันได้ข้อสรุป

                         "สามวันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าฉันทนเรียกเพลิงบ้านั่นออกมาได้ยาวนานขึ้นแต่ก็ยังไม่มาก  ถึงจะบอกว่าค่าสเตตัสมีผลต่อปริมาณพลังวิญญาณก็เถอะ  แต่มันจะช้าเกินไปหน่อยหรือเปล่า?"

                         คอนโนสุเกะค้างไปเล็กน้อย  จะบอกว่าทดสอบแล้วและรู้ด้วยว่าพลังวิญญาณตนเองเพิ่มมาเล็กน้อยงั้นหรือ  ไม่รู้ว่าใช้วิธีใดแต่ที่พูดน่ะถูกต้องแล้วล่ะ  พลังวิญญาณไม่ใช่จะเพิ่มพูนกันได้ง่ายๆ  

                         เคยมีการบันทึกวิธีการเพิ่มพลังวิญญาณในรูปแบบที่ทรมานตนเองให้เข้าใกล้กับความตายหรือใช้ชีวิตร่วมกับความตายให้มากที่สุดนั้นจะสามารถเพิ่มพลังวิญญาณได้  

                         ซึ่งบันทึกนั้นเป็นบันทึกการสร้างเสามนุษย์โดยการเซ่นสังเวยมนุษย์ผู้มีพลังวิญญาณสูงสุดเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชายัญ  ซึ่งมนุษย์ที่ถูกเลือกเหล่านั้นมาจากมิโกะที่ได้รับการฝึกฝนโดยวิธีนี้มาอย่างยาวนานนั่นเอง  

                         กรรมวิธีนอกรีตนี้ได้ถูกใช้เมื่อนานมาแล้วตัวคอนโนสุเกะเองเคยได้ยินและรับรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างเช่นกัน  ทว่าการจะทำแบบนั้นถือว่ามีความเสี่ยง  หากจิตใจไม่แข็งแกร่งพอและร่างกายไม่อาจทนรับไหวละก็  วิธีการจะล้มเหลวแต่เพราะที่ฮงมารุนั้นได้รับพรพิเศษจากเทพอินาริเพื่อใช้ในการรักษาชีวิตของซานิวะให้ยืนยาว  

                         ดังนั้นการจะใช้ประโยชน์เช่นนี้คงไม่ผิดไม่ใช่หรือ?

                         "อันที่จริงพื้นฐานด้านพลังวิญญาณของท่านเมื่อเทียบกับซานิวะท่านอื่นก็ถือว่าน้อยสุดแต่แรกอยู่แล้ว  ดังนั้นการจะฝืนเพิ่มจึงเป็นเรื่องยากลำบากกว่าใครๆ  ค่าสเตตัสต่อให้อัพในโลกแห่งเกมส์ก็ใช่จะให้ผลสอดคล้องกับโลกใบนี้ขอรับ  มิหนำซ้ำในด้านของท่านที่เป็นสายต่อสู้ทางกายภาพก็ถือว่าสมเหตุสมผลที่จะมีพลังวิญญาณน้อยกว่าท่านอื่นๆ  ดังนั้นหากท่านจะฝึกเพื่อเพิ่มก็คงมีแต่ต้องทนใช้วิธีแบบนี้ไปล่ะขอรับ"

                         "แล้วซานิวะคนอื่นล่ะ?"  

                         "ของซานิวะท่านอื่นพลังวิญญาณจัดอยู่ในสภาวะปกติเพียงพอต่อการใช้อาคมสนับสนุนขอรับ  ไม่จำเป็นต้องฝึกเพิ่มไปกว่านี้ดังนั้นส่วนใหญ่พวกเขาจึงเริ่มทุ่มไปกับการฝึกฝนร่างกายและการต่อสู้ขั้นพื้นฐานไว้ป้องกันตัวขอรับ"

                         แต่เทียบกับท่านในด้านการต่อสู้ก็ยังห่างชั้นอีกมาก  ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะไล่ตามจนทันไม่ได้  

                         ไอฮาเนะมองจุดอ่อนจุดแข็งของตนเองแล้วถอนหายใจ  ต่อให้แข็งแกร่งด้านการต่อสู้กายภาพแต่ถ้าพลังวิญญาณไม่พอก็สู้พวกโยมิไม่ได้  แถมถ้ามันมาเป็นกองทัพไม่แย่กว่าหรือ

                         ผลลัพท์ที่ได้จากการต่อสู้ครั้งก่อนเป็นตัวบีบเร่งให้เด็กสาวต้องฝืนทนฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณให้มากขึ้นอยู่ดี  แต่การรับปากกับอิชิคิริมารุทำให้เธอเครียดหนัก  อย่างน้อยก็ไม่อยากผิดคำพูดว่าจะไม่ฝึกวิธีการแบบนั้น

                         "ยังมีวิธีอื่นนอกเหนือจากวิธีนี้ไหม"

                         คอนโนสุเกะนิ่งไปพลางใช้ความคิดอย่างหนัก

                         "มันก็....มีขอรับแต่มันจะยากกว่านิดหน่อย"

                         "ยังไง?"

                         "คือว่า..."  

                         "...."

                         หลังฟังวิธีการอีกรูปแบบไอฮาเนะก็มองคอนโนสุเกะเขม็ง  "แบบนี้ดีกว่าเยอะเลย"

                         "งั้นเหรอขอรับ  แต่มันยากกว่าการเรียกออกมาเฉยๆอีกนะขอรับ"

                         "มันก็แค่เพิ่มกระบวนเข้าไปอีกนิดหน่อยไม่ใช่เหรอไง"

                         "ท่านพูดเหมือนการเพิ่มกระบวนการอะไรนั่นไปเป็นเรื่องง่ายอย่างงั้นแหละขอรับ"  มันว่าอย่างละเหี่ยใจ  ถ้าวิธีการมันง่ายกว่าการเรียกเพลิงมาผลาญเล่นละก็  มันคงเสนอแนะไปแล้วล่ะ

                         "มันก็ไม่ง่ายนะคอนโนสุเกะ  แต่วิธีการนี้มันฝึกสมาธิได้ดีเชียวนะ  อืม...ลองดูไหมล่ะ?"  กล่าวจบก็เริ่มโดยไม่รีรอทันที  ข้ารับใช้เทพเจ้าถอยออกห่างเมื่อเห็นไอฮาเนะเรียกเพลิงแห่งนิรันดร์ออกมาเหนือฝ่ามือ  การเรียกใช้เพลิงออกมาราบรื่นไม่มีการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ทั้งที่มันแค่บอกกล่าวปากเปล่า  แต่การควบคุมเพลิงให้ออกมาได้ว่องไวในไม่กี่วันนี่คงต้องเรียกว่าพรสวรรค์ของท่านซานิวะยอดเยี่ยมจริงๆ

                         ไอฮาเนะไม่ได้สนใจต่อสายตาชื่นชมเธอเพ่งสมาธิรวบรวมไฟที่มีขนาดเท่ากำปั้นให้มันถูกบีบอัดรวมตัวกันยังใจกลางฝ่ามือ  มันเป็นวิธีการที่ยากลำบากเพราะพลังวิญญาณที่เรียกใช้เพลิงนั้นแผ่พุ่งออกไปรอบๆราวกับเป็นเชื้อเพลิงให้เพลิงนี้ลุกไหม้ตลอดเวลา  การจะทำให้มันบีบอัดก็มีแต่การฝืนควบคุมกระแสพลังวิญญาณให้หมุนวนกลับเหนือฝ่ามือเท่านั้น  ขณะเดียวกันก็ต้องค่อยๆเพิ่มพลังวิญญาณตัวเองคอยเติมไม่ให้เพลิงมอดดับไปจากฝ่ามือ

                         ทีละเล็กทีละน้อย  สมาธิถูกทุ่มไปยังจุดเดียว  จนท้ายสุดไฟสีขาวก็หมุนวนหดเล็กลงเมื่อโดนบีบอัดก่อนจะค่อยๆรวมตัวกันอัดแน่นจนเกิดเป็นกลุ่มผลึกสีขาวบริสุทธิ์ทรงกลมขนาดเล็กเหมือนไข่มุก

                         ตุบ

                         ผลึกที่กำเนิดจากไฟแห่งนิรันดร์อันถูกหลอมรวมอัดแน่นจนตกผลึกนั้นร่วงตุบลงบนฝ่ามือที่เหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อ  ยามนี้ไอฮาเนะเหงื่อไหลท่วมตัวราวกับไปวิ่งมาราธอนมาก็ไม่ปาน  เด็กสาวค่อยๆผ่อนลมหายใจออกอย่างเชื่องช้า  ไม่นึกเลยว่าการฝึกวิธีใหม่จะผลาญพลังวิญญาณเธอไปอย่างรวดเร็วกว่าวิธีการแบบเดิมเสียอีก  กระนั้นพลังก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว  เธอคะเนว่าการจะทำแบบนี้คงได้สองครั้งต่อวันเท่านั้น  เธอคิดขณะวางลงต่อหน้าเจ้าจิ้งจอกให้มันตรวจสอบ

                         คอนโนสุเกะใช้ปลายเท้าเขี่ยผนึกสีขาวทรงกลมให้มาใกล้ๆแล้วก้มมองดู

                         "สุดยอดเลยนะขอรับ  ครั้งแรกก็ทำได้แล้วน่ะ"  แถมไม่มีส่วนใดด่างพร้อย  ผนึกเพลิงแห่งนิรันดร์นี้งดงามราวกับอัญมณีอันล้ำค่าเลยทีเดียว  "สิ่งๆนี้อัดแน่นไปด้วยเพลิงแห่งการชำระล้าง  หากโยมิสัมผัสกับมันก็คงเป็นอันตรายน่าดู  ท่านสามารถนำไปมอบให้แก่เหล่าศาสตราเผื่อกรณีพวกเขาเข้าปะทะกับโยมิ  ของสิ่งนี้จะปกป้องพวกเขาได้ในระดับหนึ่งขอรับ"

                         "งั้นแบบนี้พวกเขาก็สามารถจัดการกับโยมิได้โดยฉันไม่ต้องไปด้วยน่ะสิ"  เด็กสาวเอื้อมไปหยิบเจ้าผลึกที่ตนหลอมมาพิจารณาดูบ้าง  มันเหมือนไข่มุกจริงๆนั่นแหละแต่เจ้านี่กลับแผ่พลังวิญญาณออกมาอย่างเด่นชัดจนสัมผัสได้เลย

                         "ศาสตราของท่านได้รับพรแห่งเพลิงด้วยเช่นกันแต่ไม่ได้จะใช้ได้อย่างอิสระขอรับ  ผลึกเพลิงนี้มีไว้เพื่อปกป้องพวกเขาไม่ให้ถูกความมืดครอบงำขอรับ  มันยังมีพลังไม่มากพอหากจะนำไปใช้ปะทะ  ถ้าต้องต่อสู้แบบจริงจังอย่างไรท่านซานิวะก็ต้องไปเองอยู่ดี"  คอนโนสุเกะพิจารณาแล้วว่าท่านซานิวะเบื้องหน้าสามารถควบคุมวิธีการหลอมผลึกเพลิงแห่งนิรันดร์ได้อย่างสมบูรณ์จึงอดคิดไม่ได้ว่ารู้งี้เสนอวิธีการแบบนี้ไปแต่แรกก็น่าจะดี  ใครจะไปนึกว่าจะทำความเข้าใจได้เร็วแล้วทำออกมาได้เลยกันเล่า

                         "อย่างไรก็ตามท่านคงทำได้เต็มที่สูงสุด 2 ชิ้นต่อหนึ่งวัน  หากไม่ต้องการให้ถูกจับได้ก็กรุณาลองทดสอบดูละกันขอรับว่าการฝืนใช้พลังในการหลอมจะเป็นอย่างไร  อ้อถ้าให้ดีท่านต้องคำนวนเผื่อกรณีหลอมลูกแก้วด้วยนะขอรับ"

                         เจ้าจิ้งจอกสะบัดหางขณะเอ่ยแนะนำพร้อมกับมอบตอบคำถามกับซานิวะสาวอีกสักพักก่อนขอตัวกลับก่อนจะถูกพบเจอ

                         แล้วหลังจากนั้นการฝึกอย่างหลบซ่อนก็เริ่มต้นขึ้น  โดยไอฮาเนะทำการทดสอบทันทีกับวิธีการใหม่นี้โดยใช้เวลายามค่ำคืนในช่วงหลังอ่านตำราที่ได้รับมา  เธอพบว่าการผลาญพลังวิญญาณสำหรับการสร้างผลึกเพลิงนี้มีค่ามากกว่าการปล่อยพลังไปอย่างเสียเปล่า  มิหนำซ้ำยังฝึกสมาธิและเริ่มทำความเข้าใจการควบคุมเพลิงได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

                         "นายท่านขอรับ..."  จู่ๆยามราตรีที่เงียบสงัดซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาในการเข้านอนของพวกศาสตรา  หน้าเรือนพักของซานิวะประจำฮงมารุกลับถูกใครบางคนร้องเรียกอยู่ด้านหน้าเรือน

                         ไอฮาเนะที่ฝึกใช้พลังในการหลอมผลึกถึงกับชะงักแต่ก็ไม่อาจปล่อยมือจากการหลอมไปได้  แต่จะไม่ตอบก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

                         "มีอะไรเหรอ"

                         "ท่านยังไม่นอนอีกหรือขอรับ"  คนที่พูดหากจำไม่ผิดน่าจะเป็นทสึรุมารุนั่นเอง

                         เจ้านกกระเรียนนี่มีอะไรดึกดื่นอีกหรือยังไงนะ

                         "อืม  นอนไม่หลับน่ะมีอะไรเหรอ"  ไอฮาเนะตอบไปพลางขณะรีบเร่งพลังเพลิงให้เสร็จสิ้นเสียที  ถ้าความแตกล่ะก็โดนพี่หมอสวดหูชาแน่

                         "ข้าเห็นไฟสว่างออกจากห้องท่าน  เลยตกใจว่าทำไมท่านยังไม่นอน"

                         "ที่น่าตกใจคือทำไมนายยังไม่นอนมากกว่าทสึรุ"

                         "เพราะข้าคิดว่าท่านกำลังแอบทำอะไรน่าสงสัยอยู่"

                         "นี่ๆ  ฉันแค่ยังไม่นอนเนี่ยมันมีพิรุธเหรอทสึรุ"  ไอฮาเนะพยายามใจดีสู้เสือ  ขณะการหลอมเสร็จสิ้นเธอหอบหายใจเล็กน้อยพยายามปรับน้ำเสียงไม่ให้ดูเหนื่อยล้ายามโต้ตอบ

                         การฝึกดำเนินไปอย่างราบรื่นความโชคดีคือช่วงนี้ยังไม่มีข่าวคราวของโยมิปรากฏตัวออกมา  น่าประหลาดใจแต่ก็น่ากังวลใจไม่แพ้กัน  คอนโนสุเกะแจ้งมาเรื่อยๆว่าอย่าประมาทอย่างเด็ดขาด  การหายไปในช่วงระยะหนึ่งอาจไม่เป็นผลดีนัก

                         ฉะนั้นในขณะที่เพิ่มและฝึกฝนศาสตราที่มาใหม่  ไอฮาเนะยิ่งทุ่มกับการฝึกเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณให้มากขึ้นกว่าเดิม  ส่วนการเรียนในตำราก็ทำควบคู่ไปด้วยแม้จะตั้งใจเพื่ออ่านให้จบในสามวันจะทำไม่ได้อีกแล้วก็ตาม

                         "นายท่าน...ท่านโกหกไม่เก่งเลย  ท่านคิดว่าข้าแยกแยะแสงไฟปกติกับไฟจากเพลิงสีขาวไม่ได้หรือ"  เมื่อโดนถามตรงจุด  ไอฮาเนะก็กินจุดไปตามระเบียบ  อืม  ไฟในห้องมันก็ไม่ได้สว่างมากนักอีกทั้งเธอไม่เคยคิดว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมายามวิกาล  ดังนั้นต่อให้โกหกยังไงก็ไม่น่าจะหลอกลวงเจ้านกกระเรียนนี้ได้  "สัมผัสเพลิงนี้น่ะข้าคุ้นยิ่งกว่าใครเพราะว่าพวกข้าห้าคนต่างก็เผชิญกับมันในสนามรบ  นายท่าน...ท่านผิดสัญญากับอิชิคิริมารุแล้วนะขอรับ"

                         "ฉันรับปากว่าจะไม่ฝึกแบบนั้น  แต่นี่เป็นวิธีการฝึกอีกแบบหนึ่งตะหาก"  เธอแย้งแม้จะรู้ดีว่าเป็นการแก้ตัวน้ำขุ่นๆ  ทว่าจะให้ชะล่าใจหรือทำตัวชิวมันไม่ใช่เรื่อง  

                         ได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมกับคำขออนุญาต  ทสึรุมารุเปิดบานประตูเลื่อนอย่างรวดเร็วและปิดกลับยามแทรกตัวเข้ามาสำเร็จไม่รอการตอบรับจากนายว่าจะอนุญาตหรือไม่  เขายอมเมินเฉยต่อมารยาทที่ควรพึงกระทำแม้จะทราบดีว่ายามวิกาลไม่ควรจะเข้ามาในห้องสตรีโดยเฉพาะห้องของผู้เป็นนาย

                         ดวงตาสีอำพันจ้องมองอย่างจับผิด  ก่อนจะรู้สึกว่าใบหน้าของนายสาวดูอ่อนล้า  ชายหนุ่มกวาดตามองเพื่อจับผิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องหรือไม่  ก็พบว่าไม่มี...

                         "ท่าน...ยังมีเรื่องอะไรปิดบังอีกไหมขอรับ"

                         "นายทำอย่างกับฉันเป็นคนร้ายที่กำลังโดนสอบปากคำ"  เธอแย้งอย่างหงุดหงิด  เด็กสาวเก็บเอาผลึกทั้งหมดใส่ในกล่องบนโต๊ะเล็กติดผนังได้ทันก่อนเจ้านกกระเรียนจะโผล่เข้ามา

                         "สภาพในตอนนี้ก็คล้ายอยู่นะขอรับ  เฮ้อ...ท่านนี่น้า  ช่างเหมือนเด็กเลยยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มีอะไรบ้างที่ท่านจะฟังพวกข้า"  เขาว่าอย่างเอือมระอา  คิดหรือว่าพวกตนจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง  ระยะเวลาไม่กี่วันนายท่านจะเพิ่มพลังวิญญาณในระดับนั้นได้ยังไงกัน  ในเมื่อช่วงระยะเวลาการฝึกนั้นถูกเว้นช่วงไม่ฝึกทุกวันดังแต่ก่อน  กระนั้นอิชิคิริมารุก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณของนายสาวเพิ่มเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้

                         ความเป็นไปได้ที่จะแอบฝึกย่อมมีอยู่สูง  อาจจะรับปากว่าไม่ใช้วิธีแบบนั้นฝึกก็คงสรรหาวิธีการอย่างอื่นมาอยู่ดี
ดาบใหญ่ได้แต่ดื่มชาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี  เขากำลังเหนื่อยล้าทางจิตใจยามเมื่อทอดสายตามองเด็กสาวเพียงคนเดียวของเรือนกำลังฝึกดาบอยู่กับพวกศาสตรามาใหม่

                         "เพราะพวกนายเป็นห่วงมากเกินไปต่างหาก"  ไอฮาเนะโต้แย้งหลังรู้ดีแล้วว่าความลับคงแตกไปแล้ว

                         "ท่านคือนายของพวกข้า  พวกข้าย่อมต้องห่วงท่านขอรับ"  ทสึรุมารุว่าเสียงแข็ง  "การที่ท่านไม่รักหรือถนอมร่างกายตนเองมันทำให้พวกข้าปวดใจ  พวกข้าเป็นศาสตราย่อมมีความแข็งแรงมากกว่าท่านแต่ท่านน่ะเป็นมนุษย์นะ  ร่างกายมนุษย์เปราะบางนิดหน่อยก็เจ็บป่วยได้ง่าย"

                         "ฉันบอกไปแล้วนี่ว่าจะไม่ตายง่ายๆ  อย่าคิดมากนักสิ"  อีกแล้วพวกเขากำลังตำหนิเรื่องการฝืนร่างกายของเธอ  ทำไมถึงรู้ดีกว่าเจ้าของร่างกายล่ะ  เธอไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าตนเองฝืนเกินไปหรอกนะ

                         "พวกข้าไม่ได้อยากคิดมากขอรับ"  ใครบ้างอยากคิดมาก  "แต่การกระทำของท่านไม่อาจทำให้พวกข้านิ่งเฉยได้อีกต่อไป  สำหรับท่านแล้วพวกข้าอ่อนหัดจนปกป้องหรือทำอะไรเพื่อท่านไม่ได้หรือขอรับ  ท่านถึงได้พึ่งพาตนเองเพียงลำพังโดยไม่แม้แต่จะบอกอะไรแก่พวกข้าเลย"

                         ไอฮาเนะกระพริบเมื่อได้ยินเช่นนั้น  เธอแสวงหาความแข็งแกร่งเพราะคิดอย่างเดียวว่าความแข็งแกร่งจะทำให้ตัวเองอยู่รอด  และตลอดชีวิตที่ผ่านมาตนนั้นพึ่งพาตัวเองเป็นหลักไม่เคยคิดยืมมือใคร  พยายามมาตลอดเวลาเพื่อให้แข็งแกร่งจนไม่มีใครมาทำร้าย

                         ดังนั้นการที่จู่ๆก็มีคนมาห้อมล้อมคอยเป็นห่วงเป็นใยมาปกป้องนั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีหรือได้รับ  ฉะนั้นจึงไม่รู้สึกคุ้นชินและไอฮาเนะไม่ได้อยากได้สิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว

                         ในเมื่อไม่เคยได้รับแล้วทำไมจะต้องเรียกร้อง  เมื่อไม่เคยได้ก็ไม่คิดอยากจะได้อีกต่อไป

                         ทสึรุมารุเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบเฉยจึงเอ่ยต่ออย่างไม่รีรอ  ความรู้สึกเก็บกดจากการเฝ้ามองดูมาตลอดถึงขีดจำกัด

                         "ท่านรู้หรือไม่  พวกข้าเจ็บปวดแค่ไหนตอนเห็นท่านร่วงลงล้มไปต่อหน้า  ท่านเข้าใจความรู้สึกของพวกข้าบ้างหรือไม่ว่าการทนเห็นท่านทรมานตนเองเพื่อความแข็งแกร่งมันยิ่งตอกย้ำว่าพวกข้าไม่มีค่าในฐานะศาสตราเพื่อปกป้องท่าน!  ทำไมท่านถึงไม่เห็นใจพวกข้าบ้างขอรับ! หรือเพราะท่านอยากแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องการใช้พวกข้าอีกแล้วใช่หรือไม่!"

                         ไม่เห็นใจ?  อยากแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องการใช้?

                         ไอฮาเนะถามย้ำตัวเองไปมา  แววตาสะท้อนความสับสนอย่างเห็นได้ชัด  จริงอยู่ว่าเธอปราถนาความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองมาตลอด  แต่ตอนนี้มันต่างไปแล้ว

                         การฝืนเพิ่มพลังวิญญาณนี้ก็เพื่อปกป้องพวกเขา  เพราะการแตกหักไปไม่ใช่สิ่งที่ตัวเธอต้องการ  นับจากแรกเริ่มเธอไม่เคยมองเหล่าศาสตราเป็นแค่สิ่งของแม้จะอยู่ในโลกแห่งเกมส์ก็ไม่เคยอยากปฏิบัติกับพวกเขาแบบนั้น

                         คงเพราะธีมของเกมส์ที่แอบแฝงอยู่ภายใน  ธีมของเกมส์ที่ดาบนั้นโหยหาซึ่งความรักจากนาย...

                         ความรัก....ที่ตนซึ่งไม่เคยได้รับเหมือนกัน  ดังนั้นจึงคิดว่าเมื่อได้เล่นจะไม่ปฏิบัติกับพวกเขาเป็นสิ่งของอย่างเด็ดขาด  และเมื่อก้าวมาถึงจุดที่ต้องรับหน้าที่ในฐานะซานิวะจริงๆ  ไอฮาเนะก็เลือกแล้วว่าจะดูแลปกป้องพวกเขาให้อยู่รอดตลอดไปไม่ให้แตกหักแม้แต่เพียงเล่มเดียว

                         แต่เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่เคยพบมาก่อน  เด็กสาวก็ตระหนักได้ถึงความอ่อนแอแล้วว่าตนอ่อนแอมากขนาดไหน

                         ศัตรูแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแค่เพียงเท่านั้นเธอยังสลบ  หากไม่มีพลังของฮงมารุคอยเยียวยามีหรือเธอจะฟื้นตัวกลับมาได้  นั่นคือการตอกย้ำถึงความอ่อนแอที่เป็นจุดบอดไม่ใช่หรือ?

                         ดังนั้นการฝืนครั้งนี้ก็เพื่อปิดบังจุดบอดนั่น  เพื่อที่จะได้ต่อสู้ต่อไปโดยไม่ต้องล้มลงให้คนอื่นคอยเป็นห่วง...

                         ไม่ใช่ไม่ยอมรับว่าเห็นแก่ตัวอยากแกร่งขึ้น  แต่นี่คือผลประโยชน์ร่วมกัน  ยิ่งเฉพาะตอนนี้ที่การเคลื่อนไหวของศัตรูดูเงียบผิดปกติยิ่งชะล่าใจไม่ได้  การใช้ช่วงเวลาฝึกตนให้แกร่งขึ้นอย่างว่องไวก็เพื่อเป็นผลดีหากต้องมีการปะทะในครั้งหน้า

                         จู่ๆไอฮาเนะก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง  

                         พวกเขามองในมุมมองของพวกเขาว่าต้องการทำตามหน้าที่ในฐานะศาสตรา  หากแต่พวกเขากลับไม่ได้มองในมุมมองเธอบ้างเลย  เสมอมาเธออยากให้พวกเขามีอิสระได้รับสิทธิ์อย่างที่มนุษย์ควรจะมี  มากกว่าจะให้ปฏิบัติในฐานะนายบ่าวหรือสิ่งของ

                         ท่านคือนายของพวกข้า  พวกข้าย่อมต้องห่วงท่านขอรับ

                         ถ้อยคำนี้มันชัดเจนอยู่แล้วนี่นะ  เพราะเป็นนายจึงเป็นห่วง  แต่ถ้าหากเธอไม่ใช่นาย....ก็ไม่จำเป็นต้องห่วงสินะ?

                         ดวงตาสีชาดเริ่มวูบไหวแต่ชั่วครู่เธอก็กล้ำกลืนความรู้สึกที่ประดังขึ้นมาในอก  กัดฟันเอ่ยตอบเสียงแข็งไร้ความนุ่มนวล

                         "แล้วการพึ่งพาตัวเองโดยลำพังมันเป็นสิ่งที่ผิดหรือ  ฉันเคยบอกหรือว่าอยากแกร่งขึ้นเพื่อจะไม่ต้องใช้พวกนาย..."  เสียงใสกล่าวค้างค้า  แววตาจ้องมองอย่างเย็นชาคล้ายกับว่าไม่มีความรู้สึกคุ้นเคย  เธอมองทสึรุมารุราวกับเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว  "...ฉันพูดตอนไหนรึ?  เคยบอกว่าพวกนายไร้ค่ารึ?  อะไรทำให้คิดไปแบบนั้นกัน?  พวกนายเอาแต่ถามฉันว่าเคยเข้าใจความรู้สึกของพวกนายบ้างหรือไม่  แล้วพวกนายล่ะเข้าใจความรู้สึกของฉันบ้างหรือเปล่า?"

                         ไม่เลยสักนิดเดียว  ทั้งที่บอกออกมาขนาดนั้นแต่ก็เลือกจะไม่สน  ทำอย่างเดิมไม่เคยใส่ใจ

                         ไอฮาเนะเม้มปากเป็นเส้นตรงขณะเอ่ยอย่างใจเย็นที่สุด

                         "ฉันไม่ได้โง่หรือเป็นคนรั้นที่จะไม่รู้จักขีดจำกัดของตนเอง  ความห่วงใยของพวกนายฉันขอขอบคุณแต่การห่วงมากเกินไปมันคือตรวนที่จะมัดฉัน  และฉันไม่ต้องการ  ฉันให้พวกนายมีอิสระมากเหลือเกินแต่น่าตลกสิ้นดีที่ฉันกลับไม่ได้รับอิสระเท่าที่ฉันต้องการ...ฉันจะย้ำเป็นครั้งสุดท้ายว่าตัวฉันยังไม่มีความคิดที่จะตายไว  และฉันคิดอยากจะไปต่อในสิ่งที่ฉันต้องการดังนั้นฉันจะไม่ให้อภัยหากมีคนมาขวาง  นี่...จะเป็นคำเตือนครั้งแรกและครั้งสุดท้าย..."  ดวงตาสีชาดจ้องมองดาบทาจิที่เคยโปรดปราน  ก่อนเอ่ยปากสั่งด้วยถ้อยคำเย็นชาแสนเฉือดเฉือน  ไม่แยแสอีกต่อไปกับสีหน้าที่ตกตะลึงอย่างที่สุดเบื้องหน้า

                         "หมดธุระแล้ว  จงไสหัวไปซะทสึรุมารุ  คุนินากะ"




                         หลังจากค่ำคืนนั้นบรรยากาศอันเคยครึกครื้นก็แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความเงียบสงัด  ไร้เสียงหัวเราะและเสียงเฮฮา  แม้กระทั่งเหล่าผู้มาใหม่ก็เริ่มสัมผัสความอึมครึมนี้ได้อย่างเด่นชัด  

                         โดยเฉพาะกระเรียนขาวผู้หมองหม่นเป็นอย่างยิ่ง  ฟากเหล่าผู้มีความคิดเหมือนกับเจ้านกกระเรียนก็มีสีหน้าไม่แตกต่างกันนัก  อิชิคิริมารุไม่อาจยิ้มแย้มอย่างร่าเริงได้อีกต่อไป  บนใบหน้ามีแต่ความเคร่งขรึม  เขาคือคนเพียงผู้เดียวที่สั่งประกาศห้ามไม่ให้ศาสตราคนใดเข้าใกล้เรือนซานิวะอย่างเด็ดขาด

                         "นายท่านต้องการอยู่เงียบๆเพื่อฝึกฝนตนไปสักระยะหนึ่ง  ระหว่างนี้ขอให้ทำตามตารางการทำงานเดิมหากมีการเปลี่ยนแปลงนายท่านจะบอกเองอีกครั้ง"

                         ร่างของนายสาวไม่มาปรากฏตัวเหมือนยามปกติ  แม้แต่เสียงก็ไม่ปรากฏให้ได้ยินนอกจากนี้ยังไม่ทานอาหารที่มิทสึทาดะหรือคะเซ็นเตรียมไปไว้หน้าประตูเรือน  สร้างความกังวลให้เหล่าศาสตราเป็นทวีคูณ  คะชูและยามาโตะสองดาบที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดแทบอยู่ไม่เป็นสุขเดือดร้อนคนอื่นให้คอยประกบพวกเขาสองคนเพื่อป้องกันไม่ให้บุกไปพูดกับนายท่าน

                         ในวันแรกพวกเขาก็เริ่มอดทนแต่เมื่อผ่านไปวันที่สอง  อาหารสักมื้อไม่ได้ถูกแตะต้องเลยสักนิด...สร้างความปั่นป่วนอันยากเกินคำบรรยายให้แก่คนอื่นๆยิ่งนัก  ไม่ต้องพูดถึงคนทำอาหารสองคนที่สีหน้าสลดจนไม่เป็นทำอะไรนั่นอีก

                         ท้ายสุดเหล่าผู้ทนไม่ได้ต้องบากหน้าไปร้องเรียกเจ้าจิ้งจอกคอนโนสุเกะให้มาหา  พร้อมกับบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยละเอียด

                         "แล้วท่านไปพูดแบบนั้น!?"  มันแหวใส่อย่างตื่นตกใจ  พลางมองหน้าคนใจกล้าที่ไปพบซานิวะในยามวิกาล  "ท่านทสึรุมารุข้าทราบว่าท่านห่วงท่านซานิวะ  แต่การไปหาท่านโดยที่ไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดนั้นเท่ากับไปหาเรื่องนะขอรับ!"

                         "จะให้ข้ารู้อะไร  ก็ในเมื่อนายท่านไม่เคยบอกอะไรแก่ใครเลยไม่ใช่หรือ"  ดวงตาหมองคล้ำของร่างสูงเจ้าของเรือนผมเหมันต์ตอบราบเรียบไร้อารมณ์  หลังจากค่ำคืนนั้นเจ้านกกระเรียนก็เอาแต่ซึมเศร้าไม่ยิ้มแย้มร่าเริง  เอาแต่นั่งนิ่งๆทำงานไปวันๆราวกับเป็นตุ๊กตาไร้อารมณ์ไปด้วย

                         "ไม่เคยบอกอะไรเลย  เพราะว่าไม่ไว้ใจใครเลย..."  เขาพูดต่อไม่นำพาต่อสายตาใครต่อใคร  เพราะที่พูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง  พวกตนอยู่กันมาถึงขนาดนี้นายท่านไม่เคยเล่าเรื่องอะไรให้ใครฟังเลย  ราวกับไม่ไว้ใจแม้สักนิดเดียว  กระทั่งความรู้สึกห่วงใยของพวกตนก็ไม่ต้องการ

                         คอนโนสุเกะมองแล้วหลับตาถอนหายใจเฮือกโต  "ทุกอย่างมีเหตุและผลทั้งนั้นขอรับท่านทสึรุมารุ  ตัวท่านที่อายุมากกว่าน่าจะมีประสบการณ์ช่วงชีวิตที่ยาวนานยิ่งกว่า  ท่าน...ดูไม่ออกจริงๆหรือขอรับว่าตัวตนและจิตใจของท่านซานิวะนั้นบิดเบี้ยวบอบช้ำมามากขนาดไหน"

                         เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นชั่วขณะ  ดวงตาสีอำพันกระพริบปริบๆขณะย่นคิ้ว

                         "บิดเบี้ยว?บอบช้ำ?"  ร่างสูงทวนคำอย่างไม่เข้าใจ  สีหน้าท่าทางของนายท่านตลอดมาก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติไม่ใช่หรือ
แต่คอนโนสุเกะกลับมองด้วยแววตาถากถาง  เมื่อไม่มีใครสักคนสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เลย  เสมอมาก็เด่นชัดอยู่แล้วกับการกระตือรือร้นที่ผิดปกติอย่างคนทั่วไป  ไม่แปลกใจหรือว่าอะไรทำให้เด็กสาววัยแค่นี้พยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อเรียนรู้อย่างเอาเป็นเอาตาย  มิหนำซ้ำยังใจกล้ากระโจนเข้าสู่สนามรบโดยไม่นำพาความเป็นตายของตนเองสักนิด

                         "เพราะไม่เคยได้รับจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันคือสิ่งใด  และเพราะไม่เคยได้รับมาก่อนจึงเลือกจะไม่ต้องการอีกต่อไป ... เข้าใจหรือไม่ขอรับ  ตัวตนที่เป็นอยู่ของท่านซานิวะนั้นจนถึงตอนนี้ตลอดช่วงชีวิตมีแต่ความโดดเดี่ยวไม่มีใครอยู่เคียงข้าง  เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดก็มีแต่ต้องก้าวไปด้านหน้าโดยต้องเหยียบย่ำคนอื่นไปให้สูงยิ่งกว่าเพื่อความอยู่รอด  รอบด้านก็ไม่อาจไว้วางใจได้ทำได้แค่ปั้นหน้ายิ้มตอบรับไป  ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการใส่หน้ากากต้องคอยเรียนรู้ที่จะอ่านคนอื่นให้ออกและก็ต้องระวังอย่าได้เชื่อใจใคร  สิ่งรอบด้านหล่อหลอมให้ท่านซานิวะกลายมาเป็นเช่นนี้ขอรับ"  100 วันอันยาวนาน  เหล่าคอนโนสุเกะผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบซานิวะทั้งหลายต่างเฝ้าดูการกระทำและการใช้ชีวิตด้านนอกเกมส์เป็นระยะ  และมันก็ได้พบถึงเหตุผลว่าทำไมตัวเด็กสาวถึงได้กลายมาเป็นแบบนี้

                         "ความใจดี  ความห่วงหาเอื้ออาทรหรือแม้แต่ความรู้สึกการได้รับการปกป้องก็ไม่เคยได้รับ  ที่ผ่านมาก็มีชีวิตเพื่อตัวเองดังนั้นจะแกร่งขึ้นเพื่อชีวิตตนเองเท่านั้น  นั่นคือตัวตนที่ข้าเห็นจากท่านซานิวะมาโดยตลอดจนกระทั่งวันเวลา 100  วันที่ผ่านมา  ตัวท่านซานิวะเปลี่ยนไปมาก  มีชีวิตชีวา  ยิ้มหัวเราะ  แสดงออกด้านความคิดและความรู้สึกมากกว่าครั้งไหนๆ"

                         อาจจะมากกว่านอกโลกแห่งเกมส์ก็ว่าได้

                         "อาจเพราะเข้าใจความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับซึ่งความรัก  แต่แม้จะไม่เข้าใจกระนั้นก็ยังอยากจะทำให้ดี...อยากจะมอบให้...  เพราะทราบดีว่าการไม่เคยได้รับความรักนั้นมันโดดเดี่ยวทรมานมากขนาดไหน  ฉะนั้นท่านซานิวะจึงไม่เคยอยากบีบบังคับใครเลย  ได้แต่มอบอิสระอย่างที่พวกท่านต้องการให้ไปโดยไม่อยากได้อะไรตอบแทน"

                         คอนโนสุเกะหลุบตาลงต่ำ  "ดังนั้นจึงโกรธมากหากว่าตัวเองที่มอบสิ่งเหล่านั้นให้ไปกลับถูกพันธนาการโดยสิ่งที่ไม่เคยได้รับเสียเอง  จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ต้องการ  ตัวท่านซานิวะกลายเป็นแบบนั้นมาเนิ่นนานแล้ว  ดังนั้นความรู้สึกของพวกท่านสำหรับท่านซานิวะคือตรวนที่จะพันธนาการตัวตนของท่านเท่านั้น"

                         "และคำพูดของท่านที่ว่าท่านซานิวะไม่เข้าใจมันก็ถูกต้อง  แต่ความไม่เข้าใจนั้นท่านซานิวะเลือกเมินเฉยเพราะเห็นแก่ชีวิตพวกท่านเป็นหลัก  ท่านคงทราบว่าโยมิไม่ได้เคลื่อนไหวอีกเลยนับจากวันนั้น  พวกมันเองก็คงเฝ้าคอยเวลาอันเหมาะสมและตัวท่านซานิวะก็ทราบดีว่าถ้ายังรั้งรอปล่อยเวลายืดเยื้อ  ตนเองและศาสตราที่เหลือสักวันคงโดนสังหารแน่ๆฉะนั้นจะเสียเวลาไม่ได้อย่างเด็ดขาด  ยินดีฝืนตนเองเพื่อแกร่งขึ้น...เพื่อรักษาชีวิตพวกท่าน"

                         โยมิจะจัดการได้ก็ต้องใช้เพลิงแห่งนิรันดร์ซึ่งเป็นพลังของซานิวะ  หากไร้ซานิวะศาสตราจะคงอยู่และต่อสู้ไปไม่ได้

                         "ถ้ามัวแต่รีรอ  หากศัตรูแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนการจะรักษาชีวิตพวกท่านคงไม่มีทางทำได้แน่"

                         "แต่พวกข้าคือศาสตรา..."

                         "แต่ท่านซานิวะไม่ได้มองพวกท่านในฐานะศาสตรา  ท่านก็บอกตั้งแต่วันนั้นนี่ขอรับว่าไม่อยากได้สถานะนายบ่าว"

                         นางบอกแล้วแต่พวกท่านไม่ใส่ใจ   
                      
                         ดวงตาสีดำของจิ้งจอกน้อยทอดมองอย่างอ่อนโยน

                         ความเข้าใจอันบิดเบี้ยวนี้ฝังรากลึกจนเกินเยียวยา  การเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนไม่อาจแก้ไขได้ง่ายๆ  "มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่บิดเบี้ยวขอรับ  จิตใจพวกเขายากแท้หยั่งถึงดังนั้นจึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป  อย่าได้คาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามใจพวกท่านได้ตลอดเลย...ปล่อยเถอะขอรับ  ในเมื่อท่านซานิวะไม่ต้องการ...ท่านก็แค่มอบสิ่งที่ท่านนั้นอยากได้มาตลอดอย่างคำว่าอิสระ...ให้ก็มากพอ"

                         ไม่ต้องห่วงหาแค่เฝ้ามอง  ปล่อยให้นางเดินไปตามที่นางต้องการก็เกินพอ

                         "แม้ว่า  อิสระ  อาจจะทำลายนายท่านเข้าสักวันงั้นรึ?"  ทสึรุมารุเอ่ยถามคำถามที่เกิดขึ้นในใจของศาสตราทุกนาย  จะให้มองดูจนกระทั่งนายของตนพินาศไปงั้นหรือ  พวกตนจะทนได้ยังไงกัน

                         "แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำลาย  ข้าก็เชื่อว่าท่านซานิวะจะไม่มีวันเสียใจเพราะตัวท่านได้เลือกที่จะทำด้วยตนเอง" 

                         ถึงมันจะทำร้ายจิตใจแก่ผู้ที่ต้องมอบให้ไปก็เถอะ  

                         แต่นั่นแหละคือซานิวะคนนี้  

                         ซานิวะที่เป็นมนุษย์...ผู้ซึ่งเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดนั่นแหละ...








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 178 ครั้ง

717 ความคิดเห็น

  1. #591 JustAEcho (@JustAEcho) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:09
    ไปๆมาๆรู้สึกคอนโนะสุเกะเป็นพระเอกไปเลยค่ะ เข้าใจไอฮาเนะกว่าใครเลย5555
    #591
    0
  2. #69 KazukiRei (@benjarath) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 16:31
    ก็ผิดทั้งสองด้านหละนะ คงปรับให้เข้ากันได้แค่ครึ่งๆ จะให้เปลี่ยนนิสัยเลยคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
    #69
    0
  3. #20 Run for your life (@ingfhakaewsri) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 12:56

    อ่านเพลิน~
    #20
    0
  4. #15 p_ice (@p-ice) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 18:26

    เห้อ สงสานทั้งสองด้านเลย
    #15
    0
  5. #14 Kamerin (@kamerin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 16:07

    รีบๆไปง้อนายท่านได้แล้ว
    #14
    0