一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,791 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    6,791

ตอนที่ 3 : สายลมชุนเทียนเวียนบรรจบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1027
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 มี.ค. 59











สายลมชุนเทียนเวียนบรรจบ







แคว้นเทียนฉง ปีที่ห้าในรัชกาลเหรินจง





         ซุนถิงถิงเพิ่งได้รับเลือกเข้ามาทำงานในวังเมื่อปีใหม่ วันนี้เป็นวันแรกที่นางได้เริ่มทำงานรับใช้เจ้านายของตน




        ด้วยไม่ได้กำเนิดมาในตระกูลใหญ่ซ้ำรูปร่างหน้าตาธรรมดา เมื่อเข้าวังแล้วถิงถิงจึงอยู่ในฐานะนางกำนัลไร้ขั้น นางฝึกฝนหน้าที่ต่างๆอยู่สามเดือนที่สุดจึงได้รับบัญชาให้ไปรับใช้เจ้านายของตน ถิงถิงจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่เหล่านางกำนัลขั้นสูงในตำหนักต่างๆ จะเข้ามาเลือกเฟ้นหานางกำนัลหน้าใหม่เช่นตัวนางไปคอยรับใช้ หลังจากที่อยู่มาหลายเดือนเหล่านางกำนัลหน้าใหม่จึงพอทราบว่าผู้ใดบ้างที่เป็นใหญ่ในวังหลังและต่างวาดฝันจะได้ไปรับใช้เจ้านายพระองค์นั้นพระองค์นี้ หวังให้ชีวิตในรั้ววังราบรื่นไร้เภทภัย




         เสียงประกาศเรียกเพื่อนนางกำนัลของนางไปยังตำหนักต่างๆดังเป็นระลอก ซุนถิงถิงคุกเข่ารออยู่ด้วยความตื่นเต้น นางรอคอยที่จะได้ยินชื่อของตนถูกเอ่ยอ้างด้วยใจระทึก เมื่อเวลาผ่านพ้นไปก็ยิ่งต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ มองรอบกายเหล่าสตรีที่เคยฝึกอบรมมาด้วยกันต่างถูกเรียกตัวไป เหลือเพียงนางและนางกำนัลน้อยอีกไม่กี่คน ถิงถิงทราบมาว่าหากไม่ได้รับเลือกให้ไปรับใช้ตำหนักใดแล้วก็ต้องเป็นนางกำนัลทั่วไป ถือว่าด้อยวาสนายิ่ง




          "ซุนถิงถิง" เสียงประกาศนามของนางเรียกร้อยยิ้มเต็มใบหน้า ถิงถิงขยับตัวอย่างกระตือรือล้น "ตำหนักฉูเชิ่ง!"  




          สิ้นเสียงประกาศโดยรอบกลับเงียบกริบ เหล่านางกำนัลที่ถูกคัดเลือกแล้วบ้างก็นั่งรอคอยอยู่ต่างหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะบังเกิดเสียงซุบซิบดังไม่ขาดสาย




          แม้ทราบว่ามิควร หากทุกคนต่างอดปากไม่ได้เมื่อนึกถึงตำหนักหลังนั้น..ตำหนักฉูเชิ่ง พระตำหนักในรั้วอาณาเขตฝ่ายใน อยู่ใกล้ที่ประทับขององค์จักรพรรดิ์ ตำหนักปลูกสร้างสลักเสลางามวิจิตร ปลูกต้นไผ่ล้อมรอบจนมิอาจเหลือบแลเห็นภายใน องค์รักษ์วางกำลังพรักพร้อม ราวกับเป็นตำหนักที่อยู่ของบุคคลสำคัญยิ่ง



          ตำหนักของ'พระปิตุลา'ผู้นั้น 




           หลังองค์จักรพรรดิ์เซี่ยเสียนตี้ทรงประกาศราชโองการปลดท่านผู้นั้นออกจากตำแหน่งแล้วให้ถูกคุมตัวอยู่ในวังหลวง ตำหนักฉูเชิ่งนี้ก็เป็นที่ประทับของพระองค์ พระปิตุลาที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเอ่ยนามด้วยหวาดเกรงอำนาจโอรสสวรรค์ ทรงมีชีวิตอยู่ในวังหลวงอย่างไร้ตัวตน มีเพียงสำรับอาหารและพ่อบ้านนางกำนัลเข้าออกตำหนักเท่านั้นที่สามารถบอกได้ว่ายังทรงพระชนม์ชีพ




            ดวงตาของนางกำนัลหลายคนมองนางอย่างนึกสงสาร บ้างก็ยิ้มเยาะ เสียดแทงหัวใจเสียจนถิงถิงขอบตาร้อนผ่าว โดนเรียกตัวไปรับใช้ตำหนักฉูเชิ่งหมายถึงสิ่งใด ย่อมหมายถึงนางแทบไม่มีโอกาสออกมายังนอกตำหนัก ไม่มีโอกาสเลื่อนขั้น เป็นได้เพียงนางกำนัลน้อยๆ คอยรับใช้เจ้านายผู้ถูกจองจำ ไฉนเลยจะมีวาสนาโงหัวขึ้นมาได้




           ถิงถิงกำผู้เช็ดหน้าแน่นจนยับยู่ คล้อยหลังนางไปก็ไม่มีผู้ใดได้รับเลือกอีกแล้ว นางกำนัลน้อยที่เหลือถูกส่งไปทำงารับใช้ทั่วไป แม้จะไร้เจ้านาย ทว่าพวกนางต่างก็ยินดียิ่ง ด้วยอย่างน้อยที่สุดนางก็มิต้องถูกเรียกตัวไปตำหนักฉู่เชิ่งที่ไร้อานาคตไร้วาสนา อยู่เพียงรอวันตายเท่านั้น




           ซูถิงถิงก้มหน้าคุกเข่าอยู่นาน นางจมจ่ออยู่กับความเสียใจโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปลุกปลอบ น้ำตาไหลพร่างพรูด้วยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก ครู่ใหญ่กว่าจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหยาบกร้านของบุรุษผู้หนึ่งแะลงบนไหล่และเอ่ยชื่อเรียก มือหนานั้นยื่นป้ายหยกแสดงฐานะประจำตัวมาให้นางรับไว้ ทั้งยังดันปลายคางให้นางเงยหน้าขึ้นเลิกร่ำไห้เสียที




           ซูถิงถิงเงยหน้ามองอีกฝ่ายผ่านม่านน้ำตา คิดว่าคงเป็นคนของตำหนักนั้นมาเรียกตัว นางนึกอดสูที่ตนเองร่ำไห้ให้ผู้อื่นเห็น แต่ก็โศกเศร้าจนเกินกว่าจะยั้งน้ำตาไว้ กระทั่งภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น กลับเป็นตัวนางที่ต้องอุทานเสียงเบา




            "ท่านลุง?"


.
.
.


           "อยู่ในตำหนักนี้หาได้มีกฏเกณฑ์อันใดมากมาย แต่เจ้าจำเอาไว้.." สุ้มเสียงของเสิ่นอวี้เอ๋อร์ นางกำนัลรุ่นพี่ที่บัดนี้ซุนถิงถิงต้องเรียกว่าพี่อวี้เอ๋อร์ดังขึ้นขณะพานางมายังด้านในตำหนัก เมื่อวานหลังจากได้รับเลือกมาอยู่ตำหนักฉู่เชิ่งแล้วท่านลุงซุนจื่อผู้มีศักดิ์เป็นญาติฝั่งมารดาของนางก็มารับตัว นับว่าเป็นเรื่องดีในคราวเคราะห์อยู่บ้างที่มีญาติมิตรให้คอยพึ่งพิงในวังหลวงอันยิ่งใหญ่นี้ แม้นางจะด้อยวาสนาเพียงไรก็ตาม




           ซุนจื่อบ่นว่านางเป็นการใหญ่หลังจากทราบว่าหลานสาวตนร้องห่มร้องไห้หลังทราบว่าตนต้องไปรับใช้ตำหนักฉูเชิ่ง เมื่อวานหลังจากเดินเข้ามาในตำหนักแล้วจึงไม่ได้รับอนุญาติให้ไปเข้าเฝ้าบอกกล่าวแก่เจ้านายเพราะดวงตานางบวมเป่งไปหมด ระหว่างนั้นท่านลุงซุนจื่อก็พร่ำบอกถึงการเป็นข้ารับใช้ที่ดี บอกว่าการที่นางร้องไห้เช่นนั้นถือว่าเสียงไปถึงพระเกียรติของเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง แม้ฝ่าบาทของพวกเราๆจะพระทัยดียิ่งนักก็มิควรทำให้ระคายเบื้องพระยุคลบาท




            ซุนถิงถิงจำได้ว่านางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างโง่งมและไร้เดียงสาว่าฝ่าบาทของตำหนักนี้ทรงเป็นอย่างไร ซุนจื่อท่านลุงใหญ่ของนางจึงนิ่งไปอึดใจแล้วกล่าวออกมาว่า "ทรงพระทัยดียิ่ง"




            แม้ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทว่าถิงถิงก็เบาใจได้ไม่น้อย พิเคราะห์ดูตำหนักฉูเชิ่งอันงดงามแล้วก็ปลอบใจตนเองว่าความเป็นอยู่คงมิได้เลวร้ายนัก วันนั้นนางถูกพี่อวี้เอ๋อร์ นางกำนัลประจำตำหนักที่มีเพียงหนึ่งเดียวพาเดินแนะนำห้องหับต่างๆภายในตำหนัก  แม้อวี้เอ๋อร์จะมีนิสัยค่อนข้างเคร่งขรึมทว่าถิงถิงก็ยังมองออกว่านางเบิกบานมิใช่น้อยที่จะมีผู้มาอาศัยอยู่ร่วมกัน ภายในตำหนักหลังใหญ่นี้มีเพียงคนรับใช้ประจำตำหนักอยู่สามคนรวมตัวนางที่มาใหม่เท่านั้นจึงเงียบยิ่งนัก ซ้ำอาณาบริเวณโดยรอบถูกล้อมกรอบไว้ด้วยทิวไผ่เขียวขจีหนาทึบ ซุนถิงถิงจำได้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยลอบมองเข้ามายังสถานที่นี้แล้วถูกนางกำนัลรุ่นพี่ดุว่า ใครจะคาดคิดกันว่าที่สุดแล้วนางกลับได้มาประจำตำหนักนี้กัน




              เย็นวันนั้นเสิ่นอวี้เอ๋อร์สั่งให้ไปรับอาหารเย็นจากหน้าตำหนัก นั่นเป็นครั้งแรกที่ถิงถิงได้รู้ว่าตำหนักนี้ไม่เหมือนตำหนักอื่น ปรกติแล้วข้ารับใช้จะออกไปนำอาหารสำหรับต่างๆมาจากครัวหลักของวังหลวงที่ถูกจัดเตรียมไว้ ทว่านางกลับมีหน้าที่เพียงยืนรออยู่ด้านหน้า เมื่อถึงเวลาจำมีนางกำนัลจากครัวของวังหลวงนำสำรับอาหารมาส่งให้ อาหารนั้นมีทั้งของพระปิตุลาและของข้ารับใช้เช่นนาง ดังนั้นหมายถึงซุนถิงถิงมิอาจออกไปด้านนอกตำหนักได้ตามใจอีกแล้ว




              ถือสำรับจ้องมองทหารยามที่ถืออาวุธครบมือยืนนิ่งตัวตรงไม่กระพริบตาอยู่ครู่ใหญ่ ถิงถิงพลันได้ตระหนักถึงความจริงอีกข้อหนึ่งว่าแท้จริงแล้วทหารยามผู้ทำหน้าที่แข็งขันซึ่งหันหลังให้ตำหนักและประจำอยู่โดยรอบรั้วต้นไผ่เหล่านี้หาได้วางกำลังคุ้มกันผู้ที่อยู่ในตำหนัก แต่กลับวางกำลังเฝ้าระวังมิให้ผู้ที่อยู่ในตำหนักนี้หลบหนีออกไปได้




             ตำหนักนี้คือคุกคุมขังราชนิกูลอันน่ากลัวไม่แพ้ตำหนักเย็นของเหล่านางสนม



             ยามสนธยา ดวงอาทิตย์ค่อยๆลาลับ นกน้อยโบยบินกลับรัง ตำหนักฉูเชิ่งงดงามกว้างใหญ่ทว่าเงียบเหงายิ่ง




             คืนนั้นนางนอนไม่หลับ ในใจคิดประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง หากนางต้องอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตเล่าจะเป็นอย่างไร หากมิอาจย่างกรายออกจากตำหนักแห่งนี้นางจะเสียสติหรือไม่ นางคิดมากเสียจนนอนไม่หลับ ทั้งยังหวั่นกลัวถึงการได้พบปะกับฝ่าบาทของวังในเช้าวันนี้ยิ่งนัก





               "ถิงถิง!" เสียงเรียกของเสิ่นอวี้เอ๋อร์ดังพอสมควรทำให้ซุนถิงถิงถึงกับสะดุ้งโหยง นางหันไปมองนางกำนัลรุ่นพี่ที่จ้องเขม็งมาหา ดวงตาฉายแววตำหนิ




               "พะ...พี่อวี้เอ๋อร์" 




              "เจ้ากำลังเหม่อลอยอันใด กฏเกณฑ์ที่ข้ากล่าวไว้จำได้หรือไม่?" น้ำเสียงของเสิ่นอวี้เอ๋อร์เฉียบขาดยิ่งนัก




              "จำได้เจ้าค่ะ" ถิงถิงรีบตอบรับก่อนที่นางจะโดนต่อว่าไม่มากกว่านี้ ดวงตาหรุบต่ำเต็มไปด้วยความประหม่า "ข้อแรกห้ามส่งเสียงดังภายในตำหนัก ห้ามรบกวนพระปิตุลา ห้ามออกนอกตำหนักโดยพละการ หากจะ...."




               ฟังนางกำนัลน้อยเบื้องหน้ากล่าวถึงกฏการอยู่ในตำหนักนี้มาอย่างครบถ้วนกระบวนความเสิ่นอวี้เอ๋อร์ก็ถอนหายใจ "ดี ถ้าเช่นนั้นจงตามข้ามา ระวังกริยาด้วย"




               กล่าวพลางเดินอย่างระวังเท้าเข้าไปด้านในของตำหนัก อันเป็นที่ประทับของ'ฝ่าบาท'พระปิตุลาหวางเซี่ยซินที่พวกนางต้องรับใช้ 





            อากาศในฤดูชุนเทียนเย็นสบายยิ่งนัก ห้องหับในตำหนักจึงนิยมเปิดประตูหน้าต่างออกกว้างให้สายลมโกรกเข้ามาทายทัก ซุนถิงถิงเดินตามพี่อวี้เอ๋อร์ของนางมายังด้านในตำหนักด้วยใจระทึก ดวงตากลมวาวจ้องมองรอบกายไปด้วยอย่างใคร่รู้ ตำหนักฉูเชิ่งนั้นด้านนอกสลักเสลางามวิจิตรหากด้านในกลับตกแต่งเรียบง่ายยิ่ง ทว่าข้าวของประดับประดาแต่ละชิ้นนั้นนับได้ว่ามีค่าควรเมือง ภายในตำหนักเงียบกริบไร้สรรพเสียง มีเพียงลมหายใจของพวกนางกระทั่งเสิ่นอวี้เอ๋อร์พานางคุกเข่าลงยังหน้าห้องๆหนึ่ง




             "ฝ่าบาทเพคะ ข้าน้อยอวี้เอ๋อร์ นำนางกำนัลคนใหม่มาเข้าเฝ้า"




             "เข้ามาสิ"




                เสิ่นอวี้เอ๋อร์เปิดประตูห้องแล้วเดินนำนางเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซุนถิงถิงสูดหายใจลึก นางมองรอบกายเพียงครู่ก็พบว่าตนเองกำลังเข้ามายังห้องหนังสือที่มีตำหรับตำรางวางเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งยังได้กลิ่นหมึกชัดเจน มองไปด้านหน้าก็พบโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่งและชายภูษาสีอ่อนงดงาม นางกำนัลน้อยก้มหน้า ความกลัวและเสียงร่ำลือเกี่ยวกับพระปิตุลาผู้นี้ทำให้นางได้แต่นั่งนิ่งมิกล้าขยับตัว



              "เป็นญาติห่างๆของซุ่นจื่ออย่างนั้นหรือ?" สุรเสียงแผ่วเบาฟังดูนุ่มหูยิ่งนักดังขึ้นเหนือศีรษะ ซุนถิงถิงรู้สึกว่าน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นนี้ช่างไพเราะเพราะพริ้งยิ่งนัก




              "ใช่แล้วเพคะ พ่อบ้านซุนกล่าวว่านางเพิ่งเข้ารับการคัดเลือดนางกำนัลเมื่อปีใหม่นี้ หลังจากฝึกหัดมารยาทพื้นฐานแล้วจึงงถูกส่งตัวมารับใช้" 




              "นางคงลำบากไม่น้อย..เจ้า..มีนามว่าอะไร เงยหน้ามาบอกข้าเสียหน่อย" ซุนถิงถิงเหม่อลอยนิ่งฟังฝ่าบาทของนางกับพี่อวี้เอ๋อร์คุยกันเสียจนแทบลืมไปว่าถูกเรียก กระทั่งถูกพี่อวี้เอ๋อร์สะกิดแรงเข้านั่นล่ะจึงงเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว




            และเหตุเพราะเงยหน้าขึ้นมาเร็วเกินไปนี้เอง นางจึงไม่ได้ตั้งตัว




           ซุนถิงถิงสบเนตรงามดั่งนิลน้ำดีเบื้องหน้า ฉับพลันหัวอกก็เต้นโครมคราม นางรู้ทันทีว่าตนเองใบหน้าแดงก่ำเสียจนต้องก้มหน้างุดอีกครั้ง 




          สรุเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นด้านบน "อย่ากลัว เราไม่ทำอะไรเจ้าหรอก"




           "ฝะ..ฝ่าบาท" ซุนถิงถิงได้แต่ส่งเสียงกุกกัก ทั้งเขินอายทั้งอับอายยิ่ง




              อับอาย อับอายยิ่งนัก จะอย่างไรนางก็เป็นสาวน้อยอายุย่างสิบหก นับแต่เข้ามาในวังหลวงว่าตนเองพบบุรุษ สตรี หรือมิใช่บุรุษหน้าตาดีมานักต่อนักแล้ว ทว่ามิเคยพบบุรุษใดงดงามหล่อเหลาเปี่ยมด้วยราศีเช่นพระปิตุลาผู้นี้มาก่อน




            ซุนถิงถิงค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปอีกครั้งอย่างติดประหม่า ดวงตานางไล่มองตั้งแต่ชายฉลองพระองค์สีน้ำตาลอ่อนปักลายวิหคตัวน้อยงามวิจิตรราวกับมีชีวิตจนถึงฉลองพระองค์สีเปลือกไข่ตัวในที่ถูกผูกโยงไว้ลวกๆเป็นนัยว่าทรงปล่อยองค์ตามสบายอย่างยิ่ง บุรุษเบื้องหน้านางมีเส้นผมสีดำสนิทดกดำซ้ำปล่อยยาวสยายหาได้มัดรวบไว้แล้วครอบกวานประดับศีรษะเช่นเชื้อพระวงศ์อื่น ไร้หยกพกประดับประดา ทรงหาได้สวมฉลองพระบาทเผยให้เห็นข้อเท้าขาวเปลือย พระฉวีค่อนข้างขาวจัด ปลายนิ้วเรียวงามบ่งบอกว่าได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ใบหน้านวลเปี่ยมราศีนั้นเล่าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล กล่าวได้ว่าทั้งงดงามและหล่อเหลา..งามยิ่งนัก




               คนผู้นี้..แม้จะไม่สวมใส่เครื่องประดับอันใด แม้จะคลุกโคลนหินดินทราย ถิงถิงแน่ใจว่าพระองค์จะยังคงความมงามสง่าเฉกนี้ไว้เสมอ เป็นดั่งกลิ่นอายอันสูงส่งของราชนิกูลที่บ่มเพาะมาแต่กำเนิด ไม่ว่าการกักขังหรือทำร้ายใดก็มิอาจพรากสิ่งนี้ไปจากพระองค์ได้




              บุรุษผู้งามสง่าผู้นี้คือเจ้านายของนาง..




             ฉับพลันหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความยินดี เพียงได้พบหน้าซุนถิงถิงก็แทบวางชีวิตไว้ต่อหน้านายตนแล้ว นางกำนัลน้อยยิ้มกว้าง เอ่ยแนะนำตัวด้วยถ้อยคำเเจ่มชัด "ข้าน้อยซุนถิงถิงเพคะ พระปิตุลา"




             "ถิงถิง" สรุเสียงนุ่มนวลนั้นเอ่ยเรียกชื่อนางเบาๆ เพียงแค่นั้นซุนถิงถิงก็รู้สึกยินดีราวกับลอยขึ้นสวรรค์ "เด็กสาวผู้สดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิ..ชื่อของเจ้าเขียนเช่นนี้ใช่หรือไม่?"





            กล่าวแล้วปลายนิ้วเรียวก็หยิบพู่กัน จุ่มหมึกอย่างคล่องแคล้ว เพียงครู่เดียว  อักษรชดช้อยงดงามก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า





            "ใช่แล้วเพคะ อักษรของพระปิตุลาทรงงดงามยิ่งนัก" ถิงถิงจ้องมองชื่อของตนด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม ไม่มีคราไหนที่นางจะคิดว่านามของตนงดงามได้ถึงเพียงนี้




            "ไม่ให้งามได้หรือ ฝ่าบาทคือผู้ใด บัณฑิตหวางอัจฉริยะแห่งแว่นเเคว้นเทียวนะ" เสิ่นอวี้เอ๋อร์เห็นอักษรงดงามเช่นนั้นก็ร่วมแสดงความเห็นด้วยท่าทีคึกคัก




            "เพียงเคยเป็นเท่านั้น" ใบหน้างดงามแย้มรอยยิ้มจางก่อนแววตาจะอ่อนแสงลง ท่าทีเช่นนั้นทำให้เสิ่นอวี้เอ๋อร์สะดุ้ง




            "ขออภัยเพคะฝ่าบาท" 





                ถิงถิงไม่เข้าใจนักว่าพี่อวี้เอ๋อร์ของนางกล่าวขอประทานอภัยเช่นนี้เพราะเหตุใด ทว่านางก็ก้มหน้าตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว ฉับพลันจึงนึกได้ว่านามบัณฑิตหวางอัจฉริยะแห่งเทียนฉงนั้นกลายเป็นนามต้องห้ามที่เจ้าชีวิตไม่โปรดให้มีคนพูดถึงอีกต่อไป




             "อย่าได้คิดมากไป" พระปิตุลาทรงม้วนกระดาษเข้าหากันช้าๆ ท่าทีหาได้เอาความใดตามที่กล่าวอ้างนั่นทำให้ซุนถิงถิงค่อยเบาใจขึ้นมาได้ นางก้มลงเอ่ยขอบพระทัยและนึกถึงคำพูดของท่านลุงซุนจื่อของตน 'ทรงพระทัยดียิ่ง' ตามที่ท่านลุงกล่าวมาจริงๆ




             "ซุนถิงถิง" 




             "พะ..เพคะ" ถิงถิงค่อยเงยหน้าขึ้นเมื่อแว่วน้ำเสียงเคร่งขรึม นางกำลังหวั่นว่าอาจถูกดุว่า ซ้ำตอนนี้พี่อวี้เอ๋อร์ก็ลุกขึ้นเดินออกไปเบื้องนอกตามเสียงเรียกของท่านลุงซุนจื่อเสียแล้ว ทว่ากลับเป็นปลายนิ้วเรียวงามขององค์พระปิตุลายื่นมวนกระดาษที่ทรงเขียนอักษรชื่อนางมาให้ด้วยรอยยิ้ม




            "อยู่ที่นี่อาจไม่สบายเท่าที่อื่น ผู้คนมีน้อย งานเจ้าอาจจะหนักไปบ้าง อย่างไรข้าก็ขอฝากด้วย"




            "ถิงถิงได้รับใช้พระปิตุลา ถือเป็นวาสนายิ่งแล้วเพคะ!" 




                ซุนถิงถิงรับเอากระดาษที่ทรงเขียนนามของนางมาด้วยมืออันสั่นเทา น้ำตาซึมด้วยความปลื้มปิติ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดียิ่ง แม้นางกำนัลตำหนักอื่นเมื่อเข้าทำงานในตำหนักอาจได้รับเงินขวัญถุงหรือของมีค่าพระราชทาน ทว่านางกลับยินดียิ่งที่ได้รับม้วนกระดาษเขียนนามตนเช่นนี้ สิ่งนี้ฝ่าบาทของนางทรงลงมือเขียนให้ซ้ำยังประทานให้ด้วยพระองค์เอง จะแก้วแหวนเงินทองใดก็หาเปรียบได้ไม่!




            "ได้เจ้าเข้ามาอยู่ด้วย ที่นี่คงครึกครื้นขึ้นมากทีเดียว" 






              สุรเสียงเป็นกันเองนั้นทำให้นางเงยหน้าไปยิ้มรับอย่างยินดี ขณะเดียวกันเสิ่นอวี้เอ๋อร์ก็เดินเข้ามาในห้องอักษรอีกครั้งพร้อมกับถ้วยบรรจุน้ำแกงหอมกรุ่น ร่างอรชรนั้นย่อกายเคารพอย่างเเช่มช้อย พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มละไม




             "ไทหวงไทเฮาทรงให้คนนำเอาน้ำแกงโสมมามอบให้เพคะ"




             "เสด็จแม่หรือ..ทรงลำบากอีกแล้ว" เอ่ยพลางจ้องมองน้ำแกงโสมตรงหน้าด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล พระปิตุลาหวางเซี่ยซินตักน้ำแกงโสมรับประทานอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าทรงใส่ใจแก่ผู้ที่มอบให้ยิ่งนัก 




             "มีคนรอรับอยู่หน้าตำหนักหรือไม่?" เอ่ยถามถึงนางกำนัลที่ควรจะรอเอาถ้วยชามตลอดจนกล่องใส่น้ำแกง ด้วยคนของวังฉูเชิ่งมิอาจออกไปได้ตามใจ




             "รออยู่เพคะ" 




             "ช่วยไปบอกให้รอสักครู่ ส่วนตัวเจ้าออกไปพักผ่อนเถิด ข้าจะให้ถิงถิงเป็นคนนำไปให้เอง" 




             "ทราบแล้วเพคะ" เสิ่นอวี้เอ๋อร์ถวายทำความเคารพอีกครั้ง และมิวายหันไปจ้องมองนางกำนัลผู้มาใหม่ที่นั่งสำรวมกายจ้องมองอย่างใคร่รู้มิได้ขาด นางกำชับถิงถิงถึงเรื่องที่ต้องกระทำก่อนจะเดินออกมา ยังแว่วเสียงพระปิตุลาทรงสนทนากับนางกำนัลคนใหม่ เสียงหัวเราะเบาๆนั้นราวกับจะชุบชีวิตให้ตำหนักที่เงียบงันนี้กลับมายืนหยัดได้บ้าง หากแต่แววตาของอวี้เอ๋อร์กลับปรากฏความกังวลเจือจาง




          ...............



               ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย ยามดึกมาถึงแล้วแสงจันทร์นวลกระจ่างจึงเผยโฉม จากที่เคยหวั่นกลัวนักหนาบัดนี้เมื่อได้พบหน้าพระปิตุลาฝ่าบาทของตนซุนถิงถิงกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก นางช่วยพี่อวี้เอ๋อร์จัดการดับไฟในตำหนักจนเหลือเพียงในห้องหนังสือและห้องบรรทมของฝ่าบาทด้วยความชำนาญ ถิงถิงนั่งเฝ้าน้ำร้อนที่ต้มรอสำหรับพระปิตุลาทรงสรงก่อนนอนตามที่เสิ่นอวี้เอ๋อร์กล่าว ขณะที่ท่านลุงซุนจื่อก็ออกไปเดินยามตรวจตรารอบๆตำหนักอย่างแข็งขัน




              นั่งหาวออกมาสามสี่ครั้งเสิ่นอวี้เอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า พี่อวี้เอ๋อร์มองนางที่นั่งเฝ้าน้ำรอนแล้วพยักหน้าพอใจ ก่อนจะสั่งการ "อีกสักครู่ฝ่าบาทคงเตรียมบรรทมแล้ว เจ้าเอาชาเข้าไปถวายด้วย ไม่ต้องร้อนนัก เข้าใจหรือไม่?" 




             "เจ้าค่ะพี่อวี้เอ๋อร์" ถิงถิงรับคำอย่างเบิกบานยิ่งนักพลางเดินไปหาน้ำร้อนน้ำชาเพื่อเตรียมถวาย สีหน้าแช่มชื่นเมื่อคิดว่านางจะได้รับใช้ใกล้ชิดพระปิตุลาอีกครา




             "ระวังด้วยล่ะ" เสิ่นอวี้เอ๋อร์สั่งการตามหลัง นางมองท่าทีร่าเริงของนางกำนัลน้องใหม่แล้วทอดถอนใจ ด้วยมิใช่คนแรกที่เข้ามารับใช้ในตำหนักแล้วหลงไหลพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้น




              ชะเง้อออกไปยังนอกห้องครัวมองร่างของซุนถิงถิงเดินไปตามระเบียงอย่างร่าเริงแล้วส่ายหน้า เดิมทีนางเข้ามารับใช้ก็เช่นกัน พระอัธยาเฉกนั้น ความอารี และความไม่ถือองค์ จะมีข้ารับใช้คนใดมิอาจถวายหัวเทิดทูนได้เล่า แต่กระนั้นนางก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ในวังหลวงนี้มากด้วยสายตาผู้คนจับจ้อง อย่าหวังแต่ว่าท่านอาศัยอยู่ในตำหนักที่ราวกับไม่มีผู้คนสนใจแล้วจะกระทำสิ่งใดตามใจตน ไม่นับว่าคนผู้นี้คือ.. 




             ร่างนางกำนัลสาวน้อยยังไม่ทันลับตา โคมไฟสีแดงกลับปรากฏอยู่หน้าตำหนักแถบทิวไผ่ เสิ่นอวี้เอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ด้วยรู้ดีว่านั่นคือสัญญาณว่าโอรสสวรรค์กำลังมาถึง!




             ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าน้ำชาจะอุ่นร้อนได้ที่ ซุนถิงถิงเดินเข้าด้านในอย่างระมัดระวัง นางมองเห็นแสงเทียนจาหห้องหนังสือ บ่งชัดว่าฝ่าบาทของนางยังคงประทับอยู่ในนั้น ทั้งที่เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว ทั้งที่มิจำเป็นต้องตรากตรำ ทว่าพระปิตุลากลับทรงขยันขันแข็งอยู่เสมอ นางกำนัลน้อยยิ้มออกมาเต็มสองแก้มด้วยความชื่นชม ยามนึกภาพปลายนิ้วขาวผ่องของพระองค์ตวัดปลายพู่กันเป็นอักษรชดช้อยงดงาม 




             ย่างเท้าเบายิ่งตามที่ได้รับการฝึกสอน แม้จะกล่าวว่าในตำหนักนี้มิเคร่งมารยาทเท่าใดนักทว่านางกลับยิ่งรู้สึกอยากเรียบๆร้อยๆเช่นนี้เพื่อฝ่าบาทของตน ทว่าเมื่อก้าวไปถึงหน้าห้องหนังสือ ยังมิทันเอ่ยปากขออนุญาติ ด้านในกลับปรากฏสุ้มเสียงผู้อื่นที่นางไม่รู้จัก




              "ท่านพยายามทำอะไร?" น้ำเสียงทุ้มพร่า กังวานหนักแน่นมิใช่ของท่านลุงซุนจื่อเป็นแน่ ซุนถิงถิงมิทราบว่าในตำหนักนี้มีข้ารับใช้ผู้อื่นอยู่ สีหน้าจึงปรากฏแววสับสนยิ่ง




             "ฝ่าบาทกล่าวอันใด"




             "เสด็จอา ท่านส่งข้อความไปให้พระอัยยิกาผ่านนางกำนัลผู้หนึ่ง ท่านทราบดีอยู่แก่ใจ"




             "แล้วอย่างไร องค์ไทหวงไทเฮาทรงห่วงใยหม่อมฉันเสมอมา เพียงอยากส่งข้อความให้ทราบว่าสบายดี เท่านี้ก็มิได้หรือพะยะค่ะ"




             "ส่งข้อความว่าสบายดี" สุรเสียงนั้นเจอแววขัน "คิดว่าข้าจะเชื่อท่าน?"




             "หากมิทรงเชื่อ ข้าน้อยจะทำสิ่งใดได้"




             "หวางเซี่ยซิน! ท่านรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ อย่าทดสอบความอดทนของข้าให้มากนัก!"      




                   ซุนถิงถิงเบิกตากว้าง นางขยับถอยหลังอย่างมิทันตั้งตัว ฝ่ามือถือถาดน้ำชาสั่นระริก ครานี้นางทราบแล้วว่าบุรุษที่อยู่ด้านในคือใคร คนเดียวที่พระปิตุลานายของนางเอ่ยเรียกเป็นฝ่าบาทมิใช่มีแต่องค์จักรพรรดิ์เซี่ยเสียนตี้หรอกหรือ เรื่องที่เล่าลือกันว่าองค์จักรพรรดิ์หาได้ใส่ใจพระปิตุลาที่ทรงกักขังไว้ในวังนี้รอวันตายคงมิใช่ความจริงเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิ์ทรงใส่ใจยิ่ง เกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง ซ้ำยัง...




               "เสด็จอา ท่านส่งข้อความไปให้พระอัยยิกาผ่านนางกำนัลผู้หนึ่ง ท่านทราบดีอยู่แก่ใจ"


                 ซุนถิงถิงนึกไปถึงยามเช้าของวันนี้ หลังจากที่พระปิตุลาทรงออกปากให้พี่อวี้เอ๋อร์ออกไปพักผ่อน นางยังจำได้ดีว่าทรงเอ่ยปากซักถาม พูดคุย สนทนาด้วยท่าทีมีความสุขยิ่งขณะดื่มน้ำแกงโสมที่ได้รับจากองค์ไทหวงไทเฮา เมื่อรับประทานจนหมดแล้วจึงทรงนำถ้วยน้ำแกงนั้นจัดใส่กล่องที่ถูกนำมาถวาย ซุนถิงถิงจำได้ว่ามีกระดาษขาวขึ้นหนึ่งถูกวางแนบไว้ที่ก้นถ้วยก่อนที่ฝาจะปิดลง




             ...เป็นนางเองที่ถูกใช้ให้ส่งสารไปยังองค์ไทหวงไทเฮาและองค์จักรพรรดิ์ก็ทรงทราบ




               เสียงโครมครามบางอย่างดังขึ้นด้านในทำให้ร่างของซุนถิงถิงสะดุ้งเฮือก นางกำนัลน้อยเนื้อตัวสั่นระริก ทั้งหวาดกลัวเหลือเกินแต่นางก็กลัวเรื่องที่จะเกิดอยู่ในห้องหนังสือมากกว่า ซ้ำสุรเสียงด้านในกลับเงียบหายไปเหลือเพียงเสียงขยับกายบางอย่างที่ชวนสงสัยนัก




               นางไม่ควรเข้าไปใกล้ ซุนถิงถิงรู้ดี หากเปิดประตูเข้าไปคงไม่แคล้วถูกอาญาจากองค์จักรพรรดิ์ นางอาจถูกตัดหัวข้อหาช่วยส่งสารแก่นายตนด้วยซ้ำ แต่ทว่าด้วยความห่วงใยอีกนั่นล่ะนางจึงเอื้อมมือตนออกไป ฝ่ามือสั่นระริกแตะต้องประตูเนื้อบ้างแล้วเลื่อนให้เปิดออก..




         เพล้ง!!





             เสียงบางสิ่งตกลงพื้นดังขึ้นเบื้องหลัง หากวรองค์สูงไม่แม้แต่จะหยุดเคลื่อนไหว ฝ่ามือหนาตรึงไหล่ขาวบางในกำมือไว้ วงองค์สูงใหญ่ในอาภรณ์มังกรล้ำค่ากดทับมิให้ร่างนั้นขยับ ข้าวของสารพันบนโต๊ะหนังสือถูกปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี หยดหมึกสีดำสาดลงบนพรมผืนงามจนเป็นด่างดวง ใบหน้าขององค์จักรพรรดิหวางเซี่ยเสียนนั้นถือได้ว่าหล่อเหลาบาดตานักแม้ในยามกำลังอยู่ในเพลิงพิโรธ ริมฝีปากหนาขบกัดต้นคอขาวอย่างแรงจนมันเกิดรอยช้ำ เสียงหายใจด้วยความอึดอัดของวงองค์โปร่งในอ้อมแขนจึงดังขึ้น เช่นเดียวกับร่างที่สะดุ้งเฮือกใหญ่




             เนตรคมปลาบจ้องมองดวงเนตรงามหากไร้ก้นบึ้งที่บัดนี้กำลังสะท้อนภาพเบื้องนอก แววประหวั่นเจือจางในดวงตาของหวางเซี่ยซินทำให้โอรสสวรรค์ทรงตวัดสายตามองไปยังด้านหลัง ทรงมองเห็นร่างนางกำนัลน้อยที่ไม่คุ้นตานักทำถ้วยชาหล่นอยู่ด้านนอกประตู เพียงเท่านั้นก็ประจักษ์ว่าคนตรงหน้ากำลังคิดการใด ฝ่ามือใหญ่จึงลากขึ้นลูบไล้ท่อนขาเรียวขาว แกะสายรั้งอาภรณ์ทั้งหลายให้ร่วงหล่นลงเบื้องล่าง มิไยดีอาการดิ้นรนอันเปล่าประโยชน์เบื้องหน้า ไม่นานก็ปรากฏร่างเปลือยเปล่าที่เหลือเพียงอาภรณ์บางส่วนคลุมกาย





               "กำลังอายอยู่หรือ เสด็จอา?" ถ้อยคำนั้นทำให้ใบหน้าของผู้ถูกเอ่ยถึงปรากฏสีแดงพาดผ่าน ดวงเนตรดำขลับฉายประกายขุ่นจาง ท่าทีนั้นทำให้จักรพรรดิ์หนุ่มปรีดายิ่งนัก





               "ท่านควรทราบดีว่าหากมิอยากให้นางต้องทนเห็นพระองค์ในสภาพน่าอดสูเช่นนี้ ก็อย่าได้ท้าทายข้า" ฝ่ามือหนาลากไล้จากท่อนขาเรียวมายังแผ่นอกขาว บดขยี้ยอดอกเล็กไม่เบานักจนมันค่อยปรากฏสีจาง ใบหน้าคมคายฉายแววพอพระทัย ก่อนจะก้มลงลองลิ้มมันจนบังเกิดเสียงร้องเเผ่วเบาคล้ายเสียงสะอื้น





               "..ออก..ไป" ท่ามกลางเสียงหอบหายใจพร่าสั่น ถ้อยคำที่ดังออกมาจากลำคอขาวนั้นไม่แน่ชัดว่ากำลังไล่คนของตนหรือขับไล่โอรสสวรรค์เบื้องหน้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดูเป็นคำพูดที่ไร้ความหมาย เมื่อวาจาอ่อนแรงเบาแสนเบานั้นกล่าวจบลง ริมฝีปากบางก็ถูกครองครองทันควัน





             ฝ่ามือขาวทุบไหล่หนาอย่างไม่คิดยอมแพ้ แรงดิ้นรนที่เรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ทำให้นึกขบขันมากกว่ากรุ่นเคือง กลิ่นหอมของหมึกเจือจางกลิ่นกระดาษที่ไม่เหมือนใครทำให้ใบหน้าคมคายยิ่งปรากฏรอยยิ้ม ริมฝีปากช่วงชิงลมหายใจ ฝ่ามือหนาลากไล้ทั่วเรือนกายขาว ป่ายปัดเสื้อคลุมมังกรของตนออกจากกาย เหลือเพียงผิวเนื้อต่อเนื้อสอดประสาน ริมฝีปากโฉบทับ ครอบครองเรือนกายอย่างชำนาญ ลากเอาเสด็จอาเบื้องหน้าลงสู่หุบเหวของสิ่งที่เรียกว่าดำฤษณา..




                "ปิดประตู!" 






               ปัง!




              สิ้นสรุเสียงตวาดลั่นประตูห้องหนังสือก็ถูกปิดอย่างรวดเร็วโดยสตรีนางหนึ่ง เสิ่นอวี้เอ่อร์ที่เร่งฝีเท้าลุกออกมานับแต่ได้ยินเสียงถ้วยชาแตกจ้องมองใบหน้าขาวซีดของนางกำนัลรุ่นน้องที่ยังคงตัวสั่นระริกเบื้องหน้าด้วยความเห็นใจ กระนั้นนางก็มิอาจทำสิ่งใดได้ นางกำนัลสาวข่มความหวาดหวั่นในใจ ร่างอรชรก้มตัวลงดึงแขนของซุนถิงถิงให้ลุกขึ้น สองมือช่วยกอบเศษถ้วยชาที่แตกละเอียดใส่ถาดอย่างลวดๆแล้วรีบดึงให้อีกฝ่ายเดินตามตนมา     




              มองแววตาคมปลาบของร่างสูงใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ไม่ห่างจากห้องหนังสือแล้วนางก็ตัวสั่นเยือก เสิ่นอวี้เอ๋อร์รีบลากเอาซุนถิงถิงให้เดินห่างจากห้องสมุด ที่ซึ่งบัดนี้ยังคงมีเสียงหอบหายใจปะปนเสียงสะอื้น..




              "ท่าน...พี่อวี้เอ๋อร์..ฝ่า..บา..ท" นางกำนัลน้อยเบื้องหน้ามิยอมไป เพียงจ้องมองประตูอย่างเหม่อลอย แสงไฟจากด้านในทำให้เกิดเงื้อมเงาเป็นภาพประหลาดตา ภาพบุรุษทั้งสองที่กล่าวได้ว่ามีศักดิ์ฐานะสูงส่งยิ่งในแผ่นดินคลอเคล้ากันคงทำให้ซุนถิงถิงตื่นตะลึงยิ่งนัก เสิ่นอวี้เอ๋อร์ส่ายหน้าแรงๆ ก่อนจะหันมาดึงแขนนางกำนัลน้อยเบื้องหน้า




              "มาได้แล้ว เจ้าไม่ได้ยินฝ่าบาทรับสั่งรึ!"




              แรงบีบลากที่แขนทำให้เจ็บหนึบ ซุนถิงถิงจึงได้ขยับเท้าเดินตตามในที่สุด ร่างถูกรั้งให้มายังด้านหลังของตำหนัก ทว่าแสงไฟวาววามในห้องหนังสือกลับมิได้ดับลง หน้าห้องทีประตูถูกปิดมีบุรุษร่างสูงใหญ่ยืนเฝ้าอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางแว่วเสียงครวญครางเจือสะอื้นคละเคล้าเสียงลมหายใจ สายลมฤดูใบไม้ผลิแปรเป็นเย็นยะเยือกจับใจยิ่งนัก




              ซุนถิงถิงยังคงดวงตาเบิกค้างยามกลับมาถึงห้องพักของตน นางจ้องมองเสิ่นอวี้เอ๋อร์พูดพร่ำมิให้ตนเข้าไปยามที่องค์จักรพรรดิ์เสด็จมาด้วยแววตาว่างเปล่า มาบัดนี้นางจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าพระปิตุลาท่านนี้ทรงมีชีวิตอยู่ในตำหนักเช่นไร..





.....................................



ครานี้ขอเปิดตัวตอนแรกด้วยความน่ารักของนางกำนัลซุนถิงถิง ที่กล่าวได้ว่าแม่นางน้อยน่าสงสารยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยก็นึกอยากเข้าไปเฝ้าหน้าห้องหนังสือบ้างนะเจ้าคะ เผื่อจะได้ชมเป็นบุญตา..แค่กๆ 

สุดท้ายฝากเพลงเพราะๆให้ฟังกัน 
https://www.youtube.com/watch?v=34UrxssTJs4

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #108 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 10:25
    อยากจะไปส่องดูด้วยอ่ะ
    #108
    0
  2. #97 kookiooo (@kookiooo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 06:18
    อ๊าคคคคค!!!ตูอยากเป็นนางรับใช้คนน้านนนนน!!!! ใครก็ได้เจาะรูบนกำเเพงที!!!!
    #97
    0
  3. #77 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 09:52
    อือหือ มาหากลางดึก สำเร็จโทษ ด้วยความเร้าร้อน และคงทำมาแล้วนานแล้ว
    #77
    0
  4. #26 GDiariez (@barney) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 21:22
    กระตือรือร้น
    จักรพรรดิ
    องครักษ์
    กฎเกณฑ์
    อนุญาต
    กฎ
    กิริยา
    สุรเสียง
    คึกครื้น
    วรองค์
    #26
    0
  5. #22 mana_ai (@mana_ai) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 21:26
    อยากแลกที่กับซุนถิงถิงเลยค่ะ จะดูตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ละ 555+
    #22
    0
  6. #20 cpraifa (@cpraifa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 23:39
    สนุกมากๆค่ะ อัพบ่อยๆน้าา
    #20
    0
  7. #18 นักอ่าน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 14:50
    ไรท์มาต่อได้แล้วนา.....
    #18
    0
  8. #16 aom38120 (@suchanut) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 23:00
    อยากอ่านต่อแล้ววค้างงมากก
    #16
    0
  9. #15 ขอร้อง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 16:56
    คือมันสนุกมาก แต่!! รู้สึกกดดัน

    แบบหายใจไม่ทั่วท้อง ดราม่าแรง

    เอาเป็นว่า ตอนจบ อย่าตายเป็นพอ
    #15
    0
  10. #11 เอเรียล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 19:15
    ชอบที่ว่าเรื่องนี้ทำให้ทราบเหตุการณ์ผ่านตัวละครต่างๆมากกว่าจะเล่าแบบทั่วไป คิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเริ่มต้นของสิ่งต่างๆที่กำลังจะตามมาใช่ไหมคะ?
    #11
    0
  11. #8 Pang Sarunporn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 17:43
    ว้าวเลยค่าา มาตอนนี้แล้ววรู้สึกโอ้โหเยย อิ้อิ้ซาง น่ารักอ่าาพระปิตุลากับองค์จักรพรรดิ์ แต่สงสารถิงถิงง่ะอึ้งเเย่เลย อยากจิบอกกว่า องค์จักรพรรดดิ์ช่วยยแง้มบอกถิงๆนิสสนุงเก๋าเขินน้ะ แอร๊ยย>\\<
    #8
    0
  12. #5 IamIlean (@itirin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 12:51
    โอ้ย ชอบ คือมันดี พระปิตุลา พระองค์ก่อกบฏด้วยเหตุใดกัน
    #5
    0
  13. #4 พุง พุง (@samu1615) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 10:22
    ชอบแนวนี้มากเลยค่ะะะ
    กรี๊ดดด จะเป็นยังไงต่อเนี้ย
    ติดตามมม ><
    #4
    0
  14. #3 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2559 / 09:17
    ชอบบบบ ฟ่าาสกก_ัาากำด้ีนมืิแหไัร มาตอนแรกก็ปริ้มเปรมปรี ดีงามค่า ติดตามมมมมม
    #3
    0