一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,791 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    6,791

ตอนที่ 5 : ถอนหายใจนับไม่สิ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    19 ส.ค. 59








ถอนหายใจนับไม่สิ้น



 

             ข่าวคราวที่ว่าองค์จักรพรรดิทรงมีพระประสงค์จะมอบสมรสพระราชทานแก่หญิงสกุลเฉียนแต่ตัวนางไม่ยอมรับจนเป็นเหตุให้ราชครูผู้เป็นบิดาถูกพิโรธนั้นแม้จะเกิดเรื่องขึ้นภายในห้องพระอักษรแต่ก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่ว แม้จะไม่มีผู้ใดอาจหาญถึงขั้นกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้เบื้องหน้าพระพักตร์ แต่ใครเล่าจะมิทราบถึงความความสัมพันธ์ของคนสกุลเฉียนและเหล่าราชวงศ์ ได้แต่กล่าวกันว่าบัดนี้ โอรสสวรรค์ได้ทรงมีดำริลิดรอนอำนาจของสกุลเฉียนบ้างแล้ว




              อันว่าคนสกุลเฉียนนั้นเป็นคนชั้นใด ความสัมพันธ์กับผู้คนมากมายเพียงใดผู้คนย่อมทราบ องค์ไทหวงไทเฮาก็เป็นคนสกุลเฉียน ราชครูเฉียนเป็นขุนนางสำคัญที่คอยยืนหยัดสนับสนุนโอรสสวรรค์เรื่อยมา ลูกศิษย์ลูกหามากมายเหลือจะนับ ฝ่าบาทกระทำการเช่นนี้หลายฝ่ายมองว่าทรงกำลังคิดกดดันลดทอนอำนาจจวนราชครูมิให้ยืนหยัดท้าทายพระองค์ ด้วยสกุลเฉียนนั้นออกจะ'ยิ่งใหญ่'จนไม่อาจปูนบำเน็จใดได้อีกแล้ว กล่าวได้ว่าแม่นางเฉียนนั้นเป็นเหยื่อผู้หนึ่งที่ทรงหยิบเลือกมา สตรีผู้นั้นเคยหมั้นหมายกับผู้ใด ความรักอันมั่นคงของนางผู้คนต่างประจักษ์และนึกนับถือทั้งเวทนา ความขวัญกล้ายึดมั่นของนางนับว่ามิแปลกนัก ทว่าบัญชาโอรสสวรรค์ท่านยังกล้าขัด จะอย่างไรคนสกุลเฉียนก็นับว่ามีโทษอยู่ดี




              เรื่องราวเหล่านี้ได้ไปถึงหูของท่านผู้อยู่ในตำหนักฉูเชิ่งหรือไม่มิมีผู้ใดทราบ รู้แต่เพียงวันพรุ่งหลังเกิดเรื่องที่ห้องอักษรของฝ่าบาท องค์ไทหวงไทเฮาก็ทรงเรียกตัวโฉมงามสกุลเฉียนผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของตนมายังตำหนัก พูดคุยกล่าวถึงสิ่งใดก็สุดจะรู้ ทราบเพียงหลังจากนั้นเรื่องราวนี้ก็ราวกับถูกลมแห่งสารถฤดูพัดผ่านไป ในวังหลังไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง แม้ในราชสำนักจะยังมีขุนนางบางพวกฉวยโอกาสถมหินลงบ่อกล่าวโจมตีราชครูเฉียนอยู่ก็ตาม ทว่าจวนราชครูก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง




              กล่าวกันว่าเมื่อมีไทหวงไทเฮาเป็นคนสกุลเฉียนก็มิต่างจากมีเขาไท่ซาน*อยู่หลังบ้าน จักรพรรดิทรงพิโรธแล้วอย่างไร ขุนนางพากันซ้ำเติมแล้วอย่างไร อำนาจบารมีขององค์ไทหวงไทเฮาแห่งปฐมจักรพรรดินั้นลึกสุดจะหยั่ง หากไม่ทรงพระราชอำนาจยิ่งแล้ว องค์พระอัยยิกาเฉียนจะทูลทัดทานร้องขอชีวิตแก่พระปิตุลาผู้นั้นได้หรือ กระทั่งกบฏแผ่นดินเมื่อทรงกางแขนปกป้องผู้ใดยังมิกล้าปริปาก แล้วเรื่องราวของแม่นางสกุลเฉียนผู้นั้นนับเป็นอย่างไรได้ ผู้คนต่างกล่าวว่านี่เป็นเพียงการลองหยั่งท่าทีของเหล่าขุนนางในราชสำนักเท่านั้น คลื่นลมนี้หาได้สร้างพายุฝนฟ้ากระหน่ำอันใด




             ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็ถึงวันผันเปลี่ยนฤดูกาล สิ้นฤดูใบไม้ผลิล่วงเข้าสู่ฤดูร้อน วันที่ห้าเดือนห้า อันเป็นวันเทศกาลตวนอู่* บ้านเรือนเหล่าราษฎรณ์ต่างมีการปัดกวาดเช็ดถูประดับตกแต่งด้วยของมงคล บ้างรมกลิ่นหอมไล่แมลง บ้างติดรูปจงขุยป้องกันภยันตรายมิให้กล้ำกราย ทางราชสำนักจัดให้มีเทศกาลการแข่งพายเรือมังกร แข่งทำขนมจั้งสร้างสีสัน ภายนอกคึกคัก ภายในวังหลวงก็มิต่าง เหล่าสตรีในวังหลังต่างคร่ำเคร่งกับการปักถุงหอม ทำเครื่องหอมเพื่อมอบแก่บุรุษที่ตนพึงใจ บางตำหนักมีการแจกเงินและของพระราชทานมากมาย มอบให้แก่ข้ารับใช้ที่ทำงานดี กระทั่งในตำหนักฉูเชิ่งที่เงียบสงบ เมื่อถึงคราวเทศกาลก็ยังคึกคักขึ้นมาบ้าง




             พระปิตุลาหวางผู้เป็นเจ้าของตำหนักนั่งรับลมอยู่บนตั่งตัวใหญ่ในห้องโถงกว้าง ประตูหน้าต่างถูกเปิดออกให้สายลมสอดรับ บนวรองค์สูงโปร่งมีเพียงผ้าคลุมสีเปลือกมังคุดพาดไหล่ ปล่อยเส้นผมสีดำยาวราวขนการะแผ่นหลัง ในมือของพระองค์มีม้วนไม้ไผ่มวนหนึ่งถูกพลิกอ่าน ผ้าม่านปลิวไสวรับสายลมเย็นในยามบ่ายคล้อย กลิ่นกำยานและกลิ่นเครื่องหอมลอยคลุ้งทั่วตำหนัก เหล้าสยงหวง*วางอยู่ข้างวรกาย ไม่ไกลจากนั้นเป็นขนมจั้งไส้เม็ดบัวและหมูแดง ที่เบื้องหน้าประตูตำหนักยังมีรูปภาพจงขุยถือดาบท่าทีน่ากลัวติดอยู่ ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนเป็นการจัดการของสองนางกำนัลซุนถิงถิงและเสิ่นอวี้เอ๋อร์ โดยเฉพาะซุนถิงถิง นางกำนัลน้อยผู้มาใหม่ซึ่งมีท่าทีร่าเริงสดใส นางวิ่งวุ่นทั่วตำหนัก ปัดกวาดเก็บข้าวของ คร่ำเคร่งกับการรมเครื่องหอมไล่แมลงไปตามห้องต่างๆ กระทั่งห้องหนังสือของพระองค์ก็มิเว้น จึงกลายเป็นว่าเจ้าของตำหนักทรงถูกไล่ที่เอายามนี้ ทว่าพระองค์มิเพียงไม่เอ่ยตำหนิ ยังกล่าวสนับสนุนให้นางกำนัลน้อยจัดการเสียยกใหญ่จนพ่อบ้านซุนผู้เป็นลุงลอบส่ายหน้า  กล่าวกับพระองค์ว่านี่คงมิแคล้วทำให้นางเสียนิสัย กำเริบเสิบสานกับเจ้านายในเบื้องหน้าเป็นแน่




             หวางเซี่ยซินทรงสดับฟังแล้วสรวลจางด้วยอารมณ์ผ่องใส กล่าวอย่างมิอนาทรร้อนใจ'ปล่อยให้นางกำเริบเสิบสานไป ตำหนักข้านี้จะมีคนตัวใหญ่เพิ่มมาสักคนก็ไม่กะไรหรอก' ซุนจื่อฟังแล้วได้แต่ขึงตาใส่หลานสาวเสียจนนางแทบเดินสะดุด แต่เมื่อเจ้านายตัดสินเช่นนี้ ซุนถิงถิงจึงได้อารมณ์ดีเที่ยวย่ำทั่วประตูตำหนักเพื่อรมเครื่องหอมอย่างครึกโครม  ประเดี๋ยวก็มีเสียงเอะอะจากพ่อบ้านซุนแว่วมาว่านางเข้าไปยุ่งย่ามภายในห้องตนบ้าง อีกเดี๋ยวก็เสียงของเสิ่นอวี้เอ๋อร์บ่นมิให้เข้าไปในห้องตนบ้าง พระปิตุลาทรงถือม้วนไม้ไผ่แต่แทบมิได้อ่านตำรา ทรงก้มหน้าหัวร่อพระอารมณ์ดี..อารมณ์ดียิ่ง




             เสิ่นอวี้เอ๋อร์เดินเข้ามาภายในห้องโถงที่ทรงประทับอยู่และมองเห็นท่าทีผ่องใสนั้น นางกำนัลสาวยิ้มน้อยๆ ค่อยถือถาดในมือก้าวเข้าไปใกล้วรองค์โปร่งด้วยความนอบน้อมยิ่ง ใบหน้าของนางเองก็ยังเจือรอยยิ้มจาง เมื่อท้องฟ้าเบื้องบนสดใสมีหรือผู้อยู่ใต้ฟ้านั้นจะมิยินดี นางทราบดีว่ามิใช่เพียงเพราะเทศกาลตวนอู่หรือความรื่นเริงของถิงถิงเท่านั้นที่ทำให้พระปิตุลาทรงเบิกบาน..อาจเป็นเพราะโอรสสวรรค์มิได้เสด็จมาเยือนตำหนักนี้หลายวันแล้ว..




            "รมเครื่องหอมเสร็จแล้วหรือ?" ทรงเอ่ยถ้อยแผ่วเบาโดยยังมิได้ละสายต่าจากตำราไม้ไผ่ เพียงรู้สึกว่ามีนางกำลังน้อยถือถาดเข้ามาใกล้




            "ยังเหลืออีกหลายห้องเพคะ แต่องค์ไท่หวงไทเฮาทรงให้นางกำนัลนำถุงหอมมามอบให้ หม่อมฉันจึงรีบนำมาถวาย" อวี้เอ๋อร์คุกเข่าลงเบื้องหน้า ในมือนางมีถาดวางถุงหอมสีขาวปักลวดลายอ่อนช้อยอยู่ชิ้นหนึ่ง ดวงเนตรสีนิลละจากบทกวีในมือมายังข้าวของที่นางกล่าว ใบหน้าของพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวาน เอื้อมมือรับถุงผอมนั้นไปจากมือนางกำนัลคนสนิท




           "ลำบากเสด็จแม่แล้ว" ปลายนิ้วเรียวไล้ถุงหอมสีขาวนวลนั้นแผ่วเบา ดวงเนตรปรากฏระลอกพริ้วเมื่อสัมผัสลายปักอันงามวิจิตรทว่าเพียงครู่ก็กลับมาเป็นเช่นเดิม "ฝากบอกนางกำนัลขององค์ไทหวงไทเฮาว่าข้ารู้สึกดีใจอย่างยิ่ง ขอบคุณพระกรุณาของเสด็จแม่แทนข้าด้วย"




          "ทราบแล้วเพคะ" เสิ่นอวี้เอ๋อร์ถวายบังคมอย่างอ่อนช้อยก่อนจะลุกจากไปด้วยรอยยิ้ม เพียงอึดใจหนึ่งหลังกล่าวคำขอบคุณแก่นางกำนัลขององค์ไทหวงไทเฮาแล้วนางจึงกลับมา คุกเข่านอบน้อม รอยยิ้มเต็มใบหน้า




          "ไปกล่าวขอบคุณเสด็จแม่แทนข้าแล้วหรือ"




          "เพคะ" ซุนถิงถิงกล่าวรับคำเต็มเสียง ดวงตาทอประกายราวกับดวงดาราจ้องผู้เป็นนายไม่กระพริบ




          "มีอันใดหรือไม่?" แม้จะทรงทอดพระเนตรถุงหอมในมืออยู่ก็รับรู้ถึงสายตาเปี่ยมความมุ่งมั่นของดวงหน้าน้อยๆนั้น หวางเซี่ยซินจ้องมองใบหน้าซึ่งปรากฏรอยยิ้ม ทรงทอดมองด้วยความยินดีปะปนระลึกบางสิ่งในใจ ด้วยนานแล้วที่ไม่มีผู้ใดกล้าส่งรอยยิ้มอันไร้ความขลาดกลัวหรือหยามหยันมาให้ ผู้คนที่เปิดดวงตาและดวงใจกล้าจ้องมองมาเช่นนี้เห็นจะมีน้อยนัก




          "ไม่ทราบว่า..." ซุนถิงถิงชะงักเล็กน้อย ที่สุดนางจึงก้มหลบสายพระเนตรคู่นั้นด้วยมิอาจหาญมองสบเนตรดั่งนิลน้ำดีคู่งามได้โดยไม่ออกอาการเคอะเขิน แต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของตน สองมือจึงขยุ้มชายกระโปรงแน่น รวบรวมความกล้าไว้พลางเอ่ยถาม "ฝ่าบาททรงเคยลอยกระทงเสริมมงคลในเทศกาลตวนอู่หรือไม่?"




          "ลอยกระทง?" บัณฑิตหวางอัจฉริยะแห่งเเว่นแคว้นมุ่นขนงงามเข้าหากัน ทรงประหลาดใจกับคำถามเล็กน้อย ด้วยมิทราบว่าจะมีการลอยกระทงใดในเทศกาลเช่นนี้ "เป็นประเพณีในท้องถิ่นเจ้าหรือ?"




          "ใช่แล้วเพคะ" ถิงถิงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด "ที่บ้านของหม่อมฉัน เมื่อมีเทศกาลตวนอู่ นอกจากจะแข่งเรือมังกร ทำขนมจั้งกันแล้ว ยังมีการลอยกระทงกันเพื่อเสริมมงคลกันด้วย ทำกระทงสีแดงใบน้อย ด้านในใส่เทียนไว้ กล่าวอธิษฐานแล้วจึงปล่อยลงแม่น้ำเพิ่มเสริมมงคลให้ตนเองเพคะ"




           "ที่เล่ามาเช่นนี้ ปราถนาจะเล่นลอยกระทงกันอีกหรือ?" หวางเซี่ยซินทรงสดับฟังจนจบความแล้วถามกลับไปบ้าง ถ้อยคำนั้นฟังดูคล้าย ข้าให้เจ้าวิ่งวุ่นรอบตำหนักถึงเพียงนี้ยังไม่พอใจอีกรึ? เป็นผลให้นางกำนัลน้อยมีท่าทีงกเงิ่นขึ้นมา




           "หม่อมฉัน..เอ่อ...ขอประทานอภัยเพคะ!" ซุนถิงถิงรีบเอ่ยปากขออภัยพลางก้มหน้าคำนับด้วยหวั่นพระอาญายิ่ง แม้นางจะประจักษ์ว่าฝ่าบาททรงพระทัยดีและทรงมีใจเอ็นดู ทว่าตนอย่างไรก็เป็นบ่าว ได้รับพระกรุณาแล้วสมควรกระทำตัวเรียบๆร้อยๆไม่ระคายเบื้องพระยุคบาท มิควรเหิมเกริมว่าตนเป็นที่โปรดปรานแล้วจะเอ่ยสิ่งใดก็สามารถเอ่ยได้ตามใจ การที่นางเอ่ยปากเล่าเรื่องราวนี้ แม้ในใจอยากให้ฝ่าบาทของตนได้สนุกสำราญ ทว่าคิดแล้วนางก็บังอาจเกินไปจึงได้แต่โขกศีรษะขออภัยพัลวัล "หม่อมฉัน..เพียง..เพียงคิดอยากให้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญ อีกทั้งวันนี้วันดีนักจึงได้กล่าวขึ้นมา หม่อมฉัน--"




          "หยุดก่อน" เมื่อทรงกล่าวขึ้นมา ซุนถิงถิงจึงปิดปากสนิทลงได้ หวางเซี่ยซินมองท่าทีเช่นนั้นแล้วจึงทรงสรวลจาง "หวาดกลัวอันใดกัน ถิงถิง เราเพียงแต่สอบถามเท่านั้น หาได้โกรธเคืองเรื่องใด ต้องขอบคุณเจ้าเสียอีกที่เล่าให้ทราบ"




          "เอ่อ...หม่อมฉันนึกว่า..." ครานี้นางกำนัลน้อยเป็นฝ่ายอับอายบ้างแล้วจึงก้มหน้างุด ขายหน้าในความเอะอะตื่นกลัวของตนเป็นที่ยิ่ง




          "อย่าคิดมากไป เจ้าอยากทำกระทงก็ทำ อย่าลืมมาทำให้ข้าดูด้วยเล่า..แต่คงลอยได้เพียงในสระบัวเล็กๆในตำหนักเท่านั้น" พระปิตุลาชี้ตำราไม้ในมือไปยังสระน้อยด้านนอก ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม หากวาจาที่กล่าวออกมาทำให้ถิงถิงนิ่งไปครู่หนึ่ง นางลอบมองเสี้ยวหน้าอันงดงามของพระองค์ หากมิพบรอยเศร้าปรากฏจึงยิ้มออกมาอีกครา




           "ได้เพคะ หม่อมฉันจะทำกระทงให้ฝ่าบาทด้วย"




           "ดียิ่ง แต่อย่าลืมปัดกว้างห้องของข้าให้เรียบร้อยก่อนเล่า" เพราะเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อยจึงสามารถเปลี่ยนจากความหวั่นกลัวเป็นร่าเริงได้อย่างรวดเร็วนัก พระปิตุลาทรงแย้มสรวล ท่าทางพอพระทัยในรอยยิ้มของนาง




           "ถิงถิงจะกระทำอย่างสุดความสามารถเพคะ พระปิตุลา" ซุนถิงถิงเอ่ยปากรับคำเร็วรี่ รอยยิ้มเต็มไปจนถึงดวงตา ร่างเล็กถวายบังคมแช่มช้อย จากนั้นจึงได้ผละออกไปอย่างรวดเร็ว




                หวางเซี่ยซินรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้านั้นจางหายไปแล้ว จึงทรงคลี่ม้วนตำราออกอีกครั้ง สายลมยามบ่ายคล้อยพัดพาเข้ามาภายในห้องโถงอันเงียบสงัด แสงแดดกร้าวแรงเริ่มอ่อนล้า ดวงเนตรวาววามจ้องมองทิวไผ่สีเขียวงดงามจับตา




          "ซุนจื่อ" ปลายนิ้วไล้รอยปักรูปปลาลี่อวี่สะบัดหางสีแดงงามพริ้งได้เพียงครู่ ก็เอ่ยปากเรียกพ่อบ้านของตำหนักที่คาดว่าคงจะอยู่ไม่ไกล เพียงอึดใจหนึ่งร่างของพ่อบ้านซุนก็คุกเข่าอยู่ตรงประตู คำนับน้อบน้อมยิ่ง




          "พระปิตุลามีอันใดให้กระหม่อมรับใช้"




         "ไปที่ห้องหนังสือ หยิบกวีหลีเซาของซวีหยวน*มาให้ข้า"  




         ซุนจื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่นั้นเงยขึ้นจ้องมองร่างผู้เป็นนายที่ยังคงหันหน้ามองภาพริ้วไผ่เบื้องนอก ดวงตากวาดมองม้วนไม้ไผ่ในมือคล้ายจดจ่อกับการอ่านเป็นที่ยิ่ง  มันขยับปาก คิดจะเอ่ยสักคำหากก็เงียบลง ขยับตัวค้อมกายลงรับคำสั่ง "พะยะค่ะ"




          ร่างของพ่อบ้านประจำตำหนักจากไปแล้ว หวางเซี่ยซินได้ยินเสียงฝีเท้าค่อยๆจางหาย ดังนั้นดวงตาจึงละจากม้วนไม้ไผ่ในมือ ทรงหยิบเอาถุงหอมที่ปักเป็นรูปปลาลี่อวี่อันมีหางงดงามสะบัดไหวมาจ้องมอง จรดนาสิกเพื่อสูดดมกลิ่นหอมของมัน จากนั้นจึงห้อยไว้ข้างเอวและถอนหายใจแผ่วเบา




           "เสด็จแม่ ไยทรงมิยอมเลิกรา"




..................................................




          "พระปิตุลาเพคะ หม่อมฉันรมเครื่องหอมเสร็จทั่วตำหนักแล้วเพคะ"




             อ่านหนังสือต่อเพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของซุนจื่อยังไม่ปรากฏกายเสียด้วยซ้ำ ซุนถิงถิงผู้วิ่งวุ่นทั่วตำหนักก็กลับมาหาเสียแล้ว นางกำนัลน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ร่างอรชรของเด็กสาววัยเพียงสิบหกปีปรากฏกายในชุดนางกำนัลประจำตำหนักสีอ่อน เส้นผมที่เกล้ามวยรัดด้วยเชือกอย่างดีรุ่ยร่ายเล็กน้อย หน้าผากยังคงมีหยาดเหงื่อซึมประปราย แต่เมื่อมองรวมกับสีแดงสดใสบนผิวแก้มกลับนับว่าน่ามอง โดยเฉพาะเมื่อยามนี้ซุนถิงถิงมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าเสียจนสองตายิบหยี




          "เสร็จแล้วหรือ..นับว่ารวดเร็วยิ่ง" หวางเซี่ยซินมองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงเนตรดำขลับฉายแววอ่อนโยน รอยยิ้มบนใบหน้านั้นงดงามเสียจนนางกำนัลน้อยต้องก้มหน้างุดด้วยความขัดเขิน มิอาจหาญกล้ามองดูความสง่างามของพระองค์ ผู้ใดใช้ให้องค์พระปิตุลาทรงเปี่ยมด้วยราศีเฉกนี้เล่า แม้ทรงแต่งกายเรียบง่ายไร้การประดับตกแต่งกลับยิ่งทรงศักดิ์ยิ่งนักจนนางต้องกลับมาเรียบๆร้อยๆอีกครา ซุนถิงถิงหดคอวูบเมื่อนึกถึงถ้อยคำข่มขู่ของท่านลุงใหญ่ มิให้นางเอาตนเองเทียบเจ้านายเด็ดขาด!




          "ห้องหับในตำหนักแม้จะมากมายแต่ก็มิได้มีข้าวของมากนักจึงรวดเร็วดีเพคะ"




          "เช่นนั้น ที่นานคงเป็นในห้องหนังสือของเรา ใช่หรือไม่?" พระปิตุลาทรงเมียงมองท่าทีกล้าๆกลัวๆราวกับแมวน้อยของนางกำนัลผู้มาใหม่เบื้องหน้า ในใจนึกเอ็นดูไม่น้อยจึงกล่าวหยอกเย้าไปพลาง




          "ทราบได้อย่างไรเพคะ" ซุนถิงถิงกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่จึงมิอาจมองเห็นแววตาขบขันระคนเอ็นดู นางเงยหน้าขึ้นมาอีกครานายตนก็กลับมาหัวเราะกับม้วนไม้ไผ่ในมือเสียแล้ว หวางเซี่ยซินทรงโบกหัตถ์เรียวขาวเรียกนางเข้ามาใกล้ กริยาอาการนั้นทำให้ซุนถิงถิงงวยงงยิ่งนัก แต่ก็คลานเข่าเข้าไปหาแต่โดยดี




           สองตากระจ่างใสฉายแววใคร่รู้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เล่ห์เหลี่ยมมีเพียงความจงรักฉายอยู่บนดวงหน้า พระปิตุลาหวางเซี่ยซินผู้เป็นเจ้าของตำหนักจ้องมองภาพที่ทำให้ทรงพอใจยิ่งนักแล้วจึงใช้ปลายนิ้วเช็ดรอยหมึกสีดำที่เปรอะอยู่ข้างแก้มขาวนวลนั้นออกเบาๆ




           "รอยหมึกเปรอะเต็มหน้าแล้ว"




           สิ้นคำกล่าวนั้น ซุนถิงถิงร้อนอุทานเบาๆในลำคอด้วยความตกใจ นางกำนัลน้อยตัวเเข็งทื่อไปครู่หนึ่ง สองแก้มแดงก่ำ ใบหน้าขาวนวลเป็นสีเรื่อ กล่าวได้ว่าทั้งตกใจและขัดเขิน นางรีบกระถดถอยออกห่างจากผู้เป็นนายทันควันราวกับต้องของร้อน กริยาท่าทีนั้นทำให้หวางเซี่ยซินทรงนิ่งไปเช่นกัน งวยงงเพียงครู่ก่อนที่ดวงตาจะฉายความเข้าใจลางๆ รอยยิ้มบนใบหน้าจึงเลือนไปไม่น้อย




           "ขะ..ขอบพระทัยในความกรุณาเพคะ...หม่อมฉัน..." ซุนถิงถิงก้มหน้าต่ำ รู้สึกร้อนรนขึ้นมา นางไม่ทราบจะทำเช่นไรดีเมื่อตนเผลอตัวทำเสียมารยาทต่อเบื้องพระพักตร์อีกครั้งแล้ว ทั้งยังตกอกตกใจไม่น้อยเมื่อฝ่าบาทของตนเอื้อมมือมาหา แม้ทราบดีว่าพระองค์ทรงกรุณาปราณี แต่นางก็รู้สึกว่าไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง




           "รีบไปล้างหน้าเสีย แล้วค่อยหยิบจับของมาทำกระทงของเจ้าให้เราดู" หวางเซี่ยซินมองเนื้อตัวสั่นเทาของนางกำนัลน้อยเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิดประการหนึ่ง ทรงทราบดีว่านางรู้สึกหวั่นเกรงเพราะเหตุใด หัตถ์ขาวโบกให้นางผลออกจากห้อง ด้วยทรงมิได้ฟั่นเฟือนจนมองไม่เห็นเงาของข้ารับใช้ทีคุ้นตาบางคนอยู่ด้านนอก




           "เพคะ พระปิตุลา"




               ซุนถิงถิงหมอบกรานคำนับอีกหนึ่งครั้งแล้วจึงผละออกมา ดวงหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงไม่น้อย สองขาก้าวออกจากห้องโถงใหญ่มายังครัวด้านหลังเพื่อล้างหน้า นางจ้องมองรอยหมึกที่เปรอะผิวแก้มขณะที่ปลายนิ้วลูบแผ่วเบาไปตามผิวแก้มที่ร้อนผ่าว ดวงตาหรุบต่ำ สองแก้มขึ้นสีเรื่อยามนึกถึงปลายนิ้วของพระปิตุลาที่ทรงเช็ดน้ำหมึกออกจากดวงหน้า นับแต่ขึ้นวัยสาวนางมิเคยได้สัมผัสจับมือกับบุรุษผู้ใด ทว่ายังจำได้ดีว่าในบรรดาผู้คนที่นางรู้จัก ท่านพ่อก็ดี ท่านพี่ก็ดี ท่านลุงซุนจื่อก็ดี ไม่ว่าผู้ใดล้วนมาฝ่ามือหยาบกร้านแข็งกระด้าง หาได้เหมือนปลายนิ้วที่นุ่มนวลและแตะต้องอย่างระมัดระวังเช่นพระปิตุลา..




           "ถิงถิง เจ้าทำอะไรอยู่ ไม่รีบไปรับใช้ฝ่าบาทหรือ?"




           "ข้ากำลังจะไป กำลังจะไปเจ้าค่ะ!" ซุนถิงถิงอุทานเบาๆในลำคอด้วยความตกใจเมื่อนางกำนัลรุ่นพี่เอ่ยปากเรียก ร่างอรชรสะดุ้งเฮือกพลางเอ่ยปากรับอย่างรวดเร็วแล้วก้าวเท้าออกไปเร็วจี๋ หากเพียงครู่นางก็กลับเข้ามาอีกครั้งแล้ววุ่นวายตามหากระดาษ กรรไกรและแป้งเปียก เสิ่นอวี้เอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น ทอดสายตามองตามแผ่นหลังนางกำนัลคนใหม่อย่างไม่เข้าใจ นางมิทราบว่าถิงถิงกำลังเหม่อคิดถึงสิ่งใดจึงได้ตกอกตกใจเสียมากมายยามที่ตนเอ่ยปากทัก ซ้ำยังสะเพร่ายิ่ง




           "ใช่นางวิ่งวุ่นมากไปจึงเกิดอาการเลอะเลือนหรือไม่ พ่อบ้านซุน?"




           เสิ่นอวี้เอ๋อร์เอ่ยปากถามเบาๆอย่างงวยงง และส่งสายตามองไปยังซุนจื่อที่เดินตามหลานสาวของตนมานับแต่หน้าห้องประทับพร้อมกับหนังสือหนึ่งเล่ม พ่อบ้านวัยกลางคนยืนอยู่บริเวณใกล้ประตูครัว ท่าทีคล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ซุนจื่อส่ายหน้าช้าๆ แสดงอาการไม่ทราบและไม่รู้ถึงสาเหตุใดๆ ขณะที่หัวคิ้วขมวดมุ่นไม่คลาย




           สองเท้าของซุนจื่อเดินออกจากครัวเข้าไปยังห้องโถงของตำหนักอย่างรวดเร็ว มันมองเห็นพระปิตุลาผู้เป็นนายทอดสายตานิ่งอ่านม้วนไม้ไผ่ที่วางค้างไว้ต่อ ท่าทางของพระองค์ยังคงสงบนิ่งไร้รอยประหวั่นต่อสิ่งใดเช่นเคย ทว่าตัวมันที่ควรจะเอาหนังสือไปให้พระองค์โดยไวกลับได้แต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนี้ กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ประสบพบเห็นว่าควรจะทำเช่นไรดี




         "หาหนังสือไม่เจอหรือ ซุนจื่อ"




         สุ้มเสียงของผู้เป็นนายดังขึ้นมาทำให้มันไม่อาจครุ่นคิดสิ่งใดต่อ นอกจากเดินเข้าไปคุกเข่าต่อหน้า "เจอแล้วพะยะค่ะ"




            ซุนจื่อขยับกายอย่างระมัดระวังยิ่ง มันวางหนังสือที่ทรงกล่าวถึงไว้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาเหลือบมองถุงหอมที่ถูกแขวนไว้ข้างวรกาย นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเก็บงำความนัยไว้อย่างรวดเร็ว




         "ฝ่าบาท"




         "มีอันใด"




         "ถิงถิงนางยังเด็กนัก มิค่อยรู้ความ ขออย่าได้ทรงโปรดปรานนางจนเกินไป อาจเกิดเรื่องราว--"




         ฝ่ามือขาวยกขึ้นกั้นเสียงที่มันจะกล่าว ซุนจื่อก้มหน้านิ่ง มิกล้าเหลือบแลไปยังวรองค์โปร่งบางซึ่งเอนหลังอ่านตำราเบื้องหน้า สายพระเนตรของพระปิตุลามิเหลือบแลมาทางตนแม้สักเสี้ยว ทว่าครู่หนึ่งมันสัมผัสได้ถึงความกรุ่นเกรี้ยวเย็นชาเสียจนต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบลงข้างขมับ




         "ทราบแล้ว"




            ยินแล้วมีหรือซุนจือจะกล้าเอ่ยคำใดอีก มันคำนับแล้วรีบผละออกจากห้อง พ้นร่างคนรับใช้วัยกลางคน ม้วนไม้ไผ่ในมือก็ถูกละความสนใจ ดวงเนตรสีนิลแปรเป็นครุ่นคิดจ้องมองทิวไผ่ยามโพล้เพล้ไม่วางตา ผ่านไปครู่หนึ่งบนพักตร์งามของพระปิตุลาหวางจึงปรากฏรอยยิ้มหยัน เนตรงามสะท้อนแสงอาทิตย์คู่นั้นเย็นชายิ่งนัก




             มิต้องกล่าวอันใดให้มากความพระองค์ก็ทราบดีถึงสิ่งที่พ่อบ้านผู้นั้นเอ่ยถึง นี่มิใช่ย้ำเตือนมิให้เกิดความสนิทสนมจนอาจกลายเป็นที่เสื่อมเสียได้หรือ พระปิตุลาผู้ถูกจองจำถอดยศนั้นมิอาจให้มีคู่ครองหรือสืบสกุล บ่าวไพร่ในตำหนักตกตายไปสิ้นแล้ว ขุนพลคู่ใจ ขุนนางที่จงรักหมดสายสัมพันธ์ ผู้ใดกันจะกล้าหนุนนำ กับสตรีที่ตนหมั้นหมายมานานปียังมิอาจครองคู่ซ้ำทำให้นางลำบากช้ำใจมิจบสิ้น นับประสาอะไรกับนางกำนัลเล็กๆคนหนึ่ง เพียงมีความเอ็นดูถูกพระทัยเท่านั้น พระองค์หาได้ฟั่นเฟือนหยาบช้าถึงขั้นทำเรื่องเสียสติเช่นการลากเอาสตรีอีกหนึ่งคนมาจมปลักกับวังวนแห่งอำนาจ




             ซุนถิงถิงเป็นเพียงเด็กสาวอายุยังเยาว์ ไร้เล่ห์เหลี่ยม รอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความจริงใจของนาง เพียงช่วยเยียวยาให้พระองค์ไม่คลุ้มคลั่งอยู่ภายในตำหนักนี้เท่านั้น  ทว่าคนผู้นั้นยังคงมิยอมปล่อยให้มันได้สราญใจอยู่นานเกินไปนั่นเอง..




...................




            ยามเย็นค่ำเริ่มมาถึง แม้เข้าสู่ฤดูร้อนทว่าสายลมยังคงเจือความเย็นฉ่ำ หลังผ่านพ้นพระกระยาหารมื้อเย็นของผู้เป็นเจ้าของตำหนัก ภายในห้องโถงก็มีกระดาษกองหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า พร้อมทั้งแป้งเปียกสีขาวในชามใบน้อย สองมือตัดกระดาษเนื้อดีสีสันสดใสเป็นรูปกลีบบัวอย่างคล่องแคล่ว อีกทางนั้นเล่ากำลังพยายามตัดเป็นรูปวงกลมเพื่อทำเป็นฐาน ทั้งหมดนี้เพื่อประกอบเป็นทระทงอันเล็ก ซึ่งจะวางเทียนเล็กๆอันหนึ่งไว้ด้านใน




            พระปิตุลาประทับอยู่บนเบาะนั่ง เอนหลังเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ ทรงเพ่งพินิจกระทงใบน้อยด้วยความอยากรู้ สีหน้าแสดงความใคร่รู้กับกระทงใบน้อยที่ใช้ลอยในเทศกาลตวนอู่  จ้องมองร่างอรชรของนางกำนัลน้อยผู้กำลังตัดกระทงอย่างขมักเขม้นและเอ่ยถามซักถามเป็นระยะ ขณะที่ข้างกายมีเสิ่นอวี้เอ๋อร์ยืนพัดให้ทรงคลายร้อนและไล่แมลงต่างๆไปด้วยในตัว




          "ดูมิต่างจากกระทงน้อยที่ลอยในเทศกาลอื่น" จ้องมาไม่นาน จึงทรงเอ่ยขึ้น "ไม่มีการวาดรูปสัตว์ หรือสิ่งอื่นหรือ?"




          "เป็นเพียงกระทงธรรมดาจริงๆเพคะ หม่อมฉันทำได้เพียงเท่านี้" เสิ่นอวี้เอ๋อร์กล่าวคล้ายทอดถอนใจในความด้อยสามารถของตน




          "เพียงเท่านี้ก็งามยิ่งแล้ว" หวางเซี่ยซินแย้มสรวลน้อยๆ น่ามองนัก




          "ขอหม่อมฉันทำกระทงถวายนะเพคะ" ซุนถิงถิงได้รับคำตอบที่ไม่ผิดจากตนคาดนักก็ยิ้มออกมา มองรอยยิ้มนั้นของพระปิตุลาแล้วนางก็หน้าร้อนวูบวาบอีกคราจนต้องก้มจดจ่ออยู่กับกระดาษในมือ เพราะมิทราบว่าจะแก้ตัวในความผิดที่นางบังอาจขยับหนีเจ้านายโดยไม่บอกกล่าวนั้นอย่างไรซุนถิงถิงจึงได้เอ่ยปากออกมา นางก็คิดประดิษฐ์ประดอยให้สวยงามอยู่หรอก เพียงแต่มิอาจทำได้ด้วยตนนั้นไม่มีทักษะเอาเสียเลย




           "รบกวนเจ้าแล้ว" ผู้เป็นนายพยักหน้า ทรงแย้มสรวล ท่าทีพออกพอใจ




           "ได้อย่างไรกัน กระทงของฝ่าบาทต้องงามวิจิตรเป็นพิเศษ ประเดี๋ยวข้าจะตัดกระดาษเป็นรูปจงขุยแปะลงไป" เสิ่นอวี้เอ๋อร์ยืนฟังมาครู่หนึ่งเริ่มคึกคักเสนอความเห็นขึ้นมาบ้าง




           "พี่อวี้เอ๋อร์แปะรูปจงขุยไปลอยได้อย่างไร ท่านควรทำหน้าที่ปกปักษ์ตำหนักนี้มิใช่รึ ข้าว่าเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นดีกว่า" ถิงถิงน้อยพอเห็นว่ากระทงของตนจะกลายเป็นที่สถิตย์ของท่านจงขุยผู้เฝ้าประตูนรกก็เอ่ยปากทักท้วงว่องไวยิ่ง




            "เช่นนั้นเป็นรูปสาวงามถือดอกบัวเป็นอย่างไร?" เสิ่นอวี้เอ๋อร์ยังคงมิยอมล่าถอย เมื่อใช้รูปจงขุยไม่ได้ นางจึงเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น




            "เช่นนั้นมิใช่ว่าฝ่าบาทจะทรงไร้หญิงงามเคียงคู่หรอกหรือ ไม่ดีอย่างยิ่ง" ซุนถิงถิงฟังแล้วส่ายหน้าพัลวัล นางกำลังบรรจงตัดกระดาษเป็นรูปดอกบัวกลีบสวย ขณะที่เสิ่นอวี้เอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยเคร่งเครียดยิ่ง ไม่ทราบว่าจะตัดกระดาษเป็นรูปอย่างไรดีจึงจะเหมาะสมต่อนายตน ท่าทีกลัดกลุ้มจริงจังของนางสร้างรอยสรวลจากผู้เป็นนายได้อย่างดี




            "จะอย่างไรข้าก็ไร้หญิงงามเคียงคู่ คงมีเพียงพวกเจ้าอยู่แล้ว ไยจึงคิดมากนัก" พระปิตุลาทรงกล่าวอย่างเห็นขัน




             "มิได้เพคะ ไม่บังควร" เสิ่นอวี้เอ๋อร์กล่าวราวกับพนักงานวังสูงอายุ นางจ้องมองกระทงน้อยไร้ความโดดเด่นแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนักหากจะใช้เป็นของฝ่าบาทตน จึงเอ่ยปากอย่างรวดเร็ว "เอาเป็นรูปสัตว์ก็แล้วกัน ข้าย่อมตัดรูปกระต่ายน้อยและปลาได้ เท่านี้ย่อมไม่ผิด"




             "จะตัดกระดาษเป็นรูปกระต่ายไปทำอันใด มิสู้ตัดเป็นมังกรเสียเลย"       




            สรุเสียงกังวานดังขึ้นเบื้องหลัง ร่างสูงสง่าของโอรสสวรรค์ที่ทรงดำเนินมาอย่างมั่นคง เมื่อก้าวเข้ามายังโถงตำหนักพร้อมพ่อบ้านซุนที่รับเสด็จอยู่ด้านหลัง วรองค์กล้าแกร่งยังคงเปล่งบารมีแห่งศักดิ์และสิทธิ์ของผู้ครองแคว้นจนบ่าวรับใช้ต่างก็รีบยอบกายเคารพมิให้ช้า ดวงเนตรคมปลาบคู่นั้นจับจ้องยังเบื้องพักตร์ที่มีร่างของพระปิตุลาประทับยืนขึ้นอย่างสงบนิ่ง เสิ่นอวี้เอ๋อร์ และซุนถิงถิงก้มหน้ากล่าวถวายพระพรโอรสสวรรค์ ต่างมีสีหน้าซีดขาว มิกล้าเหลือบแลแม้กระทั่งชายฉลองพระองค์ ด้วยคาดไม่ถึงว่าในวันมงคลอันควรเสด็จประทับทอดพระเนตรเรือมังกรลอยเต็มแม่น้ำ เหตุใดจึงได้เสด็จเข้ามายังตำหนักฉูเชิ่งอันเงียบเชียบอย่างมิบอกกล่าว ซ้ำยังทรงเข้ามาได้ยินบทสนทนาอันไร้สาระของพวกนางเสียด้วย




            "ถวายพระพรฝ่าบาท" สองมือของพระปิตุลาหวางประสานทำความเคารพแช่มช้า แม้แปลกใจอยู่บ้างแต่ก็ยังคงสีหน้าสงบนิ่ง วรองค์โปร่งขยับกายให้ผู้มีศักดิ์สูงสุดในแผ่นดินประทับบนที่นั่งของตนอย่างรวดเร็ว และหวางเซี่ยเสียนก็ทรงทรุดกายลงนั่งอย่างว่องไวเฉกเดียวกัน




            "วันนี้พระปิตุลาทรงเกษมสำราญดี"




           "ด้วยพระบารมี กระหม่อมสำราญดีทุกประการ" หวางเซี่ยซินตอบพลางเอ่ยปากบอกให้สองนางกำนัลไปจัดเตรียมน้ำชาและขนมมาถวาย ส่วนตนเองก็ทรุดตัวลงบนเบาะนั่งถัดไปอย่างไม่กระโตกกระตาก และหาได้มีท่าทีแปลกใจอันใดกับสายตาคู่คมที่จ้องมองมาเขม็ง




            "ทราบว่าวันนี้เสด็จย่าทรงมอบถุงหอมให้พระองค์หรือ?" ดวงเนตรคมปลาบวาววับ ตวัดมอง ทุกข่าวสารและการเคลื่อนไหวของผู้คนในตำหนักฉูเชิ่งมิอาจหลุดรอดจากสายตาของพระองค์ได้อย่างแท้จริง




            "เป็นเพียงของตามธรรมเนียมเท่านั้น" หวางเซี่ยซินหาได้แปลกใจอันใดที่ทรงทราบ กล่าวแล้วก็ปลดเอาถุงหอมที่เพิ่งแขวนไว้บนเอวนำถวายอย่างง่ายดาย ถุงหอมปักลายปลาลี่อวี่นั้นถูกโอรสสวรรค์จ้องมองและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ดวงเนตรสีดำสนิทคู่นั้นยังเหลือบแลไปยังเหล้าสยงหวงและขนมจั้งบนจาน ทั้งยังเลยไปมองเศษกระดาษที่ถูกตัดและเหลือเศษอยู่บนพื้น ทรงยกถุงหอมขึ้นมาดมเสียครั้งหนึ่งแล้วรีบส่งคืน




            "กลิ่นระคายจมูกยิ่งนัก"




            "ฝ่าบาททรงกล่าวเช่นนี้ องค์ไทหวงไทเฮาจะเสียพระทัยเอาได้" พระปิตุลาหวางรับถุงหอมนั้นนำมาแขวนไว้กับตัว ดวงเนตรหรุบต่ำพราวระยับเจือรอยขบขันจางๆ เสี้ยวขณะหนึ่งทรงระลึกถึงวิสัยอันเป็นเอกลักษ์ของโอรสสวรรค์ผู้นี้ซึ่งไม่นิยมชมชอบเครื่องหอมหรือกลิ่นกำยานใด เหล่าสตรีในตำหนักในที่นั่งคร่ำเคร่งปักถุงหอมลวดลายงามวิตรแล้วถวายแก่องค์จักรพรรดิคนแล้วคนเล่าต่างก็ผิดหวังที่พระองค์มิทรงโปรด เพียงทอดพระเนตรแต่ไม่หยิบมาใช้ หาได้มีใครระแคะระคายว่าพระองค์ไม่นิยม'กลิ่น'




           "เสด็จย่าหรือจะใส่ใจคำพูดของเรา" สุรเสียงที่กล่าวนั้นเจือเยาะ บ่งว่ายังทรงเคืองขัดเล็กๆน้อยๆที่องค์ไทหวงไทเฮาทรงยื่นมือมาปกป้องสกุลเฉียน ทั้งยังทรงเอ่ยเพื่อลอบมองดูท่าทีของพระปิตุลาว่าจะทรงแสดงออกสิ่งใดหรือไม่ ทว่าหวางเซี่ยซินนั้นสงบนิ่งอย่างยิ่ง เพียงห้อยถุงหอมเสร็จแล้วก็กล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย




          "ย่อมต้องทรงห่วงใยบุตรหลานอยู่แล้ว"




             องค์จักรพรรดิมิได้กล่าวคำใด ด้วยทราบว่าการถกเถียงกับหวางเซี่ยซินนั้นมิต่างคุยกับม้าดื้อตัวหนึ่ง พระอัยยิกาเฉียนนั้นเป็นผู้เลี้ยงดูอดีตองค์ชายหกในปฐมจักรพรรดิโฮ่วกวังมาด้วยพระองค์เอง ไหนเลยพระปิตุลาผู้นี้จะไม่รักใคร่บูชาเสด็จแม่ของท่านเล่า หากประสงค์จะยืนยันว่าเสด็จย่ารักและห่วงใยลูกหลาน พระองค์จะเอ่ยขัดไปก็มิเกิดประโยชน์ จะอย่างไรก็ทรงนับว่าเป็นหลานของสตรีผู้นั้น หญิงชราที่แม้จะอยู่ฝ่ายในแต่อำนาจบารมีของพระองค์ก็ยังมากล้น ซ้ำมากด้วยมือเท้าผู้จงรักคอยขัดขวางดำริของโอรสสวรรค์มิจบสิ้น




           "เมื่อครู่พวกเจ้าทำอะไร?" ทรงขมวดขนงเข้าหากันด้วยอัปกริยาที่ทำให้ข้ารับใช้ต่างผวา ทว่าหวางเซี่ยซินก็ยังคงนิ่งสงบเอ่ยตอบคำแทนเสิ่นอวี้เอ๋อร์ที่นำน้ำชามาถวายด้วยท่าทีระมัดระวังยิ่ง




           "กระทงน้อยพะยะค่ะ"




           "ไม่ต้องมากพิธีการ" พระขนงสองข้างขมวดมิคลายซ้ำแน่นกว่าเดิม บ่งว่าทรงมิโปรด




           หากปรกติหวางเซี่ยซินคงมิใจนึกอยากต่อล้อถกเถียง มิอยากให้มากพิธีการได้อย่างไร มิใช้แล้วผิด ยามใช้ก็ผิด เป็นพระอารมณ์เสียมากกว่าที่จะบอกได้ว่าควรหรือมิควร ทว่าด้วยมิอยากให้เกิดเรื่องราวกระทบกระทั่งในวันดีๆเช่นนี้จึงยอมลงให้แต่โดยดี "นางกำนัลของกระหม่อมกล่าวว่า แถบบ้านนางในเทศกาลตวนอู่จะมีการลอยกระทงเพื่อเสริมศิริมงคล จึงได้ขออนุญาตลอยเล่นกันในสระข้างตำหนัก"




            "นางกำนัล..?" หวางเซี่ยเสียนทรงจ้องมองไปยังเสิ่นอวี้เอ่อร์ ก่อนจะเลยไปยังซุนถิงถิงซึ่งกำลังเก็บของอยู่ ดวงเนตรจ้องเขม็ง นางกำนัลน้อยตัวสั่นระริก พลันคิดถึงเรื่องที่ตนพบเห็นอันจะนับได้ว่าเป็นความผิดติดตัวแล้วยิ่งตัวสั่น "นางมิทราบกฏเกณฑ์ของวังนี้หรือ ว่าอย่าได้บังอาจกราบทูลขอเจ้านายในเรื่องไม่เป็นเรื่อง"




            "นางเป็นนางกำนัลมาใหม่ หม่อมฉันนึกสนุกจึงได้อนุญาต ขออย่าได้ทรงกริ้ว" หวางเซี่ยซินเห็นท่าไม่ดีจึงกล่าวขึ้นมา




            "หลานสาวของซุนจื่อผู้นั้นหรือ...แว่วว่าเสด็จอาทรงโปรดนางยิ่ง"




            "นางอายุยังน้อย ไม่รู้ความ กระหม่อมเพียงเอ็นดูอย่างลูกหลานเท่านั้น" ยิ่งกล่าวไปก็ยิ่งไม่ดี พระปิตุลาทรงมีสีหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อย มิคาดว่าเรื่องที่ซุนจื่อกล่าวในยามบ่าย เพียงตกเย็นก็แว่วเข้าหูโอรสสวรรค์เสียแล้ว หากทรงทำให้นางกำนัลน้อยที่ตัวสั่นงันงกเบื้องหน้ามีเคราะห์ขึ้นมา คงได้แต่รู้สึกผิดไม่จบสิ้น




            "ท่านไม่ได้แต่งงาน จึงอยากรับลูกบุญธรรมแทนแล้ว?" คำกล่าวแก้ตัวดูคล้ายจะไม่เป็นผล ดวงเนตรคู่คมตวัดมองขึ้ง แค่นเสียงเยาะเสียทีหนึ่ง ครานี้หวางเซี่ยซินนิ่งขึง ทราบแล้วว่าที่ทรงดำเนินมา'หาเรื่อง'ถึงตำหนักในวันนี้มิใช่แค่เรื่องถุงหอมขององค์ไทหวงไทเฮาหรือเรื่องที่พระองค์โปรดนางกำนัลซุนถิงถิง ทว่าแท้จริงเป็นเรื่องของ 'เฉียนยวี่ฉยง' นางผู้เคยหมั้นหมายกับตน ซึ่งฝ่าพระบาทได้ลงโทษเอากับราชครูผู้เป็นบิดาของนางไปก่อนหน้านี้




            "กระหม่อมทราบว่าทำไม่ได้ ฝ่าบาทอย่างได้ทรงกังวลให้ระคายพระทัย" ใบหน้าของพระปิตุลายังคงมีรอยยิ้มประดับ หากดวงตาไร้แววยิ้มแย้มใด วาจาเต็มไปด้วยระเบียบพิธีการอย่างที่เคยฝ่าบาททรงชังนัก บ่งชัดว่าพระองค์จะไม่ยินยอมต่อการถูกหาเรื่องในครั้งนี้เช่นกัน




            "ทราบแล้วอย่าได้ลืมตนกระทำ" องค์จักรพรรดิ์ทอดพระเนตรมองท่าทีนั้น ทราบแล้วว่าได้ทำให้บุรุษเบื้องหน้าขุ่นเคืองขึ้นมาบ้างแล้ว หวางเซี่ยเสียนคิดจะมีโทสะตอบกลับ หากพอนึกขึ้นได้ว่าทำให้พระปิตุลาผู้มีท่าทีไม่สะดุ้งสะเทือนต่อความเป็นความตายใดรู้สึกไม่พอพระทัยขึ้นมาได้จึงทรงยิ้มออกมาอย่างสำราญราวกับอันธพาลที่หาเรื่องผู้คนสำเร็จก็ไม่ผิด




             "พะยะค่ะ" หวางเซี่ยซินได้แต่ตอบรับ ทำได้เพียงเก็บงำโทสะไว้ สำนึกว่าครั้งนี้ตนพลาดไปเสียแล้วที่ทำให้ทรงพระเกษมสำราญขึ้นมาได้ องค์เหนือหัวผู้นี้นิยมเห็นพระองค์ขุ่นใจนี้จึงมีท่าพอพระทัยยิ่งนัก




             "แล้วไหนเล่ากระทงนั้น?" ทั้งที่เมื่อครู่กล่าวราวกับจะพิโรธ ครานี้โอรสสวรรรค์กลับไต่ถามคล้ายจะให้ความสนใจ เรื่องแม่นางเฉียนผู้นั้น พระปิตุลาทรงนิ่งเงียบมิได้แสดงทีท่า ทำให้ทรงพอพระทัย ทั้งยังทำให้หวางเซี่ยซินมีท่าทีต่อต้านหรือไม่พอใจได้ พระองค์อารมณ์ดีนัก




             "ยะ...อยู่นี่เพคะ" ซุนถิงถิงเองก็ไม่เข้าใจท่าทีของโอรสสวรรค์ ทว่าเมื่อทรงเอ่ยถาม นางก็ทำได้เพียงยื่นกระทงที่ทำจากกระดาษสีแดง ไร้ลวดลายดูธรรมดายิ่งนักมาให้




             "เพียงเท่านี้รึ?" แววตาโอรสสวรรค์ฉายแววประหลาดใจในความธรรมดาของมัน "เมื่อครู่ เราได้ยินพวกเจ้ากล่าวว่าจะตัดกระดาษใส่ด้วย ใช่หรือไม่"




              "ใช่เพคะ" ครานี้เสิ่นอวี้เอ๋อร์ยอบกายกล่าวตอบเนื่องจากนางเป็นคนเสนอความเห็น "แต่หม่อมฉันยังมิได้ลงมือ ฝ่าบาท--"




              "ทำให้ข้าอีกอันหนึ่ง" คำกล่าวนี้หาได้มีเพียงเสิ่นอวี้เอ๋อร์และซุนถิงถิงที่ตกใจ พระปิตุลาซึ่งทรงจิบน้ำชาระงับอาการขุ่นใจจากการถูกอันธพาลที่มีศักดิ์เป็นถึงจักรพรรดิก่อกวนก็เช่นกัน ทรงวางจอกชาแล้วจ้องมองโอรสสวรรค์ซึ่งประทับด้วยท่าที'ข้าต้องการก็ต้องได้รับ ห้ามขัดขวางพระประสงค์'




         พระปิตุลายกจอกชาขึ้นจิบอีกครั้ง ครานี้เพื่อปิดบังรอยสรวลจาง และความขุ่นเคืองอันค่อยๆลดลง ในความคุ้นเคยนานปีนั้นพร่างพร่ายด้วยความอาดูรลึกล้ำ ทรงทราบดี บางครั้ง..เพียงต่อหน้าพระองค์ โอรสสวรรค์มักทรงดำรงตนเป็นเด็กเกเรซุกซนผู้หนึ่ง  




           ทว่า..อย่างไรก็ทรงเป็นจักรพรรดิ




              "วันนี้เป็นวันแข่งเรือมังกร เหตุใดฝ่าบาท--"




              "งานเเข่งเรือมังกรจบไปแล้ว ยามค่ำคืนเป็นงานเทศกาล ไม่เกี่ยวกับราชวงศ์ หรือเราจะต้องนั่งชมที่นั้นทั้งคืน?" ดวงตาคมวาวจับจ้อง กล่าวอย่างมิใคร่สนใจนัก และกล่าวอีกคงมิพ้นพระองค์ไม่นิยมถูกขัดพระประสงค์เป็นที่ยิ่ง แต่พระปิตุลาก็ยังทรงนิยม..ขัดใจแล้ว ขัดใจเล่า อยู่นั่นเอง




              "ฝ่าบาทคงลืมงานของฝ่ายในแล้วกระมัง" พระปิตุลากล่าว น้ำเสียงแผ่วเบานั้นคล้ายจะกล่าวเตือนไปด้วย




                แม้เป็นเพียงงานเทศกาลที่ฝ่ายในและราชวงศ์มิจำเป็นต้องจัดตั้งพิธีบวงสรวงหรือการแสดงยิ่งใหญ่ ทว่าในวันนี้สมควรเสด็จไปประทับในงานเลี้ยงกับฮองเฮาและเหล่าสนมนางในหลังกลับจากชมการแข่งเรือมังกร มิใช่เสร็จจากงานแข่งเรือมังกร ก็มายังตำหนักฉูเชิ่งเช่นนี้ สตรีในตำหนักในอาจไม่พอใจก็เป็นได้




             "ข้าอยู่ในเขตตำหนักฝ่ายในเช่นกัน"




               สิ้นคำโอรสสวรรค์ รอยพร่างระยับในดวงตาสีนิลคู่งามก็ดับลง พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นเงียบกริบ สีหน้าของพระองค์แปรเป็นนิ่งเฉยอย่างมิอาจประดับรอยยิ้มบนใบหน้าได้อีก 'ฝ่ายใน'ถ้อยคำนี้ยอกแสยงเสียดพระอุระยิ่งนัก ทว่าก็มิอาจเอ่ยคำใดถกเถียงได้ ตำหนักของพระองค์อยู่เขตฝ่ายใน กระทั่งยามจักรพรรดิ์แห่งเทียนฉงเสด็จมาหา มิใช่ว่าพระองค์ก็ต้องทำหน้าที่ไม่ต่างกับสตรีฝ่ายในหรอกหรือ แล้วยามนี้..ทรงต่างอันใดกับสนมชายาเหล่านั้น




              "ฝ่าบาททรงชี้แจงได้ชัดเจนยิ่งนัก" ค้อมศีรษะลง กล่าวสรรเสริญ หวางเซี่ยซินนึกอยากจะหัวร่อ ลืมเลือนไปเสียสิ้นว่าก่อนหน้ามันเคยมีรอยยิ้มในดวงตาเช่นไร ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ไร้เงาคนผู้นี้มาทำให้ลืมตัวตนไปเสียแล้ว พระปิตุลาอันใด บัณฑิตหวางอันใด ยามนี้ก็เหลือเพียงเปลือกเปล่า หากนับเป็นชายปรนนิบัติข้างพระแท่นอาจถือว่าใช่ ประโยชน์ของพระองค์ในยามนี้คงเป็นเพียงที่ระบายใคร่ ระบายแค้นของโอรสสวรรค์ ทรงกล่าวออกมาเพียงหนึ่งคำ ทุกอย่างช่างชัดเจน..กระจ่างใจยิ่ง




             "ไปเอาพู่กันและหมึกมา" หวางเซี่ยเสียนมองเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนสีสันไปด้วยสองตา เมื่อได้สดับถ้อยคำนั้น พลันจึงทราบได้ว่าทรงตรัสสิ่งใดออกไป แม้จะไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจักรพรรดิก็ทรงนั่งนิ่ง ซ้ำยังสั่งให้นางกำนัลไปนำสิ่งของที่พระองค์ต้องการมาเสีย มิได้เอ่ยแก้องค์อันใดด้วยคิดว่ามิจำเป็น




          ซุนถิงถิงก้มหน้าก้มตาทำกระทงน้อยด้วยดวงใจพลิกคว่ำพลิกหงาย ถ้อยคำที่เจ้านายทั้งสองกล่าวต่อกันนางได้ยินทุกคำ ซ้ำทำให้ใจหนาวสะท้านยิ่งนัก ซ้ำเมื่อพี่อวี้เอ๋อร์จากไป ทั้งห้องก็ไร้คนพูดจาสิ่งใดต่อกัน โอรสสวรรค์มองท่าทีนิ่งเงียบไม่กล่าวคำใดของบุรุษเบื้องหน้าด้วยดวงตาขุ่นจาง นับแต่รู้ความทรงเป็นที่สนพระทัยเอาอกเอาใจของผู้อื่นอยู่มิได้ขาดพระองค์จึงมิใคร่นิยมและคุ้นเคยที่ตนจะถูกเมินมองไม่ใส่ใจนัก คงมีเสียกับคนผู้นี้ที่กล้ามองผ่านท่านหลายคราจนต้องมีโทสะ ทว่าครั้งนี้ก็ทรงทราบดี..ดีเช่นกันว่าที่ได้กล่าวนั้นถือว่า'เกินไปหน่อย'




              "หมึกกับพู่กันได้แล้วเพคะ" ก่อนจะได้คิดกล่าวสิ่งใด ของที่ต้องการก็มาถึง โอรสสวรรค์จ้องมองร่างโปรงที่นั่งจิบชาด้วยอาการไม่รู้ร้อนหนาวเบื้องหน้าด้วยอาการใคร่ครวญ หากเพียงครู่ก็เมินเฉยด้วยทิฐิแห่งเจ้าแผ่นดิน 




            เหตุใดเราต้องขอโทษเจ้า? อยากโกรธนักก็โกรธ เคืองขัดข้าแล้วกระทำสิ่งใดได้ ไม่ว่าอย่างไรพระปิตุลาก็ยังอยู่ภายใต้อุ้งมือของพระองค์




             "เขียนชื่อเราลงไป" เสียงบัญชาอย่างรวดเร็วดังขึ้นคล้ายไม่ใส่ใจนัก หวางเซี่ยเสียนมองสบเนตรสีนิลคู่งามที่จ้องมองมาราวกับเป็นคำถาม มีพู่กันอยู่ มีหมึกอยู่ มีกระทงที่ใกล้ทำเสร็จอยู่ ผู้ที่ลงมือเล่าจะเป็นใคร




             "ทรงดำริสิ่งใด" ที่สุดแล้วหวางเซี่ยซินก็ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถาม ด้วยมิทราบจะเล่นแง่เคืองโกรธเพื่ออันใด ชีวิตมันอยู่ในกำมือคนผู้นี้ กระทั่งคิดอยากตายยังมิอาจทำได้  ฝ่าบาทนั้นทรงปราถนาอันใดมันย่อมต้องถวายให้อย่างไม่มีทางเลือก




             "เขียนชื่อเราลงไปในนั้น"




             "ข้าน้อยมิบังอาจเขียน นามของกษัตริย์ผู้ครองแผ่นดิน นักโทษอย่างหม่อมฉันอาจทำให้พระนามแปดแปื้อน"     




             "หวางเซี่ยซิน เรามิได้ขอให้เจ้าเขียนชื่อรัชกาล หรือกระทั่งนามเถลิงราชย์ของเรา อย่าได้ทำตกอกตกใจจนเกินเหตุ"




             "หม่อมฉันขออภัย" พระปิตุลาผู้ทรงถูกกล่าวหาว่าตระหนกเกินเหตุขบริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อย และหรุบตาลง "เช่นนั้น...ฝ่าบาทประสงค์จะให้กระหม่อมเขียนนามใด"




             "นามใดนอกจากนั้น.."โอรสสวรรค์จ้องมองบุรุษเบื้องหน้าคล้ายเอ่ยคำใดหากก็ทรงทราบว่ามีนางกำนัลอยู่จึงทรงผ่อนปัสสะแรงๆ "เจ้าทราบดีว่าควรเขียนคำใด และของเจ้าก็เขียนนามเจ้าไปเช่นกัน"




             หวางเซี่ยซินเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่นั้นจ้องมองใบหน้าของโอรสสวรรค์ที่มิได้หันมาสบตาแต่อย่างใด ผู้สั่งกล่าวไปแล้วก็คล้ายไม่คิดให้โอกาสไต่ถามใดๆอีก เจตนาเล่า..หวางเซี่ยซินอยากรู้ว่าเพราะอะไร ใช่กำลังทรงกล่าวขอโทษมันทางอ้อมหรือไม่? ทว่าก็ดูจะเป็นไปไม่ได้นัก นิ่งครุ่นคิดไปพู่กันที่จุ่มหมึกไปแล้วยังมิได้จรดลงก็ทิ้งรอยหมึกดำลงบนกระดาษเป็นผลให้มันต้องลงมือ พระปิตุลงแห่งแว่นแคว้นลอบถอนหายใจ จุ่มหมึกอีกคราและจรดพู่กันลากเส้นเป็นตัวอักษรที่พระองค์เคยคุ้นยิ่งนัก ด้วยในวานวัน ทั้งเคยกล่าวนามนี้ เคยเขียนนามนี้มาครั้งไม่ถ้วน




              'จ้าวหราน' และ 'ฉินเฉียง'





               ดวงเนตรดำขลับจ้องมองอักษรที่ตนเป็นผู้รังสรรค์ ริมฝีปากขยับคล้ายเอ่ยคำหากขบกลั้นด้วยทิฐิมานะ ไม่นึกว่าหลายปีผ่านไป มิอาจแตะต้อง มิอาจเอ่ยนาม มิอาจเอ่ยคำ แสร้งทำราวกับว่ามิเคยได้ยืนเคียงคู่ อ่านโคลงกลอน ฝึกเขียนพู่กัน จรดปากการ่วมกัน มิเคยได้ยินอาจารย์บางท่านกล่าว.. ลายมือขององค์รัชทายาทและเกาหยางอ๋องคล้ายกันยิ่งนัก




              คล้ายกันแล้วอย่างไร เคยเคียงคู่กันแล้วอย่างไร เคยให้คำมั่นสัญญาเช่นไรก็สูญสลาย บัดนี้ทำได้เพียงเขียนลงไปเท่านั้น




             เงียบสงัดคล้ายโมงยามถูกถ่วงไว้ด้วยก้อนหินหนักอึ้งชนิดหนึ่ง ราวกับมีเรื่องชวนให้ทอดถอนใจนับไม่สิ้นและถูกปรักตรึงด้วยด้ามหอกแห่งความทรงจำ พระปิตุลาจึงทรงขยับกาย วางพู่กันและสั่งให้นางกำนัลเอามันไปเก็บ ดวงเนตรสีนิลดำขลับตวัดมองยังเจ้าเหนือหัวที่ทรงประทับนั่งนิ่งมองแสงจันทร์ฉาย แผ่นหลังในชุดเสื้อคลุมมังกรสีดำสนิทองอาจยิ่งนัก คล้ายมันคิดไปฝันเองว่าเมื่อครู่ดวงเนตรคู่นั้นจับจ้องลงมา หวางเซี่ยซินปรับใบหน้าให้ยกยิ้มจางขณะปัดความคิดอันไร้แก่นสารของตนทิ้ง กล่าวออกมาอย่างเป็นทางการยิ่ง




             "กระหม่อมทำตามพระประสงค์เรียบร้อยแล้ว"




             "นำไปติด" เสียงสั่งการจากโอรสสวรรค์ ใครเล่าขัดขืน เสิ่นอวี้เอ๋อร์ใช้กรรไกรตัด'พระนาม'ของทั้งสองประองค์ติดลงบนกระทงทั้นสองอัน นางจ้องมองนามรองอันสูงศักดิ์ของเจ้าแผ่นดินและนายตนด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าก็มิกล้าปริปาก ได้แต่ทูลถวายกระทงอันเล็กที่ทำสำเร็จแล้วทั้งสองอันต่อเบื้องพระพักตร์




               สีหน้าโอรสสวรรค์คล้ายจะพึงพอใจอยู่หลายส่วน ทรงจิบชา เงยหน้าขึ้นมองจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้า ลุกขึ้นและกล่าวอย่างรวดเร็ว




            "เสด็จอาทรงต้องการลอยกระทงเสริมมงคลมิใช่หรือ"




                บัญชาองค์จักรพรรดิไหนเล่ากล้าขัดขืน..




             หวางเซี่ยซินลุกขึ้นตามเสด็จ ในมือมันมีกระทงน้อยสองอันที่มีชื่อของตนและองค์เหนือหัว สองเท้าก้าวตามพระองค์ที่ดำเนินออกไปเบื้องนอก ด้านหนึ่งครุ่นคิดว่าพระองค์มีดำริคิดกระทำสิ่งใดกันแน่ ด้วยพฤติการณ์เอาแน่นอนไม่ได้เฉกนี้  อีกด้านนั้นทอดถอนใจว่าเดิมทีตนหาได้ต้องการเช่นนี้ การจะเล่นลอยกระทงน้อยกันตามลำพังกับบ่าวไพร่ในตำหนักพังเสียไม่เป็นท่า แต่ในเมื่อฝ่าบาทต้องการ ใครก็มิอาจขัด พระองค์ก็เช่นกัน




             ส่วนเสิ่นอวี้เอ๋อร์และซุนถิงถิง พวกนางไม่กล้าแม้กระทั่งตามไปรับใช้ กระทั่งคนตาบอดยังมองออกว่ามิควรไปรบกวนทั้งสองพระองค์ จึงทำได้เพียงวุ่นวายเก็บข้าวของเศษกระดาษและถ้วยชาในห้องเป็นพัลวัน




.......................................

               


* เขาไท่ซาน ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่อยู่ของเทพเซียน  เป็นภูเขาที่มีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตามบริบทของเนื้อเรื่องหมายถึงมีความแข็งแกร่งยากที่ใครจะล้มลงได้

** เทศกาลตวนอู่ หรือเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง เป็นเทศกาลรำลึกถึงกวีซวีหยวน กวีผู้รักชาติแห่งรัฐฉู่ ที่กระโดดน้ำเสียชีวิต มีประเพณีสำคัญคือ ประเพณีการแข่งเรือมังกร และประเพณีการไหว้ขนมจั้ง (บ๊ะจ่าง)

***เหล้าสยงหวง หรือเหล้าหรดาลแดง มีส่วนประสมของแร่ธาตุสีส้มเป็นกำมะถัน เชื่อว่าจะสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี

*** หลีเซา (离骚) เป็นบทกวีชื่อดังของซวีหยวน ที่บรรยายถึงความทุกข์ระทมที่ต้องถูกเนรเทศไปอยู่แดนไกล ความทุกข์ยากของประชาชนที่มีกษัตริย์โง่เขลา และความเคียดแค้นต่อพวกขุนนางที่ประจบสอพลอ


///



ตอนใหม่มาแล้วเจ้าค่ะ หลังจากห่างหายไปนาน อย่างที่กล่าวคือเรื่องนี้นานๆอัพที  ขออภัยที่ให้รอนะเจ้าคะ


        ตอนนี้นั้นขอกล่าวถึงกระแสลมและขั้วอำนาจในราชสำนักบ้าง และเขียนถึงมุมขององค์จักรพรรดิในยามที่มิได้มีเหตุปะทะอารมณ์และโกรธท่านอา อันที่จริงตอนนี้ท่านก็เป็นอันธพาลน้อยๆคนหนึ่ง(ฮ่าๆ) ซึ่งก็เป็นตามที่พระปิตุลงทรงคำนึงคือ..บางครั้งเวลาอยู่กับพระองค์ฝ่าบาทมักจะเผลอทำตัวเป็นเด็กน้อยจอมเกเร ทั้งสองพระองค์ไม่นิยมวิวาทกันตลอดเวลา แต่คำพูดคำจาท่านก็ยังโหดร้ายเช่นเดิม


       ส่วนชื่อตอนนั้นกล่าวถึง เรื่องราวระหว่างพระปิตุลาและองค์จักรพรรดิ มีแต่เรื่องน่าถอนหายใจนับไม่สิ้นจริงๆ


       และตอนนี้ หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระองค์ถึงได้โปรดถิงถิงนัก ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงความสัมพันธ์ข้ารับใช้ในตำหนักฉูเชิ่งกับพระปิตุลาคร่าวๆ



       .. คนแรก ซุนจื่อ พ่อบ้านซุนเป็นคนขององค์จักรพรรดิ ในอดีตนั้นเป็นรองพ่อบ้านประจำวังขององค์ชายรัชทายาทเลยทีเดียว ทว่าเกิดเหตุอะไรบางอย่างทำให้ถูกส่งมาประจำตำหนักฉูเชิ่งแทนที่(และยังจงรักภักดีกับองค์ราชันย์เช่นเดิม) แม้มิใช่ขันที ทว่าร่างกายพ่อบ้านซุนนั้นไม่อาจมีทายาทหรือมีความสัมพันธ์กับหญิงใดได้แล้ว จึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งให้คอยดูแลความเป็นไปของพระปิตุลา พ่อบ้านซุนค่อนข้างจะมีพฤติกรรมเช่นเราท่านเห็น..รับใช้ ดูแล แต่ไม่ภักดี พระปิตุลาก็ไม่พอใจนักที่ถูกสอดส่องแต่ก็ทำอะไรไม่ได้


       ส่วนของเสิ่นอวี้เอ๋อร์ นางเป็นนางกำนัลที่ถูกองค์ไทหวงไฮเฮา(พระอัยยิกาเฉียน) ส่งมาประจำตำหนักเจ้าค่ะ จุดประสงค์เพื่อดูแลพระปิตุลาโดยเฉพาะ นางถือว่าเป็นคนของตำหนักฉูเชิ่งก็จริง แต่ก็อาจนับได้ว่าเป็นคนขององค์ไทหวงไทเฮาส่วนหนึ่ง (ดังนั้นส่วนใหญ่จะเป็นนางคอยนำของพระราชทานของพระอัยยิกามามอบให้พระปิตุลาหวาง) ทั้งพ่อบ้านซุนและอวี้เอ๋อร์ แม้จะคอยดูแลและเคารพประปิตุลามากเพียงใด แต่ก็ยังคงมีเงาของผู้อื่นอยู่ และไม่กล้าสนิทสนมกับพระองค์มากนักด้วยรู้ถึงความเป็นไปในวังหลวงดีและยังกริ่งเกรงอาญาโอรสสวรรค์


      ซุนถิงถิงนั้นเพิ่งเข้ามา ยังเป็นนางกำนัลน้อยไร้ขั้นไม่ได้รับใช้ผู้ใด และนางดูเหมือนจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรในวังหลวงนัก ทั้งยังกล้าที่จะพูดคุยสนิทสนม พระปิตุลาจึงค่อนข้างเอ็นดูและพอใจที่จะสนิทสนมกับนางเจ้าค่ะ กับคนที่ถูกผู้อื่นปฏิบัติด้วยอย่างแม้จะเคารพแต่ค่อนข้างห่างเหิน ย่อมต้องการความจริงใจบ้างเป็นธรรมดา แต่พระองค์ไม่คิดอย่างอื่นเกินเลยกับนางเป็นแน่ (ส่วนถิงถิงของเราจะฝันหวานหรือไม่ ส่วนนี้ขอละไว้)


และ..ในข้อที่มีผู้สอบถามว่าคุณชายลู่หมิ่นหลงรักใคร ท่านหลงรักเหนือหัวผู้เป็นสหายของท่านนั้นเองเจ้าค่ะ


อนึ่ง ได้ทำแผนผังราชวงศ์มาเพื่อไม่ให้งงกัน (หรืออาจจะงงกว่าเดิม) เป็นดังนี้ 

***ขอแก้ไขว่าพระนามองค์จักรพรรดิสลับกันนะคะ เป็นเซี่ยหลิวตี้ >เซี่ยเสียนตี้ ตามลำดับเจ้าค่ะ เพิ่งมาเห็นก็ตอนนี้ น่าเขกหัวตัวเองจริงๆ 



 

.................

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #110 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 11:10
    รู้สึกงงผัง55555
    #110
    0
  2. #85 ป้าน้ำแดงถุง (@poly59) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 13:06
    ไรท์เตอร์หายไปนานมากก ;_____;
    ดีใจที่กลับมานะคะ ดีใจมากๆเลย
    #ทีมพระปิตุลาคนดี
    พระเอกจอมซึนของเรานี่น่าจับมาตีจริงๆเลยค่ะ ปากแข็ง เอาแต่ใจ หัวรั้นมากกก
    #85
    0
  3. #84 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 07:39
    เหมือนเด็กเอาแต่ใจ
    ชอบขัดขวางความสุขเล็กๆของคนอื่น แต่ก็นะ งานแบบนี้ยังแวะมาลอยกระทงด้วย หึหึ -คนซึน
    #84
    0
  4. #83 THÉ AU LAIT (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 16:12
    หลงมาเจอ สนุกมากๆเลยค่ะ

    ติดตามนะคะ
    #83
    0
  5. #81 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 12:56
    อยากให้อัพบ่อยๆค่ะ ขอเดือนละตอน สองตอนก็ยังดี
    #81
    0
  6. #80 re - ann (@re-rattamon) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 12:41
    ดีใจมากที่ได้อ่านต่อ คิดว่าจะโดนทิ้งไว้กลาวทางซะแล้ว
    ขอเดือนละตอนก็ยังดีค่า
    #80
    0
  7. #79 Xdeee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 12:11
    ตกใจมากกกกกก กลับมาแล้วอ่ะ ฮื่อๆ ดีใจ ถิงถิงน้อยน่ารัก
    #79
    0
  8. #78 rangerx94 (@babeqx94) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 11:50
    ขอบคุณที่มาต่อให้นะคะแงงงง
    #78
    0
  9. #76 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 09:50
    ลืมเนื้อเรื่องอะ555
    #76
    0