一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,791 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    6,791

ตอนที่ 6 : เมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 593
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ส.ค. 59











เมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียง





          จันทร์ลอยขึ้นสูงเมื่อเวลาล่วงไปจนดึกดื่น นอกตำหนักฉูเชิ่งที่ปลูกสร้างอย่างวิจิตรมีเงาไผ่ทอดทะมึนอยู่โดยรอบ เมื่อสายลมพัดพามันก็ส่งเสียงออดแอดเบาๆเป็นท่วงทำนองดนตรีที่ถูกรังสรรค์โดยธรรมชาติ ด้านนอกตำหนักไร้เงาผู้คน ไกลออกไปท้องฟ้าทิศตะวันออกยังปรากฏแสงสว่างเรื่อเรืองด้วยกำลังมีงานแข่งเรือมังกร ในเทศกาลที่ผู้คนสรวลเสเฮฮาสนุกสนาน ตำหนักแห่งนี้กลับถูกขีดแบ่งให้กลายเป็นริ้วเขตแห่งความเงียบงันโดยแท้จริง




               หวางเซี่ยซินในมือมีกระทงน้อยสองใบเดินตามองค์จักรพรรดิเบื้องหน้าอย่างสงบ มันไม่ทราบว่าโอรสสวรรค์ประสงค์สิ่งใดจึงทำได้เพียงตามพระทัยเท่านั้น ทรงบอกให้ทำกระทงมันก็ทำ  เขียนอักษรลงไปบนนั้นก็กระทำแล้ว ยามนี้จะทรงนำมาลอยเล่นหรือประสงค์จะให้มันไปว่ายน้ำบนสระ พระปิตุลาหวางก็ทำได้เพียงพยักหน้า รับด้วยเกล้าแล้วทำตาม



               ฝ่าเท้าของโอรสสวรรค์หยุดลงที่สระบัวน้อยข้างตำหนัก สระบัวขนาดไม่ใหญ่นักปลูกดอกบัวและเลี้ยงปลาลี่อวี่ตามธรรมเนียมเช่นเดียวกับสระในตำหนักอื่น พืชพรรณธรมดาหาได้พิศดารงามวิจิตร ซ้ำยามนี้มืดค่ำแล้ว ดอกบัวขาบสีน้ำเงินจึงหุบกลีบลงมิได้อวดโฉม มีเพียงปลาลี่อวี่สีสันสดใส ว่ายวนหยอกล้อแสงจันทร์นวลกระจ่าง บนสระน้อยยังมีสะพานข้ามและศาลานั่งพักผ่อนปรากฏ บรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงบมีเพียงสียงหรีดหริ่งเรไร



               "เสด็จอาไม่ประสงค์จะลอยกระทงเสริมมงคลแล้วหรือ?" โอรสสวรรค์ทรงผินกายมาสบตา เอ่ยปากถามไถ่ ใบหน้าของพระองค์คล้ายจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม..คาดเดายากยิ่ง



               "หากฝ่าบาทอนุญาต" หวางเซี่ยซินตอบรับกึ่งหนึ่ง ลังเลอยู่กึ่งหนึ่ง ด้วยมันมิอาจคาดเดาความนัย ขณะที่วรองค์สูงใหญ่ขยับมองรอบกาย ก่อนจะก้าวขาไปยังโคมไฟที่จุดอยู่ข้างสระน้อยเพื่อมิให้ภายในสวนมืดเกินไป โอรสสวรรค์ทรงหยิบเอาโคมไฟนั้นมาถือไว้ในอุ้งหัตถ์ อีกข้างก็ยื่นปลายนิ้วออกล้วงเข้าไปรวดเร็วยิ่งก่อนจะเอ่ยปากห้ามปรามได้ทัน



               "ย่อมอนุญาต เราเองก็จะทำด้วยเช่นกัน"



               "ฝ่าบาท..." หวางเซี่ยซินมิได้ขัดข้องด้วยเป็นพระประสงค์ แต่ทรงเอื้อมมือไปหยิบเทียนออกจากโคมเช่นนี้ มิทราบทรงคิดกริ่งเกรงอุบัติเหตุหรือไม่ พระปิตุลาแห่งเเว่นแคว้นเขม้นดวงตาจ้องดูฝ่ามือสากหนาท่ามกลางแสงสลัว เมื่อมิพบสิ่งใดก็เบาใจได้บ้าง "เกรงเปลวไฟจะลวกทำร้ายพระหัตถ์เอาได้"



               "กลัวไปไย เพียงเปลวไฟหาใช่คมดาบ" วาจาเช่นนี้สมเป็นโอรสของจักรพรรดิเซี่ยหลิวตี้ซึ่งทรงใช้ชีวิตบนหลังม้าและสมรภูมิรบยิ่งนัก ทว่าแม้น่าภาคภูมิเพียงใด พระปิตุลาก็ทรงยื้อเทียนนั้นมือถือเองอย่างอุกอาจ ดวงตาจ้องมองหัตถ์ใหญ่สีขาวที่มีรอยกร้านจากการจับดาบยิงธนู 



               "มือนี้ยังต้องใช้เขียนโองการและพระราชสาสน์ ฝ่าบาทโปรดถนอมพระวรกาย" หวางเซี่ยซินจรดปลายเทียนจ่อลงบนเทียนน้อยในกระทงของตน 



               "ไยท่านจึงต้องกล่าววาจามากพิธีการเรื่อยไป" พระขนงเข้มจัดที่พาดเฉียงราวกับปลายดาบขมวดเข้าหากันช้าๆ แม้หวางเซี่ยเสียนจะทรงตระหนักดีถึงความห่วงใยจากถ้อยคำนั้น ทว่าก็ยังมิพอพระทัยนัก เนตรคมปลาบจ้องมองเทียนในมือน้อย ทรงหยิบมาถือเองแล้วจุดไฟให้กระทงอีกอันอย่างว่าง่าย ด้วยการจะใช้เพียงมือหนึ่งข้างจุดดูจะยากเกินไปสักหน่อย



               "เพราะฝ่าบาทขององค์จักรพรรดิ" 



                   เปลวเทียนในกระทงน้อยสว่างจ้าทั้งสองอันแล้ว อักษรหมึกสีเข้มที่เขียนด้วยลายมือบัณฑิตหวางสะท้อนแสงไฟปรากฏเป็นรูปร่างเด่นชัด นามจ้าวหรานและฉินเฉียงในกระทงสองอีกถูกมือใหญ่คว้าไปเสียหนึ่ง องค์จักรพรรดิดับเทียนแล้วจึงโยนลงข้างสระอย่างมิใคร่ใส่ใจ ดังนั้นในยามนี้จึงเหลือเพียงแสงสลัวจากกระทงน้อยที่ทอสีแดงเรื่อจากกระดาษที่ใช้ตัด



               "เสด็จอายึดมั่นถึงเพียงนั้น ข้าแปลกใจนัก" สองร่างยืนเคียงริมสระน้อย มีกระทงเสริมมงคลในมือ ทว่าองค์จักรพรรดิก็ราวกับนิยมหาเรื่องมิเลิกรา เนตรคู่คมตวัดมองขึ้ง ประเดี๋ยวดี ประเดี๋ยวเคืองขัด ช่างรับมือยากยิ่ง..



               "กระหม่อม.."



               "ช่างเถิด ตอนนี้เราอยากเล่นลอยกระทงกับเสด็จอาจะเเย่ ไม่ทราบว่าจะทำตามประสงค์ของข้าได้หรือไม่?" 



                แล้วใครเล่าจะกล้าขัดขืน..



                   พระปิตุลาได้สดับฟังก็ลอบถอนใจเล็กน้อย กระทำการอาจหาญจ้องมองเสี้ยวพักตร์คมคายราวกับต้องการคำตอบจากการกระทำแสนแปลกประหลาดของพระองค์ มาบัดนี้โอรสสวรรค์ดำริจะกระทำตนเยี่ยงตอนเป็นรัชทายาทอยู่กระมัง จึงทรงเรียกเสด็จอา..เสด็จอามิขาดปาก 



                  ทรุดกายลงข้างสระน้ำอย่างรวดเร็ว หวางเซี่ยซินเพียงคิดวางกระทงน้อยในมือและลอยมันลงไปเท่านั้น หางยังมิทันแตะน้ำ ยังมิทันปล่อย กลับถูกยื้อไว้ด้วยหัตถ์ขององค์เหนือหัว วรองค์สูงในอาภรณ์สีดำสนิททรุดลงข้างกายมันอย่างรวดเร็วโดยยังยึดมือพระปิตุลาไว้ไม่ยอมปล่อย ราวกับว่ากลัวเสด็จอาของพระองค์จะพุ่งลงน้ำแล้วกลายเป็นปลาลี่อวี่หายไป



              "นางกำนัลของเสด็จอากล่าวไว้อย่างไร" จักรพรรดิก็มีวันกระทำตัวเป็นเด็กน้อยอยู่บ้าง หวางเซี่ยซินทราบดี หากนับอายุแล้วพระองค์ก็ใช่จะห่างจากวัยหนุ่ม อายุยังน้อย แต่นับภาระหนักไว้ด้วยสองบ่า เมื่อนึกถึงข้อนี้ ผู้ถูกเอ่ยถามจึงยอมตอบแต่โดยดี



              "นางกล่าวเพียงลอยกระทงเสริมมงคล..น้ำสิ่งใดลงไปในกระทง มิต่างจากนำสิ่งนั้นไปให้ไกลตา" ดวงเนตรดำขลับทอดทัศนาตัวอักษรอ่อนช้อยบนกระทงเล็กในมือ ถ้อยคำนั้นทำให้จักรพรรดิผู้สดับนิ่งไปบ้าง ด้วยมิคาดว่านามที่พระองค์ทรงให้เขียนขึ้น เมื่อประกอบกับกระทงน้อยนี้แล้วความหมายจะแปรเปลี่ยนไปเสียได้



               "แล้วท่านคิดว่าสิ่งนี้จะไปไกลตัวได้หรือไม่?" ครู่หนึ่งสุรเสียงเอ่ยถามคล้ายขบขัน หนึ่งจ้าวหราน หนึ่งฉินเฉียงคือสองบุรุษที่นั่งอยู่ข้างสระน้ำราวคนโง่งมทึมทื่อ นามทั้งสองบนกระทงน้อยที่ยังไม่ได้ลอยปรากฏเด่นชัด หวางเซี่ยซินยินแล้วมุมปากยกขึ้น มันเองก็ขบขันเช่นกัน ด้วยทรงทราบดีว่าผลจะเป็นเช่นไร



                ชื่อนี้คือชื่อของตน จะอย่างไรก็ติดตัวไว้จนตาย จะปล่อยไปไกลตัวเพียงไร มันก็ยังคงกลับมา 

                ทว่ากับความสัมพันธ์ของผู้คนในกระทงน้อยนี้ คล้ายว่าจะจางหายไปนานแล้ว




              "ทำได้เพียงวนเวียนอยู่ภายในสระน้อยแห่งนี้เท่านั้น ไกลกว่านี้หาได้ไม่" 



              "สมกับเป็นบัณฑิตหวางยิ่งนัก" โอรสสวรรค์ได้ฟังแล้วสรวลจาง รอยสรวลนั้นคล้ายเยาะอยู่บ้าง ปลายนิ้วดันเอากระทงน้อยออกจากมือ เนตรคมจ้องมันค่อยๆลอยออกไปตามแรงวักน้ำส่ง และอีกฝ่ายก็กระทำมิต่างกัน ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองหาได้เอ่ยคำอธิษฐานใด เพียงจ้องมองกระทงน้อยอย่างโง่งมจมอยู่ในภวังค์ 



                 ไม่ว่ากระทงใบนี้จะถูกส่งไปได้ไกลเพียงไหน วักน้ำแรงเท่าไหร่ ทว่าก็อยู่ได้เพียงสระเล็กๆแห่งนี้ ที่ๆมันอยู่หาใช่แม่น้ำ หาใช่ท้องทะเลกว้างไร้ขอบเขต ลอยแตะขอบฝั่งแล้วก็ทำได้เพียงลอยไปมาเท่านั้น รอจนวันเทียนดับลง น้ำซึมเข้าเต็มกระดาษจนร่วงจม ต่างอันใดกับราชนิกูลที่เกิดมาในพระราชวังงดงาม ทว่าก็ทำได้เพียงวนเวียนอยู่ในท้องน้ำแห่งอำนาจ ไม่อาจกระโดดหนีไปได้ไกล แย่งชิง เข่นฆ่า ได้มาและรอวันสูญสิ้นไปเท่านั้น



                   สัจธรรมแห่งอำนาจน่าเศร้าและน่าชัง






            ความเงียบงันยังคงทอดตัวไม่ขาดสาย ดูคล้ายการลอยกระทงเล่นเพื่อเป็นมงคลจะก่อเกิดความคิดอันน่าอึดอัดใจขึ้นมา วงองค์สูงของเจ้าแผ่นดินหยัดกายยืน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองพระปิตุลาซึ่งยังคงมองกระทงน้อยสองอันเงียบๆ อึดใจใหญ่องค์จักรพรรดิจึงทรงกล่าว "วันก่อนได้ยินท่านเล่นซอเอ้อหู"



           "พะยะค่ะ" หวางเซี่ยซินเอ่ยตอบรับเบาๆ สองตายังคงจับจ้องไปยังสระบัวยามค่ำคืนที่มีกระทงน้อยสองอันลอยเคียง



          "วันนี้ได้ฉินโบราณมา เป็นกู่ฉินรุ่นฮุยทำจากไม้ซานอายุหลายร้อยปี ลายต้วนเหวิน*งามยิ่งนัก เราอยากฟังสักเพลง"



           "กระหม่อมไม่ถนัดเล่นกู่ฉินนัก เครื่องดนตรีชนิดนี้ฝ่าบาทควรให้ผู้มีฝีมือได้เล่นให้ประจักษ์" ทราบแล้วว่าฝ่าบาทประสงค์จะสนทนาด้วย หวางเซี่ยซินจึงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงเนตรดำขลับจ้องมองโอรสสวรรค์ผู้ยืนชมสวนในยามค่ำคืนด้วยท่าทีบ่งว่ายังมิอาจเข้าใจพระประสงค์ วันนี้โอรสสวรรค์ดูมีบางสิ่งในใจ คล้ายอยากพูดคุย แต่ก็คล้ายมิอยากเอ่ยถึง ชวนให้งวยงงยิ่งนัก



           "เราจะฟังท่านเล่น"




              กล่าว..แล้วจึงทรงดำเนินไปที่ศาลาหลังน้อยอันปรากฏโคมไฟตั้งอยู่พร้อมน้ำชาร้อนเมื่อใดก็มิทราบ ซ้ำพิณโบราณชั้นดีก็วางอยู่ตรงนั้น หวางเซี่ยซินลอบขมวดคิ้ว เหตุหนึ่งที่มันไม่พึงใจนักยามคนผู้นี้มาเยือน คงเพราะที่อยู่ของตน ราวกับจะไม่ใช่ของตนขึ้นมา แต่มันไม่พอใจแล้วจะทำเช่นไรได้ ชีวิตนี้ยังเป็นของโอรสสวรรค์ ตำหนักหรือของสิ่งใดก็ไม่ใช่ของมันอยู่แล้ว จะขัดใจพระองค์ให้ได้ก็ไม่มีผลดีอันใดเกิดขึ้น 



               โต๊ะสี่ขาวางพิณโบราณลักษณะดียิ่ง ตัวพิณงดงามสะท้อนแสงจันทร์ กลิ่นหอมของชาชั้นเลิศกำจาย รอบกายเงียบสงบคล้ายแดนสวรรค์ หวางเซี่ยซินทรุดกายลงบนเก้าอี้และใช้ปลายนิ้วไล่ลองสัมผัสกู่ฉินโบราณเบื้องหน้า แม้ไม่พอใจที่ถูกบังคับแต่ตัวมันยังต้องถอนหายใจด้วยความชื่นชมในลักษณะอันงามพร้อมของเครื่องดนตรี ลวดลายต้วนเหวินอันงดงามปรากฏชวนให้ลองสัมผัส ปลายนิ้วเรียวขาวแตะเส้นไหมสีนวลตาอันเป็นสายกู่ฉินแล้วลองดีดเบาๆ เพื่อสดับสำเนียงอย่างใคร่รู้ ครู่ใหญ่ที่มันจมจ่ออยู่กับการลองไล่เสียง ดวงตาเป็นประกายราวกับดวงดารา ความขุ่นใจทั้งหลายต่างก็ปลิวหาย กล่าวว่าพึงใจมากก็ไม่ผิดนัก  



               หวางเซี่ยซินเป็นบัณฑิต นอกจากอ่านตำรา เขียนพู่กัน อีกสิ่งหนึ่งที่พระองค์ชมชอบคือการบรรเลงดนตรี เครื่องดนตรีที่ถนัดและนิยมบรรเลงนั้นคือซอเอ้อหู ทว่าเครื่องดนตรีที่ชื่นชมบูชานั้นย่อมเป็นพิณโบราณเช่นกู่ฉิน ยามจักรพรรดิเซี่ยหลิวตี้ยังทรงมีพระชนม์ชีพนั้นมีดำริเสาะหาฉินเจ็ดสายชั้นยอดมาประทานให้  องค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับนั้นทรงโปรดเสียงกู่ฉินของพระองค์ยิ่งนัก แม้ได้รับตำแหน่งเกาหยางอ๋องออกจากวังไปประทับวังของตน ยังถูกเรียกเข้ามาบรรเลงดนตรีในพระราชวังหลวงอยู่บ่อยๆ



            ทว่า..เกาหยางอ๋องปวดใจไม่น้อย ด้วยพระเชษฐามิเคยได้สดับฟังจนจบเพลง เพียงมันบรรเลงได้ครึ่งท่อน ดวงตาของโอรสสวรรค์ก็ปิดสนิทราวกับจะกลั่นแกล้ง ในยามนั้นองค์รัชทายาทหวางเซี่ยเสียนซึ่งมีพระชนม์อ่อนกว่าไม่กี่พรรษา ทราบว่าพระบิดาฟังเสียงกู่ฉินแล้วเข้าสู่นิทราก็กล่าว 'เสียงนั้นชวนหลับ คล้ายเสียงบ่นของผู้สูงอายุ มิแปลกหากพระบิดาฟังแล้วประสงค์จะเข้าเฝ้าเง็กเซียน'




            'จ้าวหราน ไยฟังกู่ฉินไม่เป็น'เกาหยางอ๋อง หวางเซี่ยซินในยามนั้นทรงกล่าวทักท้วง สีหน้าพลันเจ็บปวดคล้ายถูกทำร้ายจิตใจก็มิปาน'กู่ฉินเป็นเสียงดนตรีช่วยขับกล่อมจิตใจให้สงบ ชวนหลับอันใดกัน'




            'เสด็จอาฉินเอ๋อร์ หากต้องการความสงบ ให้ผู้คนออกไปย่อมใช้ได้แล้ว กู่ฉินนี้ดั่งเอาไว้กล่อมคนยิ่งนัก' องค์รัชทายาทมิยอมความที่ถูกกล่าวหาว่าฟังดนตรีไม่เป็น ซ้ำยังคล้ายจะกล่าว..ทำสิ่งใดเกินความจำเป็นไปไย ต้องการความสงบแต่กลับให้ผู้คนมาบรรเลงเพลงให้ฟัง นี่ไม่คล้ายจะเป็นความสงบเท่าใดนัก คล้ายจะเป็นฝ่าบาทฟังกู่ฉินแล้วง่วง มิได้ซาบซึ้งอันใดเสียมากกว่า องค์จักรพรรดิเซี่ยหลิวตี้สดับฟังโอรสและพระอนุชาถกเถียงกันก็สรวลขบขัน ตบพระพาหาเบาๆแล้วกล่าวอย่างมีนัยยะ




            'จ้าวเอ๋อร์ สักวันเจ้าจะทราบเองว่าเหตุใดบิดาจึงต้องสดับเสียงกู่ฉินปลอบขวัญ'





               ปลายนิ้วเรียวละออกจากสายพิณยามระลึกถึงเรื่องราวแต่กาลก่อน หวางเซี่ยซินเงยหน้าไปสบเนตรคมปลาบที่จ้องมาอยู่ก่อนแล้ว มันกลืนเก็บถ้อยคำต่อว่าขานหรือแม้กระทั่งสายตาแสดงความไม่พอใจไว้เสียสิ้น ยามนั้นเมื่อเยาว์วัย พระองค์และโอรสสวรรค์เบื้องหน้ายังมิทราบความว่าด้วยเหตุใดจักรพรรดิเซี่ยหลิวตี้จึงทรงนิยมเสียงกู่ฉินยิ่งนักแต่ฟังแล้วกลับเข้าสู่นิทราเสีย มายามนี้เมื่อชีวิตผันแปรจึงคล้ายจะรำลึกและเข้าถึงอยู่บ้าง 



               กู่ฉิน ใจคนฟังสงบ หากใจคนบรรเลงต้องสงบยิ่งกว่า เครื่องดนตรีและท่วงทำนองสะท้อนจิตใจผู้ฟัง คนเล่นเป็นเช่นไร ดนตรีเป็นเช่นนั้น 'ความสงบ' ที่องค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับปราถนา หากใช่เพียงความสงบเงียบงันไร้ผู้คน แต่เป็นความสงบที่จิตใจอันเหนื่อยล้าของผู้ปกครองต้องการผ่อนคลาย เป็นโอรสสวรรค์นั้นมิง่าย ยามนอนก็คล้ายมิอาจหลับตาได้สนิท รอบกายไร้ผู้คนจริงใจ ได้ฟังเพลงพิณที่ไม่วาดหวังสิ่งใดไปมากกว่าต้องการเล่นดนตรีให้ได้สดับฟังยังคงทรงค่ายิ่ง ได้ฟังแล้วหลับตาผ่อนคลายสู่นิทราที่ไร้กังวล นี่คงเป็นสุดยอดปราถนาของพระองค์แล้ว   



            "ดำริจะฟังเพลงใด" พระปิตุลาทรงเอ่ยถาม ดวงตาดำขลับจ้องมองวรองค์สูงที่นั่งอยู่ตรงข้าม อยากฟังเสียงกู่ฉินในยามนี้..คาดว่าทรงเหนื่อยล้าบางประการอยู่กระมัง แม้ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงอยากลองกระทำเช่นบิดาบ้าง แต่หวางเซี่ยซินก็มิเอ่ยถาม การรื้อฟื้นความหลังระหว่างตัวมันกับจักรพรรดิเบื้องหน้า ไยมิใช่กำมีดกรีดเนื้อเถือหนังตนเอง



           "เมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียง" โอรสสวรรค์จิบสุคนธารสพลางดำริ วางจอกชาลงข้างกายเพื่อรอสดับฟัง



           "รับด้วยเกล้า" กล่าว..แล้วปลายนิ้วเรียวก็สะบัดบรรเลง



             หวางเซี่ยเสียนขมวดคิ้ว พระองค์มิเคยชื่นชอบให้พระปิตุลาเบื้องหน้าเอ่ยถ้อยคำเป็นพิธีการใดกับตนยิ่งนัก ยามอยู่ในท้องพระโรงหรือแม้กระทั่งตำหนักในก็ฟังผู้คนกล่าวจนเบื่อหน่าย ยินเสียงเอ่ยปากสรรเสริญหากไร้ความจริงใจมาทั้งวันจึงคิดหยุดพักเสียบ้าง ทว่าคนผู้นี้ก็ราวกับมิทราบถึงพระดำริ จึงทำมากพิธีการราวกับว่าหากพบหน้ากันหากไม่ขัดพระประสงค์จนถูกกระทบกระเทียบเปรียบเปรยแล้วจะนอนไม่หลับ



             เพียงคิดจะกล่าว หากเมื่อได้มองภาพเบื้องหน้าจึงเงียบเสีย บัณฑิตหวางแห่งเทียนฉง เกาหยางอ๋อง พระปิตุลา คนผู้นี้ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงเรียงนามเรียกขานเช่นไรก็ยังคงเป็นหวางเซี่ยซินผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง แม้มีชีวิตอยู่ในตำหนักอันเงียบเหงาราวไร้เงาผู้คน สวมใส่อาภรณ์เรียบง่ายกลับยังงดงามเฉิดฉันท์ เนื้อแท้ของสายเลือดราชวงศ์ในกายสะท้อนออกมาผ่านใบหน้างามอันสงบนิ่งลึกล้ำ ดวงตาดำขลับที่ยังคงทอประกายเจิดจ้าหรุบต่ำจับจ้องยังสายกู่ฉิน ปลายนิ้วเรียวงามวางทาบลงบนสายพิณ มือซ้ายสัมผัสสายกู่ฉิน มือขวาดีดเบาๆ เพียงสดับสำเนียงแรกของบทเพลงก็ราวกับสะท้อนก้องอยู่ในหทัย



               หมอกยามสายแผ่อวลไอเหนือลำน้ำกว้าง ท่อนแรกคือสำเนียงเริงรื่นของน้ำค้างหยาดหยดพริ้วไหว สรรพชีวิตคล้ายยังมิลืมตาตื่น สายหมอกยังคงอวลไอ แม้แสงอาทิตย์สาดลงมาแล้ว แต่เมฆหมอกมิได้จางหาย กลับยิ่งแผ่ปกคลุม สร้างภาพลวงลม



            หวางเซี่ยซินบรรเลงกู่ฉินโดยห้วงคำนึงแล่นไปหาลำน้ำอันเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งนั้น บทเพลงนี้คล้ายรื่นเริงทว่าความจริงแล้วกลับแฝงความเงียบเหงา เมฆหมอกนั้นคล้ายคำลวงล่อมิให้ประสบพบความจริง ตัวมันกรีดปลายนิ้วบรรเลง หัวใจจึงค่อยซึมซับถึงเนื้อหาและทราบถึงความนัยที่สื่อถึงโอรสสวรรค์เบื้องหน้าขึ้นมา



         หมอกลวงตา คล้ายชีวิตจมจ่อในคำลวง จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่บนบัลลังค์มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย ทว่าชั่วชีวิตนี้..ลางทีพระองค์คงมิอาจพานพบความจริงใจจากผู้ใด  ในความปล่าวเปลี่ยว อ้างว้างฤทัย ฝ่าบาทคงปราถนาเพียงอยากพบเจอคนผู้หนึ่งที่สามารถวางหทัยอันเหนื่อยล้าไว้ให้รักษา ทว่าใครเล่าจะบังอาจรับไว้ ดวงใจอันสูงค่าเพียงนั้น ดวงใจของผู้สูงศักดิ์เพียงหนึ่งเดียวของแผ่นดิน ไม่อาจคว้า ไม่กล้าเอื้อมถึง 



              เมฆหมอกในนามของอำนาจเป็นกำแพงขวางกัน ดั่งหมอกหนาปกคลุมเหนือลำน้ำเซียวเซียง แม้แสงตะวันก็มิอาจหยั่ง



              ใจดวงนั้นมีความทุกข์ปกคลุมถึงเพียงนี้..




              ยามปลายนิ้วแตะต้องสายพิณ คล้ายสัมผัสได้ถึงดวงใจของคนผู้หนึ่ง ใช่เพียงหัวใจของโอรสสวรรค์กระทั่งหัวอกของมันก็สั่นไหว รับรู้ถึงความหน่วงหนักอ้างว้างขององค์เหนือหัว ทราบว่าพระองค์เสด็จมาวันนี้หาได้ต้องการดำเนินมาหาเรื่องเสียแล้ว หวางเซี่ยซินหลับตาลงช้าๆ นำพาเสียงเพลงกังวานแผ่วหากหน่วงหนัก สะท้อนเข้าสู่ห้วงคำนึง ผู้บรรเลงสะบัดปลายนิ้วละเลงเล่น นำพาบทเพลงแผ่วเบาคล้ายจางหายเมื่อพระพายผ่านพัด ร่างโปรงก้มตัวเหนือกู่ฉินงามราวรูปสลัก พักตร์ทอแสงจันทร์งามละมุน เส้นผมดกดำราวกลืนไปกับความมืดมิดอันรายล้อม  หยาดเหงื่อหลั่งรินด้วยสายลมมิโชยชาย กระทั่งหรีดหริ่งเรไรก็ราวหยุดส่งสำเนียงเพื่อสดับฟัง



               ท่ามกลางบทเพลงบรรเลงแผ่วเบา ดวงตาของโอรสสวรรค์สั่นไหว หวางเซี่ยซินบรรเลงกู่ฉินได้ไพเราะจับใจ ความหลังอันชวนยอกแสยงในดวงหทัยราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากแผ่ออกเบื้องหน้าก็มิปาน 



              จากที่เคยกังขานักว่าเหตุใดพระบิดาผู้ล่วงลับนิยมเสียงกู่ฉินของคนผู้นี้ ครานี้พระองค์กระจ่างแจ้งแล้ว




 ตึง..





             สายพิณสั่นไหว ปลายนิ้วสะบัดเเล่นให้สรรพสำเนียงดังกังวาน ท่อนสุดท้ายบรรเลงจบลงเหลือเพียงความเงียบไร้สรรพสำเนียง เนิ่นนาน..เปลือกตาบางจึงเปิดออกช้าๆ เนตรดำขลับสะท้อนดวงตาคมปลาบเข้มจัด ครู่หนึ่งที่ดวงตาสองคู่สะท้อนระลอกริ้วแห่งอารมณ์แจ่มชัด 



              เส้นผมสีดำสนิทแนบติดผิวแก้มถูกเกลี่ยออกด้วยปลายนิ้วของโอรสสวรรค์ สัมผัสของบุรุษผู้เอ่ยปากว่าแสนชังนั้นกลับเเผ่วเบาราวกับกลัวจะแตกสลาย หวางเซี่ยซินปิดดวงตาลงอีกคราราวกับมิบังอาจเชื่อว่าสิ่งที่ตนประสบคือความจริง ดวงใจทั้งสองหน่วงหนักฝาดขม ต่างทราบดีถึงเมฆหมอกที่ตนเผชิญรอบกาย ทั้งข้าและเจ้า..มิต่างจากลำน้ำเซียวเซียงในบทเพลงนี้ แต่น่าขันที่เพียงเหมือนคล้าย กลับมิเคยเข้าใจกัน ด้วยเราสองต่างถูกขวางกั้นด้วยกำแพงหนาเสียยิ่งกว่าม่านหมอกนัก 



             หวางเซี่ยเสียนจ้องมองพระปิตุลาเบื้องหน้า ภาพสะท้อนบนดวงเนตรของพระองค์คือความสง่างามเฉิดฉันท์ สงบนิ่งดั่งเทพเซียนบนสวรรค์ผู้ไร้รอยคาวราคี สะอาดงดงามไม่แปดเปื้อน  ดั่งบทเพลงที่แทรกความลึกซึ้งของท่วงทำนองอย่างตรงไปตรงมา บุรุษเบื้องหน้าดูอย่างไรก็มีลักษณะของนักปราชญ์ผู้ปรีชาอย่างแท้จริง 



               ผู้คนเคยคาดหวัง ดังเช่นตัวมันที่คาดหวังจากคนผู้นี้ เสด็จอาผู้ปรีชาเก่งกาจ เสด็จอาผู้เลิศล้ำแตกฉานด้านคัมภีร์อ่านเขียน ยามพระบิดาล้มป่วยใกล้สิ้นพระชนม์ หวางเซี่ยเสียนรัชทายาทผู้แบกรับภาระเต็มสองบ่านั้นหันหน้าเข้าหาเสด็จอาของตนด้วยความจริงใจยิ่ง มันวาดหวังให้คนผู้นี้คอยช่วยเหลือตนปกครองแผ่นดิน มันสดับรับฟังคำแนะนำและรับเอาความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ ซ้ำหวางเซี่ยซินยังให้ความร่วมมืออย่างยิ่ง แข็งขันช่วยเหลือมันรับมือกับความเปลี่ยนแปลงยามสิ้นรัชกาลอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย 



              ตัวท่านเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงทรยศเรา



              พระหัตถ์ไหวระริกยามห้วงคำนึงระลึกถึงความรักและชัง ครู่หนึ่งความโกรธขึ้งและผิดหวังยิ่งนักทำให้มันปราถนาจะย่ำยีทำร้ายอีกฝ่าย ซ้ำเปลือกตายังคงปิดลงใบหน้าอันสงบนิ่งราวกับยินยอมให้ทรงประทานความตายและโทษทัณฑ์ตามพระประสงค์ หากแต่ปลายนิ้วที่แตะต้องกลับสัมผัสถึงไออุ่นจางๆใต้ผิวเนียนราวกระเบื้องเคลือบยังผลให้มิอาจกระทำ ยังคงมิอาจตัดใจลงมือคร่าชีวิตคนผู้นี้ได้



                เนตรคมปลาบราวกับปลายเทียนสั่นยามต้องลม ระลอกริ้วแห่งอารมณ์ฉายชัด ทราบดีว่าการรำลึกถึงความหลังนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามระหว่างพระองค์และคนผู้นี้ แต่ยิ่งไม่เอ่ยคำ  ในใจกลับยิ่งหวนคิด คะนึงหา ความผูกพันธ์นานปีนับทั้งชีวิต ไหนเลยสามารถตัดขาดได้เพียงไม่กี่วัน ซ้ำแม้ยิ่งใหญ่เพียงไร สิ่งเดียวที่ทรงปราถนาจากจะได้ยินจากคนผู้นี้กลับมิเคยได้ยินยล



            หวางเซี่ยเสียนเพียงต้องการจะทราบ มันมีเพียงคำถามเดียวที่ต้องการได้ยินคำตอบจากคนผู้นี้ คำตอบที่บัดนี้เวลาล่วงผ่านนานปีมันยังมิกระจ่างชัด



            เพราะเหตุใด



            ไยท่านจึงจับดาบเข้าต่อสู้ประหัตประหาร ไยท่านจึงหวังช่วงชิงบัลลังก์ ท่านปราถนาลาภยศและตำแหน่งราชันย์จริงหรือ ท่านลืมเลือนคำมั่นที่สาบานจะจงรักและภักดีไปแล้วรึ ท่านมิคำนึงถึงคำสัญญา'จะช่วยกันปกครองแผ่นดิน' คำนั้นเลยหรือไร



           ในสายตาท่าน ในความคิดท่าน เรามิคู่ควรกับบัลลังก์นี้ เราเป็นจักรพรรดิที่ย่ำแย่ มิอาจเทียบเคียงเสด็จพ่อที่ท่านบูชาทุกเช้าค่ำใช่หรือไม่?




           เพราะเหตุใด เพราะเหตุใด หวางเซี่ยซิน



           ผู้คนมีทั่วหล้า เหตุใดคนที่ทรยศหักหลัง จึงเป็นท่าน..เสด็จอา




              ในห้วงคำนึงแห่งความรวดร้าว ใบหน้าที่หลับดวงตาพริ้มนั้นยังสงบนิ่งมิทราบถึงความปั่นปวนของโอรสสวรรค์ แพขนตาดกดำทาบผิวแก้มขาวยังนิ่งปิดสนิทไร้รอยเคลื่อนไหว นิ่งงันยิ่งนัก สงบยิ่งนัก หวางเซี่ยเสียนจ้องมองดวงหน้าราวเทพบรรจงปั้นด้วยความสับสน เสด็จอา..พระปิตุลาเบื้องหน้ายังคงเป็นยอดฝีมือในการสร้างรอยร้าวในหทัยอยู่เสมอ ความเงียบและท่าทีราวกับยอมรับในชะตากรรมทั้งปวงชวนให้ทรงขุ่นเคืองและนึกเวทนาสงสารไปในคราเดียวกัน ครู่หนึ่งปราถนาจะลงมือรุนแรงระบายความกรุ่นเคืองในหัวอก แต่ไยหวางเซี่ยเสียนจะมิทราบว่าสิ่งที่พระองค์ได้กระทำไปแสนเลวร้าย ขณะเดียวกันจึงปราถนาจะกอดประคองเอาไว้ กระซิบขออภัยและวานให้พระปิตุลาทรงตอบคำ 



               สำนึกไหลราวกับลำน้ำเชี่ยวกราก อารมณ์อ่อนไหวจากบทเพลงลึกซึ้งกินใจและความหลังอันชวนคะนึงหาทำให้หวางเซี่ยเสียนเผยสีหน้าสับสนสุดระงับ กระวนกระวายอยู่อึดใจแล้วจึงเพียรข่มมันลงด้วยทิฐิ โอรสสวรรค์ละปลายนิ้วออกจากผิวแก้มเนียนขาว ทรงปั้นหน้าเคร่งขรึมตระเตรียมกระทำตนเฉยชาไม่สะทกสะท้าน แต่ความอ่อนหวานสายหนึ่งก็วาบผ่านหทัย ยังมิทันแพขนตาดกหนาจะขยับไหว องค์จักรพรรดิจึงเอนกาย ประทับริมฝีปากสัมผัสเรียวปากบางนั้นอย่างรวดเร็ว



              เงาร่างของผู้ทรงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินแนบชิดวรองค์โปร่งบาง หวางเซี่ยซินมิได้ลืมตาขึ้นมาแต่น้อย และมันก็บอกตนเองว่านี่คือความฝัน สัมผัสแผ่วเบาราวกับผีเสื้อโฉบทับ อ่อนหวานยิ่ง อ่อนโยนยิ่งนัก หากก็แฝงความเจ็บร้าวที่หอมหวานยิ่งกว่าสิ่งใดเคลือบทับอยู่ ราวเป็นเพียงอาการหลงละเมอชนิดหนึ่งหาใช่ความจริงไม่ ยามนี้ความอุ่นหวานและอ้อมพาหากระชับแนบกาย เป็นเพียงภาพลวงของบทเพลงแห่งกู่ฉินหลอกหลอนดวงใจเท่านั้น



              เวลาล่วงผ่าน เนิ่นนานหากเพียงราวอึดใจ จุมพิตแผ่วเบาแฝงความลึกซึ้งแทรกผ่านดวงใจอันแหลกร้าว แม้เพียงแผ่วเบา แต่ลึกซึ้งและตราตรึงยิ่งนัก




..........................



              ยามดึกล่วงเลยมาแล้ว อากาศร้อนรุ่มจึงค่อยๆแปรเป็นเย็นเยือก อยู่ด้านนอกต่อก็มิควรจึงพากันเสด็จเข้ามาในตำหนัก วรองค์โปร่งสวมอาภรณ์เรียบง่ายดำเนินเคียงคู่ร่างสูงใหญ่อาภรณ์สีดำสนิทลายมังกรเหินหาวเปี่ยมด้วยราศี เบื้องหลังผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินทั้งสองปรากฏร่างพ่อบ้านของตำหนักเช่นซุนจื่อ สองมือหยาบนั้นประคองกู่ฉินพันด้วยผ้าไหมผืนงามรักษาอย่างทะนุถนอมยิ่ง ซุนถิงถิงและเสิ่นอวี้เอ๋อร์ยืนรอบริเวณหน้าตำหนัก พวกนางถือโคมไว้ เมื่อเสด็จดำเนินผ่านเข้าไปยังโถงด้านในก็ทำความเคารพเรียบร้อยอย่างหมดจด



             สองนางกำนัลสบตากันเงียบๆ มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย ดูจากท่าทีของนายตน วันนี้แม้โอรสสวรรค์จะเสด็จมาอย่างกะทันหันไปบ้าง แต่พระปิตุลาก็ทรงพระเกษมสำราญดี พวกนางรอท่าอยู่ในครัวด้านหลัง ยังได้ยินเสียงกู่ฉินบรรเลงเพราะพริ้งเสนาะหู แท้จริงองค์จักรพรรดิก็มีทั้งพระเดชและพระคุณเช่นที่ร่ำลือ หาได้เอาแต่กระทำการโหดร้ายแก่นายของพวกตนไม่



            วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอีกคราเมื่อทั้งสองพระองค์ทรุดกายลงนั่ง เสิ่นอวี้เอ๋อร์มองเห็นหยาดเหงื่อซึมชื้นหลั่งลงข้างขมับนายตนจึงหันไปช่วยพัดวีหวังคลายร้อนให้อย่างรวดเร็ว 



            "ทรงเหนื่อย?" องค์จักรพรรดิก็มองเห็นเช่นกัน ทั้งน้ำเสียงที่กล่าวนั้นนุ่มนวลลงมาก



            "ข้าน้อยไม่ได้เตรียมตัวมาบรรเลงกู่ฉิน ย่อมเหนื่อยอยู่บ้าง" 



            "อากาศร้อนแล้ว เสด็จอามิควรปล่อยผมรุ่ยร่าย เกรงจะชวนร้อนรำคาญหนักกว่าเดิม" ทรงกล่าวราวกับไม่ยินดียินร้ายที่อีกฝ่ายกล่าวเรื่องกู่ฉิน หากไพล่ไปสนใจสิ่งอื่น แม้ภาพปลายผมรุ่ยร่างประข้างแก้มขาวจะงามนัก แต่หวางเซี่ยเสียนก็ไม่อยากให้ทรงปล่อยมันระเกะระกะ



            ..ความรู้สึกยามใช้ปลายนิ้วสัมผัส มีเพียงพระองค์ที่ทราบก็เพียงพอ 



             "ทราบแล้วพะยะค่ะ" หวางเซี่ยซินคอมศีรษะ รับเอามาเป็นคำสั่งแต่โดยดี



             "บอกกี่คราว่าอย่ามากพิธี ท่านมิเคยจำ" โอรสสวรรค์มีสีหน้าหน่ายใจครู่หนึ่งก่อนทรงประทับยืนอีกครั้ง มือโบกไล่ให้นางกำนัลทั้งคู่ผละห่างและตระเตรียมเสด็จออกจากห้อง "กู่ฉินอันนั้นฝากไว้ที่นี่ แล้วเราจะมาฟัง" 



             "รับด้วยเกล้า" หวางเซี่ยซินตอบรับเบาๆ หากดวงตามีแววฉงนฉงาย ตำหนักนี้หาได้ขาดแคลนของพระราชทาน ทว่าเป็นสิ่งที่ทรงมอบให้มิประสงค์จะเอาคืน พระปิตุลาเพิ่งเคยสดับฟังว่าโอรสสวรรค์จะ'ฝาก'ข้าวของให้ตนรักษา



              "เสด็จอามีข้อสงสัยอันใด?" โอรสสวรรค์เลิกขนงเข้มเนิบช้า ดวงตาที่จ้องมองมายังร่างโปร่ง ทั้งกระแสเสียงนั้นฟังคล้ายกำลังหยอกเย้าอยู่บ้าง 



              "ไม่มีพะยะค่ะ" หวางเซี่ยซินทำเป็นว่ามันหูฝาดเสีย ซ้ำค้อมศีรษะไม่ยอมเงย ถูกเจ้าแผ่นดินหยอกเย้าเช่นนี้ก็มิทราบจะทำหน้าเช่นไร



              "เราจะกลับแล้ว เสด็จอารักษาตัวด้วย" เนตรคมเจือขบขัน จ้องมองพระปิตุลาผู้ค่อยๆรวบรวมความกล้าขึ้นมาสบตา



              "น้อมส่งเสด็จ"




              "เหตุใดเป็นปลาลี่อวี่" ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องโถง โอรสสวรรค์ก็กลัวราวกับว่าอีกฝ่ายจะสำราญเกินไป จึงทรงกล่าวถามถึงลวดลายบนถุงหอมนั้นอีกครั้ง ทรงพระดำเนินเร็วรี่และคว้ามันไว้เป็นเหตุให้หวางเซี่ยซินจำต้องขยับตัว สืบเท้าเข้าใกล้ให้ทรงทอดพระเนตรชัด ทรงได้แต่ครุ่นคิด..วันนี้โอรสสวรรค์เสวยสิ่งใดผิดปกติมาหรือไม่




              "...คงเพราะหางปลาที่โบกสะบัดกระมัง ฝ่าบาท หมายถึงหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป" คำกล่าวของพระปิตุลาทำให้หวางเซี่ยเสียนชะงักไปอีกครั้ง ทรงทอดมองหางปลาลี่อวี่ที่ถูกปักให้แผ่ออกอย่างงดงามในมือของตน ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเงยขึ้นสบมองเนตรสีนิลที่วาววามท่ามกลางแสงจันทร์ที่ทอลอดเข้ามา ราวกับอุปมาไปเองว่าครู่หนึ่งมองเห็นแววอาดูรพร่างพราย



             โอรสสวรรค์คล้ายถูกเสี้ยวหนึ่งในแววตานั้นมอมเมาจนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง หวางเซี่ยเสียนมิเอ่ยคำใดนอกจากปล่อยถุงหอมนั้นออกจากอุ้งหัตถ์ ตั้งใจจะทรงพระดำเนินออกไปแล้วกลับต้องชะงัก ทรงเอื้อมมือไปหยิบตำราหนังสือที่ไว้ในมือ เพียงมองเห็นชื่อความรู้สึกบางอย่างในหัวอกค่อยจางลง และจ้องมองพระปิตุลาเบื้องหน้าซึ่งยังมีท่าทีสงบนิ่งด้วยดวงตาวาววับ



           "ท่านกำลังสั่งสอนเราหรือ"



           "กระหม่อมมิบังอาจ"



           "แล้วนี่คือสิ่งใด?" หนังสือเล่มนั้นถูกยื่นมาเบื้องหน้า สีหน้าของโอรสสวรรค์มิอาจบ่งบอกได้ว่าดำริเช่นใด



           "เป็นเพียงกวีบทหนึ่ง ฝ่าบาท" หวางเซี่ยซินมองตำราเล่มนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงหรือทำตัวมีพิรุธใดๆแม้แต่น้อย ทรงกระทำราวกับเพียงหยิบมาอ่านจริงๆ "วันนี้เป็นวันเทศกาลตวนอู่ กระหม่อมจึงอยากอ่านกวีของซวีหยวนเท่านั้น"



            "กวีหลีเซาของซวีหยวน ประเสิรฐนัก" เนตรคมวาววับจรัสจ้าขึ้นครู่หนึ่งยามทอดมองยังบุรุษเบื้องหน้า ผู้ที่ยังคงจ้องมองพระองค์ด้วยแววตาสงบนิ่ง ดวงตาที่พระองค์มิอาจหยั่งถึงความนัย "บัณฑิตหวาง ทุกสิ่งล้วนมิอาจหลุดรอดจากสายตาของเจ้าโดยแท้จริง"



            "ฝ่าบาทก็เช่นกัน"



           "ใช่ เวลาล่วงผ่านไป ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น"




            โอรสสวรรค์ทิ้งถ้อยคำพร้อมรอยยิ้มแปลกตา พระองค์ไม่แสดงแม้อาการเคืองขุ่น หากมุุมปากหยักยิ้มคล้ายถูกใจ ซ้ำหยิบเอากวีหลีเซาเล่มนั้นออกจากมือผู้เป็นเจ้าของและนำติดไปด้วย ดำเนินออกไปอย่างรวดเร็วมิต่างกับยามเสด็จมา โคมไฟสีแดงอันเป็นสัญลักษ์ของพระองค์ค่อยเคลื่อนห่างจากแนวไผ่ ไม่นานก็เหลือเพียงจุดเล็กๆ 



            หวางเซี่ยซินยืนอยู่ผู้เดียวกลางห้องโถง ครู่หนึ่งมันคล้ายงวยงงว่าเหตุใดจึงมิถูกพิโรธยามตนบังอาจสอดขาเข้าไปยุ่งเรื่องการเมือง พลันก็ทอดถอนใจด้วยเรื่องราวเปลี่ยนแปรผันได้มากมายนัก ยังทรงมองเห็นแสงวาววามของกระทงน้อยที่ได้เขียนนามตนเอาไว้ลอยอยู่ในสระ ยังคล้ายจะมองเห็นรอยแย้มสรวลเจือจางจากใบหน้าบึ้งตึงเป็นนิจนั้น ยังเหมือนได้บรรเลงกู่ฉินเสนาะหู และ..ยังจำได้ถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ริมฝีปาก แตกต่างกับพระอารมณ์ร้ายๆที่ยามเสด็จมาปึงปังราวกับพายุอย่างยิ่ง



             พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นสาวพระบาทกลับไปยังห้องอักษรด้วยความไม่เข้าใจนัก วันนี้ดีอย่างไร เลวร้ายอย่างไร ราวกับมิอาจเรียบเรียงได้แน่ชัด พระอารมณ์ของโอรสสวรรค์ยากจะคาดเดา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทรงคาดว่าต่างก็ดำริคล้ายกัน นั่นคือกวีหลีเซาเล่มนั้น และหากฝ่าบาทคิดเช่นเดียวกัน สกุลเฉียนก็ยังจะปลอดภัย..



              โครม!




            "เจ้าทำสิ่งใดอยู่ ซุนถิงถิง?"




             "ฝะ..ฝ่าบาท..." นางกำนัลน้อยเอ่ยด้วยความตกใจ เมื่อประตูห้องอักษรเปิดออกอย่างกะทันหัน ซุนถิงถิงผู้ล้มลงท่ามกลางกองมวนไม้ไผ่มากมายเอ่ยคำออกมาอย่างตะกุกตะกัก และมีท่าทีอับอายยิ่งกับความผิดพลาดของตน นางได้รับคำสั่งให้นำกู่ฉินมาเก็บไว้ เมื่อวางเรียบร้อยแล้วจึงคิดเก็บของในห้องนี้ให้เรียบร้อยขึ้น ไม่นึกเลยว่าจะพลาดพลั้งทำม้วนหนังสือหล่นมาเสียได้



             นางกำนัลน้อยนึกไปว่านี่เป็นเพียงความผิดพลาดแม้น่าขายหน้าก็มิใหญ่โตนัก ฝ่าบาทของนางใจดียิ่ง คงไม่ถูกพิโรธอันใด ทว่าสิ่งที่ทำให้นางตัวแข็งทื่อคือสายพระเนตรของพระองค์ที่ทอดมองมายังตน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองสิ่งที่ตกอยู่บนตักนาง กล่องใส่ของบรรจุหนังสือ หากภายในนั้นกลับมาม้วนผ้าสีทองที่ถูกห่อไว้ในม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่ ซึ่งมองดูจากลักษณะแล้ว มันคล้าย.....







ราชโองการ..?





             .............................




*ต้วนเหวิน หรือการแตกลายงา เป็นสิ่งที่แสดงอายุเก่าแก่ของกู่ฉิน ต้วนเหวินเป็นสัญลักษณ์ของกู่ฉินที่เป็นของเก่า ทำให้มันมีคุณค่ามาก




         ในส่วนของตอนนี้  หลายคนอาจจะงงว่าองค์จักรพรรดิกำลังมีเรื่องอะไรกันแน่ คำตอบคือเรื่องของสกุลเฉียนนั่นเองเจ้าค่ะ ถือเป็นเรื่องราวต่อจากตอนก่อน กับการงัดข้อของพระองค์และไทหวงไทเฮาที่มีสกุลเฉียนรวมไปด้วย ฝ่าบาทกำลังตัดสินใจว่าควรทำยังไงกับสกุลเฉียนต่อจึงได้เสด็จมา..กึ่งๆหาที่พักพิใจ ทั้งอยากรู้ถึงปฏิกริยาของพระปิตุลาด้วยส่วนนึง  และคำตอบของเสด็จอาคือกวีหลีเซาที่ได้สั่งให้พ่อบ้านซุนนำมาให้นั่นเองเจ้าค่ะ เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าในตำหนักนี้จะถูกสอดส่องกันตลอด ดังนั้นเรื่องอย่างพระอัยยิกาทรงนำถุงหอมมาให้จึงต้องทรงล่วงรู้แน่ๆอยู่แล้ว พระปิตุลาจึงให้นำเอากวีของซวีหยวนมารอท่า โดยมีจุดประสงค์จะเตือนเรื่องราชครูเฉียน ว่าอย่าไปฟังขุนนางประสบสอพลอให้มาก เดี๋ยวอาจจะเป็นอย่างอ๋องรัฐฉู่ ที่เชื่อฟังขุนนางกังฉิน ขับไล่ขุนนางตงฉินอย่างซวีหยวนไปจนรัฐฉู่ต้องล่มสลายนั่นเอง ฝ่าบาทก็รู้เจ้าค่ะ ถือว่าได้รับคำตอบแล้ว และเป็นคำตอบที่ทรงพอพระทัยพอสมควร จึงไม่ได้ว่ากล่าวอะไรกับการก้าวก่าย แต่ก็ยังมีแอบเหน็บอยู่ดีเพราะสกุลเฉียนเป็นสกุลของอดีตคู่หมั้นพระปิตุลา เสด็จอาของเราจึงได้งง..วันนี้ฝ่าบาทลมเพลมพัดยิ่ง(ฮ่าาา) 



           ที่จริงในตอนนี้หลักๆอยากเขียนถึงความผูกพันธ์ของทั้งสองพระองค์ค่ะ และช่วยเรียกคะแนนให้ฝ่าบาทบ้าง(ฮ่าาา) เนื่องจากตอนก่อนๆคะแนนตกเสียไม่มี มีแต่คนกล่าวว่าท่านใจร้ายกันใหญ่(ก็ร้ายจริงๆนะ ฮ่าา) แต่หากมองในมุมขององค์จักรพรรดิที่ถูกทรยศ เรียกได้ว่าเจ็บปวดมิแพ้พระปิตุลาที่ถูกทำร้ายกักขังเลย และตอนนี้ยังอยากกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสอง ซึ่งดูจะเป็นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ที่จริงหากพระปิตุลาไม่ทำสิ่งที่ห้าม ฝ่าบาทก็จะไม่ใจร้ายและโมโหอย่างตอนแรก และในขณะะเดียวกัน หากฝ่าบาทมีปัญหาคิดไม่ตก เมื่อพระปิตุลาเสนอความคิดยังทรงฟังบ้าง ด้วยฉายาบัณฑิตหวางอัจฉริยะนี้ไม่ได้มาเปล่าๆ ถึงแม้จะเป็นกบฏ แต่เป็นกบฏผู้ปราชญ์เปรื่อง เรียกว่าแบ่งแยกกันเป็นกรณีๆไปเจ้าค่ะ  องค์จักรพรรดิไม่ได้คิดว่า เจ้าทรยศข้า ไม่ว่ากล่าวสิ่งใดมาข้าล้วนไม่ฟัง แต่ตรงกันข้าม พระองค์ทรงเงี่ยหูฟังแต่พระปิตุลาไม่ยอมกล่าวต่างหาก..



ส่วนของที่ถิงถิงของเราบังเอิญเจอคืออะไร...รอลุ้นกันตอนหน้าเจ้าค่ะ 



ปล. เชิญฟังกู่ฉินเพลงที่พระปิตุลาดีดเจ้าค่ะ เฆฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียง 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #133 PollyisCurious (@madmeen0510) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 16:47
    มีข้อสงสัยนิดนึงค่ะ
    เราค่อนข้างตงิดใจตรงสรรพนามที่ใช้นิดหน่อยค่ะ
    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้ระบบอะไรเช็คคำผิดหรือเปล่า555 แต่เห็นใช้คำว่า มัน แทนการเรียกคนเยอะเลย ซึ่งจริงๆน่าจะเป็นคำว่า เขา มากกว่า
    ยังไงแล้ว รบกวนคุณนักเขียนช่วยตรวจสอบตรงนี้ด้วยนะคะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 มกราคม 2560 / 15:19
    #133
    2
    • #133-1 มินมิน (จากตอนที่ 6)
      19 มกราคม 2560 / 23:54
      นิยายจีนโบราณใช้มันแทนเขา มานานแล้วค่ะ พวกนิยายกำลังภายในชื่อดัง ที่ทำเป็นหนังทั้งหลายก็ใช้มันค่ะ

      ดังนั้นใช้มันได้ค่ะ ไม่แปลก
      #133-1
    • #133-2 PollyisCurious (@madmeen0510) (จากตอนที่ 6)
      30 มกราคม 2560 / 16:37
      ขอบคุณ 133-1 มากนะคะที่มาไขข้อสงสัยให้เรา 555
      จริงๆเราชอบอ่านนิยายแนวนี้ค่ะ แต่เพิ่งเริ่มอ่านได้ไม่นาน ทำให้ความรู้ในเรื่องตรงนี้น้อยมาก
      ตอนอ่านเลยรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่นึกว่าเป็นคำที่ใช้มานานแล้ว
      ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ >///<
      #133-2
  2. #111 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 11:29
    ความพระปิตุลาไม่ได้อยากก่อกบฎใช่มั้ยเจ้าคะ
    #111
    0
  3. #90 karmdodcom (@karmdodcom) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 00:40
    คือสงสัยว่า ราชโองการของใคร
    เกี่ยวกับสาเหตุการกบฏรึเปล่า? ถ้าไม่เกี่ยว แล้วเกี่ยวกับอะไร?
    ...คือคิดว่า อัจฉริยะในรอบร้อยปี (จำไม่ผิดใช่มั้ย?) จะวางแผนให้รอบคอบรัดกุมมากกว่านี้ไม่ไหวหรอ?.
    #90
    0
  4. #89 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2559 / 08:00
    ทำไมถึง ทรยศ ต้องมีเบื้องหลังสินะ
    #89
    0
  5. #88 ป้าน้ำแดงถุง (@poly59) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2559 / 02:45
    งึกกก ฝ่าบาทของหม่อมชั้น ;/////; แต่เราก็ยัง #ทีมพระปิตุลา อยู่ดีเพคะ เสด็จอาน่ารักมากกกกกาากากสหสกสสด อยากจะได้มาแอบอิงเหลือเกิน #โดนสั่งขังคุกเย็น
    #88
    0
  6. #87 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2559 / 00:14
    อั่ยย มีมุมหวานๆเบาๆหน่วงๆ ลุ้นๆๆๆ
    #87
    0