一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,791 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    6,791

ตอนที่ 7 : ปักษาทั่วทิศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 537
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 ก.ย. 59








ปักษาทั่วทิศ






         ยามค่ำคืนต้นเดือนห้า แม้กลางวันร้อนนักหากตกดึกก็ยังถือว่าหนาวเหน็บ หรือแท้จริงมันอาจจะยังร้อนทว่าใจนางกลับหนาวยะเยือกก็เป็นได้ ซุนถิงถิงไม่อาจแน่ใจเรื่องราวเหล่านี้ นางได้แต่คุกเข่าตัวสั่นระริก ไม่กล้าแม้กระทั่งเอ่ยปากขออภัยจากผู้เป็นนายด้วยเพียงมองเห็นสีหน้าของพระปิตุลาก็ทราบว่าตนได้กระทำความผิดอันหนักหนาไปเสียแล้ว         




          พระปิตุลาหวางเซี่ยซินจ้องมองข้ารับใช้คนใหม่ของตำหนักด้วยแววตาเย็นยะเยียบ รอยยิ้มอุ่นที่ประดับใบหน้าปลาสไปสิ้นเพียงมองเห็นสิ่งที่ถูกค้นพบ ม้วนผ้าสีทองอย่างดีห่อพันไว้ในแถบตำราทั้งยังใส่กล่องเก็บไว้อีกชั้นบ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของต้องการเก็บให้พ้นจากสายตาของผู้อื่นเพียงใด ทรงทราบดีว่า'ความลับ'บางอย่างที่เกาะกุมเอาไว้มีผู้ต้องการค้นหาและใช้ประโยชน์จากมันเสมอ ดังนั้นจึงคิดเก็บรักษาไว้ดียิ่ง หลายปีมานี้ยังไม่ถูกค้นพบ แต่มิคาดว่าสุดท้ายนางกำนัลผู้หนึ่งกลับพบเจอ




          ฝ่ามือเรียวขาวแตะลงบนม้วนไม้ไผ่และหยิบเก็บมาอย่างเงียบเชียบ แพขนตาหรุบต่ำปิดบังความนัยและยังคงไร้ถ้อยคำใดกล่าวขาน ความเงียบของหวางเซี่ยซินไม่ได้ปรากฏโทสะหรืออาการกระทืบบาทตวาดอึง ทรงกระทำเพียงจับจ้องไปยังนางกำนัลน้อยผู้นั้นและเก็บเอาม้วนตำราไปด้วย ปล่อยให้เวลาทอดยาว ทั้งยังไม่ได้กดดันหรือกระทำสิ่งใดรุนแรง แต่เพียงไม่กี่อึดใจภายในห้องอักษรตำหนักฉูเชิ่งก็ปรากฏเสียงสะอื้นแผ่ว




           "ร้องไห้ไปไย" หวางเซี่ยซินทรงเก็บม้วนตำราใส่อกเสื้อ คิ้วเรียวดังคันศรเลิกขึ้นเนิบช้าขณะสุรเสียงเนิบช้าเยียบเย็นไม่บ่งความนัย ทรงทราบดีว่าความเงียบนี้นับเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ใบหน้าจึงไม่ปรากฏร่องรอยความรู้สึก




           "หม่อมฉัน..หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ฝ่าบาทโปรดอภัยด้วย" ซุนถิงถิงพยายามระงับอาการสะอื้นแล้วโขกศีรษะขอขมาเจ้าเหนือหัว นางหลับตาลงร่ำไห้โดยไร้เสียง หลั่งน้ำตาออกมารินรดสองแก้ม ชั่วขณะหนึ่งที่ความเงียบดำเนินไปนั้นช่างแสนน่าหวากลัวยิ่งนัก นั่นเป็นคราแรกที่นางตระหนักอย่างแท้จริงว่านางกำลังรับใช้ผู้ใด




            คนผู้นี้คือนายตน พระปิตุลาหวางเซี่ยซินแม้จะทรงสถานะใดหรือได้รับการเล่าขานเยี่ยงไรก็ทรงเป็นนาย เป็นเจ้าชีวิตที่นางต้องรับใช้และถวายความจงรักภักดีและไม่ควรตีตนเสมอ ท่านลุงซุนจื่อเองก็เตือนนางแล้วว่าอย่าได้ถือตนคิดว่าได้รับความเอ็นดูและกระทำสิ่งใดตามใจ นางรับปากแต่มิได้ระลึกโดยแท้จริง จนกลายเป็นเหตุให้ถูกพิโรธเช่นนี้ ทุกสิ่งล้วนเป็นความผิดของนางที่บังอาจยุ่งยามในห้องพระอักษรจนถูกพิโรธ หากจะถูกตัดหัวยังว่าไม่แปลกนัก นางทั้งหวาดกลัวและเสียใจจริงๆ




           "นำฉินมาเก็บแล้วไยทำการนอกสั่ง..." หวางเซี่ยซินจ้องมองภาพเบื้องหน้า ดวงตาไร้รอยไหว ราบเรียบประหนึ่งบึงน้ำไร้ก้น "ที่ผ่านมาเราเอ็นดูเจ้าน้อยไปหรือ ซุนถิงถิง"




          "หามิได้ หามิได้เพคะ เป็นหม่อมฉันผิดเอง" ถิงถิงสะอึกสะอื้นส่ายหน้าปฏิเสธ นางตัวสั่นระริก "หม่อมฉันเพียงแต่อยา--"




          "เจ้าเป็นคนของใคร" ไม่รอให้ข้ารับใช้เอ่ยปากอ้อนวอนซ้ำ พระปิตุลาก็เอ่ยถามเสียงเฉียบขาด




          "ไม่นะเพคะ" นางกำนัลสาวส่งเสียงทักท้วงดังเกือบจะเป็นหวีดร้อง ใบหน้าอาบน้ำตาอย่างน่าเวทนาประจักษ์แก่สายตาจนหมดสิ้น ซุนถิงถิงส่ายหน้าอย่างหนักด้วยคำกล่าวของผู้เป็นนาย "ข้าน้อยซุนถิงถิง เป็นเพียงนางกำนัลไร้ขั้นที่เข้าวังมา หม่อมฉันรับใช้ฝ่าบาท เป็นคนของฝ่าบาท หม่อมฉันภักดีต่อพระองค์เพคะ พระปิตุลา"




           "ภักดีต่อข้า..." ดวงเนตรงามวาววับราวกับนิลน้ำดีจ้องมองนางกำนัลน้อยที่ขยับกายมาจับชายภูษาแล้วร้องสะอื้น มุมปากพลันยกเป็นรอยยิ้มเจือโศก "ภักดีต่อเราแล้วเจ้าได้อะไร"   




           "หม่อมฉันขอเพียงได้รับใช้ ไม่อยากได้สิ่งใดตอบแทน พระปิตุลาเพคะ ถิงถิงเพียงต้องการรับใช้ฝ่าบาทด้วยใจจริง"




           "เจ้ารู้จักเราเพียงไม่กี่วัน เท่านี้ก็ภักดีแล้วหรือ"




           "ได้เป็นข้าทาสของพระองค์ เท่านี้ก็ดีแล้วเพคะ เรื่อง..เรื่องวันนี้.." ซุนถิงถิงเงยหน้าขึ้นมาสบเนตรสีเข้มที่ยังคงไร้ร่องรอยอารมณ์ เนื้อตัวสั่นไหว นางหวาดกลัว ทว่าก็กลัวที่จะต้องจากไปมากกว่า ดังนั้นจึงพยายามรวบรวมกำลังใจอย่างเต็มที่ "หม่อมฉันไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งนั้น"




            หวางเซี่ยซินใช้ดวงตาสีดำสนิทของตนจับจ้องใบหน้าอีกฝ่าย ทรงทอดพระเนตรได้เพียงครู่ซุนถิงถิงก็โขกศีรษะขออภัยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น ท่าทางล้วนน่าเวทนายิ่งนัก หากแต่พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย มีเพียงฝ่ามือที่วางไว้บนตักกำเข้าหากันช้าๆ สุ้มเสียงร้องร่ำของนางกำนัลผู้นี้หาได้เป็นเหตุให้ทรงนิ่งงัน ในอดีตอันรุ่งโรจน์เกาหยางอ๋องมีหรือจะไม่เคยคร่าชีวิตหรือสั่งประหารผู้คน ทุกสิ่งที่ผู้มีอำนาจเคยกระทำล้วนได้ลงมือหมดสิ้น หาได้มือสะอาดกว่าผู้อื่น หาได้ใจอ่อนหรือปราณีมากคุณธรรม




          ทว่าตอนนี้..หวางเซี่ยซินกลับทรงคิดลังเล




            ซุนถิงถิงทำความผิดในฐานะบ่าวรับใช้ผู้หนึ่ง เป็นนางกำนัลมีหรือกล้าค้นข้าวของผู้เป็นนายโดยพละการ แม้จะกล่าวว่าทำด้วยหวังดี แต่นางกระทำนอกสั่งนี่คือความจริงที่มิอาจโต้แย้ง หากเป็นในอดีต เพียงคำสั่งกำจัดสั้นๆหาได้หนักหนา ทว่าตอนนี้พระองค์มิอาจทำเช่นนั้น ซุนถิงถิงหาได้มีความสำคัญ กับนางกำนัลผู้คุกเข่าร้องอ้อนวอนตรงหน้าแม้เอ็นดูนักทว่าก็เพียงถูกชะตา ไหนเลยจะเทียบเท่าสิ่งที่นางได้พบเห็น แม้ปากบอกว่าจะลืมเลือน จะจงรักภักดี...แต่ทรงเชื่อถือนางได้หรือ?




         ทางที่ดีที่สุดคงเป็นการปลิดชีพเสียไม่ให้เป็นที่ระแวงอีกต่อไป แต่หากสั่งการออกไป ไยมิใช่คมดาบนั้นจะยื่นมาที่ตน ฆ่านางแล้วต้องมีคำถามว่าฆ่าด้วยเหตุใด กำจัดเพราะอะไร พระองค์มิอาจลงมือใดๆโดยเก็บงำเหตุผลได้อีกแล้ว เพียงขยับตัวผิดท่ายังถูกจับสังเกตุ เมื่อสั่งประหารคนผู้หนึ่งมีหรือจะไม่ถูกจับจ้อง ดังนั้นจึงทรงมิอาจวางใจได้




          กระชับตำราแนบม้วนราชโองการในมือแน่นขึ้น หวางเซี่ยซินทรงนิ่งครุ่นคิด ทรงดำริวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่ถูกเก็บไว้นี้สำคัญยิ่ง เป็นความลับที่ไม่อาจเปิดเผยที่จะติดตัวพระองค์ไปจนตาย




        คำมั่นที่ได้มอบให้องค์จักรพรรดิผู้ล่วงลับ สัญญาที่ถวายแด่เชษฐาผู้นั้น หวางเซี่ยซินจะไม่ยอมตระบัตรสัตย์เด็ดขาด! 




           เวลาค่อยล่วงผ่านจนกระทั่งเสียงสะอื้นแผ่วเงียบหาย ซุนถิงถิงยอบกายคุกเข่าหมอบต่ำไม่กล้าเงยหน้า นางเก็บงำเสียงร่ำร้องของตนไว้จวบจนวรองค์โปร่งขยับอีกครา ดวงเนตรดั่งนิลน้ำดีที่ฉายแววอ่อนโยนของพระปิตุลาผู้เป็นนายถูกฉาบทับด้วยความเย็นชาบางๆ ทว่าริมฝีปากและใบหน้างดงามกลับปรากฏรอยยิ้มชวนอุ่นใจ ดั่งเป็นพระปิตุลาหวางเซี่ยซินผู้มากปราณีเช่นเดิม




           นางได้ยินสุรเสียงไพเราะคล้ายสายน้ำรินไหล แผ่วเบาราวกับสายลมจะพัดปลิวไป น้ำคำนั้นค่อยลูบชโลมจิตใจที่ว้าวุ่นสับสนให้ค่อยๆประสานเข้าหากัน




           "เลิกร้องไห้ได้แล้ว..เจ้าอย่าได้ตกใจกลัวไป เราเพียงมีโทสะไปบ้างเท่านั้น"




          "ซุนถิงถิง สัญญากับเราได้หรือไม่?"      




.....................




              หลังวันเทศกาลตวนอู่ ที่โถงออกว่าราชการหลังมอบรางวัลให้ผู้ชนะเรือแข่งมังกรและหารือข้อราชการหมดสิ้น บรรดาข้าราชสำนักที่เดินออกมาต่างมีสีหน้างุนงงบ้างก็ยิ้มแย้มส่ายหน้า หลายคนก็เกาะกลุ่มพูดคุย เรื่องราวที่ต่างกล่าวถึงนั้นจะเป็นเรื่องของผู้ใดไม่ได้นอกจากราชครูเฉียน ทั้งที่ผู้คนต่างทราบว่าราชครูเฒ่าถูกโอรสสวรรค์บันดาลโทสะตำหนิด้วยเรื่องบุตรสาว แม้ไม่ใช่คลื่นลมรุนแรงถึงขั้นกำหราบสกุลเฉียนได้แต่ก็ต่างคาดหวังจะได้เห็นองค์จักรพรรดิแสดงท่าทีปึ่งชาและตำหนิติเตียน ทว่าผู้คนต่างงวยงงเมื่อฝ่าบาทนอกจากจะทรงไร้ท่าทีฉุนเฉียวแล้วยังโอภาปราศัยด้วยไมตรี ยังคงสอบถามข้อราชการต่างๆจากคนผู้นั้น มอบความเคารพและไว้วางพระราชหฤทัยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น




              โอรสสวรรค์ดำริจะกำหราบคนสกุลเฉียนจริงหรือ รึนี่เป็นเพียงการละเล่นฉากหนึ่ง หรืออำนาจของไทหวงไทเฮาสกุลเฉียนจะยิ่งใหญ่กระทั่งพระองค์มิอาจแตะต้องแล้ว?




            "ฝ่าบาท พระองค์น่าจะได้เห็นสีหน้าของพวกเขา" ในห้องอักษร ตำหนักเฟิงเทียน องค์จักรพรรดิยังคงสะสางข้อราชการมิจบสิ้นหากก็มีแขกในชุดสีแดงนั่งอยู่ด้านใน คนผู้นี้คือลู่หมิ่นผู้เป็นสหายสนิทที่ข้าราชบริพารในตำหนักประทับของโอรสสวรรค์ต่างเคยคุ้น บุรุษใบหน้าอ่อนวัยถือพัดกระดาษชั้นดีดูคล้ายบัณฑิตเจ้าสำอางค์ ใบหน้าอ่อนวัยยิ้มแย้มอารมณ์ดียามนึกถึงสีหน้าขัดข้องและเต็มไปด้วยข้อสงสัยเต็มท้องของเหล่าเสนาอำมาตย์  ดวงตาพราวระยับขบขันบ่งชัดว่าบุตรชายคนสำคัญของแม่ทัพลู่อารมณ์ดียิ่งนัก




             "หึ" โอรสสวรรค์ทรงแย้มรอยสรวลจางเช่นกัน มีหรือพระองค์จะมองไม่เห็นสีหน้าแววตาของเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย "เฒ่าเจ้าเล่ห์เหล่านั้น คงคิดว่าข้าจิตใจคับแคบเช่นตัวมันกระมัง"




             "แต่เรื่องที่ฝ่าบาทกริ้วท่านราชครูเฉียนก็หาได้เป็นเท็จ"




             "กริ้วแล้วอย่างไร หากคนผู้นั้นยังมีความรู้ มีสติปัญญา เราจะไม่หันไปฟังคำของเขาหรือ" เนตรคมปลาบเงยขึ้นสบมองดวงตาสีนิลวาววับแฝงความรื่นรมย์นั้นครู่หนึ่ง หากเพียงเท่านั้นยังบันดาลให้จิตใจบุตรชายแม่ทัพใหญ่ถึงกับสั่นไหว "พวกมันใจคับแคบ เลือกที่รักมักที่ชังได้ แต่เราไม่ อย่าว่าแต่ปราชญ์เฒ่าเฉียน กระทั่งคนผู้นั้น...."




             "ทรงมากด้วยพระปรีชา" ลู่หมิ่นทราบดีว่าโอรสสวรรค์เอ่ยถึงผู้ใด แม้จะกลั้นถ้อยวจีไว้ด้วยมิคิดเอ่ยถึง มันเป็นฝ่ายชิงสรรเสริญเยินยอก่อนอย่างว่องไวยิ่ง




             "กระทั่งเจ้ายังคิดเปลี่ยนเป็นสาลิกาลิ้นทองแล้ว?" หวางเซี่ยเสียนทราบดีว่าสหายคิดการใด แม้พอใจที่อีกฝ่ายรู้ความ กระนั้นยังทรงอดเอ่ยปากตำหนิแม้ไม่จริงจังนัก




             "กระหม่อมลู่หมิ่น บุตรชายคนสุดท้องของจวนแม่ทัพลู่ ไม่ฝึกวิชาบุ๋นบู้ ไม่ชำนาญการอ่านเขียน วันๆเอาแต่ดีดพิณขับลำนำ มีประโยชน์อยู่บ้างเพียงเป็นสหายขององค์เหนือหัว" ลู่หมิ่นสะบัดพัดในมือ กล่าวออกมาเจื้อยแจ้วชวนขัน "แต่ผู้คนกล่าวว่าอยู่กับเจ้าชีวิตดั่งอยู่กับเสือ แม้กาลก่อนเป็นสหาย ยามนี้ถือเป็นนายบ่าว ดังนั้นจึงควรฝึกลิ้นให้กล่าวคำสรรเสริญแคล่วคล่องปากไว้เป็นดี เผื่อหลบพ้นภยันตรายในภายหน้า"




              "แคล่วคล่องจนน่าชังปานนี้มิต้องฝึกฝนแล้วกระมัง คุณชายลู่" โอรสสวรรค์ยินแล้วใบหน้าอันคร่ำเคร่งกับกองฏีกาจึงเงยขึ้นหัวเราะร่าทีหนึ่ง กล่าวได้ว่าถ้อยคำแม้จาบจ้วงแต่หาได้ทรงถือสา ซ้ำชอบอกชอบใจยิ่ง




              "ขอบพระทัยฝ่าบาท" ลู่หมิ่นเองก็หัวเราะเช่นกัน ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ "ตอนแรกคิดว่าพอ มาวันนี้กระหม่อมได้ยินวาจาของใต้เท้าแต่ละท่านแล้ว ต้องขอลาไปฝึกหลายวัน"  




              "วาจาเช่นนี้ของเต้า อย่าได้ให้ใต้เท้าทั้งหลายได้ยินเชียว"   




             "รับด้วยเกล้า ถ้อยคำบังอาจถึงใจเช่นนี้ คาดว่ามีพระองค์ได้สดับเพียงองค์เดียว"




             "ลู่หมิ่น ฟังเจ้ากล่าวเช่นนี้แล้ว คาดว่าไม่ไกลตาเรา เจ้าคงยังนินทาข้าให้ผู้คนได้ยินเป็นแน่" โอรสสวรรค์พลิกอ่านฏีกาอันใหม่พลางเอ่ย




             "ฝ่าบาท" คุณชายลู่หุบพัดขาวในมือรวดเร็ว แสดงสีหน้าตกอกตกใจทั้งน้ำเสียงสูงยิ่งจนทรงต้องละสายพระเนตรมาจ้องมอง ใบหน้างดงามหล่อเหลาที่คล้ายคลึงคนผู้หนึ่งไม่น้อยสำแดงอาการคล้ายไม่เชื่อหู "ไยจึงกล่าวเช่นนั้น การนินทาพระองค์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถือเป็นกิจของข้าโดยแท้!"




                หวางเซี่ยเสียนฟังแล้วทรงสรวลออกมาคำหนึ่ง ทรงมองสหายที่ยังคงสะบัดพัดเอ่ยวาจาชวนให้ผู้ฟังกระอักโลหิตออกมาด้วยท่าทีปลอดโปร่งแล้วแย้มรอยสรวล สายพระเนตรยังมองเห็นขันทีผู้ดูแลห้องอักษรและองครักษ์ก้มหน้ากลั้นหัวเราะ วาจาจาบจ้วงไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเช่นนี้หากเป็นผู้อื่นกล่าวหัวมันคงมิพ้นต้องหลุดจากบ่า ทว่าหากเป็นสหายสนิทผู้นี้กลับทรงไม่เคยถือสา ทรงทราบดีว่าแม้ลู่หมิ่นจะเอ่ยวาจาไร้มารยาทแต่ในใจกลับจงรักภักดียิ่ง สหายผู้ร่วมเรียงเคียงบ่ากันนับแต่ทรงไปฝึกรบที่ทะเลตงไห่นับแต่อายุสิบชันษา มิตรรู้ใจที่มีเพียงหยิบมือผู้นี้ไม่เคยทรยศต่อพระองค์ จะเอ่ยวาจาจาบจ้วงหยอกล้ออีกสักพันครั้งก็หาได้คิดโกรธเคือง




             "พอเถิด ข่าวที่ข้าให้'ปักษาทั่วทิศ'ตามสืบดู เป็นเช่นไรบ้าง?"




             "เป็นไปตามที่พระองค์คาดไว้ ไทหวงไทเฮาเมื่อเรียกคุณหนูสกุลเฉียนไปพูดคุย ได้กล่าวทาบทามนางให้กับเว่ยหรงอ๋อง" หลังองค์จักรพรรดิโบกมือไล่ขันทีละผู้รับใช้ออกไปเหลือเพียงสองคนจึงเอ่ยปาก ลู่หมิ่นหุบพัดขาวในมือ ดวงตาที่เคยพราวระยับหยอกล้อแปรเป็นเคร่งขรึมพลางกล่าวรายงาน "สาวใช้ของคุณหนูสกุลเฉียนกล่าวว่าเมื่อนายของตนกลับมาถึงบ้านก็มีท่าทีเงียบขรึม ราชครูเฉียนเห็นดังนั้นจึงได้เรียกนางเข้าไปพูดคุย ไม่ทราบว่ากล่าวอันใดกันพอกลับมาแม่นางเฉียนก็ร้องไห้อยู่บนเตียงเสียทั้งวัน"




              "...เว่ยหรงอ๋องรึ" องค์จักรพรรดิสดับฟังแล้วนึกไปถึงพระปิตุลาอีกท่านหนึ่งที่ครองแคว้นซีเป่ย ใบหน้าแปรเป็นเฉยชาระคนหยามหยัน "แม้ข้าได้กล่าวแนะนำเขากับพระอาจารย์เฉียนจริง แต่ดูแล้จุดมุ่งหมายของเรากับเสด็จย่าคงไม่คล้ายกันกระมัง"




              "ตามที่หน่วยปักษารายงานมา ชายาเอกของเว่ยหรงอ๋องป่วยสิ้นชีพเมื่อปีกลาย ตอนนี้จึงมีเพียงชายารอง เว่ยหรงอ๋องทรงมีพระชนม์มายุครบสามสิบห้าชันษาเมื่อไม่นานมานี้ แม่นางฉินเอง ปีนี้นางก็ครบยี่สิบ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม"




              "ไม่อาจปล่อยให้ตระกูลเฉียนผูกมิตรกับเขา" สดับฟังรายงานแล้วจึงสั่งการเฉียบขาด "ท่านรับไปจัดการ"




              "รับด้วยเกล้า ฝ่าบาท" ลู่หมิ่นเปลี่ยนท่าเป็นคุกเข่า น้อมรับพระบัญชาแต่โดยดี ใบหน้าแฝงแววจริงจัง ท่าทียิ้มแย้มเรื่อยเฉื่อยคล้ายมลายไปหมดสิ้น




              "อีกเรื่อง" หวางเซี่ยเสียนจ้องมองม้วนกวีหลีเซาที่อยู่บนโต๊ะอักษร พลันนึกไปถึงถุงปักปลาลี่อวี่ที่องค์ไทหวงไทเฮาส่งมอบให้กับคนผู้นั้น "แม่นางสกุลเฉียน..อย่าให้นางมาพัวพันอีก"




              "ฝ่าบาท" ลู่หมิ่นได้ฟังแล้วจึงมีท่าทีอึกอักขึ้นมา "เรื่องนี้...แม่นางผู้นั้นเกี่ยวข้องกับ..คงไม่อาจหนีพ้นน้ำขุ่น"




              "นับเป็นโชคร้ายของนางจริงๆ" สีหน้าของโอรสสวรรค์ปรากฏแววเวทนาก่อนจะถอนปัสสะเบาๆ "เอาเถิด จะอย่างไรครั้งนี้ข้าก็เป็นผู้ลากนางมาเอง เพียงป้องกันมิให้แต่งออกไปกับเว่ยหรงอ๋องเป็นพอ นางคงไม่มีใจให้บุรุษอื่นนอกจากคนผู้นั้นหรอก หากเขายังอยู่นางก็ยังอยู่ หากเขาตายนางก็คงออกบวชตามที่ลั่นวาจาไว้!"




               "รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"




                 ลู่หมิ่นประสานสองมือเข้าหากันพลางคุกเข่านอบน้อม ยินท้ายประโยคของนายเหนือหัวเจือด้วยอารมณ์ขุ่นก็เหลือบตามองโอรสสวรรค์เบื้องหน้า บุรุษหนุ่มองอาจในฉลองพระองค์สีทองขลิบลายมังกรห้านิ้วแผ่พระบารมีไพศาลสมนามจักรพรรดิ ใบหน้าหล่อเหลาบาดตานั้นคล้ายจะบูดบึ้งขึ้นมาครู่หนึ่งเมื่อคะนึงถึงคนผู้นั้น 'บุรุษผู้นั้น'ของฝ่าบาทคงหนีมิพ้นพระปิตุลาหวาง โอรสสวรรค์จะทรงกรุ่นกริ้ว ขุ่นเคืองอยู่หลายครั้งเมื่อเอ่ยถึงพระปิตุลาผู้ทรยศ กระนั้นก็ยังมิยอมให้ผู้ใดแตะต้อง




                 ลอบถอนหายใจครู่หนึ่งแล้วจึงยืดกายขึ้นมาแย้มยิ้ม ลู่หมิ่นในฐานะสหายนับว่ารู้จักวิสัยของโอรสสวรรค์ดีพอสมควร ทั้งยังทราบมาตลอดว่าทรงให้ความสำคัญกับผู้ใด ตัวมันเองนับแต่ได้พบหน้าราชโอรสผู้นี้เมื่อทรงไปฝึกรบที่ทะเลตงไห่ก็ได้ยินได้ฟังนามพระปิตุลาหวางจากพระองค์มาตลอด กล่าวได้ว่าทรงสนิทสนมยิ่ง รักใคร่กันเป็นที่ยิ่ง แม้จะทรงนับตนเป็นสหายแต่ลู่หมิ่นก็ทราบดีว่ามิอาจเอาตนเองไปเทียบเคียงกับท่านอ๋องผู้เป็นตำนานท่านนั้น เมื่อครั้งทรงขึ้นครองราชย์ยังคิดว่าท่านผู้นั้นคงได้เป็นมือเท้าคอยช่วยเหลือ มิคาดว่าจะกลับกลายเป็นลงมือกบฏ




               หวางเซี่ยเสียนเจ็บช้ำเพียงใด มีหรือมันจะไม่ทราบ เปลือกนอกแม้ทรงกราดเกรี้ยวไม่แยแส ปฏิบัติต่อเกาหยางอ๋องและพรรคพวกด้วยความเฉียบขาด ขุนนางที่ให้ความร่วมมือถูกประหาร บ่าวไพร่ในบ้านตลอดจนทหารใต้สังกัดกลายเป็นซากศพ ศีรษะนับหมื่นหลุดร่วง กระนั้นยังคงไว้ชีวิตและคงเหลือยศพระปิตุลา มิต้องกล่าวว่าเพราะองค์ไทหวงไทเฮาเอ่ยขอร้องให้ทรงไว้ชีวิต ไม่ต้องมีผู้ใดก้มหน้าอ้อนวอน พระองค์ก็ไม่คิดเอาชีวิตคนผู้นั้น มันทราบดี




               สหายผู้ยิ่งใหญ่ของมันก็เป็นเฉกนี้ เนื้อในของความแข็งกร่าวยังใจอ่อนยิ่ง เจ็บปวดอย่างง่ายดาย เจ็บช้ำที่ถูกทรยศอย่างสาหัส รักนัก ยิ่งแค้นนัก แต่ก็มิอาจตัดใจลงมือได้ ผิดกับคนผู้นั้น แม้เปลือกนอกวางท่าแย้มยิ้ม อ่อนเบาคล้ายปุยนุ่น แต่การกระทำกลับเลือดเย็นมิได้ลังเล ทรงตัดได้ขาดยิ่งนัก ลงมือได้ไร้ปราณีมิคำนึงถึงสายสัมพันธ์ใด




              ลู่หมิ่นไม่อาจกล่าวว่ามันรักหรือชังพระปิตุลาหวาง มันยังมิเคยพบหน้า แต่สิ่งที่อยู่ในมือตนกลับสืบทอดมาจากคนผู้นั้น'ปักษาทั่วทิศ'ที่เป็นแขนขาให้โอรสสวรรค์ก็มาจากหวางเซี่ยซิน ความคิดคะนึงเป็นดังเช่นที่เคยกล่าวขอเจ้าชีวิตมาตลอด ขอให้ได้พบกับคนผู้นั้นสักครา




              อย่าได้เห็นว่าลู่หมิ่นเอ้อระเหยลอยชายไม่ทำการงานใดแต่อาศัยเดินคับถนนด้วยเป็นสหายของโอรสสวรรค์ บุตรชายตระกูลแม่ทัพหาได้เป็นตัวไร้ประโยชน์แห่งนครหลวงตามที่แสดงออกไม่ ลู่หมิ่นอาศัยอยู่ที่ฐานทัพชายแดนฝั่งตะวันออกในฐานะที่เป็นคุณชายคนเล็กของจวนแม่ทัพทั้งบิดาและพี่ชายต่างก็เป็นทหารชาญศึก ตัวเองย่อมได้รับสืบทอดวิชาต่างๆมาไม่น้อย  อีกทั้งภายหลังเมื่อได้คบหาสนิทชิดเชื้อกับองค์รัชทายาทหวางเซี่ยเสียนจึงยิ่งมุมานะบากบั่น หวังจะได้เป็นขุนทัพคู่พระทัยของเจ้าเหนือหัว ไม่คิดว่าหลังจักรพรรดิเซี่ยเสียนตี้ทรงครองบัลลังก์ จะมีโองการเรียกมันไปพบเป็นการลับ รับมอบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยบัญชาการกองกำลังส่วนพระองค์ สั่งให้กลับเมืองหลวงและดำรงตนเช่นคนไม่เอาถ่านผู้หนึ่งเพื่อใช้เป็นฉากบังหน้า ด้านหลังนั้นยังไว้ด้วยขุมกำลังอันแข็งแกร่งขุมหนึ่งนามว่า'ปักษาทั่วทิศ'




                  เดิมทีกองกำลังนี้หาใช่ของลู่หมิ่น ทั้งยังไม่ใช่ของเจ้าเหนือหัว แต่กลับเป็นของคนผู้นั้น สำหรับเหล่าอ๋องและขุนนางทั้งหลายการมีกองกำลังส่วนตัวถือเป็นเรื่องปกติ หวางเซี่ยซินผู้ดำรงยศเกาหยางอ๋องก็มีเช่นกันทั้งจัดตั้งและยังสรรหาผู้คนมาเข้าร่วม หวางเซี่ยเสียนได้ทราบก็เมื่อครั้นทรงกลับมาจากทะเลตงไห่ด้วยเหตุพระบิดาประชวร ความลับนี้เป็นพระปิตุลาตั้งใจเปิดเผยต่อพระองค์ ฉากหน้าของบัณฑิตหวางผู้อ่อนโยนและรอบรู้ ด้านหลังประกอบไว้ด้วยกองกำลังอันทำหน้าที่สืบข่าวและทำงานสกปรกที่ราชสำนักมิอาจลงมือ




                 หวางเซี่ยเสียนยังจำได้ว่าทรงนิ่งงันไปค่อนวันเมื่อพระปิตุลาเผยขุมกำลังนี้ให้ทรงทราบ เกาหยางอ๋องกล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ถวายป้ายสัญลักษณ์หัวหน้ากองกำลัง ทั้งรายชื่อผู้คนในสังกัดให้และกล่าวอธิบายรวบรัดยิ่ง กองกำลังปักษาทั่วทิศนี้มิใช่ทหาร ไม่ยึดถือผู้เป็นนาย ทุกคนคือยอดฝีมือผู้มีใจต้องการทำงานเพื่อชาติ สิ่งใดราชสำนักกระทำไม่ได้ ปักษาทั่วทิศกลับทำได้ ทั้งสืบข่าวคราวความเป็นไป ฆ่าคนวางเพลิงเด็ดหัวบุคคลสำคัญก็มิเว้น พวกมันยึดถือสิ่งเดียวคือทำให้เทียนฉงเจริญรุ่งเรือง ยามนั้นหวางเซี่ยซินมอบให้โอรสสวรรค์ด้วยหวังให้พระองค์ได้ใช้สอยสืบต่อ




                 รัชทายาทหวางเซี่ยเสียนทรงยินดียิ่งที่พระปิตุลาแสดงออกเช่นนี้ ทรงยึดถือเอาเหล่าปักษานี้เป็นกองกำลังที่ไว้ใจและมีประโยชน์ยิ่ง จนรู้สึกตะลึงลานนักเมื่อผู้เป็นอาก่อกบฏ ยามสั่งไพร่พลบุกเข้าจับกุมทลายวังอ๋อง ทรงยืนอยู่ในห้องน้อยในตำหนักเกาหยางอ๋อง จ้องมองผนังห้องที่แขวนไว้ด้วยคำขวัญประโยคหนึ่ง   'ทุกสิ่งเพื่อเทียนฉง' ถ้อยคำเรียบง่ายหากทรงพลัง อักษรงามชดช้อย แต่ใจความคือปณิธานอันแจ่มชัด มองเห็นแล้วยังทรงสรวลและกล่าวเย้ยหยัน




                 "เห็นคนผู้นั้นทำทุกสิ่งเพื่อราชสำนักแท้ๆ..สิ่งเดียวที่เขาไม่อาจรับได้ คงเป็นเราจริงๆ"




                   แม้ทราบดีว่านี่อาจเป็นกับดักที่พระปิตุลาทรงวางไว้ให้พระองค์ตกลงไป หวางเซี่ยเสียนยังรับเอากองกำลังปักษามาด้วยทราบว่านี่คือสิ่งมีค่าที่ไม่อาจยอมให้หลุดมือไปได้ ทรงเรียกสหายเข้ามาช่วยดูเเลและรับหน้าที่เป็นหัวหน้ากองกำลัง หลายปีผ่านมาพระองค์และลู่หมิ่นได้เพียรเสาะหาผู้คนที่มีความสามารถมาใช้งานเพิ่ม ทั้งสลับสับปลี่ยนผู้คน ให้กลุ่มราชองครักษ์คอยสอดส่องดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มปักษาทั่วทิศ เพาะสร้างความจงรักภักดีและวางบททดสอบหลายบทจนในที่สุดล้วนประจักษ์แก่ใจ ปักษาเหล่านั้นน้อมศีรษะรับใช้พระองค์โดยแท้จริง




                  แต่ทรงมิอาจวางใจให้ลู่หมิ่นไปพบคนผู้นั้น เหล่าปักษาย่อมวางคนอยู่ข้างกายผู้เป็นนาย หากได้พบเห็นนายเก่า อาจเพาะเอาความภักดีขึ้นอีกครั้ง




                "ฝ่าบาท ข้าจำได้ว่าทรงเคยมีดำริให้เหล่าปักษาช่วยสืบค้นตามหาฉินโบราณมาให้ วันก่อนได้นำมามอบแล้ว ขอหม่อมฉันได้ยลเป็นบุญตาสักคราได้หรือไม่" ลู่หมิ่นเงียบไปนานขณะที่โอรสสวรรค์กลับไปคร้ำเคร่งกับฏีกาต่อ มันไม่ใคร่จะอยู่นิ่งๆเฉกนี้จึงเอ่ยถามขึ้นมา




                "ฉินอันนั้น.." โอรสสวรรค์เงยหน้ามองมันเล็กน้อยก่อนจะละสายตา "นำไปมอบให้เจ้าของแล้ว"




                "นับว่าเหมาะสมยิ่ง" แววตาของลู่หมิ่นซ่านไปด้วยความรวดร้าวครู่หนึ่งแต่กลับเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว และกุมพัดพลางทอดถอนใจ "กล่าวถึงเชิงดนตรี แม้พระปิตุลามิยอมรับอันดับหนึ่ง มีหรือลู่หมิ่นจะติดทำเนียบ มอบให้ถือว่าสมควรยิ่งแล้ว"




               "เราเพียงแต่ฝากเอาไว้.." หวางเซี่ยเสียนตวัดปลายพู่กันลงนามและประทับราชลัญจกรส่วนพระองค์ลงบนกระดาษเนื้อดี กล่าวคล้ายไม่สำคัญ "ยังถูกเรียกเอาค่าฝากเป็นกวีหลีเซาบทหนึ่ง แม้เราเป็นจักรพรรดิยังต้องจ่าย คนผู้นั้นแม้อยู่ในตำหนักไม่พบผู้คนยังมีลมพัดข่าวลอยไปถึงหู เจ้าไปตรวจสอบอีกทีว่ามันลอดไปได้อย่างไร"




              "รับทราบพะย่ะค่ะ" ลู่หมิ่นประสานมืออีกครั้ง ไม่เอ่ยคำทัดทานใด ดวงตามองดูม้วนกวีไม้ไผ่ที่อยู่บนโต๊ะอักษร เมื่อครู่มันยังเห็นดวงเนตรคมปลาบปรายมองไปด้วยท่าทีทั้งรักทั้งชัง ซ้ำเสียงบ่นว่านั้นมิใคร่จริงจังเท่าไหร่ จะอย่างไรก็พิเศษยิ่ง ซ้ำคิดถึงท่าทีของพระองค์ในวันนี้แล้วพอทราบถึงสาเหตุจึงแสร้งถอนใจ




               "เฮ้อ...ข้าน้อยยังคงอยาก-"




              "ฝ่าบาท ฝ่าบาท"




              มิทันคุณชายลู่หมิ่นจะได้เอ่ยคำขอยั่วโทสะโอรสสวรรค์เฉกทุกวัน สุ้มเสียงร้อนรนของขันทีพระจำห้องอักษรก็ดังขึ้น ร่างของทันทีคู่ใจก้าวผ่านพระบัญชรมาอย่างรวดเร็วและปราดเข้ามาคำนับด้วยท่าทีร้อนรนซ้ำว้าวุ่นใจยิ่ง อัปกริยาดูลุกลี้ลุกลนเช่นกัน ลู่หมิ่นเงียบเสียง โอรสสวรรค์ทรงเงยขึ้นมาจากฏีกามองดู ทราบโดยพลันว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว




                "มีอันใดจึงรีบร้อนมา?"




               "ฝ่าบาท องค์ชายใหญ่ดำเนินเล่นในอุทยานร่วมกับบุตรใต้เท้าหลิว ทรงละเมิดรับสั่งแอบลอบเข้าไปในตำหนักฉูเชิ่งพะยะค่ะ!"




.............................................

          




               หวางเซี่ยซินทรงทราบดีว่ามนุษย์เรานั้นล้วนอยากรู้อยากเห็น ยิ่งห้ามยิ่งยุ แม้ทราบว่าไม่ควรแต่เพราะความอยากกลับยังกระทำ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจนักเมื่อเห็นผู้กล้ารุ่นเยาว์สองคนซึ่งผู้หนึ่งมีศักดิ์เป็นถึงโอรสสวรรค์ได้บุกเข้ามาถึงในตำหนัก




                ยามเมื่อทั้งสองมาถึง พระองค์กำลังยืนอยู่ริมสระน้ำ ทางหนึ่งก็สั่งการให้ซุนจื่อและสองนางกำนัลช่วยกันเก็บกระทงน้อยที่ลอยไปเมื่อวานออกจากสระ กระทงทำจากกระดาษสีแดงอ่อนยวบยาบใกล้จะจมถูกเกี่ยวมาวางยังก้อนหินข้างสระน้ำเพื่อนำไปทิ้ง กำลังคิดก้าวเท้ากลับเข้าไปห้องอักษรกลับพบเห็นศีรษะของผู้มาเยือนทั้งคู่มุดผ่านรั้วไม้ไผ่เข้ามา หนึ่งคือเด็กน้อยอายุราวหกขวบปีซึ่งมีใบหน้ากลมป้อมน่ารักน่าชัง วรองค์น้อยๆสวมเสื้อผ้าเนื้อดีทั้งยังประดับประดางดงามยิ่งบ่งบอกฐานะอันสูงศักดิ์ ประกายตาอยากรู้อยากเห็นปนดื้อรั้นนั้นคุ้นตาอย่างยิ่ง ขณะที่อีกหนึ่งคือเด็กชายวัยราวสิบขวบสวมเสื้อผ้าเช่นคุณชายน้อยผู้มีสีหน้ากังวล จับจูงเด็กน้อยทั้งยังมองซ้ายขวา ศีรษะของทั้งคู่ยังมีเศษใบไผ่ติดประปราย บ่งชัดว่าลอดผ่านทิวไผ่หนานั้นมาได้ด้วยความอุตสาหะยิ่ง




               เด็กน้อยวัยหกขวบและสิบขวบนับว่ายังตัวเล็กนัก มิแปลกที่จะแอบหลบสายตาทหารยามและลอดเข้ามาได้ ทั้งสองกวาดตามองโดยรอบพลางก้มหน้าพูดคุยกัน มิทราบว่ากำลังถูกจับจ้องโดยผู้เป็นเจ้าของตำหนัก หวางเซี่ยซินหันไปดูซุนจื่อที่ยืนตะลึงอยู่ค่อนวันก็กล่าวเสียงเรียบให้เจ้าตัวรีบไปแจ้งทหารข้างนอก ส่วนซุนถิงถิงและเสิ่นอวี้เอ๋อร์ก็ยืนอึ้งอยู่นาน พวกนางต่างมองดูด้วยใจพลิกคว่ำพลิกหงาย มิกล้าเอ่ยทักและมิกล้าแม้จะทายทัก




                "ถวายบังคมองค์ชาย" สรุเสียงเรียบๆคล้ายไม่ยินดียินร้ายทำให้องค์ชายใหญ่หวางอี้เหวินสะดุ้งเฮือก ตวัดสายตามองไปยังผู้ที่เอ่ยถาม พลันได้พบว่าเบื้องหน้าดำรงไปด้วยบุรุษผู้หนึ่งและสตรีอีกสองนางที่พระองค์ไม่รู้จัก ใบหน้าน้อยๆคล้ายนิ่งอึ้งไปก่อนจะสูดหายใจลึก




                "บังอาจ!" เสียงน้อยตวาดแหวอย่างไม่พอพระทัยยิ่ง "เราคือองค์ชายใหญ่ หวาง อี้เหวิน เจ้าไยไม่ทำความเคารพ"




                "กระหม่อมถวายพระพรพระองค์แล้ว ยามนี้จึงได้เอ่ยถามว่าทรงเสด็จมายังตำหนักนี้ด้วยเหตุอันใด" พระปิตุลาทรงแย้มสรวลละไม เนตรคู่งามจับจ้องร่างองค์ชายใหญ่เบื้องหน้าด้วยอาการระลึก ผ่านมานานปีแล้ว ทรงจำได้เพียงยามนั้นพระองค์เป็นทารกน้อยตัวยาวไม่ถึงสามฉื่อ น่ารักน่าชังยิ่ง บัดนี้กลับกลายเป็นจอมอาละวาดพระองค์น้อยที่เค้าหน้าคล้ายบิดา วันเวลาล่วงผ่านไปนานจริงๆ




                 "อยากมาเราก็มา บิดาเราคือจักรพรรดิ ทุกที่ในวังย่อมไปได้" ปลายจมูกน้อยๆเชิดรั้น กล่าวอย่างเอาแต่ใจยิ่ง หวางเซี่ยซินชมดูอัปกริยาของจอมอันธพาลน้อยซึ่งดูคล้ายบิดาของพระองค์ยิ่งนักด้วยแววตาระลึก เปี่ยมสุขอยู่จางๆ ทว่าคำกล่าวต่อมานั้นทำให้รอยสรวลหายไป "เราได้ยินว่าที่นี่คุมขังสุนัขกบฏอยู่ตัวหนึ่ง"     




                 "องค์ชาย..องค์ชาย" หลิวเยี่ยนจื่อ บุตรชายคนเล็กของเสนาบดีหลิวซึ่งเป็นเพื่อนเล่นเรียนหนังสือขององค์ชายพระองค์น้อยร้องเรียกพลางดึงชายเสื้อองค์ชายตัวน้อยแล้วมองซ้ายขวาด้วยใบหน้าที่เริ่มซีดเผือก เด็กชายมีอายุสิบขวบพอรู้ความบ้างแล้วจึงทราบดีว่าบุรุษเบื้องหน้าคือผู้ใด แม้ทั้งสองคิดเข้ามาด้วยใจฮึกเหิม แต่ตัวเด็กน้อยเองมิคาดว่าจะได้พบบุคคลอันถูกคุมตัวอยู่กับตน แววตาจึงยิ่งสับสนอึงอลประหม่าเด่นชัด "องค์ชาย เรากลับ กลับกันเถิด ถ้ามีผู้พบเห็นเข้า--"




                 "ไม่กลับ!" องค์ชายน้อยร้องห้วนอย่างเอาแต่ใจ ใช้สองแขนกอดอกฮึดฮัด ทรงจ้องมองบุรุษท่าทีเปี่ยมราศีเบื้องหน้าไปด้วย "เราอยากมาเจอสุนัขกบฏผู้นั้น คนที่กล้าคิดแย่งบัลลังก์ของเสด็จพ่อไป เราเป็นบุตรคิดอ่านแทนบิดา จะจัดการเสี้ยนหนามนี้ให้พระองค์เอง คนผู้นั้นอยู่ไหน บอกมา!"




                 "หากกล่าวว่าเป็นกระหม่อมเอง จะทรงทำการใด?" หวางเซี่ยซินเอ่ยถาม ใบหน้าประดับรอยยิ้มนุ่มนวล หากดวงตาหรี่เล็ก




                 "เป็นเจ้า.." ดวงตาขององค์ชายน้อยหรี่มองแล้วแค่นพระศอร้องฮึออกมา ขณะที่บุตรชายใต้เท้าหลิวยิ่งมายิ่งหวาดกลัวแทบจะวิ่งหนี แต่องค์ชายน้อยกลับคว้ามือมันไว้ ปลายนิ้วชี้มายังวรองค์โปร่งอย่างว่องไว "ถ้าเป็นเจ้า เช่นนั้นข้าจะขจัดภัยร้ายของราชสำนัก!"




                ว่าแล้ววรองค์น้อยก็ฉุดรั้งเอาสหายร่วมอุดมการณ์คิดวิ่งเเล่นออกมา มิคาดว่าหลิวเยี่ยนจื่อจะตกใจจนขาเเข็งไปแล้ว เด็กชายพอทราบว่าเป็นใครก็แทบมิกล้าขยับอีก มันกลัวถูกบุรุษใบหน้ายิ้มแย้มเบื้องหน้าจับตัวเองยิ่งนัก เมื่อถูกลากมาก็ก้าวเท้าแข็งทื่อสองสามทีฝีเท้าก็พันกันชุลมุนจนต้องล้มหน้าคว่ำ ยังดีที่องค์ชายน้อยผละมือไปก่อนแล้ววิ่งข้ามสวนตรงมาหา เสียแต่เครื่องทรงของพระองค์นั้นหาได้มีไว้วิ่งเล่นไกลๆไม่ มาได้ไม่ถึงสิบก้าวพลันสะดุดหิน หน้าคว่ำมิต่างกับสหายที่พากันมา




                หวางเซี่ยซินจ้องมองภาพเบื้องหน้าแล้วก้มลงสรวลจนเนื้อตัวสั่น ในห้วงคำนึงนั้นนึกถึงบิดาขององค์ชายน้อยที่เคยวิ่งมาหาตอนพระองค์เสด็จออกตรวจเยี่ยมประชาชนกับเชษฐา ปากเรียกท่านพี่ เสด็จอาฉินเอ๋อร์ จ้องมองจนลืมระวังชายฉลองพระองค์แล้วหกล้มหน้าคะมำ พลันลุกมาได้ก็ไม่เอ่ยวาจาใดร่ำไห้ออกมา




                ได้ยินเสียงร้องจ้าก็สดับว่าได้แผลเสียแล้ว พระปิตุลาส่ายหน้าน้อยๆ ก้าวเดินข้ามสวนน้อยไปยังอีกฝ่าย ก้มลงช้อนวรองค์เล็กที่กำลังร่ำไห้ไปกลั้นสะอื้นไปมาไว้ในอ้อมแขน อีกมือหนึ่งจับจูงเด็กชายหลิวเยี่ยนจื่อ เอ่ยปากปลอบเบาๆมิให้ตกอกตกใจแล้วหันไปสั่งการนางกำนัลทั้งสอง




                 "อวี้เอ๋อร์ไปนำยามา ส่วนถิงถิงไปหาขนมนมเนยมาให้องค์ชายและคุณน้อยเถอะ..อ้อ..ประเดี๋ยวเอาเสื้อคลุมมาให้เราที ไม่นานเขาคงเข้ามารับคน"




                 "เพคะ"




                   สองนามกำนัลยอบกายเคารพแล้วเดินออกไป ขณะที่พระปิตุลาหวางทรงทั้งปลอบทั้งหยอกพาเด็กน้อยทั้งสองเข้ามาในโถงตำหนัก ดวงตาสีนิลจ้องมององค์ชายน้อยผู้มีใบหน้าเปื้อนเศษฝุ่นอย่างอ่อนโยน ได้โอบอุ้มวรองค์น้อย มองใบหน้าเปื้อนน้ำตาแต่ยังพยายามอดกลั้นด้วยทิฐิมานะ พยายามบอกไม่คิดร่ำไห้ด้วยเป็นถึงองค์ชายแล้วนึกอาดูรยิ่งนัก ครู่หนึ่งรู้สึกราวกับวันวานอันแสนสุขไร้เรื่องทุุกข์ใจหวนกลับมาก็มิปาน





................................................




      พาร์ทนี้การเมืองเข้มข้นทั้งตอนเลยเจ้าค่ะ มีทั้งฝ่ายพระปิตุลาและฝ่าบาท ท้ายตอนเลยเบรคด้วยความน่ารัก(?)ขององค์ชายน้อยๆ

ตอนหน้าคุณชายลู่หมิ่นจะได้เจอศัตรูหัวใจ--แฮ่ม หมายถึงพระปิตุลาแล้วค่า


ปล. ขอมอบเพลงนี้ให้คุณหนูสกุลเฉียน แม่นางอาภัพจริงๆ  https://www.youtube.com/watch?v=q0HsbeytBbY

ปล.สอง ใครที่รอเรื่องท่านเซียนจิ้งจอก ผู้เขียนยังจะเขียนต่ออยู่นะคะ แต่ตอนนี้กำลังตันได้ที่ จึงขอมาเขียนเรื่องนี้ก่อนเจ้าค่ะ ขออภัยจริงๆ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #112 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 11:48
    องค์ชายน้อยน่ารัก แต่วาจาท่านช่างร้ายกาจยิ่งนัก
    #112
    0
  2. #98 tsunakun27 (@nupendek-d) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กันยายน 2559 / 09:07
    มาต่อไวๆนะคะ ค้างมากกกก😭 อยากรู้ความลับของหวางเซี่ยซิน ทำไมถึงต้องเป็นกบฏ ถ้าเป็นอย่างที่ คห.93 เราจะเกลียดฮ่องเต้องค์ก่อนมากอ่ะ 
    #98
    0
  3. #96 เผิงเผิง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 22:32
    โอ๊ยยยยย องค์ชายน้อยน่ารักจริงๆ
    #96
    0
  4. #95 หงส์ สิรินทร์ (@honokoe) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 21:27
    ดีงาม ขอบคุณไรเตอร์จร้า
    เรื่องราวเศร้านักอ่านแล้ว ร้องไห้เลยละ สงสารท่านอามากเลย สุดท้ายแล้วเพราะรักและคำสัญญา จึงยอมถูกตราหน้าว่ากบฏ สินะ
    #95
    0
  5. #94 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 12:17
    แอ๊ะ มาอัพแล้วว ชอบเรื่องนี้มากๆๆ อินน
    #94
    0
  6. #93 KilLa (@KiLa1412) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 11:34
    พอเข้าใจนะที่ก่อกบฏอ่ะ ฮ่องเต้ใหม่ที่ยังไร้ผลงานใหญ่ไร้ประสบการณ์ พวกขุนนางจะจงรักภักดีแค่ไหนกันเชียวสู้ใช้วิธีนี้ลากขุนนางชั่วให้หมดไปก่อนดีกว่าและที่ใช้ท่านอาเพื่อสร้างภูมิให้ลูกชาย นับว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกทั้งรังเลยก็ว่าได้ สุดยอด
    #93
    0
  7. #92 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 11:16
    มาอัพต่อไวๆ
    #92
    0