一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,791 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9

    Overall
    6,791

ตอนที่ 8 : ใจมิอาจยอมรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 565
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    16 ก.ย. 59





ใจมิอาจยอมรับ




              ผ้าม่านไหวพริ้ว โถงตำหนักฉูเชิ่งเปิดหน้าต่างและบานประตูออกกว้างรับลมเย็นให้คลายร้อน มูลี่ไม้ไผ่ถูกคลี่ลงเพื่อบดบังแสงแดด  ต้นเดือนห้ายังนับว่าอากาศไม่อบอ้าวมากนักลมพัดมาจึงยิ่งเย็นสบาย ภายในห้องโถงตกแต่งเรียบง่ายทว่าเครื่องเรือนแต่ละชนิดล้วนมีค่าควรเมือง องค์ชายใหญ่หวางอี้เหวินวัยหกชันษานั่งห้อยขาอยู่บนที่พระทับ เข่าและข้อศอกซึ่งถลอกปอกเปิดเล็กน้อยล้วนได้รับการดูแล ใบหน้ากลมป้อมน่ารักน่าชังประดับรอยยิ้ม ข้างกายคือบุตรชายวัยสิบขวบของเสนาบดีหลิว เจ้าตัวนั่งเรียบร้อยรับประทานขนมเปี๊ยะลูกเต๋าด้วยท่าทีเอร็ดอร่อยยิ่ง ดวงตากลมโตสองข้างจ้องมองไปยังองค์ชายน้อยผู้ซึ่งบัดนี้กำลังคุยกับเจ้าของตำหนักเสียงเจื้อยแจ้วพลางเงี่ยหูฟังอย่างใคร่รู้



             "เซี่ยซินๆ เมื่อขงเบ้งดีดฉินสะกดทัพแล้วเป็นอย่างไรต่อ"  



             "เป็นอย่างไร..? สุมาอี้คิดว่าขงเบ้งต้องมีแผนวางกำลังเอาไว้ ล่อให้ตัวเองเข้าไปตีเป็นแน่แท้จึงถอยทัพกลับ แต่แท้จริงแล้วขงเบ้งไม่ได้มีทหารอยู่ในมือ อุบายนี้เรียกว่ากลเมืองร้าง ใช้ถ่วงเวลาอีกฝ่ายให้สับสน มิอาจคาดเดาได้ว่ากลศึกนี้มีเป้าประสงค์ใด ผู้คนยิ่งฉลาด ยิ่งมากระแวง" บุรุษผู้นั่งสอนตำราพิชัยยุทธแย้มรอยยิ้มนุ่มนวล น้ำเสียงแผ่วเบา เป็นจังหวะจะโคน ฟังแล้วดั่งสายน้ำรินไหลชวนเคลิบเคลิ้มยิ่ง ตาจ้องมององค์ชายน้อยนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนยิ่งนัก ใบหน้างดงามเจือรอยยิ้มไปถึงดวงเนตรคู่งามดั่งดวงดาราปรากฏท่าทีเอ็นดูอย่างหาที่สุดมิได้ วรองค์สูงโปร่งในเสื้อคลุมสีม่วงเข้มเปี่ยมด้วยกลิ่นไอสูงศักดิ์กำจายประทับนั่งข้างองค์ชายน้อย อาภรณ์แม้เรียบง่ายหากปราณีตหรูหราขับเน้นสง่าราศี เส้นผมสีหมึกยาวดั่งม่านน้ำตกปล่อยสยายไม่รกรุงรังแต่เสมือนดั่งทิวทัศน์ภาพหนึ่ง เผยท่าทีผ่อนคลายแต่หาได้ลดความระมัดระวังองค์ซ้ำเปี่ยมด้วยสเน่ห์น่ามองยิ่ง



               "เหตุใดไม่เรียกพระปิตุลา อี้เหวินไร้มารยาทนัก" 



               "เสด็จพ่อ"



                   เพียงเอ่ยขึ้นทุกสิ่งในห้องพลันหยุดนิ่ง ทุกสายตาจ้องมองแล้วจึงเผลอสูดหายใจลึก ขณะวงองค์สูงใหญ่อันเต็มไปด้วยอำนาจแห่งโอรสสวรรค์ก้าวสู่โถงด้านในตำหนัก ดวงเนตรดำจัดเพียงกวาดมองร่างเล็กๆทั้งสองด้านในต่างพลันตัวแข็งทื่อ ลุกขึ้นคุกเข่าเคารพด้วยท่าทีกริ่งเกรงนัก หากยังมีเพียงคนผู้หนึ่งสบมองแล้วแย้มรอยยิ้ม บุรุษผู้มีลักษณะดั่งภาพวาดมิได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนต่อวาจาเจือโทสะของเจ้าแผ่นดิน สบมองพระพักตร์คมคายซึ่งแม้ขมวดขนงจ้องตำหนิโอรสทว่ายังหล่อเหลาองอาจ องค์จักรพรรดิหาได้ทรงรอให้ผู้ใดลุกขึ้นเคารพเรียบร้อย หรือขยับตัวถวายพระที่ก็ทรุดตัวลงข้างกายองค์ชายผู้เยาว์อย่างคุ้นเคยยิ่ง ดวงเนตรคมจ้องใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มของเจ้าของตำหนักคราหนึ่ง ก่อนจะโบกหัตถ์วูบให้ผู้คนที่ลนลานลุกขึ้นถวายพระพรว่าอย่าได้มากพิธี 



                    ลู่หมิ่นซึ่งมีโอกาสมารออยู่เบื้องหน้าแน่นอนว่าไม่คิดปล่อยให้ลอยผ่าน สู้อุตส่าห์รั้นตามเสด็จมาได้ก็พลันยืนนิ่งอยู่ตรงทางเข้าโถง บุรุษหนุ่มผู้พกความอยากรู้มาเต็มท้องได้แต่ชะงักเท้า ครู่หนึ่งบังเกิดความรู้สึกกริ่งเกรงคล้ายควรเข้าไปหรือมิควรย่างเท้าเข้ามาขึ้นในหัวอก คุณชายตระกูลแม่ทัพจ้องมองบุรุษผู้ที่มันร้องขอสหายตามมาด้วยปราถนาจะพบหน้าสักครั้ง ก่อนหน้าที่ตามมาอย่างคึกคักอักโขยังปรากฏร้อยพันความคิดคาดเดาเกี่ยวกับพระปิตุลาหวาง มันคิดถึงคำเล่าลือกล่าวขานมากมาย คาดไว้แล้วว่าทรงมิใช่ชนชั้นธรรมดา แต่ได้มองแล้วยังรู้สึกว่าเหนือคาด แม้มีผู้เอ่ยว่าทรงรูปงามจับตาซ้ำท่าทียังสุภาพสมเป็นปัญญาชนยินแล้วยังแอบหัวเราะ คิดว่าถูกกักขังมาหลายปี เพียงมิเสียสติไปก็ถือว่าทรงมีขวัญกำลังใจดียิ่ง มิคาดว่าคนที่ตกอยู่แห่งใดกลับมิอาจแผ้วพานสง่าราศีได้กลับมีอยู่จริง ซ้ำใบหน้านั้น..ใครกันเคยบอกลู่หมิ่นผู้นี้มีเค้าเหมือนพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้น ลู่หมิ่นได้พบผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้าแล้วนึกอยากถามผู้กล่าวว่าตาบอดหรือไร เพราะตัวมันไม่อาจเทียบได้สักเสี้ยว



                "ถวายบังคมฝ่าบาท....คุณชายผู้นั้น?" ดวงตาคู่งามจ้องมอง เห็นอาภรณ์สีแดงเลือดนกตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีและท่วงท่าผึ่งผายของอีกฝ่าย ลักษณะท่าทีมองได้ว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ด้วยหากเป็นองครักษ์ของหวางเซี่ยเสียน คงไม่อาจถือพัดให้ดูสำอางค์เช่นนี้ ทั้งท่าทีแม้จะไม่อ่อนปวกเปียกก็ยากนักจะมองเป็นเข้มแข็งกร้าวแกร่ง หวางเซี่ยซินมองใบหน้าที่จัดได้ว่าละม้ายตน พลันในใจเกิดเป็นคำตอบอย่างหนึ่งที่มิควรกล่าวออกมา



                "สหายเรา นามลู่หมิ่น บุตรชายแม่ทัพสกุลลู่ เขานึกอยากพบท่านยิ่งนัก วันนี้จึงรบเร้าตามมา" องค์จักรพรรดินึกถึงผู้ตามเสด็จขึ้นมาได้จึงส่งเสียงก่นขึ้นพระศอเสียทีหนึ่ง ดวงตาคมวาวมองดูสหายตนที่ยืนนิ่งราวกับคนบ้าใบ้ผิกปกติ มองแล้วทราบว่าสายตาคู่นั้นจ้องผู้ใดอยู่ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา "ท่านจะยืนอยู่ตรงนั้นทำอะไร"



               "ขออภัยฝ่าบาท ข้าน้อยเพียงแต่ตะลึงมองภาพวาดที่แขวนไว้อยู่ ห่านป่านี้ช่างงดงามอย่างยิ่ง" ลู่หมิ่นยกมือสองข้างประสานขออภัยเจ้าเหนือหัว ใบหน้าเปื้อนยิ้มและกลับสู่ท่าทีรุ่มรวยดั่งคุณชายเจ้าสำอางค์อย่างว่องไว เจรจาพาทีอย่างรื่นหู เท้าก้าวเข้ามาทว่าก็มิกล้านั่งลง กลับก้มกายประสานมือเคารพแก่ผู้เป็นเจ้าของตำหนัก "ลู่หมิ่นคำนับพระปิตุลา"       



               "ท่านใคร่ชมมานาน ห่านป่าจะมิงามได้อย่างไร" องค์จักรพรรดิกล่าวกระเทียบกระทบ ในห้องนี้คงมิมีผู้ใดไม่ทราบว่าทรงเปรียบห่านป่ากับผู้ใด "นั่งลง"



              "...ซุนจื่อ รีบยกเก้าอี้ให้คุณชายลู่" พระปิตุลาผู้ถูกกระทบกระแทกเข้าไปด้วยเพียงยิ้มราวไม่รู้สึกรู้สาที มอบรอยยิ้มอุ่นราวกับสายลมกลางวสันต์มอบให้คุณชายสกุลลู่เบื้องหน้า คำว่าสหายตระกูลลู่ทำให้ทรงนึกย้อนไปถึงคำบอกเล่าของโอรสสวรรค์ในครั้งเก่าก่อน กลับจากทะเลตงไห่มาก็เอ่ยถึงสหายสนิทมิขาดปาก เล่าถึงอุปนิสัยใจคอของคุณชายลู่จนแม้กระทั่งพระองค์ยังได้รู้จักแม้ไม่มักคุ้น ดังนั้นจึงประสานมือทักทายเช่นกัน "หวางเซี่ยซิน ยินดีที่ได้พบ คุณชายลู่หมิ่น"



               "อวี้เหวิน" โอรสสวรรค์กล่าวเสียงหนักๆขึ้นมาโดยมิใคร่สนใจบทสนทนาของทั้งสองเป็นผลให้ต่างเงียบเสียงลงแต่โดยดี ดวงเนตรคมปลากและพระพักตร์อันฉายแววบูดบึ้งจ้องมองไปยังโอรสองค์โตซึ่งบัดนี้ได้แต่เงียบกริบ ซ้ำก้มหน้าต่ำด้วยความเกรงพระอาญา "ข้ากล่าวไว้เช่นไร ห้ามผู้คนเข้ามาที่นี่ แต่เจ้าเป็นโอรสของเรากลับฝ่าฝืนเสียเอง"



               "เสด็จพ่อ.." องค์ชายน้อยระวังพระองค์แจขึ้นมาทันที ร่างน้อยขยับวรองค์รวดเร็ว ผลุนผลันไปคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นบิดาแต่กระนั้นยังใช้สายตามองมายังพระปิตุลาคล้ายกำลังอ้อนวอนอยู่ในที "เหวินเอ๋อร์ขอพระราชทานอภัย"  



               "หึ" หวางเซี่ยเสียนแค่นสุรเสียงเยาะออกจากลำคอ ดวงตาปรายมองโอรสหาได้มีความสงสารแม้เพียงเสี้ยว "เจ้าทำได้ดี เอ่ยปากขออภัย แต่ยามรุกล้ำเข้ามาในตำหนักได้คิดถึงข้อห้ามที่เรากล่าวหรือไม่ เมื่อครู่ยังนั่งระรื่นไร้ทุกข์โศก หากไม่มีคนมาพบ บาดเจ็บไปเสด็จแม่ของเจ้าจะเป็นห่วงเพียงไร นางกำนัล ขันทีที่ตามเจ้ามากำลังคุกเข่าโขกศีรษะอยู่หน้าตำหนัก อ้อนวอนกราบขออภัยที่ปล่อยให้เจ้าคลาดสายตา หลิวเยี่ยนจื่อผู้นี้กลับถึงบ้านคงไม่พ้นถูกตำหนิ ทุกสิ่งวุ่นวายเพียงเพราะความเอาแต่ใจของเจ้า"



                "ลูก...ลูก..." ไหล่เล็กสะท้าน ใบหน้าก้มต่ำคล้ายหยาดน้ำตาเจียนจะหยด ทรงทำได้เพียงเอ่ยปากตะกุกตะกักหากไร้ถ้อยคำใด 



                "ฝ่าบาท กระหม่อมว่าควรดุด่าแต่พอดียังจะดีกว่า" ท่าทีขององค์ชายใหญ่ช่างน่าเวทนายิ่งนัก ลู่หมิ่นมองดูแล้วอดนึกสงสารไม่ได้ เด็กน้อยจะอย่างไรก็เป็นเด็กน้อย แม้จะเป็นชนชั้นกษัตริย์หรือลูกหลานคนธรรมดาก็มิต่างกัน คิดแล้วก็หันไปสบมองเนตรคู่งามของพระปิตุลา เจตนาอยากกระตุ้นเตือนให้อีกฝ่ายออกปาก ลู่หมิ่นทราบดีว่าคนผู้นี้มีน้ำหนักในใจของหวางเซี่ยเสียน ซ้ำเมื่อครู่ยังแสดงออกว่ารักใคร่เอ็นดูองค์ชายน้อย หากออกหน้าไม่แน่ว่าจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา



                "ลูหมิ่น นี่เป็นเรื่องของเรา ท่านไม่ต้องสอดมือเข้ามา" วาจาเคร่งเครียดขององค์จักรพรรดิทำให้ผู้ฟังสูดหายใจลึกแล้วเงียบเสียง ลู่หมิ่นทราบในทันทีว่าตนไม่ควรยุ่งเรื่องนี้ต่อ ในฐานะสหายมันเอ่ยวาจาไม่รู้ที่ต่ำที่สูงได้ คิดล้อเล่นได้ จาบจ้วงยังได้ ทว่าเรื่องใดที่หวางเซี่ยเสียนกล่าวห้าม มันก็ไม่มีสิทธิยื่นมือเข้าไปโดยแท้จริง เช่นเรื่องพระปิตุลาผู้ยังวางเฉยเบื้องหน้าอย่างไรเล่า   



                 แต่ดูเอาเถิด ยามนี้ราชโอรสผู้หนึ่งกำลังต้องพระอาญา ตัวมันส่งสายตาร้องขอไปแล้ว แต่คนผู้นั้นกลับนิ่งเงียบ ไร้คำพูด ไร้ท่าทีใด ตาคู่นั้นมองมาแล้วเฉยเสีย อัปกริยาเช่นนั้นทำเอาลู่หมิ่นร้อนใจนัก หรือเจตนาท่านผู้นี้คิดอยากให้องค์ชายใหญ่ต้องโทษหนักจริงๆ  



               "ฝ่าบาท" หลิวเยี่ยนจื่อคุกเข่าดังตึง รีบลงไปขออภัยอยู่ข้างกายองค์ชายน้อย ในฐานะเพื่อนร่วมเรียนหนังสือตนก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ซ้ำมันยังอายุมากกว่า ทราบดีว่าองค์ชายคิดลอบเข้ามาเล่นสนุก ควรรู้จักกล่าวทัดทานมิใช่เอาแต่คล้อยตาม "กระหม่อมไม่รู้จักห้ามปรามองค์ชาย ซ้ำเป็นผู้ชักชวนองค์ชายมา เป็นกระหม่อมผิดเอง ขอลงโทษกระหม่อมเพียงคนเดียวเถอะพะยะค่ะ" 



               "เสด็จพ่อ ไม่ใช่นะพะยะค่ะ" องค์ชายน้อยพลันเอ่ยประท้วงเมื่อได้ยินคำของสหาย ใบหน้าเล็กๆน่าเอ็นดูเต็มไปด้วยความเสียใจและอ้อนวอน "เป็นลูกผิดเอง เหวินเอ๋อร์เอาแต่ใจ ได้ยินว่าที่นี่ห้ามเข้าก็คิดอยากเข้ามาไม่ฟังคำผู้ใด พี่เยี่ยนจื่อได้ห้ามลูกแล้ว แต่ลูกไม่ฟังเอง ลูกเป็นคนผิด อย่าได้ลงโทษพี่เยี่ยนจื่อเลย"



               "ไม่ใช่นะพะยะค่ะ ฝ่าบาท เป็นหม่อมฉัน--"



               "เสด็จพ่อ เพราะลูก---" 



                  หนึ่งคนเอ่ยขอรับเอาโทษทัณฑ์มา อีกหนึ่งคนก็ร้องจะรับผิดไม่ยอมแพ้ เด็กน้อยทั้งสองต่างเอ่ยปากไม่หยุด คนหนึ่งอ้อนวอนจบอีกคนก็อ้อนวอนซ้ำ โถงตำหนักฉู่เชิ่งจึงปรากฏเสียงร้องระงมขึ้นมา น้ำเสียงเจือสะอื้นแต่ก็ยังไม่หยุดวอนขอบ่งบอกว่าแม้หวาดกลัวนักแต่ก็มิอยากให้สหายต้องประสบเคราะห์กรรม ชวนให้ซาบซึ้งในน้ำใจของทั้งสองที่มีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง ท่าทีเฉกนี้แม้ผู้ที่ใจแข็งที่สุดในปฐพียังมิอาจทน เสิ่นอวี้เอ๋อร์และซุนถิงถิงชมดูจนขอบตาแดงก่ำ นึกสงสารและเวทนาพระโอรสและสหายยิ่งนัก มิต่างกับซุนจื่อที่หน้าเปลี่ยนสี ทว่าแม้เหล่าข้ารับใช้จะนึกเวทนาเพียงไร ใบหน้าของโอรสสวรรค์กลับยังคงปรากฏเมฆครึ้มชวนให้ครั่นคราม



               "เอาเถอะ..เงียบก่อน" ผ่านไปครู่หนึ่งจนมิอาจทนเสียงร้องระงมนั้น หวางเซี่ยเสียนก็กล่าวออกมาและทอดถอนใจระอายิ่ง ทรงหันไปมองใบหน้าเจือรอยยิ้มจางอันเป็นเอกลักษ์ของพระปิตุลา แม้ยังคงท่าทีสงบทว่าเนตรงามคู่นั้นกลับทอประกายลึกล้ำ ดังนั้นจึงเอ่ยปาก "ทั้งสองบุกรุกตำหนักท่าน ท่านจัดการ"



                "ย่อมกระทำตามกฏ" หวางเซี่ยซินมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ทว่าก็ยังเอ่ยตอบคำแต่โดยดีเมื่อโอรสสวรรค์มอบอำนาจให้ ดวงตาสีนิลทอดมองไปยังร่างขององค์ชายน้อยและสหายเจือด้วยความอบอุ่นเช่นเดียวกับรอยยิ้มกระจ่างตา "ราชวงศ์ทำผิด โทษเท่าสามัญชน กฏย่อมต้องเป็นกฏ ไม่ละเว้น ไม่ผ่อนปรน จึงจะได้รับความยอมรับนับถือ"



                "แต่--" ลู่หมิ่นได้ฟังดังนั้นถึงกับเบิกตากว้าง แสดงท่าทีไม่ยินยอมขึ้นมาทันควัน โทษคนบุรุกตำหนักฉูเชิ่งนั้นสาหัสนัก จะใช้กับราชโอรสได้อย่างไร คิดแล้วก็ขมวดคิ้วและสอดปากทันควันด้วยมิอาจยอมได้ แม้คนผู้นี้เลือดเย็นไร้น้ำตา แต่ตัวมันไม่อาจเป็นเช่นนั้น "โทษนี้ถือว่าหนักหนาเกินไป องค์ชายยังทรงพระเยาว์"



                "คุณชายลู่หมิ่น ฝ่าบาทมอบอำนาจในการลงโทษให้ข้า" ดวงตาคู่งามปรายมอง ไร้ร่องรอยขุ่น เนตรงามไร้ระลอกริ้วดั่งไม่ปรากฏอารมณ์ หวางเซี่ยซินเอ่ยเตือนคุณชายลู่แล้วก็หันกลับไปสบมองเนตรคู่คมที่หรี่ลงคล้ายครุ่นคิด ริมฝีปากจึงปรากฏรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มขึ้นมา "ผิดว่าไปตามผิด หรือจะถือตัวว่าเกิดมาสูงส่งแล้วผู้อื่นต้องยอมละเว้น วันนี้ทำผิดเล็กน้อยมิได้รับโทษ วันหน้ากระทำอีก วันนี้เพียงบุกรุกขัดคำสั่ง วันหน้าฆ่าคนวางเพลิง เป็นถึงราชโอรส ไหนเลยปล่อยปละละเว้นได้"



                "โทษของการบุกรุกตำหนักตามพระราชโองการคือคือโบยตีร้อยที เฆี่ยนตีอีกร้อยที" น้ำเเสียงแผ่วเบาราวสายลมพัด หากได้ยินเด่นชัดเป็นพิเศษในยามนี้ โดยเฉพาะพระโอรสน้อยที่เงยหน้าขึ้นมาเบิกดวงตาสองข้างราวกับเห็นผี "เพียงแต่ฝ่าบาทกล่าวว่าให้ข้าจัดการ ย่อมจัดการตามวิธีของข้า เฆี่ยนตีไปก็ไม่ได้อะไร คัดพู่กันขออภัยโทษเสียร้อยแผ่นเถอะ" 



                 "ทำตามที่พระปิตุลากล่าว" กระแสเสียงองค์จักรพรรดิดังคล้ายปลุกทุกคนออกจากภวังค์



                 "หม่อมฉันทราบแล้ว ขอบพระทัยเสด็จพ่อ ขอบพระทัยพระปิตุลา" องค์ชายใหญ่หวางอี้เหวินสูดหายใจลึกแล้วโขกศรีษะเคารพพระบิดาเสียทีหนึ่งแล้วหันมาเคารพพระปิตุลาบ้าง เช่นเดียวกับหลิวเยี่ยนจื่อที่บัดนี้โขกศีรษะขอบคุณซ้ำๆ ใบหน้าซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้างหลังดวงใจพลิกคว่ำพลิกหงายกับโทษที่ได้ยิน ทั้งสองลอบสบตากันแล้วยิ้มออกมา นี่กล่าวว่าหลุดพ้นทัณฑ์ถึงชีวิตมาด้วยฝีปากเจ้าของตำหนักคงไม่ผิดหนัก 



                 "รู้ผิดแล้วก็อย่าได้ทำอีก" หวางเซี่ยเสียนกล่าวก่อนจะสะบัดมือ บอกกล่าวทั้งคู่ลุกขึ้นก่อนที่ดวงตาคมวาวจะมองสบเนตรงามซึ่งส่อแววรู้ทัน พลันรู้สึกคันคะเยอในหัวใจนักจึงเอ่ยปากประชดประชันเสียที "ท่านเชี่ยวชาญเจนจัดเรื่องกระทำผิดนัก"



                บุตรก็คือบุตร บิดาก็ยังเป็นบิดา แม้ทำผิดนักผู้กำเนิดจะตัดใจลงโทษได้ลงหรือ ดังนั้นจึงทรงปล่อยให้พระปิตุลาจัดการเสีย ท่าทีเอ็นดูรักใคร่ต่อองค์ชายน้อยนั้นทำให้ทรงคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือหนัก โทษทัณฑ์ที่ได้รับเบามากก็จริง ทว่าทรงคาดผิดเกี่ยวกับพระปิตุลาผู้นี้.. คนรู้ทันว่าจะทรงยื่นดาบมา ก็ฉวยเอาไปกวาดแกว่งแสดงอานุภาพจนชวนใจหายใจคว่ำแล้วจึงปล่อยคืน นี่ใช่กำลังกล่าวเตือน ท่านอย่ายื่นอำนาจให้ผู้คนสุ่มสี่สุ่มห้าหรือไม่?



                 "กระหม่อมก็รับโทษอยู่ ย่อมกระจ่างแจ้งยิ่ง" พระปิตุลาทรงกล่าวตอบแช่มช้า ทรงกล่าวว่ากำลังรับโทษ แต่ไยท่าทีสบายองค์เช่นนั้นเล่า ท่าทีขวัญกล้าเทียมฟ้านั้นทำเอาผู้คนโดยรอบรู้สึกประหวั่นขึ้นมา  


 
                 "เช่นนั้นท่านก็ควรรับเพิ่มอีกสักอย่าง" หวางเซี่ยเสียนรู้สึกคล้ายว่าทรงแพ้ทางพระปิตุลาผู้นี้เสียทุกประตู กระนั้นก็ยังไม่ยอมสยบ "ให้คนออกไปแจ้งนางกำนัลมารับองค์ชายไป เรื่องคัดอักษรไว้พรุ่งนี้ค่อยกระทำ มาคัดที่ตำหนักฉูเชิ่ง"   



                "ฝ่าบาท..ไม่เหมาะสมนักกระมัง" พระปิตุลาหวางยินแล้วเอ่ยทักท้วง ให้ราชโอรสมาคลุกคลีกับกบฏผู้หนึ่งถือว่าไม่สมควรยิ่ง



                "ไม่เหมาะสมอย่างไร เมื่อครู่เราเดินเข้ามา มิใช่ว่าท่านกำลังเล่ากลศึกให้อี้เหวินฟังอยู่หรอกหรือ" ทำให้อีกฝ่ายร้อนใจ นิ่วหน้าขึ้นมาแล้ว โอรสสวรรค์รู้สึกเบิกบานไม่น้อยจึงยิ่งทรงดึงดัน



                "เพียงรู้สึกว่าองค์ชายคงได้ยินตำนานโฮ่วอี้ หรือไซซีจนเบื่อแล้วเท่านั้น" หวางเซี่ยซินรู้สึกว่าองค์จักรพรรดิเบื้องหน้ากำลังสำราญอยู่กับการหยอกเล่นพระองค์จึงปั้นหน้าเคียดเคร่งขึ้นมาคราหนึ่ง "หม่อมฉันเห็นว่าไม่เหมาะสม ฝ่าบาท"



                "เหมาะสมหรือไม่ เราเป็นคนตัดสิน"      




                   หวางเซี่ยซินเงียบลง ไม่เอ่ยต่อปากต่อคำ ด้วยทราบดีเมื่ออีกฝ่ายยืนยันเช่นนี้อย่าได้คิดเอ่ยปากให้เปลี่ยนใจ โอรสสวรรค์นั้นทรงมีนิสัยเอาแต่ใจอย่างหนึ่ง เมื่อคิดกระทำการใด หรือทรงตัดสินเลือกคนผู้หนึ่งไปแล้ว ยิ่งถูกปฎิเสธจะยิ่งดื้อรั้น ถูกกระทบก็จะยิ่งปกป้อง ฉะนั้นพระปิตุลาหวางจึงมิคิดดื้อรั้นต่อไป เพียงบอกกล่าวอีกฝ่ายทางสายตา เชิญฝ่าบาทรับมือกับคำค้านของเสนาอำมาตย์ด้วยองค์เอง 



                  เรื่องราวผ่านไปด้วยดี ไม่นานนางกำนัลก็เข้ามารับตัวองค์ชายใหญ่และหลิวเยี่ยนจื่อ ลู่หมิ่นนั่งมองทั้งสองพระองค์คุยกันเงียบๆ เอ่ยพูดกันดีๆสองคำแล้วกลับมาตีรวนกันเสียสามสี่คำ สลับกันไปมาเช่นนี้ ทว่าก็ยังไม่มีผู้ใดแสดงออกว่ามีโทสะ ส่วนตัวมันหลังเอ่ยปากค้านเรื่องการลงโทษพระราชโอรสแล้วตลอดเวลาก็ไม่อาจสอดปากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่องค์จักรพรรดิและพระปิตุลาหวางพูดคุยกันได้อีก ทั้งสองสนิทสนมกันเพียงใดไม่ว่าผู้ใดย่อมมองเห็น ลู่หมิ่นที่เคยนึกภาคภูมิใจด้วยองค์จักรพรรดิมองตนเป็นสหายสนิท เทียบกับคนผู้นี้แล้วนับเป็นอย่างไรได้ คนไม่พูดจากันยังรู้ใจ นี่หรือโกรธแค้นนักหนา นี่หรือกล่าวได้ว่าทรงไม่พอใจพระปิตุลายิ่งนัก มิใช่ว่ากางปีกปกป้องอยู่หรือ ยิ่งเฝ้าคิดหัวอกยิ่งปวดแปลบรอยยิ้มบนใบหน้าแทบมิอาจรักษาได้  ลู่หมิ่นนึกอยากหัวเราะขึ้นมา ตอนนี้มันเริ่มเสียใจที่คิดอยากเจอหน้าพระปิตุลาหวางขึ้นมาแล้ว



                 "ลู่หมิ่น ท่านเป็นอะไร ไฉนตอนนี้จึงได้ไม่พูดจา?" ผ่านไปสักพัก หวางเซี่ยเสียนพลันนึกได้ว่าสหายตนเอาแต่นิ่งเงียบจึงได้เอ่ยถาม โอรสสวรรค์ประหลาดใจที่อีกฝ่ายเอาแต่เงียบ เดิมทีเห็นยิ้มแย้มพูดคุยกับพระปิตุลาอย่างสนอกสนใจ ยังคิดว่าอาจได้บันดาลโทสะด้วยความปากมากของสหาย



                 "กระหม่อมมัวแต่ถอนใจชื่นชมบารมีของฝ่าบาท" 



                "ท่านถูกความร้อนทำให้สมองเลอะเลือนแล้ว" ถ้อยคำของลู่หมิ่นผู้คุ้นเคยกันดีฟังอยางไรก็มองออกว่าเท็จ ดังนั้นองค์จักรพรรดิจึงส่ายหน้า ครั้นกล่าวแล้วก็หันมาที่บุรุษข้างกาย ปลายนิ้วสอดไส้เส้นผมสีดำสนิทราวแพรไหมอย่างคุ้นเคย "ท่านก็อีก เข้าหน้าร้อน เราเคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าควรเกล้าเก็บผมไว้เสียบ้าง ปล่อยรุ่ยร่ายราวกับผีสางทำอันใด"



                 ลู่หมิ่นยิ้ม ชั่วขณะที่ถูกโอรสสวรรค์รับสั่งหยอกล้อถึงดวงใจก็พลันชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง แต่แล้วภาพความสนิทสนมที่ทรงกระทำราวกับลืมองค์ว่าอยู่ท่ามกลางสายตาของตนก็ปรากฏ เป็นผลให้รอยยิ้มเจื่อนลงในพริบตา



               "นี่เป็นต้นฤดู กระหม่อมยังไม่ร้อน" หวางเซี่ยซินมองเห็นสายตาของบุรุษที่มาเยือนก็ขยับศีรษะห่างปลายนิ้วนั้นด้วยกลัวว่าจะมีผู้อื่นทราบถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ควรบอกกล่าวขึ้นมา "คนยังอยู่ ไม่เหมือนผีสางสักหน่อย"



                "หากเป็นผีสาง ท่านก็สมควรเป็นผีสาวริมต้นหลิวที่คอยล่อลวงนักศึกษา" ดวงเนตรคมทอประกายอ่อนโยนจางๆ มุมปากกระตุกยิ้มเจือขัน หวางเซี่ยเสียนทรงถือเอาท่าทีหลบหลี้ของพระปิตุลาเป็นการไม่ยินยอมพร้อมใจซึ่งพระองค์พร้อมจะหยอกเล่น ดังนั้นฝ่ามือจึงขยับเกี่ยวเส้นผมหยอกล้อ คล้ายจะลืมไปว่ามีสหายมาด้วย



                "ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นบุรุษ ตายไปก็เป็นผีบรรพบุรุษท่าน" อีกครั้งกับวาจาจาบจ้วงไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แม้ที่กล่าวมาจะไม่เท็จ ด้วยพระปิตุลาทรงเป็นเสด็จอาขององค์จักรพรรดิจริงๆ ทว่าตอนนี้มีฐานะกบฏ ไหนเลยกล้าบังอาจถึงเพียงนี้



                "แก่กว่าเราไม่กี่ปี มานับรุ่นทำอะไร" องค์จักรพรรดิละมือออกทันที บ่งบอกว่าทรงหมดอารมณ์จะล้อเล่น ขึงตาดุใส่ท่านอาบรรบุรุษนี่เสียที คนถูกมองก็คล้ายไม่เห็น ผู้ใดไม่รู้แต่หวางเซี่ยซินรู้ องค์จักรพรรดิเบื้องหน้าไม่ชอบพระทัยเรื่อง'ลำดับรุ่น'ที่อยากไรก็ทรงเป็นท่านอายิ่งนัก เรียกได้ว่าขุ่นใจมานับแต่เป็นองค์ชายตัวน้อย หลายครั้งยังชอบบ่นว่า อายุห่างกันไม่กี่ปี ควรเป็นพี่น้อง ไฉนกลายเป็นอาหลาน 



                "ขออภัย กระหม่อมเพียงแต่เกิดเร็วไปบ้าง"



                "ความผิดท่าน ฮึ" องค์จักรพรรดิส่งเสียงไม่ยินยอมพร้อมใจมาจากในลำคอ ท่าทียอมแพ้แม้ไม่อยากแพ้เช่นนั้นเป็นผลให้หวางเซี่ยซินคลี่ยิ้มงดงามออกมา ดวงใจดูเหมือนจะส่งเสียงร้องด้วยความเปรมปรีดิ์ครู่หนึ่งต้องทรงระงับอาการไว้ มิฉะนั้นประเดี๋ยวอันธพาลสูงศักดิ์ผู้นี้จะวกกลับมาหาเรื่องอีก 



               "ยิ้มแล้ว..ได้รังแกเราบ้างก็ปลอดโปร่งดีกระมัง" คิดไปแล้วก็ไม่ผิด เนตรคมๆส่งประกายวามวาวเมื่อมองเห็นรอยยิ้มงามจับตา ดังนั้นจึงกล่าวประชดเสียที แต่ฝ่ามือหนากลับกุมไว้แล้วบีบเบาๆ ด้วยท่าทีมิยอมความ เห็นรอยยิ้มชวนคันคะเยอในหัวใจแล้วไหนเลยจะอดใจไม่กล่าวถึงได้



                "ฝ่าบาทเป็นถึงโอรสสวรรค์ ผู้ใดจะกล้ารังแก"



                "เห็นท่านอยู่คนหนึ่ง" 



                "หม่อมฉันไม่บังอาจ" หวางเซี่ยซินดึงมือออกมาช้าๆ อย่างไม่ให้ผิดสังเกตุ ดวงตาคู่งามลอบมองไปยังผู้มาเยือนอย่างระแวดระวังในที "ฝ่าบาท ยังสะสางฏีกาไม่เสร็จกระมัง"



                "กะไร ท่านไล่เราไปทำงาน?" อีกฝ่ายพยายามดึงออก แต่โอรสสวรรค์กลับยื้อไว้ ท่าทีรั้นๆและดวงตาวาววามนั้นทำให้พระปิตุลาลอบถอนใจ ไหนเลยจะไม่ทรงทราบว่าองค์จักรพรรดิมีความชำนาญด้านการกลั่นแกล้งพระองค์เป็นอย่างยิ่ง



                 "พะยะค่ะ คุณชายลู่นั่งรอฝ่าบาทอยู่ด้วย" หวางเซี่ยซินดึงปลายนิ้วออกได้แล้วกล่าวกำชับ เน้นประโยคหลังเป็นพิเศษด้วยอยากให้อีกฝ่ายตระหนัก มีผู้มาเยือนถึงตำหนักแล้วได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้ ถือว่ามิควรยิ่งนัก



                 "เอาเถอะ รั้งอยู่นานแล้ว ไปก็ไป" องค์จักรพรรดิใช่จะไม่ทราบถึงสายตาของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงทรงยอมความแต่โดยดี วรองค์สูงประทับยืนแล้วหันไปหาสหายตนที่ยังนิ่งมิกล่าวคำจนพระองค์ต้องขมวดคิ้ว..หรือคนผู้นี้ถูกความร้อนทำให้สมองเลอะเลือนจริงๆ แต่ปฏิกริยาเมื่อยามทรงกล่าวว่าจะจากไปกลับรวดเร็วยิ่ง



                "หม่อมฉันส่งเสด็จ" พระปิตุลาหวางลุกขึ้นเช่นกัน ทั้งยังดำเนินออกจากห้องโถงเพื่อส่งเสด็จองค์จักรพรรดิด้วยตนเองเฉกทุกครั้ง



                "ท่านอย่าได้มากพิธี อากาศร้อนเช่นนี้ รีบเข้าไปพักเถอะ" หวางเซี่ยเสียนทรงสะบัดชายเสื้อคลุมมังกรทีหนึ่ง ด้านข้างคือคุณชายลู่หมิ่นที่กลับมายิ้มแย้มเบิกบานเช่นเคย



                "ลู่หมิ่นรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่วันนี้ได้สนทนากับพระปิตุลา.." เมื่อองค์เหนือหัวบอกลา ผู้อื่นก็ไม่คิดว่าจะได้อยู่ต่อ ลู่หมิ่นค้อมกายทำความเคารพก่อนจะเงยหน้าขึ้น หางตามองเห็นโอรสสวรรค์ดำเนินห่างออกไปแล้วจึงสูดหายใจลึก สีหน้าคุณชายแห่งตระกูลลู่กลับกลายเป็นเศร้าสร้อยครู่หนึ่ง มาวันนี้ได้มองเห็นทุกสิ่งที่ควรเห็น ทราบหลายอย่างที่ตนเองอยากทราบแล้ว ดวงใจจึงนึกหดหู่ ไม่นานถ้อยคำราวกับกระซิบแผ่วจึงดังขึ้น 



                "ดังนั้นข้าจึงเกลียดท่านยิ่งนัก"



               หวางเซี่ยซินไม่เอ่ยคำใด ไม่แสดงว่ารับรู้หรือมีโทสะ ใบหน้างดงามของพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นยังคงปรากฏรอยยิ้มน้อยๆอย่างสุภาพประหนึ่งถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้ต้องโสต ประสานมือบอกลาอีกครั้ง ไม่นานขบวนเสด็จโอรสสวรรค์และคุณชายลู่ก็จากไป ทรงมองตามแผ่นหลังกว้าง วรองค์ในชุดเสื้อคลุมมังกรสูงศักดิ์ที่มีร่างคุณชายในชุดแดงผู้นั้นอยู่เบื้องหลังก่อนจะหายลับไปในทิวไผ่ ภาพเบื้องหน้าไม่รู้เพราะเหตุใดจึงกรีดหัวใจยิ่ง



   ..........................................




                    "วันนี้ท่านเป็นอะไร ได้พบคนที่ร่ำร้องอยากเจอแล้ว ไฉนไม่พูดไม่จา?"



                       ตำหนักเฟิงเทียน หลังเสด็จกลับมาจากตำหนักฉูเชิ่งแล้วคร่ำเคร่งตรวจฏีกาต่อ หวางเซี่ยเสียนก็ไม่ปล่อยให้ความสงสัยลอดผ่าน เนตรคมจ้องมองร่างของสหายที่นั่งจิบชาอยู่ไม่ไกล ลู่หมิ่นเป็นคนเช่นไรไหนเลยพระองค์จะไม่ทราบ ก่อนหน้าร้องอยากตามเสด็จ ได้พบหน้าคนแล้วกลับนิ่งเงียบไม่ตอบคำอย่างผิดปรกติยิ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลอื่นไม่อาจซักไซ้ไล่เลียง ดังนั้นพอได้อยู่กันสองคนจึงเอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความสงสัย



                    "กระหม่อมเพียงแต่คาดไม่ถึงอยู่บ้าง" ลู่หมิ่นยิ้มเหย ในมือสะบัดพัดสองสามครั้ง ไม่หวังให้ตนเองได้รับไอเย็นแต่กำลังปลุกปลอบให้ตัวเองใจเย็นขึ้นมากกว่า 



                    "ท่านหมายถึงคนผู้นั้น?"



                    "พะยะค่ะ" ลู่หมิ่นพยักหน้า "หม่อมฉันได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับคนผู้นั้นมาก็มาก ยังคิดว่าไม่ใช่คนชนชั้นธรรมดา แต่เมื่อได้พบหน้าแล้ว...พระปิตุลาหวางทรงโดดเด่นเหนือผู้ใดจริงๆ"



                    "ไม่เช่นนั้นจะเป็นอัจฉริยะที่สักร้อยปีจึงจะพานพบหรือ" ฟังผู้อื่นชมเชยเสด็จอาของตน อย่างไรก็พอใจนัก พักตร์คมคายปรากฏรอยยิ้ม หากพลันก็บูดบึ้ง "ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ได้เจอแล้วก็ควรพอแล้ว ท่านอย่าได้ร่ำร้องอยากเจออันใดอีก"



                   "รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ" ลู่หมิ่นที่รู้สึกประหนึ่งได้พานพบผู้ที่ตนไม่อาจเอาชนะได้ ไหนเลยจะยินดีอยากเจออีก แต่พอทราบว่าคำสั่งนี้คล้ายจะเกิดขึ้นเพราะความหวง สีหน้าที่ปรากฏจึงแปลกตา "กล่าวถึงวันนี้ เรื่ององค์ชาย..ทำเช่นนี้คงเกิดเสียงติฉินนินทา"



                   "เพียงไปคัดอักษรวันละตัวสองตัว จะมีเรื่องราวอันใด" หวางเซี่ยเสียนมีสีหน้าไม่พอพระทัยนักก่อนจะถอนปัสสะเบาๆ ดวงตาแปรเป็นครุ่นคิดเหม่อมองไกล กระแสเสียงทอดอาลัยเจือจาง



                  "ลู่หมิ่น..คนแม้กระทำการใด แต่ความสามารถของเขาหาได้แปลกหลอม หวางเซี่ยซินแท้จริงเป็นบัณฑิต ทั้งฉลาดหลักแหลมแตกฉานคัมภีร์อ่านเขียน วันรับขวัญเดือนของอี้เหวิน เขายังเคยได้อุ้มลูกชายเราเอาไว้ ข้าคิดอยากให้เขาช่วยสอนลูกเราอ่านเขียน เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาท...เรื่องราวกลับมาเป็นแบบนี้"



                    "ฝ่าบาท.." 



                   "เอาเถอะ เราทราบดีว่าจะมีผู้ทักท้วง วันนี้จะไปพูดคุยกับเสด็จแม่และฮวาเฟยเอง มารดาไม่มีคำกล่าว ผู้อื่นไหนเลยจะยุ่งได้ เรื่องเสนาอำมาตย์หากทักท้วงมาก็ปล่อยไปเถอะ" หลังได้กล่าวความในใจแล้วโอรสสวรรค์ก็ตัดสินใจรวดเร็วคล้ายมิอยากกล่าวให้มากความ หากแต่แววสั่นไหวในดวงตายังปิดไม่มิด



                   "และเรื่องที่ฝ่าบาทให้หม่อมฉันจัดคนคอยตรวจสอบพระปิตุลา"



                   "ยังก่อน เรื่องนี้เราจะให้ทหารองครักษ์จัดการ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขา เรายังไม่อยากใช้หน่วยปักษา" สีหน้าโอรสสวรรค์มีแววครุ่นคิด ก่อนจะปิดพับฏีกาในมือและลุกออกจากที่นั่ง บ่งบอกว่าราชกิจในวันนี้เสร็จเรียบร้อย



                   "รับด้วยเกล้า"



                   "เราจะไปตำหนักใน ท่านไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปพักผ่อนเถอะ" 



                    "ฝ่าบาท เรื่องวันนี้ หม่อมฉันเห็นว่าพระองค์สนิทสนมกับพระปิตุลามากไปกระมัง" ก่อนที่วรองค์สูงจะเสด็จจากไป ลู่หมิ่นก็พลันสอดปากขึ้น แสดงท่าทีไม่ยินยอม เรื่องวันนี้เป็นตัวมันทราบจึงเงียบปากลงได้ แต่เปลี่ยนเป็นผู้อื่น ท่าทีใกล้ชิดเช่นนั้นคงจะนำพาเสียงล่ำลือไม่ดีงามทำเสื่อมเสียพระเกียรติ



                 วงองค์สูงชะงักเท้าเมื่อยินคำท้วง หวางเซี่ยเสียนหมุนกายหันมาราวกำลังรอฟัง บุตรชายแม่ทัพลู่จึงเงยหน้าขึ้น แต่แล้วทั้งร่างกลับหนาวยะเยือก เผลอสูดหายใจลึกเมื่อสบมองเนตรคมปลาบของโอรสสวรรค์ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและโกรธกริ้ว ท่าทีไม่พอใจรุนแรง ความโกรธอันเย็นเยียบไร้คำบอกกล่าวที่ถาโถมเข้าหาในช่วงเวลาหนึ่งทำให้ดวงใจหนาววูบด้วยความหวาดกลัว



               องค์จักรพรรดิไม่กล่าวคำ ทรงดำเนินจากไป ชายภูษาสีทองคำสะบัดอย่างงามสง่ายิ่ง แต่ลู่หมิ่นต้องตั้งสติอีกนานกว่าจะลุกขึ้นก้าวเท้าออกไปจากที่นั่นได้ มันทราบดีจากความโกรธเกรี้ยวที่ตนไม่เคยประสบพบพานเหล่านั้น รู้แล้วว่าอย่าได้คิดสอดมือเท้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพระองค์และพระปิตุลาอีก



                แต่ข้าเล่า...ใจข้าเล่า



               ลู่หมิ่นหรุบตาลงต่ำ สองมือกระชับพัดสีขาวในมือแน่น ทั้งยินยอม ทั้งไม่ยินยอม ในห้วงความคิดตีกันสับสนอลหม่าน ทั้งหมดก็เพราะบุรุษที่ตนเองมีใจ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งวางหัวใจไว้ที่คนอื่น..ไม่ใช่มัน



...........................................



ตอนนี้ทั้งตอนเหมือนกำลังกลั่นแกล้งคุณชายลู่ ไม่ใช่จริงๆนะเจ้าคะ  
แค่มองเขาสวีตกัน(จริงๆฝ่าบาทก็สวีทหวงก้างให้ท่านดูด้วยนั่นล่ะ)
 ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนบื้อๆ พอทักท้วงก็โดนโกรธเท่านั้นเอง /คุณชายลู่กำพัดตีหัวปั่กๆ 

ส่วนพระปิตุลา เรียกว่าเทียบกับคุณชายลู่ที่เป็นได้แค่สหายแต่ได้เคียงข้าง กับตนเองที่เหมือนจะได้รับการดูแลแต่ยังถูกขังไว้ในตำหนัก คงรู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายมากกว่า นี่เรียกว่าต่างคนต่างมุมมอง

และเรื่องราวเป็นไปแบบนี้แล้ว นี่จะกลายเป็นไฟแค้นหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไปเจ้าค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #123 aleisha (@nakomy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 17:12
    เราขอเดานะไรท์ ราชโองการนั่นน่าจะเป็นของพ่อฝ่าบาทที่เกี่ยวกะเรื่องกบฏแน่ๆ #มโน
    #123
    0
  2. #117 PJ_20446 (@2JP_2550) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 22:07
    สนุกอ่ะ #มอบเพลงคนไม่จำเป็น
    ให้ลู่หมินเลย
    #117
    0
  3. #116 ชิคาตะ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 20:16
    สนุกมากกค่ะ ยังแต่งได้เหมือนเดิมเลยค่ะ

    หวังให้มาต่อตอนต่อๆ ไป และไม่หยุดกลางคันนะคะ





    ปล. เอาใจช่วย รออยู่นะคะ
    #116
    0
  4. #115 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 08:04
    คุณชายลู่ ทำนิสัย เป็นชะนีเลยนะ
    เริ่มมี อาการมากขึ้นละ
    อิจฉาหนักเลยสิ หึหึ
    #115
    0
  5. #114 Ooo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 12:50
    ไฟแค้นหรือ? กล่าวตามจริงคุณชายลู่ไม่มีสิทธิ์หึงหวงเสียด้วยซ้ำ นิสัยเช่นนี้อย่าได้ริอาจเทียบพระปิตุลา แม้แต่แม่นางเฉียนผู้เป็นสตรียังสตรองกว่าท่านเสียอีก เลิกเถอะนะความคิดเช่นสตรีรักข้างเดียวมิช่วยให้ท่านพิชิตใจฝ่าบาทได้หรอก คุคุคุ

    มาถึงตอนนี้คิดว่าก่อนหน้าก่อกบฏหรือปัจจุบัน ทั้งสองพระองค์คงชอบพูดจาแกล้งหยอกกันเช่นนี้แหละ สังเกตจากอดีตเรื่องบรรเลงกู่ฉิน ฝ่าบาทก็ยังนิยมกวนโอยพระปิตุลา 5555 แต่พอมีเรื่องกบฎลักษณะการกวนก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามปัจจัย(?)แต่แก่นเรื่องยังเหมือนเดิมคือชอบแกล้งชอบเอาชนะ สนุกดีค่ะ ชอบตรงที่แม้จะสู้กันผ่านวาจาแต่ด้วยนิสัยของพระปิตุลา ความแง่งอนจึงไม่บังเกิด ฉากที่เห็นจึงกลายเป็นเด็กซึนๆมีอำนาจเถียงโน่นนี่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนที่ตัวเองชอบงี้ 5555

    ในวังหลวงใครน่าสงสารที่สุดคงแล้วแต่มุมมอง แต่ที่แน่นอนคือน่าสงสารกันถ้วนหน้า ฝ่าบาทนั้นดูเหมือนว่าที่สุดในใจท่านคือพระปิตุลา แต่ในใจพระปิตุลาที่สุดแล้วคงเป็นเทียนฉง เนื่องด้วยเหตุนี้ความรักหรือจะสมหวังโดยง่าย พระปิตุลามิใช่ไม่รักแต่สิ่งที่ทรงยึดเหนี่ยวไว้สูงสุดเหนือสิ่งใดย่อมเป็นเทียนฉง ฝ่าบาทลำบากแล้ว สู้ๆนะ

    ปล.ดีใจที่มาต่อเรื่องนี้นะคะ และดีใจมากที่เห็นแจ้งว่ายังไม่ทิ้งลำนำแห่งสายลม //ปาดน้ำตาด้วยความปลื้มปริ่ม

    ปล.นานๆทีจะมีช่วงหยุดให้ได้เข้าเด็กดี ขออนุญาตเม้นท์ยาวๆนะคะ อิอิ
    #114
    0
  6. #113 ปีศาจสีเงิน (@aaron-anael-abel) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 12:08
    นี่มันอารมณ์สีเทาหวานน้อยขมนาน ฮรืออออออออ
    #113
    0
  7. #106 นมเย็นจัง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 02:05
    สนุกมาก ชอบๆๆๆๆ
    #106
    0
  8. #105 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 13:20
    ชอบสองคนนี้เวลาอยู่ด้วยกัน ตะมุตะมิดี อ่านแล้วอมยิ้มตาม มาต่อบ่อยๆนะคะ สนุกมากจริงๆ
    #105
    0
  9. #104 ป้าน้ำแดงถุง (@poly59) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 07:22
    ... #ทีมพระปิตุลา
    #104
    0
  10. #103 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 21:08
    รอออออออออ
    #103
    0
  11. #102 Miss^U^ (@pantharakfei) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 20:10
    เป็นแค่สหาย อย่าสะเอาะคิดเป็นอื่น... อุ๊บ oxo มือลื่น
    #102
    0
  12. #101 วอวัน (@jaekwang) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 19:28
    เห็นคุณเขียนมาต่อแล้วเราดีใจมากเลยค่ะ /ร้องไห้
    เราชอบเรื่องนี้มากเลย พล็อตน่าสนใจ คาแรกเตอร์ตัวละครที่วางไว้ก็ดึงดูด
    แถมภาษายังสละสลวยงดงามเข้ากับเนื้อเรื่องอีก
    ยิ่งตอนที่ได้อ่านการบรรยายลักษณะรูปร่าง อากัปกิริยาของพระปิตุลานี่
    บอกได้คำเดียวว่างามจริงๆ อ่านแล้วเห็นภาพยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ~

    เราชอบการปะทะคารมระหว่างพระปิตุลากะฝ่าบาทมาก
    ทุกฉากทุกตอนนี่มันใช่! (แม้บางฉากที่ชวนกรี๊ดอัดหมอนจะมาพร้อมความโหดร้าย
    และน้ำตาของพระปิตุลาก็ตาม 555555555)
    เรียกได้ว่าในความโกรธเคืองนั้นยังมีความรู้สึกดีๆ อยู่มาก
    เห็นชัดเลยจากตอนนี้ แหม่ !

    เรารู้สึกได้เลยว่าฝ่าบาทดีใจที่เห็นลูกกับพระปิตุลาเข้ากันได้ดีด้วยซ้ำ
    ยิ่งตอนที่ฝ่าบาทเล่าให้พี่ลู่ฟังว่าพระปิตุลาเคยอุ้มลูกเรานะ
    เราเคยอยากให้เค้ามาเป็นพระอาจารย์ให้ลูกเรานะ
    ฮืมมมมมมม รู้สึกได้ถึงความเสียดาย
    แต่จากที่คุยๆ ดูเหมือนจะไม่ต้องเสียดายแล้วมั้ง
    พระปิตุลาจะทรงรู้ไหมเพคะว่างานงอก 55555
    ย้ำอีกทีว่าพระปิตุลากับฝ่าบาทนี่มวยถูกคู่มากค่ะ

    อยากรู้เนื้อหาในพระราชโองการที่แอบซ่อนไว้นั่นจังค่ะ
    ทำไมเรารู้สึกว่าพระปิตุลาไม่น่าจะเป็นกบฏได้
    มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแน่ๆ ติดตามกันยาวๆ ค่ะ

    คุณคนเขียนสู้นะ!
    #101
    0
  13. #100 nong2547 (@nong2547) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 18:37
    จะมีวันที่ปิตุลาถูกปล่อยไหม ได้อยู่กินกะพระเอกเปิดเผยด้วย หน่วงมาก
    #100
    0
  14. #99 หงส์ สิรินทร์ (@honokoe) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 17:52
    ขอบคุณไรทเตอร์
    #99
    0