一心皇叔 ดวงใจพระปิตุลา (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,789 Views

  • 144 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    6,789

ตอนที่ 9 : ความฝันเก่าราวกลับคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 704
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    27 ก.ย. 59







ความฝันเก่าราวกลับคืน





             "นามอวี้ มาจากอวี้ที่หมายถึงหยก เหวินคือเหวินอันหมายถึงความดีงาม สองคำนี้ล้วนมีความหมายที่ดี แม้เรียบง่ายแต่ก็กินใจ ดังนั้นอักษรจึงเป็นสื่อแทนความเรียบง่ายแต่หนักแน่น" แสงแดดสาดร้อนในฤดูคิมหันต์ถูกม่านมูลี่สีขาวบดบัง จั๊กจั่นในต้นฤดูส่งเสียงกังวานแว่ว ไผ่ลำใหญ่ครวญออดแอดต้นยาวเรียวใบเล็กเขียวสร้างร่มเงา แม้อากาศจะร้อนอ้าวทว่าสายลมเย็นยังคงโชยพัด ภายในห้องโถงตำหนังฉูเชิ่งยิ่งเย็นสบาย ประตูหน้าต่างเปิดออกกว้าง ผ้าม่านสะบัดไหว ร่างสูงโปร่งลากชายภูษาสีครามย่างเท้าผ่านโต๊ะเขียนอักษรตัวน้อย มือหนึ่งไพล่หลังอีกมือมีม้วนตำราเล่มเล็ก น้ำเสียงเสนาะแจ่มชัด ดวงเนตรงามทอดมองไปยังวรองค์น้อยๆที่ดำรงนั่งจับพู่กันอยู่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ปรากฏเป็นภาพน่าดูยิ่ง




            "การเขียนพู่กันต้องมีสมาธิ ทุกขีด ทุกอักษรต่างมีความหมาย ตั้งใจให้ดี จับพู่กันที่กลางด้าม แผ่นหลังหยัดตรง จดจ่อมุ่งมั่นแต่รู้จักผ่อนหนักเบา" หนังสือในมือถูกม้วนแล้วเเตะเบาๆที่แผ่นหลังน้อย ร่างของท่านอาจารย์ผู้สอนหมุนตัวอย่างว่องไวงามสง่ามายืนเบื้องหน้า ส่งรอยยิ้มบางๆอันเป็นเอกลักษณ์มอบแก่ศิษย์นามหวางอวี้เหวิน องค์ชายใหญ่ในจักรพรรดิหวางเซี่ยเสียนวัยหกชันษา ร่างน้อยในอาภรณ์งดงามสูงค่าถือพู่กันขนหูจิ้งจอกไว้ในมือซ้าย จุ่มหมึกตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษเซวียนจื่อ*แผ่นใหญ่ จดจ่อเสียจนหยาดเหงื่อซึมชื้นข้างขมับ ท่วงท่าตั้งอกตั้งใจยิ่ง




            "เซี่ยซิน ท่านเป็นอาจารย์ที่เคร่งครัดยิ่งนัก" ใบหน้ากลมป้อมเงยขึ้นมาจากกระดาษขาว ข้างแก้มเลอะหมึกดำเป็นด่างดวงเล็กน้อย ขนงเล็กขมวดมุ่น หวางอวี้เหวินถูกม้วนหนังสือเล่มน้อยบังคับให้เหยียดหลังหยัดตรงเพื่อกำหนดท่วงท่าลักษณะการเขียนให้ถูกต้อง เมื่อทรงตวัดปลายพู่กันสำเร็จจึงทักท้วงขึ้นมา




             "ย่อมต้องเคร่งครัด เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสม องค์ชายสู้อุตส่าห์เสด็จมาที่นี่แล้ว ให้กลับไปแล้วไม่มีความคืบหน้าย่อมเป็นไปมิได้" ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยพลางทรุดกายลงบนตั่งที่ประทับ ทรงเอื้อมมือรับกระดาษที่ถูกเขียนลงไปมาทอดมองดู ครู่หนึ่งสีหน้าก็ปรากฏแววพึงพอใจ กวักมือเรียกร่างขององค์ชายน้อยให้ปรี่มานั่งเคียงคู่ แล้วชี้ชวนไปยังตัวอักษรเบื้องหน้า "ท่านดูนี่ หางของคำว่าเหวินนี้เขียนได้อย่างพริ้วไหว แสดงว่าเมื่อจับพู่กันด้วยท่วงท่าที่ถูกต้อง ลายมือก็พัฒนาขึ้นมา"




             "ข้าดูไม่ออก" องค์ชายผู้ถูกชมเชยมุ่ยหน้าเล็กน้อย เนตรกลมใสจ้องมองกระดาษสองแผ่นที่ถูกคลี่แล้วเปรียบเทียบกัน แผ่นหนึ่งคืออักษรที่ตนเพิ่งลงมือคัดไป ส่วนอีกแผ่นนั้นก็เขียนไปก่อนหน้า คำว่า'อวี้เหวิน' เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน มองไม่ออกว่ามีสิ่งใดแตกต่าง




             "ไม่เป็นไร ฝึกเขียนนานวันเข้าก็จะเห็นผลเอง..อากาศร้อนนัก ดื่มชาหอมก่อนเถิด" พระปิตุลากล่าวพลางเอื้อมมือรับชาหอมจากนางกำนัลเสิ่นอวี้เอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายคอยรับใช้ ลอบสรวลแผ่วเบาเมื่อใบหน้ากลมป้อมปรากฏความเกียจคร้านขึ้นมาทันทีที่ทรงเอ่ยคำว่าฝึกฝน เด็กเล็กนั้นแม้ขยันขันแข็งอย่างไรก็ยังนิยมวิ่งเล่นออกแรงมากกว่าจดจ่ออยู่กับตำรา ทรงทราบดีจึงปล่อยให้องค์ชายน้อยได้ผ่อนคลาย 




             "ข้ายังต้องฝึกอีกหรือ ต้องคัดคำขอโทษอีกหรือไม่ เสด็จพ่อไยให้เขียนมากมายแล้วเลือกไปแค่วันละแผ่น" จิบชาหอมๆชื่นใจแล้วเอื้อมมือหยิบขนมในจาน หวางอวี้เหวินแทะขนมดอกบัวพลางบ่นอย่างยุ่งยากใจ 




              "หรือองค์ชายไม่ประสงค์จะมาเขียนพู่กันกับหม่อมฉันที่นี่?"




              "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น" หวางอวี้เหวินหันขวับ ส่ายหน้าประท้วงอย่างรวดเร็วยิ่ง "ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจ ท่านกล่าวว่าให้คัดคำขอโทษร้อยแผ่น แต่ไฉนเสด็จพ่อไม่อนุญาตให้ทำเสร็จเสียครั้งเดียวจะได้หมดโทษทัณฑ์ เหตุใดต้องกระทำการยุ่งยากเช่นส่งแค่วันละแผ่น"




               "เพราะฝ่าบาทอยากให้องค์ชายได้ตระหนักถึงความผิดตน" พระปิตุลากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ "คัดอักษรทุกวันสองชั่วยามในตำหนักนี้แล้วเลือกเอาคำที่ดีที่สุดไป เสด็จพ่อของท่านจะทอดพระเนตรมันทุกวัน มองดูว่าองค์ชายจะก้าวหน้าหรือไม่ ขยันหมั่นเพียรเพียงใด เทียบกับการคัดกระดาษร้อยแผ่นซึ่งเขียนอย่างไม่ใส่ใจเพียงใดก็ได้แล้ววิธีการนี้ย่อมดีกว่า"




               ปลายนิ้วเรียวขาวเอื้อมไปเช็ดรอยหมึกดำออกจากใบหน้ากลมป้อมน่ารักน่าชัง พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนดวงหน้าขณะสบมองดวงตาใสกระจ่างไร้มลทินของเด็กน้อย หวางเซี่ยซินอธิบายอย่างใจเย็นยิ่ง ทว่ายามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยหมึกดำออกจากใบหน้าขององค์ชายใหญ่ผู้นี้ ในห้วงคำนึงกลับนึกถึงบิดาของอีกฝ่าย เพียงเพราะอยากให้ตระหนักถึงความผิดตน เพียงเพราะต้องการฝึกให้อดทนขยันขันแข็งหรือ หากกล่าวว่าใช่ก็ย่อมได้ แต่หวางเซี่ยซินทราบดี..เหตุใดองค์ชายใหญ่หวางอวี้เหวิน กระทำความผิดแล้วต้องชดใช้ในลักษณะนี้ มิใช่ว่าองค์จักรพรรดิกำลังหากข้ออ้างให้แก่พระองค์อยู่หรือ




                มองดวงหน้าน้อยๆที่คล้ายเหมือนคนผู้นั้นยิ่งนักแล้วรู้สึกราวกับมีบางสิ่งกระทบดวงใจ หัวอกสัมผัสได้ถึงความอ่อนหวานแทรกเข้ามาจากการกระทำของอีกฝ่าย หวางเซี่ยเสียนบทจะใจร้ายก็รานน้ำใจได้รุนแรงนัก หากเวลาจะดี ก็อ่อนโยนเสียจนหทัยสั่นไหว องค์จักรพรรดิปราถนาเพียงลงโทษองค์ชายใหญ่หรือ ผู้ใดไม่รู้แต่พระองค์ทราบว่าไม่ ตรงข้ามคนผู้นั้นกำลังวางอุบายมอบองค์ชายวัยเยาว์ให้พระองค์สั่งสอน สองชั่วยามในตำหนักอันร้างไร้ผู้คนแห่งนี้กระทำได้เพียงคัดพู่กันขออภัยรึ..ย่อมมิใช่ จะดีร้ายก็ย่อมต้องสนทนากันใช่หรือไม่ จะมากน้อยก็ย่อมได้รับการสั่งสอน คุ้นเคยกันมิใช่หรือ




               มอบบุตรชายผู้หนึ่งให้ท่านสั่งสอน แสดงว่าไว้ใจท่านยิ่ง ฝากพระองค์น้อยๆไว้ให้ท่านดูแล หากไม่เชื่อในความสามารถของท่านแล้วจะเป็นอะไร นี่คือความหมายทั้งหมดที่องค์จักรพรรดิผู้นั้นต้องการจะสื่อ ในฐานะบัณฑิตผู้หนึ่งหวางเซี่ยซินเคยถูกคาดหมายไว้สูงส่งเพียงไหนทุกคนย่อมทราบดี ทว่าหากจะให้กบฏแผ่นดินสั่งสอนราชโอรส นี่ต้องกล่าวว่าอย่าได้คิดฝัน ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นอุบายหนึ่งของฝ่าบาท ใช้การลงโทษยืดเยื้อเพื่อให้พระองค์มีโอกาสได้สั่งสอนดูแลโอรสของตน หากเสนาอำมาตย์ทักท้วงก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่ามันคือการทำโทษ องค์ชายใหญ่หวางอวี้เหวินทำผิดจริง ใครเล่ากล้าคัดค้าน ส่วนการทำโทษจะเป็นเยี่ยงไร มีเนื้อหาสาระอันใดท่านกล้ายุ่งย่ามหรือ โอรสสวรรค์ตัดสินใจแล้วจะมีใครกล้าสอดมือเข้ามาเกี่ยว




               แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น หวางเซี่ยซินก็ทราบดีว่าองค์จักรพรรดิลงแรงไปไม่น้อย การให้องค์ชายใหญ่เข้ามาในตำหนักนี้ไม่ใช่เรื่อง นอกจากต้องตอบคำถามของบรรดาเสนาอำมาตย์ ยังต้องทรงรับศึกใหญ่ในวังหวัง ทั้งไทเฮา ฮองเฮา หรือเสด็จแม่ขององค์ชายเช่นสนมฮวาเฟย ให้องค์ชายมาข้องแวะกับกบฏที่คนทั้งแผ่นดินรังเกียจ ใครเล่าจะไม่คัดค้าน กว่าองค์ชายน้อยจะสามารถเดินมาเกาะเข่าพระองค์ได้นับว่ายากเย็นยิ่ง คนผู้นั้น..ครั้งนี้ต้องเหนื่อยยากมากจริงๆ 




               "ท่านอาจารย์เซี่ยซิน ท่านเหม่ออะไรอยู่รึ?" ดวงเนตรดำขลับจับจ้องไม่วางตา มือน้อยเกาะภูษาดึงเบาๆด้วยท่าทีงวยงง ควรทราบว่าหวางอวี้เหวินไม่นิยมถูกผู้อื่นเมินเฉยเช่นเดียวกับเสด็จพ่อของพระองค์




               "ขออภัยฝ่าบาท กระหม่อมเพียงแต่กำลังคิดว่าเราควรออกไปนั่งสนทนากันด้านนอกดีหรือไม่" พระปิตุลาคงรอยยิ้มบนใบหน้ามอบให้เจ้าของวรองค์น้อยแล้วก้มลงอุ้มร่างเล็กๆไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ทรงมุ่งหน้าไปยังด้านนอกดำหนักซึ่งมีระเบียงเล็กๆยื่นออกมา ซ้ำมีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่แผ่ปกคลุมจึงถือว่าร่มรื่นน่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง




               "ดี ข้าเองก็เบื่อคัดพู่กันแล้ว เซี่ยซินเล่ากลศึกให้ข้าฟังอีก" แขนเล็กป้อมโอบรอบลำคอ เกาะเกี่ยวไว้อย่างรวดเร็วพลางแกว่งขาน้อยๆ อัปกริยาเต็มไปด้วยความคุ้นเคยทั้งยังเชื่อใจยิ่งจุดรอยยิ้มอ่อนโยนไปจนถึงดวงตา อ้อมพาหาจึงกระชับแน่นขึ้น




               "อีกหรือ..องค์ชายสนพระทัยเรื่องการรบเช่นนี้ เสด็จพ่อของพระองค์ทราบหรือไม่?"




               "เสด็จพ่อ.." องค์ชายน้อยทวนคำเบาๆ ขณะประทับยืนอีกครั้งเมื่อมาถึง ระเบียงของตำหนักร่มรื่นด้วยเงาของต้นไม้ใหญ่ ไอร้อนก้าวจึงไม่ย่างกรายข้ามา พระปิตุลาทรงนั่งลงขัดสมาธิเรียบร้อย มอบรอยยิ้มกระจ่างตามาให้ โดยไม่ต้องเรียกจึงทรงก้าวเข้าไปหาทันควัน 




               "ใช่แล้ว องค์จักรพรรดิทรงทราบหรือไม่ว่าองค์ชายสนใจเรื่องการรบ กลศึกสงคราม ทั้งยังโปรดให้กระหม่อมเล่าให้ฟังอีก" เมื่อร่างน้อยทรุดกายลงบนพื้นระเบียงหวางเซี่ยซินจึงเอ่ยปากอีกครั้ง หันไปรับเอาถาดน้ำชาและขนมจากนางกำนัลก่อนจะโบกมือให้ออกจากบริเวณนี้ ดังนั้นจึงเหลือเพียงสองพระองค์นั่งชมทัศนียภาพของสวนสวยเบื้องหน้า 




               "ข้า.." องค์ชายใหญ่หวางอวี้เหวินคิดกล่าวตอบหากพลันขมวดคิ้วมุ่น ดวงเนตรกลมโตจ้องมองบุรุษข้างกายคล้ายกล่าวหา "ทำไมท่านถึงเรียกตัวเองว่ากระหม่อม ท่านเป็นถึงพระปิตุลา..ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเสด็จพ่อบ่นว่าไม่ชอบให้ท่านพูดจามากพิธี" 




               "...บางอย่างควรเรียกไว้เพื่อความเคยชิน เอาเถิด ถ้าองค์ชายไม่ชอบ ข้าก็จะไม่พูด" แม้จะงวยงงเล็กน้อยกับคำพูดเช่นนั้น แต่ก็ทรงยินยอมลงให้ผู้เยาว์เบื้องหน้าเสียเจ็ดส่วนแต่โดยดี ทั้งยังทรงลอบขัน บิดากับบุตรนั้นบางเรื่องราวดูคล้ายคลึงกันยิ่ง เฉพาะเมื่อใบหน้าเล็กๆกำลังขมวดคิ้วมุ่น ขบริมฝีปากเบาๆ




              "เซี่ยซิน" น้ำเสียงอ่อนคล้ายไม่มั่นใจดังมาจากองค์ชายน้อย ทรงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าประดับรอยยิ้มกระจ่างตาของพระปิตุลาหวาง หรือกบฏที่ผู้คนภายนอกชอบเรียกขาน องค์ชายน้อยจ้องมองดวงหน้าเปี่ยมด้วยความปราณีนั้นแล้วเอื้อมไปดึงชายภูษาสีครามเบาๆ กระตุกให้เนตรงามหันมาจดจ่อสนใจพระองค์แล้วบิดริมฝีปากลงคล้ายจะร่ำไห่ "เสด็จพ่อไม่ต้องการข้าแล้วหรือ"




              "องค์ชาย.." หวางเซี่ยซินใจกระตุกวาบ รีบรั้งเอาวรองค์น้อยมานั่งบนตักแล้วโอบประคองปลุกปลอบด้วยความอาดูรอย่างยิ่ง แว่วเสียงคล้ายสะอื้นอู้อี้ยามองค์ชายน้อยซุกใบหน้าลงกับอก กริยาอาการกระทั่งน้ำเสียงบ่งบอกว่าเด็กน้อยกำลังมีเรื่องทุกข์ใจ ดังนั้นจึงยิ่งกอดไว้ไม่ห่าง "เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น เสด็จพ่อจะไม่ต้องการท่านได้อย่างไร"




              "เป็น..เป็นพวกเขากล่าว..พวกขันทีนางกำนัล..บางคนพูดว่าที่ท่านพ่อลงโทษข้าให้มาที่นี่เป็นเพราะไม่ต้องการข้า เพราะข้าไม่เก่งกาจพอ จึงจะหันไปเชิดชูน้องชายแทน" ยิ่งพูดยิ่งน้ำเสียงสั่นไหว ดวงเนตรทอแววแดงก่ำพยายามกลั้นน้ำตาเจียนหยดช่างน่าสงสารนักยามได้มองเห็น "พวกเขากล่าวว่าข้าจะถูกทอดทิ้ง ถูก..ถูกลืม ถูกขังไว้เช่นเดียวกับท่าน"




              "องค์ชาย.." ปลายนิ้วเรียวขาวลูบไล้เส้นเกษาดำขลับเบาๆ เนตรคู่งามหรุบต่ำทอแววเห็นอกเห็นใจยิ่ง สัมผัสได้ถึงไหล่เล็กๆที่สั่นสะท้าน อัปกริยาน่าเวทนาช่างสั่นคลอนดวงใจให้รวดร้าว หวางเซี่ยซินต้องการจะเอ่ยคำปลุกปลอบองค์ชายน้อยมิให้ทรงหวาดหวั่น ทว่าถ้อยคำบางคำ กลับแล่นตรงเข้าเฉือนดวงหทัย ถูกทอดทิ้ง ถูกขัง ถูกลืมกระนั้นหรือ..บางทีนี่อาจเป็นชะตากรรมที่พระองค์ต้องประสบ เป็นความตั้งใจของคนผู้นั้น 




             ปลายนิ้วสั่นระริก ดวงใจปวดปร่าขึ้นชั่วเเล่น สภาวะที่ประสบแม้ทราบดีแก่ใจ ทว่าได้ยินมาจากผู้อื่นกลับมารสชาติแตกต่างกันอยู่มาก ไหนเลยจะเรียกว่าปล่อยวางสามารถยอมรับชะตากรรมของตนได้ แสร้งนิ่งเฉยไม่เจ็บปวด พอรู้ตัวกลับแสดงอาการรวดเร็วเช่นนี้ เรียกว่าไม่รู้สึกรู้สาได้หรือ




               "องค์ชาย ท่านอย่าได้เข้าใจผิด" ดันวรองค์น้อยที่ซุกอกเนื้อตัวสั่นเทาราวลูกนกบาดเจ็บให้เงยหน้าขึ้นสบตา พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นแย้มรอยยิ้มอบอุ่น รอยยิ้มที่บัดนี้ไม่อาจแทรกไปถึงดวงเนตรคู่งามซึ่งพยายามกลบประกายร้าวไหว พยายามยิ้มและกล่าวถ้อยคำปลุกปลอบเด็กน้อยทั้งที่ไม่รู้จะทำเช่นไรกับดวงใจตนเอง "เสด็จพ่อของพระองค์หาได้คิดทอดทิ้ง หาได้ไม่สนใจท่าน เสด็จพ่อของท่านเพียงแค่อยากให้ท่านรู้จักมีความรับผิดชอบ รู้จักสำนึกผิด หวางอวี้เหวินยังคงเป็นองค์ชายใหญ่ ไม่ว่าผู้ใดก็ลืมความจริงข้อนี้ไปไม่ได้ทั้งนั้น หากไม่สนใจ ฝ่าบาทจะเสด็จมาหา ตรวจดูท่านคัดลายมือทุกวันหรือ ไยต้องสนใจคำของผู้อื่น" 




                "..แต่..แต่เสด็จแม่วิตกแทนข้า กล่าวว่าท่านพ่อให้ข้ามาหาท่าน..ท่าน" ได้รับฟังคำปลอบใจแล้วร่างน้อยที่สั่นระริกจึงค่อยระงับอาการสะอื้นโดยไร้เสียงของตนได้ กระนั้นยังเอ่ยทักท้วงแผ่วเบา สีหน้าแววตายังคงปรากฏความยังเล




               "เพราะกบฏ กระหม่อมคือกบฏ ใช่หรือไม่" ดวงหน้างามแย้มพรายรอยยิ้มเจือโศก แม้ทราบดีว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนย่อมหวาดหวั่นและถอยห่าง ทว่าดวงใจก็ยังเศร้าสร้อย หวางเซี่ยซินคำหนึ่งเอ่ยเป็นกบฏ สองคำก็พลันเอ่ยซ้ำราวกับจะตอกย้ำซ้ำรอยบนดวงใจของตน "องค์ชาย..แท้จริงปัญหานี้ เป็นของหม่อมฉัน หวางเซี่ยซินคือกบฏ ดังนั้นสถานะขององค์ชายย่อมต้องสั่นคลอนเมื่อข้องเกี่ยวกับกบฏ..ข้าเข้าใจถึงความหวาดหวั่นของพระมารดาท่านดี"




               "เพียงแต่ ขอหม่อมฉันกล่าวยกย่องตนเองสักเล็กน้อย กบฏผู้นี้ยังมีความรู้ติดตัวดีอยู่ ทั้งยังเชี่ยวชาญด้านการเขียนอักษรยิ่ง หม่อมฉันขอให้องค์ชายช่วยอดทนสักร้อยวันได้หรือไม่ เพียงผ่านพ้นปลายฤดูหนาวโทษนี้ก็จะจบลงแล้ว ระหว่างนั้นกบฏผู้นี้จะกระทำเพียงถ่ายทอดวิชาเขียนพู่กัน คัดอักษร จะไม่กล่าววาจานอกลู่นอกทางแม้ครึ่งคำให้พระสนมทรงลำบากพระทัย เช่นนี้ดีหรือไม่?"




               "ไม่เอา" องค์ชายน้อยนิ่งฟังจนจบพลันก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว "ข้าชอบคุยกับท่าน จะให้ข้าเอาแต่คัดอักษรไม่ยอมพูดด้วยหรือ น่าอึดอัดยิ่ง ข้าไม่เอา"




               "กระหม่อมหมายถึง..พูดจานอกเรื่อง ไม่เอ่ยถึงเรื่องอื่นๆ" พระปิตุลาพลันรู้สึก ทรงรับมือเด็กน้อยเบื้องหน้าไม่ถูกขึ้นมา 




               "ท่านเคยได้ฉายาอัจฉริยะไม่ใช่หรือ เหตุใดกลับไม่คิดสอนข้า ข้าไม่เอา"




               "เช่นนั้น องค์ชายคิดว่ากระหม่อมควรทำเช่นไรดี"




               "ข้าบอกว่าท่านอย่าพูดจามากพิธี" ใบหน้าเล็กๆบูดบึ้งงอแง เด็กน้อยบทจะเอาใจยากก็ยังยากยิ่ง พระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นแทบลืมเลือนความปวดร้าวในทหัยไปเสียแล้ว ตอนนี้กลับปวดศรีษะมากกว่า 




                "ข้าไม่พูดแล้ว..องค์ชายช่วยบอกด้วยว่าควรจะทำอย่างไร"




               "ข้า..ข้าจะทำอย่างที่ท่านบอก ข้าจะไม่สนใจคำพูดผู้อื่น" ใบหน้าเล็กๆกลมป้อมน่ารักน่าชังเงยขึ้นมาสบตาอย่างผู้ที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งจมอยู่ในอ้อมพาหาของพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้น "ท่านต้องคุยกับข้า ต้องเล่ากลศึกให้ข้าฟัง ต้องสอนข้าคัดอักษร ต้อง--เวลาคัดอักษรไม่ต้องเคร่งเครียดนักก็ได้"




               "รับด้วยเกล้า รับด้วยเกล้าฝ่าบาท" คล้ายน้ำหนักบางอย่างในหัวอกถูกยกออกด้วยความใสซื่อน่ารักน่าชังขององค์ชายน้อยผู้นี้ หวางเซี่ยซินคลี่ยิ้มเต็มใบหน้า ดวงตาพร่างพรายด้วยความรู้สึกแจ่มใส สองมือสองแขนนึกอยากกอดรัดวรองค์น้อยๆนี้แนบอก ทว่ากลัวอีกฝ่ายอึดอัดจึงทำเพียงลูบศีรษะเล็กๆสูงค่านั้นไม่หยุด น้ำเสียงทั้งรักใคร่ทั้งปลาบปลื้มเอ็นดูยิ่งนัก




               "บอกแล้วไงว่าท่านห้ามพูดจาเช่นนี้" 




               "ได้..ข้าไม่พูดแล้ว" หวางเซี่ยซินหัวเราะเบาๆในลำคอ ทรงกอดประคองร่างน้อยไว้ด้วยพระอารมณ์แจ่มใส ดวงเนตรคู่งามทอประกายรื่นรมย์จ้องมองสวนที่ตกแต่งออกมาอย่างงามตาเบื้องหน้า ชั่วเวลานี้ทรงคิดคำนึงถึงคำสัญญาในอดีตที่เอ่ยไว้กับคนผู้หนึ่ง ในวันครบรอบเดือนขององค์ชายน้อย เมื่อทรงมอบของขวัญสูงค่าชิ้นหนึ่งแล้วจึงได้กล่าว หากวันหน้าองค์ชายรู้ความอยากคอยช่วยเหลือสั่งสอนวิชา คนผู้นั้นพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจริงใจ กล่าวสัญญาว่าหากบุตรชายเติบใหญ่จะมอบให้ทรงอุปถัมภ์ค้ำชู..




              "เมื่อวานเล่าเรื่องศึกผาแดงไปแล้ว..วันนี้ฟังพิชัยสงครามซุนจื่อ**บ้างดีหรือไม่ ตีใกล้แสร้งไกล ตีไกลแสร้งใกล้ เมื่อยามบุก จงบุกให้เหมือนไฟ  เมื่อยามที่ตั้งรับ จงนิ่งสงบอย่างหุบเขา เมื่อยามเคลื่อนทัพ จงเคลื่อนให้เหมือนสายลม....."




                 บุตรชายตัวน้อยของคนๆนั้น บัดนี้กำลังนั่งไกวขาไปมาบนตัก ดวงตากลมใสเฉลียวฉลาดเจือแววอยากรู้อยากเห็นและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ รอยยิ้มน้อยๆเต็มใบหน้าช่างคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของคนผู้นั้นในอดีตอย่างยิ่ง รอยยิ้มยามเจ้าตัวเอ่ยคำมั่นกล่าวข้าจะปกป้องดูแลเสด็จอาฉินเอ๋อร์ยังคงตราตรึงในหัวใจ ราวกับเวลาไม่ได้เคลื่อนคล้อย ราวกับไม่ได้ถูกความจริงอันโหดร้ายฉีกกระชากออกไป สายลมเย็นยามบ่ายโชยพัด น้ำเสียงรื่นหูประหนึ่งสายน้ำรินไหลดังท่ามกลางเสียงไผ่เบียดออดแอด สอดแทรกด้วยเสียงเล็กๆที่เต็มไปด้วยความกระตือรือล้นยิ่ง ภายใต้แสงแดดแรงของฤดูร้อน ในร่มไม้ยังคงเย็นฉ่ำ ภายในตำหนักเงียบสงบไร้ผู้คน ยังคงมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาเจือความรื่นรมย์




.................................




                 ปลายพู่กันหยกขาวทำจากขนหูจิ้งจอกอ่อนนุ่มถูกจุ่มลงไปยังถาดหมึกสีดำสนิท กลิ่นฉุนจางโชยมาเล็กน้อย ขณะฝ่าเท้าเล็กๆเหยียบย่องอย่างระมัดระวังผ่านห้องโถงใหญ่ไประเบียงกว้าง ดวงตากลมโตจ้องมองเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งที่นอนทอดกายอยู่บนระเบียงไม้ เสื้อคลุมสีครามปักลายวิหคตัวใหญ่ถูกถอดออกเพื่อให้คนผู้หนึ่งนอนหนุน ร่างเล็กป้อมผู้ผละออกจากที่นอนอันสูงศักดิ์กลับมาอีกคราพร้อมพู่กันในมือ หวางอวี้เหวินขยับเข้าไปใกล้พระปิตุลาซึ่งหลับสนิทไร้ท่าทีระแวดระวัง แล้วไม่นานปลายพู่กันก็ตวัดสร้างผลงานอย่างเร็วรี่ ขีดที่หนึ่งตรงแก้มซ้าย ขีดที่สองตรงแก้มขวา วาดหนวดแมวแล้ววงกลมรอบดวงตา จุดลงไปบนจมูกคราหนึ่งยังรู้สึกไม่สาแก่ใจ องค์ชายน้อยจึงผละออกลุกขึ้นไปจุ่มหมึกอีกครั้ง




                 "อ่ะ----"




                  ".........." ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้องค์ชายน้อยเงียบเสียง ผู้ที่ย่างเท้าเข้ามาจะเป็นใครไม่ได้นอกจากองค์จักรพรรดิหวางเซี่ยเสียน ดวงตาคมวาวมองดูบุตรชายผู้แสนซุกซนของตนถือพู่กันค้างไว้ในมือซ้าย และมองใบหน้าของพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นที่มีรอยหมึกปรากฏเป็นทางยาว มุมปากคล้ายกระตุกยิ้มขัน หวางเซี่ยเสียนอารมณ์ดีจนไม่คิดเอ่ยปากตำหนิใดๆต่อบุตรชาย เพียงพยักหน้าให้องค์ชายน้อยลุกขึ้นจากการทำความเคารพเท่านั้น 




                กระดาษเซวียนจื่อหลายแผ่นถูกยื่นมาให้หัตถ์หนาเอื้อมรับ หวางเซี่ยเสียนทอดพระเนตรอักษรซึ่งเขียนนามอวี้เหวินแผ่นแล้วแผ่นเล่า แทบไม่ปรากฏความแตกต่างทว่าโอรสสวรรค์กลับพยักหน้าพอใจ เอื้อมมือลูบศีรษะเล็กๆนั่นเสียคราหนึ่งแล้วโบกหัตถ์อีกครั้ง นางกำนัลประจำตำหนักจึงปราดเข้ามาพาตัวองค์ชายน้อยส่งกลับตำหนักที่ประทับ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนกระทำอย่างรวดเร็วและไร้สุ้มเสียงด้วยทุกคนในที่นี่ต่างมิอยากรบกวนนิทราของบุรุษผู้หนึ่ง




                 โบกหัตถ์อีกคราร่างองครักษ์ประจำตัวก็หายไปจากคลองจักษุ ทั่วทั้งตำหนักเหลือเพียงบุรุษสองคนและเสียงร้องของจั๊กจั่นดังแว่ว ยามสายลมแห่งคิมหันต์พัดมาพักตร์คมคายอันเคร่งเครียดของพระองค์ก็ราวถูกปัดเป่าปลาสไปสิ้น เหลือเพียงดวงเนตรคมทอประกายอ่อนโยนเช่นเดียวกับพระพักตร์เจือรอยสรวล ทุกสิ่งราวมีไว้สำหรับบุรุษเบื้องหน้า สิ่งที่สามารถเผยออกมาได้แค่ชั่วยามเฝ้ามองคนผู้หนึ่งอยู่ในห้วงนิทรา มิอาจเผยร่อยรอยความรู้สึกนี้ให้ผู้ใดพบเจอนอกจากพระองค์เอง ชั่วเวลาที่ทุกสิ่งถูกความปรารถนาในดวงหทัยกลบทับจนไม่คิดตระหนักถึงความจริง ชั่วเวลานั้นจึงทำได้เพียงจ้องมองราวกระหายมิรู้หน่าย




                 "อืม..." แม้รู้สึกเวลาผ่านไปแสนสั้น แต่เมื่อร่างโปร่งขยับกายคลายเมื่อยขบโอรสสวรรค์ก็สูดลมหายใจปรับท่าที ทรงพักตร์เคร่งขรึมหากดวงเนตรคู่งามนั้นมิได้ลืมขึ้นมา วรองค์ที่สวมเพียงเสื้อสีขาวตัวในขยับสองสามครั้งแล้วนิ่งไปเสีย เพียงทำให้เส้นผมดำยาวราวม่านน้ำตกยุ่งเหยิงเพิ่มอีกนิดเท่านั้น คนผู้นี้ยังคงหลับสนิทและยังคงไม่ใส่ใจจะรวมมัดเส้นผมไว้เช่นเคย ซ้ำยามนี้ถึงขั้นไม่สวมถุงเท้า เผยปลายเท้าขาวผ่องสูงค่าให้ได้ประจักษ์ ร่างโปร่งซวนซบหลับสนิทอยู่บนเสื้อคลุมสีครามลายปักษาสยายปีก ร่องรอยที่บ่งบอกว่ามีผู้แอบอิงนั้นคงไม่พ้นโอรสของพระองค์ที่จากไปเมื่อครู่ ใบหน้างามพริ้มซบอยู่กับท่อนแขนของตนทั้งผ่อนคลายและสงบสุขแม้มีรอยหมึกถูกวาดลงไปก็ยังคงไม่รู้สึกรู้สา ทิ้งแพขนตาทาบผิวแก้มขาว ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าพระปิตุลาแห่งแว่นแคว้นยังคงอยู่ในห้วงนิทรา หวางเซี่ยเสียนทรงมุ่นขนงเล็กน้อย ดำริจะปัดเอาเส้นผมออกไปไม่ให้ระใบหน้าอีกฝ่าย แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจ 




               ออกแรงเล็กน้อย สองแขนสอดเอาร่างบุรุษผู้อยู่ในห้วงนิทราเข้าสู่อ้อมกอด เสื้อคลุมผืนงามถูกทิ้งไว้ที่พื้น ขณะทรงย่างเท้าก้าวอย่างรวดเร็วไปด้านในของตำหนักอย่างคุ้นเคย ตลอดทางไม่มีร่างของข้ารับใช้คนใดปรากฏ ทว่าประตูห้องนอนกลับถูกเปิดออกอย่างเรียบร้อยราวกับรอท่า ซ้ำยังมีอ่างล้างหน้าใบเล็กวางไว้บนโต๊ะสำหรับผู้ที่มีรอยหมึกบนใบหน้า หวางเซี่ยเสียนวางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงกว้าง นึกแปลกใจว่าคนผู้นี้ไปอดหลับอดนอนมาจากที่ใดจึงได้หลับสนิทกระทั่งถูกเขียนหน้า ถูกอุ้มมาก็ยังไม่รู้ตัวเช่นนี้ 




                ถอดเสื้อคลุมลายมังกรของตนออกไม่ให้เกะกะเกินไปก่อนจะเอนตัวลงตะแคงมองใบหน้าที่มีรอยหมึก ปลายนิ้วเกี่ยวเอาเส้นผมสีดำสนิทมาดมดอมสัมผัสอย่างพึงใจ ผู้ใดไม่ทราบเท่าพระองค์ว่าทรงหวงแหนเส้นผมนี้ยิ่งนัก ไม่ปรารถนาให้มันถูกจ้องมองเช่นเดียวกับไม่ปราถนาให้พระปิตุลาถูกจับจ้องด้วยสายตาของผู้อื่น ทว่าหวางเซี่ยซินราวกับไม่รู้จึงมักปล่อยผมยาวสยาย กล่าวท้วงกี่ครั้งคราก็มิเคยเชื่อฟังราวกับตั้งใจยั่วโมโหให้จุกอกตาย คนผู้นี้ไม่ว่าอย่างไรก็น่าคลั่งใจนัก วันนี้ยังไปนอนอิงแอบกับผู้อื่นริมระเบียงอย่างสบายอกสบายใจ หากคนผู้นั้นมิใช่โอรสของพระองค์หวางเซี่ยเสียนคงไม่ยอมปล่อยให้พระปิตุลาได้นอนหลับสบายอกสบายใจเช่นนี้ 




                ด้วยอากาศร้อนเหลือกำลัง หวางเซี่ยซินเมื่อคิดล้มตัวนอนจึงถอดเสื้อออก ซ้ำบัดนี้สาบเสื้อตัวยังในแบะออกกว้าง หวางเซี่ยเสียนไล้ปลายนิ้วเล่นเกี่ยวเส้นผมยาวสยาย แต่เมื่อมองอาภรณ์ที่คลายออกจนเผยผิวกายเกินจำเป็นนั้นก็ยังต้องขมวดคิ้ว ขยับประชิดและละมือออกจากเส้นผมอีกฝ่าย จ้องมองใบหน้าหลับสบายไร้ทุกข์โศกแล้วรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา ใช่นอนหลับสบายเกินไปแล้วหรือไม่? 




               "เสด็จอา" น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาดูชั่วร้ายอยู่ในที กล่าวอยู่ข้างใบหูเล็กซ้ำอ้าปากขบกัด ร่างสูงใหญ่ขยับก่ายเกยอย่างไม่เกรงใจซ้ำยังดูคุกคามอย่างยิ่ง "ท่านนอนมากไปแล้ว ถูกจ้องเช่นนี้หากไม่ยอมลุกอีก แสดงว่าท่านยินยอมให้ข้ากิน"




               "อือ" ทั้งถูกขบกัดที่ใบหูและถูกทับเอาเสียแทบทั้งตัวเช่นนี้อย่างไรก็ต้องลืมตาตื่น หวางเซี่ยซินจำได้ว่าตนเองนั้นพูดคุยกับองค์ชายน้อยจนอีกฝ่ายเริ่มง่วงงุน พระองค์จึงได้ถอดเสื้อคลุมปูรองให้องค์ชายน้อยได้เอนกายหนุนแขนนอนหลับ หลังจากนั้นไม่นานจึงทรงผลอยหลับตามไป ทว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง องค์ชายน้อยกลับหายไปที่ใดไม่ทราบ มีเพียงบิดาขององค์ชายผู้นั้นกำลังกระทำการไม่ดีงามกับตนเองอยู่ด้วยสีหน้าติดจะชั่วร้าย "ฝะ..ฝ่าบาท?"




              "ใช่ เป็นข้า เจ้านอนพอหรือยัง?" ถามซ้ำแล้วไม่เอ่ยเปล่า ฝ่ามือหนายังแทรกเข้าไปตามสาบเสื้อ ขยับดึงรั้งให้คอเสื้อที่กว้างอยู่แล้วกว้างขึ้นอีก หวางเซี่ยซินคิดจะขยับตัวหลบหลีก ทว่าเป็นไปได้ยากเมื่อถูกกักเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่งจนมิอาจหลีกหนี ซ้ำกวาดตามองเพียงคร่าวๆก็ทราบว่าถูกนำตัวมาที่ห้องนอนเสียแล้ว ยากหลบหนี และคล้ายกำลังส่งตัวเองเข้าปากเสือก็มิปาน




              "ไฉนข้ามาอยู่ที่นี่ แล้วองค์ชาย--ฝ่าบาท มือท่าน!" เอ่ยถามไปกลับไม่ทันจบก็ต้องเอ่ยทักท้วงคนมือไวผู้นี้เสียแล้ว ปลายนิ้วว่องไวนั้นลอดผ่านสาบเสื้อสัมผัสแผ่นอกอย่างคุ้นเคยและหยอกล้อมันเล่นอย่างย่ามใจ หวางเซี่ยซินนึกอายยิ่งนัก ดังนั้นจึงออกแรงดิ้นรนมากขึ้น




                "อวี้เหวินกลับไปแล้ว เขาอยู่กับท่านมาเกินสองชั่วยาม นานกว่านี้จะเป็นปัญหา" องค์จักรพรรดิกล่าวอย่างรวดเร็วไม่ติดขัด สีหน้าไม่ปรากฏแม้ความละอายที่ถูกประปิตุลาต่อว่าต่อขาน หวางเซี่ยเสียนยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายอีกครั้ง หากเป็นศึกวาจาพระองค์มักพ่ายแพ้ ทว่าในศึกนี้พระองค์ย่อมกำชัยเสมอ เมื่อมองเห็นใบหน้าที่มักประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้มันแปรผันจางหายกลายเป็นสีหน้างกงัน ใบหน้าแดงก่ำสลับซีดขาว พยายามดิ้นรนอย่างสะเปะสะปะ เมื่อนั้นพระองค์กลับรู้สึกพึงพอใจเหลือประมาณ




                  "เรื่ององค์ชาย--ข้า--กระหม่อมอยากคุ--อึ่ก" แผ่นอกกระตุกวาบ ต้องกลั้นเสียงร้องมิให้หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากแต่ก็ทำได้ยากนัก หวางเซี่ยซินมีท่าทีอับจนปัญญาเมื่อตนมิอาจขัดขืนปลายนิ้วที่ช่ำชองของบุรุษเบื้องหน้า โอรสสวรรค์คลายเชือกรัดอาภรณ์ของตนออกแล้วฝ่ามือทั้งสองข้างก็ปัดซ้ายป่ายขวาอย่างลามกยิ่งนัก ปลายนิ้วข้างหนึ่งสะกิดเล่นยอดอกพลางดึงทึ้งมันเบาๆอย่างสนุกสนาน ฝ่ามืออีกข้างนั้นเล่า กลับยิ่งลากลงต่ำลอดผ่านชั้นในและปราการด่านสุดท้ายไปอย่างง่ายดาย "ฝ่าบาท--"




                  "เวลานี้ข้าบอกไว้ว่าอย่างไร เรียกชื่อข้า" โอรสสวรรค์ก้มลงเอ่ยกระซิบกระซาบเบาๆ ใบหน้าคมคายแนบชิดดูดดุนแต่งหูกลมเกลี้ยงรางกับจะกลั่นแกล้ง ด้วยนี่มิใช่ครั้งแรกจึงทรงทราบดีว่าพระปิตุลาของตนเป็นบุคคลเช่นไรเวลาอยู่ในสนามรัก ชื่นชอบให้สัมผัสที่ใด ไม่ชอบเช่นไร อ่อนไหวกับลมหายใจที่สัมผัสซอกคอและใบหูมากแค่ไหน ริมฝีปาก "หึหึหึ"




            "หัวเราะอันใด จ้าวหราน!" หวางเซี่ยซินร้องออกมาอย่างขัดเคืองราวกับเด็กเล็กๆ ทรงยอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้เสียแล้วกับศึกในครั้งนี้ หลับไปแล้วตื่นมาอย่างไม่รู้เรื่องราวจะกระทำอันใดได้เล่า ไม่ทันดิ้นรนก็ตกอยู่ในกำมืออีกฝ่าย ให้เรียกชื่อก็เรียกแล้ว ทว่าส่งเสียงหัวเราะเช่นนี้หมายความเยี่ยงไร ทรงรู้สึกคับข้องใจขึ้นมา 




                  "ใบหน้าของท่าน.." โอรสสวรรค์ผู้ถูกเอ่ยนามในที่สุดยกมุมปากยิ้มพึงใจ ทรงโน้มกายสัมผัสริมฝีปากบางแผ่วเบาราวสายลมพัดผ่าน กระซิบเอ่ยแล้วจุมพิตซ้ำอีกครั้ง "มีเด็กน้อยซุกซนวาดรูปเอาไว้ น่าดูไม่น้อย"




                 "หม่อมฉันจะไปลบ" ยินแล้วก็ทรงร้องบอกทันที มิทราบว่าองค์ชายน้อยผู้นั้นกับบิดา กระทั่งการนิยมกลั่นแกล้งพระองค์ก็ยังเลียนแบบมาด้วย




                 "ไม่ทันแล้ว เสด็จอา" ร่างโปร่งถูกรั้งไว้ให้เอนกายลงบนเตียงหนา สุ้มเสียงแหบพร่าแปลกหูเจือความปรารถนาของโอรสสวรรค์แนบชิดริมโสต หวางเซี่ยเสียนรั้งเอาสายรัดบั้นเอวออกจากร่างเสด็จอาของตน ดวงเนตรคมปลาบจ้องมองผิวกายขาวใต้ร่มผ้าอย่างร้อนแรง "ช่วยข้า แล้วจะไปลบรอยหมึก หรือจะคุยเรื่องอวี้เหวินข้าก็จะคุยกับท่าน"




                  "แต่..ฝ่าบาท--" หวางเซี่ยซินยังคิดจะทักท้วง แม้กำลังถูกก่อกวนเสียจนลมหายใจปั่นป่วน กระทั่งส่วนสำคัญนั้นยังถูกฝ่ามือของโอรสสวรรค์ควบคุมไว้จนหมดสิ้น ริมฝีปากบางผ่อนลมหายใจ พยายามเอ่ยคำหากกลายเป็นเสียงร้องอันแปลกประหลาด แม้อยากจะดิ้นรนทั้งท้วงเพียงใดดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว




                  "..ฉินเอ๋อร์"




                   บานประตูที่ไม่ได้ปิดถูกงับลงอย่างเงียบๆด้วยฝีมือของเสิ่นอวี้เอ๋อร์ นางไม่ได้กระทำสิ่งใดมากไปกว่าก้มหน้าลงมองพื้น ทำตนบื้อใบ้ราวกับไม่ได้ยินสุ้มเสียงหายใจและการขยับเคลื่อนไหวของบุรุรษผู้สูงศักดิ์ทั้งสองเบื้องหลังประตูบานนั้น ด้วยความที่เป็นสตรีผู้หนึ่ง นางทั้งมิคุ้นเคยและมิอาจคุ้นเคยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าด้วยตนเป็นบ่าวจึงได้แต่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น แท้จริงไม่มีผู้ใดสั่งให้นางเข้ามาปิดประตูในห้องนี้ ทว่านางก็มิอาจปล่อยให้ภาพของนายตนหลุดรอดไปสู่สายตาของผู้อื่น 




                  เสิ่นอวี้เอ๋อร์ปรับสีหน้าให้มั่นคงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษที่อุกอาจบุกรุกเข้ามาถึงด้านในตำหนัก นางมิทราบว่าเขามีเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายอันใดถึงได้กล้าฝ่ามาถึงตรงนี้ ความลับที่ว่านายตนมีความสัมพันธ์เฉกเช่นไรกับองค์จักรพรรดินั้นมีเพียงเหล่าผู้รับใช้ทราบนับว่ามากเกินพอ บัดนี้กลับต้องเพิ่มผู้คนมาอีกหนึ่ง เป็นผู้ที่คิดเห็นประการใดก็สุดจะรู้ หากพระปิตุลาทรงทราบ..นางมิอาจคาดเดาได้เลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร




                  ลู่หมิ่นยืนนิ่งอยู่หน้าห้องบรรทมภายในตำหนักฉูเชิ่ง ในใจดั่งมีกลองศึกนับพันรัวประสานกันไม่หยุด สีหน้าบัดเดี๋ยวคล้ำสลับซีดขาว เช่นเดียวกับฝ่ามือที่กำแล้วคลายไม่หยุดดั่งปราถนาจะสงบจิตสงบใจ แต่จะเป็นไปได้หรือ จะสามารถสงบลงได้หรือเมื่อทราบดีแก่ใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นหลังประตูบานนั้น ตนเองแม้ทราบดีว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองลึกซึ้งเกินจะกล่าว ทว่าการทราบดีกับการพบเห็นด้วยตนเองนั้นต่างกันยิ่งนัก ยามนี้สุ้มเสียงที่หลังประตูกำลังทำให้ดวงใจของมันค่อยๆขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลู่หมิ่นนึกเกลียดที่ตนเองมีประสาทหูดีเยี่ยมจากการฝึกยุทธ์เป็นอย่างยิ่ง เกลียดยิ่งนักที่ต้องได้ยินทุกสิ่งแม้ไม่ต้องการเพียงใด อยากรีบผละออกไปทว่าสองเท้ากลับไม่เคลื่อนไหวประหนึ่งหนักนับพันชั่ง ได้แต่นิ่งฟังเสียงครวญปนสะอื้นปานจะขาดใจจากพระปิตุลาหวาง ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาหากเต็มไปด้วยความพึงพอใจของบุรุษที่ตนหลงรัก รู้สึกราวกับจะกระอักเลือดออกมา 




               สูดหายใจลึกควบคุมสติและก้มหน้าลงเล็กน้อย ลู่หมิ่นรู้สึกเจ็บจนชาที่ฝ่ามือก็ทราบแล้วว่าคงได้เลือด ทว่าก็มิใคร่สนใจ หูยังคงอื้ออึงด้วยสรรพเสียงที่ตนเองไม่ต้องการ ทว่าข่าวสารที่ตนต้องแจ้งก็เร่งด่วนเกินกว่าจะปล่อย 




              คุณชายแห่งจวนแม่ทัพเงยหน้าขึ้น แววตาเด็ดเดี๋ยวขณะเปล่งเสียงดังกังวาน 




               "ฝ่าบาท มีม้าเร็วเร่งมาแจ้งข่าวด่วนจากชายแดนฝั่งอุดร แม่ทัพเจิ้งถูกลอบสังหารเสียชีวิต!" 





....................................................



*กระดาษเซวียนจื่อ -  กระดาษชนิดหนึ่งที่ผลิตจากฟางข้าวและเปลือกต้นจันทน์ มีเนื้อกระดาษขาวละเอียด ลายเส้นใยชัดเจน เนื้อนุ่มเหนียวแต่ทนทาน แม้ถูกพับร้อยครั้งก็ไม่เสียหาย เหมาะแก่การเขียนพู่กันจีนและวาดภาพ 

**พิชัยสงครามซุนจื่อ - ตำรายุทธศาสตร์การทหารหรือตำราพิชัยสงครามของจีน ซึ่งเขียนขึ้นโดยซุนจื่อ นักยุทธศาสตร์คนสำคัญในยุครณรัฐ


ตอนนี้คล้ายจะ..จะทำน้ำตาลหกเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งคุณชายลู่หมิ่นปิดท้าย
คุณชายลู่เจ้าคะ ข้าพเจ้ามิได้ตั้งใจจริงๆ เจ้าค่ะ อย่าโกรธกันเลย /คุณชายลู่เอาพัดตีซ้ำ

และเรื่องราวหลังจากนี้ถือว่าจะเข้าสู่ช่วงสตอรี่หลักของนิยายแล้วเจ้าค่ะ ทั้งดราม่าและพิศาลอย่างเต็มที่ ความหวานนั้นไม่มีและไม่ปรากฏ แลจากนี้องค์จักรพรรดิจะ..จะโหดกว่าเดิม #อีกหรือ

อนึ่งในตอนนี้ลองเขียนฉากสุ่มเสียงสิบแปดบวกดู ขอสารภาพว่าไม่ถนัดเลยค่ะ ยังคงลังเลว่าฉากเรทแบบไม่มีนางกำนัลมาตัดนี่จะสามารถเขียนได้หรือไม่ และมันเหมาะกับโทนนิยายไหม 

ฝากโหวตถามเรื่องนี้ทันไหมคะ แม้ว่านิยายตอนแรกจะเริ่มด้วยฉากเรท 
ต่การเขียนเต็มๆตั้งแต่ต้นจนจบนี่เป็นเรื่องที่ยังไม่เคยลองเจ้าค่ะ กลัวจะไม่เข้ากับนิยายจริงๆ


          ขอกล่าวถึงหน้าตาตัวละครสักเล็กน้อย เอ่ยถึงถึงรูปร่างหน้าตา ในบรรดาตัวละครชาย องค์จักรพรรดิหน้าตา'หล่อ' ที่สุด คือรูปงามสมชายชาตรี และมีกลิ่นอายของความเป็นหนุ่มน้อยเหลืออยู่นิดๆ ด้วยวัยกำลังย่างเข้ารุ่นหนุ่มฉกรรจ์ (ซึ่งข้าพเจ้าคาดว่าอีกสักปีสองปีคงน่าทานที่สุด..แค่กๆ) ส่วนพระปิตุลารองลงมา ปิดท้ายด้วยคุณชายลู่หมิ่นซึ่งหน้าสวยที่สุด ความงามของพระปิตุลาในสายตาผู้เขียนถือว่าไม่ได้รูปงามเพริศแพร้ว หากถามว่าท่านรูปงามหรือไม่ คงได้แต่บอกว่างาม แต่ที่ทำให้ดูตรึงตาผู้คนที่สุดคงเป็นกริยาท่าทาง รอยยิ้ม การพูดจา ซึ่งช่วยส่งเสริมสง่าราศีชวนให้ผู้มองรู้สึกว่าพระองค์ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีและสมเป็นเชื้อสายราชวงศ์จริงๆ โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบหนุ่มที่มีสเน่ห์มากกว่างดงามเพริศแพร้ว  ด้วยคิดว่าสเน่ห์เป็นสิ่งที่ไม่มีทางหายไปแม้รูปลักษณ์จะโรยรา อนึ่ง..ที่ข้าพเจ้าเขียนมามากมายก็ด้วยอยากจะบอกว่า มีความสุขเวลาบรรยายลักษณะท่าทางของพระปิตุลายิ่งนักเจ้าค่ะ ชอบแม้กระทั่งการเขียนให้ท่านขยับตัว ยิ้มแย้ม ปรายตา ซึ่งอ่านทวนดูแล้วบางคราช่างยืดยาว แต่ก็ขาดมิได้จริงๆ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #143 Noblesselessa (@Noblesselessa) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 11:25
    ยังไงๆ ก็ไม่ชอบลู่หมิ่นอ่าา มันเป็นความรู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่ลู่หมิ่นยุ่กับฝ่าบาทเลย รู้สึกว่าลู่หมิ่นจะขี้อิจฉามากไปหน่อย ไม่ชอบเลย😑😑😑 ส่วนตัวชอบคู่พระนายมากกว่า 😂😂😂
    #143
    0
  2. #141 Fabien (@Fabien) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 15:56
    เราชอบดราม่า มันปวดใจดี555
    #141
    0
  3. #137 Blue Min (@bb2mimberry) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 09:19
    เป็นอะไรที่ใช่เป็นอะไรที่ชอบบบบบ นี่เราตามอ่านมาจากเรื่องจวิ้นอ๋องเลยนาาาา แต่งเรื่องโน้นจบก็รีบมาต่อเล้ยน้าค้าาาาา. รอเสมอจุ้บๆ
    #137
    0
  4. #134 niwsscc (@niwsscc) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 11:16
    มาต่อเถอะน้า
    #134
    0
  5. #129 เปิ้ล (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 21:58
    เอาคุณชายขี้อิจฉาไปเก็บเถอะค่ะ เกลียด

    อยากให้เรื่องนี้ happy อ่ะ ไหวไหม 55

    มาต่อนะคะ
    #129
    0
  6. #126 kokoclub (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 16:55
    มาอ่านอีกทีหลายๆ ตอนเลยทีเดี่ยว ไรเตอร์ใช้ภาษาได้สวยงามมากๆเลยค่ะ
    #126
    0
  7. #124 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 00:17
    นี่ก็พิศาลไปเยอะแล้วนะ มีอัพเลเวลอัพหรอ ตายๆ จะทนไหวไหมเนี่ย
    -ตัวอิจฉา ก็อิจฉาต่อไป ไม่แน่งานใส่ความคงมา
    #124
    0
  8. #120 lin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 17:53
    แหม... อะไรกัน ฝ่าบาทเรียก"ฉินเอ๋อร์"เพียวๆไม่ผสมโซดาเลยค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดด

    ความเห็นส่วนตัวนะคะ

    ฉากนั้น..... แค่นี้ดีแล้วค่ะ กรุบกริบกำลังดี เราไม่แคร์ว่าจะเข้ากับโทนเรื่องมั้ย(?)(ถ้าอยากจัดเต็มเราก็พร้อมอ่าน) เพียงแต่การบรรยายกับภาษาสวยๆที่ไรท์ใช้ มันทำให้เรารู้สึกว่ามาไม่เต็มแบบนี้จะดีกว่า มีความสวยงามค่ะ อีกอย่างหนึ่งลึกๆในใจสงสารพระปิตุลาด้วยค่ะ โฮ T^T
    #120
    0
  9. #119 minizipzap (@kwansbaza) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 17:37
    ละมุนละไมต่อใจเหลือเกิน
    #119
    0
  10. #118 GDiariez (@barney) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 16:43
    อ่านไปเรื่อยๆแล้วเริ่มงงกับฝ่าบาทว่ารู้สึกยังไงกับพระปิตุลากันแน่
    ชอบ หรือแค่ชื่นชม
    ถ้าแค่ชื่นชมทำไมถึงต้องทำเรื่องอย่างว่าด้วย
    แต่ถ้าชอบ ก็ไม่น่าขนาดมีฮองเฮา สนม ลูก2คนได้ แบบน่าจะปักใจกับพระปิตุลามากกว่านี้

    ขอติเรื่องคำผิดค่ะ เห็นเขียนผิดตลอดเลย
    ปรารถนา เกศา ศีรษะ ปรานี กระตือรือร้น
    #118
    0