Fantastic girls : รักต้องมนตร์ SEASON I [BTS&BLACKPINL] -THE END-

ตอนที่ 143 : PART 137.1 : Jimin&Jennie

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,987
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    8 ก.ย. 60

Jennie talk...



ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!



มันผ่านมาแล้ว 90 วัน 90 คืน คง 3 เดือนแล้วที่ฉันไม่ได้ข่าวโดยตรงจากจีมินเลย บังทันกลับไปมีชีวิตตามปกติของพวกเขา ฉันยังเห็นพวกเขาอยู่ดีมีสุขเหมือนที่เคยเป็นตามทวิตเตอร์ ตามโซเซียลต่างๆ ก็คงเหมือนกับพวกฉันที่กลับมาใช้ชีวิตตามแบบเดิมอีกครั้ง 



ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!



เสียงนาฬิกาปลุกยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง และฉันก็ยังไม่ยอมกดปิดมันเพราะฉันกำลังยุ่งอยู่กับการเลือกรูปลงไอจีเพื่อแฟนๆ ที่น่ารักของฉัน รูปทุกรูปบ่งบอกว่าฉันยังอยู่ดี มีความสุข เหมือนชีวิตไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แค่ทำงาน พักผ่อน ไปเที่ยว พูดง่ายๆ ว่าเรากำลังสร้างภาพอยู่ สร้างภาพว่ามีความสุขกลบเกลื่อนความเศร้าที่อยู่ในใจ มันก็นานแล้วนะ แต่ทำไมฉันยังรู้สึกหวิวๆ อยู่บ่อยๆ ก็ไม่รู้



ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!



"ยัยเจน!" เสียงพี่จีซูดังมาจากห้องข้างๆ เดาว่าอารมณ์คงไม่ดีเท่าไหร่ "ปิดเสียงนาฬิกาปลุกของแกสักที!" และคงเป็นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกของฉัน

"รู้แล้วน่าพี่" ฉันคว้านาฬิกาข้างหัวเตียงที่ดังไม่หยุดมาดู มันบอกเวลาแปดนาฬิกา ฉันกดหยุดเสียงปลุกก่อนวางมันทิ้งไว้บนเตียงข้างตัว ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกรอบ และเลือกรูปที่ลิซ่าเพิ่งถ่ายให้ฉันเมื่อวานขึ้นมาก่อนเขียนแคปชั่นว่า 'แปดโมงเช้าวันอังคาร ฉันตื่นเช้าเหมือนทุกวันและยังคงคิดถึงคุณเหมือนเช่นเคย หวังว่าคุณจะมีวันที่ดีนะคะ รัก...นีนี่' แล้วกดส่งไป

ทันทีที่รูปถูกอัพก็มีแฟนๆ กดหัวใจและคอมเม้นท์ตอบฉันเต็มไปหมด ฉันนั่งอ่านทีละคอมเม้นท์ ฉันเห็นหลายคนบอกรัก บอกคิดถึงหรือชมฉันบ้าง ฉันยังรู้สึกดีที่มีแฟนๆ ค่อยเป็นกำลังใจให้ฉันอยู่เสมอ แต่มันจะยิ่งดีกว่านี้รู้มั๊ยถ้าเขาจะเป็นคนบอกมันกับฉันบ้าง

'แปดโมงเช้าวันอังคารก็ยังมีคนเพ้อแต่เช้าเหมือนเดิม' ลิซ่าประเดิมแชทกลุ่มเข้ามาเป็นคนแรกของวัน ฉันจึงตอบไปว่า 'ฉันเพ้อแต่แกน่ะเบลอ ได้นอนหรือยัง' ไม่ต้องแปลกใจนะว่าทำไมฉันถึงถามอย่างนั้น เพราะดูลิซ่าตอบกลับมาสิ 'คงใกล้แล้วล่ะพี่ กำลังซึมๆ' ก็ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็ชอบตื่นเช้าแล้วเพ้อแบบนี้เกือบทุกเช้า ถ้าไม่เพ้ออ้อมๆ ในไอจีก็เพ้อตรงๆ กับพวกเธอนี่แหละ ส่วนลิซ่าก็ไม่ค่อยหลับค่อยนอน ดูเหมือนเธอจะกลัวการนอนไปแล้วเพราะว่าชอบฝันร้ายอยู่บ่อยๆ ช่วงหลังๆ เธอเลยชอบดูหนังจนดึกไม่ก็จนเช้า เรียกว่าหลับบนโซฟาในห้องนั่งเล่นมากกว่าบนเตียงในห้องนอนตัวเองซะอีก

'พวกแก' พี่จีซูทักมา 'ฉันจะตื่นแล้ว ไปหาไรกินกันเถอะ' พี่คนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ว่างเป็นไม่ได้ชวนกินตลอด แต่ฉันยังไม่หิวอะและยังไม่อยากออกไปไหนด้วยก็เลยตอบกลับไปว่า 'ฉันขออยู่บ้านนะพี่' ส่วนยัยลิซก็ตอบว่า 'พี่กำลังจะตื่น แต่ฉันกำลังจะนอนอะ ไปชวนโรเซ่เถอะ' แต่ไม่มีการตอบรับจากยัยโรเซ่เลยคะ 

พี่จีซูคงค่อยโรเซ่ตอบกลับไม่ไหวจึงเดินไปเคาะห้องโรเซ่และเรียกเธอเสียงดัง "โรเซ่ๆๆ" ฉันได้แต่นอนมองเพดานและฟังเสียงรอบข้าง "โรเซ่ๆ อยู่หรือเปล่าเนี่ย" ก่อนที่เสียงเคาะประตูห้องโรเซ่จะเงียบลงแล้วมาดังที่ห้องฉันแทน "ยัยเจน" พี่จีซูนี่น่าหงุดหงิดจริงๆ เลยค่ะ "ยัยเจน!"

"รู้แล้ว" ฉันรีบลุกจากเตียงเพราะชักทนเสียงเคาะและเสียงเรียกของพี่แกไม่ไหว ก่อนเปิดประตูออกและถามคนตรงหน้าทันทีว่า "มีไรอีกพี่"

"โรเซ่ไม่อยู่อะ แกไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ" ยัยโรเซ่หายตัวไปแต่เช้าอีกแล้วสินะคะ คงไปโบสถ์เช่นเคย แล้วความซวยก็เลยมาตกที่ฉันอีกแล้ว "พี่ไปกับดัลกอมก็ได้นิ่" ฉันบอกแต่พี่จีซูก็เถียงฉันว่า "แต่ดัลกอมมันเป็นหมานะ"

"งั้นเดี๋ยวฉันโทรบอกพี่เมเนให้ก็แล้วกันค่ะ" ฉันว่าแล้วกลับมาหยิบโทรศัพท์ต่อสายตรงหาพี่ผู้จัดการ แต่พี่จีซูก็บ่นให้ฉันว่า "แค่ไปกินเป็นเพื่อนฉันแค่นี่เอง ไม่เห็นต้องถึงมือพี่เมเนเลย" ไอ้กินเป็นเพื่อนของพี่แกคือเล่นกินตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยนะคะ จนตอนนี้เราแทบเขียนรีวิวหนังสือร้านเด็ดอินโซลได้แล้ว

"เดี๋ยวอีกชั่วโมงพี่เมเนจะมารับนะพี่" ฉันบอกก่อนรีบปิดประตูใส่พี่จีซู "อ้าวยัยเจน" พี่แกจะรีบยื้อแต่ก็ยื้อไม่ทันทำได้แค่ยืนบ่นหน้าห้องว่า "พวกแกสามคนมันพึ่งไม่ได้เลยจริงๆ" ก่อนฉันจะได้ยินเสียงเดินปึงปังกลับห้องไป ว่าแต่...ถ้าฉันไม่ออกไปกับพี่จีซู แล้ววันนึ้ฉันควรจะทำอะไรดีนะ 

ฉันโยนโทรศัพท์ไว้บนเตียงแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่อเตรียมตัวจะเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันล้างหน้าสักหน่อย แต่จู่ๆ โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นมาซะก่อน 'ใครกัน' คงไม่ใช่พี่ผู้จัดการใช่มั๊ยคะเพราะเราเพิ่งคุยกันไปนะ หรือพี่แกจะโทรมายกเลิกแล้วบอกให้ฉันไปกับพี่จีซูแทน 'ไม่เอาแบบนั้นนะ' ฉันคิดแล้วรีบไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โชคดีที่ไม่ใช่สายของพี่ผู้จัดการค่ะ แต่เป็นสายของ "พี่มินโฮ" โทรมาหาฉันแต่เช้าเชียว ฉันกดรับไปแล้วทักคนปลายสายว่า "ว่าไงคะพี่"

'วันนี้แกว่างเปล่า' รีบถามกันเลย ฉันจึงตอบไปว่า "ไม่ว่างค่ะ" 

'ไปไหน ไปกับใคร ไปทำอะไร' ยิงมาเป็นชุดเลยคราวนี้ ฉันจึงตอบไปเนือยๆ ว่า "ไม่ได้จะไปไหน ไม่มีแผนไปกับใคร และไม่รู้จะทำอะไร"

'อ้าว! แล้วมาบอกว่าไม่ว่าง'

"ก็ฉันไม่ว่างและไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอก ฉันอยากอยู่ห้องเฉยๆ"

'เดี๋ยวนี้ทำตัวเป็นยายเฉื่อยแล้วเหรอ" หาเรื่องแซวฉันจนได้ 'แต่ไม่รู้แหละ พี่ใหญ่จองร้านไว้แล้ว ถ้าแกไม่มาก็จ่ายทั้งหมดให้เราด้วย'

"อ้าว! แบบนี้มีที่ไหนกันพี่" ฉันท้วง แต่มิโนก็ไม่สนใจแถมยังบอกฉันว่า 'เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ร้านไปให้ แต่ตอนนี้แค่นี้ก่อน ฉันต้องไปอัดเพลงต่อ' แล้วพี่เขาก็ตัดสายไปเลย นี่ขนาดอยู่ในช่วงอัดยังมีเวลาไปกินข้าวนอกค่ายกันอีก วิถีของผู้ชายลัลล้าเป็นอย่างนี้สินะคะ และก็ส่งข้อความมาไวเหมือนจับวาง 'Private lunch 11 โมง มาให้ได้ ไม่งั้นแกจะต้องเสียใจ' 

ถ้าฉันไม่ไปเดาว่าสองคนนี้จะต้องกินจนกระเป๋าฉันฉีกแน่ๆ งานกินคงไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่งานดื่มนี่สิคงบานปลายชัวร์ ว่าแต่ร้าน Private lunch อะไรนี่มันอยู่แถวไหนค่ะ มิโนคงกลัวว่าฉันจะอารมณ์เสียเพราะมัวหาพิกัดร้านอยู่พี่แกเลยส่งพิกัดมาให้เองอีกรอบ แถมยังย้ำฉันอีกว่า 'แกต้องมาให้ได้นะ ฉันไม่อยากให้แกพลาด' อะไรจะอยากให้ไปขนาดนั้นก็ไม่รู้

ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยเป็นยายเฉื่อยเหมือนที่มิโนว่าเข้าห้องน้ำมา ฉันจะไปหรือไม่ไปดี เรื่องนี้ฉันยังตัดสินใจไม่ได้ เอาไว้ค่อยคิดก็แล้วกัน ยังไงยังมีเวลาอีกเกือบสามชั่วโมงนี่นา

ฉันใช้เวลาในห้องน้ำไปเกือบสี่สิบนาที ก่อนออกมานั่งเป่าผมอยู่หน้ากระจก หลังเป่าผมเสร็จฉันก็หยิบหวีขึ้นมาเพื่อหวีผมตามปกติ แต่จู่ๆ ฉันก็ชะงักไปแล้วค่อยๆ วางหวีกลับที่เดิม และมันเป็นเพราะเขา ฉันนึกถึงวันที่จีมินพยายามทำผมให้ฉันขึ้นมา เขาใช้หวีหวีผมฉันช้าๆ ค่อยๆ เพราะกลัวฉันเจ็บ ไม่ใช่ทุกคนจะมือเบาแบบไหน แม้แต่ฉันเองเองยังมือหนักกว่าเขาเลยด้วยซ้ำ

"ไม่ได้ๆ" 

ฉันส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดออกไป ถ้าใช้หวีไม่ได้งั้นฉันคงต้องใช้มือแทนสินะ ฉันจึงเริ่มใช้มือสางผมอย่างลวกๆ  ฉันตั้งใจจะปล่อยผมสวยๆ แต่พอมองเห็นตัวเองในกระจก ฉันก็เห็นหน้าจีมินอีกแล้ว ฉันอยากจะบ้าตาย วันนี้ฉันเป็นอะไรเนี่ย ฉันจึงใช้มือรวบผมและมัดเอาไว้แทน ฉันไม่ค่อยได้ทำผมทรงนี้ วันนี้ก็ได้ทำสินะและเพราะเขาคนเดียวเลย 

"หู้ว~" 

ฉันถอนหายใจออกมา แต่มือของฉันมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ จู่ๆ มันก็เปิดลิ้นชักที่ฉันใช้เก็บเครื่องประดับเอาไว้เอง ฉันแทบปิดกลับไม่ทันเมื่อสายตาทันเห็นกำไลนั่นซะก่อน 'แกเป็นบ้าอะไรเนี่ย' ฉันได้แต่ด่าตัวเอง ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยคิดถึงเขาแบบนี้นะ เคยสิคะ ยิ่งตอนแรกๆ ยิ่งกว่านี้อีก แต่หลังๆ มามันก็เริ่มดีขึ้นแล้ว จากคิดถึงทั้งวัน ก็ลดลงเหลือแค่สามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน มันลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่วันล่ะครั้ง แต่วันนี้มันวันบ้าโลกแตก วันจีมินครองเมืองหรือไงกันก็ไม่รู้ เพราะไม่ว่าฉันจะขยับตัวไปไหน ฉันก็คิดถึงแต่เขาอยู่ได้



눈꽃이 떨어져요
นุนโกชี ทอรอจยอโย
เกล็ดหิมะกำลังร่วงหล่น
또 조금씩 멀어져요
โท โชกึมชิก นอรอจยอโย
ล่องลอยออกไป
보고 싶다 (보고 싶다)
โพโก ชิบทา (โพโก ชิบทา)
ผมคิดถึงคุณ
보고 싶다 (보고 싶다)
โพโก ชิบทา (โพโก ชิบทา)
ผมคิดถึงคุณ



แถมเสียงเพลงนี้ยังดังมาจากห้องนั่งเล่นอีก ยัยลิซจะเปิดตอกย้ำตัวเองทำไมกันนะ "ลิซ่า แกปิดเพลงเดี๋ยวนี้นะ" ฉันร้องไปบอกแต่เหมือนยัยนี่จะไม่ได้ยิน เพราะเพลงยังคงร้องต่อไปไม่ยอมหยุด จนฉันทนไม่ได้รีบเดินออกมาหายัยมักเน่เอง

"นี่ยัยลิซ" 

ฉันกำลังจะโวยแต่ก็พบว่ายัยมักเน่นอนหลับน้ำลายไหลกอดตุ๊กตาอยู่บนโซฟาและผ้าห่มน่าจะโดนยันตกพื้นไปด้วย ฉันจึงเดินไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาแล้วแผ่มันออกก่อนค่อยๆ วางคลุมตัวของเธอ แล้วหยิบรีโมททีวีมาเพื่อหวังจะปิดเพลงบ้านี้แต่พอหันไปเจอหน้าจีมิน ความคิดที่จะปิดนั้นก็หยุดลง ฉันกลับค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ เดินไปหาเขาที่เป็นแค่ภาพเคลื่อนไหว ฉันหวังจะเอื้อมมือไปสัมผัสภาพของเขาแต่ยายเฉื่อยอย่างฉันคงช้าไปเพราะภาพตรงหน้าดันเปลี่ยนเป็นภาพของจองกุกซะก่อนจนฉันต้องรีบดึงมือกลับแล้วกดปิดอย่างไว

'ต้องไม่คิดสิ'

ฉันรีบเดินกลับเข้าห้องตัวเอง แต่พอเดินเข้ามาแล้วฉันก็พบว่าฉันดันถือรีโมททีวีกลับมาด้วยจนเผลอตกใจทำตกพื้นไป "อะไรเนี่ย" ก่อนฉันจะใช้เท้าเขี่ยมันไปใต้เตียง "มีสติๆ" ฉันบอกตัวเองก่อนเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า "ตู้เสื้อผ้า!" ฉันรีบปิดตู้แล้วถอยหลังออกมาทันที 

ถ้าใครมาเห็นฉันตอนนี้พวกเขาต้องคิดว่าฉันบ้าแน่ๆ เลยค่ะ เพราะแค่ตู้เสื้อผ้าฉันยังกลัวเลยอะ "บ้าจริงเลย" ฉันสบถกับตัวเอง ทำไมตอนนั้นฉันต้องพาเขาไปโผล่ในตู้เสื้อผ้าของพ่อด้วยนะ ทำให้ตอนนี้ฉันไม่กล้าจะเข้าใกล้ตู้เลยอะ 

"อ๊าย!" 

คุณพระคุณเจ้า ฉันขวัญอ่อนขนาดนี้ได้ยังไงกันนะก็แค่เสียงโทรศัพท์เท่านั้นเอง 'ตายๆๆ มีสติหน่อยสิ' ฉันบอกตัวเองก่อนเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมา หน้าจอบอกให้ฉันรู้ว่ามิโนเจ้าเก่าโทรมาอีกแล้ว 

ฉันจึงรีบกดรับและคำแรกที่ฉันพูดเลยก็คือ "ไปค่ะ" ฉันตัดสินใจได้แล้ว และเพิ่งตัดสินใจได้เมื่อกี้เองว่าฉันต้องไป ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะถ้าอยู่ฉันคงคิดถึงเขาจนเป็นบ้าแน่ๆ แต่ดูเหมือนคำตอบของฉันจะทำให้มิโนตกใจนิดหน่อยเพราะพี่เขาถามฉันกลับว่า 'จริงดิ แกไม่ได้ล้อเล่นใช่เปล่า'

"จริงๆ"

'ห้ามเปลี่ยนใจนะเว้ย' อะไรของพี่เขาเนี่ย เห็นฉันเป็นเด็กเลี้ยงแกหรือไงกัน ฉันจึงรีบบอกไปว่า "จะเปลี่ยนใจก็เพราะพี่นี่แหละ"

'เคๆๆ' นี่กลัวฉันเปลี่ยนใจมากขนาดนั้นเชียว 'แล้วเจอกัน' แล้วพี่เขาก็วางสายไป แต่เมื่อกี้พี่เขาว่าอะไรนะคะ 'แล้วเจอกัน' งั้นเหรอ 

"ไม่ๆๆ" 

ฉันกลิ้งตัวลงนอนบนเตียงเพื่อไล่คำพูดนั้นออกไปจากหัว รีบไปจากที่นี่ดีกว่าค่ะ ฉันจึงฝืนใจรีบตรงดิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าและสุ่มหยิบเสื้อผ้าออกมาแล้วรีบเปลี่ยนอย่างไว ก่อนสุ่มหยิบเครื่องประดับสักชิ้นสองชิ้นออกมาด้วย แล้วรีบพายกระเป๋าและหยิบโทรศัพท์ติดมือออกมา และก่อนออกจากบ้านก็รีบสวมรองเท้าที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้ากับชุดหรือเปล่า หลังจากนั้นฉันก็รีบวิ่งลงจากหอชั้นแปดไปยังชั้นล่าง ซึ่งฉันก็ว่ามันโง่มากๆ ที่ทำไมฉันไม่ใช่ลิฟท์หรือว่าจัมป์ลงมาแทน สงสัยคงเป็นเพราะฉันรีบจนลืมคิดไปเลย

"แท๊กซี่!" ฉันรีบโบกแท๊กซี่ที่กำลังวิ่งผ่านไป โชคดีที่คนขับตาไวยังมองเห็นฉันและถอยรถกลับมารับ ฉันจึงรีบวิ่งเข้าไปหาก่อนที่รถจะถอยมาถึงซะอีก

"ไปไหนครับ"

"Private lunch ค่ะ" ฉันรีบบอกแล้วคุณลุงคนขับก็รีบขับออกไป นี่ฉันทำให้แกรนตามฉันหรือเปล่าคะ 

"หนูดูเหนื่อยๆ นะ" ลุงแกทักฉัน ฉันจึงตอบไปว่า "นิดหน่อยน่ะคะ" แต่จริงๆ แล้วไม่นิดเลยค่ะ ก็เพราะว่ามันเหนื่อมากกก ก.ไก่ล้านตัว เหนื่อยจนต้องนั่งหอบและถามลุงคนขับว่า "มีน้ำมั๊ยคะ" 

"น้ำลุงไม่มีหรอก มีแต่ลูกอม หนูจะเอามั๊ย"

"ลูกอมก็ได้ค่ะ" ลุงแกเลยยื่นลูกอมรสน้ำผึ้งมะนาวซะด้วยมาให้ฉัน "ขอบคุณค่ะ" ฉันรับมาแล้วฉีกห่อลูกอมออกก่อนหยิบเข้าปาก 'ค่อยยังชั่ว' มันเปรี้ยวหวานสดชื่นดีจริงๆ ค่ะแถมคุณลุงคนครับยังใจดีเปิดแอร์เย็นช่ำเพิ่มให้ฉันอีก "ขอบคุณนะคะคุณลุง" ฉันขอบคุณแกอีกครั้งก่อนเริ่มควานหาเครื่องประดับในกระเป๋าที่หยิบติดมาด้วย มันมีแหวนและ...

'ไม่นะ!' 

ฉันดันหยิบกำไลของจีมินติดมือมาด้วยเฉยเลย นี่เขาจะตามติดตัวฉันไปทุกที่เลยใช่มั๊ยคะวันนี้ ฉันหยิบแหวนขึ้นมาสวมส่วนกำไลฉันก็เก็บมันไว้ในกระเป๋าตามเดิม เก็บไว้ก่อนน่าจะดีกว่า ฉันจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้

นอกจากชื่อร้าน Private lunch จะดูส่วนตั๊วส่วนตัวแล้ว ทางที่ไปก็ดูซับซ้อนแถมไกลมากด้วยค่ะ ออกนอกเมืองมาเลย จนฉันต้องถามลุงคนขับว่า "ใกล้ถึงหรือยังคะ" เพราะเริ่มรู้สึกเซงแต่ดีหน่อยที่ลุงแกบอกว่า "อีก 500 เมตรถึง" ฉันจึงเริ่มจัดเครื่องแต่งกายให้ดูพร้อมก่อนจะถึงที่หมาย

"ถึงแล้วครับ" คนขับว่า แต่สิ่งที่ฉันเห็นเมื่อมาถึงที่หมายก็ทำให้ฉันเกิดคำถามกับตัวเองว่า 'นี่ทางเข้าร้านอาหารเหรอ' 

"จะให้ลุงเข้าไปส่งข้างในด้วยมั๊ย" 

"มาผิดร้านหรือเปล่าคะ" ฉันถาม ก็ที่นี่มันดูแปลกๆ อะ รั้วหินและสวนหน้าทางเข้ามันดูสวย ดูอลัง ดูลึกลับดีนะคะ แต่ประตูทางเข้านี่สิ มันเป็นประตูหรือด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนกันแน่อะ ถึงมันจะถูกตกแต่งให้ดูกลมกลืนเข้ากับสวนก็เถอะ

"ไม่ผิดร้านหรอกหนู ดูป้ายสิดูป้าย" ลุงคนขับชี้ให้ฉันดูป้ายเหนือด่านเก็บเงิน แกมาถูกที่แล้วจริงๆ ค่ะ "ให้ลุงเข้าไปส่งด้วยมั๊ย" ในสถานการณ์แบบนี้ฉันคงต้องบอกลุงแกว่า "ไปส่งก็ดีค่ะ" 

ลุงแกจึงขับรถเข้าไปยังด่านข้างหน้า มันมีด่านเข้าสี่ช่องและด่านออกสี่ช่องแหละคะ และรถที่เข้าออกส่วนใหญ่ก็น่าจะราคาเจ็ดหลักทั้งนั้นเลย ส่วนฉันก็มากับลุงแท๊กซี่ไง ลุงแท๊กซี่แกขับเข้าช่องที่สามค่ะ และคนดูแลช่องนี้ก็เป็นผู้หญิง แต่งหน้าแต่งตัวดีเชียว เหมือนแอร์โฮสเตสมากกว่ายามเฝ้าประตูซะอีก

"จองไว้มั๊ยคะ" พนักงานถามคุณลุงคนขับ ลุงแกเลยตอบไปว่า "ผมแค่มาส่งลูกค้าน่ะครับ" ฉันจึงรีบชะโงกหน้าไปข้างหน้าข้างลุงคนขับ ตั้งใจว่าจะถามเธอว่าพี่จียงได้จองไว้หรือเปล่า แต่พอเธอเห็นหน้าฉัน เธอก็รีบพูดเลยว่า "คุณเจนนี่ รอสักครู่นะคะ" แล้วเธอก็คีย์ข้อมูลอะไรไม่รู้ในคอมค่ะก่อนยื่นการ์ดใบหนึ่งมาให้ "๊Unit.17 ตามป้ายบอกทางไปได้เลยนะคะ" 

"อ๋อค่ะ" ฉันรับการ์ดแข็งสีบรอนซ์เงินมาอย่างงงๆ ส่วนคุณลุงคนขับก็เริ่มออกรถออกไปตามทาง การ์ดบอกชื่อร้านชัดเจนเป็นการตอกย้ำว่าฉันมาถูกร้านแล้ว และระบุ Unit.17 ไว้มุมล่างซ้ายของบัตร 

"หู้ววว~" ฉันก็ไม่รู้ทำไมฉันถึงถอนหายใจออกมาก็ไม่รู้ ทั้งรู้สึกกังวลขึ้นมาอีก คงเป็นเพราะร้านแปลกๆ นี้แน่เลย 

"ถึงแล้วหนู" นี่คงมาถึงจริงๆ แล้วสินะคะ แต่ฉันยังไม่อยากลงจากรถเลยอะ ฉันนั่งหมุนการ์ดเล่นจนลุงคนขับทักว่า "ถ้าลืมเอาตังค์มาก็บอกลุงตรงๆ ก็ได้"

"เปล่านะคะ" ฉันรีบบอกแก นี่เมื่อกี้ฉันดูเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ "หนูแค่รู้สึกกังวลนิดหน่อยค่ะ" พูดจบฉันก็รีบมองมิเตอร์แล้วเปิดหาเงินในกระเป๋าส่งให้แก "ไม่ต้องทอนค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง" ก่อนรีบลงจากรถมา แต่ก่อนที่ลุงแกจะไป แกก็เลื่อนกระจกลงแล้วชะโงกหน้ามาบอกฉันอย่างใจดีว่า "อย่ากังวลเลยเดี๋ยวไม่สวย" นึกว่าแกจะอารมณ์เสียซะอีก

"หู้ววว~" เอาอีกแล้วๆ อะไรคือการกังวลโดยไม่มีเหตุผลกันนะ 

ที่นี่มันเหมือนชุมชนบ้านจัดสรรไม่ก็รีสอร์ทเลยค่ะ แต่ว่าแต่ล่ะจุดแต่ละยูนิตตั้งห่างกันประมาณ 500 เมตรได้ และยูนิตที่ฉันอยู่ชื่อว่า 'The rising sun' มันก็จะออกญี่ปุ่นๆ หน่อยๆ มีสวนหินไม้งามอยู่หน้ายูนิตอยู่ค่ะ แถมมีทางน้ำไหลรอบตัวอาคารไม้หลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นห้องอาหารของที่นี่ด้วย บรรยากาศธรรมชาติมากเลยแหละ ทั้งกลิ่นดิน กลิ่นน้ำและความสดชื่นจากสิ่งแวดล้อม มันทำให้ฉันผ่อนคลายขึ้นได้ตั้งเยอะ บรรยากาศมันญี่ปุ่นของแท้เลยจริงๆ ค่ะ พี่จียงต้องเลือกเองแน่เลย

ฉันเดินข้ามทางน้ำไหลโดยใช้สะพานไม้สีแดงเล็กๆ ไปยังตัวอาคาร และกำลังจะเลื่อนเปิดประตู แต่มันดันเปิดไม่ออก ฉันทั้งลองเลื่อน ผลักและดึง แต่ประตูญี่ปุ่นแบบนี้มันต้องเลื่อนเอาสิคะ ฉันก็พยายามเลื่อนเอาตั้งหลายรอบแต่มันก็ไม่เปิด หรือว่าต้องใช้อะไรเปิด 

'การ์ด?' 

ฉันหยิบการ์ดออกมาเพราะถ้าได้มาแล้วไม่ใช้ก็ไม่รู้เขาจะให้มาทำไม ฉันจึงมองหาอุปกรณ์หรืออะไรสักอย่างที่จะใช้กับการ์ดนี้ได้ และก็เป็นอย่างที่ฉันคิด มันมีที่สแกนบัตรอยู่ข้างตัวอาคารจริงๆ ด้วย 

ฉันกำลังจะยื่นบัตรไปทาบบนเครื่องแต่ก็มีมือไวชิงทาบไปก่อน พี่ชายตัวดีของฉันมาแล้วสินะคะ และดูจากสีผิวแล้วน่าจะเป็นพี่จียง สงสัยพี่มินโฮคงจะตามมาทีหลัง ฉันจึงหันไปบอกอย่างเซงๆ ว่า "คนนัดก็ควรมาก่อนสิคะ ไม่ใช่..." 

สตั้นไปเลยอะ นี่ฉันคิดถึงจีมินจนเห็นหน้าพี่จียงเป็นหน้าเขาเลยเหรอ ฉันตกใจจนต้องรีบก้มหน้าลงเพื่อเรียกสติตัวเอง ฉันงงมากเลยนะ ได้แต่คิดในใจว่า 'ฉันต้องบ้าไปแล้ว' ตั้งแต่ตื่นมาจนตอนนี้ฉันไม่มีสติเลยจริงๆ 

เอาใหม่แล้วกันค่ะ เอาให้ชัวร์ดีกว่า ฉันจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปหาคนตรงหน้า พร้อมกับการตั้งสติโดยการนับเลขในใจ ฉันเริ่มเห็นปากที่คุ้นเคยและมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ปากของพี่ชายฉัน หากเป็นของอีกคน และทุกอย่างยิ่งชัดเจนเมื่อภาพของปาก จมูก และตาต่างต่อติดกันเป็นใบหน้าของเขา

"จีมิน" เขาค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาเมื่อได้ยินชื่อของเขาเอง ก่อนเรียกฉันกลับว่า "เจนนี่"

ฉัน...ฉัน...ฉันควรจะดีใจใช่มั๊ย มันควรเป็นอย่างนั้นใช่มั๊ยคะ แต่ทำไมฉันถึงกับรู้สึกว่างเปล่าแบบนี้ เขาเรียกชื่อฉันและยิ้มให้อย่างอบอุ่นเหมือนเช่นอดีตก่อนนั้น มันแปลว่ายังไงคะ 

"นายมาทำอะไรที่นี่" ฉันตัดสินใจถาม แล้วเขาจึงตอบฉันมาว่า "ฉันมาหาเธอ"

"มาหาฉันเหรอ" เขาพยักหน้าน้อยๆ ให้ฉัน 

เขามาหาฉัน มันแปลว่าเขาไม่ได้ลืมฉันอย่างนั้นเหรอคะ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง แล้วตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมาล่ะ เขาไม่เคยติดต่อ ไม่เคยทัก หรือทำอะไรที่เป็นสัญญาณให้ฉันรู้ว่าเขายังมีตัวตน หรือทำให้รู้ว่าเขายังเป็นจีมินคนที่ฉันรู้จักอยู่ 

ฉันเกลียดความรู้สึกนี้นะ มันเหมือนว่าฉันถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเรื่องเดิมๆ ทำไมฉันต้องเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้อีกแล้ว ฉันไม่อยากรู้สึกเป็นเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่คนเดียวอีกแล้วเลย แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก ยังมีคนโง่คนอื่นอีกตั้งสามคนซึ่งมันน่าตลกสิ้นดี

"แต่ฉันนัดพี่ของฉันไว้ ถ้าพวกพี่เขาไม่มา ฉันก็คงต้องกลับ" ฉันบอกแล้วกำลังจะหันตัวเดินแต่จีมินก็รีบคว้าแขนฉันไว้และถามฉันว่า "แล้วจะกลับยังไง" นั่นสิคะ รถแท๊กซี่ก็ไม่อยู่แล้ว แต่ฉันคงลืมอะไรไปและดีที่ฉันยังทันคิดออกจึงตอบเขาไปว่า "นายก็รู้ว่าฉันไปได้อยู่แล้วถ้าอยากจะไป"

"อยู่คุยกันก่อนได้มั๊ย" เขาถามนัยย์ตาอ้อนวอน "ฉันรู้ว่าเธอโกรธและคงไม่ชอบที่ต้องรู้สึกเหมือนคนโง่ที่ต้องโดนหลอก" เขาก็รู้ดีนิ่คะ "ฉันก็ไม่ได้อยากทำอย่างนี้หรอกนะ"

"แต่ทำไมถึงทำล่ะ" ฉันโพล้งถาม ฉันรู้อารมณ์ของฉันดีค่ะ รู้เลยว่าตอนนี้ฉันกำลังโกรธ และจีมินก็คงรู้สึกได้เหมือนกันเพราะสีหน้าเขาดูกังวลขึ้นมานิดหน่อย "ทำไมนายถึงทำล่ะจีมิน" ฉันมองหน้าเขานิ่ง ฉันอยากรู้ว่าเขาจะตอบว่ายังไง เขาจะแก้ตัวแบบไหน หรือจะโกหกอะไรฉันอีก

เขามองตาฉันนิ่งเหมือนกำลังจะหาคำมาอธิบาย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาแต่กลับล้วงบางอย่างมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนยื่นให้ฉันและว่า "นี่คือคำตอบของฉัน" 

สิ่งที่เขายื่นมาให้ฉัน มันเป็นกระดาษแผ่นนึงที่ถูกพับมาอย่างดี ฉันสบตาเขา สายตาเขาบ่งบอกว่าอยากให้ฉันได้รู้สิ่งที่อยู่ในกระดาษแผ่นนั้น ฉันจึงรับมันมาแล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักว่ามันจะยับ เพราะยังไงกระดาษนี่คงยับไม่สู้ใจของฉันตลอดระยะเวลาสามเดือนนั้นได้หรอก และฉันยิ่งสับสนเมื่อเห็นตัวอักษรในบรรทัดแรก

"ข้อตกลงบังทัน?" 

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย พวกเขาไปได้กระดาษแผ่นนี้มาจากไหนค่ะ ฉันมองหน้าจีมิน เขามองฉันเหมือนเข้าใจว่าฉันคิดอะไรอยู่แล้วบอกว่า "คุยกันข้างในเถอะ" ถ้าไม่ติดว่าฉันอยากรู้เรื่องข้อตกลงบ้าบออะไรของเขา ฉันจะไม่พูดอย่างนี้แน่ "ก็ได้" ฉันบอกเขา 

จีมินกำลังจะเอื้อมมือมาเลื่อนเปิดประตูให้ฉัน แต่ฉันรีบจับประตูปาดหน้าเขาซะก่อนแล้วบอกว่า "ไม่ต้อง" ก่อนฉันจะเลื่อนเปิดประตูเข้าไปเองแล้วเดินไปนั่งตรงเบาะนั่งหน้าโต๊ะญี่ปุ่น และห้องนี้มันมีเบาะนั่งแค่สองที่ด้วย หนึ่งเบาะคือที่ที่ฉันกำลังนั่งอยู่ และอีกหนึ่งคือที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่จีมินกำลังค่อยๆ นั่งลงเงียบๆ 

มันไม่ได้มีเบาะสามหรือสี่ที่เลย ก็แปลว่าฉันโดนหลอกให้มาจริงๆ และไม่ใช่แค่เขาหลอกฉันแต่รวมถึง 'พี่มินโฮ' และพี่อีกคนที่ฉันไม่คิดว่าพี่เขาจะเอากับสองคนนี้ด้วย 'พี่จียง' ไม่องไม่อ่านมันแล้วได้มั๊ยคะไอ้กระดาษแผ่นนี้ ฉีกๆ ทิ้งไปแล้วจัมป์กลับหอเลยได้มั๊ย 

ฉันกำลังจะทำอย่างนั้นจริงๆ แล้วล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะมีพนักงานเดินเข้ามาซะก่อน "ขออนุญาตค่ะ ขอเสิร์ฟอาหารเลยนะคะ" มีอาหารมาด้วย นี่วางแผนกันดีจริงๆ นะคะ ฉันจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจ หยิบกระดาษข้อตกลงนั้นมาอ่านไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลาขณะที่พนักงานสองคนกำลังเอาอาหารมาลง เริ่มแรกฉันก็คิดว่าจะแค่อ่านมันเล่น แต่ข้อความในข้อตกลงมันทำให้ฉันต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิมเพื่อทำความเข้าใจกับข้อตกลงที่ระบุเอาไว้

ชื่อว่าข้อตกลงบังทันแต่ทำไมเนื้อความข้างในถึงมีแต่เงื่อนไขเกี่ยวกับพวกฉันเต็มไปหมดเลย ตั้งแต่ข้อตกลงแรกที่ว่าพวกเขาต้องกลับโลกและเข้าร่วมพิธีชำระล้างความจำพร้อมกับมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งข้อนี้ฉันก็ได้เห็นแล้วและไม่คิดสงสัยเลย แต่ว่ามันมีข้อแนะนำด้วยค่ะ 'ข้อแนะนำ : จงใช้ของขวัญชิ้นที่สี่ (หินต้นกำเนิด)' 

'โฮะ!' 

ฉันไม่อยากเชื่อเลย ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงยังจำฉันได้อยู่ แต่ที่ฉันไม่เข้าใจคือทำไมเขาไม่คิดจะบอกฉันเลย

ข้อตกลงข้อที่สองเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องมาจากข้อแรกค่ะ ว่าไว้ว่าห้ามบังทันติดต่อกับพวกฉันทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นเวลา 90 วันหรือจนกว่าจะเห็นสมควร 

ข้อที่สามว่าด้วยเรื่องห้ามเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอกาธา ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่พวกเขาได้รู้ ได้เห็นและได้ยินตั้งแต่รู้จักพวกเรา

ส่วนข้อที่สี่นั้น คำถามแรกตอนที่ฉันอ่านข้อนี้จบคือ 'ใครเป็นคนคิด' เพราะมันเป็นข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า 'ห้ามมีแฟนก่อนได้รับอนุญาต' ข้อตกลงแบบนี้ก็มีด้วย

และข้อสุดท้าย ข้อที่ห้าบอกไว้ว่าห้ามบอกเรื่องสัญญานี้กับแบล็คพิ้งค์หรือก็คือพวกฉันนี่เอง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเข้าใจพวกเขาก็คือหมายเหตุตรงท้ายกระดาษนี้แหละค่ะ ที่บอกไว้ว่า สัญญานี้จะถือเป็นโมฆะและพวกเขาจะต้องเข้าพิธีชำระล้างความทรงจำในทันทีหากไม่สามารถทำตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น

นี่ฉันเจ็บเพราะความไม่รู้ ส่วนเขาเจ็บเพราะรู้แต่ทำไม่ได้สินะคะ แล้วที่ฉันทำตัวแย่ๆ ใส่เขาไปเมื่อกี้นี้ล่ะ 'เห้อ' ฉันนี่มันนิสัยไม่ดีจริงๆ เลย 

ฉันเหลือบตามองจีมินหน่อยๆ เพื่อไม่ให้เขารู้ตัว แต่เขาก็นั่งมองฉันอยู่ตลอดเวลาเลยอะ ฉันจึงรีบหลุบตาลงมองกระดาษในมืออีกครั้ง หวังว่าเขาจะไม่ทันสังเกตนะ 'เห้อ' ฉันควรทำยังไงต่อดีอะ ฉันควรขอโทษเขาดีมั๊ย 'ไม่เอาๆๆ' คนไม่ผิดย่อมไม่รู้ และฉันก็ไม่อยากเสียฟอร์มด้วย เพราะงั้น...ฉันว่าฉันเล่นไปตามน้ำดีกว่า แต่คงต้องรอให้พนักงานสองคนนี้ออกไปก่อน ฉันถึงจะสวมบทคุณหนูเจนนี่ได้ แต่ตอนนี้ฉันคงต้องแกล้งนั่งหน้านิ้วคิ้วขมวดอ่านข้อตกลงนี้ต่อไป






Jimin talk...



ผมคิดว่าเธอจะรู้สึกดีใจจนกระโดดกอดผมซะอีกครับ แต่นี่มันไม่ใช่เลย ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นเลยว่าเธอโกรธ และคงโกรธมากด้วย สังเกตจากมือที่จับกระดาษแน่นและสีหน้าเคร่งเครียดจนคิ้วผูกโบว์

"เสร็จแล้วนะคะ ขอให้มีความสุขกับการรับประทานอาหารค่ะ" แล้วพนักงานสองคนจึงค่อยๆ ออกจากห้องไป ขอให้มีความสุขเหรอครับ ผมว่าพนักงานที่นี่ควรไปอบรมเพิ่มเติมนะ พูดไม่ได้ดูหน้าลูกค้าเลย คนหนึ่งหน้าเครียดอีกคนหน้าซึมแบบนี้ แค่กินจะไปมีความสุขได้ไงกันครับ

"แล้วยังไง" เจนนี่เอ่ยขึ้นทันทีเมื่อพนักงานออกไปจนลับตาแล้ว 

"แล้วยังไง?" ผมพูดทวนเพราะกำลังรู้สึกงงๆ นี่เธอไม่เข้าใจเหรอครับ คนฉลาดอย่างเจนนี่ เธอต้องรู้สิครับ

"ใช่" เธอว่าและกำลังจะวางกระดาษไว้บนโต๊ะนั่นแหละแต่เพราะพื้นที่บนโต๊ะตอนนี้คงไม่มีที่ว่างให้เธอแล้ว เธอจึงเปลี่ยนไปวางที่พื้นข้างโต๊ะแทน "แล้วยังไงเหรอ" เธอถามผมหน้านิ่งเลย ผมจึงได้ถามเธอกลับอย่างคาดหวังว่า "เธอไม่เข้าใจมันเหรอ" แล้วเจนนี่ก็ตอบกลับผมอย่างไวด้วยคำพูดที่ทำให้ผมใจชื้นว่า "เข้าใจ" แต่ผมคงใจชื้นได้แปบๆ เมื่อได้ยินเธอพูดว่า "ฉันเข้าใจว่านายแคร์กฎมากกว่าแคร์ฉัน และที่นายทำทุกอย่างก็เพื่อตัวนายเอง ทั้งเรื่องก่อนหน้าและเรื่องวันนี้" เธอเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าครับ "นายทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้นายมีความสุขใช่มั๊ยจีมิน ความสุขที่เป็นแค่ของนายคนเดียว"

แค่ของผมคนเดียวเหรอ เจนนี่เธอเป็นอะไรไปครับ ผมรู้เสียใจที่ได้ยินแบบนี้นะ ทั้งเสียใจ ผิดหวังและโกรธในเวลาเดียวกัน เพราะได้ยินที่เธอพูดไหมครับ ว่าที่ผมทำทุกอย่าง ผมทำเพื่อตัวผมเอง แต่ผมก็พอจะเข้าใจว่ามันคงเป็นเพราะเธอโกรธและเข้าใจด้วยว่าเธอมีสิทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่จะโกรธผม เพราะผมโกหกเธอจริงๆ จะใช้คำว่าโกหกก็อาจจะไม่ใช่เพราะผมแค่ปิดบัง ไม่ยอมบอกความลับกับเธอต่างหาก แต่ผมจำเป็นนี่นา มันเป็นเพราะว่าผม...

"ฉันทำเพื่อเรานะเจนนี่" ผมบอกเธอจากใจจริง "มันผิดด้วยเหรอที่ฉันเลือกเสียเธอไปสามเดือนเพื่อให้หลังจากนั้นเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป" 

ผมอดทนตั้งสามเดือนก็เพราะสาเหตุนี้เลยนะ คุณไม่รู้หรอกว่าการอดทนไม่พบไม่เจอไม่ได้มีโอกาสทักทายหรือพูดคุยกับคนที่คุณรักเลย ได้เพียงแต่คิดถึง มันทรมานแค่ไหน ผมได้แค่นั่งดูภาพและวีดีโอเดิมๆ ของเจนนี่ซ้ำไปวนมาเป็นพันพันครั้ง คิดถึงความทรงจำเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดเป็นภาพหลอนอะ 

"มันทรมานแค่ไหนเธอรู้มั๊ย" ผมถามเธอแต่เจนนี่สวนกลับมาว่า "นายทรมานแต่ฉันเจ็บ" ผมรู้ว่าเธอเจ็บ รู้ว่าเธอคงไม่ชอบและไม่พอใจมากแน่ถ้ารู้ว่าผมจะทำ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่จะให้ผมทำยังไงล่ะครับ ผมยอมเสียเธอไปทั้งชีวิตไม่ได้หรอกนะ "และฉันเจ็บแค่ไหนนายรู้หรือเปล่า" เธอถามผมและมันแน่นอนสิครับว่า "ฉันรู้" ผมบอกเธอ แต่สายตาเจนนี่บอกผมว่า 'นายรู้แต่ก็ยังทำ' ผมจึงรีบบอกกับเธอว่า "มันเป็นทางเดียวที่ฉันจะรักษาเธอได้นะ"

"งั้นนายก็คงคิดผิดแล้ว" เธอว่าอะไรนะครับ "รู้มั๊ยจีมิน...ขณะที่นายคิดว่ากำลังรักษาฉัน จริงๆ แล้วนายกำลังจะเสียฉันไปต่างหาก" ที่เธอพูดหมายความว่ายังไงครับ "ในขณะที่นายรอและคิดว่าพอถึงเวลาแล้วฉันจะกลับไปหานาย แต่ในขณะนั้น...สิ่งที่ฉันคิดก็คือทำยังไงฉันถึงจะลืมนาย" ผมไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย "ฉันเกือบทำได้แล้วรู้มั๊ย" เจนนี่ยิ้มบางให้ผมนัยย์ตาหม่นก่อนพูดต่อว่า "ถ้านายรู้สึกผิดจริงๆ อยากจะขอโทษฉัน นายช่วยอะไรฉันได้มั๊ย" ผมไม่รับปากเธอได้ไหมครับเพราะผมรู้สึกใจไม่ดีเลย และผมเกือบหยุดหายใจเมื่อเจนนี่บอกความต้องการของเธอออกมา "นายช่วย...ออกไปจากชีวิตฉันสักทีเถอะ" ผมหน้าเสียไปเลยและเหมือนหัวใจมันหล่นหวบลงไปที่พื้น ถ้าตอนนี้ผมยืนอยู่ผมคงล้มทั้งยืน และผมคงหยุดหายใจไปเลยเมื่อเห็นเธอยื่นกำไลแทนใจของผมมาให้แล้วว่า "และช่วยรับหัวใจของนายกลับคืนไปด้วย"

"เจนนี่"

"รับไปสิ" เธอยังคงพยายามยัดเยียดมันคืนให้ผม แต่สำหรับผม "ฉันรับไว้ไม่ได้" ผมบอกและเธอมองผมนิ่ง "ฉันรับไว้ไม่ได้ และฉันทำไม่ได้ เธอก็รู้..."

"ของที่นายให้ ถ้าให้แล้วนายจะไม่รับคืน ถ้าจะคืนก็ให้โยนทิ้งไปเลยดีกว่า" เจนนี่พูดขัดผมขึ้นมาก่อนเธอจะถามผมว่า "ใช่มั๊ยจีมิน" ผมไม่ได้ตอบเธอไป เพราะผมกำลังพยายามอ่านใจของเธออยู่ และผมรู้ว่าถ้าผมไม่รับ เธอคง...

"เจนนี่" 

ผมร้องเรียกเธอ เมื่อจู่ๆ เธอก็ปุบปับลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปพร้อมกับกำไลในมือ 

"เจนนี่" ผมจึงต้องรีบวิ่งตามออกไป "เจนนี่" ผมพยายามคว้าข้อมือเธอไว้แต่เจนนี่ก็ไม่สนใจ เธอสะบัดมือผมออก แล้วเดินเร็วออกไปยังหน้าอาคารก่อนหยุดยืน เธอกำกำไลนั่นแน่นและตั้งท่าพร้อมจะโยนมันออกไป แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่ ผมจึงรีบวิ่งเข้าไปคว้ามือข้างนั้นของเธอเอาไว้และกุมมือเธอไว้ให้แน่เพื่อให้เธอไม่สามารถโยนมันออกได้

"ปล่อย" เจนนี่พยายามจะสะบัดมือผมออก แต่ผมไม่ยอมหรอก "ฉันไม่ปล่อย" ผมบอกเธอ "ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้" แต่เจนนี่ก็ยังดึงดันไม่เลิก "ก็ถ้านายไม่รับคืน ฉันก็จะทิ้งมันเอง นายไม่ได้ต้องการแบบนี้หรือไง"

"ใช่!" ผมโพล้งออกไป "ฉันไม่ได้ต้องการแบบนี้" เจนนี่นิ่งไปและผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมต้องการระบาย "ฉันไม่ได้ต้องการออกไปจากชีวิตเธอ ฉันไม่ได้ต้องการรับหัวใจของฉันคืน และฉันไม่อยากให้เธอทิ้ง" ผมก็อึดอัดและอัดอั้นมานานเหมือนกันแหละ "ฉันไม่อยากให้เธอทิ้งมัน ทั้งหัวใจของฉันและตัวฉัน ถึงเธอต้องการจะทำ แต่ฉันจะไม่ยอมและจะทำทุกทางเพื่อยื้อเธอไว้ให้ได้" 

เจนนี่สบตาผม ผมว่าเธอเข้าใจสิ่งที่ผมพูดทุกอย่าง เพียงแต่เธอยังไม่อยากยอมรับมัน เธอถึงบอกกับผมว่า "ถ้าคิดว่าห้ามฉันได้ก็ทำ" 

'เฮ้อ' 

ทำไมเธอถึงได้ดื้อและหัวแข็งไม่ยอมฟังอะไรเลยนะ "ขอร้องล่ะเจนนี่ อย่าทำอย่างนี้เลย" ผมยังคงห้ามเธอ เรายังยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา เจนนี่พยายามจะแกะมือผมออก ส่วนผม...ยิ่งเธอแกะผมก็ยิ่งกำแน่นขึ้นและพยายามจะรวบมืออีกข้างของเธอไว้ด้วย

"ปล่อย!" เธอสั่งผมไม่ได้หรอกนะ 

"ไม่...ฉันไม่ปล่อย" ผมยังคงบอกความตั้งใจให้เธอฟัง

"ปล่อย!"

"ไม่!" 

"ปล่อย!" ทำไมเธอถึงแรงเยอะได้ขนาดนี้นะ จนเราเซไปเซมาทั้งคู่เลย "ปล่อยๆ ปล่อย!"



ตู้ม!!



สดชื่นไปตามๆ กันเลยมั๊ยล่ะครับ ตกทางน้ำไหลข้างหน้าจนกลายเป็นลูกหมาตกน้ำกันไปแล้ว 

"นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย" ใครกันแน่ครับที่บ้า "เปียกไปหมดแล้ว" เจนนี่ว่าอย่างหงุดหงิดขณะที่พยายามปัดน้ำออกจากหน้าตัวเอง แต่ว่าที่มือเธอ เจ้านั่นมันหายไปไหนแล้วครับ

"กำไลล่ะ" ผมถาม 

"กำไลอะไร" เจนนี่ว่าอย่างฉุนเฉียวก่อนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วมองมือตัวเองก่อนจะแสดงสีหน้าตกอกตกใจออกมาแต่ก็รีบชักสีหน้ากลับเป็นปกติแล้วว่า "คงไหลไปกับสายน้ำแล้วล่ะ" ก่อนเธอจะทำเหมือนไม่สนใจแล้วพยายามจะกลับขึ้นข้างบน

"ฉันจะกลับแล้ว ถ้านายอยากอยู่ต่อก็เชิญ" เธอว่าแล้วกลับเข้าไปในอาคาร ในขณะนั้นผมก็กวาดตามองหากำไลของผมด้วย แต่มันคงไหลไปตามสายน้ำแล้วจริงๆ แหละ ผมคงต้องใช้เวลางมหาอยู่นานเลยมั้งเนี่ย

เจนนี่เดินออกมาจากอาคารพร้อมกระเป๋าของเธอ ผมนึกว่าเธอจะจัมป์หนีผมไปแล้วซะอีก นี่ยังมีน้ำใจเดินกลับมาบอกผมว่า "อยากหาก็หาต่อไป ขอให้เจอแล้วกัน" เธอพูดเหมือนไม่ใส่ใจแต่ผมแอบเห็นนะว่าเธอก็แอบกวาดสายตามองพื้นน้ำอยู่เหมือนกันแหละ แอบเสียดายอยู่เหมือนกันสินะครับ ก่อนเธอจะเดินข้ามสะพานไม้ออกไปตรงถนนด้านหน้า แต่ผมปล่อยให้เธอไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก

"ช่วยด้วย" ผมส่งเสียงออกไป "ช่วยด้วย" และเริ่มแกล้งทำเหมือนว่าตะคริวกินขา "เจนนี่!" ผมเรียกเธอเสียงดัง "ช่วยฉันด้วย" แต่เธอก็หันมาบอกผมว่า "อย่ามาหลอกให้ยาก"

แค่แกล้งเป็นตะคริวคงยังไม่พอใช่มั๊ยครับ "ไม่..." ผมเริ่มแสดงละครต่อไปว่ากำลังจะจมน้ำ "ไม่นะ..." ผมทำเป็นผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนว่าน้ำกำลังท่วมปาก "ฉันไม่ได้แกล้ง" ก่อนหมุดน้ำลงไปให้นานขึ้น แล้วถึงโผล่หัวขึ้นมาอีกครั้งและว่า "ช่วยด้วย!" ก่อนหมุดหัวจมลงไปอีก แต่ครั้งนี้ผมไม่โผล่หัวแต่แค่ตีมือตะกุยน้ำเหมือนกับว่าผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าเจนนี่จะไม่ยอมช่วยผม เธอก็คงจะใจร้ายเกินไปล่ะ



ตู้ม!!



แต่ผมก็รู้ว่าเธอไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น เจนนี่กระโดดลงน้ำอีกรอบเพื่อมาช่วยผม เธอพยายามจะถีบขาพยุงผมขึ้น แต่ผมไม่ได้จมจริงๆ สักหน่อย เพราะงั้นในขณะที่เธอพยายามหาทางช่วยผม ผมก็ใช้โอกาสที่เราใกล้กันนี้ใช้มือทั้งสองข้างประคองหน้าของเธอเอาไว้และตัดสินใจจูบเธอทั้งๆ ที่เราอยู่ใต้น้ำ 

เจนนี่ดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามยามดันตัวผมออก แต่เธอดื้อกับผมก่อนผมก็เลยดื้อกลับ โดยการใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวตัวเธอไว้เพื่อไม่ให้เธอหนีผมไปไหนได้อีก ตอนแรกเธอก็ต่อต้านผม แต่ยิ่งเธอต่อต้าน ผมยิ่งไม่อยากปล่อยให้เธอหลุดมือไป ผมอยากให้เธอเข้าใจเหตุผลที่ผมทำจริงๆ ว่าผมทำเพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อผมเพียงคนเดียว 

ผมรู้สึกว่าตอนนี้เจนนี่สงบลงแล้ว และผมก็รู้ว่าจูบนี้ไม่ได้มีแค่ผมที่ต้องการเมื่อเธอก็จูบผมตอบ ผมได้แต่ยิ้มในใจเพราะผู้หญิงที่ร้ายแต่ปากคนนี้ ก่อนหน้าเธอพยายามแสดงให้ผมเห็นตลอดว่าเธอไม่ได้สนใจผมแล้ว พยายามผลักไสผมด้วยคำพูด แต่ดูการกระทำที่เธอทำตอนนี้สิ มันสวนทางกันอย่างชัดเจน และมันทำให้ผมรู้ว่า เธอก็ไม่เคยลืมผมเหมือนกัน 

แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะเพิ่งรู้ตัวนะว่าเผลอตัวทำอะไรลงไป เจนนี่ถึงรีบผลักอกผมออกแล้วลอยตัวขึ้นเหนือน้ำ ผมจึงรีบลอยขึ้นตามแต่พอผมโผล่พ้นน้ำปุบ สิ่งแรกที่ผมได้รับคือน้ำห่าใหญ่ที่ถูกเจนนี่ตบใส่หน้ารัวๆ 

"เจนนี่หยุด" ผมพยายามบอกเธอและใช้มือป้องหน้าแต่เธอก็ยังไม่หยุด "เจนนี่" จนผมต้องรีบรวบมือเธอไว้ 
"นายโกหกฉัน" แต่เธอก็พยายามสะบัดมือออก

"เจนนี่" ส่วนผมก็ได้แต่ภาวนาให้เธอใจเย็นลง

"นายโกหก"

"เจนนี่!" จนผมเผลอขึ้นเสียงใส่เธอ แต่มันก็ช่วยให้เธอหยุดฟังผมจนได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงต้องบอกเธอว่า "ขอโทษ" เจนนี่มองผมนิ่งและว่า "นายโกหกฉันก็ถูกแล้วที่ต้องขอโทษ" แต่เจนนี่คงเข้าใจอะไรผิดไปซักหน่อย

"เปล่า" ผมบอกเธอ เจนนี่จึงจ้องผม "ไม่ได้ขอโทษเรื่องนั้น" แล้วเธอก็ขมวดคิ้วหน่อยๆ ด้วยความสงสัย "ขอโทษที่ขึ้นเสียงกับเธอต่างหาก"

"แต่เรื่องโกหกนายจะไม่คิดขอโทษฉันงั้นเหรอ" เธอถาม จะว่ายังไงดีล่ะครับ มันก็ไม่ใช่ความผิดผมทั้งหมดซักหน่อย ผมจึงตอบเธอไปว่า "ใช่" เจนนี่จึงจ้องผมเคืองๆ และเริ่มโวยใส่ผมว่า "นายโกหกฉันว่าเป็นตะคริวและกำลังจะจมน้ำตาย นายทำให้ฉันเป็นห่วงแบบนี้แล้วยังไม่คิดจะขอโทษฉันอีกเนี่ยนะ"

"ใช่" ผมตอบแต่ผมมีเหตุผลของผมนะครับและเหตุผลของผมคือ "เพราะเธอก็โกหกฉันเหมือนกัน"

"ฉันโกหกอะไร" ยังมีหน้ามาถามผมอีก

"โกหกใจตัวเองและโกหกฉันว่าเธอไม่รักฉันแล้ว" โดนจับได้ถึงกับพูดไม่ออกตีหน้าตายไปเลย ผมว่าผมพูดดักไว้ก่อนเธอจะแก้ตัวดีกว่า "ถ้าเธอไม่โกหก งั้นบอกฉันได้มั๊ยเจนนี่ว่าเธอกลับมาช่วยฉันทำไม" ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเธอจะไหลไปยังไง

"ฉันไม่ใช่คนใจร้ายขนาดที่จะทนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาได้หรอกนะ และนายก็อย่าหลงตัวเองว่านายสำคัญขนาดนั้น เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นาย ฉันก็จะช่วยเหมือนกันแหละ" ข้อนี้ยังไหลไปได้ดี ไม่สะดุดอะไร แต่ถ้าผมถามคำถามต่อไปล่ะ เธอจะแก้ตัวว่ายังไงนะ

"งั้นเธอก็คงจะจูบพวกเขาแบบนี้ทุกคนสินะ" สตั้นไปเลยมั๊ยล่ะครับ อย่างนี้คงต้องซ้ำให้หลุด "เธอเป็นคนใจง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"

"นี่!" ดูไม่พอใจครับ ดูไม่พอใจ แต่ก็ยังไม่ยอมหลุดปากออกมาอีก

"หรือเดี๋ยวนี้ยังไงก็ได้แล้ว"

"ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ" เริ่มของขึ้นจริงๆ แล้วสินะครับ

"ทำไมล่ะ ที่ไม่พอใจเพราะฉันพูดถูกงั้นสิ"

"จีมิน!" หน้างอแล้วครับ 'เดี๋ยวๆๆ' แต่ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอร้องไห้นะ แค่จะจับคนที่ชอบหลอกตัวเองแค่นั้นเองครับ "นายพูดแบบนี้ได้ยังไง" นั่นไงครับงานเข้าผมจนได้ น้ำตาหยดแรกมาแล้วด้วย "นายคิดว่าฉันจะใจง่ายกับผู้ชายทุกคนที่ไม่ใช่นายอย่างงั้นเหรอ ฉันดูเป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือไง" น้ำตาเอ่อล้นดวงตาทั้งสองข้างเลยครับ 'โธ่' ความผิดผมอีกแล้ว 

"ฉันไม่เคยฟื้นใจทำอะไร ใช่! ฉันจูบนายเพราะว่าฉันอยากจะจูบ ฉันทำเพราะฉันอยากทำ และทั้งหมดมันเป็นเพราะฉันรักนาย ฉันยังรักนายอยู่ ยังคิดถึงนายทุกวัน ฉันยังรอ..." เจนนี่ชะงักไป เธอจ้องตาผม แววตาห่วงหาปนหม่นเศร้าของเธอ มันทำให้ใจผมหวั่นและรู้สึกคล้อยตามเธอไปด้วยก่อนเธอจะพูดต่อว่า "ฉันยังรอ...คนนำทางอย่างนายมานำทางให้คนหลงทางอย่างฉันเสมอ รู้มั๊ยจีมิน" แล้วน้ำตาเธอที่กลั้นไว้นานก็ไหลออกมาเป็นสาย 

เวลาที่ผมเห็นเจนนี่อ่อนแออย่างแรกที่อยากทำเสมอคือการค่อยๆ ดึงตัวเธอเข้ามากอดเหมือนเช่นตอนนี้ที่ผมกำลังทำอยู่ "ฮื่อๆๆ" เจนนี่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ "ขอโทษนะ" ผมบอกเธอและค่อยๆ ลูบหัวเพื่อปลอบประโลมเธอ "นายแกล้งฉันอะ ฮื่อๆๆ" จากคุณหนูเจนนี่กลายเป็นเด็กหญิงเจนนี่ซะแล้วครับ

"ฉันขอโทษๆๆ" ผมได้แต่ตบหลังเธอเบาๆ เพื่อทำให้เธอสงบลง "ฮื่อๆๆ" เจนนี่ยังคงสะอื้นไม่หยุดจนผมต้องโอ๋เธออีกรอบ "โอ๋ๆๆ ไม่ร้องไห้นะๆ ฉันขอโทษ อย่าร้องไห้เลยนะ" เจนนี่สะอื้นอยู่นานเลยครับและเมื่อเธอดีขึ้นแล้ว เธอก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองผม เธอเหมือนเด็กขี้แยเลยแหละ ร้องไห้จนตาแดงเชียว
 
"ฉันขอโทษ" ผมว่าและค่อยๆ เช็ดน้ำตาออกจากหน้าเธอ เจนนี่จ้องหน้าผมนิ่งเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ไม่ยอมรับฟังอะไรแล้ว และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเธอบอกผมว่า "ฉันไม่ยกโทษ" เธอออกปากอย่างนี้แล้วผมจะทำยังไงล่ะครับ "แล้วฉันต้องทำยังไงเธอถึงจะหายโกรธ" ผมถามออกไปแล้วเธอก็ตอบมาอย่างไวเลยว่า "เก็บหัวใจของนายกลับมาคืนฉันเดี๋ยวนี้เลย" 

"กำไลน่ะนะ" 

"ใช่" ผมต้องงมหาทั้งวันเลยหรือเปล่าครับเนี่ย "หรือนายจะไม่ทำ ถ้าไม่ทำฉันจะกลับ" เธอว่าแล้วเตรียมจะว่ายกลับแต่ผมก็คว้าแขนเธอไว้ก่อน "ทำๆๆ" ผมรีบรับปาก "ถ้ามันจะทำให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ฉันก็จะทำ" ถึงผมจะรู้ว่าตอนนี้เราก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วก็เถอะ แต่เธอยังงอนผมอยู่หน่อยๆ เพราะงั้นผมก็ต้องเอาใจเธอสักหน่อย "ฉันจะเอาหัวใจของฉันมาฝากไว้ที่เธออีกครั้ง" ผมบอก 

เจนนี่จึงทำเป็นเชิดหน้าและบอกผมว่า "ก็ดี" ก่อนจัมป์พาตัวเองขึ้นไปนั่งที่ข้างทางน้ำไหลปล่อยให้ผมลอยคออยู่ในน้ำคนเดียว "เร็วๆ ด้วย ฉันมีเวลาไม่มาก" หน้าเชิดแบบนี้แสดงว่าอารมณ์ดีแล้วสินะครับและคงเป็นเพราะได้แกล้งผมคืนนี่แหละ "จ้ะแม่คุณทูนหัวของบ่าว" ผมบอกเธอแล้วเริ่มสำรวจตามทางน้ำไป 

ดีนะครับที่มันเป็นทางน้ำแบบปิดที่เป็นทางอ้อมตัวอาคารนี้เฉยๆ ไม่ได้เปิดสู่แม่น้ำที่ไหน ไม่งั้นล่ะก็ผมคงต้องรู้สึกเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร เพราะแค่ผมดำผลุดดำว่ายอ้อมที่นี่ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงแน่ะครับกว่าจะหาเจอ

"เจอแล้ว!" ผมชูกำไลของผมให้เจนนี่ดูก่อนรีบว่ายกลับไปหาเธอ "ฉันเจอแล้วเจนนี่" ผมดีใจยิ่งกว่าถูกหวยซะอีกแต่เจนนี่ไม่ได้ยินดียินร้ายไปกับผมเลย เก๊กหน้านิ่งซะ นี่คงกลัวเสียฟอร์มสินะครับ

เมื่อผมว่ายจนถึงริมทาง ผมก็รีบยันตัวขึ้นจากน้ำแล้วนั่งลงข้างๆ เธอและไม่รอช้าที่จะจับมือเธอมาสวมกำไลคืนโดยไม่รีรอจนเจนนี่ถามขึ้นว่า "จะไม่ถามฉันสักคำเลยเหรอว่าฉันอยากรับหรือเปล่า" ผมจึงตอบกลับไปว่า "เพราะฉันรู้คำตอบของเธออยู่แล้วไง" ก่อนเงยหน้าขึ้นไปสบตาเธอเหมือนรู้ใจและถามเธอว่า "จริงมั๊ย" 

"ไม่" เธอว่าและโยนผ้าเช็ดตัวปิดหน้าผมจนผมต้องรีบเอามันลง เขินแล้วก็เป็นอย่างนี้ "ไม่ก็ไม่" ผมว่าแล้วใช้ผ้าเช็ดหัวตัวเองและถามเธอว่า "ไปเอาผ้ามาจากไหนเนี่ย" เจนนี่จึงบอกผมในขณะที่กำลังตรวจสอบความเสียงหายของกำไลว่า "เอามาจากหอ" นี่จัมป์กลับไปเอามาให้เลยเหรอครับ แล้วมาทำเป็นฟอร์ม แต่มัวสนใจกำไลอยู่แบบนี้แล้วไม่สนใจตัวเองเลยนะ คงต้องเป็นหน้าที่ผมอีกแล้ว 

"ดูแลตัวเองบ้างสิ" ผมว่าและค่อยๆ แกะยางมัดผมออกจากผมเธอ เจนนี่หันมามองผม สายตาแบบนี้ "คิดถึงฉันล่ะสิ" ผมว่าและเริ่มใช้ผ้าเช็ดผมให้เธอ เจนนี่ไม่ได้ตอบผมคงเพราะอายเกินจะพูดแต่ผมก็อยากให้เธอรู้ว่า "ฉันก็คิดถึงเธอนะ" 

เจนนี่รีบแย่งผ้าไปจากผมแล้วทำเป็นแสร้งมองทางอื่นก่อนเฉไฉบอกผมว่า "อย่ามาปากหวาน" แล้วก็ทำเป็นเช็ดผมตัวเองต่อไป ผมได้แต่ยิ้มออกมาเพราะตลกกับท่าทางของเธอ ก่อนจะขยับไปใกล้เธอแล้วซบหัวกับไหล่ของเธอและกอดเธอเอาไว้ ทำเอาเจนนี่ตกใจและหันมาถามว่า "ทำอะไรเนี่ย" ผมจึงกระชับกอดให้แน่นขึ้นและบอกเธอว่า "ก็ถ้าพูดมากเดี๋ยวก็โดนว่าปากหวานเพราะงั้นทำให้เห็นเลยดีกว่า" แต่เจนนี่ก็ย้อนผมมาว่า "ฉวยโอกาส" ฉวยโอกาสเหรอครับ ถ้าฉวยโอกาสจริงมันต้องแบบนี้ครับ



สู้ด!



ผมรีบหอมแก้มเธอไปฟอดใหญ่ก่อนว่า "ถ้าฉวยโอกาสมันต้องแบบนี้" เจนนี่ถลึงตาใส่ผม แต่ผมก็ไม่รอช้ารีบจุ้บเธอไปหนึ่งทีเพื่อลงโทษ โทษฐานที่มองผมแบบนี้ "และแบบนี้" ผมบอก

"แบบนี้เหรอ" แล้วเจนนี่ก็เอาผ้ามาขยี้หัวผมอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ "โอ้ยๆๆ" ผมได้แต่ร้องเพราะความเจ็บ "ฮ่าๆๆ" ส่วนเธอก็หัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งผม แต่เห็นเธอยิ้มออกแบบนี้ ผมก็รู้แล้วล่ะครับว่าภารกิจตามรักคืนใจของผมสำเร็จแล้ว ตอนนี้คงต้องรอลุ้นอีกสามคู่สินะครับว่าจะจบลงยังไง แต่สำหรับผม...

"สำเร็จแล้วโว้ย!"





.........จบ PART 137.1.........
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

1,553 ความคิดเห็น

  1. #1424 Aern5555 (@Aern5555) (จากตอนที่ 143)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 17:46
    อ้ายยย จีมินเจนนี่ฟินนน
    #1424
    0