Fantastic girls : รักต้องมนตร์ SEASON I [BTS&BLACKPINL] -THE END-

ตอนที่ 145 : PART 137.3 : V&Rosé

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    8 ก.ย. 60

Rosé talk...



ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!



"ตุ้บ!"

ฉันตบกดปิดนาฬิกาอย่างไว เพราะกลัวเสียงของมันอาจจะไปปลุกคนอื่นได้ ก็ตอนนี้เพิ่งหกโมงห้าสิบเองนิ่คะ 

ฉันค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วเดินตรงไปที่ครัวเพื่อหาน้ำดื่มซักหน่อย แต่ระหว่างที่ฉันกำลังจะดึงประตูตู้เย็นเปิด ตาฉันก็เหลือบไปเห็นโน๊ตที่แปะไว้ตรงหน้า 'ฉันไปล่ะนะ เดี๋ยวซื้อของมาฝาก ดูแลดัลกอมให้ฉันด้วย...จีซู' เห็นโน๊ตแล้วก็อารมณ์เสียค่ะ ก็ฉันไม่ได้ไปด้วยนิ่ 'ชิ!' 

แล้วฉันก็ทำเป็นไม่สนใจเปิดตู้เย็นแล้วหยิบน้ำหนึ่งขวดออกมาดื่ม ฉันมองไปที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ไม่เห็นลิซ่าแฮะ สงสัยเจอฉันแช่แข็งแล้วเมื่อยตัวจนต้องกลับไปนอนห้องตัวเองแหงๆ มันก็ช่วยไม่ได้นิ่คะ อยากจะตีกันเองทำไม ฉันห้ามแล้วก็ไม่ฟัง
 
เมื่อฉันดื่มน้ำเสร็จแล้ว ฉันก็กลับเข้าห้อง ไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก ก็ไปโบสถ์นั่นแหละ สามเดือนมานี่ฉันไปโบสถ์บ่อยมากค่ะ จนพวกเมมเบอร์เรียกฉันว่าแม่ชีเทโรเซ่ไปแล้ว ฉันไม่จะไปจำศีลหรือไปนั่งสวดภาวนาอะไรหรอกนะ ฉันแค่ต้องการที่สงบๆ เพื่อจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้ดีที่สุดโดยไม่มีใครรบกวน และฉันชอบบรรยากาศของโบสถ์ ฉันรู้สึกอบอุ่นเวลาที่ไปที่นั่น มันเหมือนหัวใจฉันถูกโอบอุ้มไปด้วยพลังอันศักสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า อย่างน้อยการเข้าโบสถ์ก็ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นและไม่ฟุ้งซ่านจนเกินไป ไม่ฟุ้งซ่านถึงอีตาคนที่ทำให้ฉันรู้ว่าตลอดไปมันไม่มีจริง

เมื่อฉันแต่งตัวเสร็จแล้ว ฉันก็พายกระเป๋าใบเล็กแล้วเดินมาที่ครัวอีกครั้ง หยิบแซนวิสและนมหนึ่งกล่องติดมือออกจากห้องมาด้วย ก่อนลงลิฟต์ไปที่ชั้นล่างเพื่อขึ้นแท๊กซี่ไปที่โบสถ์ ฉันขออนุญาตคุณลุงคนขับกินอาหารไปด้วย และคุณลุงคนขับแกก็ใจดีเพราะแกเห็นฉันผอมและกลัวว่าฉันจะเป็นลมไปซะก่อน ฉันนั่งมองวิวข้างทางไปเรื่อย ที่โซลมีแต่ตึกสูงคอนโดใหญ่มีแต่บ้านและอาคารเต็มไปหมด จะมีต้นไม้และพื้นดินให้เห็นอยู่บ้างเพียงไม่กี่จุด นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันเลือกมาที่โบสถ์แห่งนี้ล่ะมั้ง

"ถึงแล้วครับ"

ฉันจ่ายตังค์ให้คนขับแล้วเปิดประตูลงรถไป สิ่งแรกที่ฉันสัมผัสได้แต่ก้าวแรกที่ลงรถมาคือสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านผิวมาจากต้นไม้โค้งที่โน้มกิ่งเข้ามาหากันเกิดเป็นร่มเงาไปตลอดแนวทางเดิน และมันสงบจนได้ยินเสียงนกและกิ่งไม้ที่เสียดสีกัน พอยิ่งเดินเข้ามาลึก ฉันยิ่งรู้สึกเหมือนโดนตัดขาดจากโลกภายนอกไปเลยเพราะฉันแถบไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งตามถนนแล้ว คงเป็นเพราะกำแพงธรรมชาติของที่นี่ล่ะมั้ง

"สวัสดีจ้ะ" 

ป้าแม่บ้านที่ดูแลโบสถ์เป็นประจำเอ่ยขึ้นขณะที่ป้าแกกำลังทำความสะอาดน้ำพุหน้าโบสถ์ ฉันจึงทักกลับไปว่า "สวัสดีค่ะ วันนี้อากาศดีนะคะ" แกพยักหน้าให้ฉันและว่า "ใช่จ้ะ เหมาะกับการพักผ่อน แต่ป้าก็ยังต้องทำงานอยู่ดี" ป้าแกยังแอบบ่นให้ฉันฟังอยู่เหมือนทุกวัน "ป้าบ่นอะไรก็ไม่รู้ เชิญๆๆ เชิญหนูตามสบายเถอะจ้ะ"

"สู้ๆ ค่ะป้า" ฉันให้กำลังใจแกก่อนเปิดประตูโบสถ์เข้าไป แล้วนั่งประจำที่เดิมของฉัน ตามองไปที่รูปพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน 

ฉันไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้ภาวนา หรือสารภาพบาป ฉันแค่มองและพิจารณารูปปั้นตรงหน้าอย่างจริงจังเหมือนเช่นทุกวัน ถ้าฉันเป็นชาวพุทธ ฉันคงตรัสรู้ไปแล้ว ฉันไม่ได้บ้านะ เพียงแต่การเพ่งสมาธิกับอะไรสักอย่างค่อนข้างช่วยให้ฉันสงบใจที่ว้าวุ่นไปได้ดีเลยทีเดียว 

สิ่งที่ฉันเห็นคือ ฉันเห็นเลือด เหงื่อและน้ำตาของพระองค์ ดูสิแม้แต้พระเยซูผู้ที่เรานับถือว่าเป็นบุตรแห่งพระเจ้ายังมีได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับคนเราล่ะ แค่เราวิ่งเราก็เสียเหงื่อแล้ว และคนเราผู้มีเป้าหมายคงไม่มีใครหยุดวิ่งกลางทางหรอกมั้ง 

บางคนอาจเลือกที่จะพักก่อนแล้วไปต่อ แต่บางคนก็ไม่ พวกเขาไม่พักจนมีบางครั้งที่พวกเขาเหนื่อยจนล้าและขาอ่อนหกล้มลง บางคนอาจได้แค่แผลฟกช้ำ แต่บางคนหนักยิ่งกว่า เขาล้มแรงจนได้แผล ไม่ว่าจะแผลถลอกหรือแผลลึกที่รักษายากก็นำมาซึ่งเลือดที่ต้องเสียไป 

และบางคนเจ็บกายแล้วยังเจ็บใจจนทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา ความเจ็บปวดทางกายใช้เวลาเพียงนิด แต่ความเจ็บปวดทางใจ สำหรับแต่ละคนแล้ว เวลารักษาก็แตกต่างไปตามสภาวะ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาพร้อมอีกครั้ง พวกเขาก็จะลุกขึ้นใหม่และเดินหน้าต่อไป แล้วพวกเขาจะยิ้มได้อีกครั้ง เหมือนฉันที่กำลังยิ้มน้อยๆ ให้กับรูปปั้นตรงหน้า 

แม้แต่เพราะเยซูยังฟื้นจากความตายได้ แล้วคนธรรมดาอย่างฉันจะไม่มีทางฟื้นจากความเจ็บปวดได้เลยหรือไง ฉันจึงเชื่อว่า 'ต้องมีสิ แค่สักวัน' สักวันที่ฉันเข้มแข็งพอ และสำหรับฉัน...ฉันว่ามันคงอีกไม่นานหรอก แค่ตอนนี้ยังไม่ใช่ เพราะฉันยังรู้สึกถึงความหน่วงในใจและน้ำตาที่ยังซึมๆ อยู่เมื่อหันไปมองเก้าอี้อีกฝั่งที่เขาเคยนั่ง 

ฉันเคยคิดนะว่าจะเป็นยังไงถ้าจู่ๆ ฉันก็ไปหาหาเขาเพื่อไปถามว่า นายจำฉันได้มั๊ยหรือนายยังรักฉันหรือเปล่า ถ้าเขาตอบว่ายังจำฉันได้และยังรักฉันเสมอ ฉันก็รอดตัวไป แต่ถ้าไม่ เขาคงคิดว่าฉันบ้าแน่ๆ อะ เพราะงั้นฉันถึงไม่คิดเสี่ยงทำอะไรที่ไม่ชัวร์ว่าคำตอบมันจะใช่จึงเลือกที่จะอยู่กับตัวเองมากกว่าการผูกใจเจ็บกับเรื่องของเขา

ฉันนั่งอยู่ในโบสถ์นานเกือบสองชั่วโมงได้ ก่อนตัดสินใจเดินออกมา ป้าแม่บ้านล้างน้ำพุเสร็จแล้วและตอนนี้แกกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ข้างโบสถ์แทน พอแกเห็นฉันแกก็รีบทักเลยว่า "จะกลับแล้วเหรอ" ฉันจึงโค้งแล้วยิ้มและบอกแกว่า "กลับแล้วนะคะ" ป้าแกจึงโบกมือให้ฉัน ฉันจึงโบกมือกลับก่อนจะเดินออกมา 

ฉันยังไม่โทรเรียกแท๊กซี่เพราะตั้งใจว่าจะแวะไปซื้อขนมปังที่ร้านใกล้ๆ นี้ไปฝากสองคนที่หอก่อน ระหว่างทางพี่จีซูก็ทักแชทมาแถมยังส่งรูปมาอวดว่า 'ฉันอยู่บนเรือยอร์ช!! เรากำลังจะไปเกาะอุโด้ โกๆๆ!' แต่ที่พี่แกคุยกันไว้ไม่ใช่แบบนี้นี่คะ และยัยลิซก็คงรู้สึกเหมือนฉันจึงส่งกลับไปว่า 'ก็ไหนว่าไปเชจูไงคะ' ฉันจึงเสริมเธอไป 'ทำไมได้ไปอุโด้ล่ะ' 

หลังจากนั้นพี่จีซูก็เริ่มแก้ตัวใหญ่ แต่พวกฉันก็ทั้งแซวทั้งจิกกัดพี่แกไปจนแกเริ่มอารมณ์เสียและบอกว่าจะไม่ซื้อของฝากมาให้พวกฉันแถมจะเก็บเปลือกหอยกับทรายมาเต็มกระเป๋าแทน แล้วก็หายขาดจากการติดต่อไปเลย 

ท่าทางพี่จีซูจะงอนไปแล้ว ฉันจึงทักไปบอกสองคนที่เหลือว่า 'ฉันกำลังจะแวะซื้อขนมปัง เอาไส้อะไรกัน' ยัยลิซรีบถามกลับทันทีว่า 'ไส้ไหนอร่อย' ฉันจะรู้มั๊ยคะเนี่ย ก็ไส้อร่อยของฉันอาจไม่อร่อยของเธอก็ได้ ฉันก็เลยตอบไปว่า 'ไม่รู้ แต่ก็น่าจะอร่อยหมดแหละ' และลิซ่าก็ไม่ได้คิดจะเกรงใจฉันเลยเพราะเธอตอบมาว่า 'งั้นก็เอาไส้ล่ะอัน' ถ้ามันมียี่สิบไส้ฉันก็ต้องซื้อกลับไปหมดเลยเหรอ 

ดีหน่อยที่เจนนี่ตอบมาว่า 'ฉันไม่เอานะ' แต่เธอก็ถามฉันว่า 'ร้านอยู่ตรงไหนอะ ส่งพิกัดมาให้หน่อยสิ' ไม่เอาแต่จะถามหาร้านไปทำไมคะเนี่ย หรือว่าจะมาซื้อเองวันหลัง ฉันก็เลยส่งชื่อร้านและพิกัดไปให้ เจนนี่จึงส่งสติกเกอร์ขอบใจกลับมา ฉันจึงตอบไปว่า 'ไม่เป็นไร' แต่มือที่สามที่กลัวว่าฉันจะลืมก็รีบทักขึ้นมาใหม่ว่า 'แต่ของฉันใส่ละอันนะอย่าลืม' ฉันจึงตอบลิซ่าไปว่า 'รู้แล้ว' และจบการสนทนาไว้แต่เพียงเท่านี้ 

แล้วฉันจึงรีบเดินตรงไปยังร้านที่อยู่ข้างหน้าอีก 100 เมตร แต่พอเดินเข้าไปในร้านก็พบว่าตู้ยังว่างอยู่เลยอะ คนขายก็ไม่อยู่ด้วยแต่ป้ายหน้าร้านแขวนว่าเปิดนะ ฉันจึงทักไปว่า "ขอโทษนะคะ" ฉันได้ยินเสียงกุกกักอยู่ในห้องข้างหลังแต่ก็ยังไม่มีใครโผล่ออกมาให้เห็น "ขอโทษนะคะ" ฉันจึงร้องไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้เพิ่มเสียงขึ้นหน่อย 

"จ้ะ" 

และคราวนี้ก็มีเสียงตอบรับกลับมา ก่อนคุณป้าเจ้าของร้านจะรีบวิ่งมาหาฉันที่เคาร์เตอร์และว่า "ขอโทษทีนะหนู พอดีในครัววุ่นมากเลย" ท่าจะวุ่นจริงๆ แหละค่ะเพราะเสื้อแกเปื้อนแป้งไปหมด 

"วันนี้ขายดีแต่เช้าเลยนะคะ หมดเกลี้ยงเชียว" ฉันบอกแต่ป้าแกก็ปฏิเสธว่า "ไม่ใช่หรอกจ้ะ วันนี้ยังไม่ได้ขายหน้าร้านเลย มัวทำส่งออเดอร์ให้โรงแรมอยู่น่ะ" แล้วนี่ฉันจะได้กินมั๊ยล่ะคะ "แต่นี่ส่งหมดแล้วเลยเพิ่งได้ทำของเติมหน้าร้าน ว่าแต่หนูจะเอาไส้อะไรลูก" นึกว่ายัยลิซจะแห้วซะแล้ว 

"มีไส้อะไรบ้างคะ" ฉันถาม หวังว่ามันจะไม่เยอะนะคะ "ปกติก็มี 16 ไส้จ้ะ แต่ตอนนี้กำลังเข้าตู้อบอยู่ 8" 16 ไส้อะไรจะเยอะปานนั้น แต่ฉันว่าเอาเท่าที่มีดีกว่าจะได้ต้องรอนาน "งั้นหนูเอา 8 ไส้ที่กำลังอบอยู่อย่างล่ะหนึ่งชิ้นนะคะ" ฉันบอกป้าแก ป้าแกยิ้มใจดีและว่า "นั่งรอสักครู่นะจ้ะ" แล้วแกก็วิ่งกลับเขาไปในห้องทำขนม ฉันก็เลยต้องนั่งฟังเพลงรออยู่ในร้านเกือบครึ่งชั่วโมงแน่ะค่ะ 

"ได้แล้วจ้ะ" 

ฉันรีบเดินไปจ่ายตังค์และรับของมา แล้วโทรเรียกแท๊กซี่ก่อนเดินออกมารอแถวๆ หน้าร้าน คงอีกสิบห้านาทีมั้งคะกว่าแท๊กซี่จะมา ฉันเลยตั้งใจส่งข้อความไปบอกลิซ่าว่า 'ได้ของมาแล้ว' และทันทีที่ฉันกดส่งไปแล้ว ก็มีรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอดหน้าฉันอย่างไวแล้วรีบเปิดประตูออก ก่อนฉันจะเห็นคนสามคนในชุดดำสวมอีโหม่งปิดหน้าปิดตาวิ่งลงมาจากรถก่อนใช้ถุงผ้าสีดำผืนใหญ่ครอบหัวฉันและลากตัวฉันเข้าไปในรถ ฉันยังไม่ทันจะอ้าปากร้องก็ถูกหนึ่งในสามคนนั้นเอามือปิดปากไว้ซะก่อนแล้วพวกเขาถึงปิดประตูและออกรถไป และตอนนี้ยังมัดขาและแขนฉันไขว่หลังไว้อีกต่างหาก 

"อื้อๆๆ!!" 

ฉันพยายามร้องเสียงดังและพยายามดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมของชายที่กำลังโอบไหล่ฉันและปิดปากฉันไว้ 

ฉันช็อคมากเลยนะและเริ่มกลัวขึ้นมาเพราะนี่ฉันกำลังโดนอุ้ม 'ฉันโดนอุ้ม!!' คนพวกนี้เป็นใคร ต้องการอะไร จับตัวฉันมาทำไม พวกเขาไม่ได้จับผิดคนใช่มั๊ยคะ ฉันไม่เคยสร้างศัตรูที่ไหนเลยนะ หรือจะเป็นศัตรูของลุงหยาง 

"อ่องอางอาไอ่!" ฉันใช้ทักษะ box voice ที่พวกฉันเคยฝึกกันเล่นๆ แต่วันนี้ดันมีโอกาสได้ใช้จริงซะงั้นถามพวกเขาไปว่า 'ต้องการอะไร!' หวังว่าพวกเขาคงฟังรู้เรื่องนะ 

"เงิน!" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา 

"ทอง!" และก็มีเสียงที่สอง 

"หมอน!" เสียงที่สาม 

"มุง!" และเสียงที่สี่ตามมา 

ไอ้เงินทอง ฉันพอเข้าใจแหละ แต่หมอนกับมุงคืออะไรอะ นอกจากจะขอแปลกแล้ว สิ่งที่โคตรแปลกอีกอย่างก็คือเสียงของพวกเขานี่แหละ มันเหมือนเสียงชิพมังค์เลยอะ พวกเขาไม่ได้กินแก๊สฮีเลียมเข้าไปใช่มั๊ยคะ มันแปลกๆ อะ และฉันก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเมื่อคนที่คุมตัวฉันไว้บอกว่า "และตัวเธอ" 

ฉันว่าพวกมันไม่ได้ต้องการแค่เรียกค่าไถ่แล้วล่ะ มันต้องเป็นพวกค้ามนุษย์แน่เลยที่เที่ยวจับตัวผู้หญิงไปขาย พวกมันต้องทำกันเป็นขบวนการแน่เลยค่ะ มันต้องจับฉันไปส่งพวกนายแม่ของมัน แล้วคงส่งฉันไปอยู่ในซ่อง ในฮาเล็มหรือส่งออกนอกเป็นสินค้าของพวกมันแน่ๆ 

'ไม่ๆๆ!' 

ฉันไม่เอาด้วยหรอก ฉันยังไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น ฉันยังไม่อยากรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ให้ฉันตายตอนนี้ยังดีกว่าไปตายในที่อเวจีแบบนั้นอะ และเพื่อชีวิตรอดฉันจึงรวบรวมพลังทั้งหมดแล้วดิ้นแรงๆ เพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมของหมอนี้ แต่เขากับจับฉันไว้แน่น สิ่งที่ฉันมีอิสระอยู่ตอนนี้มีเพิ่งหัว ฉันจึงใช้หัวโขกหน้าของเขาเต็มแรง 

"โอ้ย!" 

เขาร้องเสียงหลงและมีเสียงหัวเราะจากพวกที่เหลือดังขึ้น ฉันรำคาญเสียงชิพมังค์แบบนี้จริงๆ นะ 

เมื่อฉันเริ่มเป็นอิสระจากการเกาะกุม ฉันจึงเริ่มใช้เท้าที่ถูกหมัดอยู่ทั้งถีบและกวาดไปทั่ว ไม่รู้ว่าไปโดนใครบ้างแหละค่ะ ตัวก็สะบัดแรงๆ ไปมาไม่ให้ใครกล้าเข้าใกล้ และร้องโวยวายว่า "พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร" 

"..." พวกมันไม่ตอบแถมยังพยายามจะเข้ามาคุมตัวฉันอีก ฉันจึงดิ้นสุดตัว 

"พวกแกเป็นพวกค้ามนุษใช่มั๊ย ไอ้พวกโรคจิต วิปลิต ใจชั่วอำมหิต จิตใจต่ำทราม ไอ้พวกชั่ว ไอ้พวกเลว แม้แต่เพื่อนมนุษด้วยกันพวกแกยังทำได้" ฉันด่าและโวยวายไปทั่วเลยล่ะค่ะ จนหนึ่งในพวกมันทนไม่ได้ พูดขึ้นว่า "ไปกันใหญ่แล้ว" 

แต่ฉันไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอกนะ ฉันจะต้องต่อต้านและดิ้นรนให้ถึงที่สุด "ฉันไม่ยอมไปกับพวกแกหรอกนะ ถ้าต้องไป ฉันขอตายดีกว่า ฉันจะกัดลิ้นตัวเองจนตาย พวกแกจะได้แค่ศพฉัน และพอนายแม่ของพวกแกรู้ พวกแกก็จะโดนลงโทษ และฉันจะเป็นผีไปหักคอพวกแกเอง" 

ฉันไม่ได้พูดเล่นนะคะแต่ฉันเอาจริง ฉันเริ่มกัดลิ้นตัวเองตามที่ปากว่า และพวกมันคงแปลกใจที่เห็นฉันเงียบและนิ่งไป จนมีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "เป็นไรเปล่าวะ" ก่อนไอ้คนที่อยู่ใกล้ๆ ฉันจะรีบดึงถุงผ้าออกจากหัวของฉัน ถึงแม้ฉันจะไม่เห็นหน้าเห็นพวกมันแต่ฉันก็พอรู้ว่าพวกมันตกใจแค่ไหนที่เห็นฉันกัดลิ้นตัวเอง และไอ้คนใกล้ๆ ฉันที่พึ่งดึงผ้าออกจากหัวฉันก็ร้องขึ้นว่า "เอาจริงดิ" ก่อนมันจะพยายามง้างปากฉันไม่ให้ฉันกัดลิ้นตัวเอง ฉันไม่กัดลิ้นตัวเองแล้วก็ได้ค่ะแต่กัดนิ้วมันแทนนี่แหละ 

"โอ้ย!!!" 

สมน้ำหน้าไอ้คนชั่ว "ฮยองๆๆ ช่วยผมด้วย" มันร้องบอกอีกคนที่อยู่อีกข้างของฉัน แล้วไอ้คนที่มันเรียกว่าฮยองก็เข้ามาบีบปากฉันให้คลายนิ้วของไอ้คนน้องออก 

จากที่ฉันเห็นพวกมันมีเยอะมากค่ะ ที่นับได้มีข้างฉันสอง อีกสองที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉัน อีกหนึ่งที่เบาะหลังฉัน และรวมคนขับแล้ว พวกมันมีตั้งหกคนแน่ะค่ะ 

"ปล่อย!!!" 

ฉันดิ้นสุดแรง เท้าก็ทั้งถีบทั้งยันทั้งฟาดก้านคอพวกมันไปทั่ว แต่พวกมันมีเยอะเกินไป จนฉันเริ่มจะหมดแรงและเริ่มถูกล็อคตัวไว้ได้อีกครั้ง เมื่อดูเหมือนจะหมดหนทางสู้ ฉันจึงพยายามจะใช้พลังของตัวเองหยุดเวลาของพวกมัน แต่ว่า...

'ทำไมไม่หยุด!' 

นั่นแหละค่ะ พวกมันทั้งหกไม่ยอมหยุด ฉันว่าพลังของฉันมันไม่ได้เสื่อมนะ ฉันจึงลองใช้มันกับรถและ...



เอี๊ยด!



"เกิดอะไรขึ้นวะ!" ไอ้คนขับโวยวายขึ้นเมื่อจู่ๆ รถก็เบรคกึกกะทันหัน หน้าฉันเกือบชนไอ้สองคนข้างหน้าซะแล้วถ้าไม่ได้ไอ้คนข้างๆ ที่ฉันเพิ่งกัดนิ้วไปช่วยดึงตัวไว้ทัน แต่ว่าถ้ารถหยุดแต่คนไม่หยุด พวกมันคงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่ ถ้าพวกมันไม่ใช่คนธรรมดาแถมมีพลังต่อต้านฉันได้และยังคิดร้ายกับฉันอีก แสดงว่า..."พวกแกเป็นอกาธัซ!!" 

นี่พวกอกาธัซเลวยังเหลือรอดอยู่อีกเหรอคะ ฉันเริ่มดิ้นอีกครั้ง เหนื่อยก็เหนื่อยแต่ฉันก็ต้องสู้จนสุดใจ จนมือที่บีบปากฉันหลุด ฉันจึงโวยวายเสียงดังและขู่พวกมันว่า "ถ้าลุงหยางรู้ ลุงหยางจะต้องไปฟ้องลุงลักซ์ ลุงโรมานและลีนาน พวกเขาจะกลับมาเอาชีวิตพวกแกแน่ และฉันจะบอกพวกเขาลงโทษพวกแกโดยการตรึงกางเขน" นี่ฉันคงเข้าโบสถ์มากไปจริงๆ แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ 

เมื่อปากฉันเป็นอิสระ ฉันจะพูดอะไรก็ได้ ฉันจึงขอสั่งสอนพวกมันซักหน่อยแล้วกัน "และฉันจะใส่มงกุฎหนามให้พวกแก และบังคับพวกแกให้แบกกางเขนขึ้นเขาทาธารัส พวกแกจะได้เข้าใจถึงความทรมานของพระเยซูคริสต์ พวกคนบาปจะต้องได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเหมือนพระองค์" พวกมันโดนฉันเทศนาสั่งสอนจนไอ้คนเบาะหลังฉันเอ่ยขึ้นเสียงดังว่า "กูทนไม่ไหวแล้วโว้ย!" ทนไม่ไหวอะไรค่ะ 

"อื้อๆๆ!" 

ฉันพยายามร้องเมื่อไอ้คนเบาะหลังใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกฉัน "ฮยอง!" ไอ้พวกที่เหลือดูตกใจใหญ่เลยค่ะ "ฮยองทำไรวะเนี่ย" ไอ้คนที่โดนฉันกัดนิ้วเอ่ยขึ้น "ก็กูทนไม่ไหวอะ" ฉันว่าฉันเริ่มรู้สึกแปลกๆ แฮะ มันรู้สึกง่วงๆ มึนๆ เหมือนสติกำลังจะดับ และมันเหมือนครั้งนั้น มันเหมือน...

"โรเซ่ๆๆ" 

หนึ่งในพวกมันตบหน้าเรียกสติฉันเบาๆ เขาถอดอีโหม่งออกแล้วแต่ฉันก็มองไม่เห็นหน้าของเขาอยู่ดี เพราะตาฉันพล่ามัวไปหมดจนเห็นเพียงแค่เงาลางๆ และภาพที่ซ้อนทับ 

"ได้ยินฉันมั๊ย" 

แล้วเสียงชิพมังค์นี่อีก ยิ่งทำฉันปวดหัวไปใหญ่ และฉันเพิ่งคิดออกว่าอาการนี้คืออาการอะไรเพราะฉันเคยเจอกับตัวมาแล้ว และนี้ก็เป็นครั้งที่สอง 

'ฉันโดนวางยา' 

แล้วสติฉันก็มลายหายไปเหลือเพิ่งความมืดที่เข้ามาครอบคลุมพร้อมคำถามที่ว่า...

'พวกแกเป็นใคร'






V talk...



"โรเซ่ๆๆ" 

เงียบไปแล้วครับ และพอทุกคนเห็นว่าเธอสลบหมดอิทธิฤทธิ์ไปแล้ว พวกเขาก็ถอดอีโหม่งตามผม ผมหันไปจ้องไอ้ฮยองตัวต้นเหตุเลยครับ 

"มึงไม่ต้องมามองกู" เจโฮปฮยองว่า ผมจึงรีบโวยใส่เลย "โรเซ่ได้ฆ่าผมตายแน่ฮยอง" ผมคงตายแบบไม่ได้ผุดได้เกิดก็คราวนี้แหละ 

"ตาย" แรปมอนที่ถูกโรเซ่พิงอยู่เอ่ยขึ้น "มึงตายแน่ พวกกูขอไว้อาลัยให้มึงสิบวิ" แล้วพวกเมมเบอร์ก็บ้าจี้นั่งก้มหน้าไว้อาลัยให้ผมจริงๆ จะไม่มีใครคิดให้กำลังใจผมเลยเหรอเนี่ย 

"จินฮยอง" ไอ้กุกที่นั่งอยู่ด้านหน้าผมร้องเรียกจินฮยองผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถตู้ "ช่วยแวะซื้อน้ำใบบัวบกให้ผมด้วยนะ" ไอ้กุกบอกจินฮยอง "ผมเอาด้วย" จีมินที่นั่งอยู่ข้างๆ จองกุกหันไปบอกฮยองแกอีกคน 

จินฮยองจึงตอบพวกมันว่า "โอเค" แล้วถึงสตาร์ทรถอีกครั้งก่อนว่า "เดี๋ยวกูจะเหมายาแก้ปวด แก้ช้ำเลือดช้ำในช้ำหนองมาให้พวกมึงเลย" แล้วออกรถสู่จุดหมายปลายทางต่อไปของเรา

"แล้วไอ้เสียงชิพมังค์เมื่อไหร่มันถึงจะหยุดเนี่ย" เจโฮปฮยองยังคงโวยวายต่อไป แรปมอนมองนาฬิกาของตัวเองแล้วตอบเจโฮปไปว่า "อีก 15 นาที" นี่แหละครับผู้บอกให้พวกผมกินแก๊สฮีเลียมเข้มข้นเข้าไปเพื่อแปลงเสียงตัวเองไม่ให้โรเซ่จำได้ 

"เสียงเราไม่ต้องห่วงแล้วฮยอง ห่วงนี่ดีกว่า" ผมว่าแล้วค่อยๆ ประคองหัวโรเซ่ขึ้นมาจากตัวของแรปมอน คออ่อนคอพับจนผมไม่กล้าจับแรงเลยอะ "ยาแรงแค่ไหนนิ่ฮยอง" ผมถามเจโฮปขณะที่ค่อยๆ ประคองตัวโรเซ่นอนลงที่ตักผม "คงอีกชั่วโมงนึงแหละ" ฮยองแกว่า

ในแผนเราไม่มีการวางยาแบบนี้นะครับ แต่ไอ้ฮยองก็ดันพกติดตัวมาเฉยเลย "มึงไม่ต้องมองหน้ากูเหมือนว่ากูเป็นฆาตรกร" เจโฮปว่าหลังจากที่เห็นผมมองหน้าแกแบบไม่ค่อยพอใจอีกรอบ "กูเป็นคนเตรียมพร้อม และกูรู้ว่าอย่างน้อง ถ้าน้องไม่ตายเอง เรานี่แหละจะตาย" อันนี้ผมก็รู้ครับ ถึงไม่อยากให้ฮยองแกไปเพิ่มความแค้นให้เธอ เพราะคนที่จะซวยหลังจากนี้ก็คือผมไง 

"ใช่ฮยอง" และไอ้จีมินมันก็เห็นด้วยไปอีก "ถีบซะกูจุกเลย ท้องกับอกกูนี่แดงเป็นปื้น" แล้วมันก็โชว์หลักฐานให้พวกผมดูอีกต่างหาก ผมว่ามันน่าจะโดนถีบไปมากกว่าสองครั้งอะ "คอผมก็เคล็ดไปแล้วว่ะฮยอง" จองกุกว่าแล้วพยายามหมุนคอตัวเอง อย่าว่าแต่พวกมันเลยครับ "กูก็โดนเหมือนกันแหละ จมูกกูเกือบหัก นิ้วกูเกือบขาด กูยังไม่โอดครวญเลย" ผมบอกพวกเมมเบอร์ 

แต่จินฮยองก็บอกผมว่า "กูว่ามึงควรจะโอดครวญตั้งแต่ตอนนี้นะ" อะไรของฮยองแกครับ "ทำไมล่ะฮยอง" ผมถาม แล้วดูคำตอบของฮยองแกสิ "ก็เดี๋ยวมึงคงชะตาขาดแบบต่อไม่ติดแล้ว" ตายซ้ำตายซ้อนไปอีก 

"แล้วนี่มึงจะให้พวกกูแก้มัดน้องเลยมั๊ย" แรปมอนถามผม ผมควรแก้ดีมั๊ยนะ ก็หลังจากนี้ มันจะเป็นหน้าที่ของผมคนเดียวน่ะสิ เพราะงั้น..."เอาไว้ก่อนฮยอง" ผมว่ากันไว้ดีกว่าแก้แหละดีแล้ว เผื่อโรเซ่ฮึดฮัดลุกขึ้นมาบีบคอผม 

แรปมอนจึงพยักหน้าว่าโอเค ผมควรทำยังไงดีนะ ยังไงเธอก็ต้องโกรธแน่ๆ อะ ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าด่านต่อไปน่าจะพอเบรคอารมณ์เธอได้บ้างแหละ 

"อันนี้ผมกินนะ" ไอ้กุกยกถุงขนมปังที่โรเซ่ซื้อขึ้นมาถามพวกผม "กูเอาด้วย" เจโฮปยื่นมือมาขอ นี่ไปตายอดตายอยากมาจากไหนครับ แถมยังจะไปกินของของเขาอีก เป็นโจรเรียกค่าไถ่หรือขอทานกันแน่ 

"มึงเอาเปล่า" จีมินยื่นขนมปังมาให้ผม แต่ผมกำลังหนักอกหนักใจอยู่ก็เลยส่ายหน้าว่าไม่เอา แล้วนั่งคิดหาวิธีลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ผมคงต้องทำตัวดีๆ ลบความชั่วของตัวเองอีกแล้วสินะ

จินฮยองใช้เวลาสี่สิบนาทีพาเรามาถึงที่หมายซึ่งเป็นโกดังเก็บของเล็กๆ ที่พวกผมเช่าไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และมันคงถึงเวลาที่ผมต้องพาเธอลงจากรถแล้ว 

"ขอให้โชคดีและมีชีวิตรอด" แรปมอนตบบ่าให้กำลังใจผม ผมพยักหน้ารับ แล้วฮยองแกจึงเปิดประตูรถออก ส่วนไอ้กุกก็รีบวิ่งลงไปเปิดประตูโกดังให้ผม แล้วผมจึงค่อยๆ ผลักตัวโรเซ่ให้ลุกขึ้น แรปมอนเข้ามาช่วยจับตัวเธอไว้ให้นั่งได้ ผมจึงเดินลงจากรถไปก่อน ก่อนจะเข้าไปอุ้มตัวเธอพาดไหล่ออกมา 

"เช็ควอร์สิ" จีมินบอกผม ผมจึงหยิบวอร์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงมาเทสต์ทดสอบ "ห้าโหล สิบโหล เทสต์ๆ" แล้วจีมินจึงยกมือว่าโอเค 

"ถ้ามึงง้อไม่ได้ มึงเดินกลับเองนะครับ" เจโฮปฮยองว่า ที่ผมจะง้อไม่สำเร็จก็เพราะไอ้ยาสลบของฮยองแกนั่นแหละ "เอ้อ!" ผมบอกพวกเมมเบอร์ ก่อนเดินไปยังทางเข้าโกดังที่ไอ้กุกยืนเปิดประตูรออยู่แล้ว 

"ฮยอง" มันเรียกผมเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ "อย่าลืมคุยให้ผมนะฮยอง" ก่อนผมจะได้คุยให้มัน ผมคงโดนฮุคซ้ายฮุคขวาแล้วตามด้วยการเสยปลายคางล่ะมั้ง "เอ้อ!" แต่ผมก็รับปากมันอยู่ดี มันจึงยิ้มดีใจก่อนรีบเร่งผมว่า "ไปๆ ฮยองเดี๋ยวหนัก" ผมจึงรีบแบกโรเซ่เข้าไป และพอจองกุกเห็นว่าผมเข้ามาแล้วมันถึงปิดประตูโกดังลง 

แต่เพราะโกดังนี้มันค่อนข้างปิดและทึบแสงเอามากๆ ทำให้พอปิดประตูสนิทแล้วข้างในก็มืดยังกะตอนกลางคืนเลยล่ะ ผมยืนปรับสายตาสักหน่อยก่อนวอร์ไปถามพวกเมมเบอร์ว่า "ถึงยัง" แต่จีมินก็ตอบมาว่า "แปบๆ" นี่ชักช้ากันจริงเชียว ผมเลยสั่งเอาไว้ล่วงหน้าว่า "ถึงแล้วเปิดไฟหลอดกลางให้กูด้วย" แล้วจีมินจึงว่า "โอเค" แต่ตอนนี้ผมคงต้องคล้ำทางไปพลางๆ ก่อน

ผมจึงเริ่มออกเดินไปข้างหน้าช้าๆ เพราะกลัวจะไปเหยียบอะไรเข้า ผมเดินช้าเหมือนเต่าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลอดไฟหลอดกลางสว่างขึ้น 'โอเค' พอรู้ขึ้นมาหน่อยว่าผมต้องเดินไปทางไหน ผมจึงเดินไปยังบริเวณกลางโกดังที่ไฟสว่างออกเป็นวงรัศมีลงมาที่พื้น 

ผมค่อยๆ วางร่างของโรเซ่ลงบนพื้นตรงกลางวง ก่อนมองสำรวจบริเวณรอบๆ ผมเห็นมีอะไรโผล่ๆ ออกมาให้เห็นอยู่นะ ผมจึงวอร์ไปบอกพวกเมมเบอร์ว่า "หรี่ไฟลงหน่อย" แล้วไฟดวงนี้จึงหรี่แสงลงตามที่ผมขอทำให้รัศมีของแสงน้อยลงมาด้วย "โอเคยัง" จีมินวอร์มาถาม ผมก็ว่ามันก็มืดจนมองไม่เห็นด้านข้างแล้วล่ะ ผมจึงตอบไปว่า "โอเค" คราวนี่ก็แค่รอให้เธอฟื้นสินะครับ 

แต่ว่า...ระหว่างนี่ผมควรทำยังไงกับเธอดี คือผมมาคิดดูดีๆ แล้วนะ ถ้าผมไม่แก้มัดให้เธอ โรเซ่ต้องโมโหมากแน่ๆ และเธอคงจะโกรธผมยิ่งกว่าเดิม แต่ถ้าผมปล่อยเธอ ผมก็ว่าเธอน่าจะยังโกรธอยู่และผมคงไม่วายถูกทำร้ายร่างกายด้วยแน่ๆ 'เอาไงดีล่ะ' 

โทษผมคงไม่ถูกลดลงครึ่งนึงหรอกมั้งถึงแม้ผมจะแก้มัดเธอ แต่ผมก็ไม่อยากเพิ่มความโกรธให้เธอโดยการยังมัดเธอไว้อยู่ เอางี้แล้วกัน...เพื่อความปลอดภัยของผมและเพื่อไม่ให้เธอโกรธผมเต็มร้อย ผมจึงตัดสินใจแก้มัดเฉพาะมือของโรเซ่ เราจะได้วินวินทั้งสองฝ่าย อย่างน้อยถ้าเธอคิดจะเอาคืนผม ผมก็ยังมีโอกาสรอดตัวอยู่เพราะขาที่ยังถูกหมัดอยู่ของเธอ คงทำให้เธอทำอะไรผมไม่ได้มากนักหรอก
 
"อีกกี่นาที" ผมวอร์ไปถาม เจโฮปตอบกลับมาว่า "อีก 10 นาที" ผมหันกลับมาหาโรเซ่ เธอยังคงนอนหายใจสม่ำเสมอและหลับตาพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ถ้าเธอตื่นมาแล้วเห็นว่าเป็นผม เธอจะทำหน้ายังไงนะ เธอจะพูดอะไรกับผม หรือเธอจะไม่พูดแต่ฟาดงวงฟาดงาใส่ผมเลย ถ้าเป็นอย่างนั้น โทษของผมคงคือตายสถานเดียว

ผมเขี่ยผมออกจากหน้าสวยๆ ของเธอและปัดเศษฝุ่มที่เปื้อนแก้มนุ่มๆ ของเธอออก สามเดือนที่ไม่ได้ยินเสียงเธอมันเงียบหูมากเลยครับ เงียบจนรู้สึกเหงา ถึงนั่งฟังเพลงของพวกเธอมันก็ไม่ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็ฟีลมันไม่เหมือนกับตอนที่เราคุยกันเลย ผมยอมโดนเธอกัดจิกทุกวันดีกว่าการต้องมานั่งทรมานใจฝืนตัวเองไม่ให้เผยตัวออกไปให้เธอรู้ว่าผมยังอยู่ยังจะดีซะกว่าอะ

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแปลกใจสำหรับตัวเธอคือการที่ได้รู้ว่าเธอมาเข้าโบสถ์ทุกเช้านี่แหละ และผมก็รู้ดีว่าการที่เธอมาเข้าโบสถ์มันหมายถึงว่าเธอมีเรื่องไม่สบายใจและผมค่อนข้างมันใจว่ามันเป็นเพราะผม 

"ขอโทษนะ" ผมบอกขณะที่ลูบหัวเธอเบาๆ และก็ตระหนักดีว่าผมคิดถึงเธอ และคิดถึงมากจนค่อยๆ โน้มตัวลงไปจูบเธอเบาๆ ก่อนจ้องมองหน้าเธอใกล้ๆ แล้วยิ้มออกมาก่อนบอกเธอว่า "คิดถึงเธอจัง" 

และคงเป็นเวลาเดียวกันกับที่โรเซ่กำลังจะได้สติเพราะผมได้ยินเสียงเบาๆ มาจากเธอ และผมก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ผมคงต้องขยับออกมาให้ห่างเธอซักหน่อยดีกว่า เพื่อป้องกันอาฟเตอร์ช็อกที่จะเกิดขึ้นตามมา ผมจึงขยับถอยหลังออกมานั่งอยู่ให้ห่างจากตัวเธอซักช่วงตัวนึงในใจก็ภาวนาว่าถ้าโชคดีก็ขอให้เธออย่าอาละวาดเลย

"อืม" 

โรเซ่เริ่มขยับตัวแล้ว ส่วนผมได้แต่นั่งลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ผมเห็นตาของเธอเริ่มขยับและปากก็กำลังเปิด เธอนอนกลืนน้ำลายและถอนหายใจแรงแล้วค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ แต่เพราะแสงสว่างจากหลอดไฟด้านบนจึงทำให้เธอต้องรีบหลับตาลงอีกครั้ง 

โรเซ่ยกมือขึ้นมาบังตาจากแสงสว่างก่อนเธอจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตา และเมื่อเธอเริ่มปรับตัวได้ เธอจึงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วมองสำรวจไปรอบๆ แต่สายตาเธอก็ต้องมาหยุดอยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียวที่อยู่ในที่นี่กับเธอ นั่นก็คือ...ผมเอง

ผมยกมือขวาขึ้นช้าๆ และแบออกแล้วว่า "สวัสดี" กับยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้เธอก่อนค่อยๆ หุบยิ้มลงเพราะโรเซ่หรี่ตามองผมและทำสีหน้าสงสัยก่อนถามผม "นายมาทำอะไรที่นี่" 

เธอไม่ได้ยิ้มให้ผมด้วยซ้ำ ผมจึงไม่ได้ตอบเธอไป แต่โรเซ่ก็คงได้คำตอบเมื่อเธอค่อยๆ กวาดตามองสำรวจผม เมื่อเธอเห็นว่าผมแต่งตัวยังไง เธอก็รีบลุกขึ้นเหมือนจะวิ่งเข้าหาตัวผมแต่เพราะเท้าที่ยังโดนมัดอยู่เธอถึงล้มลงไปอย่างแรง 

"โรเซ่!" 

ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเธอ แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือ...



เปรี๊ยะ!



ผมโดนตบจนหน้าหันไปเลย 

"นายทำบ้าอะไรของนาย" เธอโวยใส่ผมและพยายามจะแกะเชือกที่เท้าออก แต่ผมก็รีบเข้าไปขัดขวางโดยการจับปมที่มัดเท้าเธอเอาไว้ เมื่อโรเซ่เห็นว่าผมขัดขวางและรู้สึกว่าเธอจะสู้ผมไม่ได้ เธอก็ยอมปล่อยมือจากเท้าแต่หันมารัวมือใส่ผมแทน 

"โอ้ยๆๆๆๆ!" ตีมารัวๆ ยังกะผมเป็นกลองชุดเลยครับ "ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลย" เธอพยายามสั่งผมขณะที่มือก็ตีผมไม่ยั้ง "ปล่อยยยย!" 

"เงียบ!!" 

โรเซ่ชะงักเมื่อโดนผมร้องสั่งกลบเสียงเธอ ผมก็ไม่ได้จะหมัดเธอไว้ตลอดหรอกนะ เพียงแค่..."ฉันจะแกะให้เธอก็ได้ แต่เธอต้องหยุดเหวี่ยงใส่ฉันซะก่อน" ผมบอก 

โรเซ่สบตาผมและถามว่า "นายทำอย่างนี้ทำไม" ผมไม่รู้จะตอบเธอว่ายังไงดีครับ กลัวอธิบายไปแล้วเธอจะหาว่าผมแก้ตัว ผมจึงได้แค่บอกกับเธอว่า "ขอโทษ" ทีแรกผมก็คิดว่าเธอจะตีผมอีกรอบ แต่ไม่ใช่ครับ เธอกลับมองหน้าผมนิ่งและถามผมว่า "ตกลงจะแกะให้หรือเปล่า" คือ...เธอไม่โกรธผมแล้วเหรอ 'ใช่มั๊ยวะ' ผมแอบคิดในใจ แต่เธอก็แค่มองผมนิ่ง ตาเธอนิ่งแต่ใจจะนิ่งตามหรือเปล่านั่นสิที่ผมไม่แน่ใจ 

"ว่ายังไง" เธอถามผมอีกครั้ง ตอนนี้ผมอาจไม่รู้ว่าใจเธอนิ่งจริงมั๊ยแต่ถ้าผมยังไม่ตอบสนองเธออีกครั้ง ผมว่าครั้งหน้าเธอคงไม่นิ่งแน่ ผมเลยตอบไปว่า "แกะสิ" ผมจึงค่อยๆ แกะเชือกออกจากเท้าของเธอ และมันเป็นรอยแดงเลยครับ ผมจึงใช้มือนวดข้อเท้าของเธอตรงรอยแดงเบาๆ และได้แต่บอกเธอว่า "ขอโทษนะ" 

โรเซ่ได้แต่มองหน้าผมก่อนถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วค่อยลุกขึ้นยืน ผมจึงลุกขึ้นตามเธอ ผมไม่คิดว่าการเจอกันครั้งนี้ของเรามันจะอึดอัดขนาดนี้เลยนะ เธอเอาแต่จ้องหน้าผมนิ่ง ส่วนผมที่ไม่รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอะไรกันแน่ก็เลยยังไม่กล้าจะพูดอะไรกับเธอเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าสายตาเธออาจกำลังต่อว่าผมอยู่ ผมจึงทำได้แค่ส่งคำขอโทษผ่านแว่วตาผมไป 

"สนุกมากไหม"

นี้คือคำถามแรกของเธอกับการเริ่มบทสนทนาอีกครั้งหลังจากที่เรายืนเงียบกันมานาน ผมจึงได้แต่ยอมรับผิดและบอกเธอว่า "ฉันขอโทษ" 



เปรี๊ยะ!



แต่เธอก็ตบหน้าผมสวนกลับมา 'แย่ๆๆ' ผมไม่ได้ว่าเธอนะ 'มึงมันแย่' แต่ผมด่าตัวเองอยู่ ผมเศร้านะเนี่ยที่ทำให้เธอรู้สึกแย่แบบนี้

"นายตอบไม่ตรงคำถาม" ผมไม่คุ้นกับการที่เธอพูดหน้าเครียดแบบนี้เลยครับ ผมจึงตอบเธอไปว่า "ไม่"



เปรี๊ยะ!



ผมจะรับมันเองครับ ผมยอมให้เธอลงโทษผมเพราะผมมันสมควรโดนจริงๆ

"ถ้าไม่สนุกแล้วนายทำทำไม" ผมไม่ได้คิดว่าจะแกล้งเธอเอาสนุกอะไรนะ ผมก็แค่อยากทักเธอในแบบของเราแค่นั้นเองอะ แบบเซอร์ไพรส์ไรงี้ แต่มันคงเซอร์ไพรส์มากไปหน่อยจนกลายเป็นเซ่อซ่าหาเรื่องให้ตัวเองเข้าไปอีก 

"ฉัน..." ผมไม่รู้จะตอบเธอยังไงดีครับ ผมก็เลยตัดสินใจบอกเธออีกครั้งว่า "ฉันขอโทษ" แต่สายตาโรเซ่บอกผมว่าเธอต้องการคำตอบไม่ใช่คำขอโทษ ผมจึงรีบตอบแก้ไปใหม่ว่า "ฉันอยากเจอเธอ"

"นายอยากเจอฉัน" เธอพูดทวนสีหน้าฉายแววสงสัยนัยย์ตาขุ่นมัว จนผมต้องรีบพูดต่อไปว่า "ฉันคิดถึงเธอ โรเซ่" แต่โรเซ่ก็ย้อนถามผมว่า "คิดถึงเหรอ" ผมว่าวันนี้มันคงจบลงไม่ง่ายแล้วล่ะ 

"ใช่" ผมตอบ "เพราะคิดถึงฉันถึงมาหา" 

โรเซ่ยังคงมองหน้าผมนิ่งอยู่ เธอผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เหมือนพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองก่อนถามผมว่า "นายจะบอกว่านายจำฉันได้ใช่มั๊ย" ผมไม่ได้ตอบไปได้แต่พยักหน้าให้ว่า 'ใช่' โรเซ่จึงยิงคำถามต่อมาว่า "นายเคยลืมฉันมั๊ยวี" 

ผมควรจะดีใจที่ได้ยินเธอเรียกชื่อตัวเองนะ แต่แค่คำเรียกสั้นๆ แค่ชื่อผมที่ไม่มีคำว่านายอยู่ข้างหน้า มันกลับทำให้ผมใจเสีย ผมเป็นไอ้บ้าเป็นนายวีของเธอไม่ใช่เหรอครับ เธอเรียกผมแบบนี้มันดูห่างเหินจัง

"ตอบสิ!" เธอร้องหาคำตอบจากผม ผมจึงจำใจตอบตามความจริงไปว่า "ฉันไม่เคยลืมเธอโรเซ่ ไม่เคยแม้สักครั้ง ไม่เคยเลย"

"ไม่เคยลืม" โรเซ่ทวนคำ เธอหายใจแรงขึ้นก่อนขยับเข้ามาใกล้ผมอีก "งั้นสามเดือนคืออะไร" เธอโกรธแล้วครับผมรับรู้ได้จากทั้งน้ำเสียง แววตาและลักษณะการหายใจ "นายหลอกฉันใช่มั๊ย หลอกว่าเรื่องของเรามันจบไปแล้ว" เธอถามผมและจ้องลึกควานหาคำตอบในตาผม ผมหลอกเธอจริงมั๊ย คำตอบคือ "ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษโรเซ่ มันเป็นเพราะ..."



อั้ก!



ผม...จุก! ผมตัวงอและใช้มือกุมวีจูเนียร์เอาไว้แน่นหลังจากที่โดนโรเซ่ล็อคเข่ากระแทกเข่าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว
 
"โรเซ่ เรื่องนี้เราคุยกันได้นะ ฉันอธิบายได้ ทั้งหมดนี่..." 



ตุ้บ!



เมื่อกี้ผมพยายามจะอธิบายแต่ก็โดนทุบหลังหักก่อนโดนผลักให้ล้มหงายหลังลงไปกับพื้นซะก่อน

"ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นแหละ" โรเซ่ว่าอย่างฉุนขาดแล้วเข้ามานั่งคร่อมตัวผมไว้ ก่อนใช้มือทั้งสองข้างจับหูทั้งสองของผมไว้แน่น เตรียมหูขาดได้เลยครับงานนี้ "เพราะฉันไม่ฟัง" เธอเน้นคำไปพร้อมกับการบีบและบิดหัวผมแรงๆ 

"โอ้ย!" 

จนผมต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด "ไม่ต้องโอดครวญ!" เธอสั่งผม แต่ผมจะทำอย่างนั้นได้ไงล่ะครับ "ก็ฉันเจ็บนิ่" ผมบอก แต่ก็เพิ่งมารู้ตัวว่าไม่น่าตอบโต้หรือออกความเห็นอะไรกับเธอเลย ผมควรจะเงียบมากกว่า เพราะเธอยิ่งบิดหูผมแรงขึ้นกว่าเดิมอีก 

"โอ้ย!!" 

หูผมไม่ใช่ที่บิดมอไซค์นะ แถมก่อนจากเธอยังปิดท้ายด้วยการจับหัวผมโขกพื้นไปหนึ่งที มันไม่ได้แรงมากแต่ก็เรียกความมึนและความเจ็บได้เป็นอย่างดีเลยล่ะจนผมต้องรีบเอามือถูหัวแรงๆ แต่บทลงโทษของผมมันยังไม่จบแค่นี้หรอกครับ 

"นายโกหกฉัน"

"โอ้ย!" เธอบิดหัวนมข้างซ้ายผมอะครับ

"หลอกหลวงฉัน"

"โอ้ย!" และอีกข้างก็ไม่เหลือ

"นายมันเลว"

"โอ้ย!!" แถมยังกลับมาบิดซ้ำทั้งสองข้างอีก บอกพวกเมมเบอร์จองโลงไว้ให้ผมด้วยนะทุกคน

"นายสมควรโดน"



ตุ้บ!



ทีแรกผมก็คิดว่าโรเซ่จะชกหน้าผม ผมจึงรีบหลับตาลง แต่เธอกับชกเข้าอกผมแทน แต่มันก็เจ็บอยู่ดี

"ฉันจะฆ่านาย"



ตุ้บ!



งานนี้ร่างกายผมระบมแน่ๆ แต่ดีหน่อยที่หลังจากหมัดที่สองเธอหันมาใช้ฝ่ามือตีอกผมรัวๆ รอยมือมันเจ็บไม่สู้หมัดก็จริงครับแต่มันแสบ ตัวผมคงได้แดงเหมือนเต้าหู้ยี้แน่เลย 

โรเซทั้งตีผมและด่าผมยาวเป็นหางว่าว "นายมันคนปลิ้นปล้อน โกหกหลอกลวง คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย คนเชื่อไม่ได้" เธอคงแค้นผมมากเลยแหละ "คนเลว คนใจร้าย คนโกหก คนเห็นแก่ตัว" และคงเจ็บไม่แพ้กัน "นายมันแย่ แย่ๆๆ แย่มากๆ แย่ที่สุด" ผมรู้ตัวว่าผมแย่นะ และรู้ด้วยว่าแย่จนไม่น่าให้อภัย 

"นายแกล้งฉันแบบนี้ได้ยังไง" ผมเห็นว่าโรเซ่เริ่มตีผมช้าลงแล้วเพราะเธอเองคงเหนื่อย ก็เธอใช้พลังไปเยอะเลยนิ่ครับ "จิตใจนายทำด้วยอะไร นายเคยคิดถึงความรู้สึกฉันไหมฮะ เคยคิดไหมว่าฉันจะเป็นยังไง จะรู้สึกยังไง ฉันจะเสียใจแค่นายถ้าไม่มีนาย" 

มันเหมือนเดจาวูเลยนะครับ เพียงแต่ครั้งก่อนที่เราดุเดือดกันแบบนี้ คนที่สารภาพมันเป็นผม แต่ครั้งนี้มันเป็นเธอ และผมก็เข้าใจความอัดอั้นของเธอเป็นอย่างดี 

"ฉันอยากจะไปหาแต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันอยากจะถามแต่ฉันก็กลัวคำตอบ ฉันกลัวที่ต้องรู้ว่านายเห็นฉันเป็นแค่คนแปลกหน้า ฉันกลัวคำตอบที่ว่านายลืมฉันแล้วจริงๆ กลัวการที่ต้องรู้สึกว่าฉันไม่ใช่คนสำคัญของนาย ในขณะที่สำหรับฉัน..." แล้วโรเซ่ก็ค่อยๆ ฟุบหน้าลงไปกับอกผม 'สำหรับเธอ...' อะไรงั้นเหรอครับ

ผมรู้เหตุผลที่จู่ๆ เธอก็สบหน้าลงไปแล้ว เมื่อรู้สึกได้ถึงความชื้นที่อกเสื้อและตัวที่เริ่มสั่นของเธอ เธอคงกำลังร้องไห้ ผมจึงค่อยๆ กอดเธอไว้ แต่พอมือของผมสัมผัสตัวเธอ โรเซ่ยิ่งสะอื้นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ

"ฉันเกลียดนายจริงๆ นะ" เธอว่าขณะที่เอาแต่ซบหน้าไม่มองหน้าผม แต่ผมรู้ว่าเธอไม่ได้หมายความตามที่เธอพูดหรอก "เกลียดที่นายทำให้ฉันรู้สึกอย่างนี้ ที่ต้องรู้สึกว่านายสำคัญกับฉันมากแค่ไหน" 

ผมดีใจที่ได้ยินแบบนี้จัง ดีใจที่ได้รู้ว่าในใจของเธอยังมีผมอยู่ ผมจึงบอกความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของผมกับเธอว่า "เธอก็สำคัญกับฉัน สำคัญตลอดมา" 

โรเซ่เริ่มหยุดสะอื้นไปแล้ว แต่เธอยังคงซบหน้ากับอกผมและหายใจเบาๆ สม่ำเสมอ ผมจะไม่เร่งเธอหรอกนะ เพราะเธอคงต้องการเวลาในการใช้ความคิดและการจัดการอารมณ์ของตัวเองอยู่ ผมจะไม่กวนเธอแล้วกัน

โรเซ่ใช้เวลาอยู่นานเลยครับกว่าเธอจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เธอค่อยๆ ดันตัวเองขึ้นจากอกผม เธอมองหน้าผมนิ่งและหน้าบึ้งอยู่หน่อยๆ เหมือนเด็กที่เพิ่งร้องไห้เสร็จ น้ำตายังเปื้อนหน้าเธออยู่เลย ก่อนเธอจะลุกออกไปจากตัวผมและนั่งหันหลังให้ผม มือก็เช็ดน้ำตาที่เปื้อนหน้าออก ผมจึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งตามแต่ก็ต้องใช้มือลูบอกตัวเองเพราะยังแสบไม่หาย 

เธอนั่งหันหลังให้ผมนิ่งเลย ผมจึงตัดสินใจค่อยๆ ขยับไปนั่งที่ตรงหน้าเธอ เธอเช็ดน้ำตาที่เปื้อนหน้าออกหมดแล้วแต่ตาก็ยังชื้นอยู่ หน้าหม่นๆ ของเธอมองมาที่ผม และผมควรเป็นคนเริ่มก่อนใช่มั๊ย 

ผมจึงจับมือที่วางอยู่บนตักของเธอและกำลังจะอ้าปากพูด แต่โรเซ่ก็บอกผมขึ้นมาก่อนว่า "ฉันรู้สึกแย่อะ" เธอน่าจะรู้สึกแย่จริงๆ แหละก็เล่นหน้าซึมเชียว แต่ผมมีวิธีที่คิดว่ามันอาจช่วยได้ เพราะอย่างนี้ผมถึงเตรียมแผนสำรองไว้ไง "เธอจะไม่รู้สึกแย่หรอก" ผมบอกเธอก่อนยกวอร์ขึ้นมาและออกคำสั่งไปว่า "แผนบี showtimes"






Rosé talk...



"แผนบี showtimes" 

แผนบีอะไรของเขาอีกนะ นี่ยังเล่นไม่เลิกอีกเหรอ อยากทำฉันโกรธอีกรอบหรือไง ฉันกำลังจะโวยใส่เขา แต่แล้วไฟหลายดวงรอบๆ ตัวเราก็สว่างขึ้นและฉันเพิ่งรู้ว่าเขาพาฉันมาในอาคารหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นโกดังเก็บของ และฉันเห็นบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึก...เอ่อ...รู้สึก...ฉันคงรู้สึกทั้งแปลกใจและประทับใจล่ะมั้ง 

ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเพื่อมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างอึ้งๆ และเมื่อฉันกวาดตามองรอบๆ ก็พบว่ามันไม่ใช่แค่ตรงหน้าแต่มันเต็มพื้นที่ไปหมดทั้งอาคารรอบๆ ตัวเรา มันเหมือนเขาปลูกกุหลาบไว้บนพื้นปูนนี่เลยแหละ และทุกดอกล้วนเป็นสีชมพูแถมมีลูกโป่งสีขาวผูกติดลอยกระจายอยู่เต็มไปหมด เขาทำเซอร์ไพรส์ฉันงั้นเหรอคะ

วีลุกขึ้นยืนตามฉัน เขามองฉัน แต่พอฉันมองกลับ เขาก็หลบตา คนมีความผิดก็แบบนี้แหละค่ะ แต่เขาก็ตัดสินใจบอกกับฉันเบาๆ ว่า "ฉันทำได้แค่เท่านี้แหละ" แล้วมองฉันใหม่อีกรอบ "มันอาจไม่สวยหรือดูดีมากมาย แต่ว่าฉันตั้งใจนะ ฉันตั้งใจทำเพื่อเธอ แค่ขอให้มันทำให้เธอสบายใจขึ้นได้ ฉันก็ดีใจแล้ว" 

มันไม่ได้ดูแปลกตาจริงๆ แหละค่ะ เพราะฉันก็เคยเห็นอะไรแบบนี้มาเยอะ แต่มันรู้สึกดีตรงที่ว่าเขาเป็นคนทำนี่แหละ ถึงแม้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำคนเดียวก็เถอะ แต่ฉันก็เห็นถึงความตั้งใจของเขาอยู่ดี ยกเว้นเรื่องแผนเรียกค่าไถ่ของเขา

"แล้วทำไมนายไม่ทำอย่างนี้ตั้งแต่ทีแรกเล่า" ฉันบอกเขา แวบนึงที่ฉันเห็นเขาทำหน้าโล่งอกแต่มันก็แค่แวบๆ เพราะว่าตอนนี้เขากลับมาทำหน้ารู้สึกผิดอีกครั้งและบอกฉันว่า "ฉันก็ไม่รู้ แค่คิดว่าอยากเซอร์ไพรส์เธอเล่นๆ แต่ไม่คิดว่าเธอจะโกรธมากขนาดนี้" เซอร์ไพรส์เล่นๆ โดยการลักพาตัวฉันเนี่ยนะคะ ถ้าฉันไม่โกรธสิแปลก 

"โรเซ่" เขาเรียกฉันพร้อมดอกกุหลาบในมือหนึ่งดอกที่พึ่งไปหยิบมาเมื่อกี้ ฉันยังคงทำหน้าตาบึ้งตึงใส่เขา ส่วนเขาได้แต่ทำหน้าสำนึกผิดกับแววตาหน้าสงสารเพื่อขอความเห็นใจจากฉัน "ฉันขอโทษ เรามาคืนดีกันเถอะ อย่าโกรธฉันเลย ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด เพราะงั้น..." เขายื่นกุหลาบดอกนั้นมาให้ฉันและพูดต่อว่า "ช่วยรับคำขอโทษจากฉันทีนะ" 

ขอกันง่ายๆ แบบนี่เลยเหรอคะ แต่ฉันยังไม่เรื่องขุ่นคล่องหมองใจอยู่เรื่องหนึ่ง ฉันจึงรับกุหลาบมาจากเขาก่อนบอกเขาไปว่า "ฉันจะรับคำขอโทษของนายไว้ก็ได้ แต่ฉันจะยังไม่หายโกรธ"

"อ้าว" ยังจะมีหน้ามาอ้าวอีก ตัวเองเป็นฝ่ายผิดแท้ๆ "ทำไมล่ะ" เขาถาม ฉันจึงตอบเขาไปว่า "ฉันจะหายโกรธ ถ้านายเล่าเรื่องทุกอย่างมาให้หมด ห้ามหมกเม็ดเมื่อแต่เรื่องเดียว เพราะถ้าฉันจับได้ล่ะก็..." ฉันจ้องตาเข้าอย่างเอาจริงเพื่อขู่เขาให้กลัวก่อนพูดให้จบประโยคว่า "เราไม่ต้องมาเจอกันอีก แม้แต่ปลายเส้นผม ฉันก็จะไม่ให้นายเห็น" 

"ได้ๆๆ" วีจึงรีบตอบรับ ทีงี้ล่ะกลัว ตอนก่อนแกล้งฉันทำไมไม่รู้จักคิดก็ไม่รู้ 

"ดี" ฉันบอกก่อนเชิดหน้าใส่เขาแล้วนั่งลง "เล่ามาเลย" แล้ววีจึงค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าฉัน เขามองหน้าเหมือนกำลังคิดว่าจะเริ่มยังไงดีเพื่อไม่ให้ฉันเหวี่ยงอีกรอบ "จะเล่าล่ะนะ" เขาบอกฉัน ฉันจึงผายมือให้ว่า "เชิญ" เขาถึงถอนหายใจออกมาเหมือนปลงตกก่อนเริ่มเล่าเรื่องเล่าตั้งแต่ต้น "คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้..."

เขาเล่ามันอยู่นานเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องข้อตกลงแต่มันรวมทั้งเรื่องของเขาตลอดเวลาสามเดือนด้วยว่าเขาก็รู้สึกไม่ต่างจากฉัน เขารู้ว่าฉันไปโบสถ์ทุกวัน และเคยคิดจะมาหาฉันแต่เขาก็กลัวว่าจะละเมิดข้อตกลงแล้วทุกอย่างที่ทำมาตลอดจะเสียเปล่า เขาว่า "ถ้าข้อตกลงเป็นโมฆะ ฉันคงไม่รู้สึกเสียใจอะไรเพราะคงไม่มีความทรงจำพวกนั้นแล้ว แต่กับเธอ..." เขามองหน้าฉันเหมือนเขากำลังจินตนาการถึงความรู้สึกของฉันหลังจากนั้นก่อนถามว่า "มันไม่ใช่อย่างนั้นใช่มั๊ยโรเซ่" ใช่ค่ะ เราคงรู้สึกตรงข้ามกัน 

"ที่ฉันตกลงทำตามข้อตกลงนั่น มันไม่ใช่เพราะฉันต้องการรักษาเธอเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันรวมถึงความทรงจำของเรา ฉันยอมสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับตัวเธอไปไม่ได้" เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเชียวค่ะ และสายตาก็บอกว่าเขาพูดเรื่องจริง "เพราะอะไรรู้มั๊ยโรเซ่" เขาถามฉัน 

เขาไม่ได้รอให้ฉันตอบแต่เขาคว้ามือฉันไปแล้วแบมันออกและทำเหมือนที่เคยทำ เขาเขียนมือฉันว่า 'แทฮยองรักแชยอง ตลอดไป' เขาเขียนมือฉันเหมือนที่เคยทำก่อนวเงยหน้าขึ้นมามองหน้าฉันแล้วถามฉันว่า "เธอยังเหมือนเดิมหรือเปล่า" 

ฉันยังเหมือนเดิมอยู่มั๊ยเหรอคะ "ไม่" ฉันตอบเขา วีทำหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ฉันจึงคว้ามือเขามาแล้วแบมันออกก่อนเขียนลงไปว่า 'Rosé loves V forever' แล้วบอกกับเขาว่า "ไม่เห็นเหมือนเดิมเลย" 

ตาวีจ้องฉันเขม็งเลยค่ะ "อะไรเนี่ย" แล้วเริ่มโวยใส่ฉันทันที ฉันจึงตอบหน้าตายไปว่า "แปลไม่ออกเหรอไง" 

"แปลออกอยู่แล้ว แต่เธอทำฉันใจแป้วอะเมื่อกี้" พอโดนแกล้งคืนนิดหน่อยแล้วมาทำเป็นไม่พอใจ "ทำไมล่ะ ทีนายยังแกล้งฉันให้กลัวเลย ฉันยังไม่ว่าสักคำ" ฉันบอกแต่วีก็รีบเป็นเดือดเป็นร้อนสวนฉันมาว่า "กรอเทปดูเลยมั๊ยที่ว่าไม่ว่าสักคำอะ" ฉันพูดไม่ถูกเหรอค่ะ ฉันก็ไม่ได้โวยวายอะไรเลยนะ 

"เธอน่ะทั้งดุ ด่า ว่าฉันสารพัด แถมยังทำร้ายร่างกายฉันอีก จะช้ำในตายหรือเปล่าก็ไม่รู้" ฉันทำอย่างนั้นเหรอคะ สงสัยตอนนั้นสติของฉันคงโดนอารมณ์เข้าครอบงำอยู่แน่ๆ แต่ฉันจะไม่ขอโทษหรอกนะ เพราะ..."ก็ช่วยไม่ได้ นายทำตัวนายเอง ฉันไม่ฟาดหัวนายกับพื้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว" แต่วีก็รีบสวนมาว่า "ใครบอก" นี่จะไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดตัวเองเหรอคะ "เธอฟาดหัวฉันไปตั้งหนึ่งที" ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง 

"แถมนี่" เขาชูนิ้วชี้ที่เหมือนกำลังบวมให้ฉันดู "เธอยังกัดนิ้วฉันอีกต่างหาก" แสดงว่าไอ้โจรดวงซวยที่โดนฉันใช้หัวโขกหน้ากับกัดมือก็เขาสินะคะ 

"สมน้ำหน้า" ฉันว่าขำๆ "ถ้าฉันรู้ว่าเป็นนายนะ ฉันจะกัดให้ขาดไปเลย" เขาอ้าปากค้างก่อนจะทำหน้าไม่พอใจและว่า "ตลกงั้นสิ" จะบอกยังไงดีล่ะคะ "มากอะ" ก็ฉันตลกจริงๆ อะ ให้ทำยังไงล่ะคะหยุดขำไม่ได้เลย คิดจะแกล้งฉันมันก็ต้องเจ็บตัวนิดนึงแหละ

"สนุกมากใช่มั๊ย" เขามองหน้าฉันแบบนี้หมายความว่ายังไงค่ะ สายตาจับจ้องและกำลังคลืบคลานเข้ามาหาฉันอีก ดูไม่น่าไว้ใจเป็นที่สุด ฉันจึงค่อยๆ กระเถิบตัวไปด้านหลังแต่เขาก็คลานตามมาแล้วพุ่งตัวหาฉันอย่างไว 

"อ๊าย!" 

จนฉันตกใจนอนหงายหลังลงไปบนพื้นขณะที่เขาคร่อมร่างฉันอยู่ อยู่กันท่านี้มันดูไม่โอเคเท่าไหร่เลยนะ 

'ไม่คิดสิไม่คิด' 

ฉันเตือนสติตัวเองเพราะเริ่มคิดไปไกล ก็สายตาและการกระทำของเขามันชวนให้คิดอะ แถมเขายังพูดว่า "งั้นมาสนุกด้วยกันเถอะ" และเหมือนเขาจะปุบปับโน้มตัวลงมาหาฉันอย่างไว ทำให้ฉันต้องรีบร้องออกไปว่า "หยุด!" 

หน้าเขาอยู่ตรงหน้าฉันแบบแค่ฝ่ามือกั้นเอง 'เกือบไปแล้ว' ทำไมเขาถึงได้ทำอะไรปุบปับแบบนี้นะ ฉันยังไม่ได้เตรียมใจเลย ฉันจึงบอกเขาไปว่า "ฉันขอใช้สิทธิ์ของฉัน" ในขณะที่ฉันพูดฉันก็รู้สึกท้องไส้ไม่ค่อยดีเพราะลมหายใจของเขาที่รดหน้าอยู่นี่แหละ เขามองฉันเหมือนถามว่า 'จะขออะไร' ฉันคงต้องขออะไรที่ช่วยชีวิตของฉันไปก่อนล่ะ ฉันจึงบอกว่า "ฉันขอให้นายลุกออกจากตัวฉันเดี๋ยวนี้เลย" 

"ของี้จริงดิ" เขาถามฉันสีหน้าแอบผิดหวังหน่อยๆ ฉันจึงตอบไปอย่างหนักแน่นว่า "ใช่" แต่ในใจก็แอบสับสนนิดนึงว่าฉันต้องการอย่างนี้จริงเหรอเปล่า ฉันไม่อยากให้เขาจูบเหรอ มันก็ไม่รู้สิ ฉันอาจต้องการให้ตัวเองพร้อมกว่านี้ก่อนก็ได้ ก็นี่มันดูเร่งรีบเกินไปอะ รวดเร็วจนฉันสติจะแตก

และเมื่อเขาเห็นว่าฉันเหมือนจะต้องการแบบนั้นจริง เขาจึงค่อยๆ ดันตัวขึ้น และเมื่อหน้าของเขาเคลื่อนออกห่างจากหน้าฉันแล้ว ฉันค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อยจนเผลอหลับตาและถอนหายใจออกมา แต่ฉันก็ต้องสะดุ้งและรีบสูดหายใจเข้าอีกครั้ง 

'ฮึบ!' 

เมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกถึงการจู่โจมแบบทันทีทันใดด้วยจูบจากเขา เขาแอบฉวยโอกาสที่ฉันเผลอโน้มตัวลงมาจูบฉันเฉยเลย เขาขี้โกงอะ 

ทีแรกฉันก็พยายามใช้มือผลักตัวเขาออกไปแต่เขาก็ใช้มือข้างนึงรวบมือฉันเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างของฉันก็ช้อนหัวฉันขึ้น ฉันอาจต่อต้านความคิดถึงของเขาได้ แต่สำหรับความคิดถึงของฉันเองล่ะ แน่นอนว่าฉัน...ทำไม่ได้ และฉันก็ห้ามใจตัวเองไม่อยู่จึงเผลอตัวจูบเขาตอบไป และฉันรู้สึกว่าเขายิ้มอยู่ด้วยตอนที่รู้ว่าฉันใจอ่อนแล้ว 

จูบนี้มันทำให้ฉันร้อนไปหมดทั้งใจและกายเลยแหละ มันเป็นจูบที่บอกแทนความรู้สึกของเราสองคนได้เป็นอย่างดี และฉันรู้ว่าเขารอจูบนี้มานาน เขาจูบฉันเหมือนกับว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายและอาจมีเวลาเหลือไม่มาก จูบร้อนแรงที่ทำฉันเหนื่อยเพราะหายใจไม่ทัน และเขาก็คงรู้สึกไม่ต่างจากฉัน 

วีค่อยๆ ผละออกจากฉัน แต่ยังคงเว้นช่องว่างระหว่างหน้าของเราไว้เพียงน้อยนิด จนฉันรู้สึกถึงลมหายของเราและเราก็หอบหายใจแรงทั้งคู่ แต่เขาก็ยิ้มออกมาและพูดค่อยๆ กับฉันว่า "ทีหลังอย่าขอสิ่งที่ขัดใจตัวเองสิ" นี่เขาแซวฉันใช่มั๊ยคะ "นายนั่นแหละขี้โกง" ฉันว่าแล้วใช้ดอกกุหลาบที่เขาให้มาก่อนหน้านี้ฟาดหัวเขาไปเต็มแรง 

"โอ้ยเจ็บ!" 

จนเขาร้องออกมาและรีบลุกขึ้นออกไปนั่งข้างๆ ตัวฉัน ฉันจึงเป็นอิสระและสามารถลุกขึ้นนั่งได้อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้โวยอะไรอีก เขากลับเอาแต่นั่งมองฉัน จนฉันอดถามไม่ได้ว่า "มีอะไร" แต่เขาก็ตอบกลับด้วยคำที่ทำให้ฉันถึงกับอย่าจะคว้าดอกกุหลาบทั้งโกดังมาฟาดเขาแรงๆ ว่า...

"ไม่เสียแรงที่รอ"





.........จบ PART 137.3.........
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

1,553 ความคิดเห็น

  1. #1437 allymary (@allymary) (จากตอนที่ 145)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 19:44
    โอ้ยยย อยากได้อย่างงีอีกซัก10ไม่ไหวฟินมาก ร้ายอ่ะ5555 ชอบบบ รักคู่นี้
    #1437
    0
  2. #1427 Aern5555 (@Aern5555) (จากตอนที่ 145)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 19:57
    ร้ายยยยยมากอะวี
    #1427
    0
  3. #1422 Chalita Chumuang (@sweetchu) (จากตอนที่ 145)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 02:00
    วี!! นายมันร้ายย....
    อร๊ายยยย!! ปลื้มปริ่มจริงๆ ชอบคู่นี้มาก เป็นตอนที่ฮามาก รวมหัวกันทั้งแก๊งค์แกล้งกันขนาดนี้ สมควรแล้วที่โดนถีบคนละที 55555 ตอนจบแล้วป้าเช็งยังบู๊อยู่เลย วงวารวีจริงๆ ขอให้อยู่รอดปลอดภัย อวัยวะครบถ้วนนะ
    // รักไรท์มาก รักทุกตอน ไม่อยากให้จบเลย อยากอ่านไปเรื่อยๆ ฟินแบบนี้ไปเรื่อยๆ จัง????????????
    #1422
    1
    • #1422-1 S_mewon (@S_mewon) (จากตอนที่ 145)
      8 กันยายน 2560 / 10:02
      ขอบคุณที่ชอบกันนะ ไรท์ก็รักรีด รักทุกเม้นท์และรักทุกคน ^^
      #1422-1
  4. #1420 กิ๊ฟกัซ (จากตอนที่ 145)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:37
    กริ้ดดดด ชอบคู่นี้มากๆ ชอบที่สุดเลยย ขอวีเซ่เยอะๆหน่อยนะคะ เนื้อเรื่องวีเซ่น้อยมากเลยงือออ
    #1420
    0