ตอนที่ 29 : บทที่ 20 ชะตาไม่อาจฝืนคำสาบาน (รีไรท์) (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 221 ครั้ง
    20 ม.ค. 62





ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง ณ พระราชวังที่ปกครองโดยเฮ่อเหลียนฮ่องเต้


องค์ชายรองเฮ่อเหลียนซิ่นหลิงยามนี้นอนประชวรอยู่ภายในตำหนักของพระองค์เอง พระอาการล้วนแล้วหนักหนาสาหัสยิ่งนักเนื่องจากโรคประจำตัวที่เกิดปะทุขึ้นมากลางดึกทำให้พระสนมเอกซือซิงเป็นเดือดเป็นร้อนพระทัยตามหาเทพโอสถเป็นการใหญ่


เทพโอสถสามคน ที่อยู่ในระดับตำนานขั้นปลายต่างพากันส่ายหน้าอย่างยอมแพ้พร้อมทั้งทูลบอกให้พระนางตั้งจิตอธิษฐานให้บังเกิดปาฏิหาริย์แทน

 

หากแต่ระหว่างที่หมอหลวงคนสุดท้ายที่มาตรวจอากาจจะก้าวเดินออกไปหางตาของเขากลับเหลือบเห็นนิ้วมือขององค์ชายสองขยับเขยื้อน ร่างอวบอัดของหมอหลวงจึงไม่รอช้าปรี่วิ่งเข้าไปตรวจชีพจรและพระอาการขององค์ชายรองทันที


" พระสนม องค์ชายกลับมามีชีพจรปกติแล้วพะยะค่ะ "  สนมเอกเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงไม่รอช้าวิ่งตรงเข้าไปยังร่างของพระโอรสทันที


" ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่นำพาลมหายใจพระโอรสของข้าไป " เสียงหวานสั่นเครือด้วยความยินดีก่อนที่พระหัตถ์บอบบางของพระสนมจะเอื้อมออกไปกุมพระหัตถ์ขององค์ชายรองไม่ห่าง

 

หนึ่งอาทิตย์ ให้หลังจากการเลื่อนขั้นของเฟิ่งเซียน


เรือนสมุนไพร ยามอู่ (11.00 -12.59)

เฟิ่งเซียนที่หมกมุ่นอยู่กับการหาสมุนไพรเพื่อหลอมโอสถพิษและโอสถข้ามขั้นใหม่ๆนั้นไม่ทันได้สังเกตการมาเยือนของบุคคลที่สองและสาม


ฟิ้ว ~ ~ พรึบ เคร้ง


แต่นางไม่ได้ละทิ้งสัญชาตญาณนางเอง เมื่อยามที่ได้ยินเสียงบางอย่างพุ่งแหวกอากาศมา ทางนาง มือบางพลันสะบัดพัดแผ่ปราณสายฟ้าปัดออกในทันทีด้วยความรวดเร็วก่อนจะหันกายกลับไปทางฝั่งผู้มาเยือนตั้งท่าจะสะบัดขว้างพัดออกไปแต่ต้องหยุดชะงักลงเมื่อ

 

" อาจารย์ ศิษย์พี่ เหตุใดพวกท่านจึงปาเข็มพิษกลั่นแกล้งข้าเช่นนี้เล่าเจ้าคะ " หมอเทวดายกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะนำมือไพร่หลังก้าวเดินกลับออกไป


...เป็นเหตุให้เฟิ่งเซียนต้องเดินตามไป


" แล้วเหตุศิษย์น้องจึงไม่สนใจรอบข้างเลยเล่า "

" เป็นเพราะข้ากำลังหาสมุนไพรมาทดลองปรุงโอสถข้ามขั้นและโอสถพิษสูตรใหม่ที่รุนแรงขึ้นเจ้าค่ะ "


" แล้วสูตรเก่าเล่า " เฮ่อเหลียนชิงเทียนรู้สึกอิจฉานางเล็กน้อย เพราะนางได้ก้าวล้ำไปเป็นระดับปรมาจารย์ขั้นต้นแล้ว ทั้งที่พระองค์ยังคงติดอยู่ในระดับตำนานขั้นปลาย ดีที่พลังปราณของนางเท่ากับพระองค์อยู่ หากก้าวล้ำพระองค์ไปอีกมิแน่ว่าพระองค์คงไม่กล้าเจอหน้านางเป็นแน่


" โอสถเลื่อนขั้นไม่สามารถช่วยข้าเลื่อนขั้นได้อีกแล้วเจ้าค่ะส่วนโอสถพิษข้าปรุงแก้เครียดเจ้าค่ะ "


" เจ้า.. จะรีบไปใย ยามนี้เจ้าจะล้ำหน้าศิษย์พี่เช่นเปิ่นหวางแล้วรู้หรือไม่ ส่วนโอสถพิษหากเจ้าปรุงเพื่อแก้เครียดเช่นนั้นแล้วเอามาแบ่งศิษย์พี่ให้ได้ลองนำไปใช้บ้างดีหรือไม่ " พระหัตถ์หนาของรัชทายาทพลันเอื้อมไปโยกหัวนางเล็กน้อยอย่างรู้สึกเอ็นดู


" เช่นนั้นศิษย์น้องจะนำโอสถพิษไปให้พรุ่งนี้ยามเหม่านะเจ้าคะ "

" ดียิ่ง "


" ให้มันเป็นไปตามชะตานำพาเถิด อย่าได้ฝืนลิขิตมันให้มากเลยนะเซียนเอ๋อร์ " เป็นอาจารย์ที่เดินนำหน้าอยู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดเป็นห่วงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าศิษย์ทั้งสองเงียบเสียงลง


" เจ้าค่ะอาจารย์ " เฟิ่งเซียนรับคำเบาๆ


" ศิษย์เอก เจ้าไปตักน้ำลงบ่อให้อาจารย์ที " หมอเทวดาหาเหตุผลให้ชิงเทียนแยกตัวออกไป ก่อนจะเอ่ยถามบางอย่างกับศิษย์น้อยเมื่อร่างสูงของศิษย์เอกหายลับไปจากสายตา


"ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์แปลกๆกับเจ้าบ้างหรือไม่เซียนเอ๋อร์ " เป็นเพราะหมอเทวดาได้เกิดนิมิตฝันเห็นผู้เฒ่าคนเดิมที่มาเอ่ยเตือนถึงโชคชะตานาง จึงทำให้เขาต้องเร่งเดินทางกลับมาก่อนเวลา


" มีเจ้าค่ะ " เฟิ่งเซียนจึงค่อยๆเล่าเหตุการณ์ในฝันของนางให้อาจารย์นางฟังทุกอย่างรวมไปถึงการฝึกผสานพลังความมืดเข้ากับสายฟ้า ยกเว้นเรื่องใครเป็นผู้สอนนาง ทว่าอาจารย์ของนางกลับกดดันให้นางบอกชื่อผู้สอนจนเมื่อนางเอ่ยออกไปกลับเป็นฝ่ายอาจารย์ที่เงียบไป

 

หมอเทวดาแม้จะข้องใจเรื่องความสามารถของชินอ๋องที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในยุทธภพก็ไม่อาจผสานพลังได้แต่บุรุษผู้นั้นกลับทำได้ทั้งยังปกปิดไว้จนไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้หรือแท้จริงแล้วนอกจากจะมีลูกน้องที่ซื่อสัตย์มากไม่แน่ว่าผู้ที่ได้ล่วงรู้เข้าและพยายามจะป่าวประกาศออกไปอาจไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้วก็เป็นได้

 

หมอเทวดาคิดเงียบๆในใจก่อนจะกดข่มความรู้สึกสงสัยเหล่านั้นเอาไว้จนมิดทั้งไม่ได้เอ่ยออกไปให้ศิษย์น้อยของเขาได้ชื่นชมเป็นอันขาดจากนั้นจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องเกี่ยวกับความฝันของศิษย์น้อยทำลายความเงียบงันจนหมดสิ้น


" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันของเจ้า ไม่ใช่ตัวเจ้าที่คิดไปเองจำไว้เพียงว่ายามใดที่เจ้าข้ามขั้นไปเป็นระดับราชันย์ขั้นปลายได้แล้วนั้นจงตั้งสติไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นก็ตามแต่ " ยามนี้หมอเทวดารู้แล้วว่าศิษย์ของเขาคือบุคคลในตำนานอย่างแท้จริง


" เจ้าค่ะ " เฟิ่งเซียนรับคำเสียงเบาแม้นางจะไม่ได้รู้สึกกลัวแต่การที่อาจารย์เอ่ยเตือนออกมาเช่นนี้ทำให้นางอดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้


หลังจากนั้นเฟิ่งเซียนก็ได้ปลีกตัวไปเก็บสมุนไพรเข้าไว้ที่เดิมแล้วกลับมานั่งทะลวงลมปราณอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่คิดพึ่งโอสถอีก


หนึ่งเดือนผันผ่าน ไม่มีทีที่ว่านางจะสามารถทะลวงผ่านไปได้เลย


             หญิงสาวแทบถอดใจหากแต่จะถอดใจยามนี้ไม่ได้ในเมื่อเดือนหน้าก็เข้าสู่เทศกาลแห่งการประลองแล้วนางจะทำให้อาจารย์และทุกคนในสำนักผิดหวังไม่ได้

 

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเฟิ่งเซียนไม่ได้ลงไปฝึกล่างเขาทำให้ไม่ได้เจอกับชินอ๋องเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้งอาจารย์และศิษย์พี่ของนางต้องไปนอนค้างที่สำนักเพื่อจัดการเตรียมงานประลองที่ใกล้เข้ามาทำให้เวลานี้นางต้องอยู่เรือนสมุนไพรแต่เพียงผู้เดียว


ค่ำคืนอันมืดมิดไร้แสงดาว ร่างงามทอดสายตามองไปยังพระจันทร์นอกหน้าต่าง

' เพราะพระจันทร์สวยเช่นนี้ ดาวที่เหลือต่างเอียงอายไม่กล้าส่องแสงใช่หรือไม่เซียนเอ๋อร์ ' ร่างบางคิดมโนไปเองในใจหากว่าบุรุษผู้นั้นอยู่เคียงข้างนางคงจะพูดประโยคเช่นนี้ออกมา

 

ไม่ๆ ทำไมนางต้องคิดถึงท่านอ๋องผู้เล่นมุกได้หน้าตายเช่นนั้นด้วย บุรุษอะไรแม้แต่เล่นมุกจีบหญิงยังไร้ซึ่งสีหน้าท่าทางใดๆ เฟิ่งเซียนเผลอหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆอย่างลืมตัว


' ไม่ได้นะเฟิ่งเซียนกำแพงหนา 8 ชั้นของเจ้าฉาบด้วยน้ำแข็งเต็มสิบส่วนจะมาทลายลงให้กับท่านอ๋องผู้นี้ไม่ได้เป็นอันขาด' ร่างบางพึมพำและยกมือบางขึ้นมาตบหน้าผากเพื่อเตือนสติตัวเองเบาๆ


กระทั่งใบหน้างามกลับมาเรียบนิ่งดั่งเดิมจึงหันหลังเดินกลับไปนอน

 

ภายในห้วงความฝัน


ตรงหน้าของเฟิ่งเซียนคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เต็มไปด้วยแมกไม้งดงามตระการตาหลากหลายชนิดโดยเฉพาะเฟิ่งเซียนฮวาที่เบ่งบานแข่งขันกับความงามของเหล่ามวลดอกไม้อื่นๆ


' สวยจัง ' ใบหน้างามแย้มยิ้งขึ้นอย่างผ่อนคลายพลางเดินเข้าไปนั่งตรงกลางทุ่งหญ้าจากนั้นค่อยๆหลับตาเดินลมปราณทะลวงไปขั้นปลายอย่างลืมตัว


ปังงง


ไม่นานมากนักเสียงดังเลื่อนขั้นเป็นขั้นปลายดังขึ้นเบาๆในหัวขึ้นทำให้เฟิ่งเซียนลืมตาขึ้นช้าๆ พลางคิดว่าบทจะเลื่อนขั้นก็เลื่อนได้ง่ายๆเช่นนี้เลยหรือทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าแทนที่จะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ดังเดิมกลับกลายเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแทน


นายหญิง

' เป็นเสียงนี้อีกแล้ว แต่คราวนี้เสียงนี้ดังขึ้นไม่ไกลมากนักหรือจะมาจากในถ้ำตรงหน้า ' เฟิ่งเซียนคิดในใจก่อนจะมองตรงไปยังถ้ำตรงหน้า


บางอย่างในแหวนพลันแผ่ความอบอุ่นออกมาอย่างบางเบาราวกับตอบรับความคิดของเฟิ่งเซียน ร่างบางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังถ้ำตรงหน้าเมื่อเรียวขาก้าวข้ามเข้าไปยังเขตถ้ำจึงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันขนานหนึ่งที่กดทับลงมาบนร่างของนางอย่างแรง


               เฟิ่งเซียนไม่รอช้ารีบเดินลมปราณขึ้นต้านทันทีแต่ละก้าวที่เหยียบย่ำลงไปทำให้นางแทบทนไม่ไหว หากไม่ใช่เพราะความอบอุ่นตรงแหวนคอยย้ำเตือนให้นางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่นางกำลังตามหาอยู่ภายในนั้นคาดว่านางคงทอดถอนใจทิ้งกายลงนอนกองอยู่บนพื้นถ้ำเย็นชืดตั้งแต่คราแรกที่ก้าวเดินเข้ามาแล้ว


แหวนวงนี้เริ่มอุ่นจนร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อเฟิ่งเซียนก้าวเข้าไปใกล้บางสิ่ง


" นายหญิง ในที่สุดท่านก็ทำสำเร็จ " เฟิ่งเซียนพยายามเพ่งสายตามองไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่ก็ไร้ความหมายทั้งปราณธาตุที่ไม่อาจเค้นออกมานอกกายได้จึงทำให้นางไม่สามารถเรียกใช้ธาตุแสงได้


" เจ้า เป็นสิ่งใดกัน "

" ท่านจะได้รู้ เพียงแค่ท่านหยดเลือดลงไปบนแหวนและพื้นถ้ำแห่งนี้เท่านั้นนายหญิง " หญิงสาวไม่รอช้ากัดนิ้วมือหยดเลือดไปตามที่สิ่งนั้นบอกทันที


ซึ่งเฟิ่งเซียนก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดจึงต้องรู้สึกไว้วางใจในเสียงพูดนั้น

นางหยดเลือดลงบนแหวนจากนั้นจึงยื่นนิ้วเรียวออกไปยังพื้นถ้ำเมื่อหยดเลือดตกกระทบลงบนพื้นถ้ำพลันเกิดประกายแสงวูบหนึ่งพุ่งเข้าไปยังกลางหน้าผากของนางอย่างรวดเร็วก่อนจะบังเกิดปานแดงรูปเปลวเพลิงขึ้นกลางหน้าผากระหว่างคิ้วของนาง


...หากแต่นางรู้สึกได้เพียงความเย็นวาบบริเวณหน้าผากแล้วทุกสิ่งก็ดับวูบไป

 

           ' คอแห้ง' ความรู้สึกนี้ทำให้ร่างบางลืมตาขึ้นช้าๆก่อนจะค่อยๆกระพริบตาเบาๆอย่างต้องการปรับสายตา เมื่อนึกถึงทบทวนได้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็กระเด้งตัวลุกขึ้นทันที


" โอ้ย " ศีรษะที่ปวดระบมทำให้เฟิ่งเซียนได้สติ


' ฝันไปหรอกหรือ ' ร่างบางกวาดมองไปรอบๆเห็นเพียงเรือนนอนที่คุ้นตาก็ให้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


" นายหญิง ท่านค่อยๆลุกขึ้นเถิดอย่าได้รีบร้อนไป " เสียงบุรุษที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล ใบหน้างามจึงหันไปมองที่มาของเสียงช้าๆพลันปรากฏบุรุษรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลาอ่อนโยนดั่งบุรุษในฤดูใบไม้ผลิยืนเยื้องออกไปตรงประตูทางเข้า


" เจ้า เป็นผู้ใดกันเหตุใดจึงฝ่าค่ายกลเข้ามายังเรือนสมุนไพรของอาจารย์ข้าได้ " แม้อาจารย์และศิษย์พี่ของนางจะไม่อยู่แต่ค่ายกลอันร้ายกาจรอบเรือนสมุนไพรแห่งนี้ไม่น่าจะมีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามาได้นอกเสียจากว่าผู้สร้างค่ายกลได้เคยชี้แนะมาก่อน


" ใจเย็นๆก่อนนายหญิง ท่านจำข้าไม่ได้หรือ " หืมสรรพนามเรียกขานเช่นนี้หรือว่า

" หรือว่าเจ้า คือสิ่งนั้นที่อยู่ในฝันข้า "


"  เป็นเช่นนั้นขอรับเพียงแต่นั่นไม่ใช่ความฝันของท่านแต่เป็นมิติของท่านที่ปิดผนึกข้าไว้เท่านั้น "

" เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น "

" เพราะแหวนเป็นเสมือนกุญแจปลดผนึกข้าครั้นถึงยามที่ท่านบรรลุเข้าระดับราชันย์ขั้นปลายแล้วตัวข้าจึงสามารถออกมาได้ "


" เจ้าหาได้เป็นมนุษย์ใช่หรือไม่ "

" ขอรับ " มือสีแทนสะบัดวูบหนึ่งพร้อมสติของเฟิ่งเซียนที่ดับไปอีกครั้ง

 

ในมิติของเฟิ่งเซียน


" เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน "

" เพราะยามนี้ข้าคือสัตว์อสูรของท่าน ท่านคือนายหญิงของข้าอย่างไรเล่าเมื่อยามที่ท่านได้สลบไปนั้นเราทั้งสองได้ทำพันธะสัญญาจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและท่านเป็นผู้ถือครองมิติธาตุแม้จะคับแคบไปสักหน่อยสำหรับข้าทว่าข้าสามารถหลอมรวมมิติของข้าให้เข้าไปเชื่อมโยงกับมิติของท่านได้พื้นที่จึงได้กว้างขวางขึ้นอีกเป็นสามเท่าตัวเช่นนี้อย่างไรเล่าขอรับ " ใบหน้าคมเข้มยักคิ้วยี้ยวนร่างบางภายหลังจากพูดจบ

 

เฟิ่งเซียนที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับทำให้เท้ากระตุก หนอย บังอาจมาหาว่าข้ามีมิติคับแคบ กว้างขวางยิ่งกว่าสนามบินเช่นนี้ยังบังอาจมาหมิ่นประมาทข้าอีก ฮึ่ม ฝากไว้ก่อนเถอะนางพยายามกดข่มโทสะไว้แค่ในใจก่อนจะหันมองไปรอบๆ ความกว้างขวางที่เพิ่มขึ้นทำเอาเฟิ่งเซียนสะอึกไปเล็กน้อยก่อนจะให้อภัยกับความโอหังของสัตว์อสูรตรงหน้าแล้วจึงเอ่ยถามต่อ


" แล้วเจ้าเป็นสัตว์อสูรระดับใด "


" ข้านั้นต้องระดับสูงสุดลำดับขั้นในตำนานอยู่แล้วขอรับ " ใบหน้าหยิ่งผยองเช่นนั้นทำเอาเฟิ่งเซียนอยากเข้าไปข่วนเสียจริงทว่าร่างสูงตรงหน้านางนั้นได้แปลงกายกลับไปอยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์อสูรทันทีหลังพูดจบทำให้นางไม่สามารถเข้าไปข่วนได้ดังใจคิด


" มังกร ..เจ้า " มังกรตัวเป็นๆสีขาวบริสุทธิ์ประดุจไข่มุกที่เปล่งประกายได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเฟิ่งเซียนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นทำเอาเฟิ่งเซียนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ


รู้แล้วว่าเหตุใดจึงกล้าโอ้อวดตนถึงเพียงนั้นเพราะเขาเป็นถึงมังกรที่เหลือเพียงตำนานเล่าขานของโลกทั้งสองใบแม้นมีความทระนงตนจนมากล้นก็ไม่ได้น่าแปลกอันใด

 

เฟิ่งเซียนค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองไปยังมังกรตรงหน้าพลันสายตาของนางก็ได้สะดุดเข้ากับปานแดงรูปเปลวเพลิงดังเช่นที่นางชอบวาดยามประทินโฉมออกงาน มือเรียวสวยเผลอยกขึ้นสัมผัสบริเวณหน้าผากของนางทันที


นางจำได้ว่าก่อนภาพจะตัดไปนางรู้สึกเย็บวาบบริเวณหน้าผาก


" ปานบนหน้าผากของท่านก็มีเหมือนเช่นตัวข้า " เป็นมังกรตรงหน้าพูดขึ้นครั้นเห็นนิ้วมือบางลูบไล้บริเวณหน้าผาก


" เช่นนั้นเจ้ามีชื่อหรือไม่ "

" เสวี่ยหลง " เป็นนามที่ท่านตั้งให้ในอดีตกาลหากแต่เขาไม่ได้พูดออกไป


" อืม ยินดีที่ได้พบเจ้า เสวี่ยหลง " ลึกๆในใจของเฟิ่งเซียนให้รู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้ยิ่งนักประหนึ่งนางเคยเรียกขานมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจนนับไม่ถ้วนทว่าแม้นางพยายามนึกถึงสักเพียงไหนกลับได้รับกลับมาเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

 

เรื่องราวแปลกประหลาดต่างๆรวมไปถึงปานแดงนี้เสมือนฝันอันเกินจริงที่นางยังคงรู้สึกตกตะลึงไม่หายแม้จะพยายามตั้งสติไว้ดั่งเช่นที่อาจารย์เคยเอ่ยเตือนแต่เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งนักถึงนางจะตั้งสติเก่งแค่ไหนก็ยังคงทำใจให้เข้าใจได้ยากอยู่ดี

 

เอาเถิด เวลายังมีอีกมากค่อยๆแก้ไปทีละขั้นทำความเข้าใจไปทีละตอนไม่นานคงตั้งสติได้เอง


__________________________________________________________________________________



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 221 ครั้ง

2,205 ความคิดเห็น

  1. #2078 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 21:24
    รอนะคะ
    #2078
    0
  2. #2077 ไข่มุกสีดำ (@kaimuk-muk) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 20:57
    อัพต่ออีกนะคะ ค้างมาก ค้างสุด อยากอ่านต่อแล้ววววว
    #2077
    0
  3. #1618 เดะดอย (@9762) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 01:38
    ดีงามมากจ้า
    #1618
    0
  4. #1617 aomza153 (@aomza_130741) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 23:52

    ชอบมากๆเลยยย
    #1617
    0
  5. #334 -GigGiw- (@-GigGiw-) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 02:50
    โป๊ะ แตก แน่!
    55555
    #334
    0
  6. #333 Rinka_Tokamei (@Rinka_Tokamei) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 02:45
    มีถั่วไหม
    #333
    0