The New Eden สงครามเทวทูตแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

ตอนที่ 64 : บทที่ 7 The Passages

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.พ. 62

     "...ความมืดมิด ความหนาวเย็น ไร้ซึ่งนิยามใด หากได้สัมผัสไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง ผู้นั้นจะได้เห็นความอบอุ่น และแสงสว่างกระจ่างชัดขึ้น ทว่าความมืดและความหนาวเย็นมีแรงดึงดูดอันชวนเย้ายวนใจ แม้ต้องแลกกับเศษเสี้ยวแห่งแสงที่ค่อยๆ ถูกกัดกินไปทีละนิดโดยที่ผู้นั้นไม่อาจทันรู้ตัว

     คำขออภัยแม้สักล้านครั้งก็มิเพียงพอ ผู้นั้นจักไม่ขอความยุติธรรม แต่จะเรียกร้อง 'ความตาย' ปลดปล่อยจากพันธนาการไปสู่พันธนาการ"



ตี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตี๊ด!!

     "เขาเป็นอะไร!" ชายสูงวัยรีบสวมชุดกาวน์สีขาวแล้วเดินกึ่งวิ่งมาที่ห้องแห่งหนึ่ง
     "ไม่ทราบค่ะ! อยู่ๆ ก็มีเลือดไหลท่วมออกมาจากบาดแผล" พยาบาลสาวที่เดินตามมาติดๆ กล่าว
     "มีบาดแผลด้วยหรือ" ชายสูงวัยหยุดเท้าในทันที
     
     "พ...พึ่งมีค่ะ"

     เมื่อคุณหมอและพยาบาลมาถึงห้องก็พบชายในชุดสีดำกำลังกุมมือเด็กหนุ่มที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง เลือดสีแดงไหลท่วมเตียงและหยดลงมาที่พื้น บนร่างของเด็กหนุ่มปรากฏรอยแผลขนาดใหญ่สี่แผล ลักษณะเหมือนกับถูกบางอย่างแทงเข้าไป

     "นี่มันอะไรกัน"


     หลังจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าไม่นาน ร่างของทหารที่บาดเจ็บมากมายถูกขนย้ายเข้ามาภายในโรงพยาบาลของเขตที่สาม แม้ว่าในเขตนี้จะมีหลายโรงพยาบาล ทว่าเมื่อรวมกับผู้ป่วยที่มีอยู่ก่อนแล้วทำให้ต้องกระจายทหารที่บาดเจ็บออกไปที่อื่น

     "เรียกทีมพยาบาลจากหน่วย SA มาที" 
     "เรียกไปแล้วครับ อีก 5 นาทีจะถึง"
     "บอกพยาบาล อย่าไปจับลูกธนูที่อยู่บนตัวเขา"

     นาวิกโยธินหลายคนนำร่างเพื่อนๆ ของเขาลงจากรถลำเลียง ลูกธนูมากมายปักอยู่เต็มหลังคารถ บาดแผลที่นาวิกฯได้รับยังคงหลงเหลือไอควันสีดำจางๆ ผู้ที่สัมผัสมันต่างก็ถูกหามร่างมาส่งที่โรงพยาบาลเช่นกัน

     "แพทย์สนามอาการยังไม่ดีขึ้นเลยครับ คงจะต้องรอพวก SA "

     เพียงชั่วอึดใจ รถบัสของหน่วย SA ก็มาถึง เหล่านาวิกฯต่างเริ่มมีความหวัง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก นักบวชของศาสนาต่างๆ ก็เดินลงมาจากตัวรถ 
     เหล่านาวิกฯตะลึงไปชั่วขณะ เพราะที่พวกเขาหวังไว้คือแพทย์เฉพาะทางหรือเข็มฉีดยาที่บรรจุเซรุ่ม
     
     "นี่จะแช่งกันรึไงวะ! เอานักบวชมาทำซากอะไร" ผู้บังคับหมวดนาวิกฯเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ SA และกระชากคอเสื้อเขาอย่างแรง

     "สงบใจก่อน"
         หญิงสาวผมสีบลอนด์ทองวางมือลงบนทอนแขนของผู้บังคับหมวดนาวิกฯ 

     "ให้พวกเขาลองช่วยก่อน"  

     นายทหารยอมฟังที่เธอพูด และปล่อยเจ้าหน้าที่ SA ไป นักบวชจากศาสนาต่างๆ เข้าไปภายในส่วนของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ
     พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกมาโดยเฉพาะ เมื่อเห็นบาดแผลแล้ว พวกเขาจึงริ่มพิธีกรรมของตนก่อนที่จะรักษาบาดแผล 
     เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรม นักบวชจึงอนุญาตให้พยาบาลทำการรักษาเบื้องต้นต่อไป คราวนี้เมื่อสัมผัสกับบาดแผล เหล่าพยาบาลก็ต่างทำงานได้อย่างปรกติ

     "แพทย์สนามที่ไปกับเจ้าได้สัมผัสกับบาดแผลของพวกเขาใช่หรือไม่" หญิงสาวผมสีบลอนด์ทองถามต่อ
     "ใช่ เขาพยายามจะห้ามเลือด แต่กลับเกิดอาการชักเกร็งไปเสียก่อน" ผู้บังคับหมวดตอบ
     "นั่นเป็นมนต์คำสาป มันติดมาจากอาวุธของพวกมัน จงระวัง หากไม่ถอนคำสาปนั่นก่อนจะยิ่งมีผู้บาดเจ็บมากยิ่งขึ้น"
     "เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน นี่มันเป็นอาวุธของฝ่ายไหนกัน"

     หญิงสาวกระชับเสื้อคลุมก่อนที่จะผละตัวออกมา

     "ไม่ใช่ของมนุษย์" เธอทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นและเดินจากไป

     ผู้บังคับหน่วยพยายามทำความเข้าใจคำกล่าวนั้น แต่เขาก็ยังไม่คิดไปถึงนางฟ้าหรือปีศาจ

     เธอเดินเข้ามาในส่วนห้องผู้ป่วยใน บนเตียงมีร่างของเด็กหนุ่มที่มีผ้าพันแผลพันรอบตัว และรอยสีแดงที่ซึมผ่านขึ้นมาเล็กน้อยสี่จุดบนหน้าอกและหน้าท้อง

     "คิระ เกิดอะไรขึ้นกับเขา" เธอถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาและเรียบ

     ชายหนุ่มที่เฝ้ามองเด็กหนุ่มบนเตียงตั้งแต่แรกเงยหน้าขึ้นมอง สบตากับผู้ที่เดินเข้ามา

     "วาเลนไทน์...ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกัน" คิระตอบ

     "ข้าคิดว่า ข้ารู้บาดแผลพวกนั้นเกิดจากอะไร" วาเลนไทน์มองแล้วพิเคราะห์ "ฝีมือเกลซี ขาแมลงของเธอ"

     "เขาไปที่นั่นได้อย่างไรกัน"
       "ข้า...ไม่รู้" วาเลนไทน์แอบชำเลืองตามองไปที่ใบหน้าของคิระ

     ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความรู้สึกเศร้าหรือกังวล แต่เป็นสีหน้าที่เธอได้เห็นไม่บ่อยนัก 

     ...สีหน้าของผู้ที่ได้เห็นความจริงข้อหนึ่งของโลกใบนี้

     "จริงสิ เครื่องบินของ SA ใกล้จะขึ้นแล้ว เจ้าจะไปด้วยหรือไม่" วาเลนไทน์ถามทั้งที่พอจะเดาคำตอบได้
     "ไม่ แล้วเจ้าล่ะ" 
     "ข้าจะไป อย่างน้อยก็ปกป้องคนของ SA"

     คิระมองที่ใบหน้าของเธอแล้วครุ่นคิดเล็กน้อย 

     "ไม่ต้องเป็นห่วง ข้ารู้ว่าควรถอยเมื่อใด ข้าไม่ได้สู้กับเกลซีเพียงลำพัง" วาเลนไทน์พยายามทำให้เขาสบายใจ

     ภายในห้องเงียบไปช่วงหนึ่ง วาเลนไทน์คิดว่ากำลังทำให้คิระต้องเป็นห่วง แต่เธอได้ตัดสินใจไปอย่างรอบคอบแล้ว จึงจำเป็นต้องไปเสียในตอนนี้
     วาเลนไทน์เปิดประตูห้องออกมายังบริเวณทางเดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนที่ประตูจะปิดลง คิระก็แทรกตัวผ่านออกมา

     "ไม่..." คิระขัดเธอ 
     "EXO Suits รุ่นใหม่ 5 ชุด ไปพร้อมกับข้า..."

     วาเลนไทน์หันกลับมาเพื่อจะโน้มน้าวครั้งสุดท้าย ทว่าคิระกลับกล่าวในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด

     "เจ้าเอาชนะเกลซีได้อย่างไม่ยากเย็น..." 

     คิระยื่นมือข้างหนึ่งแตะที่แก้มของเธออย่างแผ่วเบา 

        "แต่ก่อนอื่น..."

     คิระประคองใบหน้าวาเลนไทน์และยื่นหน้าเข้าใกล้ มือของเธอตอบสนองในทันทีเพื่อจะหยุดร่างกายของเขาไม่ให้ใกล้เกินไป ทว่าเขากลับชิงหยุดมือของเธอไว้ได้ก่อน
     ลมหายใจของวาเลนไทน์ขาดห้วงไปทันที เธอสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจของตนเอง และความร้อนผ่าวบนใบหน้า ก่อนที่ริมฝีปากของคิระจะประกบเข้ากับริมฝีปากของเธออย่างอ่อนโยน
        เธอหลับตาลงและซึมซับช่วงเวลาอันสั้นนี้ให้มากที่สุด 

     "พลังของเจ้าสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจริงได้ วาเลนไทน์"

     วาเลนไทน์รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเสียงของคิระเริ่มต้นขึ้น เธอรู้สึกเหมือนกับหลุดไปอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ยาวนานราวกับผ่านไปเป็นวัน
        คิระผละตัวออกไปในระยะเดิมของเขา รอยยิ้มเล็กๆ นี้นคือคำอวยพรที่ส่งให้ ก่อนที่เธอจะไป
     วาเลนไทน์รีบหันหลังกลับและดึงฮูดขึ้นคลุมศีรษะอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นใบหน้าของเธอที่กำลังแดงเรื่ออยู่ในขณะนี้ แต่ละย่างก้าวเดินร้อนรน รอยยิ้มเองก็ไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป

     เมื่อวาเลนไทน์ลับสายตาไป คิระใช้มือกุมที่ใบหน้าข้างหนึ่ง หน้าของเขาก็เริ่มแดงเช่นกัน ทว่าความเขินอายนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ร่างของเขาเซเข้าหากำแพง
     ลมหายใจของคิระถี่และแรงมากขึ้น จนเขาแทบจะยืนทรงตัวไม่ไหว

     "เฮ้อ นี่หรือ รางวัลแห่งบาปของข้า"

        "คุณคิระ" เสียงหญิงสาวอีกคนหนึ่งเรียกเขา

     "บี...เธอเคยฝึกปฐมพยาบาลหรือ" คิระแสดงหน้านิ่วด้วยความสงสัย

     บี หญิงสาวมัธยมปลายสวมผ้ากันเปื้อนยาวและผ้าคลุมผมสีขาว กำลังผูกเชือกรัดที่ด้านหลัง

     "ค่ะ เมื่อก่อนฉันเคยช่วยซิสเตอร์ดูแลทหารหลังสงคราม" บีเดินเข้ามาและหยุดที่หน้าห้องที่คาระรักษาตัว "คาระเป็นอย่างไรบ้างคะ"
     "...ยังไม่ดีขึ้นเลย"

     บีมีสีหน้าที่เป็นกังวลและเป็นห่วง

     "ถ้าอย่างนั้น ระหว่างนี้ฉันจะช่วยคุณพยาบาลอีกแรงหนึ่งนะคะ" บีหันหลังกลับ
        "ระวังบาดแผลของพวกเขา ถึงแม้ว่าเธอจะใช้เวทมนตร์ได้ก็ตาม" คิระกล่าวเตือน
     "ค่ะ ฉันจะระมัดระวัง" 


     เวลาผ่านไปพักใหญ่ โทรทัศน์ที่ฉายภาพนิ่งและบรรเลงเพลงซ้ำไปมาก็หยุดลง ภาพได้ปรากฏเป็นคณะรัฐมนตรีที่นั่งเรียงกันเพื่อแถลงการณ์
     สายตาทุกคนจับจ้องและให้ความสนใจไปที่การแถลงการณ์นั้นอย่างมาก เริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรี ท่านได้อธิบายสถานการณ์โดยย่อให้แก่ผู้คนภายในประเทศและกระจายสัญญาณออกไปทั่วโลก กล่าวถึงภัยคุกคามที่ยังไม่หมดสิ้นไปของ ไททัน
     ต่อจากนั้นไม่นาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้อธิบายรายละเอียดในการแก้ปัญหาและป้องกันในระยะยาว และสรุปตอนท้ายว่า 

     "...ขอให้เชื่อมั่น เราจะร่วมกันผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ต่อจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่อื่นจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง สวัสดีครับ"

     สิ้นสุดการแถลงการณ์ไม่นาน ช่องสัญญาณโทรทัศน์ก็กลับเป็นปกติ ผู้คนที่ได้ดูได้ฟังต่างก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น
     เหล่าทหารที่ได้ฟังนั้นเข้าใจได้ในทันทีว่านั่นหมายถึงอะไร จนกระทั่งประชาชนทั่วไปบางคนเริ่มรู้ตัว

     "....นี่มัน...บังคับใช้กฎอัยการศึก"

     ผู้คนต่างรับรู้ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ได้ค่อนข้างตรงกัน เพราะกฎอัยการศึกครั้งล่าสุดได้ถูกยกเลิกเมื่อกลไกป้องกันตนเองของราชอาณาจักรมีความพร้อมกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง หรือก็คือภัยคุกคามได้ลดน้อยลงไปจนเกือบจะสิ้นสุด
     แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ทหารของราชอาณาจักรอัตราร้อยละเก้าสิบยังอยู่ในประเทศ ไม่เหมือนช่วงหลังสงครามเมื่อสิบปีก่อน ที่ต้องส่งกองกำลังออกไปช่วยเหลือกองกำลังสหประชาชาติ ทำให้การป้องกันตนเองมีความสุ่มเสี่ยง

     เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ทุกคนต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเองต่อ บีในชุดที่คล้ายกับผู้ช่วยพยาบาลมารายงานตัวในส่วนรองรับทหารที่บาดเจ็บ และเธอก็ได้ช่วยงานในทันที เพราะจำนวนพยาบาลมีไม่เพียงพอ

     ทหารที่คุ้มกันขบวนลำเลียงผู้บาดเจ็บนำแถบสีน้ำเงินกั้นรอบตัวอาคารของโรงพยาบาลเอาไว้ เพื่อกันไม่ให้ญาติของผู้บาดเจ็บเข้ามา ป้ายบอร์ดขนาดใหญ่ถูกนำมาตั้งไว้ที่ด้านหน้าอาคาร ทหารหญิงในเครื่องแบบพิธีการนำภาพทหารที่รักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งนี้มาติดบนป้ายดังกล่าวเพื่อให้ญาติตามหาได้ง่าย

     ตามสถานีรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ ท่ารถ เริ่มมีการติดประกาศตามหาผู้คน ซึ่งในตอนนี้ยังมีจำนวนน้อย

     ในเขตที่สามพื้นที่ศูนย์ราชการ เจ้าหน้าที่มีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศในตัวเมืองก็เป็นไปอย่างเงียบเหงา

วืด วืด

     คิระหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบที่หู

     "คิระ ข้าส่ง EXO Suits รุ่นใหม่ไป ตอนนี้ถึงที่หมายแล้ว"
     "แล้ว..."
     "ชุดรุ่นใหม่ยังไม่ได้ทดสอบเท่าที่ควร..."

     รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของคิระ

     "เอลกับไผ่เป็นอย่างไรบ้างล่ะ"
     "อยู่ที่บางกอกใหม่พร้อมกับธารา เอลไม่ได้รับบาดเจ็บ"
     "เฮ้อ เกรบ ช่วยพาเอลไปอยู่ด้วยทีเถอะ จะปลอดภัยมากกว่า"
     "ได้สิ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวด้วย"

     คิระวางสาย

     "ตื่นได้สักทีนะ" คิระกล่าวทักผู้ที่เดินเข้ามาในห้อง

     ชายหนุ่มในชุดผู้ป่วย เขาตัวสูงมีหุ่นแบบนักกีฬา ผ้าพันแผลพันรอบตัวเขาไม่ต่างจากคาระ 

     "มีใครไม่รู้เอาไม้กางเขนมาติดบนหัวเตียง"

     คิระรู้ได้ในทันที ภาพของหญิงสาวที่มีท่าทางร่าเริงและตอนนี้กำลังช่วยงานพยาบาลผุดขึ้นมาในหัว

     "เซต เจอตัวแล้ว ว่าแล้วต้องมาอยู่ที่นี่" เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งผลักบานประตูเข้ามา 
     "ไอน์ มีอะไรให้กินไหม รสชาติอาหารที่โรงพยาบาลจืดชะมัด" เซตหันขวับไปทางไอน์
     "เสียใจด้วยนะ แถวนี้ไม่มีอะไรขายมากนัก"
     "ช่วงกลางวันจะพาไปร้านอาหารพร้อมกัน คาระและสไวน์ด้วย" คิระเสนอ
     "หืม คาระหรือครับ" ไอน์ถาม
     "ใช่ แต่ขอเคลียเรื่องงานก่อน" คิระหันมาทางเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง

     ไอน์และเซตหันมองตาม คาระลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว แม้จะยังไม่เต็มที่มากนัก

     "รู้สึกอย่างไรบ้าง" คิระถาม
     "แย่มาก...ครับ"
     "อา...ร่างกายคงรับภาระดนักสินะ" ไอน์กล่าวแทน
     "ไม่...แค่รู้สึกแย่"

     หยดน้ำตาไหลตามส่วนโค้งเว้าของใบหน้าของคาระ 

     "ผมกำลังโกรธ...และเกลียด" คาระขบฟันแน่น "แต่...ผมก็พยายามไม่ใส่ใจมัน"
     "ไม่ต้องฝืนไป เรียนรู้ทุกความเจ็บปวดของมนุษย์เถิด นั่นคือสิ่งที่จะต้องผ่านมันให้ได้หากจะเรียนรู้พวกเขา"

     เซตและไอน์หันหน้ามองกันด้วยความสับสน

     "ครับ จะพยายาม" คาระตอบรับ
     "ได้ฟังแถลงการณ์แล้วใช่ไหม ต่อจากนี้ SA จะมีบทบาทมากขึ้น และเหล่าภูติผีที่ใฝ่หนทางชั่วร้ายย่อมที่จะได้ใจ พวกมันได้รับสัญญาณแล้ว" คิระกล่าว
     "พวกเราก็มีหน้าที่ในส่วนของนักรบปีศาจนะ" เซตกล่าว
     "หน้าที่ของ SA ไม่ต่างกัน เป็นไปในทางเดียวกันเสียด้วย เป็นการดีที่จะมีผู้เชี่ยวชาญสายตรงอย่างพวกเจ้านะ"
     "ปิดเทอมของเราคงหมดแล้ว ที่หยุดไปนี่ก็ต้องเรียนเสริม เราไม่ว่างพอหรอกครับ" ไอน์เสริม
     "หลังเลิกเรียนจนถึง 3 ทุ่ม ได้ค่าจ้างเต็มวัน ออกนอกพื้นที่เราจะเพิ่มค่าเดินทางและที่พักให้"

     เด็กหนุ่มทั้งสามดูท่าจะถูกใจกับข้อเสนอนี้ไม่น้อย แต่ยังไม่จบเท่านั้น

     "ข้ารู้พวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงิน แต่การใช้ชีวิตที่นี่ก็จำเป็นอยู่ดี เราจะนับอายุงานให้ด้วย"

     ทั้งสามมองหน้ากันเพื่อขอการยืนยัน

     "เริ่มงานกันวันไหนล่ะ" เซตถาม


     หญิงสาวผมยาวสีดำซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย เธอกำลังหวีผมพร้อมกับฮัมเพลงเป็นทำนองที่เยือกเย็น 
     หลังจากนั้นเธอก้าวลงจากเตียงมาที่ตู้เสื้อผ้าในห้อง ชุดผู้ป่วยหลุดกองลงที่พื้น เธอเปิดตู้ออกและคว้าชุดเดิมของเธอมาสวมใส่ ถุงมือยาวที่ปลายนิ้วทะลุเป็นรูเธอก็ไม่ยอมเปลี่ยน เสียงทำนองเพลงยังคงดังตลอดเวลาจนคนที่เดินผ่านหน้าห้องต้องขนลุกไปตามๆ กัน
     เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เธอเดินไปที่โต๊ะข้างเตียงคว้ากระดาษขึ้นมาลงชื่อและวางมันลงที่เดิม ก่อนที่จะออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
     แม้ว่าเธอจะสวมบูทสูง ทว่าไม่มีเสียงกระทบกันระหว่างพื้นรองเท้ากับทางเดินแม้แต่น้อยเวลาเธอเดินหรือวิ่งก็ตาม
     เธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเลยไปเข้าอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน ชายที่นอนอยู่ห้องด้านข้างกำลังหลับสนิท เธอจึงเดินไปที่หน้าต่างและเลื่อนเปิดออก จากนั้นจึงกระโดดออกมาที่ระเบียงแคบๆ นอกตัวอาคารแล้วกระโจนไปที่ระเบียงของอีกห้องหนึ่ง ห้องเดิมที่เธอหยุดอยู่ด้านหน้า

     เธอโผล่ครึ่งหน้ามองเข้าไปในห้อง นอกจากเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงแล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก เธอจึงเลื่อนเปิดบานหน้าต่างและดันตัวเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ

     "เพียงแค่เวทตบตาเท่านั้น เจ้าก็ติดกับ" เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น
     "เฮือก!" หญิงสาวที่เข้ามาสะดุ้งโหยงและตัวหดลีบ
     "รีบร้อนอะไรขนาดนั้นหรือ" ชายหนุ่มถามต่อ
     "รุ่นพี่ใบว่าน" คาระที่อยู่บนเตียงเรียกชื่อเธอ

     ไอน์และเซตต่างหลบหน้าไปในทันที คิระที่อยู่ข้างเตียงนั่งจ้องมองหญิงสาวที่กำลังตื่นตกใจอย่างสนุกสนาน

     "เข้ามาทำอะไรกัน" คิระถาม
     "ไม่เกี่ยวกับคุณ" เธอกล่าวเสียงแผ่ว
     "เจ้าเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามา"
     "ฉันมีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกับเขา" ใบว่านกล่าวโดยไม่หันมามอง
     "พูดต่อหน้า..."
     "ไม่ได้!" ทันทีที่เธอขึ้นเสียง ใบหูและหางก็งอกออกมา

     ท่าทางและน้ำเสียงของใบว่านเปลี่ยนไปในทันที

     "เรื่องส่วนตัว เมี้ยว" เธอหันมาประจัญหน้ากับคิระด้วยสายตาที่ท้าทาย

     ดวงตาที่มีสีเหลืองทองกลมโตเหมือนกับแมว เขี้ยวของเธอก็งอกออกมา
     คาระตื่นตะลึง เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการเปลี่ยนร่างต่อหน้า

     "ไม่ ตอนนี้ข้าคือผู้ที่ดูแลเขา เจ้าต้องพูดต่อหน้าเรา"
     "ก็ได้ เมี้ยว" เธอกระโดดขึ้นนั่งบนเตียงของคาระ "การปฏิบัติงานของคาระให้ SA เขาจะต้องไปกับข้าเพียงลำพัง"
     "กับผู้ที่เคยบุกไปชิงวิญญาณถึงบ้านงั้นหรือ" 
     "ถามเขาสิ เหมียว" เธอผายมือมาที่คาระ

     คิระและคนอื่นๆ มองตามมือของเธอมาที่คาระ

     "เขาไม่จำเป็นต้องทำงานให้เรา..." คิระแย้ง
     "ไม่ครับ!" คาระขัด "ผมอยากจะเรียนรู้งานจาก SA ต่อไป"
     "เห็นไหมล่ะ เมี้ยว"
     "แต่เราจะไม่ยอมให้เจ้าไปด้วย"
     "ห้ามสไวน์ไม่ได้หรอกครับ คุณคิระ" ไอน์กล่าว
     "ข้าแค่รอคำอนุญาต" สไวน์ส่งสายตามาที่คาระ "เมี้ยว"
     "อย่างน้อยก็คงไม่ใช่ลำพังกันสองคนแน่"
     "ผมยอมรับคำขอนี้ครับ" 

     คาระตอบอย่างชัดเจน ทุกคนในห้องนิ่งเงียบทบทวนสิ่งที่ตนเองได้ยิน

     คิระถอนหายใจยาวและหลับตาลง

     "ว้าว เห็นไหมล่ะ เมี้ยว" สไวน์เอนตัวเข้าไปคลอเคลียแขนของคาระ
     "ขอโทษด้วยครับ พี่คิระ" คาระกล่าวเสริม "ขอบอกตามตรง ช่วงแรก ผมยังไม่อยากร่วมงานกับใครทั้งนั้น...ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องในบางกอก"

     คิระเข้าใจความรู้สึกนั้น เขาจึงไม่คัดค้านใดๆ อีก เซตและไอน์ดูไม่เป็นกังวลเพราะพวกเขาต่างไว้ใจสไวน์มาก

     "พี่ครับ" คาระเรียกคิระเพื่อพูดต่อ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ" คาระให้คำมั่น

     "แน่นอน" คิระตอบสั้นๆ และยิ้มให้



     ไม่นานก่อนที่จะถึงเที่ยงวัน ชุด EXO รุ่นใหม่ห้าชุดก็มาถึงสนามบินของเขตที่สามพร้อมกับกล่องสีดำใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยอักขระสีฟ้า มันกำลังถูกขนขึ้นไปบนเครื่องบิน
     หญิงสาวที่สวมชุดเดรสหนังสีดำตัดด้วยขอบสีเขียวและเสื้อคลุมสั้นมีฮูดกำลังยืนพูดคุยกับชายหนุ่มในชุดสีดำที่บริเวณหน้าร้านอาหารของสนามบิน ท่าทางของเธอดูหงุดหงิดไม่น้อย

     "ข้าแค่ปล่อยให้เจ้าดูแลเขาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ยัยแมวบ้านั่นก็ได้ตัวเขาต่อจากนี้ไปตลอดเสียแล้ว เจ้านี่มัน..."
     "ข้าคิดว่าไม่เห็นจะมีปัญหาใดๆ นี่ วาเลนไทน์ ให้พวกเขา..."
     "เจ้ามันงี่เง่า คิระ แล้วที่ทำมาเพื่ออะไรกัน" วาเลนไทน์เตะข้อพับของคิระจนตัวของเขาทรุดลงไป
     "วาเลนไทน์...อุ๊บ!" 
     "ขอฟังเหตุผลดีๆ หน่อยเถอะ"

     เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ภายในร้านอาหารมองดูเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเอือมระอา

     "ม้าว ยัยผีเสื้อ น่ารำคาญ" สไวน์มองเธอด้วยหางตา
     "คุณวาเลนไทน์ คงจะเป็นห่วง...จนมากเกินไป" คาระกล่าวเสียงแผ่วลงในช่วงหลัง

     สไวน์เหลือบมองคาระในทันทีโดยที่เขาไม่รู้ตัว

     "คาระไม่พร้อมจะให้เราเข้าไปยุ่งในตอนนี้" 

     วาเลนไทน์ยั้งมือไว้ไม่ต่อยเข้าที่หน้าของคิระ เธอปล่อยมือจากคอเสื้อของเขาในทันที

     "งั้นหรือ"
     "แล้ว...พวกนักรบสวรรค์ล่ะ" คิระถามพลางจัดเสื้อของตนเอง
     "พวกเธอไม่เป็นอะไรมากนัก กลับเขตแดนของตนเองไปแล้ว"
     "งั้นหรือ"
     "ใช่ คงงั้น" วาเลนไทน์ตอบ ก่อนที่จะหันขวับกลับมา "ล้อเลียนข้าหรือ"
     "ไม่ใช่นะ...อึก!"

     หลังจากนั้นไม่นาน เด็กสาวอีกคนหนึ่งก็เดินทางมาถึงร้านอาหารภายในสนามบิน เธอมาช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องช่วยงานพยาบาลที่สำคัญก่อน

     "อ้าว ทุกคน ขอโทษที่มาช้าค่ะ" เธอกล่าว
     "บี" คาระตาโตเมื่อเห็นเพื่อนของเขาปลอดภัย
     "ยินดีด้วยนะคาระที่หายดีอย่างรวดเร็ว" บีนั่งลงร่วมโต๊ะอาหาร
     "ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือเช่นกันนะ" คาระกล่าวตอบ

     เหล่านักเรียนรวมตัวกันครบแล้ว คิระและวาเลนไทน์จึงสงบศึกกันชั่วคราวและปล่อยอารมณ์ให้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศมื้ออาหารกลางวัน
     อีกประมาณหนึ่งชั่วโมง เที่ยวบินที่บรรทุกอาวุธลับของ SA อย่างชุด EXO ก็จะบินกลับไปยังฐานบินใกล้กับเขตที่หก เหล่านักเรียนและผู้ดูแลทั้งสองเดินทางกลับโดยเที่ยวบินนี้ด้วย

     ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นไปบนเครื่องบินของ SA เครืองบินลำเลียงของทหารได้ลงจอดในบริเวณใกล้เคียงกัน 
     เมื่อประตูท้ายเครื่องเปิดออก กองทหารเกียรติยศได้เดินนำออกมาด้วยชุดพิธีการ ตามมาด้วยกลุ่มทหารที่ยกกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างประณีตคลุมด้วยผ้าสามสี แดง ขาว และสีน้ำเงิน 

     "พวกเขาได้กลับมาที่บ้านแล้ว" คิระกล่าวบอกชายหญิงวัยรุ่นที่มองเหตุการณ์นั้นอย่างสงบนิ่ง

     กลุ่มทหารกลุ่มที่สองได้ยกโลงศพตามกลุ่มแรกมาโดยเว้นระยะช่วงหนึ่ง ยังไม่หมดเท่านั้น กลุ่มที่สาม สี่ ห้า หก เจ็ด จนกระทั่งทหารกลุ่มแรกต้องช่วยยกโลงที่เหลือลงมา
     ครู่หนึ่ง ขบวนลำเลียงขนาดใหญ่ได้เข้ามาในพื้นที่สนามบินพร้อมกับทหารกองเกียรติยศซึ่งนำธงชาตินำหน้ามารับเหล่าผู้วายชนม์กลับไปเพื่อประกอบพิธีกรรมตามศาสนาของพวกเขา
     ในระหว่างแถวของโลงศพ หญิงสาวในชุดคลุมยาวสีขาวเดินมาหยุดที่โลงหนึ่งและแตะที่โลงพร้อมกับกล่าวบางอย่าง เธอทำแบบนั้นกับทุกโลง ปีกขนนกสีขาวทิ้งขนนกสีขาวไว้ตามรายทาง

     "เธอเป็นนางฟ้าที่อยู่แถวนี้" คิระกระซิบบอกคาระ

     ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว เหล่าหนุ่มสาวต่างเริ่มทยอยขึ้นเครื่องบิน ทว่าคาระกลับยังไม่ยอมก้าวขาออกไป เขายังคงมองไปที่ผู้วายชนม์ เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองหลวงเก่า เขารู้ว่าตนเองทำอะไรลงไป เขารู้ว่าเขามีส่วนที่ก่อให้เกิดเรื่องเหล่านั้น เพราะความรู้สึกและความเอาแต่ใจส่วนตัวจึงนำข้อมูลไปบอกกับศัตรูอย่างเกลซี
     มือของคาระกำแน่น เขาพยายามที่จะเก็บความรู้สึกไม่แสดงมันออกมา แต่นั่นปกปิดสายตาอันแหลมคมของแมวไปได้
     สไวน์เดินกลับลงมายืนเคียงข้างคาระ ก่อนที่จะก้าวขาถอยหลังข้างหนึ่งย่อตัวลงโค้งศีรษะ มือข้างหนึ่งทาบอกมืออีกข้างยื่นออกไปข้างลำตัว 

     "ข้าทำได้เพียงเท่านี้ ข้าแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ครั้งต่อไป ข้าจะทำให้ดีที่สุด" สไวน์กล่าว "เมี้ยว"

     คาระทึ่งในสิ่งที่สไวน์กระทำ ไม่คิดว่าเธอจะแสดงการเคารพได้เช่นนี้ เขารู้สึกได้ว่าเธอแสดงมันออกมาด้วยความจริงใจ คาระจึงโค้งศีรษะและน้อมตัวลงไปยังทิศทางดังกล่าว

     "ไปเถอะ เมี้ยว เครื่องจะออกแล้ว" 

     คาระเดินนำสไวน์ขึ้นเครื่องไป ประตูท้ายจึงปิดลง เครื่องบินจึงเริ่มเคลื่อนออกตัวไปตามรันเวย์และทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าของวันอีกวันหนึ่ง


     ณ สำนักงานของ SA ผู้ที่รอต้อนรับเหล่าเด็กนักเรียนมีเพียงครูประจำชั้นหนึ่งคน และหญิงสาวในชุดนักเรียนเนียบสองคน ที่ประตูทางเข้าอาคารหลัก

     เมื่อขบวนลำเลียงมาถึง มีเพียงตู้คันสีดำเท่านั้นที่จอดหน้าอาคาร ที่เหลือเคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นใต้ดิน 
     ทันทีที่ประตูรถเปิด ครูประจำชั้นของพวกเขาก็รีบเดินลงมาในทันที

     "โธ่ พวกเธอสมควรที่จะถูกกักบริเวณอย่างมากเลย" ครูสาวที่ตัวเล็กกว่าเด็กหนุ่มกุมมือคาระและเซต
     "พวกเขาไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ครูฟิล์ม" บีกล่าวแทน
     "พวกเธอก็ด้วย ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเองมากนะ" ครูฟิล์มหันมากล่าวแก่ ไอน์และใบว่านที่ตอนนี้กลายเป็นรุ่นพี่สาวขี้อาย

     คิระและวาเลนไทน์ลงจากรถตามมา ทั้งสองเข้ามากล่าวขอโทษต่อครูประจำชั้น

     ในระหว่างที่การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น หญิงสาวในชุดกาวน์ที่ดูสวยมากกว่าน่ารักหากไม่ติดที่มีขอบตาคล้ำเดินออกมาที่ด้านหน้าอาคารแล้วมองหาใครบางคนกลับแสดงสีหน้าผิดหวัง

     "คุณราตรี มองหาใครหรือคะ" นักเรียนหญิงที่ยืนรออยู่ตรงนั้นถาม
     "ไพน์ เห็นเจ้าหน้าที่ SA ที่พึ่งออกไปเมื่อเช้ามืดหรือเปล่าเอ่ย" หญิงสาวในชุดกาวน์ถามกลับ
     "ไม่ค่ะ อาจมากับขบวนที่ลงไปชั้นใต้ดิน"
     "อืม ขอบใจนะ ฉันจะลงไปดู"
     "ค่ะ ขอบคุณที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเราระหว่างรอนะคะ" ไพน์กล่าวส่งท้าย

     ราตรีโบกมือให้ก่อนเดินหายไปในอาคาร

     "รูท เธอเองก็ทำงานมาก่อนพวกเขาสินะ" ไพน์ถาม
     "ใช่แล้ว" รูทตอบสั้นๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบว่านผ่านเลนส์แว่น
     "เมื่อคืนเธอก็ไปที่เมืองบางกอกด้วยสินะ" ไพน์เหลือบมองผ้าพันแผลที่แขนของรูท
     "นั่นเป็นความลับทางราชการ" รูทตอบเสียงเรียบ
     "อ่า...เข้าใจแล้ว"


     นักเรียนของโรงเรียนหลักเขตที่เจ็ดผู้เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องอันแสนวุ่นวายนี้ ครูฟิล์มและไพน์ ได้รับทราบแล้วว่า เฟสถูกกักตัวไว้ที่แห่งนี้ และเหล่านักเรียนที่ทำงานให้กับ SA ทว่าเหตุผลที่แท้จริง คิระเลือกที่จะไม่บอกกล่าว
     กว่าที่ครูประจำชั้นจะอนุญาตได้ เกรบต้องมาอธิบายด้วยตนเองเธอถึงจะยอมรับซึ่งใช้เวลานานพอสมควร

     ถึงแม้ตอนนี้โรงเรียนหลักเขตที่เจ็ดจะเปิดเรียนได้ในอีกไม่กี่วัน ทว่าเหล่านักเรียนชายและหญิงต่างถูกเรียกตัวไปโดยกองทัพ บางส่วนต้องช่วยเหลืองานบริการ การเปิดเรียนจึงเลื่อนออกไป ซึ่งช่วงปิดเทอมพวกเขาจะต้องมาเรียนชดเชยอย่างแน่นอน ไม่สามารถเลี่ยงได้
     
     ทหารบางส่วนถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลของเขตที่เจ็ดและหก รวมถึงเจ้าหน้าที่ SA 
     การตามหาบุคคลเป็นอีกงานที่ลำบาก ทั้งกายและใจ แต่ก็ต้องมีคนทำ 

     กองทัพเรือยังคงตรึงกำลังที่อ่าวไทย นาวิกโยธิน กองทัพบก กองทัพอากาศ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เมืองหลวงเก่าอย่างต่อเนื่อง เก็บกวาดพวกที่ตกค้าง ศึกษาศัตรู และฟื้นฟูเมืองในภายหลัง

     ป้อมปืนที่แนวสันเขื่อนได้รับคำชมเชยจากหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ ว่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยรบ

     กองทัพเรือจากสมาชิกอาเซียนถอนตัวกลับ เนื่องจากกองทัพไทยได้คุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

     เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแถลงการณ์รายงานออกมาเป็นระยะ เท่าที่จำเป็น โดยปฏิเสธทุกคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ

     เจ้าหน้าที่จากส่วนเทคโนโลยีต่างใช้อำนาจตามกฎหมายและนอกกฎหมาย ไล่กำจัดข่าวลือ ภาพหลุด ที่เกี่ยวข้องกับนางฟ้า หรือปีศาจในบางกอกส่วนเมืองเก่า ทว่าข้อมูลเรื่องดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดรนของพลเรือนถูกยิงตกหลายลำ แต่ก็มีอีกมากที่ต้องตามยึด
     ผู้คนที่แอบเข้าไปในพื้นที่การรบถูกกักตัวไว้ในค่ายทหาร ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของพวกเขาได้

     กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงสถานการณ์ให้ต่างประเทศพอเข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศ บางส่วนตั้งคำถามว่า

     'สำนักวาติกันเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ หลังจากมีข่าววงในรายงานว่า ตัวแทนของวาติกันรีบเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหม'

     เจ้าหน้าที่ SA ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น จนนักข่าวเริ่มจะมาอยู่ที่หน้าสำนักงานเป็นจำนวนมาก

     เจ้าหน้าที่การข่าวออกมาเตือน ส่วนราชการในการรักษาข้อมูลข่าวสารทางราชการ พร้อมทั้งส่งรายชื่อผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับจากหลายประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรมากขึ้น

     เป็นอีกหนึ่งวันที่ข้อมูลข่าวสารล้นสื่อช่องทางต่างๆ จนประชาชนเริ่มวิตกกังวล ความไม่ไว้วางใจ แม้จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือยืนยัน ทว่าข่าวลือ การวิเคราะห์จากกลุ่มสังคมในอินเทอร์เน็ตเป็นอะไรที่ดึงดูดใจมากกว่า

     "ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของราชการไม่เคยได้เรื่องเลย ให้ตายสิ!" 

     วาเลนไทน์ขว้างโทรศัพท์มือถือทิ้งออกไปจากดาดฟ้าของตึกสำนักงาน SA หลังจากเลื่อนดูกระแสข่าวในโลกอินเทอร์เน็ต
     คิระที่ยืนอยู่ด้วยนั้นหันไปทางเกรบที่อยู่ด้วยกันในทันที

     "ขอเบิกค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่ด้วยก็แล้วกัน แม่สาวหน่วยข่าวกรองโยนไปแล้ว"
     "เฮ้อ พวกเจ้าสองคนนี่นะ ไปทำอะไรให้เธอโกรธอีก" เป็นครั้งแรกที่เกรบกุมขมับด้วยความเหนื่อยใจ

     ทันใดนั้นเองประตูดาดฟ้าก็เปิดออก ผู้ที่เดินขึ้นมาใหม่ทั้งสามคนต่างรู้จักกับผู้ที่อยู่ก่อนหน้าทุกคนเป็นอย่างดี

     "ไอวี่ เฟนซิ่ง เลฟอน ไม่ได้พบกันเสียนาน" เกรบกล่าว
     "โอ้ คิระ ฮาร์ทมาน และคุณวาเลนไทน์" ชายผู้สวมผ้าคลุมสีดำประดับไปด้วยขนนกสีดำเดินเข้าหาวาเลนไทน์ "ข้า เลฟอน ขอแนะนำตัวอีกครั้ง เป็นผู้พิทักษ์และอัศวินเงา"
     "ข้า เฟนซิ่ง เป็นผู้พิทักษ์และอัศวินเงาเช่นกัน"

     "เอาล่ะ ที่สำคัญยิ่ง" ไอวี่ตัดบทเข้าเรื่อง "เรื่องของเสียงสะท้อน และบาเรอัล"

     สมาชิกทั้งหกคนมีสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น และมีสายลม แสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นสักขีพยานในการประชุมบนดาดฟ้าของอาคารสำนักงาน SA




บทที่ 7 
The Passages

     นักรบสวรรค์ซึ่งสวมผ้าคลุมสีแดงโบกพลิ้ว อุ้มร่างเล็กๆ และอีกร่างหนึ่งที่ตัวใหญ่กว่าขึ้นมาบนวิหารลอยฟ้า นางฟ้าผมสีเงินบินตามขึ้นมาติดๆ 

     "อ้า รูฟัสกับเอมม่า คงจะตามขึ้นมาในเร็วๆ นี้" เธอวางร่างนางฟ้าตัวน้อยลงอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะวางร่างนางฟ้าอีกองค์หนึ่งลงข้างกัน "ฟาเรนไฮต์ รายงานให้ท่านเรเดียนทราบด้วย" เธอทรุดเข่าลงนั่ง
     "ค่ะ ท่านพี่เซลซิลี" นางฟ้าผมสีเงินตอบรับ เธอถอดเกราะช่วงลำตัวออก แล้วทิ้งไว้ตรงนั้น ก่อนที่จะบินไปยังวิหารหลักอันโอ่อ่า

     เพียงเสี้ยววินาที บางอย่างก็ได้บินขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และทิ้งตัวลงมาตรงหน้าเซลซิลีไม่ห่างนัก

ตึง!!

     ฆ้อนศึกของเอมม่าร่วงหล่วนลงมาตั้งกับพื้นก่อน ตามด้วยร่างของนางฟ้าชายและหญิงคู่หนึ่ง

     "อ้าก ฆ้อนเจ้าหนักชะมัด เอมม่า ตัวเจ้าก็ด้วย" 
     "เงียบซะ รูฟัส เจ้าอ่อนแอเกินไปแล้ว จงไปฝึกกับเซลซิลีสักห้าฤดูหนาว"
     "หน่วยกริฟฟอนของข้ายังอยู่ที่เมืองข้างล่างใช่หรือไม่" นักรบร่างสูงใหญ่แต่งชุดเกราะเต็มอัตราศึกเดินมาทางพวกเธอ

     เขาถือทวนที่ยาวมากกว่าปกติ แม้ว่าชุดเกราะของเขาจะใส่ปกปิดร่างกายแทบจะทุกส่วน ทว่ามันกลับดูเพรียวคล่องแคล่วมาก 

     "ห้วหน้าหน่วย ท่านไอเซน หน่วยกริฟฟอนของท่านยังคงอยู่เบื้องล่าง ไล่ล่าพวกปีศาจที่เหลือ" รูฟัสกล่าว
     "เช่นนั้น ข้าจะสานต่อเอง" ไอเซนกระโดดทิ้งตัวลงจากระเบียงไป

     กริฟฟอนตัวหนึ่งบินโฉบมารับเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำก่อนร่อนลงไป

     "เราเสียกำลังไปเยอะ นางฟ้าตกสวรรค์ตนนี้พลังไม่ธรรมดา นางเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง" รูฟัสกล่าวต่อ
     "นางศรัทธาในบางสิ่งจากก้นบึ้งของจิตใจ" เซลซิลีกล่าวพร้อมรวบผมของเธอ
     
     "มนุษย์จับตัวนางไปเพื่ออะไรกันล่ะ" 
   
      เอมม่าถามบ้าง เธอแบกฆ้อนของเธอขึ้นบ่าและเดินจากไป 
     
     "ข้าว่าพวกมนุษย์พร้อมจะต่อกรกับพวกเราแล้วล่ะ" เธอโบกมือลาเซลซิลีและรูฟัส

     เซลซิลีและรูฟัสติดใจอยู่กับคำถามของเอมม่า 

     "ท่านพี่คะ..." นางฟ้าตัวน้อยลุกขึ้นนั่งและขยี้ตาราวกับพึ่งตื่นนอน
     "อา... ข้าไม่เคยต่อกรกับศัตรูเยี่ยงนี้มาก่อน" โรไมน์ได้พึ่งสติ "ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรคะ ท่านพี่"

     เซลซิลีไม่ตอบกลับไปในทันทีเหมือนดั่งเคย

     "ข้าเอง...ก็ไม่อาจทราบได้" เซลซิลีตอบเสียงเอื่อยแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม







2 ความคิดเห็น