The New Eden สงครามเทวทูตแห่งสวนศักดิ์สิทธิ์

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 3 พรุ่งนี้ที่ไม่เคยมาถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ส.ค. 59

ตอนที่ 3  พรุ่งนี้ที่ไม่เคยมาถึง

 

            เมื่อมนุษย์ผจญผ่านอุปสรรคมามากมาย แต่ยังคงมีอุปสรรคทับถมเข้ามา นั่นย่อมทำให้ผู้นั้นเริ่มสิ้นหวังและทอดทิ้งความเชื่อมั่นในตัวไปและหันกลับไปพึ่งสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจจับต้องได้

 

                ข้าขอตัวเด็กนั่นก่อน เสร็จธุระแล้วข้าจะคืน เสียงในเครื่องสื่อสารเสนอ

                คัดค้าน ข้าขอ คาระ และข้าจะปล่อยรูทกลับไปนางฟ้าแย้ง

                รูทไม่เกี่ยวด้วย ตอนนี้เธอเป็นผู้ส่งสารเท่านั้น

                วาเลนไทน์ เจ้ามีอำนาจต่อรองน้อยมาก รับข้อเสนอข้าเถอะ

                ข้ากุมวิญญาณคาระอยู่ไงล่ะ พวกข้าเท่าทุนแต่ท่านจะเสียคาระต่างหาก

                งั้นเจ้าคงฆ่าเขาแต่แรกแล้ว เธอหันไปหานักรบตนหนึ่งและกระซิบบางอย่าง คาระได้แต่ดูสถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปเท่านั้น ข้ามีข้อเสนอใหม่ เจ้าสนใจหรือไม่

                ขอฟังก่อน

                ไม่รีรอเลยนะ เจ้าปล่อยคาระไป และเราทั้งสองฝ่ายจะไม่แตะต้อง คาระ ภายในสามวันนี้ตกลงไหม นางฟ้ายิ้มเล็กน้อย

                ... ที่ปลายสายกำลังครุ่นคิด ได้ ข้าตกลงตามนี้ จะไม่แตะต้อง คาระ ในสามวัน

 


                กลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่บรรยากาศแห่งความกดดันลดลง รูทปล่อยตัวคาระก่อนจะเก็บมีดของเธอเข้าที่ซองบริเวณต้นขาของเธอ

 

                คาระ กลับไปที่บ้านก่อน เธอพูดแกมบังคับ

                อืม แล้วเธอล่ะ ทั้งเธอและเหล่านักรบยังคงยืนประจัญหน้ากันด้วยความสงบ

                “…” รูทไม่ได้ตอบอะไร นางฟ้าส่งยิ้มให้คาระ

 

                ทันที่ที่คาระเริ่มก้าวเดินสถานที่แห่งนั้นรวมทั้งบรรยากาศได้เปลี่ยนไปเป็นสมรภูมิในชั่วพริบตา เหล่านักรบสวรรค์เข้ามาตั้งแนวโล่ขนาดใหญ่เบื้องหน้านางฟ้าผู้นั้นก่อนที่จะถูกระดมยิงอย่างหนักจากปืนของรูท แนวโล่เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเข้าหารูทเป็นจังหวะ กระสุนถูกโล่หักเหไปยังด้านข้างและด้านบนในขณะที่รูทเริ่มก้าวถอยหลัง นางฟ้าผู้ที่อยู่หลังแนวโล่นั้น ยกมือชี้ไปข้างหน้าส่วนอีกข้างหนึ่งกำมืออยู่ระดับสายตา เธออยู่ในท่าเตรียมยิงธนู เมื่อเธอดึงมือที่อยู่ระดับสายตาไปที่ข้างหูลำแสงสีเขียวได้ปรากฎขึ้นตามมือของเธอจนเป็นลูกศรหนึ่งดอก ตอนนี้เธอพร้อมที่จะปล่อยให้ศรนั้นพุ่งออกไปเหลือแค่รูทพลาดพลั้งเปิดช่องว่างเท่านั้น

 

                เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันไร้เหตุผลชะมัด!

 

                คาระได้แต่ลังเลว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้

 

                ช้าก่อน โรไมน์ นางฟ้าอีกองค์หนึ่งปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าคาระ

                ..ฟาเรนไฮต์ คาระอุทาน

                การต่อสู้ได้หยุดชะงักลง

                รูท เจ้ากลับไปก่อน โรไมน์ข้าจะไขข้อข้องใจให้ภายหลัง โปรดเชื่อใจข้าด้วย

               

                โรไมน์ลดมือลงและสั่งให้นักรบถอนตัวออก ส่วนรูทเธอค่อยๆเดินถอยเข้าไปในซอยที่อยู่ใกล้ที่สุดและหายตัวไป

 

                ไม่นึกว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้เลยนะ ฟาเรนไฮต์ โรไมน์ยิ้มเล็กน้อย

                ข้าก็เช่นกัน ข้ารู้ดีว่าภารกิจเราสำคัญ แต่ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่เข้ามากวนใจข้าและสำคัญต่อโลกนี้มาก

                “…” โรไมน์ทำท่าครุ่นคิด อะไรที่กวนใจเจ้ามักจะเป็นเรื่องที่ใหญ่น่าดูเลยล่ะ นำคระไปส่งที่บ้านเขา ข้าจะรออยู่ที่วิหาร

                ข้าจะตามไป ฟาเรนต์ไฮต์ตอบรับ

 

หลังจากที่ฟาเรนไฮต์และคาระแยกตัวออกมา ระหว่างทางเดินกลับไปยังบ้านของคาระนั้น ฟาเรนไฮต์เดินนำคาระด้วยท่าทีที่จริงจังต่างจากที่ผ่านมา คาระรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นจึงได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบๆ แต่คาระไม่สามารถที่จะทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้จึงรวบรวมความกล้าที่จะชวนเธอคุย

 

                “ขอถามอะไรได้ไหม

                ได้สิ เธอพูดโดยไม่หันมา

                อะไรที่กวนใจเธออยู่งั้นหรอ ฟาเรนไฮต์หยุดเดินในทันทีจนคาระเกือบจะชนเข้ากับหลังของเธอ เธอหันมาและมองเข้ามาที่ตาของคาระ สายตาของเธอได้สะกดคาระไว้ชั่วขณะ คาระสัมผัสได้ถึงความรู้สึกต่างๆทีฟาเรนไฮต์รู้สึก ทั้งความสับสน กลัว และเศร้า

 

                เรื่องที่กวนใจข้า…” ฟาเรนไฮต์หันไปมองทางอื่น ปีศาจที่โรงเรียนน่ะเธอหันกลับมามองที่ใบหน้าคาระอีกครั้ง เรื่องเดียวในตอนนี้ แค่นั้นแหละ  เธอหันกลับและเริ่มเดินนำอีกครั้ง ไปกันเถอะ คาระ

 

                เสียงของเธอดูขาดความเชื่อมั่นในบางสิ่งไปนะ หรือฉันคิดไปเอง?

 

                คาระไม่ได้ถามต่อและเดินตามเธอต่อไป เมื่อมาถึงบ้านของคาระ ฟาเรนไฮต์ยืนส่งคาระที่หน้าประตูบ้าน


                ไม่เข้ามาหรอ คาระถาม

                ข้าจะต้องไปแล้ว ไม่ต้องกังวลไปที่นี่เรากางอาณาเขตไว้แล้ว

                “แล้วความเสียหายที่โรงเรียนล่ะ ขืนปล่อยไว้คงไม่ดีเท่าไร

                เราทำให้เหมือนกับถูกหอกของมนุษย์ทำลาย

                เอ๋ หอกเนียนะ คาระเสียงหลง

                หอกที่มีพลังงานพวยพุ่งออกมาจากหางของมัน ในสงครามที่ผ่านมามนุษย์ก็ใช้งานมันจำนวนมหาศาลเลยล่ะ ฟาเรนไฮต์ตอบด้วยท่าทีเรียบเฉย

                งั้นขอไปศึกษาของแบบนั้นก่อนดีกว่า ไว้เจอกันใหม่ล่ะ

                อืม  ฟาเรนไฮต์พยักหน้า ปีกของเธอได้สยายออกและกระพือลงอย่างแรงจนส่งตัวเธอขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง

 

                เรื่องทั้งหมดนี่คืออะไรกัน มีแต่สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เหตุผลก็ไม่ได้บอก สักนิดก็ไม่

 

                คาระทิ้งตัวเองลงบนที่นอนด้วยความเหนื่อยล้า สมองเริ่มครุ่นคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

                ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ไม่มีที่มาที่ไป ความจริง มันคงเป็นสิ่งที่เราไม่ได้รับในตอนนี้ หรือเร็วๆนี้แน่ ถ้าเราไม่ได้ออกไปหาด้วยตัวเอง แต่

 

                พรุ่งนี้ละกัน วันนี้ขอพักก่อน

               

                08.17 pm.

                วันที่ xx เดือน yy

 

                แสงที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มลอดเข้ามาทางกระจกกระทบกับผนังกำแพงค่อยๆถูกความมืดกลืนทีละนิดจนกระทั่งสิ้นแสงนั้น คงเหลือเพียงแสงจากสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างหลอดไฟเท่านั้นที่เล็ดลอดเข้ามา ความมืดได้เข้าปกคลุมไปทั่วห้องนอน รวมถึงในใจของคาระด้วย

 

 

                เหวอ กะว่าจะขอแค่ห้านาทีเอง ดันกลายเป็นแบบนี้ซะได้ คาระสะดุ้งตื่นและลุกขึ้นนั่งเพราะแสงที่อบอุ่นและสว่างจ้าส่องเข้ามาภายในห้อง คาระเหลือบมองนาฬิกา

 

07.45 am.

วันที่ xy เดือน yy

 

                “นึกว่าจะสายอีกแล้ว” คาระโล่งอก

 

                “ นางฟ้าคืออะไรเสียงหนึ่งพูดขึ้น

 

                คาระตกใจสะดุ้งอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ทำให้คาระตาสว่างหายงัวเงียในทันที

 

                ใครน่ะคาระส่งคำถามไปในอากาศ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

 

                สิ่งมีชีวิตชั้นสูง ดวงจิตที่แข็งกล้า หรือ…” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเอง

 

                คาระลุกขึ้นยืนพยายามหาต้นตอของสียงนั้น

 

                เกิดจากความ สงสัย เสียงนั้นยังคงดังขึ้น

 

                ข้างนอกห้องงั้นหรอ

 

                คาระวิ่งไปที่ประตูห้องเพื่อออกไปหาที่มาของเสียงนั้น แต่แล้วคาระก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเปิดประตูออกไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะแรงดัน แต่เป็นเพราะไม่มีลูกบิดอยู่บนบานประตูนั้น

 

                นั่นใครกัน เล่นอะไรกันเนีย ฟาเรนไฮต์ คาระตะโกนถาม

                ความโกรธ ความเศร้า

                “….”

                “หรือ ความกลัว เสียงนั้นดังก้องกังวานภายในห้องของคาระ

               

                แสงสีส้มอ่อนสาดส่องมาที่แผ่นหลังของคาระและกำแพงห้อง ความอบอุ่นได้หายไปจากแสงนั้น แสงนั้นคือแสงของดวงอาทิตย์ยามเย็น

 

                นี่มันอะไรกัน คาระอุทานด้วยเสียงแผ่วเบา

               

                ทั้งที่พึ่งจะเช้าเองไม่ใช่หรอ ทำไมกัน

 

                “คาระ เสียงเรียกของผู้หญิงดังขึ้น คาระที่หันไปตามเสียงนั้นก็ต้องตกใจกับคนที่อยู่หน้าประตูเลื่อนทางออกสู่ระเบียงจนตัวเซไปไปข้างหลังชนกับประตูห้อง

                ไพน์ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คาระพูดด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ

 

แสงแดดสีส้มอ่อนเริ่มเลือนหายไปจากเส้นขอบฟ้า ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมอีกครั้งหนึ่ง

 

                คาระ ฉันต้องการเธอ ไพน์พูดด้วยเสียงราบเรียบ มากับฉัน ฉันจะทำให้เธอได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอต้องการ ไม่ว่าจะร่างกาย หรือ... ไพน์ยื่นมือเอื้อมมาหาคาระ แม้แต่จิตใจ เธอจะได้ไปทุกอย่าง

 

                ไพน์เดินเข้ามาใกล้กับคาระและเอื้อมมือทั้งสองข้างจับที่แก้มของคาระแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ สติของคาระหลุดลอยไปเพราะข้อเสนอที่เธอหยิบยื่นให้ คาระหน้าแดงและหายใจถี่ขึ้น หวั่นไหวจนเห็นได้ชัด

 

                ต่อให้เป็นความฝันก็ตาม มันยากที่จะปฏิเสธเหลือเกิน ไม่สิ ถ้าเป็นความฝันเราจะรับไว้ก็ได้นี ไม่ๆๆ มันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ บางอย่างที่ฉันนึกไม่ออก แต่ ไพน์ คือคนที่ฉันต้องการไม่ใช่หรอ ตอนนี้เธอมาหาเราถึงที่บ้านแล้วจะให้ปฏิเสธได้ยังไงล่ะ ทำไมความคิดทางเหตุผล มันดับสนิทเลยล่ะ มืดไปหมดทุกอย่าง

               

                ความมืดงั้นหรอ

 

                ช่วงเวลาใกล้ๆนี้ที่ผ่านมา ในความมืดเหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ส่องสว่างอยู่ ในเวลาที่อยู่ท่ามกลางความมืดฉันรู้สึกถึงมันเสมอ ดวงไฟสีฟ้าอ่อนๆสองดวง ราวกับว่ามันคอยเฝ้ามองตลอด คอยให้กำลังใจเสมอ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน

 

                วิญญาณของเจ้า ต้องตกเป็นของข้า

 

                คาระได้สติและใช้มือดันร่างของไพน์ออกไปเล็กน้อย

 

                เมื่อกี้นี้ เธอพูดว่าอะไรนะ คาระถาม

                ก็ ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิต..

                ไม่ใช่ หลังจากนั้นสิ

                เอ่อ ไม่ ฉันยังไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น

                “ไพน์ ฉันขอถามอะไรสักอย่างนะ

                อืม ได้สิ

                “เธอ ชอบเค้กอะไรมากที่สุด”

                ...

                “...”

                “บราวนี่ ฉันชอบบราวนี่ ทำไมหรอ” ไพน์ตอบ

               

                เมื่อคาระได้ยินคำตอบนั้นก็เริ่มหน้าซีดและก็อ้าปากค้างไปครู่หนึ่ง

               

                “ให้ตายเถอะ เวรล่ะคราวนี้” คาระดึงมือกลับจากร่างกายของไพน์

                “เป็นอะไรไปหรอ คาระ” ไพน์เอียงคอเล็กน้อยด้วยท่าทีสงสัย

 

                “ฟาเร......”

 

                ก่อนที่คาระจะได้พูดจบ มือของไพน์ได้พุ่งเข้ามากดที่ปากของคาระจนศีรษะกระแทกกับกำแพง มีเพียงเสียงอู้อี้แสดงความเจ็บปวดลอดผ่านออกมาจากมือของไพน์เท่านั้น

 

                “จุ๊ๆๆ อย่าดีกว่า เมี้ยว” ไพน์ใช้นิ้วชี้ส่ายไปมากลางอากาศหน้าคาระ แต่คราวนี้นิ้วของเธอยาวขึ้นอย่างผิดปกติ ใบหน้าของไพน์บิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ผมด้านหน้ายาวลงมาปิดดวงตาของเธอไว้ เหลือให้เห็นตั้งแต่จมูกลงมาเท่านั้น “ข้ายังไม่อยากเล่นกับพวกนักรบตอนนี้น่ะ เมี้ยว”

                “อืออออ่อยอิโอย” คาระพยายามจะพูด

                “ว่าไงนะ เมี้ยว นายของข้าจะต้องดีใจแน่ๆ ที่ข้าได้เจ้ามาแล้ว” เธอยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจคาระ “แต่เพื่อเป็นหลักฐาน ข้าจะทำสัญลักษณ์ที่หัวใจของเจ้าก่อนล่ะ เมี้ยว”

 

                เธอใช้มืออีกข้างที่มีนิ้วที่ยาวผิดปกตินั้นยื่นเข้ามาใกล้หน้าอกของคาระ เมื่อสัมผัสถึงตัวคาระ เขารู้ได้ทันทีว่านิ้วที่ยาวนั้น ความจริงมันคือโลหะปลายแหลม เมื่อเธอใช้โลหะจิ้มผ่านเสื้อของคาระ ก็ใช้สิ่งนั้นกรีดเสื้อของเขาออกโดยไม่สะดุด มันไม่เพียงแต่มีปลายแหลมเท่านั้น โลหะนั้นมันก็คมมากด้วย

                คาระพยายามใช้สองมือดึงมือของที่กดปากของเขาออก แต่ก็เปล่าประโยชน์มือนั้นยังไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว เมื่อเสื้อของคาระขาดออกจากกัน หญิงสาวที่มีนิ้วเป็นโลหะแหลมคมก็เงื้อมือหมายจะแทงเข้ามากลางอกของคาระ

 

                “พร้อมล่ะนะ เมี้ยว”

                “อาย อ้อมอ้าอะไออะ” คาระพยายามดิ้นให้หลุดออกจากมือที่ตรึงเขาไว้

                “หนึ่ง”

                “อุดอ่อน เอียว” คาระทำมือทั้งสองข้างประกอบเป็นตัวอักษรที ในภาษาอังกฤษ

                “สอง”

                “อา..”

                “สาม เมี้ยว” เธอยิ้มที่มุมปากและแทงนิ้วทั้งห้าเข้ามาที่อกของคาระ

 

                สติของคาระเลือนราง ก่อนที่จะดับวูบไป

 

 

                “อยากรู้จริงๆเลยล่ะ เมี้ยว อะไรเศร้ากว่ากัน ระหว่างตายโดยไม่ทรมานกับไม่มีโอกาสรอดเลยน่ะ เมี้ยว”

 

 

                นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่คาระได้ยินก่อนที่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ในห้องนอนของตัวเอง คาระมีท่าทีผวาตกใจจนหอบ ไม่นานจากนั้นเขาก็เริ่มสำรวจตัวเอง ใช้มือลูบไปทั่วทั้งตัวโดยเน้นที่หน้าอกและบริวณปากของเขา

 

                “เป็นฝันที่โหดร้ายชะมัด” คาระถอนหายใจ แล้วเหลือบมองนาฬิกา

 

                ขอให้เป็นแค่ฝันเถอะ

               

                11.11 pm.

                วันที่ xx เดือน  yy              

 

                “ให้มันเป็นอย่างนี้สิ นอนเอาแรงดีกว่า” คาระล้มตัวลงนอนอีกครั้งหนึ่ง “ขออย่าให้ฝันอะไรบ้าๆแบบนั้นอีกเลย ขอเถอะ”


                “ไม่ชอบฝันแบบนั้นงั้นหรอ เมี้ยว”

 

                คาระสะดุ้งจนทำให้ตกจากเตียง คาระดึงดาบออกจากฝักซึ่งวางไว้ใต้เตียงยันตัวเองลุกขึ้นมาด้วยความรวดเร็วและตั้งท่าต่อสู้โดยชี้ดาบเฉียงขึ้นไปด้านหน้า

ที่ขอบเตียงอีกด้านหนึ่งมีหญิงสาวผมยาวนั่งไขว่ห้างมือยันไปข้างหลังหันหน้าออกไปที่ระเบียงโดยมีพระจันทร์เต็มดวงกลมโตสีเทาเหลืองเป็นฉากหลัง ทำให้คาระเห็นร่างของเธอเป็นเงาดำเท่านั้น แสงที่สาดส่องมากระทบกับขอบเรือนร่างนั้นทำให้เธอดูเหมือนมีรังสีของปีศาจ แสงนั้นสำหรับคาระมันคือความสวยงามแต่ก็รู้สึกราวกับว่าถูกแสงนั้นทิ่มแทงจิตใจ เพราะอาจเป็นแสงสุดท้ายที่จะได้เห็น

 

                “แหม อยากรู้จัง เมี้ยว ใครกันที่สอนให้เอาดาบวางไว้ในที่เหมาะเจาะขนาดนั้น” เธอพูดโดยไม่หันมามองคาระ “ความรัก ความหลงใหล ความสงสัย ความโกรธ ความเกลียด ความสิ้นหวัง..” เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นที่มีนิ้วโลหะแหลมคมขึ้นข้างตัวและส่ายนิ้วไปมาในอากาศ เงาของนิ้วนั้นได้พาดผ่านไปที่ตัวของคาระพาดไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คาระรู้ได้ถึงความกดดันบีบคั้นราวกับว่า เงานั้นคือมือของเธอที่ใช้นิ้วเชือดเฉือนผ่านร่างกายของคาระจริงๆ เธอหยุดนิ้วที่ส่ายไปมาแล้วหันหน้ามองข้ามไหล่มาที่คาระ

 

“ความกลัว”

 

ดาบที่คาระถือสั่นไหว ใบหน้าของคาระแสดงความหวาดกลัว คาระพยายามขบฟันให้ติดกันเพื่อไม่ให้มันสั่นกระทบกันจนเกิดเสียง เธอลุกขึ้นยืนหันมาหาคาระด้วยท่าทีสงบแต่จิตสังหารนั้นปกคลุมรอบตัวเธอ

 

 

                “ราตรีสวัสดิ์นะ เมี้ยว”

 

               

 

                ทันใดนั้นประตูห้องของคาระก็ได้เปิดเข้ามา ทำให้บรรยากาศที่ชวนกดดันได้หยุดชะงักลงในทันที

 

                “เป็นฉันจะบอกว่า Sweet Dream นะ มันฟังดูลื่นหูกว่า” เสียงหญิงสาวดังขึ้น ก่อนที่จะมีคนเดินเข้ามา เธอสวมผ้าคลุมยาวคลุมถึงเข่ามีฮูดคลุมศีรษะ ภายใต้ผ้าคลุมนั้นไม่สามารถเห็นหน้าของผู้สวมใส่ได้ แต่พอเดาได้ว่าเป็นผู้หญิง “ฉันมีธุระที่นี่น่ะ แต่ไม่นึกว่าจะมีแขกอยู่ก่อน” เธอเปิดฮูดออกเสยไปด้านหลังแล้วเดินมาที่คาระ

 

                “มีอะไรให้ช่วยมั้ย คิระ” เธอถาม

                “เอ๋..” คาระงุนงง

                “อ้อ ไม่สิ คาระ คาระ” เธอยิ้มแหยๆ “มีเชื้อสายญี่ปุ่นงั้นหรอ คิระไม่เคยเล่าให้ฟังซะด้วย”

                “อ่า ครับ”

                “อ้อ ลืมแนะนำตัว..” เธอกระแอมเล็กน้อย “เอ่อ เรียกว่า..” เธอครุ่นคิด

 

 

                “เรียกฉันว่า Valentine ละกัน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น