WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 13 : 第十二章 - ความจริง ๑/๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 พ.ค. 59


王源的梦想

#ความฝันของหวังหยวน

 

 

 

๑๒

 

 

 

หม่าซือหยวน’s talked

ข้าเกือบจะลืมไปแล้ว...ว่าการนั่งสูดอากาศโดยไม่ต้องคิดอะไร และปล่อยให้จิตใจได้ผ่อนคลายนั้นมันเป็นเช่นไร และได้ลืมเลือนไปแล้วว่ามันรู้สึกดีขนาดไหน

แต่ก่อน...ณ ที่แห่งนี้ ที่สวนหลังตำหนักใหญ่นี่ เคยเป็นสถานที่ที่ข้าและองค์จักรพรรดิมักจะหนีออกมานั่งเล่นกันเสมอ เวลาที่ในวังมีแต่เรื่องน่าปวดหัวของเหล่าขุนนาง ข้ายังจดจำความสุขในช่วงเวลานั้นได้ แม้มันจะเลือนรางไปมากแล้วก็ตามที

ข้านึกอยากให้ตัวเองสามารถจดจำความรู้สึกทุกอย่างได้เหมือนอย่างแต่ก่อนนี้ แต่โชคร้ายที่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ที่เขาพูดกันว่ากาลเวลาพรากชีวิตของคนเราไปโดยไม่รู้ตัวนั้น เห็นทีจะเป็นเรื่องจริง

 

“ข้าอยากฟังคำอธิบาย” จุนไคที่ยืนอยู่ข้างๆข้าเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากเมื่อราวๆสิบนาทีที่แล้วเขาเอ่ยถามเหตุผลข้า ว่าเหตุใดข้าจึงต้องจากเขาไป

ข้ารู้ว่าอย่างไรสักวันเขาก็ต้องเอ่ยถามคำถามนั้นกับข้าแน่ ตลอดเกือบทั้งหนึ่งเดือนที่ข้ากลับมา ข้าก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเขาจริงจังมากนัก (เพราะงานที่รุมเร้าจนแทบไม่มีเวลาขยับตัวของเขา) จนข้าแอบคาดหวังอยู่ในใจไปแล้วว่าเขาคงจะไม่เอ่ยถามอะไรข้าอีก แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยถามความจริงกับข้าอยู่ดี

ข้าหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน การจะพูดเหตุผลทั้งหมดให้จุนไคเข้าใจได้นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่ข้าจะสามารถทำได้ แต่ข้าก็รู้ดีว่าข้าคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนี้ไปได้อีก เพราะจุนไคคงไม่ยอมแน่ๆ และเวลาของข้าก็แทบจะไม่เหลือแล้วเช่นกัน

“มีเหตุการณ์นับร้อยที่เกิดขึ้นกับข้า และเชื่อเถิดว่าข้าอยากจะเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด” ข้าพูด “แต่มันก็กลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้ยากเย็นเหลือเกิน”

“....”

“เจ้าจำได้หรือไม่เมื่อนานมาแล้วที่ข้ามักจะฝันร้ายอยู่เสมอน่ะ”

จุนไคพยักหน้า “ข้าต้องจำได้แน่นอนอยู่แล้ว”

“อันที่จริงแล้ว...ข้าฝันร้ายก่อนที่จะเข้ามาอยู่กับเจ้าในวังเสียอีก สารภาพตามตรงเลยว่าแต่ก่อนข้าไม่เคยเชื่อหรอก ว่าการต้องชะตา หรือการทำนายทายทักใดๆนั้นจะมีอยู่จริง จนกระทั่งข้าเริ่มฝัน...” ข้าสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพูดต่อ “ข้าฝันถึงเจ้า...กับเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก”

“ข้ากับเหตุการณ์ไม่ดีอย่างนั้นรึ” จุนไคขมวดคิ้วหน่อยๆพร้อมกับถามทวน

“ใช่...” ข้าตอบ “สถานการณ์ไม่ดี ในแบบที่เจ้าไม่อาจจินตนาการถึงได้เลยล่ะ”

ใจข้ารู้สึกโหวงไม่น้อย เมื่อต้องนึกถึงความทรงจำเหล่านั้น สำหรับข้าแล้วมันช่างเป็นความทรงจำที่ปวดร้าว และไม่น่าจดจำเอาเสียเลย แต่น่าแปลกที่มนุษย์เรามักจะลืมความสุข และจดจำความทุกข์ได้ดีกว่า

“ข้าเฝ้าฝันถึงเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ำๆอยู่นานหลายเดือน แต่ข้าก็ไม่เคยเอ่ยปากเล่าให้ใครฟังหรอก เจ้าพอจะนึกออกใช่ไหม ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน มันก็เป็นแค่ความฝันของเด็กที่สูญเสียครอบครัวเพราะสงคราม ไม่ว่าข้าเลือกที่จะพูดกับใคร เขาคงคิดว่าข้าแค่เสียใจที่ไร้ซึ่งครอบครัวแน่ๆ”

“....”

“แล้ววันหนึ่งหลินหลินก็มาพบข้า นางบอกข้าเกี่ยวกับคำทำนาย....บอกว่าข้าต้องดวงชะตากับเจ้า และอยากให้ข้าเข้าไปอยู่ในวังกับเจ้า ข้าเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเลยด้วยซ้ำตอนที่หลินหลินพูดจบ เจ้าไม่คิดรึว่ามันฟังดูเพ้อเจ้อเกินไปหน่อย”

ข้าหันไปมองหน้าจุนไคอย่างขอความเห็น ทว่าเขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆแทนคำตอบก็เท่านั้น

“และที่น่าขันไปกว่านั้นคือคำทำนายบอกว่าหากมีข้า ชีวิตการเป็นจักรพรรดิของเจ้าจะราบรื่น และยังคงอยู่ ในเวลานั้น ข้าไม่เข้าใจความหมายของมันเลย สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือมันช่างไร้สาระสิ้นดี นี่คำทำนายให้ข้ากลายเป็นตุ๊กตานำโชคของเจ้าไปเสียแล้วอย่างนั้นรึ”

“ข้าจำได้ว่าต้องเกลี่ยกล่อมเจ้าอยู่นานเลย” จุนไคอมยิ้ม “แต่สุดท้ายเจ้าก็ยอมไม่ใช่รึ”

ข้าเหม่อมองไปยังผืนน้ำตรงหน้าที่สั่นไหวไปตามแรงลมบางเบา

“ใช่...แต่ก็ไม่ใช่เพราะข้าเชื่อในคำทำนายเหล่านั้นหรอก” ข้าบอก “แต่เป็นเพราะอยู่ๆข้าก็คิดขึ้นมาได้ว่าการอยู่กับเจ้าอาจจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ได้ อย่างน้อยๆข้าก็มั่นใจได้ว่า ข้าจะมีเจ้าคอยยืนอยู่กับข้าเสมอในเวลาที่ข้าไม่มีใคร...”

หลังจากที่ข้าและจุนไคสูญเสียครอบครัวไปในสงคราม การมีเขาก็กลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตข้าไปโดยปริยาย สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของข้าไม่ใช่การมีเงินทองหรือสมบัติมหาศาลใดๆ แต่มันคือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ข้ารักและไว้ใจ

พูดไปก็ราวกับโชคชะตาจงเกลียดจงชังข้า ถึงได้ทำให้ช่วงเวลาดีๆของข้าหมดไปอย่างรวดเร็วนัก ข้าแทบไม่มีเวลาเตรียมใจกับสิ่งที่ข้าต้องเจอ...

 

“แต่แล้วทุกอย่างก็แย่ไปหมด...ข้ายังคงฝันร้าย และฝันร้ายของข้าก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าข้าจะย้ายเข้ามาอยู่ในวังแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์เลวร้ายพวกนั้นก็ยังไม่หายไป มันเกิดขึ้นซ้ำๆในหัวของข้า แล้ววันหนึ่งข้าก็ได้พบกับสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความฝัน...” ข้าพยายามกลืนน้ำลายหนืดๆลงคอ “ราวกับมันหลุดออกมาจากฝัน เพื่อพูดคุยกับข้า...”

มือของข้าเริ่มสั่นไปหมดเมื่อถึงความทรงจำนั้น ราวกับอากาศโดยรอบได้เย็นลงไปอีกหลายเท่าตัว และจู่ๆลมหายใจของข้าก็เกิดติดขัดขึ้นมาเสียดื้อๆ

“เหล่านักพยากรณ์เรียกมันว่าความตาย เจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนคนเสียสติไหมพอพูดถึงอะไรอย่างนี้” ข้าหัวเราะฝืดๆ ทว่าข้ากลับรู้สึกอยากร้องไห้ทุกครั้งที่พยายามเปล่งเสียงหัวเราะ

ภาพในอดีตฉายย้ำเข้ามาในความคิดของข้า ความมืดดำ ความหวาดกลัว ความอึดอัด และความรู้สึกทั้งหมดที่ข้าได้สัมผัส วินาทีสุดท้ายก่อนที่จุนไคจะสิ้นลมหายใจในฝันของข้า และการสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมร่างกายที่โทรมเหงื่อและสั่นเทา

มันทำให้ข้าทั้งจิตตก และหวาดระแวง ข้าคล้ายกับคนมีบุคลิกแปรปรวนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังในความมืด แต่ข้าก็ยังไม่สามารถที่จะเล่าความฝันอันเหมือนจริงที่สุดนี้ให้ใครฟังได้อีกอยู่ดี เพราะเพียงแค่ข้าคิดกับตัวเอง ข้ายังรู้สึกได้ว่ามันฟังดูบ้าสิ้นดี

และข้าก็กลัวเหลือเกินว่าจุนไคจะคิดเช่นนั้น...

 

จุนไคส่ายหน้า พร้อมกับใช้ปลายนิ้วของเขาปาดน้ำตาที่ข้างแก้มข้าออกแผ่วเขา ตอนนั้นเองที่ข้าได้รู้ว่าตัวเองได้ร้องไห้ไปแล้ว

 

“ความตายพยายามฉายภาพการตายของเจ้าให้ข้าดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาบอกข้าว่ามันจะเกิดขึ้นจริงแน่ๆเพียงแค่รอโอกาสซึ่งอาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรือห้านาทีต่อจากนี้ เว้นเสียแต่จะมีการแลกเปลี่ยน...”

ข้าเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับปาดน้ำตาออก ข้าไม่ได้จะพูดเรื่องนี้เพื่อร้องไห้เสียใจหรือแสดงความขลาดกลัวอะไรเสียหน่อย เพราะต่อให้ข้าร้องไห้จนน้ำตาเหือดหายไปสักเท่าใด ข้าก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งต่างๆในอดีตได้อยู่ดี และถึงแม้ว่าข้าจะเกลียดคำพยากรณ์โง่เง่าพวกนั้นมากแค่ไหน แต่ข้าก็ไม่เคยคิดที่จะอยากให้มันเปลี่ยนแปลง

สารภาพตามตรงว่าข้าโกรธหลินหลินมากที่นำคำพยากรณ์เหล่านั้นมาสู่ข้า ข้าโกรธที่นางเอาแต่สรรเสริญเยินยอว่ามันคือทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นทางเลือกดีที่สุดสำหรับทุกคน มิหนำซ้ำนางยังพาหวังหยวนมาที่นี่ให้เรื่องต่างๆวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

“ตอนนั้นเองที่ข้าได้เข้าใจความหมายของคำพยากรณ์เหล่านั้น ความหมายของคำพยากรณ์ที่พาข้ามาหาเจ้า”

“ข้าไม่เข้าใจ” จุนไคดูสับสน คิ้วหนาๆของเขาขมวดเข้าหากัน

“โลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากนอกเหนือจากมนุษย์ที่เจ้าควรหวาดกลัวองค์จักรพรรดิ ยังมีอะไรอีกมากที่เจ้าไม่เข้าใจ ชีวิตของเจ้าไม่ได้ยืดยาวและสวยงามอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้” ข้าเปลี่ยนไปเรียกเขาด้วยสรรพนามที่ข้ามักเรียกเวลาที่เราจะเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง “นี่คือเหตุผลที่ชะตาเราทั้งคู่ต้องกัน และข้าก็ได้ทำการแลกเปลี่ยนไปแล้ว...”

“น...นั่นมัน....”

แววตาของเขาทั้งสับสนและปวดร้าว เขาขบกรามแน่นก่อนจะพูด

“หมายความว่าอย่างไร เจ้าคงไม่ได้หมายถึง...”

“หมายความว่าข้าต้องจากเจ้าไปหากข้าไม่ต้องการให้เจ้าตาย”

“ใครขอให้เจ้าทำแบบนั้นกันเล่า!

เขาจับไหล่สองข้างของข้าไว้แน่น สายตาผิดหวังของเขาที่มองมาที่ข้าทำให้ข้าอยากจะล้มทั้งที่ยังยืนอยู่

“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปไหนเลย เจ้าเชื่อคำพยากรณ์พวกนั้นมากกว่าเลือกที่จะอยู่กับข้าเสียอีก เหตุใดเจ้าจึงได้โง่นักหม่าซือหยวน! ใครให้เจ้าตัดสินใจไปเองเช่นนั้น ข้าขอร้องให้เจ้าทำเพื่อข้างั้นรึ ข้าบอกเจ้ารึว่าข้ากลัวความตาย!

“แต่ข้ากลัว!” ข้ากำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น “ข้ากลัวมาก เจ้าเข้าใจไหม!

“....”

“หากเจ้าตายอย่างภาพที่ข้าเห็นแล้วข้าจะทำอย่างไร เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่ได้รึ แล้วไหนจะผู้คนที่หวังพึ่งพาเจ้า ประชาชนของเจ้า แผ่นดินของเจ้า พวกเขาไม่มีเจ้าไม่ได้หรอกนะองค์จักรพรรดิ เช่นนั้นแล้วจะให้ข้าเลือกเห็นแก่ตัวได้อย่างไร”

องค์จักรพรรดิชะงัก

“เจ้าไม่รู้หรอกว่าในตอนนั้นข้ารู้สึกกลัวมากเพียงใด หากเป็นเจ้าจะทำอย่างข้าไหม หากเป็นเจ้าที่ต้องเห็นภาพคนที่สำคัญที่สุดของเจ้าตายซ้ำแล้วทำเล่า เจ้าจะทำอย่างข้าหรือเปล่า จะทนได้รึ แน่นอนว่าไม่! เช่นไรเจ้าก็ต้องทำอย่างข้าองค์จักรพรรดิ!

องค์จักรพรรดิสบถด้วยความหงุดหงิด “ชั่วชีวิตข้าปรารถนาเพียงให้เจ้ามีความสุข ให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้าก็เท่านั้น ทำไมเจ้าไม่บอกอะไรข้าเลย เราหาทางออกอื่นร่วมกันก็ได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเช่นนั้นเลยแม้แต่นิด!

“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ!” ข้าขึ้นเสียง แล้วพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “คำทำนายไม่เคยผิดพลาด มันพาข้ามาที่นี่เพื่อช่วยให้ชีวิตการเป็นจักรพรรดิของเจ้าราบรื่น เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ได้ให้ข้ามาเพื่ออยู่เคียงข้างเจ้า

“....”

“จงเข้าใจความหมายของมันเสียที!

จุนไคเงียบไป

“ข้าเกลียดคำพยากรณ์ แต่ต่อให้เกลียดอย่างไรข้าก็ไม่อยากที่จะปฏิเสธมันหากมันเป็นเรื่องของเจ้า” ข้ากลับมาพูดในระดับเสียงที่เป็นปกติได้อีกครั้ง แม้ช่วงลำคอของข้าจะจุกไปหมดเพราะพยายามข่มกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ “สิ่งที่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้มีเพียงเท่านี้ เจ้ารู้เพียงแค่ข้ามีความจำเป็นที่จะต้องจากเจ้าไป ไม่เคยคิดที่จะทิ้งเจ้าไว้เลยแม้แต่นิด”

องค์จักรพรรดิยืนนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะเข้ามาสวมกอดข้าเอาไว้ ความอุ่นจากร่างกายเขาช่วยให้ปลายนิ้วเย็นของข้าอุ่นขึ้นมาได้นิดหน่อย ข้าหลับตาลงเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้สึกในอ้อมกอดนี้เอาไว้ให้เนินนานที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้

“เจ้ามันโง่” จุนไคพึมพำ “เหตุใดจึงได้ทำอะไรเพื่อข้าถึงเพียงนั้น ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตอบแทนเจ้าได้อย่างไร”

“แค่เจ้ามีชีวิตอยู่ เท่านั้นก็มากพอแล้วสำหรับข้า”

เราทั้งคู่นิ่งอยู่อย่างนั้นจนเริ่มสงบ ข้าก็ผละออกจากอ้อมกอดของเขา ราวกับภูเขาไฟสักลูกได้ถูกยกออกจากอกข้า ความอึดอัดในใจข้าเบาบางลงมากเมื่อเทียบก่อนหน้านี้

 

“เจ้าเปลี่ยนไปมากนะองค์จักรพรรดิ” ข้าพูดขึ้น “ไม่ใช่แค่เพียงลักษณะภายนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ใจเจ้าก็เปลี่ยนไปด้วย”

“....” จุนไคดูตกใจเลยทีเดียวที่จู่ๆข้าเอ่ยเช่นนั้นออกมา

ข้าเกลียดความรู้สึกที่ต้องยอมรับเรื่องอะไรเช่นนี้ แต่การที่จุนไคเอาแต่สับสนตลอดทั้งหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นก็แสดงให้ข้าเห็นมามากพอแล้วว่าเขากังวลแค่ไหนที่ต้องทำให้หวังหยวนเสียใจ และข้าก็ไม่ใช่บุคคลเพียงหนึ่งเดียวอีกแล้วที่เขาใส่ใจความรู้สึก นั่นไม่ได้หมายความว่าหวังหยวนสำคัญกับเขามากหรอกรึ

ที่ว่ามายังไม่รวมถึงที่เขามักจะออกไปหาหวังหยวนหลังจากที่ข้าเข้านอนแล้วแทบทุกคืน อันที่จริงจะเรียกว่าเขาออกไปหาหวังหยวนก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะเขาไม่เคยเข้าไปหาหวังหยวนเลยสักครั้ง เขาทำได้เพียงแค่นั่งมองหน้าต่างตำหนักเชียนซีอยู่ไกลๆ

และแม้จะทำได้เพียงแค่นั้นเขาก็ยังทำ...

เขายังคงสั่งให้ขุนนางคนสนิทของเขา นำรถม้าไปรอหวังหยวนทุกๆสามวัน และยังคงรอคอยการกลับมาของหวังหยวนอยู่เสมอ แม้จะได้รับรู้ผ่านทางคำพูดแทนที่จะได้เห็นด้วยตาก็ตาม

เขามักจะสั่งครัวหลวงให้ทำอาหารที่หวังหยวนชอบ และกำชับคนในตำหนักให้นำอาหารไปส่งให้ตรงเวลา บ่อยครั้งที่เขาพูดคุยกับข้า แต่ข้าไม่รู้สึกเหมือนเขาอยู่กับข้าเลยแม้แต่นิด และแม้ว่าเขาจะพยายามดูแลข้าให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถดูแลได้ ข้าก็รู้สึกได้ว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ข้าไม่อยากพูดถึง เช่นนี้แล้วคงไม่แปลกใช่หรือไม่ ที่ข้าจะรู้สึกอิจฉาหวังหยวน และข้าก็หงุดหงิดมากทีเดียวที่ข้ารู้สึกเช่นนั้น

“ข้าไม่โกรธหรอกที่เจ้าเปลี่ยนไป และข้าก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของหวังหยวนด้วย หากถามว่าใครคือคนผิด เห็นทีคงเป็นโชคชะตา” ข้าบอกไปตามที่ข้ารู้สึก ใช่อยู่ว่ามันค่อนข้างเจ็บปวด แต่ข้าก็คงไม่สามารถหลอกตัวเองต่อไปได้อีก จุนไคเองก็เช่นกัน

“ข...ข้าไม่...” จุนไคพูดตะกุกตะกัก

“ไม่ได้รู้สึกอะไรกับหวังหยวนงั้นรึ” ข้าหัวเราะออกมาหน่อยๆ “เจ้ายังโกหกได้แย่เหมือนอย่างเคยเลยนะหวังจุนไค ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หัวใจเจ้าเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ มันไม่ได้เต้นแรงแล้วเมื่อเจ้าอยู่ใกล้ข้า แม้กระทั่งเวลานี้เจ้าก็ยังคิดถึงเขาเลย ข้าพูดถูกไหม”

จุนไคเม้มริมฝีปากแน่น ข้ารู้ว่าเขาคงรู้สึกอยากจะรับผิดชอบความรู้สึกที่มีต่อข้า ไม่ใช่ว่ามันง่ายหรอกนะที่ข้าทำใจดี ปล่อยเขาไปง่ายๆอย่างนี้ แต่ครั้นจะรั้งเขาไว้ให้จมอยู่กับข้าผู้ซึ่งไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาได้แล้ว มันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ

“เจ้า..........รู้ได้อย่างไรกัน” เขาเกาท้ายทอยเบาๆ “ว่าข้าคิดอะไรอยู่”

ข้ายักไหล่ตอบเขา “ข้ารู้มากกว่านี้อีกด้วยซ้ำ”

“ข้า...ข้าขอ....”

“เจ้าอย่าได้เอ่ยขอโทษข้าเชียวนะ” ข้ารีบเอ่ยแทรกขึ้น “เราไม่ได้เลิกรักกันเสียหน่อยเจ้าจะขอโทษข้าไปทำไม จริงไหม”

จุนไคมองหน้าข้า เขายิ้มบางๆก่อนจะพยักหน้ารับ

“ข้ารู้ว่าเจ้ารักข้า ข้าเองก็รักเจ้าไม่ต่างกัน รักกว่าสิ่งใดบนโลกใบนี้” ข้าคว้ามือเขามากุมเอาไว้ “และไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรข้าจะรักเจ้าเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง”

“....”

“เจ้าจะเป็นคนสำคัญ” ข้าระบายยิ้มออกมา “และเป็นครอบครัวของข้าเสมอ”

เขาใช้มืออีกข้าลูบหัวข้าแผ่วเบา “เจ้าเองก็จะสำคัญกับข้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ข้าจะรักเจ้าที่สุดเท่าที่ข้าคนนี้จะรักได้”

“....”

“แม้ว่าจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ข้าบอกเจ้าไปนั้นทุกอย่างนั้นคือความจริง มันมาจากหัวใจข้าจริงๆ เจ้ารู้ใช่ไหม”

ข้าพยักหน้าตอบ

“อย่าทำให้ข้าเริ่มลังเลที่จะปล่อยมือเจ้าได้ไหม” ข้าพูดติดตลก “เดี๋ยวข้าก็ประกาศสงครามแย่งเจ้าคืนมาจริงๆเสียนี่”

จุนไคหัวเราะเบาๆ

“เรื่องหวังหยวน...คงจะสายเกินไปแล้วที่ข้าจะห้ามอะไรเจ้า เพราะในเมื่อเจ้าให้ใจเขาไปแล้วมันคงไม่มีประโยชน์อะไร” ข้าบอกกับเขา “เช่นนั้นเจ้าก็คงต้องระวังใจของเจ้าไว้ให้มาก ในเมื่อเจ้ากล้าที่จะเสี่ยงกับความรัก เจ้าก็ต้องกล้าที่จะยอมรับผลของมัน หากมันเกิดอะไรที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจขึ้นมา...จงอย่าได้กนด่าตัวเองว่าหม่าซือหยวนเตือนข้าแล้วเหตุใดข้าจึงไม่ฟัง

“....”

“และจงอย่าลืมว่าหวังหยวนไม่ใช่คนในภพนี้ หากเจ้ากลัวว่าจะเสียใจ เจ้าสามารถถอนตัวได้เสมอ”

จุนไคเลิกคิ้วขึ้น “หากทำเช่นนั้นก็คงไม่สมกับเป็นข้าน่ะสิ”

“เช่นนั้นก็สุดแต่เจ้าจะต้องการ”

ข้าใช้มือสองข้างจับที่ข้างแก้มของเขาเอาไว้

“น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าได้นานนักเพราะข้ามีเวลาจำกัด การแลกเปลี่ยนมีเวลาของมันเสมอ” ข้ายิ้ม “แต่ข้าจะไม่เสียใจหรอก เพราะอย่างน้อยข้าก็ได้กลับมาพบเจ้าแล้ว”

“หมายความว่าเจ้าจะต้องไปอีกอย่างนั้นรึ” จุนไคหน้ามุ่ย จนข้าอดไม่ได้ที่จะต้องลอบขำเบาๆ น่าแปลก...ที่ครั้งนี้มันไม่ได้น่าเจ็บปวดอย่างที่ข้าคิด

ข้าพยักหน้าแทนคำตอบ

“อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบวันที่ข้าจากไปแล้ว”

“แล้วเจ้าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่”

“ไม่รู้สิ” ข้าตอบ “คงอีกแสนนาน”

End หม่าซือหยวน’s talked

 

 

 

 

 

 

สักพักแล้วที่หม่าซือหยวนไปจากตรงนี้ ตั้งแต่ที่เสียงเอะอะโวยวายของหลินหลินกับหม่าซือหยวนเริ่มเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเหล่านางในขาเม้าท์ และเหล่าทหาร เขาก็สบถด่าหลินหลินพร้อมกับเดินหนีไป

ทว่าตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผมกลับนั่งเงียบ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดหรือเอ่ยถามอะไรออกไปดี เพราะที่ผมฟังพวกเขาทั้งสองคนทะเลาะกันมานั้น เรื่องมันก็ชักจะไปกันใหญ่ และทำให้ผมเริ่มตั้งคำถาม...ว่าผมมาที่นี่ได้เพราะอะไรกัน

 

“เจ้า...ไม่อยากจะถามอะไรข้าเลยรึ” หลินหลินถามขึ้น หลังที่เธอและผมแข่งกันเงียบมาจนเกือบจะครึ่งชั่วโมงได้

“อยากสิ” ผมตอบ “อยากถามเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มจากอะไร”

“....”

“เธอรู้อะไรไหม...ฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าการมาที่นี่ของฉันมันคือเรื่องผิดปกติ” ผมพูด “แบบว่าคนอื่นๆทำแบบฉันไม่ได้น่ะ แล้วฉันก็เริ่มสงสัยว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไงด้วย”

ผมหันไปมองหลินหลินด้วยสายตาจริงจัง หลินหลินกัดริมฝีปากอย่างกังวลใจอยู่พักใหญ่ จากนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมา

“ความจริงแล้วข้าไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเรื่องนี้หรอกนะ เพราะมันเป็นเรื่องผิดกฎของการเป็นผู้พยากรณ์ แต่ในเมื่อข้ามีส่วนผิดข้าก็จะตอบคำถามของเจ้า”

หลินหลินตอบผมด้วยน้ำเสียงจริงจังเสียจนผมไม่สามารถมองเธอเป็นเด็กอายุสิบสองขวบได้อีก

“ก่อนอื่นเลยข้าคงต้องถามเจ้าก่อนว่าเจ้าเชื่อเรื่องเวทย์มนตร์หรือไม่”

ผมไม่ได้ตอบคำถาม แต่หลินหลินก็ดูเหมือนจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“หากเจ้าเชื่อ นั่นคือคำอธิบายที่ดีที่สุดของเหตุการณ์ทั้งหมด” หลินหลินบอก “ผู้พยากรณ์มักจะมีสิ่งเหล่านี้...สิ่งที่ผู้คนเรียกมันว่าเวทย์มนตร์ ข้าเองก็เช่นกันแต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนอะไรขนาดนั้นหรอก”

หลินหลินเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผาก จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องคำทำนายของหม่าซือหยวนและองค์จักรพรรดิให้ผมฟัง เธอบอกผมว่ามันคือเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจของเธอมาตลอด เพราะเธอรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้หม่าซือหยวนหายไปนั้นคืออะไร แต่เธอก็ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับใครได้ด้วยเหตุผลบางอย่างในหน้าที่

ผมค่อนข้างจะตกใจมากเลยทีเดียวที่บนโลกนี่มีคำทำนายอะไรแบบนั้นอยู่จริงๆ แล้วมันยังทำให้หม่าซือหยวนต้องจากจุนไคไปทั้งๆที่เขาไม่ได้อยากจะไปอีกต่างหาก ยิ่งได้รู้ผมก็ยิ่งรู้สึกสงสารเขา และรู้สึกว่าตัวเองช่างผ่านอะไรมาจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับเขา

“ข้าไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ เรื่องคำทำนายน่ะ” หลินหลินบอก “ในตอนนั้นข้ายังเด็กกว่านี้มาก ข้าแค่พยายามที่จะทำหน้าที่ของข้า อย่างที่ผู้พยากรณ์คนอื่นๆเคยทำ และต่อให้เป็นข้าหรือผู้พยากรณ์คนไหนๆ ก็ไม่อาจล่วงรู้จุดจบของคำนายได้หรอก”

หลินหลินยืดตัวขึ้นนิดหน่อยราวกับการนั่งนานๆทำให้เธอเมื่อย

“แต่ข้าก็ไม่ได้แปลกใจหรอกที่หม่าซือหยวนจะโกรธข้า เพราะข้าก็เป็นคนนำคำทำนายเหล่านั้นไปให้เขาจริงๆ”

หลินหลินพูด

“ข้าไม่ได้เข้าใจหรอกนะว่าแท้จริงแล้วคำทำนายมันหมายความว่าอะไร ข้าเองก็ได้รู้ความหมายของมันเอาตอนที่หม่าซือหยวนเพิ่งจะหายตัวไปเช่นกัน และอย่างที่บอก ต่อให้ข้ารู้ว่าเขาหายไปทำไม ข้าก็ไม่สามารถบอกองค์จักรพรรดิได้อยู่ดี นี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกผิด”

“....”

“และตอนที่หม่าซือหยวนจากไป สภาพจิตใจขององค์จักรพรรดิก็ค่อยไม่ดีนัก แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมา แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกได้ ข้าก็เลยรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เขาเป็นเพื่อนคนแรกของข้าเลยนะหลังจากที่ข้าได้เข้ามาอยู่ในวังน่ะ” เธออธิบาย “นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้ข้าตัดสินใจไปพาเจ้ามาที่นี่ เพราะข้าเชื่อว่าเจ้าจะเปลี่ยนจักรพรรดิให้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง และเจ้าก็ทำได้จริง”

“เดี๋ยวสิ เธอไปพาฉันมางั้นเหรอ” ผมขมวดคิ้ว “ได้ไงกัน”

“ความสามารถของผู้พยากรณ์อย่างหนึ่งคือการท่องภพ มันทำให้ข้ามีอายุที่ยืดยาวและไม่สามารถคาดเดาได้ ตอนที่ข้าไปพบเจ้า ข้าคิดว่าข้าคงดูแก่หงำเหงือกมากแน่ๆ ใช่หรือไม่ล่ะ”

ตอนนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มนึกอะไรออก “เฮ้....อย่าบอกนะว่าเธอคือ...........”

หลินหลินพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ เธอทำเอาผมอยากจะเป็นลมไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ปกติชีวิตของผมพบเจอแต่เรื่องธรรมดาๆ ถ้าหากว่าวันหนึ่งมีเรื่องแปลกๆเข้ามาในชีวิต ผมย่อมจำมันได้ดีอยู่แล้ว เรื่องนี้เองก็เหมือนกัน

“อึ้งกิมกี่!” ผมสบถ “ฉันกะแล้วว่าทำไมคุณยายคนนั้นถึงได้พูดจาแปลกๆ เพราะคุณยายคนนั้นคือเธอนี่เองให้ตายเถอะ! ฉันไปเล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อแน่”

หลินหลินยักไหล่อย่างกับว่ามันไม่ได้น่าตกใจอะไรขนาดนั้น สีหน้าของเธอเหมือนกำลังบอกผมว่า ข้าก็ทำออกบ่อย เธอลูบปอยผมสีขาวของตัวเองเล่นพร้อมกับเริ่มฮัมเพลง เธอกลับมาเหมือนเด็กอายุสิบสองขวบอีกครั้ง ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนนั้น ที่เธอเป็นคุณยายแก่ๆไปหาผมน่ะเธอจะอายุเท่าไหร่

“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ เพราะฉันหน้าเหมือนหม่าซือหยวนอย่างนั้นเหรอ”

“ก็ไม่เชิง” หลินหลินตอบ “เจ้าจำได้ไหมที่ข้าเคยบอกว่าเจ้าคือหม่าซือหยวน แต่เจ้าแตกต่างออกไปน่ะ”

ผมนึกอยู่สักพักก่อนจะร้องอ๋อออกมา

“ข้าหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เจ้าคือหม่าซือหยวนในชาติภพที่แตกต่างออกไป คือ...ข้าหมายถึงเจ้าคือหม่าซือหยวนที่ไปเกิดใหม่น่ะ แต่เจ้าก็เป็นหม่าซือหยวนเพียงแค่นั้นแหละ วิญญาณเจ้าก็เป็นของเจ้า ความรู้สึกเจ้าก็เป็นของเจ้า ร่างกายเจ้าก็เป็นของเจ้า”

หลินหลินอธิบาย

“ในตอนที่หม่าซือหยวนหายไป ข้าพยายามตามหาเขาแล้ว ข้าแปลกใจมากที่ข้าไม่เจอเขาแต่กลับเจอเจ้าแทน อาจจะเพราะเจ้าเคยเป็นเขามาก่อนล่ะมั้ง แต่ข้าก็ดีใจนะที่เป็นเจ้าน่ะ”

ผมขมวดคิ้ว “นี่เธอเห็นฉันเป็นตัวแทนหม่าซือหยวนเหรอเนี่ย”

หลินหลินกลอกตาใส่ผม “เพราะข้ารู้สึกว่าหากเป็นเจ้าจะดีกว่าต่างล่ะ ทำไมเจ้าถึงชอบถามอะไรโง่ๆนัก ข้านึกว่าเจ้าจะเลิกนิสัยแบบนี้ไปแล้วเสียอีก!

ยัยเด็กนี่... ถ้าผมบีบคอเธอตายตรงนี้จะมีใครว่าอะไรผมไหม

“แล้วที่หม่าซือหยวนพูดว่าเธอจะทำให้ฉันกลายเป็นเหมือนเขาล่ะ มันหมายความว่ายังไงกัน”

“เรื่องนั้น.....มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก” เธอบอกผมพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ในความคิดของข้า มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่....”

“ทำไมล่ะ ให้ได้แบบนี้สิ ฉันยังอยากถามเธออีกตั้งเยอะ ทำไมอยู่ๆพอถึงเวลาฉันก็หายตัวว๊าบไปเลย แล้วพอถึงเวลาก็กลับมาอีก ทำไมเธอถึงพาฉันมาที่นี่ได้ หม่าซือหยวนกลับมาทำอะไร ไหนจะอะไรแปลกๆที่เธอบอกว่าเขาไม่ควรกลับมาอีกล่ะ!?

“เจ้านี่มันถามมากมายเสียจริง!” แล้วจู่ๆเธอก็หันมาขึ้นเสียงใส่ผม พร้อมกับทำท่าทางหงุดหงิดเหมือนผมไปทำอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกรำคาญเข้า

“ก็เธอให้ฉันถามเองเหอะ!

เธอกลอกตาใส่ผม “ฟังนะหวังหยวน ข้าจะไม่ตอบคำถามอะไรของเจ้าแล้วในตอนนี้ อะไรที่เจ้าจะได้รู้ เจ้าก็จะได้รู้เองเมื่อถึงเวลา”

“....”

“ส่วนในตอนนี้....” เธอชี้นิ้วไปยังทางออก “เจ้ากลับไปที่ตำหนักของเชียนซีได้แล้ว ข้าอยากจะนอนกลางวัน!

 




talk: กลับมาแล้วค่ะทุกโคนนนนนนน รู้สึกหายไปนานมาก *กราบขอโทษทุกคนด้วย*

ช่วงนี้ภารกิจเยอะมากค่ะ บอกว่าจะอัพก็ไม่ได้อัพสักทีทั้งที่พิมพ์เสร็จมาได้พักใหญ่แล้ว /ร้องไห้

ตอนนี้เป็นตอนที่เป็นเหตุผลล้วนๆ ไม่มีอะไรหวานซึ้งผสมเลยแม้แต่นิด ๕๕๕๕๕๕๕๕๕

ถ้ายังรู้สึกว่ายังค้าง....ก็รู้สึกถูกต้องแล้วค่ะ เพราะมันยังไม่หมดเพียงแค่นี้ คือมันยาวมากจริงๆ

ยาวจนต้องแบ่งพาร์ทเพื่ออธิบายเรื่อง มันคืออัลไลลลลอย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะะะ

อย่างที่ในตอนนี้ได้ว่าไป คือหลินหลินรู้มานานแล้วว่าหม่าซือหยวนหายไปเพราะอะไร แต่ไม่รู้ว่าหายไปไหน

คือพอนางรู้ว่าคำทำนายมันหมายความว่าอะไรปุ๊บนางก็รู้สึกผิด เลยอยากจะตามหาหม่าซือหยวนช่วย(แต่ไม่เจอ)

สาเหตุอื่นๆติดตามได้ในตอนต่อไปค่ะ จะพยายามอธิบายเคลียร์ๆและระวังไม่ให้มีประเด็นไหนตกหล่นไป

นี่กลัวมากกว่าจะลืมบอกเรื่องอะไรไปไหม กลัวว่าจะงงกันเพราะพิมพ์งงๆมากช่วงนี้ (จริงๆเป็นทุกช่วง๕๕๕)


ประเด็นของหม่าซือหยวนเริ่มเคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว นี่สงสารหม่าซือหยวนมาก

แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้(เรื่องหัวใจ วรั้ยๆ)มันบังคับกันไม่ได้ *ชูป้ายทีมองค์จักรพรรดิ*

รู้สึกอินเอง เป็นอะไร ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ สาระเริ่มไม่มี ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ รักมากมากมาก<3



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #443 CHENBONUS (@CHENBONUS) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 22:10
    วางพล็อตและรายละเอียดโครงเรื่องได้ละเอียดมากจริงๆค่ะ เราอินมากเลย TwT
    #443
    0
  2. #394 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 23:25
    ขอโทษนะหม่าซือหยวนที่รู้สึกไม่ชอบนางอ่ะ พอรู้งี้แล้วสงสารนางเลย u.u
    #394
    0
  3. #142 CheJinSe (@CheJinSe) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 / 20:17
    หายไปนานไม่สงสารคนอ่านเลยยยยย  YOY เสียใจ สงสารหม่าซื่อหยวนน่ะ แต่ยังไงก็เชียร์หวังหยวน5555555555 มาต่อเร็วๆน่ะไรท์ เป็นกำลังใจให้ สู้ๆๆๆๆๆ^O^
    #142
    0
  4. #141 little sai43 (@2543saiza) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 18:46
    ถ้าหวังหยวนไม่กลับมาหาจุนไคแล้วหละหลิน ฮืออจะมีจุนไคในชาติต่อไปมั้ย คนที่ต้องจากไปคือหม่าซือหยวน แอบสงสารนิดๆ
    #141
    0
  5. #140 3599 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 14:55
    สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายเสียใจล่ะคะ:_; พออ่านตอนนี้สงสารหม่าซือหยวนเลย เดาเรื่องไม่ถูกเลยจรืงๆ
    #140
    0
  6. #139 hhhhh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 01:21
    ทีมท่านเชียน.. ฮืออออ (ติดตามค่ะ555555555555 อ่านวันเดียวจบไม่ต้องนงไม่ต้องนอนมันละ ดันอ่านตอนกลางคืนอีก)
    #139
    0
  7. #138 kanni15 (@kanni15) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 20:17
    😭ตอนนี้ทำให้เข้าใจ หม่าซื่อหยวนเลย สงสาร รอตอนต่อไปนะคะ 
    #138
    0
  8. #136 คุณแม่หลิว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 19:24
    โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ



    ทำไมชะตาช่างเล่นตลกขนาดนี้ คนที่ลิขิตทำไมต้องทำให้มีนยากเช่นนี้ ข้าไม่เข้าใจยิ่งนัก ข้าไม่สามารถจะเอ่ยได้ว่าข้ารู้สึกเช่นไรกับตอนนี้ มันกระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน ที่จะพูดความรู้สึกที่ข้ามีออกมา ข้าเข้าใจถึงชะตา แต่ข้าก็ยังชังสิ่งพวกนั้นยิ่งนัก ข้าจะไม่กล่าวโทษสิ่งใด



    ข้าจะรอตอนต่อไปของเจ้า ข้าจะรอ

    #136
    0
  9. #134 HuanHuan1412 (@HuanHuan1412) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 14:06
    -0-โอ้ว... เป็นอย่างนี้นี่เอง......
    #134
    0
  10. #133 BoiceJenny (@jennypop29) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 13:56
    แง้ สงสารหม่าซือหยวน พอรู้เหตุผลแล้วก็เกลียดไม่ลงเลยตอนที่กลับมาแรกๆ คำถามเต็มหัวมากกกกว่ากลับมาทำไม T_______T ตอนนี้รู้ละ ฮืออออออ
    #133
    0
  11. #132 JieYu1203 (@JieYu1203) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 / 13:43
    สงสารหม่าซือหยวน;__;
    #132
    0