WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 14 : 第十三章 - ความจริง ๒/๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 มิ.ย. 59

王源的梦想

#ความฝันของหวังหยวน

 


 

๑๓

 


 

แล้วการนอนกลางวันของหลินหลินก็ทำให้ผมพลาดโอกาสที่จะได้รู้คำตอบที่เหลือจนได้ เพราะหลังจากที่เธอเริ่มป้องปากหาวใส่ผม เธอก็ทำท่าทางงอแงเป็นเด็กเล็กๆ จนในที่สุดผมก็ต้องยอมกลับออกมาตามที่เธอขอร้อง อันที่จริงผมควรจะบอกว่าตามที่เธอได้เอ่ยปากไล่ผม อันนี้น่าจะใช่มากกว่า

เรื่องราวในวันนี้ไม่มีอะไรเลยที่ง่าย...การย่อยข้อมูลพวกนี้ก็เช่นกัน ผมเหมือนพวกอยู่ในกะลามาสามร้อยปีเศษ แล้วจู่ๆวันนึงก็มีใครไม่รู้เดินเตะกะลาผมเข้า ทำให้ผมได้รับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายนอก ในเวลาอันรวดเร็ว ผมรู้สึกสับสนจนแทบประสาทเสีย ทว่าอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจกลับทำให้รู้สึกอยากประสาทเสียซะยิ่งกว่า ผมต้องการจะรู้คำตอบของคำถามทั้งหมดนั้น และหลินหลินช่วยตอบผมด้วยการนอนกลางวัน

คิดได้อย่างนั้นผมก็ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ถอนหายใจ ผมเกือบจะลืมไปแล้ว ว่าถึงแม้เธอจะมีเวทย์มนตร์แกร่งกล้า สามารถว๊าบไปภพนู้นภพนี้ได้สักแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วเวลานี้ เธอก็เป็นแค่เด็กอายุสิบสองขวบ

ผมเดินเตร่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปทั่ววังจนฟ้าเริ่มมืด และที่บริเวณข้อเท้าของผมก็เริ่มปวดหนึบไปหมด นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเดินไปเยอะแค่ไหน ผมถึงได้ตัดสินใจว่าควรกลับไปที่ตำหนักของเชียนซีเสียที

 

แต่ก่อนที่ผมจะได้ทำอย่างนั้น หม่าซือหยวนก็มาปรากฏตัวตรงหน้าผมเสียก่อน เขายืนรอผมอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ระหว่างทางกลับไปยังตำหนักของเชียนซี ด้วยท่าทางเรียบเฉย เขาดูไม่กระตือรือร้นอะไรเลย ราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าผมกำลังจะผ่านมาทางนี้

ผมเพิ่งจะเจอกับหม่าซือหยวนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ แต่ความรู้สึกในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เขาดูผ่อนคลายมากขึ้น น่าคุยด้วยมากขึ้น และรังสีความหดหู่ของเขาดูลดน้อยลงกว่าก่อนหน้านี้ แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาดูเป็นมิตรกับผมอยู่ดี เขายังคงรักษาสีหน้าไม่พอใจของเขาไว้ได้เป็นอย่างดี เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผมน่ะนะ

 

“ข้าขอคุยด้วยหน่อย” เขาเอ่ยกับผมสั้นๆ

การปรากฏตัวของเขาค่อนข้างทำผมประหลาดใจมากเลยทีเดียว สารภาพตามตรง...นี่มันแทบจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ คือ...ผมไม่คิดว่าอยู่ๆหม่าซือหยวนจะอยากคุยอะไรกับผม เขาคงไม่ได้มีอารมณ์นึกอยากจะเม้าท์มอย หรืออยากจะปรับทัศนคติกับผมขึ้นมาแน่ๆ เพราะมันค่อนข้างจะขัดแย้งกับสีหน้าของเขา ที่เหมือนอยากจะฆ่าหั่นศพผมอยู่ตลอดเวลา แต่การที่เขามาพบตามลำพังแบบนี้ ก็บอกได้ชัดแล้วว่าเขาคงมีเรื่องสำคัญจริงๆ

สายตาของหม่าซือหยวนทั้งดูจริงจังและให้ความรู้สึกเยือกเย็นในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ผมมองเขา ผมจะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโดนสาปให้กลายเป็นคางคกไปอะไรอย่างนั้น

 

“ข้าจะพูดกับเจ้าเลยก็แล้วกัน ข้าไม่อยากที่จะเสียเวลาไปมากกว่านี้” เขาพูดขึ้น “ข้าไม่ได้ชอบข้าหน้าเจ้านัก เพราะงั้นเจ้าคงไม่ถือหากข้าไม่คิดที่จะเสแสร้งทำเป็นชอบ”

“โอ้...ขอบคุณที่พูดตรงๆนะ” ผมบอก “คือฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรหรอก ดูจากท่าทางยิ้มแย้มเป็นมิตรของนายแล้วน่ะนะ”

หม่าซือหยวนถลึงตาใส่ผม เขาดูเหมือนอยากจะฟาดอะไรใส่หน้าผมเอามากๆ แต่เขาก็ควบคุมอารมณ์ได้ดีเลยทีเดียว

“ข้าก็ไม่เข้าใจตัวเองนักว่าเหตุใดข้าจึงเลือกที่จะมาพบเจ้า อย่างที่ข้าได้บอกไปว่าข้าไม่ได้ชอบหน้าเจ้านัก”

“นายจะมาเพื่อย้ำฉันแค่นี้จริงๆใช่ไหมเนี่ย”

ให้ตายเถอะ อันที่จริงผมก็เข้าใจนะที่เขาจะไม่ชอบหน้าผมน่ะ เพราะอะไรหลายๆอย่างที่ผมทำ อย่างเช่นที่อ้างว่าตัวเองเป็นเขา คือมันก็ไม่ได้น่ารัก แต่ผมก็ไม่คิดว่าการพูดย้ำๆว่าเขาเกลียดขี้หน้าผมแค่ไหนนั้นมันจะเป็นสิ่งจำเป็น

“เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าข้ากลับมาทำไม” หม่าซือหยวนถาม

“....”

คำถามของเขาเล่นเอาผมเงียบไป มันเป็นคำถามที่ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจมาโดยตลอด แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะเอ่ยถามใครได้ เพราะคนที่ตอบคำถามนี้ได้ ก็มีแต่หม่าซือหยวนคนเดียวเท่านั้น (แล้วผมจะไปถามเขาตอนไหนล่ะจริงไหม)

“เจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดหลินหลินจึงพูดว่าข้าไม่ควรกลับมาที่นี่” หม่าซือหยวนพูด “โลกใบนี้มันช่างซับซ้อนกว่าที่ใครๆจะคาดถึง...”

“....”

“เจ้าคงรู้เหตุผลในการจากไปของข้าบ้างแล้วจากที่หลินหลินเล่าให้เจ้าฟัง”

ผมเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่าเขารู้ได้ยังไงกัน

หม่าซือหยวนคำหึในลำคอราวกับได้ยินความคิดผม “นั่นมันยังไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะหวังหยวน นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะพูดออกมาได้”

“....”

“ข้าขอถามอะไรเจ้าอย่าง”

“อ...อะไร” ผมเอ่ยตะกุกตะกัก

“เจ้า...มีใจให้องค์จักรพรรดิใช่หรือไม่”

“ทำไม.......ถามฉันแบบนั้นล่ะ...”

“ความจริงข้ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว ข้าเพียงแต่อยากให้เจ้าตอบมันออกมาชัดๆก็เท่านั้น” หม่าซือหยวนกระตุกยิ้มเศร้าที่มุมปาก “เจ้ากับองค์จักรพรรดินี่พอกันเลยจริงๆ”

“ฉันไม่ได้....”

“ไม่ได้คิดอะไร....” เขาพูดแทรก “นี่ใช่ไหมที่เจ้าจะเอ่ย เจ้าโกหกได้แย่กว่าหวังจุนไคเสียอีกนะหวังหยวน ทั้งที่หัวใจเจ้าเต้นแรงเสียขนาดนั้น”

ผมเผลอยกมือขึ้นมาแตะที่อกข้างซ้ายของตัวเอง และมันก็กำลังเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกอย่างที่หม่าซือหยวนว่า ผมชักเซ็งแล้วนะที่เขารู้ทันไปซะหมด

“เจ้ารู้อะไรไหม...ตอนที่ข้าจากไปเพื่อไปพบกับความตาย เพื่อไปทำการแลกเปลี่ยน” เขาพูด เสียงของเขาทั้งฟังดูเศร้า และโดดเดี่ยวในขณะเดียวกัน “การแลกเปลี่ยนที่ข้าพูดถึงแน่นอนว่ามันไม่ใช่การนำทรัพย์สินไปแลกเปลี่ยน หรือการบำเพ็ญเพียรอะไร หากเป็นเช่นนั้นมันคงสวยงามเกินไป...”


หม่าซือหยวนเชิดหน้าขึ้น เงาของดวงจันทร์ที่เริ่มลอยเด่นสะท้อนอยู่ในดวงตาสีอ่อนของเขา มองจากตรงนี้ ใบหน้าของเขายิ่งเหมือนผมมากขึ้นไปอีก


“สิ่งที่ข้าปรารถนาที่สุดหลังการแลกเปลี่ยนคือการกลับมาพบหวังจุนไค ข้าแค่อยากจะพบเขาสักครั้ง กอดเขาอีกสักครั้ง ข้ารู้ว่าเขาไม่เคยลืมข้า แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน”

ผมเพิ่งจะรู้ว่าการได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากหม่าซือหยวนโดยตรง จะทำให้ความรู้สึกที่ผมคิดว่าด้านชาไปแล้ว กลับมาปวดหนึบได้อีก

“ข...เขาคิดถึงนายนะ” ผมพูด และผมก็รู้ว่ามันเป็นคำพูดที่โง่จริงๆ ผมเป็นพวกชอบพูดแทงใจดำตัวเองหรือไงเนี่ย “ในช่วงหลายปีที่นายไม่อยู่ เขารอคอยให้นายกลับมาหาเขาอยู่ทุกนาที นาย...น่าจะพยายามกลับมาหาเขา...”

“ข้าพยายามที่จะกลับมาแล้ว ข้าพยายามแม้เศษเสี้ยววินาที แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกนะหวังหยวน” เสียงของหม่าซือหยวนแข็งกร้าวขึ้น เขาสูดสมหายใจเขาไปลึกๆ “เจ้าคิดว่าความตายต้องการอะไรจากข้ากันเล่า ขนมหวานจากครัวหลวงงั้นรึ หากเป็นอย่างนั้นได้ก็คงดี”

“....”

“แต่มันช่างน่าเสียดาย เพราะสิ่งเดียวที่ความตายยอมรับได้คือแลกเปลี่ยนชีวิตเท่านั้น ชีวิตของข้าแลกกับชีวิตหวังจุนไค” หม่าซือหยวนว่า “และเมื่อข้าแลกเปลี่ยนชีวิตของเขากับข้าไปแล้ว ร่างของข้าก็ไม่ต่างอะไรกับร่างเปล่าๆที่มีวิญญาณอยู่แค่เพียงเสี้ยวเดียว พลังชีวิตของข้าไม่เหลืออีกแล้ว แล้วข้าจะกลับมาหาเขาได้อย่างไร”

เขาอธิบาย และผมก็แทบไม่อยากเชื่อเรื่องไร้สาระที่เขาพูด หากคนที่พูดอยู่ตอนนี้ไม่ใช่หม่าซือหยวนล่ะก็ ผมคงต่อยหน้าเขาไปแล้ว

“ข้าราวกับตายไปแล้วด้วยซ้ำ...ในตอนนี้”

ผมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด “นายยังจะพูดแบบนี้อีก อย่าพูดจาเพ้อเจ้อไปหน่อยเลย อยู่ๆก็มาบอกฉันว่าตัวเองตายไปแล้ว คิดว่าถ้าจุนไคได้ยินนายพูดอะไรเลอะเทอะแบบนี้เข้า เขาจะลุกขึ้นปรบมือให้นายหรือไงกัน ไร้สาระชะมัด!

“หวังจุนไคจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด สิ่งเดียวที่เขารู้คือข้าจำเป็นต้องจากเขาไป เพียงแค่นั้นเขาก็ทุกข์ใจมามากพอแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น....”

“ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่นนะหวังหยวน” เขาพูดด้วยท่าทางจริงจังเสียจนผมต้องเผลอกลืนน้ำลาย “ข้าใช้ชีวิตอย่างทรมาน ข้าเริ่มอยากอาหารน้อยลงเรื่อยๆ ค่อยๆลืมเลือนทุกความทรงจำ และสูญเสียความเป็นตัวเอง”

“....”

“บางครั้งข้าก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ นานวันเข้าข้าก็เริ่มไม่รู้สึก ร่างกายของข้าเย็นเฉียบไปหมด และยากที่จะปรากฏตัว ข้าเริ่มได้ยินเสียงจากความคิดของผู้อื่นดังอยู่ในหัวตัวเอง ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าจะเข้าใจไหม จะมองว่ามันไร้สาระหรือเปล่า ข้าเพียงแค่อยากจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้”

“....”

“แม้ร่างและจิตส่วนหนึ่งของข้าจะอยู่ที่นี่ แต่ความจริงโลกใบนี้ไม่มีข้าอีกต่อไปแล้ว...ข้าราวกับได้ตายไปแล้วหวังหยวน นี่คือสาเหตุที่หลินหลินพูดว่าข้าไม่ควรกลับมา เพราะข้าควรจะอยู่ในโลกของคนตาย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของข้าอีกต่อไปแล้ว”

ผมไม่รู้หรอกนะว่าหม่าซือหยวนจะพูดเรื่องจริงหรือแค่อำผมเล่นไปงั้น แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสงสารเขาจนอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมก็รู้ดีว่าหม่าซือหยวนคงจะไม่ได้ยินดีกับความสงสารเหล่านั้น เขาคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้เข้า

“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าเข้าใกล้ความตายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หลายปีที่ผ่านมานี้ข้าพยายามสะสมพลังชีวิตเพื่อกลับมาหาหวังจุนไคในเวลาสั้นๆ กว่าจะทำสำเร็จ มันก็เนินนานจนทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด”

“....”

“และตอนนี้เวลาของข้าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว”

“หมายความว่าไง” ผมถามออกไป และผมก็รำคาญมากๆที่ตัวเองเอาแต่เอ่ยถามอะไรโง่ๆ

“ข้าจะไม่พูดซ้ำหรอกนะ เพราะมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว” หม่าซือหยวนพูด “หากข้าจากไปอีกครั้ง มันเป็นเพราะข้าเลือกของข้าเอง ในเมื่อเจ้ากับองค์จักรพรรดิรู้สึกตรงกัน มันก็เป็นสิทธิ์ของพวกเจ้าที่จะเลือกเดินต่อไป อย่าให้ข้าที่ไม่สามารถอยู่ตรงนี้ได้แล้ว ทำให้เรื่องมันดูยากมากขึ้นไปอีกเลย”

“....อะไรนะ”

“การตัดสินใจของข้าครั้งนี้มันไม่ได้ง่ายหรอกนะ ข้าไม่ได้ดีใจหรอกที่จะต้องปล่อยองค์จักรพรรดิให้กับคนอย่างเจ้า คนที่ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง”

ฟังเขาพูดเข้าสิให้ตาย “นี่นาย....เกลียดฉันจริงจังไปรึเปล่าเนี่ย”

หม่าซือหยวนพูดต่ออย่างกับคำพูดของผมเป็นแค่เพียงเสียงนกเสียงกา “แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ข้าไม่ชอบหน้าเจ้า แต่องค์จักรพรรดิกลับชอบเสียนี่ เขาเอาแต่คิดเรื่องของเจ้าจนข้ารู้สึกรำคาญ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้ายอมปล่อยมือเขา”

เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ข้ากลับมาที่นี่เพราะข้าแค่อยากจะพบองค์จักรพรรดิอีกแค่สักครั้ง ข้าแค่อยากเห็นว่าเขายังมีชีวิตที่ดี แค่อยากจะเห็นว่าเขายังยิ้มได้ หากจะหาใครสักคนที่สามารถทำให้เขายิ้มได้ ข้าก็ว่าคิดว่ามันไม่ได้แย่อะไรหรอกนะหากคนๆนั้นจะเป็นเจ้า”

น...นั่นเขาหมายความว่า...

“เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม”

ผมพยักหน้าแทนคำตอบ

“ฉันขอถามอะไรนายสักข้อสองข้อได้ไหม” ผมพูด “มันติดอยู่ในใจของฉันมานานแล้วน่ะ”

หม่าซือหยวนพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงอนุญาต

“นาย....รู้ใช่ไหมว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไง นายเป็นคนพูดเองเรื่องเผาหนังสือนิทานอะไรนั่น นายหมายความว่าไง”

“เจ้าเป็นคนยกหนังสือเล่มนั้นให้แก่หลินหลินในภพนี้ และหลินหลินก็เป็นคนนำมันไปให้เจ้าในภพหน้า นั่นมันไม่ใช่ชัดอยู่แล้วหรอกรึว่าอะไรคือกุญแจ” หม่าซือหยวนเลิกคิ้วขึ้นมองผม เขาต้องกำลังคิดว่า ทำไมผมถึงได้ถามอะไรโง่ๆ ทั้งๆที่มันก็ไม่เห็นจะซับซ้อน อย่างที่หลินหลินมักจะว่าผมอยู่ตลอด ผมพูดจริงๆนะ...มันก็น่าถามไม่ใช่หรือไง

“แล้วทำไม...นายถึงได้พูดว่าฉันไม่ควรมาที่นี่”

เขาถอนหายใจอีกครั้ง

“เพราะเจ้าเป็นคนที่อยู่เหนือคำพยากรณ์ทุกสิ่งน่ะสิ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปนับตั้งแต่เจ้ามา องค์จักรพรรดิเสียใจเพราะข้ามาแล้วหนหนึ่ง และเขาก็อาจจะต้องเสียใจเพราะเจ้าอีก แต่ข้าคงห้ามอะไรไม่ได้ มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะห้ามใจใคร”

“หา...”

“องค์จักรพรรดิเป็นคนเอ่ยปากพูดออกมาเอง ว่าเขาจะไม่สนใจแม้สุดท้ายเขาจะต้องเสียใจเพราะเจ้า เขายืนกรานที่จะมีเจ้าในชีวิต” หม่าซือหยวนพูด และมันก็ตลกมากที่ผมรู้สึกดีใจ “ความดีใจของเจ้าทำข้าอิจฉานะหวังหยวน”

ผมสะดุ้งหน่อยๆ ก่อนจะเกาที่แก้มเบาๆ

“แม้ข้าจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปและจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ข้ารู้อย่างแน่ชัดคือเจ้าเป็นคนจากภพที่แตกต่างออกไป สักวันเจ้าก็ต้องกลับไปในที่ของเจ้า และเจ้าเองก็อาจจะกลายเป็นอย่างข้าคือไม่สามารถกลับมานี่ที่ได้อีก เจ้าอาจจะลืมเลือนที่นี่ และลืมเลือนหวังจุนไคไปจนสิ้น...”

ราวกับทุกสิ่งในใจของผมได้ถูกปลดล็อค ถ้าเรื่องที่หม่าซือหยวนพูดทั้งหมดเป็นเรื่องจริง มันก็คงเป็นเรื่องจริงที่อึดอัดหัวใจเหลือเกิน ผมมาที่นี่ และยังไม่ทันได้นึกถึงวันที่ตัวเองจะต้องจากไปเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็คงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในสักวัน เพราะผมคงไม่สามารถที่จะอยู่ในความฝันได้ไปตลอดชีวิต


“แต่เจ้าจงฟังข้า...” เสียงของหม่าซือหยวนทั้งหนักแน่นและราวกับมีมนตร์สะกด “ชั่วชีวิตของเจ้า แม้เจ้าจะลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ แต่ชื่อของหวังจุนไคจะติดอยู่ในใจเจ้าไปชั่วนิรันดร เขาจะสำคัญกับเจ้าแม้ในความรู้สึก สิ่งนี้เจ้าจะไม่มีวันลืมเลือน..”


แล้วเสียงของหม่าซือหยวนก็ดังก้องอยู่ในหัวของผม...


 

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

 

 

 


 

 

 

ผมไม่รู้ซ้ำว่าตัวเองควรจะรู้สึกแบบไหน...ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาหาผมหลังจากที่ผมได้บอกลาหม่าซือหยวนแล้ว ความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีต่อหม่าซือหยวน หวังจุนไค และตัวผมเอง ทั้งหมดนั้นมันกำลังทำให้ผมอึดอัดจนแทบบ้า

เรื่องราวของหม่าซือหยวนทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดในบรรดาเรื่องราวทั้งหมดที่ผมเคยพบเจอมา เขาเสียสละอะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่มีวันทำได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมสงสารเขาไม่ใช่ความเสียสละพวกนั้นหรอก แต่มันคือการที่เขาพยายามทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่งและไม่อ่อนไหว ในขณะที่ความจริงแล้วเขาแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไปเสียด้วยซ้ำ

ผมเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถพูดเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้ใครฟังได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ แม้เขาจะเล่าให้ผมฟังบ้าง แต่ผมก็รู้ดีว่ายังไงมันก็คงไม่ใช่ทั้งหมด และผมก็รู้ว่ามันคงเจ็บปวดเจียดตายแน่ๆ หากต้องพูดมันออกมาทั้งหมดจริงๆ

ผมที่เป็นแค่ผู้รับฟัง ยังรู้สึกมากขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกเลยว่าแท้จริงแล้วหม่าซือหยวนนั้นจะต้องรู้สึกมากมายขนาดไหน และผมก็ทึ่งมากๆที่เขายังทนไหวอยู่

 

เขาบังคับให้ผมสาบานว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้หวังจุนไคฟัง เพราะที่ผ่านมาจุนไคแบกรับความทุกข์ไว้มามากพอแล้ว และคงเป็นการดีกว่า หากเขาได้รู้แค่ในส่วนที่เขาควรรู้

หม่าซือหยวนอยากให้ผมอยู่ข้างๆหวังจุนไค เขาบอกว่าจุนไคต้องการผมมากกว่าที่ผมคิด ถึงแม้ว่าผมจะต้องกลับไปในที่ของตัวเองในสักวัน ต่อให้เหลือเวลาเพียงแค่วันนี้หรือพรุ่งนี้ เขาก็อยากให้ผมจับมือจุนไคไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

จริงๆเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมค่อนข้างกังวล แม้ผมจะรับปากหม่าซือหยวนไปแล้วว่าผมจะทำอย่างนั้น(อย่างที่หม่าซือหยวนอยากให้ทำ) แต่ผมก็ไม่รู้เลยว่าควรจะเริ่มต้นยังไง ผมจะทำอย่างนั้นได้เหรอ เกือบเดือนแล้วที่ผมไม่ได้เจอหน้าหวังจุนไคเลย ไม่เลยแม้แต่นิด แล้วเขา...จะยังอยากให้ผมเป็นคนที่ยืนข้างๆเขาอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ

 

เขาอาจจะตัดผมออกไปจากชีวิตเขาได้แล้วด้วยซ้ำ...

ผมอาจจะเป็นแค่ใครคนหนึ่ง อย่างที่ผมเคยเป็นมาตลอดก่อนที่จะเจอกับเขา...

 

แค่นึกถึงผมก็จุกที่อกข้างซ้ายไปหมด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผมไม่ร้องไห้เลย ไม่ได้เป็นเพราะผมไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นเพราะรู้สึกมากซะจนไม่รู้จะร้องไห้ออกมายังไงต่างหาก หากต้องร้องออกมาจริงๆ คงเหนื่อยจนแทบขาดใจ และผมก็ไม่อยากที่จะเป็นแบบนั้นด้วย...

 

 

ผมเดินลากเท้ามาจนถึงตำหนักของเชียนซีจนได้ในที่สุด ทั้งตำหนักที่เงียบสนิททำได้ผมนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เหล่าขุนนางจัดงานเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างกันที่อีกฝั่งของวังหลวง และทุกคนก็คงไปเข้าร่วมงานนั้น

ในเวลานี้ ทุกอย่างฟังดูเงียบสงัดเสียจนผมได้ยินเสียงฝีเท้าของของตัวเอง ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในตำหนัก ทว่ากลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านของผมเสียก่อน และมันก็ทำให้ผมหยุดหายใจไปเลยชั่ววินาทีหนึ่ง...

 

“กลับมาแล้วรึ” เขาเอ่ยขึ้น

ผมหมุนตัวกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้นช้าๆ ก่อนจะพึมพำชื่อของเขาออกมา

“...ว...หวังจุนไค”

จุนไคยิ้มบางๆ พร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ เพราะก้าวไปไหนไม่ออก

“ไม่ได้เจอกันนานเลย...เจ้าผอมลงนะ”

“....”

แล้วทุกอย่างที่ผมอดทนมาตลอดหนึ่งเดือนก็ทำท่าเหมือนจะระเบิดออกมา ผมยืนนิ่งทั้งที่มือของผมสั่นเทาไปหมด ผมพูดอะไรไม่ออก เพราะถ้าหากต้องพูด ทุกสิ่งที่จุกอยู่ข้างในคงต้องระเบิดออกมาจริงๆแน่

ตอนที่ผมไม่ได้เจอหน้าเขา ทุกอย่างคล้ายกับจะโอเคขึ้นมาแล้ว แบบว่ามัน...ไม่ได้อึดอัดหรือรู้สึกเศร้าอะไรขนาดนั้นแล้ว แต่พอเห็นหน้าเขา...ผมก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วผมไม่ได้โอเคขึ้นหรอก

เขายืนห่างจากผมแค่ประมาณสองสามก้าว

“ข้าขอโทษนะ ที่เห็นแก่ตัว...” จุนไคพูด “ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้ารู้สึกไม่ดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอโทษที่ปล่อยให้เจ้าแบกรับความรู้สึกไม่ดีมากมายเอาไว้คนเดียว”

“....”

“ขอโทษ...สำหรับทุกสิ่งที่ทำให้เจ้าเสียใจ” เขาเงียบไปวินาทีหนึ่ง “ขอโทษจากใจของข้า”

ผมเงียบ ไม่มีคำพูดใดหลุดลอดออกมาจากปากผม ในขณะที่หัวใจผมกลับเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ

“ที่ผ่านมาข้ากลัวไปหมด...ข้ากลัวว่าข้าจะกลายเป็นคนเลวร้ายในสายตาเจ้า จนทำให้เจ้าไม่อยากจะมองหน้าข้าอีก กลัวว่าเจ้าจะโกรธจะเกลียดข้าจนไม่อยากให้ข้าเจอ”

“....”

“และข้า....ก็ขลาดจนทำอะไรไม่ได้เลย”

จุนไคคลายยิ้มเศร้าๆ

“เจ้าไม่มีทางรู้แน่ว่าข้าอยากกอดเจ้าขนาดไหน...” เขาบอก “และข้าคิดถึงเจ้าเพียงใด”

“....”

“แล้วเจ้าเล่า คิดถึงข้าบ้างหรือไม่”

ผมเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะส่ายหน้าแทนตอบ

“งั้นรึ...”

“.....”

“...แต่ข้าคิดถึงเจ้าจนแทบคลั่งตายอยู่แล้ว”

“....”

“เจ้าเหงาหรือเปล่า”

ผมมองหน้าเขา ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบอีกครั้ง

“หากเจ้าไม่เหงา ไม่คิดถึงข้า...” จุนไคพูดพร้อมกับเดินเข้ามาตรงหน้าผม “เช่นนั้นแล้วเจ้าร้องไห้ทำไม....”


ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ใบหน้าผมเริ่มเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา สิ้นคำถามของจุนไค ผมก็ร้องไห้ออกมาจนตาพล่ามัวไปหมด จุนไคสวมกอดผมเอาไว้แน่นในขณะที่ผมสะอึกสะอื้นจนตัวโยน ฝ่ามือของเขาลูบอยู่ที่หัวผมแผ่วเบา


“นายนี่มันโง่เง่าสิ้นดี” ผมเค้นเสียงด่าทอเขา แม้มันจะอู้อี้เกินกว่าจะฟังรู้เรื่องก็ตาม “ฉันอยากจะเกลียดนายจะแย่ อยากจะเบื่อขี้นายจนแทบจะทนไม่ไหว”

จุนไคกระชับกอดแน่นขึ้น

“แต่ฉันก็ทำไม่ได้สักที” ผมร้องโฮออกมาอีกครั้ง

และก็ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเป็นสิบนาที จนแผ่นอกและกระบอกตาของผมเริ่มปวดไปหมด จุนไคไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่กอดผมเอาไว้ และลูบหัวผมซ้ำๆอยู่อย่างนั้น

“นายแม่ง.......นิสัยไม่ดี ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉันไม่อยากเจอหน้านายเลยสักนิด” ผมต่อว่าเขา “แต่ใครใช้ให้นายไม่มาเจอหน้าฉันเล่า! กล้าดียังไงไม่อยากเจอฉัน! แถมยังทิ้งฉันไว้อย่างนั้นตั้งนาน! ฉันอยากจะฆ่านายนัก นายมันน่าหงุดหงิดซะจริงๆ!!

ผมได้ยินเสียงจุนไคขำในลำคอ

“ยังจะมาขำอีก! มีอะไรน่าขำ ความรู้สึกฉันมันน่าขำนักรึไง” ผมปาดน้ำตาก่อนจะดันเขาออกแล้วมองหน้าอย่างเอาเรื่อง “ต่อไปนายห้ามทำแบบนั้นอีก ต่อให้นายไม่ว่างแค่ไหน หรือฉันไม่อยากเจอหน้านายยังไงนายก็ต้องมาเจอฉัน และต่อให้ฉันเอ่ยปากไล่ ให้นายไปไกลๆ...”

“....”

“ก็ห้ามไปไหนอีกเหมือนกัน!

จุนไคระบายยิ้มออกมา

“อย่าปล่อยให้ฉัน.....” ผมเงียบไปก่อนจะพูดประโยคหลังของมาด้วยเสียงแผ่วเบา “อย่าปล่อยให้ฉันคิดถึง...แล้วฟุ้งซ่านไปเองคนเดียวอีก...”

ผมก้มหน้าลงจนคางแทบชิดอก

“ฉันนึกว่านายจะเคยชินกับการไม่มีฉันไปแล้ว...”

“มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร”

ฝ่ามืออุ่นของเขาประคองใบหน้าผมให้เงยขึ้นอย่างเดิม เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำตาที่แก้มผมออกช้าๆ

“อย่าร้องเลยนะคนดี” เขาพูด “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง...ข้ามันก็โง่เง่าอย่างที่เจ้าว่ามาจริงๆ”

“....”

“ข้าคิดถึงเจ้า และคิดถึงเจ้ามาตลอด แล้วข้าจะชินกับการไม่มีเจ้าได้อย่างไรกันล่ะ” สายตาหนักแน่นของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับต้องการยืนยันในสิ่งที่เขาพูด “ข้าขอโทษที่ไม่ได้มาหาเจ้า และข้าจะไม่พูดย้อนถึงเรื่องที่ผ่านมาหรอกนะ แต่ว่า...”

ริมฝีปากร้อนของเขากดจูบที่หน้าผากของผมแผ่วเบา

“ต่อจากวันนี้ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตาไปอีก”

พูดจบเขาก็สวมกอดผมอีกครั้ง อ้อมกอดของเขาอบอุ่นราวกับมีเวทย์มนตร์ ทุกครั้งที่ผมกอดเขา ผมจะไม่กลัวอะไรอีกแล้ว

“ข้ายินดีที่จะทำตามสิ่งที่เจ้าพูดไปเมื่อครู่ 


......แล้วเจ้าอย่ามาบ่นว่าเบื่อข้าก็แล้วกัน...”





talk: ตอนนี้คลอดออกมาแบบกระท่อนกระแท่นมาก แต่มันก็ผ่านไปจนได้ในที่สุด *ครายอิ้ง*

ตอนนี้ปริศนาคลี่คลายไปจน(เกือบ)จะหมดแล้ววววว ตอนนี้จะเรียกว่าหมดเสี้ยนหนามแล้วก็ว่าได้

นี่ถือว่าองค์จักรพรรดิกับหยวนดีกันรึยัง? ก็น่าจะดีกันแล้วนะคะ ๕๕๕

หยวนดูสับสนในตัวเอง คือโกรธก็โกรธ แต่คิดถึงก็คิดถึงใช่ไหมลูกกกกกกกกก

ติดตามกันตอนต่อไปนะคะ คิดว่าเรื่องนี้จะจบตอนที่ 16 ไม่ก็ 18 จะรีบปั่นอย่างไว(ถ้าไม่ติดอะไรอีก)


ปล. ใกล้จะถึงช่วงสอบของไรท์เตอร์แล้ว อาจจะมีการหายหัวไปอีกตามเคย

ขอให้ทุกคนอย่างเพิ่งทิ้งกันไปไหนนะคะ *กอดขา*

ปลสอง. หวังว่าจะชอบกันนะคะ รู้สึกรวนมาก เพราะเว้นระยะไปนาน /รู้สึกแซด/ เจอกันตอนหน้าค่ะ <3

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #455 peachoutjh (@peachoutjh) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 22:45
    หม่าซือหยวน.. เป็นตัวละครที่เจ็บปวดมากจริงๆ
    #455
    0
  2. #395 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 23:51
    หยวนนี้หนูสับสนในตัวเองหรอเนียย 5555 อ่านไปยิ้มไป จุนไคคงเอ็นดูหยวนน่าดู

    หลินๆเธอต้องคลายความลับออกมาให้หมดเร็วๆนะหวังว่าจะไม่มีเรื่องให้หน่วงอีกนะ กลัวว**
    #395
    0
  3. #149 &#38472;&#37329;&#33394; (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 11:44
    เขินช่วงหลังมากกกกกกกกกกกกก
    #149
    0
  4. #148 Jiraput (@jirapatn) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 00:36
    เจ้าแร็ปบิทงอแงแล้วน่ารักกกกก ><
    #148
    0
  5. #147 Noon'exol Maknae Vck (@mumeenarak) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 13:42
    สงสารหม้าซือหยวนมาก T^T  แต่ก็ดีใจนะที่องค์จักพรรดิดีกับน้องหยวนแล้ว
    #147
    0
  6. #146 Miniko (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 11:03
    ฮื้ออออออสงสารหม่าซือหยวนมากเลยค่ะ;__; อ่านไปจะร้องไป โอ้ยยต้องรักมากขนาดไหนถึงจะสละชีวิตให้ได้
    #146
    0
  7. #145 JieYu1203 (@JieYu1203) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 06:48
    สงสารหม่าซือหยวนอ่ะไรท์ เป็นคนเสียสละมากเลยอ่ะ T^T
    #145
    0
  8. #144 BoiceJenny (@jennypop29) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 05:15
    อัพแล้ววววววววววว กรีดร้องงงง แม่ค่ะ เขาดีกันแล้วววววว แต่ก็สงสารหม่าซื่อหยวนนะ ฮือออออออ สู้ๆค่ะไรท์ ถ้านานเดี๋ยวจะไปตามทวงในทวิตแทน 5555555555
    #144
    0
  9. #143 kanni15 (@kanni15) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 01:03
    อัพแล้วดีใจจัง สงสารหม่าซื่อหยวน แต่ก็ดีใจที่จุนไคกับหวังหยวนกลับมากรักกัน และก็อย่ามีอุปสรรคอีกเลยนะ รอตอนต่อไปนะคะ ไรท์สู้ๆ นานก็รอได้ค่ะ
    #143
    0